‘SACIT’ คลอดแผนปฏิบัติการระยะ 3 เสริมศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600027

‘SACIT’คลอดแผนปฏิบัติการระยะ3  เสริมศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทย

‘SACIT’คลอดแผนปฏิบัติการระยะ3 เสริมศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทย

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพรพล เอกอรรถพร รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า ตามที่มี พ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันส่งเสริม ศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2564 ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เป็น สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ “SACIT” นั้น SACIT จะมีภารกิจในการดำเนินงานที่เข้มข้นขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยในทุกมิติอย่างยั่งยืนในฐานะองค์กรหลักในการดูแลและสนับสนุนศิลปหัตถกรรมไทยทั้งระบบ เพื่อสืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริมให้ก้าวไกลสู่สากล และสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทย

โดยได้ดำเนินการพัฒนาแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563-2565) ส่วนเพิ่มปี พ.ศ. 2566 และแผนปฏิบัติการประจำปี พ.ศ. 2565 ทั้งในส่วนกระบวนการ/เครื่องมือ/ตัวชี้วัดการ ประเมินผล และค่าเป้าหมายทั้งเป้าหมายรายปี และเป้าหมายสิ้นสุดของแผนยุทธศาสตร์ และนำเสนอรูปแบบ และ/หรือบทบาทการดำเนินงานของ SACIT ที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต โดยทำการวิเคราะห์ ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขปัญหา ศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทย

พร้อมปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการแข่งขัน ประเมินความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มในอนาคต ของงานศิลปหัตถกรรมไทย รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางสนับสนุนของภาครัฐ แผนผังแสดงความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาล และแผนปฏิบัติราชการกระทรวงพาณิชย์

นายพรพล กล่าวเสริมว่า ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาพันธกิจ อำนาจหน้าที่ ของ SACIT พบว่า มีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใน 3 ประเด็น ได้แก่ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาค ทางสังคม และด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การสร้างแผนยุทธศาสตร์องค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมาย

ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การตลาดบูรณาการงานศิลปหัตถกรรมไทย ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทยและผลิตภัณฑ์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 สืบสาน ส่งเสริมคุณค่า และเผยแพร่ภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทย ยุทธศาสตร์ที่ 4 การยกระดับองค์กรสู่ความเป็นเลิศ อย่างไรก็ดี แม้ประเด็นยุทธศาสตร์ของ SACIT นั้นจะมีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐในหลากหลายประเด็น แต่ SACIT ยังคงต้องรับฟังความคาดหวังของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มุ่งหวังให้บทบาทของ SACIT ส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยให้มีความ
เข้มแข็งรอบด้าน

ตลอดจนเดินหน้าสืบสาน อนุรักษ์ความเป็นพหุปัญญาของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรมและทายาทช่างศิลปหัตถกรรมตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในการถ่ายทอดความรู้ของงานด้านศิลปหัตถกรรมไทย เป็นต้น นอกจากนี้ จะต้องเพิ่มศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยที่เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ และการสร้างงานในกลุ่มงาน ฝีมือและงานหัตถกรรมให้กับประชากรไทยด้วย

“แม้ผลประเมินความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มในอนาคตของงานศิลปหัตถกรรมไทยยังคงพบอุปสรรคในมิติต่างๆ และปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกรวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาช่วย ทั้งการผลิต การจัดจำหน่าย การส่งออกสินค้า เน้นส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และมีเอกลักษณ์ประจำชาติ ก่อให้เกิดการขยายตัวทางการตลาดเพิ่มขึ้นซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดี ที่จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาทางเศรษฐกิจได้”นายพรพล กล่าว

พศ.ชี้ ‘มหาสมปอง-มหาไพรวัลย์’ ไลฟ์ตามยุคสมัย ยกให้เจ้าอาวาสพิจารณาความเหมาะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600055

พศ.ชี้‘มหาสมปอง-มหาไพรวัลย์’ไลฟ์ตามยุคสมัย ยกให้เจ้าอาวาสพิจารณาความเหมาะสม

พศ.ชี้‘มหาสมปอง-มหาไพรวัลย์’ไลฟ์ตามยุคสมัย ยกให้เจ้าอาวาสพิจารณาความเหมาะสม

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 19.28 น.

พศ.ชี้‘มหาสมปอง-มหาไพรวัลย์’ไลฟ์ตามยุคสมัย ยกให้เจ้าอาวาสพิจารณาความเหมาะสม

5 กันยายน 2564 จากกรณีการไลฟ์เฟซบุ๊กของ “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” และ “พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต” พระภิกษุวัดสร้อยทอง กทม. ที่สร้างความฮือฮาต่อเนื่อง 2 คืนที่ผ่านมา มียอดผู้ชมไลฟ์เกิน 2 แสนคน โดยเนื้อหาการไลฟ์พูดคุยมีความบันเทิงเป็นเนื้อหาหลัก สอดแทรกธรรมะ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น

ล่าสุดนายสิปป์บวร แก้วงาม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และโฆษก พศ. เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว ว่า การพิจารณาถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมนั้น จะเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ หรือเจ้าอาวาส ที่เป็นผู้บังคับบัญชาขั้นต้นของพระทั้ง 2 รูป โดยตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 38 ว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่อบรมบ่มนิสัยบรรพชิตและคฤหัสถ์ ให้ตั้งอยู่บนความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และหากบรรพชิตและคฤหัสถ์ไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสสามารถขับไปเสียจากวัดได้

“โดยส่วนตัวจะไม่ไปวิเคราะห์แทนพี่น้องประชาชน เพราะเชื่อว่าประชาชนมีองค์ความรู้ มีความคิดเป็นของตนเอง สามารถวินิจฉัย พินิจพิเคราะห์ได้เองว่า การแสดงลักษณะนี้อยู่ในความสำรวมของสงฆ์หรือไม่” นายสิปป์บวร กล่าว

นายสิปป์บวร กล่าวอีกว่า แม้หลายคนจะเห็นว่าการแสดงธรรมเช่นนี้เป็นวิธีการใหม่ รูปแบบใหม่ เป็นนวัตกรรมหนึ่งในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาออกสู่สังคม ตนมองว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะสังคมเราต้องการให้พระนำหลักธรรมคำสอนสู่สังคม เพื่อให้ทุกคนมีหลักธรรมประจำใจในการดำรงชีวิต ไม่ให้เกิดความผิดพลาดและสร้างความเดือนร้อนต่อสังคม แต่สิ่งสำคัญในความเป็นพระภิกษุสงฆ์ คือ ความสำรวมในความเป็นสงฆ์ ซึ่งตนเชื่อว่าประชาชนสามารถพิจารณาได้เองว่าพระทั้ง 2 รูป ที่เผยแผ่พุทธศาสนาผ่านไลฟ์นั้น มีความเหมาะสมหรือไม่

ข่าวดี! อว.จับมือบีโอไอ ป้อนแรงงานคุณภาพสูงบริษัทไต้หวัน รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600025

ข่าวดี! อว.จับมือบีโอไอ ป้อนแรงงานคุณภาพสูงบริษัทไต้หวัน รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่า1.5หมื่น

ข่าวดี! อว.จับมือบีโอไอ ป้อนแรงงานคุณภาพสูงบริษัทไต้หวัน รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่า1.5หมื่น

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.05 น.

อว.จับมือบีโอไอ ป้อนแรงงานคุณภาพสูงตามความต้องการอุตสาหกรรมไฮเทคจากไต้หวัน ได้ฝึกทักษะควบคู่ทำงานจริง รูปแบบโรงเรียนในโรงงาน รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่า15,000/เดือน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังการประชุมหารือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เรื่องการสนับสนุนกำลังคนทักษะสูงตามความต้องการของอุตสาหกรรมระดับสูงจากต่างประเทศ โดยกล่าวว่า อว. พร้อมสนับสนุนบีโอไอ ในการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนักลงทุนเก่าและนักลงทุนใหม่ ที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งต้องการแรงงานคุณภาพสูง มีทักษะที่จำเป็นในการทำงานในโรงงานที่มีเทคโนโลยีระดับสูง โดย สอวช. และ สวทช. มีประสบการณ์ในการจัดหา ดูแล ประสานงาน และฝึกอบรมแรงงาน ภายใต้โครงการบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน (Work-integrated Learning: WiL) ในรูปแบบ โรงเรียนในโรงงาน โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในวันนี้ คือ บริษัทแคล-คอมพ์ จากไต้หวัน เป็นผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ ลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทยมากว่า 30 ปี มีความต้องการขยายฐานการผลิตร่วมกับบริษัทที่ย้านฐานการผลิตจากประเทศจีน เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา โดยต้องการแรงงานทักษะสูงประมาณ 400 ตำแหน่ง ภายในปีนี้ แรงงานดังกล่าวจะได้รับการฝึกฝนทักษะไปพร้อมๆ กับการทำงานจริง ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท โดยมีนักศึกษาระดับปริญญาโทเป็นพี่เลี้ยง ทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายโรงงานและรับแรงงานเพิ่มไม่ต่ำกว่า 2,000 ตำแหน่ง ในอนาคต

“นี่เป็นเพียงตัวอย่างของหนึ่งบริษัทจากต่างประเทศที่เลือกลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับสูงในประเทศไทย เมื่อมีการประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมของประเทศไทยโดยบีโอไอ ประกอบกับการดำเนินการจัดตั้งศูนย์พัฒนากำลังคนเพื่อสนับสนุนการลงทุน โดย อว. จะทำให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยจะมีแรงงานทักษะสูงที่พร้อมป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมไฮเทค สร้างงานและรายได้ให้แก่คนไทย เพิ่มจีดีพีให้แก่ประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวหรือ Resiliency ของประเทศไทย ที่จะผ่านพ้นวิกฤตและมุ่งสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคต” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

มรภ.สวนสุนันทา หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีนานาชาติ หลังคว้าแชมป์เหรียญทองมาหลายรุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599970

มรภ.สวนสุนันทา หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีนานาชาติ หลังคว้าแชมป์เหรียญทองมาหลายรุ่น

มรภ.สวนสุนันทา หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีนานาชาติ หลังคว้าแชมป์เหรียญทองมาหลายรุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.18 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมการประกวดผลงานวิชาการสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ” เพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยให้เป็นรู้จักในระดับประเทศและระดับนานาชาติ สามารถนำไปต่อยอดขยายผลสู่การปฏิบัติ พัฒนาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย สร้างชุมชนที่มีความเข้มแข็งมีรายได้ที่ยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.รจนา จันทราสา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า สถาบันวิจัยและพัฒนา ได้ผลักดันให้มีการจัดทำ “โครงการส่งเสริมการประกวดผลงานวิชาการสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ” มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ และนักวิจัยของ มรภ.สวนสุนันทา ได้พัฒนาสร้างสรรค์งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้มีพื้นที่แสดงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ เรียกได้ว่า “ เป็นคลังความรู้ สร้างปัญญาและนวัตกรรมด้านวิจัย บริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นสู่สากล” ที่สามารถส่งเสริมในการสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือนักวิจัยสามารถพัฒนาผลงานของตนเองไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ต่อไป

ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สามารถคว้ารางวัลมาได้กว่า 100 รางวัล โดยแต่ละผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้พิจารณาประเมินผลงานให้กับนักวิจัยที่ต้องการเข้าร่วมการประกวดผลงานวิชาการในเวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยคัดเลือกจากผลงานวิจัยนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น และมีศักยภาพ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยได้ จากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมนักวิจัยให้ไปแข่งขันยังเวทีของแต่ละประเทศ ประกอบไปด้วยเวที เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง รัสเซีย โรมาเนีย และแคนาดา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องนำผลงาน โปสเตอร์ และข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไปจัดแสดงในแต่ละเวทีเพื่อให้คณะกรรมการตัดสิน แต่นับตั้งแต่ปี 2563 มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีการเปลี่ยนเป็นรูปแบบการประกวดออนไลน์ ซึ่งแต่ละเวทีรูปแบบการนำเสนอแตกต่างกัน โดยการส่งผลงานเข้าประกวด จะเป็นการนำเสนอแบบ Poster หรือการนำเสนอแบบ Presentation

โดยในปีนี้มีผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้นจำนวน 29 ผลงาน ตัวอย่างผลงานที่มีความโดดเด่นและได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ ได้แก่ ผลงาน “ภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝก Eco-friendly containers from vetiver fibers” ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที 2020 International Innovation & Invention Competition (2020IIIC) ประเทศไต้หวัน ผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง RE-NO-WASTE” ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที 2020 IIDC Hong Kong International Invention and Design Competition เกาะฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และ ผลงาน “กระดาษจากเปลือกถั่ว Peanut shell Paper” ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที X European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T 2021 ประเทศโรมาเนีย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภานุ พัฒนปณิธิพงศ์ รองคณบดีฝ่ายแผนงานและประกันคุณภาพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าว ถึงผลงานภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝกว่า จากการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานจากใบหญ้าแฝกร่วมกับชุมชนเครือข่ายกลุ่มหัตถกรรมจักสานหญ้าแฝกจังหวัดพะเยา อุดรธานีและสุรินทร์ ซึ่งพบว่าใบหญ้าแฝกสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องของการแปรรูปใบหญ้าแฝกที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายมากขึ้น หรือมีคุณลักษณะของสมบัติทางกายภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้น จนได้ออกมาเป็นผลงานจานจากกระดาษหญ้าแฝก ที่มีคุณสมบัติมีความเหนียว แข็งแรงทนทานต่อการดึงและการฉีกขาดได้ดี สามารถนำไปใช้เป็นภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมทั้งได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรองรับกระแสนิยมการอนุรักษ์ธรรมชาติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

การสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานความต้องการและศักยภาพความสามารถของชุมชนเครือข่ายกลุ่มหญ้าแฝกที่มีความพร้อมด้านทรัพยากร ด้านบุคลากร และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานเริ่มจากการมีส่วนร่วมเรียนรู้ ทั้งร่วมคิด ร่วมทำ และการใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชนและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งหลังจากที่ชุมชนได้ฝึกปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานซ้ำๆ จนมีคุณภาพมาตรฐานสม่ำเสมอ ก็สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การผลิตเพื่อการค้าได้

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์นภดล สังวาลเพ็ชร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวว่า แนวคิดในการออกแบบผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง” เป็นการนำทรัพยากรที่มีในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสาหร่ายในนากุ้ง ที่ชาวบ้านเรียกว่าสาหร่ายผมนาง (วัชพืชที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง) ลักษะคล้ายเส้นใย มีความเหนียว เงา สีเขียวอ่อน แต่ถ้ามีสาหร่ายมากเกินไปจะทำให้น้ำเน่าเสีย เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะตักสาหร่ายขึ้นจากบ่อนำไปทิ้งทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวคิดที่จะนำสาหร่ายในนากุ้งนี้มาพัฒนาเป็นวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรได้ จากการวิเคราะห์ทั้งลักษณะของสาหร่ายและสภาพแวดล้อมชุมชน พบว่าการแปรรูปที่มีความเหมาะสม ควรเป็นการแปรรูปเป็นกระดาษสาจากสาหร่ายในนากุ้ง

จุดเด่นและเอกลักษณ์ของผลงานกระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ สามารถใช้เป็นวัสดุทดแทนกระดาษในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระดาษมีความโปร่งแสงสามารถนำมาผลิตเป็นโคมไฟ ดูดซับน้ำได้ดีสามารถนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์กระจายน้ำหอมเพื่อปรับอากาศในห้องหรือที่พักอาศัย หรือที่รองแก้วน้ำ มีเส้นใยยาวและจำนวนมากสามารถนำมาผลิตเป็นแผ่นซับเสียง หรือนำไปอัดขึ้นรูปเป็นภาชนะบรรจุอาหาร นอกจากนี้ ยังมีพื้นผิวและสีที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก เช่น ปกสมุด ที่คั่นหนังสือ หรือนำมาห่อช่อดอกไม้ ซึ่งการออกแบบผลงานกระดาษจากสาหร่ายในนากุ้งนี้ เป็นการแก้ปัญหาทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากปริมาณของสาหร่ายที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพการทำนากุ้ง ทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย กลายเป็นขยะมูลฝอยปริมาณมาก และส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ทั้งยังเป็นแนวทางการสร้างรายได้และอาชีพเสริมให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวถึงผลงานกระดาษจากเปลือกถั่วว่า แนวคิดการออกแบบผลงานกระดาษจากเปลือกถั่ว เริ่มต้นจากต้องการเพิ่มมูลค่ากับสิ่งเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและชุมชนสามารถผลิตได้เอง กิจกรรมทั้งหมดชาวบ้านสามารถทำได้และได้ผลผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยจุดที่น่าสนใจคือการสร้างพื้นผิวของกระดาษจากเปลือกถั่ว ซึ่งปกติไม่เป็นที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะพบในการนำไปทำปุ๋ย กระดาษจากเปลือกถั่วจึงมีความน่าสนใจในตัวของมันเอง ในกระบวนการผลิตก็สามารถใช้กระบวนการที่ไม่ซับซ้อนนั่นคือการทำกระดาษสา แต่เรามีสูตรพิเศษในสัดส่วนและการเตรียมเปลือกถั่วในขั้นต้น นอกจากนี้ยังมีซังข้าวโพดซึ่งมีความเป็นเส้นใยสูงพอสมควรเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนที่เหมาะสม ก็จะได้กระดาษที่มีพื้นผิวสวยงามและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกถั่ว อย่างไรก็ตาม หัวใจของงานออกแบบในลักษณะนี้คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตร ประเทศไทยยังมีสินค้าเกษตรจำนวนมาก ถ้าเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้ได้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

นายกรัฐมนตรีเน้นความสำคัญการปฏิรูปการศึกษา หนุนนโยบาย Coding For All-Project 14 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599752

นายกรัฐมนตรีเน้นความสำคัญการปฏิรูปการศึกษา หนุนนโยบาย Coding For All-Project 14

นายกรัฐมนตรีเน้นความสำคัญการปฏิรูปการศึกษา หนุนนโยบาย Coding For All-Project 14

วันเสาร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกรัฐมนตรีเน้นความสำคัญการปฏิรูปการศึกษา หนุนนโยบาย Coding For All-Project 14 ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา ที่เน้นการเรียนประวัตศาสตร์ไทยผ่านสื่อร่วมสมัย

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวกับแนวหน้าว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ และกล่าวถึงนโยบาย Coding For All และ Project 14 ผ่านการเรียนออนไลน์ที่ความเหมาะสมกับศตวรรษที่ 21  โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตการระบาดของเชื้อโควิด-19 และนโยบายการอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย ที่สามารถช่วยให้เยาวชนตระหนักถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของประเทศได้อย่างลึกซึ้งโฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะนโยบาย Coding For All ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อเยาวชน และจำเป็นต้องให้เรียนรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก เพื่อให้รู้จักคิดวิเคราะห์ จนสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการเรียนและการทำงาน และยังกล่าวถึงโครงการ Project 14 ที่พัฒนาโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของคุณหญิงกัลยาโดยในช่วงโควิด-19 ระบาด ได้ปรับไปใช้การเรียนผ่านระบบออนไลน์ และที่สำคัญโครงการยังเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถกำหนดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เน้นความเข้าใจเพื่อเชื่อมโยงความรู้วิชาการตามหลักสูตรกับการดำรงชีวิตจริง รวมถึงการเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนซึ่งทั้งหมดถือเป็นแนวทางในการวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษาโดยตรงถึงเยาวชนไทย ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการศึกษามาโดยตลอด เพราะตระหนักดีว่าเยาวชนคืออนาคตของประเทศ และย้ำว่ารัฐบาลต้องดูแลทั้งครูและนักเรียนให้ดี ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลกำลังปรับหลักสูตรการเรียนการสอนและการวัดผลการเรียนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้มากที่สุด และผู้สอนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

สำหรับนโยบายการศึกษาทั้ง 3 ส่วนนั้นริเริ่มโดยคุณหญิงกัลยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น Coding For All มีเป้าหมายต้องการเร่งกระจายการเรียนรู้ไปสู่ทุกคน ทุกอาชีพ ทุกวัยในสังคมทั่วประเทศ เพราะ Coding คือ ทางรอดของทุกวิกฤต หากเยาวชนมีพื้นฐานความรู้เรื่องCoding แล้วจะสามารถแข่งขันกับโลกยุคอนาคตได้อย่างดี ส่วนโครงการ Project 14 ซึ่งจัดทำโดย สสวท. คือการเปลี่ยนบทเรียนจากหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้เป็นบทเรียนออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยวีดีโอการสอนที่ครอบคลุมวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 โดยมีวีดีโอกว่า2,000 คลิป เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนการเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย ได้พัฒนารูปแบบสื่อการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย ในแบบสื่อเทคโนโลยี พร้อมขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในหลายหลายช่องทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ปัจจุบันเริ่มปรับใช้ในการเรียนการสอนที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทุกแห่ง เพื่อมุ่งให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบการวิพากษ์ร่วมสมัย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

‘จุฬาฯ’ ขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การเรียนการสอน-การปฏิบัติงานต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599604

'จุฬาฯ'ขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การเรียนการสอน-การปฏิบัติงานต่อ

‘จุฬาฯ’ขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การเรียนการสอน-การปฏิบัติงานต่อ

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.51 น.

วันที่ 3 กันยายน 2564 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกเป็นประกาศ เรื่อง การขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยประกาศระบุว่า

เนื่องจากปรากฏว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 ค่อนข้างทรงตัวและมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น กรุงเทพมหานครจึงได้ออกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 41) ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564 กำหนดว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2564 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 ให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทุกประเภทสามารถใช้อาคารสถานที่เพื่อการจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากได้ โดยให้ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รับผิดชอบ ร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร พิจารณาความจำเป็นและการดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด รวมทั้งความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงสาธารณสุขกำหนด ดังนั้น ในช่วงเวลาระหว่างที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะได้ออกประกาศกำหนดในเรื่องดังกล่าวตามความในประกาศกรุงเทพมหานครต่อไป  

เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดและลดโอกาสติดเชื้อโรค COVID-19 แก่นักเรียน นิสิตและบุคลากร และเพื่อให้การดำเนินงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551  จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการ ดังนี้

ข้อ 1  ให้ขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการที่ตั้งทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและนอกเขตกรุงเทพมหานครออกไปตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564 จนถึงวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ข้อ 2  การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงานในช่วงดังกล่าวให้ดำเนินการตามประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ต่อไป

ข้อ 3  บุคลากรหรือนิสิตที่ได้รับคำสั่งหรือได้รับอนุญาตเข้ามาในพื้นที่มหาวิทยาลัย หรือพักอาศัยในหอพักของมหาวิทยาลัย จะต้องได้รับวัคซีนที่ราชการกำหนดหรือที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับรอง แล้วแต่กรณี โดยบุคลากรหรือนิสิตนั้นจะต้องได้รับวัคซีนดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน

ข้อ 4  เนื่องจากขณะนี้โรค COVID-19 แพร่ระบาดอย่างรุนแรงและมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก มหาวิทยาลัยมีความห่วงใยนักเรียน นิสิตและบุคลากรทุกคน จึงขอให้นักเรียน นิสิตและบุคลากรโปรดระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือออกจากที่พักโดยไม่จำเป็น และหากเริ่มมีอาการของโรคหรือสงสัยว่าจะติดโรค COVID-19 ขอให้รีบประสานงานมายังมหาวิทยาลัย เพื่อที่มหาวิทยาลัยจะได้ให้ความช่วยเหลือโดยเร็วต่อไป         

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงเป็นประการใด หรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ออกประกาศตามความในประกาศกรุงเทพมหานครแล้ว มหาวิทยาลัยจะประกาศให้ทราบโดยเร็วต่อไป

‘ในหลวง’ ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ถึงผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599545

‘ในหลวง’ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ถึงผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.44 น.

“ในหลวง” ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพรถึงผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน ในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐซานมารีโน

3 กันยายน 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐซานมารีโน ซึ่งตรงกับวันที่ 3 กันยายน 2564 ความว่า

ฯพณฯ นายจัน การ์โล เวนตูรีนี ที่ ๒ และนายมาร์โก นีโกลีนี ที่ ๑ ผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน ซานมารีโน ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐซานมารีโน ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีเพื่อท่านมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวซานมารีโน

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สนั่นวงการครู! ศาลอุดรสั่งจำคุกอดีตประธานอ.ก.ค.ศ.-พวก ย้ายผอ. รร. เหลืออายุราชการแค่ 3 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599442

สนั่นวงการครู!ศาลอุดรสั่งจำคุกอดีตประธานอ.ก.ค.ศ.-พวก ย้ายผอ.รร.เหลืออายุราชการแค่ 3 วัน

สนั่นวงการครู!ศาลอุดรสั่งจำคุกอดีตประธานอ.ก.ค.ศ.-พวก ย้ายผอ.รร.เหลืออายุราชการแค่ 3 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.48 น.

สนั่นวงการครู!ศาลอุดรสั่งจำคุกอดีตประธานอ.ก.ค.ศ.-พวก ย้ายผอ.รร.เหลืออายุราชการแค่ 3 วัน

2 กันยายน 2564 จากกรณีเมื่อเดือนกันยายน 2559 คณะกรรมการศึกษาธิการ (กศจ.) อุดรธานี มีมติให้โยกย้าย นายสุรพล สุขประเสริฐ ไปเป็น ผอ.โรงเรียนบ้านคำกลิ้ง อ.เมือง และให้นายพยัคฆ์ รัตนปกรณ์ ผอ.โรงเรียนบ้านตาด อ.เมือง ย้ายมาเป็น ผอ.โรงเรียนบ้านหมากแข้ง โดย ผอ.ทั้ง 2 รายจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2559 ซึ่งเหลือเวลาทำงานอีกเพียงอีก 3 วันเท่านั้น ท่ามกลางความมึนงงของวงการข้าราชการครูใน จ.อุดรธานี ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ระบุความเป็นมาและข้อเท็จจริงสำหรับการได้รับแต่งตั้งของนายพยัคฆ์ เกิดจากการย้ายผู้บริหารตามคำขอปี 2553 ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และคณะกรรมการประเมินขอย้ายให้ตนได้คะแนนสูงสุด แต่กลับให้บุคคลอื่นส่งเอกสารเพิ่มเติม

ต่อมานายพยัคฆ์ เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยที่ 1 นายศิริวัฒน์ จันทรคลัง อดีตประธานอนุกรรมการและบุคลากรครูทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) , จำเลยที่ 2 นายสุรพล สุขประเสริฐ อนุกรรมการฯและอดีต ผอ.โรงเรียนบ้านหมากแข้ง กับพวกรวม 10 คน ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต่อศาลจังหวัดอุดรธานี ต่อมาศาลจังหวัดอุดรธานีพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน (จำเลยที่ 3 และที่ 10 เสียชีวิตระหว่างพิจารณา)

จนกระทั่งวันนี้ (2 กันยายน 2564) ศาลจังหวัดอุดรธานีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาพิพากษากลับว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก นายศิริวัฒน์ จันทรคลัง จำเลยที่ 1 , นายสุรพล สุขประเสริฐ จำเลยที่ 2 , จำเลยที่ 4 และที่ 7 คนละ 8 เดือน ส่วนจำเลยที่เหลือ จำคุกคนละ 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท รอการลงโทษจำคุก

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯ 1 อุดรธานีในขณะนั้น ย่อมต้องมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมการประชุมไม่ให้มีการปฏิบัติโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด จำเลยที่ 2 เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดการกระทำความผิด จำเลยที่ 4 และที่ 7 นอกจากจะเป็น อ.ก.ค.ศ. แล้วยังเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายฯ ซึ่งทราบมูลเหตุที่เกิดขึ้น แต่ยังคงกระทำความผิด จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ส่วนจำเลยอื่น ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เห็นควรให้โอกาสรอการลงโทษ

‘ดรุณวรรณ’ ขอบคุณนายกฯ หลังชี้แจงในสภาฯ ให้ความสำคัญปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า Coding For All – Project 14-เรียนประวัติศาสตร์ผ่านสื่อร่วมสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599405

'ดรุณวรรณ' ขอบคุณนายกฯ หลังชี้แจงในสภาฯ ให้ความสำคัญปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า Coding For All - Project 14-เรียนประวัติศาสตร์ผ่านสื่อร่วมสมัย

‘ดรุณวรรณ’ ขอบคุณนายกฯ หลังชี้แจงในสภาฯ ให้ความสำคัญปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า Coding For All – Project 14-เรียนประวัติศาสตร์ผ่านสื่อร่วมสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.40 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ขอบคุณนายกรัฐมนตรี หลังกล่าวชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (2 กันยายน 2564) ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ พร้อมพูดถึงนโยบายคุณหญิงกัลยา ทั้ง Coding For All – Project 14 การเรียนออนไลน์ ที่มีความเหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมทั้งนโยบายการอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย ที่จะช่วยให้เยาวชนตระหนักถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศ

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในส่วนของนโยบายที่สำคัญที่ริเริ่มโดยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ทั้งนโยบาย Coding ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่ามีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องเริ่มเรียนตั้งแต่เด็ก ให้รู้จักคิด วิเคราะห์เป็น สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งการเรียนและการทำงานในอนาคต

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงโครงการ Project 14 ที่พัฒนาโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี (สสวท.) หน่วยงานในกำกับของคุณหญิงกัลยา ซึ่งการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ภายใต้โครงการนี้เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา กำหนดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เน้นความเข้าใจเชื่อมโยงชีวิตจริง และตรงตามหลักสูตรที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้เทียบเท่าในห้องเรียน เหมาะสมกับการเรียนในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงการปรับวิธีการเรียนประวัติศาสตร์ โดยผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนซึ่งทั้งหมดถือเป็นแนวทางในการวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษาโดยตรงถึงเยาวชนไทย

“ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านได้กล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (2 กันยายน 2564) ถึงการปฏิรูปการศึกษา ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษามาโดยตลอด เยาวชนคืออนาคตของชาติ รัฐบาลต้องดูแลทั้งครูและนักเรียนให้ดี วันนี้เรากำลังทำในสิ่งใหม่ๆ ทั้งการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และวัดผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการเรียนการสอน อาทิ หลักสูตร Coding โครงการ Project 14 และการเรียนประวัติศาสตร์ โดยผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เป็นต้น “นางดรุณวรรณ กล่าว

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า สำหรับนโยบายทั้ง 3 ส่วนนั้นได้ถูกริเริ่มโดยดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้มีการขับเคลื่อนนโยบาย Coding For All โดยมีเป้าหมายที่ต้องการเร่งกระจายการเรียนรู้ Coding ไม่เฉพาะแต่ครูและนักเรียนเท่านั้น แต่ต้องกระจายไปสู่ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกช่วงวัยให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อว่า Coding คือ ทางรอดของทุกวิกฤต หากเยาวชนมีพื้นฐานความรู้เรื่อง Coding ก็จะสามารถให้รองรับการแข่งขันในโลกอนาคตได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับโครงการ Project 14 ซึ่งจัดทำโดย สสวท. เป็นการเปลี่ยนบทเรียนจากหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้มาเป็นบทเรียนออนไลน์ที่ประกอบด้วยวีดีโอการสอนที่ครอบคลุมทุกวิชาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ทุกชั้นปี ตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 ประมาณกว่า 2,000 คลิป มั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ส่วนการเรียนประวัติศาสตร์ โดยผ่านการสื่อสารร่วมสมัย นั้นได้มีการพัฒนารูปแบบสื่อการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย ในรูปแบบสื่อเทคโนโลยี พร้อมขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในรูปแบบหลายหลายช่องทาง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ โดยปัจจุบันได้เริ่มปรับใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่เปิดการเรียนการสอนแบบสมบูรณ์ 100% จำนวน 11 แห่ง โดยมุ่งให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบวิพากษ์ร่วมสมัย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

อาชีวะอุบลฯลงพื้นที่แจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด-ฝึกสอนอาชีพ นร.-ผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599397

อาชีวะอุบลฯลงพื้นที่แจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด-ฝึกสอนอาชีพ นร.-ผู้ปกครอง

อาชีวะอุบลฯลงพื้นที่แจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด-ฝึกสอนอาชีพ นร.-ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.23 น.

อาชีวะอุบลฯ ทำดีลงพื้นที่แจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฝึกสอนอาชีพฟรี แก่กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี

2 กันยายน 2564 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยนายลือชัย ทาทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร นางสมจิตร บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ นายวีระพิศ แฝงจันทร์ หัวหน้างานโครงการพิเศษและการบริการชุมชน นำตัวแทนคณะครู บุคลากร ร่วมพิธีเปิดในโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการค่ายทักษะชีวิต เพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” ณ โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง ตำบล หนองเมือง อำเภอ ม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนายสุรสิทธิ์ สมสิน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายปฏิคม พงษ์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง และคณะร่วมให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้ให้บริการแจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ได้แก่ น้ำยาล้างมือ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาล้างพื้น ให้กับโรงเรียนและชาวบ้านกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง ฟรี เพื่อลดรายจ่ายให้กับในครัวเรือนในสถานการณ์ยุคโควิด -19

จากนั้นได้ให้ความรู้ด้านวิชาชีพแก่นักเรียนและผู้ปกครอง เกี่ยวกับการทำน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและการเพ้นท์กระถางต้นไม้ เพื่อพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และส่งเสริมการมีงานทำในท้องถิ่น ทั้งนี้ต่างได้รับความสนใจจากกลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง ที่เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างมาก โดยสถานศึกษามีกำหนดให้บริการวิชาชีพดังกล่าวในระหว่างวันที่ 2 – 3 กันยายน 2564 เวลา เวลา 09.00 – 16.00 น.

สำหรับโรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองเมือง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 230 มีผุ้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 23 คน เป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพได้รับการยอมรับว่าเป็นโรงเรียนประชารัฐ(ดีใกล้บ้าน) และโรงเรียน 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ