HAC. ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก้าวออกจากรั้วการศึกษาสู่การใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทคโนโลยี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599050

HAC.ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  ก้าวออกจากรั้วการศึกษาสู่การใช้งานจริง  เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทคโนโลยี

HAC.ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก้าวออกจากรั้วการศึกษาสู่การใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทคโนโลยี

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นที่ยอมรับกันว่าเทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้แก้โจทย์ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการและยังคงมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์

Hospital Automation Research Center หรือ HAC เป็นศูนย์ที่มุ่งเน้นงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ที่นำไปใช้ในโรงพยาบาล จัดตั้งขึ้นภายใต้สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เมื่อเดือนธันวาคม 2563 วัตถุประสงค์เพื่อต้องการขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในห้องแล็บจากรั้วมหาวิทยาลัยออกไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ โดยการผูก partner ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐและโรงพยาบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 70 แห่ง มีเป้าหมายหลักคือไปสู่การผลักดันเทคโนโลยีให้เข้าสู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ ปัจจุบัน HAC ถือเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาชั้นนำด้านนวัตกรรมระบบอัตโนมัติของโรงพยาบาล แห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผศ.ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และผู้ก่อตั้งศูนย์ กล่าวถึงที่มาของศูนย์ Hospital Automation Research Center ว่า HAC เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มอาจารย์ในฟีโบ้ที่ทำ Robot Automation หรือ AI งานที่เกี่ยวกับการแพทย์ สุขภาพ และ Healthcare และมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับโรงพยาบาลทั้งในและต่างประเทศกว่า 30 แห่งมีผลงานสะสมมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอาจารย์ที่มีแนวคิดคล้ายกันในการที่จะผลักดันองค์ความรู้และ Technology จากมหาวิทยาลัยออกไปขยายผลต่อสู่การใช้จริงในเชิงพาณิชย์รวมถึงการผลักดันให้เกิด Start-ups ให้มากขึ้น

“ฟีโบ้ นอกจากหลักสูตรการเรียนการสอนแล้ว ยังมีงานวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ทุกแขนง ซึ่งในขณะนี้อาจมองได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มบริการภาคอุตสาหกรรม กลุ่มการศึกษา และกลุ่มทางการแพทย์ ซึ่งมีผลงานอยู่มากมาย ทางกลุ่มอาจารย์ที่ทำ Robot Automation หรือ AI ที่เกี่ยวกับ Medical และ Healthcare เองจึงได้ทดลองมารวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นศูนย์ HAC ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์ต้นแบบ และต้องการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของเราให้ไปสู่การใช้งานจริง โดยการผูกพันธมิตรกับทุกภาคส่วนทั้งระดับสากลและระดับประเทศเข้าด้วยกัน” ผศ.ดร.สุภชัย กล่าว

ปัจจุบัน HAC มีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐภาคเอกชน และโรงพยาบาล รวมกันกว่า 70 แห่ง โดยมีภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเป็นพันธมิตรในด้านการทำตลาด การลงทุนและสนับสนุนด้านการผลิต ส่วนหน่วยงานภาครัฐ ให้การสนับสนุนเรื่องของแหล่งทุนและเรื่องของมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศร่วมเป็นพันธมิตรทั้งจากเยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และภาคที่สำคัญคือ โรงพยาบาลในฐานะผู้ใช้และส่วนของการขยายผล โดยมีเครือข่ายความร่วมมือกับโรงพยาบาลกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ ถือเป็น eco system แบบครบวงจร โดยมี HAC เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนระบบดังกล่าวให้เกิดขึ้น

ด้านผลงานศูนย์ HAC-FIBO แม้จะเพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ แต่มีผลงานวิจัยอยู่มากมาย มีทั้งสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรมากกว่า 30 ฉบับ มีผลงานทางด้านวิชาการมากกว่า 60 ผลงาน มีผลงานที่ได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติอีกกว่า 10 รางวัล ที่สำคัญ มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและถูกนำมาใช้จริงแล้วอีกหลายผลงาน ได้แก่ CARVER หุ่นยนต์ขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ สำหรับผู้ป่วยในหอผู้ป่วยของโรงพยาบาล พร้อมฟอกอากาศและฆ่าเชื้อไวรัส และ CARVER-Mini หุ่นยนต์ขนอาหารและยา สำหรับโรงพยาบาลสนาม เพื่อดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ช่วยอำนวยความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19, Sensible Series หุ่นยนต์ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ปกติมากขึ้น เช่น การเดิน การเคลื่อนไหวแขน, NEF ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวบนเตียง ช่วยบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นอยู่บนเตียง ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ประเมินความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เช่น พลัดตกเตียง รวมทั้งการเกิดแผลกดทับ โดยการแจ้งเตือน, ระบบจัดการและลำเลียงยาอัตโนมัติในโรงพยาบาล เพิ่มความแม่นยำด้านเภสัชกรรมและความรวดเร็วในการบริการ, และ การใช้ AI วินิจฉัยโรคจากฟิล์ม X-ray ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้ได้เข้าไปใช้จริงในโรงพยาบาลแล้วทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ ระบบ AI คัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะตาเหลือง ซึ่งเป็นอาการที่แสดงออกถึงความผิดปกติของตับ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเจ็บตัว เป็นผลงานที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นกับภาคเอกชน FREAK Lab มจธ. และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, หุ่นยนต์ถือกล้องในการผ่าตัดกระดูกที่กำลังพัฒนาร่วมกับโรงพยาบาลตำรวจ และระบบหุ่นยนต์ช่วยในการจัดการและทำความสะอาดเครื่องมือผ่าตัด เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานของแพทย์และพยาบาล ระบบ PharmaHome, ระบบจ่ายยาส่วนบุคคลที่จะช่วยในการติดตามการกินยาของผู้ป่วยที่บ้านเพื่อลดความผิดพลาดในการรับประทานยาและทำให้การรักษามีประสิทธิผลสูงสุด เป็นต้น

ผศ.ดร.สุภชัย กล่าวเสริมว่า กรณีโรคตาเหลือง หรือโรคที่เกี่ยวกับตับนั้นในต่างประเทศยังไม่มีการวิจัยเกี่ยวกับการนำระบบ AI มาใช้ เนื่องจากโรคตาเหลืองถือเป็นโรคประจำถิ่นในแถบภูมิภาคเอเชีย คนไทยหรือคนเอเชียจึงมักจะมีปัญหาเรื่องตับกันเยอะมาก ขณะที่พบน้อยมากในประเทศตะวันตก จึงไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งปกติการวินิจฉัยโรคนี้จะต้องเจาะเลือดไปตรวจในห้องแล็บ และการติดตามผลค่อนข้างยาก แต่ตอนนี้เรามีการพัฒนา AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ โดยร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน FREAK Lab มจธ. และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งจะมีประโยชน์มากเพราะจะทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคสะดวกรวดเร็วขึ้นและง่ายต่อการติดตามผล

รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ FIBO กล่าวยอมรับว่า “การรวมกลุ่มหุ่นยนต์ทางการแพทย์เอาไว้ในศูนย์ HAC@FIBO จะช่วยให้คนภายนอกได้เห็นว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปธรรมและศักยภาพอย่างไรบ้าง ซึ่งก็จะทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น และการรวมผลงานเฉพาะกลุ่มยังช่วยเรื่องของการหาแหล่งทุน และมี impact มากขึ้น เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่เคยมีการจัดตั้งศูนย์ลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะเน้นงานวิจัย แต่ HAC เน้นการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์นำไปใช้ในโรงพยาบาลเป็นหลัก โดยเน้นการร่วมพัฒนากับโรงพยาบาลและพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานจริง ซึ่งแม้แต่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือในเอเชียก็ยังไม่มีที่ไหนทำเหมือนเรา”

ต่อยอดด้านการศึกษาเพื่อเด็กพิการ ดร.คุณหญิงกัลยาปรับรูปแบบ เน้นปฏิบัตจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599048

ต่อยอดด้านการศึกษาเพื่อเด็กพิการ ดร.คุณหญิงกัลยาปรับรูปแบบ เน้นปฏิบัตจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าพบท่านองคมนตรี พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อจุดประสงค์ที่จะสืบสานต่อยอดพระราโชบายด้านการศึกษา เพื่อเด็กด้อยโอกาสและผู้พิการ สืบสานจากรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลที่ 10 โดยจะปรับรูปแบบการเรียนการสอนเน้นปฏิบัติจริง ครบทุกพื้นที่ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ พร้อมเตรียมการเรียนการสอนแบบทวิหรือไตรภาคี โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, อาชีวะ และเอกชน เพื่อต่อยอดสู่การเสริมทักษะการใช้ชีวิตประจำวันและอาชีพเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมที่จะจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองสู่สมรรถนะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วางรากฐานเยาวชน สู่อนาคตของชาติอย่างทันสมัย บนพื้นฐานหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในรูปแบบร่วมสมัยและเชิงวิพากษ์แบบเเลกเปลี่ยนด้วยคำถามคำตอบ ด้วยเหตุด้วยผล อย่างให้เกียรติกันและกัน โดยครูและศิษย์ได้ร่วมออกแบบการเรียนการสอนร่วมกัน รวมไปถึงเตรียมการเรียนการสอนเเบบทวิภาคีหรือไตรภาคี คือ โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, อาชีวะและเอกชน เพื่อต่อยอดสู่การเสริมทักษะการใช้ชีวิตประจำวันและอาชีพเฉพาะทาง

สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ สังกัด สพฐ. ประกอบด้วย โรงเรียนราชาประชานุเคราะห์ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ศูนย์การศึกษาพิเศษและผู้พิการในโรงเรียนการเรียนร่วมอีกกว่า 20,000 โรงเรียนพร้อมสนองงานใต้เบื้องพระยุคลบาทของพระเจ้าแผ่นดินในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสและผู้พิการและได้รับความเดือดร้อนเพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ในการสืบสานและต่อยอดพระราโชบายด้านการศึกษาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่ในหลวงรัชกาลที่ 10 สำหรับการดำเนินงานดังกล่าวจะเริ่มรูปแบบในโรงเรียนประจำ สังกัดสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ สพฐ. ที่เริ่มเปิดการเรียนการสอนไปเเล้ว 100% ใน 20 โรงเรียนประจำ แต่จะดำเนินการให้ครบทุกพื้นที่ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยในสถานการณ์โควิด-19 โดยการเรียนการสอนจะประยุกต์รูปแบบต่างๆ ผ่านวิธีการสอน ผ่านหลักสูตรและวิชาเลือก ที่เน้นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันและภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นในสังคมชุมชนนั้นๆจนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะอยู่บนฐาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เกษตรกรรม (STIA) เป็นหลัก

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชประสงค์ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบโอกาสการศึกษาให้กับเด็กที่ผู้ปกครองเสียชีวิตจากโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่เดือดร้อนไม่มีผู้อุปการะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ตั้งอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือและมีที่พักอาศัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เลขาฯ สพฐ.เผยใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนาม แล้วทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599210

เลขาฯ สพฐ.เผยใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนาม แล้วทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน

เลขาฯ สพฐ.เผยใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนาม แล้วทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.05 น.

เลขาฯ สพฐ.ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามบางบัวทอง จ.นนทบุรี เผยใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนาม แล้วรวมทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามบางบัวทอง ณ โรงเรียนบางบัวทอง จ.นนทุบรี เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยและการบริหารจัดการโรงพยาบาลสนามที่ใช้สถานที่ภายในสถานศึกษา รวมถึงการดำเนินงานตามมาตรการด้านความปลอดภัยของกระทรวงสาธารณสุข ภายในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมทั้งส่งมอบอุปกรณ์หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือสู้ภัยโควิด-19 ให้แก่โรงพยาบาลสนามบางบัวทอง โดยมีผู้บริหารโรงเรียนบางบัวทอง คณะครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้การต้อนรับ

นายอัมพร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามที่โรงเรียนบางบัวทองวันนี้ พบว่าสามารถบริหารจัดการสถานที่ได้ดี มีการดำเนินงานตามมาตรการของ ศบค. อย่างเคร่งครัด ซึ่งนอกจากครูและบุคลากรภายในโรงเรียนแล้ว ชุมชนโดยรอบโรงเรียนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ใกล้เคียง จึงให้ความร่วมมือและช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบใครที่มีอาการป่วยหรือเข้าข่ายว่าจะติดเชื้อก็ทำการแจ้งให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เข้ามาตรวจหาเชื้อโดยเร็ว รวมถึงขาดเหลืออะไรก็ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ ทางด้านหน่วยงานสาธารณสุขก็ได้สับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลมาประจำที่โรงพยาบาลสนาม และแนะแนวปฏิบัติให้ทางโรงเรียนสามารถดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ จากการรายงานข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 กันยายน 2564 พบว่าในขณะนี้มีการอนุญาตใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.เพื่อทำเป็นโรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัวหรือสถานที่พักคอย รวมถึงหน่วยบริการด้านสาธารณสุข รวมทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน แบ่งเป็น โรงพยาบาลสนาม 133 โรง โรงพยาบาลสนามสำรอง 26 โรง โรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัว 82 โรง สถานที่กักตัว 808 โรง สถานที่พักคอย 755 โรง สถานที่แวะเข้าห้องน้ำ 16 โรง และหน่วยคัดกรอง (Swab) 1 โรง ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 47,822 เตียง

ศธ.กดปุ่มแจกแล้วเงินเยียวยานร. คนละ 2 พันบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599155

ศธ.กดปุ่มแจกแล้วเงินเยียวยานร.คนละ 2 พันบาท

ศธ.กดปุ่มแจกแล้วเงินเยียวยานร.คนละ 2 พันบาท

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.37 น.

“ตรีนุช” กดปุ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ เริ่มแจกเงินเยียวยานักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ คนละ 2,000 บาท ตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่เว็บไซต์ กรณีไม่ได้รับเงิน โทร. 1579 , 1693 ทบทวนนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันการอาชีวศึกษาได้รับด้วย

1 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ดำเนินการโอนเงินงบประมาณตามโครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน รวมประมาณ 10.8 ล้านคน ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท ไปยังหน่วยงานในสังกัดและนอกสังกัด ศธ.เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สามารถรับเงินคนละ 2,000 บาทได้ ทั้งในรูปแบบการรับเงินโอนเข้าบัญชี หรือ รับเงินสดที่โรงเรียน โดยรับเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1-7 กันยายน 2564 ส่วนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะได้รับเงิน วันที่ 6-10 กันยายน 2564

“สถานศึกษาทุกแห่ง เมื่อได้รับการจัดสรรเงินตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้วขอให้เร่งดำเนินการโอนเงินหรือจ่ายเงินสดให้ถึงมือผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เต็มจำนวนโดยเร็ว ห้ามสถานศึกษาหักเงินนี้ เพราะรัฐบาล ต้องการให้เงินนี้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ตามความจำเป็น เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า และอื่นๆ เป็นต้น” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ นักเรียน สังกัด สพฐ.สามารถตรวจสอบสิทธิ์ ได้ที่เว็บไซต์ https://student.edudev.in.th นักเรียน สังกัด สช.ตรวจสอบสิทธิ์ ได้ที่ https://opec.go.th และ นักศึกษา สังกัด สอศ. ตรวจสอบสิทธิ์ ได้ที่ https://www.vec.go.th สำหรับ นักศึกษา กศน.ตรวจสอบสิทธิ์ที่สำนักงาน กศน.จังหวัด/อำเภอ และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน สำหรับกรณีไม่ได้รับเงินในช่วงเวลาที่กำหนด สามารถติดตามสอบถามได้ที่ สถานศึกษาต้นสังกัด หรือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือ ส่วนราชการต้นสังกัด หรือโทร. 1579 , 1693 ซึ่งอาจจะมีนักเรียนบางคนได้รับเงินล่าช้า เพราะมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ นักเรียนย้ายโรงเรียนหลังวันที่ 25 มิถุนายน 2564 โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร และสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตามยืนยันว่านักเรียน นักศึกษา ทุกคนที่มีสิทธิ์ต้องได้รับเงินเยียวยาเต็มจำนวน

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองและนักศึกษา ระดับปริญญาตรี ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัด สอศ.จำนวน 23 แห่ง ร้องเรียนว่าไม่ได้รับการพิจารณาให้ได้รับเงินเยียวยา คนละ 2,000 บาท นั้น ที่ผ่านมา สอศ.ได้จัดทำตัวเลขข้อมูลนักศึกษา ในสังกัด สอศ.ที่จะได้รับการเยียวยาครอบคลุมทุกระดับ และเสนอไปยังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณา แต่เมื่อสภาพัฒน์ฯ พิจารณาและส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) กลับตัดกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีของ สอศ.ออกไป

ทั้งนี้ เมื่อตนทราบเรื่องจึงได้หารือกับ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และ ได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ประสานไปยังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาทบทวนและขยายเพดานการเยียวยาเงินคนละ 2,000 บาท ให้ถึงกลุ่มนักศึกษาปริญญาตรีแล้ว และเมื่อผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนของสภาพัฒน์ฯ ก็ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป หากผ่านมติ ครม.แล้ว สอศ.จะเร่งดำเนินการโอนงบประมาณให้แก่สถาบันการอาชีวศึกษาทันที ทั้งนี้ สอศ.ได้จัดทำตัวเลขข้อมูลนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 10,538 คน ที่จะได้รับการเยียวยาเงินคนละ 2,000 บาท เพื่อเสนอให้สภาพัฒน์ฯ พิจารณาแล้ว

ศธ.ลดการสอบ-การบ้าน-เวลาเรียนหน้าจอ เพื่อลดความเคลียดผู้เรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599142

ศธ.ลดการสอบ-การบ้าน-เวลาเรียนหน้าจอ เพื่อลดความเคลียดผู้เรียน

ศธ.ลดการสอบ-การบ้าน-เวลาเรียนหน้าจอ เพื่อลดความเคลียดผู้เรียน

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.08 น.

“ตรีนุช”ชี้ ศธ.ลดการสอบ-ลดการบ้าน-ลดเรียนหน้าจอนานๆ เพื่อลดความเคลียดผู้เรียน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ กระทรวงศึกษาธิการจีน ประกาศเด็กอายุ 6 – 7 ปี หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ไม่ต้องสอบข้อเขียน และห้ามไม่ให้มีการบ้านเด็กประถม 1 ว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้พยายามลดการสอบ วันและประเมินผลผู้เรียนไปหลายอย่างแล้ว เช่น ลดการประเมินความสามารถด้านภาษาไทยและความสามารถด้านคณิตศาสตร์ (การประเมิน NT) ,  การประเมินความสามารถด้านการอ่านออกเสียงและอ่านรู้เรื่อง (การประเมิน RT) และการสอบโอเนต โดยดูตามบริบทของประเทศไทยเราเป็นหลัก สิ่งที่ ศธ.ทำได้ตอนนี้ในเรื่องขบวนการสอบ ได้มีการปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์โควิด ซึ่งจากเดิมเด็กต้องสอบ ศธ.ก็ให้โรงเรียนเปลี่ยนวิธีวัดและประเมินผล โดยให้ครูมอบเป็นชิ้นงาน โครงงาน โปรเจ็คงาน เขียนงาน ให้นักเรียนไปทำ แล้วประเมินดูว่าเด็กมีความรู้ความเข้าใจอย่างไรมากกว่าเน้นให้เด็กทำข้อสอบเพียงอย่างเดียว

“แต่ละประเทศก็มีบริบทไม่เหมือนกัน และประเทศไทยก็มีสภาพแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันด้วย บางพื้นที่เปิดเรียนที่โรงเรียน (Onsite) ได้ ดังนั้น ศธ.จึงได้ปรับไปตามสถานการณ์และบริบทของแต่ละพื้นที่ ปรับทั้งรูปแบบการเรียน ขบวนการวัดและประเมินผลผู้เรียน เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น โดยให้ลดการบ้าน ลดการเรียนหน้าจอเป็นเวลานานๆ เรียนเท่าที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อลดความกังวลและความเคลียดของผู้เรียน ทั้งหมดนี้ ศธ.ได้ให้เป็นหลักการกับโรงเรียนไปพิจารณาแล้ว” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘มฟล.’ ขับเคลื่อนแนวคิด ปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599094

‘มฟล.’ขับเคลื่อนแนวคิด ปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม

‘มฟล.’ขับเคลื่อนแนวคิด ปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.10 น.

‘มฟล.’ขับเคลื่อนแนวคิด ปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG) เขตวัฒนธรรมเมืองเก่าน่านและเชียงแสน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ดำเนินกิจกรรมการปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม โดยการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนเมืองเก่าเชียงแสนและน่าน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG) 

โครงการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยว และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อความยั่งยืนตามเกณฑ์ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ดำเนินงานภายใต้งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2564 ในส่วนบูรณาการการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองเก่า 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเชียงแสน จ.เชียงราย และเมืองเก่าน่าน จ.น่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยจัดระบบความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างวัฒนธรรมกับธรรมชาติในรูปแบบมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามเกณฑ์ Intangible Cultural Heritage (ICH) ของ UNESCO เพื่อพัฒนาการผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการปกป้องธรรมชาติ

กระบวนการทำงานของเรา เริ่มจากทีมนักวิชาการการเข้าไปเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามแนวทางของยูเนสโก 200 รายการ มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้จะต้องเป็นภูมิปัญญาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดสรรให้เหลือ 50 รายการ นำมาประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีนักออกแบบมาร่วมกันเชื่อมโยงแนวคิดว่า จากความลับในมรดกภูมิปัญญาที่รักษาธรรมชาติให้ยั่งยืนนั้น สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ใดเพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติได้บ้าง แล้วคัดเลือกให้เหลือ 20 รายการเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

โครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบนิเวศของความรู้ไปสู่การปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืน  เมื่อคนใช้ผลิตภัณฑ์จะสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติไว้ด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม การใช้หรือการอุดหนุนผลิตภัณฑ์จึงเท่ากับการช่วยรักษา

ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงที่มาและกระบวนการทำงาน “มรดกภูมิปัญญา เปรียบเสมือนอาวุธลับในการปกป้องธรรมชาติมาอย่างยาวนาน  หน้าที่ของเรา คือ การนำภูมิปัญญาอันประกอบไปด้วย นิทาน ตำนาน วิถีชีวิต ความเชื่อ ของ 2 เมืองเก่า น่าน และ เชียงแสน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ (ประเภทสินค้าและบริการ) ต้นแบบ นอกจากจะต้องมีดีไซน์ ร่วมสมัยแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม โดยที่ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ก็เท่ากับว่ามีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติและภูมิปัญญาไปพร้อมกัน

ในส่วนของการดำเนินงานนั้น นักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล จัดอบรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในเมืองเก่าเชียงแสน และน่าน โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ระหว่างจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทสินค้า ได้แก่ ผ้าไหมลวดลายใหม่จากชุมชนบ้านสันธาตุเชียงแสนที่สื่อถึงความงดงามของแม่น้ำกกในแต่ละช่วงเวลา ผ้าพิมพ์ลายใบสักจากวัดป่าสัก วัดสำคัญของเมืองเก่าเชียงแสน ผ้าทอลายผลึกเกลือ เครื่องสำอางจากไกของดีเมืองน่าน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ด้านบริการ ได้แก่ การแสดงร่วมสมัยสำหรับทั้ง 2 เมืองที่ได้กูรูทางดนตรี อาจารย์ บรูซ แกสตัน ให้เกียรติประพันธ์ดนตรี เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเลือกทั้ง 20 รายการ ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะประกาศให้ทราบ ในลำดับต่อไป หลังจากมีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

ผู้สนใจสามารถติดตามชมผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แนวทางการทำงาน และทำความรู้จักกับภูมิปัญญาของในชุมชนเมืองเก่าเชียงแสน จ.เชียงราย เช่น ชุมชนบ้านสันธาตุแหล่งผลิตผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย ชุมชนบ้านห้วยกว๊านกับผ้าปักของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) เจ้าของตำนานลายผ้าสุนัขมังกร คติความเชื่อของคนน่านที่เชื่อมโยงระหว่าง นาค น้ำ (คน)น่าน รวมไปถึงเรื่องของผลึกเกลือใครจะเชื่อว่าเมื่อนำรูปทรงมาดีไซน์เป็นลายผ้าแล้วจะน่าตื่นเต้นเพียงใด

ติดตามชมกัน ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค ‘เชื่อม รัด มัด ร้อย’  http://www.facebook.com/EPISG.MFU

ศธ.ชงแผนถึง ศบค. ลุ้น ต.ค.ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12-18 ปี ลุยเปิดเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599046

ศธ.ชงแผนถึง ศบค. ลุ้น ต.ค.ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12-18 ปี ลุยเปิดเรียน

ศธ.ชงแผนถึง ศบค. ลุ้น ต.ค.ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12-18 ปี ลุยเปิดเรียน

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.37 น.

ศธ.ชงแผนถึง ศบค. ลุ้น ต.ค.ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12-18 ปี ลุยเปิดเรียน

1 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12-18 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา สังกัด ศธ. ที่อยากเห็นการเปิดเรียนในรูปแบบ Onsite หรือมาเรียนที่โรงเรียนได้ทั้งหมด ซึ่ง ขณะนี้ ศธ.ได้เตรียมข้อมูลที่จะเสนอเป็นแผนให้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) พิจารณา ไว้เรียบร้อยแล้ว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เตรียมสมุดปากกา!‘ตรีนุช’ลุ้นเด็กฉีดวัคซีนตามแผน ‘เทอม 2’กลับมาเรียนที่โรงเรียนได้)

ทั้งนี้ เด็กที่อายุตั้งแต่ 12-18 ปี ในสังกัด ศธ.มีอยู่ จำนวน 4,500,000 คน แต่ขึ้นอยู่กับ ศบค. และวัคซีนที่จะเข้ามา ซึ่ง ศธ. ได้พยายามผลักดันในเรื่องนี้อยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องขึ้นอยู่กับบริบทและภายใต้ความสมัครใจของผู้ปกครองด้วย เพราะบางคนยังมีความกังวลตรงนี้อยู่ และภายใต้การพิจารณาของแพทย์ด้วย รวมถึงต้องดูสถานการณ์ของประเทศ ณ ขณะนั้นด้วยว่าจะมีความเร่งด่วนในการฉีดวัคซีนให้กลุ่มไหนก่อนหลังหรือไม่ด้วย หากวัคซีนเข้ามาตามแผนปฏิทิน ก็สามารถเริ่มฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12-18 ปี ได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้

‘นพ.ธีระวัฒน์’ เตือนระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ต้องไม่ลืมว่ามีการกลายพันธุ์-ดื้อยาฟาวิพิราเวียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599033

'นพ.ธีระวัฒน์'เตือนระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ต้องไม่ลืมว่ามีการกลายพันธุ์-ดื้อยาฟาวิพิราเวียร์

‘นพ.ธีระวัฒน์’เตือนระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ต้องไม่ลืมว่ามีการกลายพันธุ์-ดื้อยาฟาวิพิราเวียร์

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.10 น.

วันที่ 1 กันยายน 2564 นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ว่า

โควิด-19 ระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 แม้ว่าสถานการณ์คล้ายจะดูดีขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่า มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น เช่น สายแอฟริกาใต้ ปรับตัวใหม่ดื้อกว่าเก่า ที่วัคซีนเอาไม่อยู่อยู่แล้ว

ตอนนี้ยิ่งหนักข้อขึ้น เข้าหลายประเทศแล้ว ยังเป็นระลอกสามชุดใหญ่ไฟกะพริบ เพราะยังคุมไม่ได้ต่อเนื่องยาวไปเรื่อยๆ

ตอนนี้ก็ดูคล้ายดื้อยาฟาวิพิราเวียร์ แล้วไหม เรายังสั่ง 340 ล้านเม็ด (1 คนใช้ 70 เม็ด) และเรมเดสิเวีย 200,000โดส (1คน ใช้ 10 โดส) จะเป็นสั่งเรมเดสิเวีย เพิ่มขึ้นได้ไหม

ม.รามฯ เปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ‘ซีพี-รามคำแหง-นพรัตนราชธานี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599023

ม.รามฯ เปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 'ซีพี-รามคำแหง-นพรัตนราชธานี'

ม.รามฯ เปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ‘ซีพี-รามคำแหง-นพรัตนราชธานี’

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.45 น.

ม.รามคำแหง จับมือเครือเจริญโภคภัณฑ์ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เปิดศูนย์พักคอย (Community Isolation: CI) “ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี” ขนาด 170 เตียงสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยสำนักงานเขตบางกะปิและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นหน่วยคัดกรองผู้เข้าพัก 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานเปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) “ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี” ณ อาคารโรงยิมเนเซียม 1 ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมด้วย นายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์ รองอธิบดีการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต้อนรับ และมีผู้แทนภาคีเครือข่าย ได้แก่ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายแพทย์สมบูรณ์  ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ร่วมในพิธี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ณ อาคารพิริยราม ชั้น 2  

โอกาสนี้  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ที่รอเข้ารับการรักษาในระบบจากโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งสำนักงานเขตบางกะปิ ในการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อช่วยดูแลรักษาในเบื้องต้นแก่ผู้ติดเชื้อที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ โดยใช้อาคารยิมเนเซียม 1 บริเวณใกล้ประตูทางออกด้านหลัง ม.ร. เป็นสถานที่ดำเนินการ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ 170 เตียง และหากมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเพิ่มเติม ทางมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่ายพร้อมจะดำเนินการต่อไป 

ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการปรับปรุงด้านสถานที่ และสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการเป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย โดยสำนักงานเขตบางกะปิ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง รายชื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่จะเข้าพักรักษาตัว ณ ศูนย์พักคอย มหาวิทยาลัยรามคำแหง 

ด้าน นายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์ รองอธิบดีการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ยินดีที่ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ประสานความร่วมมือกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ซึ่งการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยรองรับผู้ติดเชื้อที่มีเป็นจำนวนมาก กรมการแพทย์ยินดีให้การสนับสนุนทีมบุคลากรทางการแพทย์ โดยมอบโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ประสานความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ระดมจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน รวมทั้งเป็นศูนย์ประสานรับส่งต่อเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินด้วย 

นายสุภกิต  เจียรวนนท์  ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์  กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19ที่ยังคงระบาดรุนแรงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลสนามมีไม่เพียงพอรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อให้มีจำนวนเตียงเพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยโควิด-19 เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19  ซึ่งวันนี้ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี สร้างศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศูนย์พักคอยแห่งนี้ จะช่วยแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุขของประเทศ และขอขอบพระคุณ กรมการแพทย์ สำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ ที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันเปลี่ยนโรงยิมเนเซียม 1 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้เป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมในยามที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากนี้  

นายแพทย์สมบูรณ์  ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นแห่งที่ 3 ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีเข้ามาช่วยในเรื่องการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย ถือเป็นการให้บริการเชิงรุกของโรงพยาบาล ช่วยสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาวะของโรคที่รุนแรงมากขึ้น  

ขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ความห่วงใยสังคมและประชาชน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ช่วยส่งเสริมสังคมและประชาชนไทยมาโดยตลอด ตลอดจนสำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ และจิตอาสาทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุนและเป็นกำลังต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ด้วย 

จากนั้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวในพิธีเปิดว่า วิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความรัก สามัคคี และการช่วยเหลือ สนับสนุนซึ่งกันและกันของภาครัฐและเอกชน ที่พร้อมจะร่วมมือกันทำให้ประโยชน์ในด้านต่างๆที่ให้แก่ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวในประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติไปได้ 

“ขอชื่นชมมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากจะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมในทุกวงการอาชีพแล้ว ยังมีจิตใจช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติ โดยครั้งนี้ได้เปิดพื้นที่อาคารโรงยิมเนเซียม 1 ให้ใช้จัดตั้งศูนย์พักคอย “ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี” พร้อมประสานความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการปรับปรุงพื้นที่ และดำเนินการด้านสิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย และสำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ และจิตอาสาทุกภาคส่วน ร่วมสนับสนุน ทุ่มเทแรงกายแรงใจสู้กับวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน” 

ทั้งนี้ ภายในงานมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการสร้างศูนย์พักคอยในชุมชน (Community Isolation หรือ CI) ระหว่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที 

หลังจากนั้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์ รองอธิบดีการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สมบูรณ์  ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ตลอดจนผู้แทนจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เยี่ยมชมสถานที่ปฏิบัติงานของแพทย์และพยาบาล ศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) ณ อาคารโรงยิมเนเซียม 1 และชมการสาธิตการรับผู้ป่วยเข้าศูนย์พักคอยด้วย 

สำหรับผู้ป่วยโควิดที่ต้องการเข้าพักที่ศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) “ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี”สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์โควิดมหาวิทยาลัยรามคำแหง โทร. 0-2310-8101 หรือที่ Call Center สายด่วน 1330 สปสช. และ “สายด่วนโควิด” ของเขตบางกะปิ 0-2483-5001

ภาคีเครือข่ายต้านยาสูบเอเชีย-แปซิฟิก 40 ชาติ เข้าร่วมประชุม ‘13th APACT 2021 Bangkok’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598842

ภาคีเครือข่ายต้านยาสูบเอเชีย-แปซิฟิก40ชาติ  เข้าร่วมประชุม‘13th APACT 2021 Bangkok’

ภาคีเครือข่ายต้านยาสูบเอเชีย-แปซิฟิก40ชาติ เข้าร่วมประชุม‘13th APACT 2021 Bangkok’

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศจย. ร่วมกับ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ และ สสส. เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 หวังสร้างความตระหนักถึงพิษภัยยาสูบร้ายแรงกว่าโควิด-19 ระบุคนตายจากบุหรี่ ต่อปีมากกว่าโควิด 3-4 เท่า พร้อมออกปฏิญญาทั้งระดับปฏิบัติงานและกลุ่มเยาวชน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการควบคุมยาสูบระดับนานาชาติ ด้านนักวิชาการไทยและต่างประเทศตบเท้าเข้าร่วม กว่า 2,700 คน พร้อมงานวิจัยเกี่ยวกับยาสูบและสุขภาพอัพเดตล่าสุด กว่า 300 ผลงาน

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะ ประธานจัดงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok กล่าวถึงที่มา และความน่าสนใจของงานประชุมด้านยาสูบระดับนานาชาติในครั้งนี้ว่า งานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13หรือ 13th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health (13th APACT 2021 Bangkok) ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติ เป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นครั้งที่ 3 ตลอดระยะเวลาการจัดประชุมที่ APACT ที่ยาวนานกว่า26 ปี นั้น ในปีนี้เป็นความร่วมมือ ระหว่างศจย. แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีก 12 องค์กรพันธมิตร ตกลงจัดงานประชุม ในลักษณะลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมแบบ Live Stream ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 หวังสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของยาสูบที่ร้ายแรงกว่าโรคระบาดอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 เพราะจำนวนผู้ที่เสียชีวิต ทั่วโลกจากยาสูบต่อปีมากกว่าโควิด-19 ถึง 3-4 เท่าและบุหรี่ยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก

ขณะที่ในประเทศไทย บุหรี่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งนี้ ภายในงาน 13th APACT 2021 Bangkok ยังมีงานประชุมวิชาการที่น่าสนใจอีก 2 งาน คือ การประชุมวิชาการ 100 ปี แพทยสมาคม หรือ Medical Association of Thailand 1921-2021 โดย แพทยสมาคม-แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19

หรือ TRC INTERNATIONAL CONFERENCE 2021 “Empowering Policy Implementation on Tobacco Control” โดย ศจย. ที่จะดำเนินไปพร้อมกัน นับเป็นการเสริมพลังวิชาการด้านงานควบคุมยาสูบ ที่จะแปรเป็นนโยบายเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบ ในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้เข้มแข็งทั้งในปัจจุบันและต่อเนื่องไปยังอนาคต โดยประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถรับทราบข่าวสารงานประชุมได้ที่เว็บไซต์ http://www.apact2021.com

ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ในฐานะภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบจาก ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ราว 2,700 คน จาก 40 ประเทศ ตอบรับเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนให้สังคมปลอดบุหรี่ โดยเป็นคนไทยประมาณ 2,200 คน ต่างชาติ 500 กว่าคน มากที่สุดตั้งแต่จัด APACT มา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักวิชาการ ด้านยาสูบโดยเฉพาะกว่า 120 คน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยและผลงานวิชาการเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการควบคุมยาสูบ และสุขภาพด้านต่างๆ อีก 300 กว่าชิ้น จาก 36 ประเทศ

ที่จะมาอัพเดตให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้ากับโควิด-19 ที่มีงานวิจัยออกมาชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกัน นโยบายเพื่อหยุดการใช้ยาสูบ ผลกระทบการเก็บ ภาษีผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคติน อนาคตการควบคุมยาสูบ รวมถึงกรณีเยาวชนในเอเชีย-แปซิฟิกจับมือออกปฏิญญา รณรงค์ต้านยาสูบ ซึ่งนับเป็น ปรากฏการณ์ใหม่ที่คนวัยใสหันมาสนใจเรื่องยาสูบและสุขภาพมากขึ้น

ศ.ดร.นพ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ในฐานะ เลขาธิการการประชุม APACT 2021 กล่าวว่า ภายในงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok ได้ให้ความสำคัญ กับกลุ่มเยาวชนที่กำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะมีการประชุมกลุ่ม Youth ในวันที่ 2 กันยายน 2564 ประกอบด้วยเยาวชนไทย 100 คน เยาวชนจากเอเชีย-แปซิฟิก 73 คน ซึ่งเยาวชนแต่ละคน มีแผนงานรณรงค์ต้านยาสูบของตนเอง

วงประชุมที่จัดแยกออกมานี้ก็เพื่อให้กลุ่มเยาวชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหาข้อสรุปในการออกปฏิญญาต้านยาสูบสำหรับเยาวชนเอเชีย-แปซิฟิกโดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี จะมีการติดตามปฏิญญาหลัง ประชุมเสร็จด้วยว่ามีความคืบหน้าหรือผลสำเร็จอย่างไรในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยปฏิญญา Youth จะกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของปฏิญญา APACT 2021 ซึ่งเมื่อผนวกรวมกับภาคส่วนอื่นๆ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการควบคุมยาสูบระดับ นานาชาติได้อย่างแท้จริง

“การออกปฏิญญาการควบคุมการบริโภคยาสูบและผลิตภัณฑ์ยาสูบข้อควรปฏิบัติ และความร่วมมือระดับนานาชาติ ในงาน APACT 2021 จะมีด้วยกันทั้งสิ้น 4 ฉบับ คือ ปฎิญญาเยาวชน ปฏิญญาเครือข่ายทำงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และปฏิญญาของกลุ่มผู้ทำงานด้านยาสูบระดับชาติกว่า 900 องค์กรที่ทำงานร่วมกัน โดยทั้ง 3 ปฏิญญาจะกลายเป็น
ปฏิญญา ใหญ่ของ APACT 2021” เลขาธิการการประชุม APACT 2021 ระบุ

นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส อดีตนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การที่แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ หน่วยงานแพทย์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในเจ้าภาพจัดงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจากแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินงานด้านยาสูบมาตลอด โดยเป็นผู้แต่งตั้งเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่

จนได้รับรางวัลจาก สมาพันธ์เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพแห่งโลก (WHPA) เมื่อปี 2558 และยังเป็นผู้ผลักดันกฎหมายต้านบุหรี่ฉบับแรก พ.ศ. 2517 จนถึงกฎหมายต้านบุหรี่ ฉบับปัจจุบัน นับรวมเป็นระยะเวลา 40-50 ปี ที่สำคัญคือในปีนี้เป็นการครบรอบ 100 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จึงมีแนวคิด จัดงานประชุมวิชาการร่วมกับ APACT ซึ่งสิ่งที่คาดหวังจากการเข้าร่วม APACT 2021 ในครั้งนี้ คือการสร้างเครือข่ายแพทยสมาคมที่มีอยู่ในแต่ละประเทศเอเชีย-แปซิฟิกให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

และร่วมดำเนินงานขยายเครือข่ายสมาชิกแพทยสมาคมในแต่ละประเทศ ให้กลายเป็นกำลังช่วยขับเคลื่อนการกระตุ้นให้ประชาชน ลด งด และเลิกสูบบุหรี่ โดยมีแพทยสมาคมของประเทศนั้นๆ เป็นโหนดนำ และส่งไม้ต่องานต้านบุหรี่ให้กลุ่มเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของเรื่องนี้ต่อไป รวมถึงนำองค์ความรู้ถึงพิษภัยบุหรี่ที่ได้แลกเปลี่ยนกันภายในงานไปปฏิบัติในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะองค์ความรู้ใหม่จากงานวิจัยของหลายๆ ประเทศ ที่ว่าด้วยผลร้ายของนิโคตินในบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า สามารถทำลายเนื้อเยื่อปอด ซึ่งเกี่ยวพันกับเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่จะทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะในบุหรี่ไฟฟ้าที่สามารถเพิ่มปริมาณและความเข้มข้นของนิโคตินได้ไม่จำกัด

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ รองเลขาธิการเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพในเครือข่ายมหาวิทยาลัย อาเซียน และอาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัย มหิดล กล่าวว่า ความร่วมมือระดับอาเซียนในการรณรงค์ต้านยาสูบที่จะเกิดขึ้นในการประชุม 13th APACT 2021 Bangkok ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาคือการจับมือของมหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่มประเทศอาเซียนกว่า 30 สถาบัน

ซึ่งเป็นเครือข่าย ASEAN University Network – Health Promotion Network ที่สร้างกรอบในการพัฒนามหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ และยกประเด็นบุหรี่เป็นเรื่องสำคัญในลักษณะ Zero Tolerance คือไม่ให้มีบุหรี่ทั้งการสูบการขาย ในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัย ทั้งหมดในทุกระดับ ทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ พนักงาน มหาวิทยาลัย และนิสิตนักศึกษา ที่ผ่านมาสามารถขยายผลการ ดำเนินงานดังกล่าวสู่นโยบายระดับชาติ

เช่น พื้นที่ปลอดบุหรี่ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ขยายผลไปสู่ทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย และไปสู่พื้นที่สาธารณทั่วประเทศ นอกจากนี้จะมีการจัดเรตติ้งของมหาวิทยาลัย หรือ Healthy University Rating System (HURS) ว่าพร้อมเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพหรือไม่ โดยมีบุหรี่เป็นปัจจัย ในการจัดอันดับด้วย พร้อมกับทำข้อตกลงไม่รับทุนวิจัยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพจากบริษัทผู้ผลิตยาสูบ หรือบริษัทที่แฝงมากับ บริษัทยาสูบในทุกกรณี

การประชุม APACT จัดครั้งแรกในปี 2532 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 2538 ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 4 ที่ จ.เชียงใหม่ และเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ในการจัดครั้งที่ 13 หรือปี 2556
โดยจัดที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกAPACT นับเป็นงานประชุมวิชาการด้านบุหรี่และสุขภาพระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่!!!

ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)