วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595302

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากโครงการ “เที่ยวชุมชน  ยลวิถี”  ที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้บูรณาการการขับเคลื่อนการทำงานเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมงานวัฒนธรรมในพื้นที่ทั่วประเทศ และดำเนินการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชุมชนคุณธรรม โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นภูมิทางสังคม ภูมิปัญญา และภูมิทางวัฒนธรรมของชุมชน มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดคุณค่าและมูลค่า ภายใต้ “พลังบวร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งเป็นการนำเสน่ห์แห่งวิถีชีวิต ความงดงามทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม อาหารพื้นบ้าน ของฝากของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนความงดงามทางธรรมชาติ ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความอบอุ่นด้วยไมตรีแบบคนไทยมาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ส่งผลให้ชุมชนคุณธรรม เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจากทั่วประเทศ โดยโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม และจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2564

สรุปผลการคัดเลือกชุมชนที่เข้ารอบ 30 ชุมชน จากทั้งหมด 228 ชุมชน แล้ว ซึ่ง 30 ชุมชน นี้ จะถูกคัดเลือกอีกครั้งเพื่อเข้ารับรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”  

โดย 30 ชุมชน ดังกล่าว ได้แก่  1.จ.กระบี่ ชุมชนบ้านแหลมสัก 2.จ.กาญจนบุรี ชุมชนวัดท่าขนุน 3.จ.กาฬสินธุ์ ชุมชนบ้านโนนบุรี4.จ.ขอนแก่น ชุมชนวัดเฉลียงทอง 5.จ.จันทบุรี ชุมชนวัดบางสระแก้ว6.จ.ชลบุรี ชุมชนพนัสนิคม 7.จ.ชัยนาท ชุมชนวัดสรรพยาวัฒนาราม8.จ.เชียงราย ชุมชนวัดศรีดอนชัย 9.จ.ตราด ชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง10.จ.ตาก ชุมชนบ้านท่าเรือ

11.จ.นครปฐม ชุมชนเทศบาลเมืองไร่ขิง เกาะลัดอีแท่น 12.จ.นครพนม ชุมชนบ้านท่าเรือ 13.จ.นครศรีธรรมราช ชุมชนวัดพรหมโลก 14.จ.นครสวรรค์ ชุมชนวัดหนองโพ 15.จ.บุรีรัมย์ชุมชนบ้านโคกเมือง 16.จ.ปัตตานี ชุมชนมัสยิดบาราโหม 17.จ.พังงา ชุมชนบ้านสามช่องเหนือ 18.จ.พิจิตร ชุมชนวัดดงกลาง (บ้านดงกลาง)19.จ.พิษณุโลก ชุมชนวัดผารังหมีวนาราม 20.จ.แพร่ ชุมชนวัดศรีดอนคำ 21.จ.แม่ฮ่องสอน ชุมชนบ้านผาบ่อง 22.จ.ระยอง ชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส 23.จ.ลำปาง ชุมชนบ้านท่ามะโอ 24.จ.ลำพูนชุมชนบ้านป่าบุก 25.จ.เลย ชุมชนวัดศรีคุนเมือง 26.จ.ศรีสะเกษ ชุมชนวัดบ้านกู่ 27.จ.สงขลา ชุมชนวัดพะโคะ 28.จ.สุราษฎร์ธานี ชุมชนวัดบางใบไม้ 29.จ.อุดรธานี ชุมชนบ้านพิพิธภัณฑ์ และ 30.จ.อุตรดิตถ์ ชุมชนเมืองลับแล

ขณะนี้แต่ละจังหวัดเริ่มมีการนำเสนอผลงานเชิงประจักษ์ รอบคัดเลือก ไลฟ์สดผ่านระบบ Zoom โดยคณะทำงานแต่ละฝ่ายต่างจัดเต็มอวดแนวคิด ศักยภาพ และของดีของเด่นกันอย่างคึกคัก

นางพาพัชร์ ศรีชนะประชาสัมพันธ์ชุมชนบ้านโคกเมือง จ.บุรีรัมย์ 1 ใน 30 ชุมชนที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก เปิดเผยถึงความคิดเห็นที่มีต่อโครงการเที่ยวชุมชน ยลวิถี ว่า “เป็นโครงการที่ดี ดึงศักยภาพของคนในชุมชนให้รัก หวงแหน และภาคภูมิใจในวิถีชุมชน ให้เกิดการเรียนรู้และอนุรักษ์ที่ดีอยู่แล้วให้คงอยู่ต่อไป และปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้ นำไปพัฒนาและต่อยอดได้

ส่วนการนำเสนอผ่าน Zoom ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับชุมชน แต่ยุคดิจิทัลที่ต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ชุมชนก็ต้องปรับตัว ซึ่งก็ได้คนคนใหม่ประกบคนรุ่นเก่า 1 ต่อ 1 เพื่อทำความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้กลายเป็นเรื่องง่าย อาจจะติดปัญหาเรื่องสัญญาณบางจุดไม่เสถียร เวลาในการซักซ้อมน้อยแต่ทุกคนก็ตั้งใจเต็มที่ และภูมิใจที่ร่วมร่วมกิจกรรมนี้ ที่สำคัญคือไม่เสี่ยงต่อภัยอันตรายจากโรคโควิด-19”

ทางด้าน นายเอกวิทย์  นวเศรษฐ เจ้าของร้านมาดิ่ ร้านอาหารและคาเฟ่ ริมแม่น้ำท่าจีน เลขานุการชุมชน เกาะลัดอีแท่น จ.นครปฐม อีกหนึ่งที่เข้าร่วมพิชิต 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ได้ให้
สัมภาษณ์ว่า “ชุมชนลัดอีแท่น เป็นชุมชนใหญ่มีพื้นที่ประมาณ 6000 ไร่ประกอบไปด้วย 4 ตำบล  ได้แก่ ต.ไร่ขิง ต.บางเตย ต.ทรงคนอง และ ต.ท่าตลาด มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในการบริหารจัดการชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว มีการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดมาโดยตลอด  การนำเสนอผลงานผ่านระบบ Zoom ในครั้งนี้ ถือเป็นการย่นระยะห่างให้มองเห็นภาพในส่วนต่างๆ ได้ชัดและรวดเร็วขึ้น อาจจะติดขัดปัญหาในเรื่องของสัญญาณอินเตอร์เนตในบางพื้นที่ แต่ก็ด้วยความตั้งใจและร่วมมือกันของทุกฝ่าย สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี”

หากใครได้ผ่านตาการสัมภาษณ์สด ท่านยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในรายการของเว็บไซต์ สยาม เอ็ดยูเคชั่น ด้วยแอปพลิเคชั่นแบบสดๆ ถึง โครงการ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ก็จะเห็นแววตาที่ภาคภูมิใจของท่านอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว ลองไปหาดูกันทางช่องยูทูบ ได้ สัปดาห์หน้า จะขอเจาะความน่าสนใจของแต่ละชุมชน แต่ละจังหวัดมาให้อ่านกันค่ะ

จุฬาฯ พัฒนาเครื่องมือตรวจเชื้อโควิด-19 จากกลิ่นเหงื่อ ใช้งานง่าย รู้ผลเร็ว หนุนตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595307

จุฬาฯ พัฒนาเครื่องมือตรวจเชื้อโควิด-19 จากกลิ่นเหงื่อ ใช้งานง่าย รู้ผลเร็ว หนุนตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชน

จุฬาฯ พัฒนาเครื่องมือตรวจเชื้อโควิด-19 จากกลิ่นเหงื่อ ใช้งานง่าย รู้ผลเร็ว หนุนตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชน

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เผยนวัตกรรมล่าสุด “เครื่องมือตรวจกลิ่นเหงื่อผู้ติดเชื้อโควิดแบบพกพา” (Portable sweat test for COVID detection) หวังเสริมทัพสุนัขดมกลิ่น เพื่อเร่งตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เครื่องมือนี้เป็นผลสืบเนื่องจากที่ผ่านมา คณะได้ร่วมกับ“รถดมไว” ลงพื้นที่ตรวจเชื้อโควิด-19 ในชุมชนที่มีผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และได้ลองนำตัวอย่างการคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากสุนัขดมกลิ่นมาตรวจดูว่าจากเชื้อนั้นมีสารหรือกลิ่นอะไร” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชฎิล กุลสิงห์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงที่มาของการพัฒนานวัตกรรม

“จากการศึกษาสารตัวอย่าง พบว่าผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะมีสารเคมีบางชนิดที่ชัดเจนและแปลกไปจากสารอื่นๆ จึงได้นำข้อค้นพบนี้มาพัฒนาเป็นเครื่องมือตรวจกลิ่น ที่มาจากสารอะโรมาติกที่ผลิตจากแบคทีเรียบางชนิดในเหงื่อของผู้ติดเชื้อโควิด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจเชื้อโควิด-19 จากสารเคมีเหล่านี้”

กลิ่นเหงื่อในคนมีกลิ่นจำเพาะที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่มาจากแป้ง โรลออน และกลิ่นของแบคทีเรียที่กินอาหารในเหงื่อ หรือสารคัดหลั่งใต้ผิวหนัง แบคทีเรียเหล่านี้จะขับสารออกมาเป็นกลิ่นที่ปนมากับเหงื่อ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 แบคทีเรียจะตอบสนองต่อเชื้อไวรัสอย่างไม่เป็นปกติและผลิตบางกลิ่นที่ต่างออกไป ซึ่งจากการศึกษา เราพบว่ามีหลายกลิ่น
สำคัญที่มีลักษณะจำเพาะอาจจะบ่งบอกว่าเป็นกลิ่นของผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19” ผศ.ดร.ชฎิล อธิบาย

เครื่องมือตรวจกลิ่นเหงื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 พัฒนามาจากเครื่องตรวจวัดทางเคมีวิเคราะห์แบบพกพาที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด ซึ่งมีการใช้ตรวจวัดสารเคมีที่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ อยู่แล้วโดยทั่วไปแต่สำหรับการตรวจเชื้อโควิด-19ผศ.ดร.ชฎิล ได้ใส่วัสดุที่เป็นตัวกรองจำเพาะเข้าไปที่ตัวเครื่องมือเพื่อให้สามารถเลือกตรวจวัดค่าสาระสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีเชื้อไวรัสโควิด-19

“ชุดตรวจประกอบด้วยขวดแก้วและแท่งสำลี ซึ่งผู้ตรวจคัดกรองจะได้รับกันคนละชุด เวลาตรวจก็นำแท่งสำลีไปหนีบไว้ที่รักแร้ของผู้รับการตรวจ ทิ้งแท่งสำลีไว้ประมาณ 15 นาทีจากนั้นนำแท่งสำลีที่ดูดซับเหงื่อแล้วมาใส่ในขวดแก้ว ฆ่าเชื้อขวดแก้วด้วยรังสี UV ก่อนนำมาตรวจวัดด้วยเครื่องมือ ซึ่งขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่จะใช้สายดูดตัวอย่างในปริมาณที่เหมาะสมและใช้ความดันอัดเข้าไปในเครื่องตรวจเพื่อตรวจสอบผล” ผศ.ดร.ชฎิลเล่าขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเหงื่อเพื่อตรวจเชื้อโควิด-19 และ ข้อดีของการตรวจด้วยวิธีการนี้คือสามารถดัดแปลงเพื่อตรวจพบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์หรือจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ ได้

“แม้ว่าเชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์อย่างไรก็ตาม กลิ่นสารเคมีในเหงื่อของผู้ติดเชื้อไวรัสจะแสดงผลแตกต่างจากกลิ่นของผู้ที่ไม่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19อยู่แล้ว เครื่องมือตรวจกลิ่นน่าจะสามารถรับมือกับสารเคมีที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามการกลายพันธุ์ได้ สิ่งที่ต้องทำคือการเปลี่ยนวัสดุกรองให้สัมพันธ์กับไวรัส” ผศ.ดร.ชฎิล เสริม

จากการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือตรวจกลิ่นเหงื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 แบบพกพากับคนจำนวน 2,000 คน พบว่าเมื่อทำการทดลองตรวจกลิ่นเพื่อคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 นี้ควบคู่กับการตรวจ PCR(Polymerase Chain Reaction) จะพบว่าผลการตรวจสอดคล้องสัมพันธ์กันโดยมีความไว 95% และความจำเพาะถึง 98% อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ชฎิล แนะว่าหากเครื่องตรวจกลิ่นแสดงผลเป็นบวก ผู้รับการตรวจก็ควรไปตรวจแบบ PCRเพื่อยืนยันผลที่แน่นอนอีกที

ปัจจุบันเครื่องมือตรวจกลิ่นเหงื่อผู้ติดเชื้อโควิดแบบพกพายังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา แต่ก็ได้ทดลองใช้งานจริงแล้ว โดยทางจุฬาฯ ร่วมมือกับกรมควบคุมโรคและหน่วยงานภาครัฐเข้าไปตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อในแหล่งชุมชนต่างๆ

“เครื่องมือนี้ช่วยหนุนการตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนและคลัสเตอร์ที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละวัน และยังทำงานร่วมกับ “รถดมไว” เพื่อช่วยตรวจคัดกรองแทนสุนัขดมกลิ่นในช่วงที่สุนัขพักเหนื่อยได้อีกด้วย” ผศ.ดร.ชฎิล กล่าวทิ้งท้าย

จุฬาฯประกาศเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร-กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595424

จุฬาฯประกาศเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร-กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

จุฬาฯประกาศเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร-กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.55 น.

จุฬาฯประกาศเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง อันเนื่องมาจากความรุนแรงของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 มีความรุนแรง ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของบัณฑิต บุคลากร ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด คณะอนุกรรมการฝ่ายมาตรฐานการแพทย์และสาธารณสุข พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2563 จึงมีมติให้ขอพระราชทานพระราชานุญาตเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2563 ออกไปก่อน และเห็นควรให้เลื่อนการฝึกซ้อม และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธี เช่น การถ่ายรูปหมู่ ออกไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะลดความรุนแรงลง

บัดนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตแล้ว ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดลดความรุนแรงลง มหาวิทยาลัยจะได้ดำเนินการและแจ้งกำหนดการพิธีใหม่ต่อไป ประกาศวันที่ 16 สิงหาคม 2564

‘ตรีนุช’ ย้ำวิกฤตโควิดการวัดประเมินผลนักเรียนมีหลายวิธี สอบปลายภาคให้โรงเรียนตัดสินใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595266

'ตรีนุช'ย้ำวิกฤตโควิดการวัดประเมินผลนักเรียนมีหลายวิธี สอบปลายภาคให้โรงเรียนตัดสินใจ

‘ตรีนุช’ย้ำวิกฤตโควิดการวัดประเมินผลนักเรียนมีหลายวิธี สอบปลายภาคให้โรงเรียนตัดสินใจ

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.07 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีโรงเรียนหลายแห่งงดสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เพื่อลดภาระและความเครียดของนักเรียน ว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19  ศธ.ได้หาวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้สถานศึกษาปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนในการนับเวลาเรียนใหม่ จะนับเวลาเมื่อนักเรียนเกิดการเรียนรู้  เช่น การเรียนออนไลน์ การทำการบ้าน ในการวัดและประเมินผลใหม่  จากเดิมที่จะต้องสอบเพื่อวัดและประเมินผลเท่านั้น ก็เปลี่ยนวิธีใหม่โดยให้ครูมอบหมายชิ้นงาน โครงงาน โปรเจ็กต์งานให้นักเรียนไปทำ เพื่อวัดและประเมินว่าเด็กมีความรู้อย่างไร เป็นต้น ดังนั้น ในการสอบภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จึงให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโรงเรียนว่าจะจัดสอบหรือไม่ เพราะขณะนี้มีหลายวิธีที่สามารถวัดและประเมินผลนักเรียนได้ 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ศธ.ได้ยกเลิกการประเมินความสามารถด้านภาษาไทยและความสามารถด้านคณิตศาสตร์ หรือ NT และการประเมินความสามารถด้านการอ่านออกเสียงและอ่านรู้เรื่อง หรือ RT ปีการศึกษา 2564 ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาออกไปก่อน เพื่อลดความเครียดของนักเรียน ดังนั้น ต่อไป ตนมองว่า การสอบอาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดและประเมินผลนักเรียนทั้งหมด ซึ่งตนได้มอบหมายให้นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ไปดำเนินการปรับวิธีวัดและประเมินผล และออกประกาศให้สถานศึกษารับทราบต่อไป  ส่วนสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่พบปัญหาไม่สามารถจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ หรือฝึกงานได้นั้น อาจให้สถานศึกษาเน้นสอนเนื้อหาวิชาการไปก่อน หากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ดีขึ้น อาจจะต้องแบ่งให้นักศึกษามาฝึกปฏิบัติในสถานศึกษา

“ส่วนที่นักวิชาการเสนอให้หยุดเรียน 1 ปีนั้น ถือเป็นแนวคิดหนึ่ง ซึ่งดิฉันคิดว่าทุกคนมีความหวังดี แต่ ศธ.มองว่าในสถานการณ์นี้ไม่สามารถที่จะหยุดกระบวนการเรียนรู้ได้ สถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้อาจจะเป็นโอกาสให้เราปรับกระบวนการเรียนการสอนในอนาคตไปอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นโจทย์ และเป็นความท้าทายของศธ. ที่จะพัฒนาการศึกษาในอนาคต ซึ่งดิฉันได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อหาทางฟื้นฟูการจัดการเรียนการสอน โดยดูว่าในสถานการณ์นี้ต่อไปศธ.ควรจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรเพื่อพัฒนานักเรียน” น.ส.ตรีนุช กล่าว   

ด้านนายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดการศึกษามาได้ระยะหนึ่ง พบว่าหากเราจัดการสอบแบบเดิมเรียนแบบปกติในสถานศึกษา จะเกิดปัญหา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 นักเรียนต้องปรับไปเรียนในรูปแบบอื่นซึ่งไม่ได้เน้นวิชาการอย่างเต็มที่ เช่น ออนไลน์ หรือ แจกใบงานให้ไปทำที่บ้าน เป็นต้น ดังนั้น การวัดและประเมินผลจะต้องเปลี่ยนตามการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย ที่ผ่านมาการวัดและประเมินผลจะเป็นการสอบ โดยให้นักเรียนกาคำตอบที่ถูกต้องด้วย ก ข ค ง  แต่การเรียนในปัจจุบันต้องยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องให้นักเรียนนั่งทำข้อสอบแล้ว โดยปรับเปลี่ยนการวัดและประเมินด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น การสอบผ่านรูปแบบใบงาน การปฏิบัติ แฟ้มสะสมงานแทน เป็นต้น

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนภาคเรียนที่ 2 จำเป็นต้องมีสอบเพื่อเลื่อนชั้นหรือไม่นั้น ตนมองว่าประเด็นนี้มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกีายวข้อง โดยเฉพาะการศึกษาของนักเรียนชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 หรือนักเรียนที่จะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ  หากไม่มีการสอบเพื่อให้จบหลักสูตร นักเรียนอาจมีปัญหาในการใช้ผลการเรียนไปใช้ศึกษาต่อได้ ดังนั้น สพฐ.จะต้องไม่ให้นักเรียนทุกคนเสียสิทธิ แต่จะต้องหาวิธีการวัดและประเมินผลให้ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ โดยให้โรงเรียนเป็นผู้กำหนด ภายใต้จุดเน้นที่ว่า นักเรียนทุกคนจะต้องไม่เสียโอกาส

“ส่วนการวัดและประเมินผลของโรงเรียนแต่ละแห่งอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการปล่อยเกรดเกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าบริบทของสถานศึกษาแต่ละแห่ง และครอบครัวแต่ละแห่งไม่มีความเท่ากันอยู่แล้ว ดังนั้น การวัดและประเมินผลในสถานการณ์เช่นนี้ ประเมินเพื่อให้เห็นว่านักเรียนพัฒนาการดีขึ้นอย่างไรก่อน ส่วนการจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้นักเรียนสามารถไปแข่งขันได้นั้น ต้องรอให้สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายก่อนจึงค่อยมาเติมทักษะในจุดนี้ให้กับนักเรียน” นายอัมพร กล่าว 

ขณะที่ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า  การวัดและประเมินผลของสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นั้น ทางคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ได้หารือถึงการยืดหยุ่นให้กับสถานศึกษาในสังกัดไปแล้ว  เนื่องจากการวัดและประเมินผลของ สอศ.จะวัดทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ การวัดและประเมินผลโดยเฉพาะภาคปฏิบัติ อาจจะติดขัดเพราะนักศึกษาไม่ได้เข้ามาเรียนในสถานศึกษา หรือเข้าไปฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการณ์ได้ ดังนั้น คณะกรรมการ กอศ.จึงมีมติยืดหยุ่นให้สถานศึกษาในการวัดและประเมินผล ในปีการศึกษา 2564 หากสถานศึกษาแห่งไหนสามารถสอบปฏิบัติและสอบทฤษฎีในภาคเรียนที่ 1 ได้ ก็ดำเนินการไป แต่หากสถานศึกษาแห่งไหนไม่สามารถสอบปฏิบัติและสอบทฤษฎีได้ สามารถรวบยอดไปสอบในภาคเรียนที่ 2 ในครั้งเดียวได้เลย

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตร (ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมทำความดีช่วยบุคลากรทางการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595257

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตร (ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมทำความดีช่วยบุคลากรทางการแพทย์

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตร (ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมทำความดีช่วยบุคลากรทางการแพทย์

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.57 น.https://www.youtube.com/embed/YKARd_c0Gdw

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตร “ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่1″(ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ได้ออกมาเคลื่อนไหว มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ขอให้กำลังใจผู้ป่วย พร้อมบุคคลากรทางแพทย์ในวิกฤตโควิท-19 ในครั้งนี้ 

โดยตั้งชื่อโครงการว่า “ปนป.1 ช่วยส่งแรงใจ ส่งพี่น้องผู้รักษาหายจากโควิด19 กลับบ้านอย่างปลอดภัย“  โครงการดังกล่าวนี้พวกเราปนป.1 จะเข้าไปร่วมสนับสนุนทีมกู้ภัย ซึ่งบริการรถตู้ส่งตัวผู้รักษาหายจากโควิด-19 กลับบ้านพร้อมทั้งรับส่งผู้ป่วยติดเชื้อให้ได้การรักษา เนื่องจากปัญหารถขนส่งสาธารณะที่ไม่พร้อม อีกทั้งรถขนส่งมวลชนปกติในขณะนี้ได้งดบริการชั่วคราวไปแล้วนั้น จึงทำให้พวกเรากลุ่มเพื่อนพี่ๆน้องๆ นักศึกษา ปนป.1 ทุกคนเข้าใจ เห็นใจในปัญหา วิกฤตครั้งนี้ พร้อมใจกันช่วยบริจาคทุนทรัพย์ ร่วมกันได้ทุนทรัพย์มา 213,999 บาท เพื่อจัดซื้อชุดPPE ให้กับทีมกู้ภัยดังกล่าว โดยจัดซื้อชุดPPE นอกจากนี้จะส่งไปช่วยที่ รพ.สนามบางมูลนาก ที่มีพี่หมอตี๋ ท่านนายแพทย์วิศิษฎ์  อภิสิทธิ์วิทยา (นักศึกษาปนป.1) พี่น้องของพวกเรา ท่านตำรงตำแหน่งรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร รักษาการ ตำแหน่ง ผอ.รพ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ในขณะนี้, โรงพยสบาลสนามจ.นครราชสีมา, โรงพยาบาลสนามจ.อุดรธานี, โรงพยาบาลสนามจ.สกลนคร พร้อมทั้งโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีความต้องการเดือดร้อนประสานติดต่อขอเข้ามาผ่านเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ของพวกเราครอบครัว นักศึกษาหลักสูตร “ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่1” (ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ในครั้งนี้ 

#ปนป.1คนไทยไม่ทิ้งกัน #ปนป.1เราร่วมส่งให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยได้รับเชื้อทุกท่าน #ปนป.1เราจะต้องผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน #ปนป.1เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย สร้างสรรค์ มั่นคง ช่วยเหลือ แบ่งปัน เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน 

ผู้พิการทางการได้ยิน ปลื้ม อว. เปิดโอกาสให้ทำงานในโครงการ U2T ม.บูรพา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595021

ผู้พิการทางการได้ยิน ปลื้ม อว. เปิดโอกาสให้ทำงานในโครงการ U2T ม.บูรพา

ผู้พิการทางการได้ยิน ปลื้ม อว. เปิดโอกาสให้ทำงานในโครงการ U2T ม.บูรพา

วันเสาร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 21.14 น.

ผู้พิการทางการได้ยิน ปลื้ม อว. เปิดโอกาสให้ทำงานในโครงการ U2T ม.บูรพา หลังสมัครงานแล้วไม่มีหน่วยงานใดรับเพราะตนพิการ ผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่อ่างศิลา ชลบุรี ติดตาม U2T พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝากความปรารถนาดีและห่วงใยมาให้ทุกคน พร้อมรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ชี้เรื่องไหนวิจารณ์ถูกก็รับไปแก้ทันที ปรับปรุงทันที เชื่อสถานการณ์โควิดในไทยเริ่มดีขึ้น

14 สิงหาคม 2564 ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อม ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T ที่ ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยบูรพา ที่รับผิดชอบดำเนินโครงการในพื้นที่ 104 ตำบล ของ 7 จังหวัดภาคตะวันออก

โดยปัจจุบันได้มีการจ้างงานคนในพื้นที่ไปแล้วกว่า 2,000 ตำแหน่ง หลังการตรวจเยี่ยม ได้มีนักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานโครงการ U2T ใน ต.หนองตำลึง ชื่อนายพีรณัฐ อินทรารักษ์สกุล จากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มายื่นหนังสือถึง ศ.ดร.เอนก โดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า “เคยสมัครงานราชการหรือบริษัท แต่ไม่รับคนพิการ ก่อนมาสมัครโครงการ U2T และได้รับโอกาสทำงาน อยากขอบคุณ ศ.ดร.เอนก ที่ให้โอกาสเรียนรู้การทำงานเพื่อพัฒนาศักยภาพและอยากให้จัดหางานให้หลังหมดสัญญา เพราะหางานได้ยากเนื่องจากเหตุผลที่เป็นคนหูหนวก”

ศ.ดร.เอนก กล่าวว่า โครงการ U2T เริ่มมาตั้งแต่เดือน ก.พ.2564 เป็นโครงการที่ทำให้คน 6 หมื่นคนมีงานทำในช่วงวิกฤติโควิด มีมหาวิทยาลัย 76 แห่งทั่วประเทศ เข้ามาร่วมในโครงการ เพื่อทำงานในพื้นที่ 3,000 ตำบล และตอนนี้ U2T ได้เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว ที่สำคัญ U2T เป็นทีมแนวหน้าของ อว. ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ลงพื้นที่ทำงานในชุมชนโดยปรับเพิ่มการทำงานให้มาช่วยสนับสนุนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด เช่น การรณรงค์ป้องกันโควิดในชุมชน สนับสนุนการคัดกรอง ตรวจเบื้องต้นโดยวิธีหาแอนติเจน (ATK) ฉีดวัคซีน รวมทั้งทำกลไกกักตัวที่บ้านและชุมชน ขอชื่นชม ม.บูรพา ที่ทุ่มเทสรรพกำลังทุกด้านในการดำเนินในโครงการนี้เพื่อช่วยท้องถิ่น

“รู้สึกดีใจมากคือวันนี้ตนได้พบกับผู้พิการทางการได้ยิน ว่า U2T ได้ช่วยให้เขามีงานทำ จากเดิมไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ นอกจากนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องอยากให้มีการจ้างงานในโครงการนี้ต่อ แต่รัฐบาลมีความรับผิดชอบในหลายทาง จึงอยากให้ทุกคนโดยเฉพาะสื่อมวลชนหากเห็นว่าโครงการนี้ดี มีประโยชน์ ก็อยากให้ช่วยสนับสนุน ยืนยันว่า อว. ยังทำงานอย่างหนัก พร้อมเป็นกองหนุนที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ และร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปให้ได้ โควิดแม้จะเป็นวิกฤติ เป็นปัญหา แต่อีกด้านก็เป็นโอกาสให้ อว. ได้พัฒนาความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ และยังทำได้ในเวลาอันรวดเร็วอีกด้วย” ศ.ดร.เอนก กล่าวและว่า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับรัฐบาลฝากความปรารถนาดี ความห่วงใยมาให้ทุกคน และรัฐบาลยังทำงานอย่างหนัก แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้างเป็นธรรมดา ซึ่งเรื่องไหนมีความถูกต้อง ก็พร้อมรับไปแก้ทันที ปรับปรุงทันที ตนเชื่อว่า สถานการณ์โควิดในไทยกำลังเริ่มดีขึ้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มน้อยกว่าตัวเลขคนหายป่วยกลับบ้านติดต่อมาหลายวัน แสดงว่าล็อคดาวน์ได้ผล และยังมีการระดมฉีดวัคซีนกันอย่างเต็มที่อีกด้วย เราต้องมีความหวัง รักษาตัวเองไว้ให้ดี เพื่อจะได้ไปชื่นชมกับชัยชนะหลังโควิด

‘ศิริราช’ สร้างไอซียูสนาม หอผู้ป่วยวิกฤตโควิด เพื่อรับมือผู้ป่วยหนัก เปิดทำการ 30 ส.ค. นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594939

'ศิริราช'สร้างไอซียูสนาม หอผู้ป่วยวิกฤตโควิด เพื่อรับมือผู้ป่วยหนัก เปิดทำการ 30 ส.ค. นี้

‘ศิริราช’สร้างไอซียูสนาม หอผู้ป่วยวิกฤตโควิด เพื่อรับมือผู้ป่วยหนัก เปิดทำการ 30 ส.ค. นี้

วันเสาร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.22 น.

ร.พ.ศิริราช ขยายพื้นที่จัดตั้งไอซียูสนาม สร้างหอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด-19 รองรับผู้ป่วยหนักที่มีโรคซ้ำซ้อนเต็มรูปแบบ โดยความร่วมมือให้บริการจากบุคลากร รพ.ในเครือทั้ง 3 แห่ง คือ  รพ.ศิริราช รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก รวม 20 เตียง งบประมาณรวม 100 ล้านบาท เปิดทำการวันแรก 30 สิงหาคม 2564  

วันที่ 14 สิงหาคม 2564 รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 ซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ จนทำให้ศักยภาพการให้บริการของห้องความดันลบใน รพ.ศิริราช เต็มทุกพื้นที่ แม้จะเร่งขยายและดัดแปลงพื้นที่เดิมเพื่อให้สามารถรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยหนักที่ขยายตัวขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวซับซ้อนหรือมีภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์  ต้องทำการผ่าตัดรักษาเร่งด่วน แถมพ่วงติดเชื้อ  โควิดเข้าไปด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตความดันลบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรักษา  และเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าไปดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย

ดังนั้น รพ.ศิริราช จึงได้เร่งขยายพื้นที่บริเวณข้างสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ใกล้กับท่าเรือรถไฟ   เพื่อจัดตั้งหอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19 รองรับผู้ป่วยหนัก เป็นจำนวนรวม  20 เตียง จะสามารถเปิดทำการและรับผู้ป่วยได้ในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 โดยได้รับความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจในการให้บริการเป็นอย่างดีจากบุคลากรทางการแพทย์ในเครือทั้ง 3 โรงพยาบาล  คือ รพ.ศิริราช  รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ทั้งนี้  ได้จัดเตรียมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา  แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และพยาบาลเข้าประจำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยหนักครอบคลุมทั่วถึงทุกกลุ่มโรคที่ติดเชื้อโควิด 

ไอซียูสนามศิริราช จัดสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นหอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19 โดยได้รับความร่วมมือในการออกแบบและจัดสร้างอาคารแบบโมดูลล่า จาก บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)  เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 แล้วเสร็จในวันที่ 28 สิงหาคม 2564

รูปแบบการก่อสร้างอาคารแบบโมดูลล่า รวม  2 หลัง มีลักษณะสำเร็จรูปหรือเป็นทรงกล่อง เพื่อลดความซับซ้อนของโครงสร้างอาคาร  ติดตั้งและประกอบได้อย่างรวดเร็ว ขนาดความจุผู้ป่วยหนักหลังละ 10 เตียง รวม  20 เตียง ลักษณะเป็นหอผู้ป่วยไอซียูรวม (Cohort ICU)  ห้องความดันลบ ครบครันด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย  มีห้องเล็กด้านหน้าสำหรับเปลี่ยนชุด PPE  มีระบบสนับสนุนเพื่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ ระบบปรับสภาวะอากาศ (HVAC) โทรทัศน์วงจรปิด(CCTV) ศูนย์เฝ้าติดตามสภาวะผู้ป่วยวิกฤต (Central Monitor) ระบบเรียกพยาบาลฉุกเฉิน (Nurse Call) ระบบพลังงานสำรองฉุกเฉิน (Emergency Power Supply) แก๊สทางการแพทย์ (Medical Gas) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีอาคารสนับสนุนเพื่อเป็นที่ทำงานและที่พักบุคลากร ห้องเก็บยา และเวชภัณฑ์อีกจำนวน 5 ตู้ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานสำเร็จรูป มีครุภัณฑ์ที่จำเป็น ระบบปรับอากาศ อาคารห้องน้ำ ห้องอาบน้ำสำเร็จรูป 8 ตู้ อาคารที่จัดให้เป็นห้องเครื่องแก๊สทางการแพทย์ ซึ่งนับเป็นหัวใจหลักของการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด 19 รวมทั้งหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ  

ขณะนี้ไอซียูสนามศิริราช เพื่อผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19  ดำเนินการใกล้เสร็จเรียบร้อย และพร้อมรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเริ่มวันที่ 30 สิงหาคม 2564    โดยใช้งบประมาณรวม 100 ล้านบาท  

“ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งต้องร่วมมือกัน  เร่งสร้างไอซียูสนาม รองรับผู้ป่วยวิกฤตนั้น ทาง รพ.ศิริราชจึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนสร้าง  หอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19 ได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ  กองทุน “ศิริราชสู้ภัยโควิด” ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี   901-3-50034-4 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร. 0 2419 7646-8 ในวันเวลาราชการ”  รศ.นพ.วิศิษฎ์ กล่าวทิ้งท้าย 

  

เด้งเจ้าอาวาสพ้นวัดมณฑปเซ่นป้าย ‘ไม่รับศพตำรวจ’ พร้อมตั้งรักษาการแทนทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594916

เด้งเจ้าอาวาสพ้นวัดมณฑปเซ่นป้าย'ไม่รับศพตำรวจ' พร้อมตั้งรักษาการแทนทันที

เด้งเจ้าอาวาสพ้นวัดมณฑปเซ่นป้าย’ไม่รับศพตำรวจ’ พร้อมตั้งรักษาการแทนทันที

วันเสาร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 12.16 น.

เจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี สั่งเด้ง”พระสมุห์อนันต์” เจ้าอาวาสวัดมณฑป หลังติดป้ายประกาศ “ไม่รับศพตำรวจ” พร้อมตั้งกก.สอบสวนข้อเท็จจริง ชี้อาจเข้าข่ายละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ล่าสุดแต่งตั้งรักษาการแทนทันที

14 สิงหาคม 2564 หลังจากกลายเป็นประเด็นงวิพากษ์วิจารณ์กรณีพระสมุห์อนันต์ โชติธมฺโม เจ้าอาวาสวัดมณฑป แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กทม. ติดป้ายประกาศขึ้นป้ายผ้าไม่รับศพตำรวจ ถูกแชร์ว่อนในโลกออนไลน์

มีรายงานว่า พระครูพิพัฒน์ วรคุณ เจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี ได้ลงนามในหนังสือ ที่ จว. 3/2564 ของสำนักงานเจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี เรื่อง ให้พระสังฆาธิการพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ โดยระบุว่า

ด้วยเจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี ได้ทราบการเผยแพร่ข่าวจากสื่อสาธารณะและสื่อออนไลน์ กรณี พระสมุห์อนันต์ โชติธมฺโม แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ติดป้ายประกาศของวัด ข้อความว่าวัดมณฑป ไม่รับศพตำรวจ และให้สัมภาษณ์สื่อสาธารณะและสื่อออนไลน์ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างกว้างขวาง อาจเข้าข่ายละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ถ้าจะให้คงอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ในระหว่างสอบสวน จะเป็นการเสียหายแก่คณะสงฆ์

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 56 วรรค 3 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

จึงให้ พระสมุห์อนันต์ โชติธมฺโม เจ้าอาวาสวัดมณฑป แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

ล่าสุดเจ้าคณะแขวงบางระมาด-ฉิมพลี ยังได้มีคำสั่งที่ 4/2564 ลงวันที่ 12 ส.ค. 2564 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมณฑป  โดยให้พระครูกาญจนกิจจารักษ์ (บัณฑิต) ฉายา ปภสฺสโร อายุ 49 พรรษา 25 สังกัด วัดกาญจนสิงหาสน์ วรวิหาร แขวง คลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกาญจนสิงหาสน์ วรวิหาร เป็น ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมณฑป ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2564

วัดพระธรรมกายชวนปลูกพืชสมุนไพร ขิง กระชาย ฟ้าทะลายโจร สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594808

วัดพระธรรมกายชวนปลูกพืชสมุนไพร ขิง กระชาย ฟ้าทะลายโจร สู้ภัยโควิด-19

วัดพระธรรมกายชวนปลูกพืชสมุนไพร ขิง กระชาย ฟ้าทะลายโจร สู้ภัยโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.12 น.

วัดพระธรรมกายชวนปลูกพืชสมุนไพร ขิง กระชาย ฟ้าทะลายโจร สู้ภัยโควิด-19

13 สิงหาคม 2564 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกายกล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 วัดพระธรรมกาย จึงได้จัด “โครงการปลูก ขิง กระชาย ฟ้าทะลายโจร พืชสมุนไพร สู้ภัยโควิด-19” โดยให้ทุกวัดทุกและศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมประจำจังหวัด ปลูกสมุนไพร อาทิ ขิง กระชาย ฟ้าทลายโจร เป็นต้น เพื่อสุขภาพ ป้องกัน  รักษา เยียวยา และฟื้นฟูร่างกาย ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 

“โครงการปลูก ขิง กระชาย ฟ้าทลายโจร พืชสมุนไพร สู้ภัยโควิด-19 จัดขึ้นเพื่อเป็นการป้องกัน รักษา และฟื้นฟูร่างกาย ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดอยู่ทั่วประเทศ จึงมีนโยบายให้ทุกวัดทุกศูนย์ของวัดพระธรรมกายช่วยกันปลูกพืชสมุนไพร เท่าที่พื้นที่จะปลูกได้ ซึ่งนอกจากเพื่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นกิจกรรมบุญที่ทำให้ใจได้อยู่ในบุญ และเป็นขวัญกำลังใจ สร้างบรรยากาศแห่งบุญกุศล ลดความเครียด คลายกังวล ด้วยการเริ่มทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ด้วยความสดชื่น แจ่มใส ของจิตใจ ตามหลักพระพุทธศาสนา คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ได้อีกด้วย” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าวด้วยว่า วัดและศูนย์ต่าง ๆ เริ่มทยอยปลูกฟ้าทะลายโจรแล้ว อาทิ ธุดงคสถานปราจีนบุรี มีกระจายต้นฟ้าทะลายโจรไปยังศูนย์ตามจังหวัดต่าง ๆ ในโซนภาคตะวันออก ได้แก่ จ.สระแก้ว ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมอรัญประเทศ 100 ต้น, ศูนย์ปฏิบัติธรรมตาพระยา 2,000 ต้น, จ.ระยอง ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมระยอง 700 ต้น, จ.จันทบุรี ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมจันทบุรี 600 ต้น, ศูนย์ปฏิบัติธรรมเขาคิชฌกูฏ 100 ต้น,จ.ชลบุรี ที่ธุดงคสถานชลบุรี 1,000 ต้น, ศูนย์ปฏิบัติธรรมชลบุรี 100 ต้น, ศูนย์ปฏิบัติธรรมพนมสารคาม 100 ต้น, ศูนย์พุทธบุตรนานาชาติ 600 ต้น และศูนย์วัดหนองไผ่ล้อม 600 ต้น รวมจำนวน 5,800 ต้น ซึ่งผลผลติจากฟ้าทะลายโจร 1 ต้น สามารถผลิตแคปซูลได้ถึง 10 แคปซูล

สำหรับ 3 สมุนไพร ทางรอดสู้ภัยโควิด-19 ประกอบด้วย 1.ฟ้าทะลายโจร ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อโควิดเข้าสู่เซลล์ร่างกาย แบบแคปซูลกินภายใน 72 ชม.หลังรับเชื้อ ติดต่อกัน 5 วัน หรือกินยอดใบ 5-10 ใบต่อมื้อ 3-4 ครั้งต่อวัน 2.กระชายขาว ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส มีสาร Panduratin ช่วยในการต้านไวรัส ทั้งในระยะก่อนและหลังการติดเชื้อ มีทั้งแบบแคปซูล หรือต้มสุกดื่มน้ำ และปรุงเป็นอาหาร 3.ขิง มีสารสำคัญ Zingerol และ Gingerol ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส มีทั้งแบบแคปซูล ผง หรือต้มดื่มตอนเช้าช่วยบำรุงปอด

บอร์ด กพฐ.เห็นชอบให้ผอ.โรงเรียนตัดสินใจ สอบ-ไม่สอบปลายภาคเทอม 1 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594721

บอร์ด กพฐ.เห็นชอบให้ผอ.โรงเรียนตัดสินใจ สอบ-ไม่สอบปลายภาคเทอม1

บอร์ด กพฐ.เห็นชอบให้ผอ.โรงเรียนตัดสินใจ สอบ-ไม่สอบปลายภาคเทอม1

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.16 น.

“บอร์ด กพฐ.” เห็นชอบให้ ผอ.โรงเรียน ตัดสินใจสอบ-ไม่สอบปลายภาคเทอม 1 ปรับวิธีการวัด-ประเมินผลแบบอื่นแทน แล้วสอบปลายภาคในเทอม 2 แทน

13 สิงหาคม 2564 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุม กพฐ.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่า สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เสนอการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยที่ประชุมให้ความเห็นว่าการเรียนการสอนในสถานการณ์นี้ ควรให้อิสระกับโรงเรียนในการนับเวลาเรียน จัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลนักเรียน โดยเฉพาะการสอบปลายภาคของภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนตัดสินใจว่าควรจะสอบหรือไม่ โดยให้พิจารณาดูความพร้อมของนักเรียนเป็นหลัก หากไม่สอบปลายภาคของภาคเรียนที่ 1/2564 สถานศึกษาอาจจะปรับวิธีการวัดและประเมินผลอย่างไร เช่น อาจไปสอบภาคเรียนที่ 2/2564 ครั้งเดียว เป็นต้น

“ผมมองว่าขณะนี้เราต้องปรับให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่นมากที่สุดในการวัดและประเมินผลนักเรียน ภายใต้ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ โดยตัวชี้วัดนั้นต้องไปปรับให้ทันกับสถานการณ์ด้วย เช่น จากเดิมต้องจัดสอบเพื่อวัดและประเมินว่านักเรียนมีความรู้ตามมาตรฐานของตัวชี้วัดหรือไม่ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากโรงเรียนสามารถกำหนดให้มีกิจกรรม หรือวิธีอื่นที่สามารถทดสอบ หรือประเมินว่านักเรียนผ่านเกณฑ์ หรือตัวชี้วัดที่สำคัญว่านักเรียนต้องรู้ และควรรู้อะไร ผมมองว่าไม่มีปัญหา เป็นอิสระของโรงเรียนอยู่แล้ว แต่ผมมองว่าตอนนี้ สพฐ. ควรยกเลิกประเมินความสามารถด้านภาษาไทยและความสามารถด้านคณิตศาสตร์ หรือ NT และการประเมินความสามารถด้านการอ่านออกเสียงและอ่านรู้เรื่อง หรือ NT ปีการศึกษา 2564 ออกไปก่อน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้โรงเรียนวัดและประเมินผลนักเรียน” นายเอกชัย กล่าว

นายเอกชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ สังคมกำลังจับตามองปัญหาการเรียน เพราะผู้ปกครอง นักเรียนเครียดจากการเรียน ตนมองว่าปีที่ผ่านมา สพฐ.ได้ทำการรวบรวมปัญหาการเรียนออนไลน์ไว้อยู่แล้ว จึงน่าจะนำข้อมูลที่มีอยู่มาดูรายละเอียดว่านักเรียนแต่ละกลุ่ม แต่ละพื้นที่ เช่น นักเรียนในเมือง นักเรียนในชนบท มีปัญหาแตกต่างกันอย่างไร และนำมาปรับใช้ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอน ปรับการวัดและประเมินผล โดยอาจจะไม่เน้นเนื้อหาความรู้ แต่เน้นทักษะที่นักเรียนจำเป็นต้องใช้ นอกจากนี้ ตนได้เสนอให้ สพฐ.ลดภาระงานครูด้วย เนื่องจากการเรียนออนไลน์เพิ่มภาระให้ครูอย่างมาก เพราะครูต้องมานั่งเก็บข้อมูลการเข้า-ขาดเรียน ของนักเรียน แทนที่ครูจะมีเวลาในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับการออนไลน์ แต่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลของนักเรียน ดังนั้น สพฐ.ควรจะลดภาระให้ครูในส่วนนี้ลง