‘อนุชา’ ถวายเครื่องสักการะเทศกาลวันเข้าพรรษาปี 64 เยี่ยมศูนย์พักคอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595769

‘อนุชา’ถวายเครื่องสักการะเทศกาลวันเข้าพรรษาปี64เยี่ยมศูนย์พักคอย

‘อนุชา’ถวายเครื่องสักการะเทศกาลวันเข้าพรรษาปี64เยี่ยมศูนย์พักคอย

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.32 น.

รมต.อนุชา ถวายเครื่องสักการะเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2564 พร้อมตรวจเยี่ยมศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ เขตสัมพันธวงศ์ หรือ Community Isolation (CI)

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564  นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมาย จากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้เป็นผู้แทนเดินทางไปยังวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เพื่อถวายเครื่องสักการะ ประกอบด้วย พานธูปเทียนแพ พุ่มดอกไม้ ผ้าไตร และเครื่องไทยธรรม แด่พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร ป.ธ.๗) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2564

ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ เขตสัมพันธวงศ์ หรือ Community Isolation (CI) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจรับรองว่าติดเชื้อโควิด 19 กลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการในพื้นที่เขต โดยจะใช้แยกผู้ป่วยที่ต้องการแยกกักตัวจากครอบครัวและชุมชน เนื่องจากไม่สามารถแยกกักตัวที่บ้านได้ (Home Isolation : HI) ซึ่งจะมีการประเมินคัดกรองอาการผู้ป่วยในเบื้องต้น เพื่อรอการส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาล เป็นการลดปัญหาการแพร่ระบาดและติดเชื้อของคนในครอบครัวและชุมชน โดยทางศูนย์มีการแยกโซนผู้ป่วยชายและหญิง มีจำนวนเตียงทั้งสิ้น 46 เตียง แบ่งเป็น เตียงผู้ชาย จำนวน 23 เตียง เตียงผู้หญิง จำนวน 23 เตียง และแยกโซนผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความเป็นสัดส่วน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ขณะเดียวกันได้จัดเตรียมจุดรับลงทะเบียนผู้ป่วย ซึ่งเป็นจุดแรกเข้า พร้อมอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จำเป็นให้แก่ผู้ป่วย รวมถึงสถานที่คัดแยกขยะติดเชื้อ การจัดระบบการดูแลเรื่องความสะอาดภายในศูนย์ฯ ระบบไฟฟ้า ระบบกล้อง CCTV ระบบการสื่อสารภายในระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางทางแพทย์ และการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วยภายในศูนย์พักคอยฯ เป็นต้น

ปิดเหมืองหิน ‘ดงมะไฟ’ และก้าวต่อไปของการต่อสู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595578

ปิดเหมืองหิน‘ดงมะไฟ’  และก้าวต่อไปของการต่อสู้

ปิดเหมืองหิน‘ดงมะไฟ’ และก้าวต่อไปของการต่อสู้

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ได้จัดงาน เฉลิมฉลอง 1 ปี ชัยชนะในการยึดเหมืองหินดงมะไฟ และก้าวต่อไปของการฟื้นฟูป่าชุมชน ณ หมู่บ้านผาฮวกพัฒนา หน้าเหมืองหินดงมะไฟ จ.หนองบัวลำภู โดย น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย นักกิจกรรมจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (ENLAW) กล่าวว่า ตนประทับใจในการต่อสู้ของชาวบ้านดงมะไฟ เพราะถือเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานมาก ที่สำคัญเป็นการร่วมกันสู้ของกลุ่มคนทุกช่วงวัย ทั้งที่สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ปกติ มีการแพร่ระบาดของโควิดและมีอีกหลายปัญหาที่รุมเร้า

จึงเป็นภาพสะท้อนว่าภูเขาลูกนี้ ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งนี้ เป็นส่วนสำคัญของชุมชนของชีวิตพวกเขา ทำให้ทุกคนออกมารวมกลุ่มปกป้องและเรียกร้องในการดูแลจัดการทรัพยากร ซึ่งพื้นที่นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการต่อสู้ในกระบวนการ ที่ศาลชั้นต้นมีพิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตร แต่ในปี 2553 ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษาอันนี้คือรอบหนึ่ง แต่ชาวบ้านก็ยังใช้กระบวนการทางศาลต่อสู้ในรอบสองหลังจากที่ผู้ประกอบการได้ใบอนุญาต ก่อนที่ในปี 2561 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสืออนุญาต อันนี้คือชัยชนะอีกรอบหนึ่งของชาวบ้าน แต่เป็นชัยชนะที่ไม่ได้หยุดการดำเนินการของบริษัทในพื้นที่

“ศาลปกครองชั้นต้นให้ชนะ แต่ไม่คุ้มครองทำให้บริษัทดำเนินการจนภูเขาหมดไป ระบบนิเวศเสียหาย แม้ว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดชาวบ้านจะได้ชัยชนะ สิ่งที่มันหวนกลับมาไม่ได้ก็คือเขาที่ถูกระเบิดไป แล้ววิถีชีวิตที่ชาวบ้านจะอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติมันไม่มีแล้ว นี่คือสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมมันไม่สามารถที่จะคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนได้ นอกจากนี้กรณีดงมะไฟยังสะท้อนว่า กระบวนการให้ใบอนุญาตของหน่วยงานรัฐมีปัญหาใช่หรือไม่ เพราะศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชาวบ้านชนะ ในสิ่งที่รัฐอนุญาต” น.ส.สุภาภรณ์ กล่าว

ขณะที่ น.ส.ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนองค์กร Protection International กล่าวเสริมว่า ชัยชนะของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการชุมนุมโดยสงบ โดยชุมนุมที่บริเวณปากทางเข้าเหมืองหินตลอด 365 วัน จนยึดเหมืองหินได้สำเร็จ พร้อมกับลงมือลงแรงฟื้นฟูพื้นที่ที่เหมืองทำลายให้เป็นป่าชุมชน ซึ่งชัยชนะของประชาชนที่ดงมะไฟในครั้งนี้เสมือนทุกหุบผาถูกยกให้สูงขึ้น ตนยินดีอย่างยิ่งกับชัยชนะนี้และภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้างกับกลุ่มอนุรักษ์ฯและที่ปรึกษาอย่างโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM)

ด้าน น.ส.มนีนุด อุทัยเรือง ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได เปิดเผยว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเราไม่เคยปิดหมู่บ้านแม้แต่วันเดียว เพื่อส่งต่อเจตนารมณ์จุดมุ่งหมายเหมือนกัน คือความตั้งใจที่จะปกปักษ์ หวงแหนและฟื้นฟูเหมืองหิน จากรุ่นสู่รุ่น จากตามาสู่แม่ จากแม่มาสู่ตน และต่อไปที่เด็กรุ่นหลังต่อไปอีก ระหว่างทางของการต่อสู้เจออุปสรรคมากมาย ชาวบ้านใช้กระบวนการของภาครัฐแต่ก็ติดขัด ปัญหานี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมาตั้งหมู่บ้านผาฮวกพัฒนากัน

“ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการฟื้นฟูอดีตเหมือง เพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ที่ผ่านมาได้ช่วยกันปลูกต้นไม้จำนวนมาก เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะผ่านมา 365 วันแล้ว แต่พวกเราจะไม่ยุติการเคลื่อนไหวเพียงเท่านี้ และยืนยันว่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อไปอย่างแน่นอนอย่างน้อยเราวางแผนกันไว้อย่างต่ำ 3 ปี ที่จะปักหลักเพื่อพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้ ชาวบ้านก็จะหลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งจะเป็นชดเชยจากที่เหมืองหินได้มาทำลายมา” น.ส.มนีนุด ระบุ

นายเลิศศักด์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ร่วมสะท้อนบทเรียนการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดในครั้งนี้ว่า ถึงแม้การประทานบัตรจะถูกยกเลิกไปแล้วและไม่สามารถทำเหมืองได้แล้ว แต่พื้นที่ภูผาฮวกที่ถูกระเบิดไปยังไม่ถูกปลดออกจากการเป็นประกาศกำหนดแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรม เรื่องนี้หากทำได้จะไม่สะเทือนเฉพาะ ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา แต่จะสะเทือนทั้งประเทศกรณีหน่วยงานราชการใช้อำนาจตัวบทกฎหมายใดจึงสามารถประกาศกำหนดแหล่งหินอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้

ซึ่งเวลานี้เป็นโอกาสเหมาะสมที่จะร่วมกันฟ้องเพื่อยกเลิกประกาศแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมออกไปให้หมด เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการปกติของการขอประทานบัตรหรือการอนุญาตต่างๆ แร่หินนั้นเป็นเหมือนแร่เทวดาที่อยู่ดีๆ ก็มีประกาศแหล่งหินเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านปริมาณสำรองแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมให้มีหลักประกันชัดเจนไปอีก 50 ปี โดยไม่ได้สนใจเลยว่าไปประกาศทับตาน้ำแหล่งน้ำซับซึมแหล่งหาอยู่หากินของชาวบ้านอย่างไร อีกทั้งกฎหมายแร่ฉบับใหม่มันชัดเจนว่า พื้นที่ใดๆ ก็ตามที่จะอนุมัติให้มีการสำรวจทำเหมืองแร่ได้จะต้องเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองเท่านั้น ถ้าไม่ได้อยู่ในเขตแหล่งแร่หรือเป็นพื้นที่น้ำซับซึมจะต้องถูกกันออก

ภายในงานยังมีการอ่านคำประกาศจากภูผาฝนโปรยปราย ครบรอบ 1 ปี ยึดเหมืองหินดงมะไฟ โดยบางช่วงบางตอนของประกาศระบุว่า ในวันครบรอบหนึ่งปีของการยึดเหมืองความฝันของเรายังแจ่มชัด เรียบง่ายแต่หนักแน่น วันนี้เราปลูกต้นไม้ไปแล้ว 4,000 กว่าต้นเรายังจะปลูกต้นไม้ต่อไปเรื่อยๆ ในปีต่อๆ ไป ร่วมกับภารกิจด้านอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนดงมะไฟของเราให้ร่มรื่นงดงามแก่ลูกหลาน

อาทิ เราจะทำการฟ้องคดีต่อรัฐและบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิดทำลายภูผาฮวกของเราเพื่อเรียกร้องความเสียหายต่อระบบนิเวศ เราจะเข้าไปทำงานการเมืองใน อบต.ดงมะไฟ ด้วยการส่งตัวแทนของเราจากหลายหมู่บ้านลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของเรา

ศูนย์พักคอยวิทยาเขตนครสวรรค์ ‘ม.มหิดล’ พัฒนาสูตรยาจีนรักษาโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595585

ศูนย์พักคอยวิทยาเขตนครสวรรค์  ‘ม.มหิดล’พัฒนาสูตรยาจีนรักษาโควิด

ศูนย์พักคอยวิทยาเขตนครสวรรค์ ‘ม.มหิดล’พัฒนาสูตรยาจีนรักษาโควิด

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พญ.มนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงการจัดตั้ง “ศูนย์พักคอยกันภัยมหิดล (Mahidol University Community Isolation – MUCI)” ในพื้นที่อาคาร “ห้องเรียนปลายเนิน” ซึ่งเดิมใช้เพื่อการเรียนการสอนของอาจารย์ชาวต่างประเทศ และอาคาร “บ้านกลางน้ำ” ซึ่งใช้ทำกิจกรรมของนักศึกษา สำหรับเป็นตรวจคัดกรองและดูแลอาการของผู้ติดเชื้อโควิด-19ในเบื้องต้น

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาทอง โรงพยาบาลพยุหะคีรี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบลเขาทอง และวัดเขาทอง ซึ่งนอกจากการปรับปรุงอาคารเรียนให้เป็นศูนย์พักคอยแล้ว ด้วยความที่ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ มีความโดดเด่นด้านแพทย์แผนจีน จึงได้คิดค้นสูตรยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 สูตรด้วย

“ปัญหาโรคระบาด ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โควิด-19ที่เกิดปรากฏการณ์พบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ จนโรงพยาบาลต่างๆ ไม่สามารถรองรับได้ และมีจำนวนไม่น้อยที่ถูกปฏิเสธจากบางชุมชนที่ตนอยู่ในขณะนี้ซึ่งการที่ชาวชุมชนตำบลเขาทองได้ร่วมแรงร่วมใจทำ Community Isolation (ระบบกักตัวโดยชุมชน) ให้เกิดขึ้นนี้ คาดว่าจะสามารถช่วยจุดประกายให้ชุมชนอื่นๆ ได้ต่อไป โดยจะไม่มองว่าเป็นปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล และเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ต่อไปได้” พญ.มนทกานติ์ กล่าว

ด้าน แพทย์แผนจีน ธนัตเทพ เตระทวีดุลย์ หัวหน้าฝ่ายแพทย์ทางเลือก ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า สูตรยาที่นำมาใช้นั้น มาจากการศึกษาวิจัยของจีนซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลาย แล้วนำมาปรับเป็นสูตรเฉพาะของที่นี่ ซึ่งยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนสูตร 1 สำหรับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการจะเป็นยาบำรุง ส่วนยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนสูตร 2 สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อย ให้ดื่มได้ตามความสมัครใจ 1 ซอง/1 มื้อ เช้า-เย็น

แพทย์แผนจีนธนัตเทพ ได้กล่าวถึงตัวยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนหลักที่ใช้เป็นยาบำรุงว่า มี 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ “ปักคี้” ที่มีรสหวานสรรพคุณบำรุงปอด และลดอาการบวม “ไป๋จู๋” ที่มีรสขมและหวาน บำรุงม้าม ขับปัสสาวะ และระงับเหงื่อ และ “ฝางเฝิง” ที่มีรสเผ็ดและหวาน บำรุงตับ ระงับปวด และป้องกันไข้หวัด โดยยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนทั้ง 3 ชนิดนี้รวมกันเป็นตำรับ“ยวี่ผิงเฟิงซ่าน” ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีใช้มาอย่างยาวนาน โดยเป็นยาที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นระบบย่อยอาหารบำรุงปอด และม้าม มีฤทธิ์ขับพิษอ่อนๆ ส่วนยาเพื่อการรักษาควรจัดโดยแพทย์แผนจีนเท่านั้น ไม่ควรหามารับประทานเอง

“การใช้ยาสมุนไพรแพทย์แผนจีน ควบคู่กับยาสมุนไพรแพทย์แผนไทยสามารถทำได้ โดยยาสมุนไพรบางชนิดที่ใช้ทั้งในแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนไทยก็มี เช่นดอกคำฝอย (หงฮวา) ชะเอมเทศ (กำเช่า) โกฐเชียง (ตังกุยเหว่ย) ฯลฯ ส่วนยาที่ไม่ควรรับประทานร่วมกันก็มี เช่น ยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนเหลียนฮัวชิงเวินเจียวหนัง ซึ่งที่มีฤทธิ์เย็นใช้รักษาโรคโควิด-19 หากรับประทานร่วมกับยาสมุนไพรแพทย์แผนไทยฟ้าทะลายโจร ซึ่งใช้รักษาโรคโควิด-19 และมีฤทธิ์เย็น เช่นเดียวกัน ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไข้ไม่สูงมาก จะทำให้ร่างกายเกิดความเย็นที่มากจนเกินไป เป็นต้น ทั้งนี้ ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์แผนจีนก่อนการรับประทานยาทุกครั้ง” แพทย์แผนจีนธนัตเทพ กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง ในเร็ววันนี้จะได้มีการเผยแพร่สูตรสมุนไพรยาแพทย์แผนจีนทั้ง 2 สูตรของศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ทางเพจเฟซบุ๊ค : “ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์” และ “แผนกแพทย์แผนจีน ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์” ต่อไปโดยประชาชนผู้สนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดได้ที่ทั้ง 2 เพจดังกล่าว

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘SARABURI MODEL’ กับการขับเคลื่อนนโยบายจังหวัด TO BE NUMBER ONE อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595576

‘SARABURI MODEL’ กับการขับเคลื่อนนโยบายจังหวัด TO BE NUMBER ONE อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พช.สุดปลื้มปิติ! เผยโฉมเหรียญรางวัลพระราชทาน ประกวด ‘ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595639

พช.สุดปลื้มปิติ! เผยโฉมเหรียญรางวัลพระราชทาน ประกวด'ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'

พช.สุดปลื้มปิติ! เผยโฉมเหรียญรางวัลพระราชทาน ประกวด’ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.30 น.

พช.สุดปลื้มปิติ! เผยโฉมเหรียญรางวัลพระราชทาน ประกวด”ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เกียรติยศแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจ สรรพศิลป์ผ้าไทยก้าวไกลสู่สากล

วันที่ 17 สิงหาคม 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสำราญ เมืองนิล ผู้อำนวยการกองกษาปณ์ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ รองประธานกรรมการและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการนิตยสารโว้ก ประเทศไทย และนางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์ รองประธานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก เข้าร่วมการมอบเหรียญรางวัลพระราชทาน การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ระดับประเทศ ณ โรงกษาปณ์ ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) อย่างเคร่งครัด

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานแบบลายผ้าแก่ช่างทอผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ด้วยพระดำริที่ชัดเจนในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไป โดยได้พระราชทานพระอนุญาตให้ กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดการประกวดลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ภายใต้โครงการส่งเสริม ภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ในการประกวดผ้าครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเผยแพร่พระอัจริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย สิ่งทอ และการอนุรักษ์ผ้าไทยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ตลอดจนเพื่อพัฒนาศักยภาพผ้าไทยให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ชุมชน

เนื่องในโอกาสพิเศษเดือนมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทานลายผ้า “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รับพระดำริจัดโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 3,000 ราย จากระยะเวลาเพียง 8 เดือนที่มีการเริ่มดำเนินกิจกรรม ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ก่อให้เกิดรายได้แก่กลุ่มทอผ้า โดยเฉพาะผ้าลายขอมากถึง 300 ล้านบาท และกระตุ้นยอดขายแก่ผ้าลวดลายต่างๆ เป็นอย่างมาก อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยตามพระราชปณิธานของพระพันปีหลวงอย่างต่อเนื่อง

บัดนี้ การประกวดระดับภาค สำเร็จลุล่วงเป็นไปด้วยดี มีผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 50 ราย และในวันที่ 30 ตุลาคม 2564 สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงพระกรุณารับเป็นองค์ประธานตัดสินการประกวดระดับประเทศ และถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ช่างทอผ้าต่างรอคอย รางวัลอันทรงเกียรติและเป็นความภาคภูมิใจของผู้ชนะเลิศที่จะได้รับเหรียญพระราชทานรางวัล ซึ่งประกอบด้วย เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ นายศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี ศิลปินผู้มีชื่อเสียงด้านประติมากร ออกแบบเหรียญสำหรับพระราชทาน โดยเหรียญเป็นพระพักตร์ด้านข้าง พระเกศาทัดบุปผาราชินี “ดอกแคทลียาควีนสิริกิติ์” อันมีความหมายถึง พระราชปณิธานอันแรงกล้าของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่รับสนองแนวพระราชดำริและแนวพระราชเสาวนีย์จากสมเด็จย่าของพระองค์ท่านที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่งสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติด้านการทอผ้า ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยที่สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงหวงแหน เพื่อตอบแทนความตั้งใจ และความตั้งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอดของช่างทอผ้า ถือเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาฝีมือ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปวัฒนธรรมผ้าไทย ให้ก้าวไกลสู่สากล

“นับเป็นโอกาสและความโชคดีของชาวไทยทุกท่านที่วันนี้สมบัติทางวัฒนธรรมการทอผ้ามีทูลกระหม่อมฯ ทรงรักษาและสืบสานได้เป็นอย่างดีเยี่ยม และกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขอสนองแนวพระดำริพระองค์ท่าน โดยการทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจในการสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดินสืบไป” อธิบดี พช.กล่าวปิดท้าย

อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจ! นำวิชาชีพบริการชุมชน ซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน-เกษตรฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595616

อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจ! นำวิชาชีพบริการชุมชน ซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน-เกษตรฟรี

อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจ! นำวิชาชีพบริการชุมชน ซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน-เกษตรฟรี

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.54 น.

อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจนำวิชาชีพบริการชุมชน 240 ครัวเรือน สนใจนำอุปกรณ์เครื่องใช้รับบริการซ่อมฟรี ลดรายจ่ายยุคโควิด – 19

17 สิงหาคม 2564 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ FIX IT CENTER ศูนย์ซ่อม สร้าง เพื่อชุมชน THAILAND 4.0  ในรูปแบบ NEW NORMAL เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีคณะรองผู้อำนวยการ ตัวแทนครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ นำโดย นายไพบูลย์ ดวงศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ ร่วมในพิธีเปิดด้วย  ทั้งนี้ ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้มอบกรอบรูปจากการฝึกอาชีพแก่ชาวบ้านมอบให้องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ ในโอกาสนี้ด้วย

สำหรับโครงการดังกล่าว งานโครงการพิเศษและบริการวิชาชีพสู่ชุมชน วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นายลือชัย ทาทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา นายวีระพิศ แฝงจันทร์ หัวหน้างานโครงการพิเศษและบริการวิชาชีพสู่ชุมชน พร้อมด้วยตัวแทนคณะครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา ลงพื้นที่จิตอาสา บริการชุมชน ด้วยการแจกน้ำยา ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ได้แก่ น้ำยาล้างมือ น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ และน้ำยาล้างรถให้กับชาวบ้าน

และช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ทางการเกษตรฟรี เพื่อลดรายจ่ายให้กับประชาชนในครัวเรือน ในสถานการณ์ยุคโควิด – 19 อีกทั้งร่วมทำความดีถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 89 พรรษา 12 สิงหาคม 2564 

โดยสถานศึกษาได้รับความร่วมมือจากตัวแทนครู บุคลากร จากวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบและวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี ร่วมให้บริการชาวบ้านในการซ่อมแซมเครื่องใช้ต่างๆที่ชำรุด เสียหาย ให้บริการตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมาจนถึง วันที่ 17 สิงหาคม 2564 ซึ่งผลการดำเนินงาน พบว่ามีชาวบ้านมาขอรับบริการ ส่งเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือน เครื่องจักรกลทางการเกษตร และเครื่องยนต์ มาซ่อมแซม จำนวน 240 ครัวเรือน  มีผู้ขอรับการฝึกอาชีพในตลอด 6 วัน จำนวน  170   คน  ในรูปแบบ NEW NORMAL นับเป็นความภาคภมิใจที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำวิชาชีพให้บริการสู่ชุมชน โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจยุคโควิด – 19

3 รมต.หญิง ศธ.มอบเงินเดือนช่วยเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595580

3 รมต.หญิงศธ.มอบเงินเดือนช่วยเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา

3 รมต.หญิงศธ.มอบเงินเดือนช่วยเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.10 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ร่วมมอบเงินให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อนำไปสนับสนุนช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19)

โดย นางสาวตรีนุช เปิดเผยว่า พวกเรามีความตั้งใจไม่รับเงินเดือนเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเน้นในด้านการศึกษา จึงได้มอบเงินให้ กสศ. สำหรับการเป็นหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักเรียนสังกัดโรงเรียนพักนอนในพื้นที่ห่างไกล  กลุ่มนักเรียนกำพร้า และกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวให้ความสำคัญกับกลุ่มนักเรียนสังกัดโรงเรียนพักนอนในพื้นที่ห่างไกลที่มีความขาดแคลน จำนวน 14 แห่ง โดยสนับสนุนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดูแลความปลอดภัย เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เครื่องวัดอุณหภูมิ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายในการรับส่งนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลกรณีที่เจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์และสถานที่ของโรงเรียน ตลอดจนการจัดทำคู่มืออนามัยและการรักษาตัวจากโควิด-19 เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย ทั้งนี้ สัดส่วนการจัดสรรเงินในเบื้องต้นจะพิจารณาตามจำนวนของนักเรียนและระยะทางที่ตั้งของโรงเรียน

ด้านคุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตนประสงค์ช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 174 คน ตั้งแต่การเข้าดูแล การคุ้มครอง ตลอดจนถึงการฟื้นฟู ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับศูนย์ประสานช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยจะเน้นให้เข้าถึงนักเรียนที่มีความขาดแคลนอย่างแท้จริงและเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ขยายเพิ่มขึ้นจากภารกิจการดำเนินการเดิมของ กสศ.

ขณะที่ นางกนกวรรณ กล่าวเสริมว่า สำหรับกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก เป็นกลุ่มที่ตนให้ความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่าเด็กพิเศษกลุ่มนี้สามารถพัฒนาศักยภาพและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ โดยจะช่วยเหลือกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก ที่มีฐานะยากจน จำนวน 57 คน และมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำรวจผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ทั้งนี้ รูปแบบการช่วยเหลือจะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น ทุนการศึกษา ฯลฯ

นอกจากนี้ นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า การสนับสนุนของ รมว.ศธ. และ รมช.ศธ. ในครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่จะช่วยผลักดันให้เกิด “หลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับคนทุกวัย” ตามภารกิจของ กสศ. เพื่อช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่ง กสศ. จะเร่งดำเนินการส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่นักเรียนแต่ละกลุ่มอย่างเต็มที่และให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของสามรัฐมนตรีหญิงแห่งกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมติดตามและรายงานผลความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้ กสศ. เล็งขยายการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือทางการศึกษาให้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงส่วนของภาครัฐ แต่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนสามารถเข้ามาร่วมผลักดันและสานต่อโครงการจากการนำร่องของทั้งสามรัฐมนตรีอีกด้วย

เปิดเส้นทางแทนคุณแผ่นดิน ‘ฉัตรชัย พรหมเลิศ’ ปลัดมท.คนที่ 39 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595535

เปิดเส้นทางแทนคุณแผ่นดิน'ฉัตรชัย พรหมเลิศ' ปลัดมท.คนที่ 39

เปิดเส้นทางแทนคุณแผ่นดิน’ฉัตรชัย พรหมเลิศ’ ปลัดมท.คนที่ 39

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.04 น.

เส้นทางการรับราชการของปลัดกระทรวงมหาดไทย ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นอธิบดีอีกคนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยได้รับแต่งตั้งและเข้ารับตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 

กับเส้นทางเติบโตในราชการของ ปมท. คนที่ 39 ผู้นี้ เริ่มชีวิตราชการจากการเป็นปลัดอำเภอดงหลวง มุกดาหาร จนได้เป็น หน.กิ่งฯ แม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ในปี 2539 โอนไปเป็น รพช.จังหวัดสิงห์บุรีและนครสวรรค์ในปี 2544-2545 สังกัด สนง.เร่งรัดพัฒนาชนบท ซึ่งเปลี่ยนเป็นกรมเร่งรัดพัฒนาชนบทในเวลาต่อมา

เมื่อมีการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมฯปี 2545  รวมงานกรมเร่งรัดพัฒนาชนบทกับงานโยธาธิการ บางส่วน ตั้งเป็นกรมทางหลวงชนบทสังกัดกระทรวงคมนาคม

ปลัดฉัตรชัย ฯ จึงโยกตัวเองมาอยู่กรมปภ.ฯ กรมที่ตั้งขึ้นใหม่ใน มท.ในตำแหน่งผอ.กองการเจ้าหน้าที่ ปภ.เมื่อ กพ.2546 ก่อนเลื่อนเป็น ผอ.สำนักฯและรองอธิบดี กรม ปภ.ในเดือน ธค.2548 ตามลำดับ  

1 ตค.2552 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าฯ ลพบุรี มีผลงานที่รู้คือ เมื่อครั้งน้ำท่วมปี 2554  ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีแตกไหลทะลักเข้ามารอบนอกของ จ.ลพบุรี ท่านฉัตรชัย คนนี้แหละ ที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชน จากอุทกภัยน้ำท่วม ด้วยการการแก้ไข  ปัญหาทำให้น้ำไม่ท่วมขังเข้าตัวเมืองถามคน จ.ลพบุรี จะรู้ดีว่า ทุกๆ วัน จะเห็นหน้าท่านฉัตรชัย จะออกมาลุยน้ำช่วยเหลือประชาชนจนผลงานเข้าตารัฐบาล  จึงได้ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมปภ.ใน 1 ตค.2555 สร้างผลงาน ด้านแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และ กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัย สร้างระบบป้องกัน เตือนภัย ฟื้นฟูหลังเกิดภัย และการติดตามประเมินผล เพื่อให้หลักประกันในด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  ซึ่งยังคงใช้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมจวบจนปัจจุบัน ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็น ปมท. นับเป็นอธิบดีกรมปภ.คนที่สองที่ข้ามขึ้น ปมท. ต่อจาก วิบูลย์  สงวนพงศ์ อธิบดีกรมปภ. ที่นำทางขึ้น ปมท.มา ก่อน  พลิกโฉมของการเป็น ปมท. ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านงานตำแหน่งในสายงานนักปกครอง อย่างนายอำเภอ หรือ ปลัดจังหวัดหรือ รองผู้ว่าฯ มาก่อนก็ได้

30 กย.2564 ปมท. ท่านนี้จะครบเกษียณอายุการดำรงตำแหน่ง ครบ 4 ปีเต็ม อย่างเข้มแข็งและสง่างาม ด้วยความมุ่งมั่น วิริยะอุตสาหะ ของปลัดฉัตรชัย ในการปฏิบัติหน้าที่ เปรียบประดุจพ่อบ้านของ มท.ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศเป็นกลไก ร่วมมือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งในเรื่องความเป็นอยู่การทำมาหากิน ตลอดจนถึงความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อันเกิดจากภัยพิบัติตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ดำรงตำแหน่ง  ปมท. อย่างเข็มแข็ง และสง่างาม รวมทั้ง ภารกิจสำคัญต่าง ๆ ที่ ปลัดฉัตรชัย ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ

โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19  เป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ที่มี มท. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  

จนเป็นที่รู้กันว่า ปลัดฉัตรชัย นั้น เป็นนักปกครอง มีความรู้ ความสามารถ มากมายด้วยน้ำใจ มีบุคลิกโอบอ้อมอารีมีมนุษย์สัมพันธ์ และอัธยาศัยที่ดีงาม มีประสบการณ์ เพียบพร้อมด้วยความเป็นผู้นำ และผู้ประสานงานกับทุกฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหา ในสถานการณ์บ้านเมือง ที่ต้องการสร้างความปรองดอง อย่างกลมเกลียวและมีประสิทธิภาพ

นับแต่ 1 ตค.2564 เป็นต้นไป ท่านจะเลือกใช้ชีวิตของข้าราชการประจำอาชีพ ที่เกษียณอายุราชการอยู่บ้านอย่างสงบเรียบง่าย หรือจะเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง เข้าสู่ถนนการเมือง ด้วยการนำประสบการณ์ของนักปกครองที่สร้างผลงานตลอดระยะเวลาที่รับราชการใน มท.จนครบอายุราชการอย่างสง่างาม สมกับคำขวัญของ มท.ว่า  “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”  เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ประเทศชาติ และประชาชน อันเป็นที่รัก

ปลัดฉัตรชัย จะอยู่ในความทรงจำของคน มท.หรือจะอยู่บนเส้นทาง ที่จะตอบแทนคุณแผ่นดินในรูปแบบใดปลัดฉัตรชัย คนเดียว เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ครับ

‘ปริญญ์’ แนะรัฐปรับตัวเร่งพัฒนา e-Government เพิ่มประสิทธิภาพบริการยุคราชการเวิร์คฟอร์มโฮม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595533

'ปริญญ์'แนะรัฐปรับตัวเร่งพัฒนา e-Government  เพิ่มประสิทธิภาพบริการยุคราชการเวิร์คฟอร์มโฮม

‘ปริญญ์’แนะรัฐปรับตัวเร่งพัฒนา e-Government เพิ่มประสิทธิภาพบริการยุคราชการเวิร์คฟอร์มโฮม

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.00 น.

16 ส.ค.2564นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ห่วงประชาชนที่เดือดร้อนจากการทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม (Work from home) ของหน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปรับรูปแบบการทำงานกะทันหันในช่วงวิกฤตโควิด-19 แนะรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาทันท่วงที พร้อมจัดสรรงบประมาณปี 65 มาพัฒนา e-Government ขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอลให้มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ที่แท้จริง 

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการธุรกิจว่า ได้รับความความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากการที่หน่วยงานของภาครัฐต้องปิดให้บริการ และเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮมตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด – 19 ของ ศบค. อย่างเคร่งครัด เพราะขั้นตอนการยื่นเอกสาร การทำธุรกรรม รวมถึงการขอความช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น ทำพาสปอร์ต ติดต่อซ่อมระบบไฟฟ้า – ประปา และการขอเอกสารประกอบการทำธุรกิจ เป็นไปอย่างล่าช้ามาก และไม่ได้รับความสะดวกเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังไม่พร้อมทำงานจากบ้าน เพราะมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ เช่น ไม่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไม่มี Fax อินเทอร์เน็ตช้าหรือไม่เสถียร เป็นต้น งานบางตำแหน่งไม่สามารถทำจากที่บ้านได้ รวมทั้งข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้การบริการประชาชนเกิดปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานภาครัฐเวิร์คฟอร์มโฮมก็มีข้อดี คือช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคลงได้ ช่วยลดรายจ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวัน  และลดรายจ่ายโดยรวมของสำนักงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 

ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของดังกล่าวของประชาชนอย่างทันท่วงที ทั้งในระยะสั้น อาทิ ร่วมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและเอกชน ในการสนับสนุนอินเทอร์เน็ตบ้าน อินเทอร์เน็ตมือถือ และค่าโทรศัพท์มือถือราคาประหยัด ติดตั้งฟรี WiFi ให้ครอบคลุม ลดค่าน้ำ-ไฟ และช่วยเหลือในระยะยาวด้วย เพราะเรายังต้องอยู่กับโควิดไปอีกนาน โดยควรจัดสรรงบประมาณประจำปี 2565 มาพัฒนารัฐบาลดิจิตอล e-Government ให้เกิดขึ้นได้จริงในเร็ววัน ดังนี้ 

1. พัฒนาทักษะและสมรรถนะใหม่ให้กําลังคนภาครัฐและประชาชนให้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยได้ ผ่านการเทรนนิ่งรูปแบบต่าง ๆ

2. นำระบบบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขจัดการคอรัปชั่นในกระบวนการทำงานของภาครัฐ เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้มีธรรมาภิบาล 

3. เดินหน้านโยบาย Paperless กับทุกหน่วยงาน แปลงเอกสารเป็นข้อมูลดิจิทัล ลด/งดการใช้กระดาษ ลดค่าใช้จ่าย ลดการส่งเอกสารระหว่างหน่วยงานรัฐ เพิ่มการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และลดภาระของประชาชนที่ต้องเจอกับขั้นตอนมากมายของระบบราชการที่ซ้ำซ้อน

4. สนับสนุนให้เกิด Digital Lean Management ในหน่วยงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมมาปรับใช้กับการทำงาน  เช่น นำหุ่นยนต์ AI มาช่วยงานในโรงพยาบาล

5. ปรับเปลี่ยนรูปแบบบริการของหน่วยงานรัฐให้เป็นออนไลน์ทั้งหมด เช่น การที่กระทรวงพาณิชย์ปรับหลักสูตรการเทรนนิ่งต่าง ๆ เป็นรูปแบบออนไลน์ Gen Z CEO และการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าปรับการบริการหลายด้านให้เป็นออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชน เป็นต้น และควรพัฒนาแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ให้รวมทุกบริการของภาครัฐมมาไว้ในที่เดียว “One Stop Service” 

6. พัฒนาระบบการทำงานของภาครัฐให้สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ รองรับ Remote Working และการเวิร์คฟอร์มโฮมถาวรในอนาคต เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐ อย่างที่รัฐวิสาหกิจและเอกชนหลายแห่งกำลังทำอยู่ตอนนี้

7. การบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานและใช้ Big Data เพื่อเป็นประโยชน์กับการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน เช่น ประชาชนที่มีสิทธิ์ควรได้รับการคืนภาษีโดยอัตโนมัติและไม่ต้องยื่นเรื่องขอเอง รวมถึงการเข้าถึงรัฐสวัสดิการที่ควรสะดวกขึ้น

8. พัฒนาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย Cyber Security เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการรัฐบาลดิจิตอล 

9. การปรับ/ตัดกฎหมาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิตอล เช่นการเบิกจ่าย การใช้บัตรประชาชนดิจิตอล 

รัฐบาลมีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอล 2563-2565 ที่ชัดเจนแล้วแต่ยังขาดการบูรณาการในการขับเคลื่อนให้แผนดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในยุค “New Normal” ที่มาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคาดจากการเกิดวิกฤติโควิด ดังนั้นภาครัฐต้องเร่งแผนการขับเคลื่อนและจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้โดยด่วน 

มจธ.พัฒนาแบคทีเรีย เร่งย่อยโปรตีนเคราตินในขนไก่ ลดขยะ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยามูลค่าสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595303

มจธ.พัฒนาแบคทีเรีย เร่งย่อยโปรตีนเคราตินในขนไก่  ลดขยะ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยามูลค่าสูง

มจธ.พัฒนาแบคทีเรีย เร่งย่อยโปรตีนเคราตินในขนไก่ ลดขยะ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยามูลค่าสูง

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.นุจริน จงรุจา อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “ขยะขนไก่” ที่ถึงแม้ว่าจะมีประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 85% ซึ่งเป็นโปรตีนประเภทเคราติน (Keratin)ที่โครงสร้างแข็งแรงมากและยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องใช้ “เอนไซม์เคราติเนส”(Keratinase) มาย่อยโครงสร้างโปรตีนนี้เสียก่อน และหากสกัดออกมาได้จะสามารถนำไปสร้างมูลค่าได้มหาศาล ตั้งแต่ผสมในอาหารสัตว์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยาที่มีมูลค่าสูง แต่ปัญหาคือเป็นขบวนการที่ซับซ้อน และมีต้นทุนพลังงานและอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสูง นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการวิจัย “ตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพเคราติเนสทนร้อนที่ได้จากดีเอ็นเอลูกผสม” และก็ได้ แบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพสูงในการผลิตเอนไซม์เคราติเนส ที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียสในที่สุด

ปัจจุบันผลงานนี้ได้การจดสิทธิบัตรการค้นพบเรียบร้อยแล้ว และทางผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่เนื้อรายใหญ่ที่เข้าร่วมในโครงการนี้ตั้งแต่ต้น ก็มีการนำกรดอะมิโนที่ได้ไปศึกษาต่อ และพบว่ามีกลุ่มสารอะมิโนที่อาจสามารถทำเป็นสารตั้งต้นของผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้ และ ผศ.ดร.นุจรินและทีมวิจัย ยังมองเห็นว่า อุตสาหกรรมเลี้ยงไก่ขนาดเล็กหรือกลุ่มผู้เลี้ยงไก่รายย่อย หรือระดับ SMEs รวมถึงโรงเชือดไก่ ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศซึ่งส่วนใหญ่ใช้การฝังกลบหรือการเผาขนไก่ แทนการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สารกำจัดขนไก่จาก ตปท. ซึ่งราคาแพงหากนำเทคนิคการกำจัดขนไก่ด้วยแบคทีเรียของ มจธ. ไปใช้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากการฝังกลบหรือเผาขนไก่ที่เป็นปัญหากับชุมชนรอบข้างในหลายพื้นที่แล้ว ยังสามารถนำสารที่สกัดได้ซึ่งมีโปรตีนกลุ่มที่มีประโยชน์ไปต่อยอดทำประโยชน์และใช้งานอื่นๆ ได้อีกด้วย