จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592626

จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน  ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก

จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาฯ จะลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาให้นิสิตไทยทุกคณะทุกระดับการศึกษาตามแนวทาง 50++ ตามมาตรการของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการให้ความช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. โดยลดค่าเล่าเรียนให้นิสิต 50% สำหรับค่าเล่าเรียน 50,000 บาทแรก ส่วนที่เกิน 50,000 บาท จะให้ส่วนลดเป็นขั้นบันไดคือ 30% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท และลด 10% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป

นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือนิสิตเพิ่มเติมตามแนวทาง 50 ++ ประกอบด้วย ให้ทุนสนับสนุนการศึกษา ได้แก่ ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนกว่า 2,000 ทุน ทุนนิสิตช่วยงานโดยเน้นงานที่ทำออนไลน์ ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 100 บาท ไม่เกิน 500 บาทต่อวันให้ทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ประกอบด้วยทุนสงเคราะห์สวัสดิภาพนิสิต หรือทุน COVID-19 เพื่อลดภาระด้านการเงินของนิสิตทั้งที่เคยได้รับแล้วและรายใหม่ เริ่มต้นให้การช่วยเหลือนิสิตรายละ 5,000-10,000 บาท รวมทั้งสวัสดิการนิสิตหอพัก เปิดให้ขอทุนยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมหอพักให้กับนิสิตหอพักในช่วงมหาวิทยาลัยปิดทำการหรือนิสิตเรียนออนไลน์ที่บ้าน ซิมอินเตอร์เนตฟรี 3,000 ซิมให้นิสิตยืม Laptop หรือ Tablet กลับไปใช้ที่บ้านได้ และทำประกัน COVID-19 สำหรับนิสิตทุกคน ทุกระดับการศึกษา มากกว่า 37,000 คน

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี ’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ ‘นิว นอร์มอล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592628

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง  สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ‘นิว นอร์มอล’

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ‘นิว นอร์มอล’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. กล่าวว่า การประเมินคุณภาพภายนอกในรอบปี 2564 ซึ่งเป็นการประเมินภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยรูปแบบการประเมินแบบออนไลน์ 100% มีความคืบหน้า สามารถประเมินคุณภาพภายนอกและรับรองผลให้แก่สถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล 1-3 และประถมศึกษา-มัธยมศึกษา) และด้านการอาชีวศึกษาได้แล้วจำนวน 13,003 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มี 3,825 แห่ง เป็นสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินและมีการรับรองผลการประเมินคุณภาพภายนอกเสร็จเรียบร้อยทั้ง 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การประเมินและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) และระยะที่ 2 การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลของสถานศึกษาด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (Site Visit Online) ซึ่ง สมศ.ได้แจ้งผลการประเมินไปยังสถานศึกษาเรียบร้อยแล้ว และมีสถานศึกษาจำนวน 9,178 แห่ง ที่ประเมินระยะที่ 1 และได้รับการรับรอง โดยคณะกรรมการ สมศ. เมื่อเดือนกรกฎาคม ไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ดร.นันทา กล่าวต่อไปว่าสำหรับการประเมินคุณภาพภายนอกในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 สมศ. ได้มีการวางแผนการทำงานให้เกิดความต่อเนื่องจากการประเมินในครึ่งปีแรก โดยในเดือนสิงหาคม 2564 ประเมินผลจากการวิเคราะห์ SAR เพิ่มอีกจำนวน 8,330 แห่ง ซึ่งคาดว่าผู้ประเมินภายนอกจะทำการวิเคราะห์เสร็จสิ้นและส่งกลับมายัง สมศ. ได้ภายในช่วงกลางเดือนกันยายน 2564 ดังนั้นในรอบการประเมินปี 2564 ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ จะทำให้ สมศ.สามารถประเมินและรับรองผลการประเมินคุณภาพภายนอกให้แก่สถานศึกษา ทุกระดับทั่วประเทศได้ถึง 21,362 แห่ง ซึ่งมากกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 17,000 แห่งกว่า 20% นอกจากนี้ สมศ.ยังคงดำเนินการส่งเสริมสถานศึกษาทุกระดับที่มีจำนวนกว่า 61,000 แห่ง ในรูปแบบออนไลน์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจถึงแนวทางการประเมินรูปแบบใหม่ผ่าน “โครงการส่งเสริมสถานศึกษาและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกภายใต้สถานการณ์ COVID-19” โดยมีกิจกรรมส่งเสริมผ่านการส่งเอกสารให้สถานศึกษาดาวน์โหลดด้วยสแกน คิวอาร์โค้ดเพื่อศึกษาแนวทางการประเมินของ สมศ. การจัดทำอินโฟกราฟิก และคลิปวีดีโอสั้นๆ เกี่ยวกับการประเมิน และรูปแบบการประเมิน เพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจได้ง่าย ตลอดจนการจัดโครงการส่งเสริมฯ ผ่านช่องทางเฟซบุ๊คไลฟ์ของ สมศ. ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประเมิน สถานศึกษา ต้นสังกัดเข้ารับชมพร้อมกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในบทบาทของแต่ละฝ่าย และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรม เป็นกลาง โปร่งใสในการประเมินภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ที่ผู้ประเมินกับผู้รับการประเมิน ได้ทราบว่าผู้ประเมินจะประเมินอะไรและผู้ถูกประเมินต้องปฏิบัติตัวอย่างไรอีกด้วย

“ทั้งนี้ ในส่วนของสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกไปแล้วนั้น ขอให้นำข้อเสนอแนะที่ได้รับจาก สมศ. ในด้านต่างๆ ไปปรับใช้เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อไป และสำหรับสถานศึกษาที่ยังไม่ได้รับการประเมินหรืออยู่ในกระบวนการประเมินนั้น สมศ. ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องกังวลว่าการประเมินคุณภาพภายนอกจะสร้างภาระเพิ่มเติมให้ เพราะการประเมินจะดำเนินการตามบริบทของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา โดยจะพิจารณาจาก SAR ที่สถานศึกษาส่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเท่านั้น และในการประเมินแต่ละครั้ง สมศ. จะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานต้นสังกัดก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ ฉะนั้น ขอให้สถานศึกษามั่นใจว่าการประเมินของ สมศ. เป็นไปเพื่อการให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาสถานศึกษานั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น”

3 ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592627

3ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต

3ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งตัวแทนทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Delta International Smart & Green Manufacturing Contestหรือ เดลต้า คัพ (Delta Cup)ครั้งที่ 7 ในหัวข้อ การเฟ้นหาผู้มีความสามารด้าน IIoT อัจฉริยะ(Seeking Smart IIoT Talents)โดยให้นำเสนอโครงงานใน 3 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรมเครื่องจักร (Innovative Machines), โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และชีวิตแห่งโลกอนาคตที่ดีกว่า (Better Future Living) จัดโดยเดลต้า กรุ๊ป เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสได้ทดลองและพัฒนานวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ โซลูชั่นการผลิตอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบการแข่งขันออนไลน์

การแข่งขันทั้งหมดมีผู้เข้าร่วม 100 ทีมจากทั่วโลก ในปีนี้มี 3 ทีม ตัวแทนประเทศไทยได้รับรางวัลจากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จากการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัติดังต่อไปนี้  

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Calamari จากมหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอโซลูชั่นปัญญาประดิษฐ์ในการป้องกันน้ำท่วม ที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) กับแบบจำลอง Hidden Markov (Hidden Markov Model) ร่วมกับซอฟต์แวร์ตรวจสอบและควบคุมอุตสาหกรรม Delta SCADA รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม JENO จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำเสนอโครงงาน Tiny Carrier Robot ซึ่งเป็น ระบบควบคุมอัตโนมัติในการขนส่งเสบียงที่จำเป็น อาทิ อาหาร ยา และเครื่องมือแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 จากการสัมผัสระหว่างคนสู่คนโดยมีฟังก์ชั่นการสแกนคิวอาร์โค้ด และการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์อัตโนมัติทางอุตสาหกรรมต่างๆ ของเดลต้า เช่น Programmable Logic Controller (PLC) และ Human Machine Interface (HMI)รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม Maew Maew Sweety จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับโครงงานระบบบริการจัดส่งอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคมระหว่างร้านอาหารและลูกค้า โดยมีอุปกรณ์อุตสาหกรรมอัตโนมัติของเดลต้า PLC, HMI และ เซอร์โว (servo)สนับสนุนฟังก์ชั่นหลักของระบบ

อว.จับมือ TPBS ร่วมส่งต่อคลังความรู้ ‘เอนก’ มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592760

อว.จับมือTPBSร่วมส่งต่อคลังความรู้ 'เอนก'มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

อว.จับมือTPBSร่วมส่งต่อคลังความรู้ ‘เอนก’มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.25 น.

อว.จับมือ TPBS ร่วมส่งต่อคลังความรู้สู่ประชาชน “ดร.เอนก”มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

วันที่ 4 สิงหาคม 2564 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) โดยมี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงฯ เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมเป็นเกียรติ ได้แก่ ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวง ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ กรรมการผู่ช่วยรัฐมนตรี รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อนำผลงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของ อว. สื่อสารผ่านสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตลอดระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ สร้างมิติใหม่ในการเรียนรู้นอกโรงเรียนแก่ประชาชน สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย ซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (ถนนโยธี) และที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ดร.เอนก กล่าวว่า เป็นความน่ายินดีที่ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเวลาต่อจากนี้คือ ก้าวแรกของการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งสองฝ่ายต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอตั้งแต่ระดับเชิงนโยบายหรือตัวผู้บริหารเอง เพื่อความเข้าใจตรงกันของรูปแบบข้อมูล การนำเสนอและวิธีการสื่อสาร ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุและผล ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะกลางและระยะยาว เพราะปัจจุบันความสำเร็จในระยะแรกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วและได้รับความสนใจเป็นทุนเดิมจากสื่ออยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะเกิดผลในระยะกลางและระยะยาวย่อมต้องใช้เวลา จึงต้องร่วมแรงร่วมใจกันหาวิธีการและรูปแบบการสื่อสารให้น่าสนใจมากขึ้นในอนาคต

“อว.มีหน่วยงานในสังกัดและสถาบันอุดมศึกษามากมาย เป็นคลังความรู้และขุมทรัพย์ทางปัญญาของชาติ มีหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม 16 แห่ง และมี อพวช.ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ ของเอเชีย เพียงแต่การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์อาจยังไม่มากพอหรือยังเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง ซึ่ง TPBS จะเข้ามาช่วยเสริมในจุดนี้ อว.ต้องการที่จะเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยต่างๆ และความรู้ด้านประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ โลกคดีศึกษา คือสิ่งที่อยากให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป อยากให้มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ควบคู่ไปกับการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ตนหวังว่าความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายจะทำให้ศักยภาพการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญา และนี่คือมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียนอย่างแท้จริง” ดร.เอนก กล่าวตอนท้าย

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อว.มีพันธกิจหลักในการผลิตบุคลากร การสร้างงานวิจัยและค้นคว้าในศาสตร์ทุกๆ ด้าน มีหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยมากมายที่มีผลงานระดับชาติพร้อมเผยแพร่สู่สาธารณชน ตนได้เห็นว่าในอดีต อว.ได้มีการร่วมงานกับ TPBS มาแล้ว อาทิ รายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของ สวทช. รายการสารคดีต่างๆ ด้านงานวิจัยและนวัตกรรม อยากให้ในอนาคตมีการนำเสนองานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และโลกคดีศึกษามากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อว. มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความร่วมมือนี้จะสร้าง Plat Form ใหม่ ให้เกิดขึ้นสู่สาธาณชน เป็นช่องทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารประเด็นต่างๆ เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นหรือเป็นวาระแห่งชาติ เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 การใช้ชีวิตในยุค New Normal และเรื่องงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์บนพื้นฐานความเป็นไทยเพื่ออนุรักษ์และสืบสานต่อไป จะร่วมมือกันเป็นสื่อกลางแห่งการสื่อสารเรื่องราวดีๆ ในอนาคต

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ’ ผ่านระบบออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592692

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ'ผ่านระบบออนไลน์

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ’ผ่านระบบออนไลน์

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.01 น.

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 7 – 13 สิงหาคม 2564

สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ อปท. 600 แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592358

สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่  อปท.600แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19

สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ อปท.600แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สสส. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการปรับแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือการระบาดของโควิด-19 ร่วมกับภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 600 แห่ง รวม 2,268 คน ผ่านทางระบบออนไลน์ เพื่อรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขั้นวิกฤติ ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา

ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจึงต้องเตรียมความพร้อมและมีมาตรการรองรับ ที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ที่รวดเร็ว สามารถปรับแผนปฏิบัติงานในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีซึ่งสำหรับการเตรียมความพร้อมและการรับมือกับวิกฤติการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกนี้ แผนสุขภาวะชุมชนร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย (ศวภ.)

ได้ออกแบบชุดกิจกรรม ใน 5 ประเด็น คือ 1.ติดตามข้อมูลคนเข้า-ออก/ผู้ติดเชื้อ/กลุ่มเสี่ยง 2.การสื่อสารกระบวนการ ได้แก่ การรายงานตัว และการรับวัคซีน 3.การดูแลตนเองในระบบชุมชนให้กับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน (Community Isolation) ซึ่งประกอบไปด้วย สถานกักกันโรคท้องที่ (Local Quarantine/ Home Quarantine) และระบบการดูแลที่บ้าน (Home Isolation) 4.การสนับสนุน รับ-ส่งตัว และ 5.การฟื้นฟูด้านต่างๆ ในทุกมิติ

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้ท้องถิ่นมีประสบการณ์การรับมือกับการระบาดที่แตกต่างกันไป บางพื้นที่มีการระบาดค่อนข้างกว้างขวางและเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ท้องถิ่นจึงต้องวางมาตรการจำกัดวงการระบาด ทั้งการคัดกรองคนเข้า-ออกพื้นที่อย่างเข้มงวด มีการเตรียมสถานที่สำหรับกักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การส่งต่อผู้ป่วยติดเชื้อไปยังโรงพยาบาล รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่

แต่ที่มีเหมือนกันทุกพื้นที่ คือความร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพในการจัดการปัญหาผ่านความร่วมมือของ 4 องค์กรหลัก ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท้องที่ คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ซึ่งทุกพื้นที่ต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อจำกัดวงการระบาดทั้งในส่วนที่จะนำเข้ามาและในส่วนที่จะนำออกไป

นายบัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม กล่าวว่า มีการเตรียมความพร้อมสถานที่รับคนที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อกักตัว หรือสถานกักกันโรคท้องที่ โดยปรับโฮมสเตย์บ้านพอเพียงจำนวน 13 หลัง ของชุมชนเป็นสถานที่กักตัวขณะนี้ยังมีผู้เดินทางกลับมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกคนที่เข้าพื้นที่ต้องตรวจหาเชื้อโควิดด้วยการตรวจโควิดด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว (Rapid Test) หากผลเป็นบวกจะส่งต่อโรงพยาบาลทันที แต่หากผลเป็นลบ จะต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ในบ้านพอเพียง ซึ่งจะหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ

และระหว่างที่กักตัวจะมีทีมแพทย์ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตรวจเก็บตัวอย่าง ทุกๆ 5 วัน ทำให้สถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าห่วง เพราะความตื่นตัวของคนในชุมชนที่ร่วมด้วยช่วยกัน ทุกคนไม่รอเป็นภาระของทางราชการเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือ การควบคุมคนที่มาจากต่างพื้นที่ตามมาตรการให้ได้ ทุกคนจึงต้องเป็นหูเป็นตา เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือคลัสเตอร์ใหม่

นายพงษ์ศักดิ์ สมประสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า มีการจัดเตรียมสถานที่กักตัวของชุมชน ทั้ง Local Quarantine และ Home Quarantine ของแต่ละตำบล อย่างน้อย 1 แห่ง เช่น วัด อาคารอเนกประสงค์ของชุมชน ซึ่งการใช้วัดแต่ละชุมชนเป็นสถานที่กักตัว ทำให้เกิดความระแวงหวาดกลัวของคนในชุมชน บางพื้นที่ไม่กล้าใส่บาตรพระจึงต้องเร่งเดินหน้าสร้างความเข้าใจให้คนในชุมชนไปพร้อมกันด้วย

ส่วนมาตรการการดูแลระหว่างการกักตัวจะมีทีม อสม. ชุดละ 3 คน ดูแลในตอนกลางวัน และทีมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ดูแลในช่วงกลางคืน ส่วนอาหารและน้ำดื่ม องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะเป็นผู้ดูแลตลอดระยะเวลาการกักตัว ทั้งนี้ผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยงสูงจะต้องผ่านการคัดกรองและตรวจแบบจากการแหย่จมูก (Swab) หากพบเชื้อก็จะนำส่งโรงพยาบาลทันที

นางอิสสริยา จิตสุภาพ ปลัด อบต.ทุ่งกระเต็น อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ทาง อบต. ได้เตรียมศาลาการเปรียญวัดในพื้นที่ 7 แห่ง ไว้รองรับโดยแบ่งสัดส่วนมีฉากกั้น จัดเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานของใช้ที่จำเป็นไว้ให้สำหรับผู้ที่มากักตัว ถือว่าเราเริ่มที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จากปีที่แล้ว โดยร่วมกันทำความสะอาด มีการจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ จัดเป็นฉากกั้นเพื่อให้ผู้มากักตัวมีความสบาย ไม่อึดอัด จัดเตรียมที่นอน หมอน มุ้งให้ ซึ่งเป็นการต้อนรับด้วยความอบอุ่น ญาติพี่น้องสามารถมาส่งข้าวส่งน้ำได้ ขณะเดียวกันทาง อบต. จะมีข้าวให้ทั้ง 3 มื้อ

โดยเวลาช่วงกลางวันได้จัด อสม. เจ้าหน้าที่ของอบต. หน่วยงานกู้ชีพที่จะไปดูแลไม่ว่าจะเป็นการวัดอุณหภูมิทั้งช่วงเช้า ช่วงเย็น และจะรายงานทาง รพ.สต. ทราบเป็นระยะๆ สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัดจะต้องรายงานตัวต่อศูนย์กักตัวในตำบล โดยต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันเพื่อให้พื้นที่เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งนี้จังหวัดบุรีรัมย์ มีนโยบายไม่อนุญาตผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงกักตัวที่บ้านแต่ต้องกักตัวในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา แต่ถ้าเดินทางมาจากพื้นที่สีเหลืองสามารถกักตัวที่บ้านได้ตามมาตรการ 14 วัน

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592363

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 จะผ่านพ้นไปแล้วเมื่อเดือน ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคือ ทีม People Matter (PM 4.0) จากผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้าสร้างระบบกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ แต่ยังมีควันหลงจากงานดังกล่าว นั้นคือการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนมาให้มุมมองกับคนรุ่นใหม่ทุกทีมที่เข้าร่วมประกวด

โดยหนึ่งในนั้นคือ ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในตอนหนึ่งของการบรรยายหัวข้อ “Policy and Innovation in
Chiang Mai” ว่า การออกแบบนวัตกรรมหรือเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา ไม่อาจมองแต่ในแง่ภูมิศาสตร์ เช่น การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันใน จ.เชียงใหม่ ที่มักพูดกันว่าเชียงใหม่เป็นแอ่งกระทะเพียงมุมเดียว แต่ยังต้องมองในมุมภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เช่น ระบบงบประมาณ และโดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

เพราะการทำโครงการไม่ได้นำเสนอเฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน แต่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชนด้วย เมื่อเป้าหมายปลายทางของการสร้างนวัตกรรมทางสังคมคือการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้ก็ต้องเข้าใจและเข้าถึงคนในพื้นที่ พร้อมกับยกตัวอย่างการลงพื้นที่ชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เดิมนั้นตั้งใจจะไปทำวิจัย
เกี่ยวกับการเมือง แต่เมื่อพูดคุยก็ทำให้ได้ประเด็นทัศนคติต่อฝุ่นควันและไฟป่ามาด้วย

กล่าวคือ ในเวลานั้นยังไม่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ด้วยความที่ในพื้นที่นั้นฝุ่นควันรุนแรงมาก ตนเองต้องสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกเพราะทนไม่ไหว ในขณะที่ชาวบ้านไม่มีใครสวมหน้ากาก อีกทั้งดูจะไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาทึบ ซึ่งเมื่อถามชาวบ้านว่าอยู่กันแบบนี้ได้อย่างไร ไม่กลัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือชาวบ้านกลับตอบอย่างหน้าตาเฉยว่าอยู่แบบนี้กันมานานแล้วไม่เห็นเป็นอะไร และเมื่อถามว่าไม่มีใครให้ความรู้หรือ ชาวบ้านก็บอกว่ามี แต่ก็มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“ที่สำคัญเขาก็บอกว่า อาจารย์!..จะเอาเงินไปซื้อหน้ากากทำไม เงินจะกินยังไม่มีเลย คือเขามองเรื่องของปัจจัยอื่นๆ มากกว่ามองปัจจัยสุขภาพ และมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ความรู้สึกตื่นตัวหรือรู้สึกว่าจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนหรือมีส่วนร่วม หรือเปลี่ยนค่านิยม เรื่องการพยายามให้ความรู้เรื่องของ PM2.5 มันก็อาจไม่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดกับตัวพวกเขาเอง สภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน สภาพของ Factor (ตัวแปร) ด้านเศรษฐกิจ สังคม

ความเป็นอยู่ของคนที่ต่างกัน มันมีผลอย่างยิ่งนะที่ทำให้ Mindset (วิธีคิด) ก็ดี หรือค่านิยมพฤติกรรมก็ดี อาจจะคิดต่างจากพวกเราก็ได้ แล้วตรงนี้เวลาเราพยายามออกนโยบาย หรือพยายามสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง เราว่าเขาไม่ได้นะว่าทำไมเขาไม่เข้าใจ ทำไมเขาไม่เปลี่ยน ทำไมเราเหนื่อยอยู่คนเดียว ภาครัฐทำก๊อกๆ แก๊กๆ แต่อาจจะไม่ได้รับผลจากการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ได้ อันนี้ก็เป็น Point (ประเด็น) ที่น่าสนใจเรื่องเปลี่ยนค่านิยม” ผศ.ดร.ไพลิน กล่าว

สำหรับเวทีประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กร Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) โดยดำเนินโครงการผ่านระบบออนไลน์ แบ่งเป็นผู้ชมนั้นสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะเข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’ 27 ปีการต่อสู้ และก้าวแรกชัยชนะของ ‘สิทธิชุมชน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592360

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’27ปีการต่อสู้  และก้าวแรกชัยชนะของ‘สิทธิชุมชน’

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’27ปีการต่อสู้ และก้าวแรกชัยชนะของ‘สิทธิชุมชน’

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จ.หนองบัวลำภู จัดกิจกรรม “Planting a protest หยิบต้นกล้ามาต่อต้าน Mob lll Tree ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูเหมืองหินดงมะไฟในพื้นที่” โดยเป็นกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมาซึ่ง น.ส.มนีนุด อุทัยเรือง ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดเปิดเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่ต่อสู้กันมานานถึง27 ปี หลายคนถูกข่มขู่คุกคาม และมีผู้ถูกลอบสังหารไปแล้ว 4 ราย

ซึ่งการต่อสู้ผ่าน 3 ข้อเรียกร้องคือ 1.ปิดเมืองหินและโรงโม่ 2.ฟื้นฟูภูผาป่าไม้ และ 3.พัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวกำลังใกล้ความเป็นจริงแล้ว โดยหลังจากที่ชาวบ้านได้รับชัยชนะก้าวแรกที่จากการเข้าปิดเหมืองหินได้แล้ว จึงเข้ามาสู่ขั้นตอนของการฟื้นฟูภูผาป่าไม้และพัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทางกลุ่มจึงได้เปิดระดมทุนเพื่อจัดหาต้นกล้าในการปลูกเพื่อฟื้นฟูป่า เพื่อทำให้ข้อเรียกร้องที่เหลืออีก 2 ข้อเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

และขณะนี้กลุ่มได้ปิดระดมทุนและได้ต้นกล้าที่เพียงพอต่อการปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าแล้ว โดยหลังจากกิจกรรมปลูกต้นไม้เสร็จสิ้นแล้วทางกลุ่มก็จะยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ที่ตรงบริเวณทางเข้า-ออกเหมืองหินเหมือนเดิม และจะดูแลต้นไม้ทุกต้นที่ได้ทำการปลูก เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นเติบโตมาขึ้นมาอย่างงดงาม กลายเป็นป่าที่จะเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านและจะพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกต่อไปด้วย

“ที่ผ่านมาได้ปลูกป่าไปแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 4 ที่เราจะปลูกต้นไม้ฟื้นฟูพื้นที่เหมืองให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนเหมืองให้กลายเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม โดยกิจกรรมของเราเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. นำกล้าไม้ทั้งหมดขึ้นหลังรถอีแต๋น และเดินทางเข้าไปยังพื้นที่จุดปลูกพร้อมกันทั้งหมด และขุดหลุมปลูกต้นไม้ทั้งหมด 1,000 ต้น ประกอบด้วย ต้นยางนาต้นตะแบก ต้นราชพฤกษ์ ต้นสะเดาต้นทองอุไร ต้นจามจุรีและต้นขี้เหล็ก ซึ่งแต่ละต้นก็มีประชาชนและภาคีเครือข่ายของเราเข้าร่วมจับจองในการปลูกเป็นจำนวนมาก” น.ส.มนีนุด กล่าว

กิจกรรมครั้งนี้ยังมี อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 2 ท่าน เข้าร่วมด้วย คือ นางอังคณา นีละไพจิตร และนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ โดยนางอังคณา กล่าวว่า ตนขอร่วมปลูกต้นสะเดา และต้นราชพฤกษ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นคูณ” เพื่อเป็นร่มไม้ใหญ่ซึ่งเป็นร่มเงาแก่ผู้ผ่านไปมา ดอก ผล ใบ และเมล็ดของไม้เหล่านี้ยังเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านทั้งเป็นอาหารที่มีสรรพคุณทางยา เป็นความร่มรื่นสวยงาม และคืนความอุดมสมบูรณ์แก่แผ่นดินเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดอีกครั้ง

“ในช่วงเวลายาวนานของการต่อสู้ ชาวบ้านต้องพบกับความสูญเสียมาตลอด หลายชีวิตที่ถูกฆ่าซึ่งยังไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ ในปีนี้ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ และเพื่อคืนป่าให้ประชาชน ชาวบ้านจึงร่วมใจกันปลูกป่าเพื่อคืนความชุ่มชื้นให้แผ่นดิน และถือเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ชาวบ้านทุกคนหวังว่าผืนแผ่นดินที่หวงแหนนี้จะกลับคืนมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้ง พร้อมกับความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงทางอาหาร การมีน้ำดื่มที่สะอาด และอากาศที่บริสุทธิ์สำหรับทุกคนต่อไป”นางอังคณา กล่าว

ส่วน นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ตนได้เลือกปลูกต้นยางนาและหวังว่าต้นยางนาต้นนี้จะเติบโตงดงามหล่อเลี้ยงชาวบ้านจากกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดต่อไปโดยการปลูกป่าในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ชาวบ้านจะสามารถช่วงชิงผืนแผ่นดินที่เป็นทุนชีวิตและเป็นทุนทางสังคมของพวกเขากลับคืนมาและการต่อสู้ที่ยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษเพียงพอที่จะทำให้ภาครัฐได้เห็นว่าชาวบ้านรักและหวงแหนผืนแผ่นดินแห่งนี้ ที่ไม่ใช่เป็นแค่ผืนที่ดินหรือป่าไม้ แต่เป็นทุนในชีวิตของชาวบ้านทุกคนรวมไปถึงลูกหลาน ที่จะได้ใช้ประโยชน์และทำมาหากินสืบไป

ทั้งนี้ ตนอยากให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนได้เข้าใจว่า ชาวบ้านเองสามารถที่จะหาอยู่หากินบนพื้นฐานของการทำมาหากินบนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองได้ ชาวบ้านไม่ได้ตกอยู่ในวังวนของความโง่ จน เจ็บ แต่เป็นเพราะถูกทำลายโอกาส ถูกทำให้เข้าไม่ถึงในเรื่องของการจัดการทรัพยากร และชาวบ้านก็ไม่ได้ต้องการที่จะหวังพึ่งรัฐหรือคนใจบุญสุนทาน แต่ต้องการให้รัฐเข้ามาปกป้องสิทธิในการใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการทรัพยากร ที่เป็นสิทธิชุมชน

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อไปว่า ข้าราชการและนักการเมืองได้ผลประโยชน์จากภาษีอากรเป็นเงินเดือนอยู่แล้วในการดำรงชีพ ดังนั้นขอให้รู้ว่าเงินเดือนหรือทรัพย์สินต่างๆ ที่มีอยู่นั้นก็ได้มาจากประชาชน ดังนั้นท่านจึงมีหน้าที่ในการที่จะต้องช่วยกันปกป้องทรัพยากรเหล่านี้ให้ชาวบ้านต่อไป ในส่วนของเอกชนนั้นไม่ได้ปฏิเสธหรือหวงห้ามไม่ให้เข้ามาพัฒนาในแนวคิดของเขา แต่เอกชนในปัจจุบันก็ต้องยึดหลักของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนนั่นหมายความว่าต้องดำเนินการในเรื่องของการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบ และจะต้องรับผิดชอบในการฟื้นฟูหากมีการเสียหายเกิดขึ้น

“สิ่งเหล่านี้หมายความว่ารัฐและเอกชนก็ต้องปฏิบัติตามหลักนิติรัฐนิติธรรมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องของการจัดการ ดังนั้นรัฐหรือเอกชนก็ต้องมีเจตจำนงร่วมกันในเรื่องของการที่จะมาช่วยในการฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรตามหน้าที่ของตนเอง รัฐก็มีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชน เอกชนก็ต้องยอมรับหลักของการปกครองตามกฎหมายและความเป็นธรรมทางสังคม ไม่อย่างนั้นแล้วท่านก็จะถูกก่นด่าและถูกพิพากษาว่าท่านเป็นคนที่ทำลายผืนแผ่นดินนี้ที่เป็นอนาคตของชาวบ้านและลูกหลานของเขาที่จะได้ประโยชน์ในผืนแผ่นดินแห่งนี้” นพ.นิรันดร์ กล่าว

สำหรับพื้นที่ดงมะไฟนั้น จ.หนองบัวลำภู นั้นเป็นเวลากว่า 27 ปี แล้วที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อมกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ยืนหยัดต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) และโรงโม่หิน เพราะชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ จนเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2563 ชาวบ้านได้ปักหลักชุมนุมปิดบริเวณทางเข้า-ออกเหมืองหินและโรงโม่ พร้อมเรียกร้องให้ปิดเหมืองหินและโรงโม่ ฟื้นฟูภูผาป่าไม้ และพัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมและอารยธรรมโบราณคดี

ต่อมาในวันที่ 4 ก.ย. 2563 กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดจัดกิจกรรม ทวงคืนภูผาป่าไม้ เปลี่ยนเขตเหมืองหินให้เป็นเขตป่าชุมชน หลังใบอนุญาตเข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเก่ากลอยและป่านากลางหมดอายุลง สุดท้ายก้าวแรกของวันที่รอคอยก็มาถึง ในวันที่ 25 ก.ย. 2563 ก็ได้จัดกิจกรรม 26 ปี การต่อสู้ สู่ชัยชนะ “เปลี่ยนโรงโม่หินเป็นป่าชุมชน หยุดเหมืองหินถาวร เนื่องจากใบประทานบัตรเพื่อทำเหมืองหินหมดอายุลง นับว่าเป็นการปิดเหมืองหินและโรงโม่ได้สำเร็จตามข้อเรียกร้องที่ 1

และกำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภูผาป่าไม้ตามข้อเรียกร้องที่ 2 ที่ได้ทำการร่วมกันปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูภูผาป่าไม้รอบบริเวณเหมืองหินในขณะนี้ และปัจจุบันชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังคงปักหลักชุมนุมปิดทางเข้า-ออกเหมืองหินและโรงโม่อย่างต่อเนื่อง!!!

‘ตรีนุช’ มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592432

'ตรีนุช'มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด

‘ตรีนุช’มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.36 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาได้มอบนโยบายและวางแผนกับทุกส่วนราชการในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) นั้น ตนเห็นว่าเด็กนักเรียน และครูได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาสักระยะแล้ว ยังไม่ได้รับข้อมูลจากบริบทของแต่ละพื้นที่ว่าเกิดปัญหาและอุปสรรคที่ชัดเจน ตนเองมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะมีสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีบริบทที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่เพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนมายังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับทราบ แก้ไขปัญหา และปรับนโยบายได้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น จึงได้มีการประชุมหารือกันถึงแนวทางในการได้มาถึงข้อมูลที่จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหา และได้มอบหมายให้ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.ได้หาแนวทางและวิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประเมินแบบเร่งด่วนภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลว่าได้วางแผนและวางระบบวิธีการเก็บข้อมูลจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองจากพื้นที่ต่างๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ ผ่านกลไกใหม่ที่เรียกว่าการประเมินแบบเร่งด่วน ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาชาติใช้กัน และเป็นวิธีการที่จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็วจากสภาพความเป็นจริงและเชื่อถือได้ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 4 แห่ง คือ คณะวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา, ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และข้าราชการครูที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการ ซึ่งจะกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “อาสาสมัครครูนักประเมิน”(Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมเป็น RAV Team ในครั้งนี้คือ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือศึกษานิเทศก์ ที่มีพื้นฐานการวิจัยและประเมิน (จบ ป.โท – ป.เอก) จะเป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงเรียน หรือพื้นที่ต่างๆ และประเมินผลแบบเร่งด่วน ส่งผลกลับมายังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้อย่างรวดเร็ว โดยโครงการนี้ได้เปิดรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการประมาณ 250 คน ซึ่งทราบว่าขณะได้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเต็มจำนวนดังกล่าวแล้ว ภายในระยะเวลา 1 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและก็รู้สึกดีใจที่มีผู้ที่เห็นความสำคัญและได้อาสามาช่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหลังจากนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้กำหนดให้มีการจัดการประชุมชี้แจงแนวทางและวิธีการดำเนินงานให้กับอาสาสมัครดังกล่าว ในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้ ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตนเองก็จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

น.ส.ตรีนุช ได้กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ซึ่งเป็นแม่งานหลักในการกำหนดนโยบายดูแลครู จะนำข้อมูลที่ได้รับฟังนี้ไปวางมาตรการที่จำเป็น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ตลอดจนผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน และทุกฝ่ายกำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ณ ขณะนี้ และในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ ดูแล และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดีที่สุด

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592314

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.35 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ร่วมเป็นเกียรติ และกล่าวในพิธีเปิดศูนย์อบรมครูไทย สอนภาษาจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผ่านระบบออนไลน์

โดย ดร.สุเทพ เปิดเผยว่า ศูนย์อบรมครูไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเทคนิคการสอนภาษาจีน ตลอดจนสามารถนำเทคโนโลยีในปัจจุบันมาผนวกและสร้างเป็นสื่อนวัตกรรม หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีน และเปิดโอกาสให้ครูไทยสอนภาษาจีน ได้เรียนรู้การพัฒนาเทคนิคและวิธีการสอนจากวิทยากรเจ้าของภาษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาจีนโดยตรง และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่เยาวชนของประเทศ พัฒนาเด็กไทยให้มีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในการแข่งขันระดับอาเซียน และระดับนานาชาติต่อไป

เลขาธิการ กอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ทำความร่วมมือกับ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2559 โดยได้จัดโครงการฝึกอบรมต่าง ๆ เช่น โครงการฝึกอบรมภาษาจีน สำหรับรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เพื่ออบรมภาษาจีนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผลักดันนักเรียน นักศึกษาให้มีโอกาสได้ศึกษาด้านเทคโนโลยีการรถไฟ ซึ่งมีนักเรียน นักศึกษากว่า 200 คน ที่ได้เข้าร่วมโครงการ และมีโอกาสเดินทางไปศึกษาภาษา วัฒนธรรมจีน และเทคโนโลยี ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน และโครงการฝึกอบรมพัฒนาภาษาจีน ให้แก่ครู และบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา การอาชีวศึกษาให้ได้มาตรฐานสากลเทียบเท่ากับนานาประเทศ

ด้าน รศ.ดร.เกิ่ง จวิน ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ฝ่ายจีน) กล่าวว่า สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดําเนินการด้านการเรียนการสอนมาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยได้นำประสบการณ์ด้านการจัดอบรมครูภาษาจีนท้องถิ่น มาเป็นจุดเด่น ทั้งยังมีประสบการณ์ทั้งในด้านการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตรภาษาจีน

ศูนย์ปฏิบัติการและฝึกอบรมครูไทย สอนภาษาจีน จะเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับ ผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดทำฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมครูภาษาจีน สำรวจความต้องการ ด้านหลักสูตรและมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของครูสอนภาษาจีนในท้องถิ่น พัฒนาหลักสูตรอบรมให้มี คุณภาพสูง มีหลักสูตรที่หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละระดับและภูมิภาค พร้อมทั้งคำนึงถึง ความต้องการในการฝึกอบรม เนื้อหาในการอบรม วิธีการฝึกอบรมและผลของการอบรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และกระบวนการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง