‘ในหลวง’ ทรงห่วงใยพระสงฆ์ชราภาพ โปรดเกล้าฯให้เชิญรถไฟฟ้าพระราชทานไปถวาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593724

'ในหลวง'ทรงห่วงใยพระสงฆ์ชราภาพ โปรดเกล้าฯให้เชิญรถไฟฟ้าพระราชทานไปถวาย

‘ในหลวง’ทรงห่วงใยพระสงฆ์ชราภาพ โปรดเกล้าฯให้เชิญรถไฟฟ้าพระราชทานไปถวาย

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.26 น.

8 สิงหาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเลื่อมใส พระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา กับทรงสืบสานพระราชปณิธาน “ธรรมราชินี” และทรงห่วงใยพระสงฆ์ที่ชราภาพปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญรถไฟฟ้าพระราชทานไปถวาย แด่พระครูอมรธรรโมภาส (หลวงปู่ชม โอภาโส) จังหวัดหนองคาย

เมื่อเวลา 11.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พันตำรวจเอก ธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม รองเลขาธิการพระราชวัง เชิญรถไฟฟ้าพระราชทาน ไปถวายแด่พระครูอมรธรรโมภาส (หลวงปู่ชม โอภาโส) อายุ 106 ปี พรรษา 56 เจ้าอาวาสวัดสามัคคี (วัดธาตุ) อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจเผยแพร่หลักธรรมคำสอนและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

‘ม.ขอนแก่น’ จัดงาน ‘IP DAY 2021’ จับมือเอกชนเปลี่ยนงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593540

‘ม.ขอนแก่น’จัดงาน‘IP DAY 2021’  จับมือเอกชนเปลี่ยนงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม

‘ม.ขอนแก่น’จัดงาน‘IP DAY 2021’ จับมือเอกชนเปลี่ยนงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจโดย ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ ฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา โดย กองบริหารงานวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดงานภายใต้โครงการIP DAY 2021 “ผู้ประกอบการพบนักวิจัยร่วมค้นหาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย” โดยมี ศ.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงานการจัดงาน รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุลอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานในการนี้มีนักวิชาการ ผู้สนใจจากภาคเอกชน ร่วมกิจกรรมผ่านทาง ระบบออนไลน์ เป็นจำนวนมาก

โดย ศ.ธิดารัตน์ กล่าวว่า การจัดงานภายใต้โครงการ IP DAY 2021 “ผู้ประกอบการพบนักวิจัยร่วมค้นหาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้นักวิจัยนำโจทย์วิจัยจากภาคเอกชนมาพัฒนาผลงานวิจัย นวัตกรรม หรือทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ตอบโจทย์ภาคเอกชนและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีรายได้ที่เกิดจากการนำผลงานวิจัยนวัตกรรม หรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์มากกว่า 3 ล้านบาท โดยคิดเป็น Impact value ที่ก่อให้เกิดรายได้แก่ภาคเอกชนมากกว่า 30 ล้านบาท แต่ภาคเอกชนยังมีข้อเสนอแนะว่าผลงานส่วนใหญ่เกิดจากโจทย์วิจัยที่ทีมนักวิจัยมีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่ขาดการสำรวจความต้องการจากภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผลงานส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

“การจัดงาน IP Day 20-21 ในวันนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้รวบรวมตัวแทนนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้านต่างๆ มาร่วมงานเพื่อที่จะรับข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมและนำไปพัฒนาผลงานวิจัยต่อไป ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความร่วมมือ โครงการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมกับภาคเอกชนในอนาคต สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้” ศ.ธิดารัตน์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ชาญชัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินงานวิจัย และพัฒนาผลงานวิจัยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา มีความพร้อมในการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ อุปกรณ์ ซึ่งผลงานบางส่วนมีประโยชน์ต่อภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่ผลงานบางส่วนยังไม่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม หรือต้องพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้จริง

“เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้นักลงทุนภาคเอกชนนำผลงานทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ พร้อมๆ กับตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในการนำไปต่อยอดธุรกิจได้ในอนาคต มหาวิทยาลัยจึงจัดโครงการ IP Day 2021 ขึ้น การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน เข้ามาร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อหาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมร่วมกันจนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมได้ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและนำไปสู่ความร่วมมือการวิจัย และ พัฒนาผลงานระหว่างภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อไป” รศ.ชาญชัย กล่าว

สำหรับการจัดงานโครงการ IP DAY 2021 “ผู้ประกอบการพบนักวิจัยร่วมค้นหาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย” ประกอบด้วยกิจกรรมเสวนาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรม ด้านการแพทย์ ด้านพลังงาน ด้านวัสดุการแพทย์ ด้านเครื่องสำอาง อาหารเสริม และอาหาร เสวนาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมพิเศษจากหอการค้าจังหวัดขอนแก่น และการพูดคุยเพื่อหาแนวทางการสนับสนุน post doctoral researcher ให้กับโครงการวิจัยเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม

‘นวัตกรรมป้องกันนํ้าท่วมอัตโนมัติ’ ผลงานเยาวชนไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593541

‘นวัตกรรมป้องกันนํ้าท่วมอัตโนมัติ’  ผลงานเยาวชนไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ

‘นวัตกรรมป้องกันนํ้าท่วมอัตโนมัติ’ ผลงานเยาวชนไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เยาวชนไทยสร้างความฮือฮาผงาดบนเวทีระดับนานาชาติ เดลต้าคัพ 2021 (Delta Cup) เมื่อทีม คาลามารี (Calamari) นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คว้ารางวัลชนะเลิศ Grand Prize ด้วยผลงานนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมอัตโนมัติ Flood Prevention Protocol ที่น่าทึ่ง ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันจากนานาประเทศ 546 ทีม จาก 200 มหาวิทยาลัย ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ทีม “คาลามารี (Calamari)” จากประเทศไทย นำโดย รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ผศ.ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาพร้อมด้วย ทีมนักศึกษามหิดล 22 คน ได้แก่ สุเมธ กล่อมจิตเจริญ ณัฐภัทร ตันจริยภรณ์

ชอน กัลอัพ จิน ตั้งกิจงามวงศ์ ภัครมัย คูหาชัยสกุล ธัญชนก ตั้งวัฒนศิริกุล พัฒน์ งามเดชากิจ ธัญธร สุกสอาด สาริน นิพัทธ์วรสกุล ธนารีย์ ไหนาค วิทวัส สุดทวี ธัญพล มาประดิษฐ์ สพล มาสุข ศศินิภา สุขโชติ นพวุฒิ ละออง พิสิฐชัยเตชะวิเศษ อภิชญา จินพล เบญจมาศ จิระปัญญาเลิศ อะบิคยัด ไปรสัย วิศรุต อนรรฆมงคล สุทธิศักดิ์ จันทร์อารักษ์ และซาฮัน ชนุกา บันดารา

รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โลกวันนี้และอนาคต ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในชีวิตประจำวัน การทำงาน การแพทย์และสุขภาพ คมนาคมขนส่ง จนถึงการบริหารจัดการเมือง สำหรับงานแข่งขัน เดลต้าคัพ 2021 จัดโดย เดลต้า อิเล็กโทรนิคส์

ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศจีน และสมาคมเทคโนโลยีอัตโนมัติแห่งประเทศจีน (CAA) ภายใต้ธีม Seeking Smart Industrial Internet of Things (IIoT) Talents ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่และความคิดสร้างสรรค์ด้านพัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติโซลูชั่นการผลิตอัจฉริยะและแอปพลิเคชั่นเทคโนโลยีสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมการแข่งขันมี 3 ประเภทคือ Innovative Machines, Smart Factory และ Better Future Living

“แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤติจากโควิด-19 แต่ เดลต้าคัพ 2021 ปีนี้ยิ่งใหญ่คึกคักด้วยการประชันผลงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัติของนวัตกรคนรุ่นใหม่จาก 200 มหาวิทยาลัย ผลการแข่งขันนำความภาคภูมิใจสู่คนไทยทุกคนโดยนับเป็นครั้งแรกที่ทีมจากประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Grand Prize โดยทีม Calamari จากผลงาน Flood Prevention Protocol ที่ออกแบบจากแนวคิด Smart IIoT For Better Future Living” รศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ชอน กัลอัพ หัวหน้าทีมคาลามารี (Calamari) นักศึกษาวิศวกรรมชีวการแพทย์ปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวถึงที่มาและนวัตกรรมว่า ที่ผ่านมาความเสียหายจากภัยธรรมชาติในประเทศไทยนั้น อุทกภัยได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และในบางพื้นที่ เช่น รามคำแหง บางกะปิ สุขุมวิท อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2 เมตร

ทำให้กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมมาทุกปี ถึงแม้จะมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมโดยการใช้ประตูน้ำ 100 แห่งทั่วเมือง แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการน้ำท่วมได้ เนื่องจากประตูน้ำแต่ละบานเปิด-ปิด โดยใช้คน ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงน้ำทุกส่วน วิธีการล่าช้า ขาดการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมดูแลระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ขาดความแม่นยำด้วยข้อมูลที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัย

ทีม คาลามารี (Calamari) จึงได้คิดค้นและออกแบบนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมอัตโนมัติ Flood Prevention Protocol ซึ่งเป็นระบบระบายน้ำอัตโนมัติที่ผสานรวมกับเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ มี เครือข่ายระบบเซ็นเซอร์เก็บข้อมูลน้ำจากประตูน้ำทั้ง 100 แห่ง และประมวลผลด้วยคลาวด์ คอมพิวติ้ง ระบบสามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำ ความน่าจะเป็นใน 1 ชม. ข้างหน้า ทำ Flow Rate Mapping กำหนดเส้นทางการไหลของน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม จนถึงควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

อีกทั้งแสดงข้อมูลจากเครือข่ายเซ็นเซอร์ มอเตอร์ และการไหลของน้ำทั้งหมดบนคอมพิวเตอร์ศูนย์ควบคุม SCADA หรือระบบมอนิเตอร์แสดงสถานะของแต่ละประตูน้ำและเห็นภาพรวมได้อีกด้วย นับเป็นการรวมระบบการตัดสินใจการควบคุมประตูน้ำทั้ง 100 แห่งด้วย AI เข้าไป ซึ่งจะช่วยพัฒนายกระดับให้เป็นระบบเปิด-ปิดประตูน้ำอัจฉริยะ

ขณะที่สมาชิกทีมอีก 2 คนคือ สุเมธ กล่อมจิตเจริญ นักศึกษา ป.โท, ณัฐภัทร ตันจริยภรณ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของระบบนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมอัตโนมัติ Flood Prevention Protocol ก้าวหน้าด้วยความอัจฉริยะโดยเราทำ Machine Learning ฝึก AI ให้เรียนรู้การคำนวณ ประมวลวิเคราะห์จากข้อมูลน้ำทั้งหมดในพื้นที่ ประเมินผล และคาดการณ์อนาคต (Event Prediction) โดยจะใช้ข้อมูลจากระดับน้ำ อัตราการไหล และอื่นๆ

จากนั้นจึงเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำแต่ละบานโดยอัตโนมัติด้วยระบบอัจฉริยะ ทั้งนี้ โซลูชั่นที่นำมาใช้นี้จะช่วยประหยัดทรัพยากรมนุษย์ ประหยัดเวลา ทำให้มีความแม่นยำ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสามารถตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพน้ำในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เตือนภัยและสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ช่วยลดความเสียหายและการสูญเสียชีวิตของประชาชนตลอดจนเกษตรกรจะได้รับจากน้ำท่วม

ซึ่งการทำงานครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าจากพลังของทีมงานทุกคนที่ต่างก็เชี่ยวชาญในแต่ละด้านได้มาหลอมรวม ค้นคว้าและต่อยอดองค์ความรู้ทั้งด้าน Software และ Hardware การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาเชิงเทคนิค นำเสนอในการแข่งระดับโลกเป็นครั้งแรกในชีวิตและประสบผลสำเร็จสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทั้งเป็นโอกาสให้ทีมไทยได้เห็นไอเดียใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมายของทีมต่างประเทศอีกด้วย

นับเป็นอีกพลังบวกของคนรุ่นใหม่ ได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคตไทย…ตอบโจทย์แก้ปัญหาในสังคม ให้เมืองน่าอยู่และโลกของเรายั่งยืน!!!

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ศธ.ส่งแนวทางแก้หนี้ครูให้ ‘สุพัฒนพงษ์’ แล้ว รอนัดประชุมขับเคลื่อนแผน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593509

ศธ.ส่งแนวทางแก้หนี้ครูให้'สุพัฒนพงษ์'แล้ว รอนัดประชุมขับเคลื่อนแผน

ศธ.ส่งแนวทางแก้หนี้ครูให้’สุพัฒนพงษ์’แล้ว รอนัดประชุมขับเคลื่อนแผน

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.54 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ตนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา จากนั้นตนและคณะทำงานก็ได้รวบรวมข้อมูลและเชิญกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน พร้อมนำแนวทางที่คณะทำงานศธ.ชุดก่อนเคยพิจารณาไว้ มาประกอบการพิจารณาและวิเคราะห์หาทางออกในการแก้ปัญหาหนี้ครู เบื้องต้นได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ 4 แนวทาง คือ 1.ต้องหามาตรการลดเงินต้นให้ครู 2.ต้องหามาตรลดดอกเบี้ยให้กับครู 3.ทำอย่างไรให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา เสียดอกเบี้ยในการทำประกันชีวิตที่ผูกกับเงินกู้ลดน้อยลง เพราะที่ผ่านมาการทำประกันเงินกู้สร้างภาระให้ครูอย่างมาก ทั้งที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นลูกค้าชั้นดี ดังนั้นต้องหาทางช่วยลดภาระในส่วนนี้ให้ได้

และ 4.การวางแผนป้องกันระยะยาวให้ครูที่จะกู้เงิน โดยให้มีคณะทำงานหรือผู้รับรองเงินเดือนครู หรือผู้ที่มีส่วนให้ความคิดเห็น ว่าครูมีความสามารถและมีศักยภาพที่จะกู้เงินต่อได้หรือไม่ และสร้างหลักสูตรเพื่อให้ความรู้ สร้างทักษะชีวิตให้กับบุคลากรและครูที่บรรจุใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ครูที่เข้าที่เข้าบรรจุใหม่มีปัญหาหนี้สินในอนาคต โดย ศธ.ได้ส่ง 4 แนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครูให้ทางคณะกรรมการกำกับการแก้ปัญหาหนี้ภาครัฐและประชาชนรายย่อย ที่มี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ แล้ว ซึ่งทางคณะกรรมการฯ ก็เห็นว่า ศธ.ได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว จึงให้นำแนวทางไปหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันจัดเตรียมแผนให้มีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น

นายสุทธิชัย กล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆนี้ก็ตนได้หาข้อมูลเพิ่มเติมโดยประชุมและสอบถามความคิดเห็นจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 6 แห่ง เพื่อรับทราบแนวทางและปัญหาที่ผ่านมา ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูก็ได้สะท้อนปัญหาส่วนใหญ่ซึ่งก็เป็นปัญหาเดิมๆคือความสามารถในการส่งเงินกู้ของสมาชิกผู้กู้ โดยเฉพาะสถานการณ์ขณะนี้จะมีผลกระทบมาก ซึ่งเราก็จะนำแนวทางและปัญหานี้มาประกอบในการจัดเตรียมแผนแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยจะเร่งจัดทำแผนให้เสร็จโดยเร็ว และเสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาก่อน และรอนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการกำกับการแก้ปัญหาหนี้ภาครัฐและประชาชนรายย่อยพิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการฯจะนัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเร็ว ๆนี้เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหนี้สินครู

พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าชาว อว. ‘ในหลวง’ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ สนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลสนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593239

พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าชาว อว. 'ในหลวง'พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ สนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลสนาม

พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าชาว อว. ‘ในหลวง’พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ สนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลสนาม

วันศุกร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.08 น.

พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าชาว อว. “ในหลวง” พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ สนับสนุนการดำเนินงานโรงพยาบาลสนาม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญเงินพระราชทาน มอบแก่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นส่วนหนึ่งในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 และเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2564 ณ ทำเนียบรัฐบาล ในการนี้ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้ารับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ด้วย เพื่อนำไปสนับสนุนโรงพยาบาลสนามของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.

วันที่ 6 ส.ค. 64 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า ผมและข้าราชการและบุคลากรสังกัดกระทรวง อว. ทุกคน รู้สึกซาบซึ้งและสำนึก พระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลสนามในสังกัดกระทรวง อว. เพื่อบรรเทาปัญหาด้านความช่วยเหลือประชาชนที่ชาว อว. ได้ดำเนินการอยู่ และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ซึ่งการได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สนับสนุนการทำงานในครั้งนี้ ชาว อว. รู้สึกปลาบปลื้มเหมือนได้รับพระราชทานกำลังใจไปพร้อมกัน ด้วยงานที่ดำเนินการในฐานะกองหนุนของโรงพยาบาลสนามสังกัด อว.ทั่วประเทศ อยู่ในพระเมตตาและความห่วงใยของพระองค์ท่าน ซึ่งกำลังใจที่ได้รับพระราชทานในครั้งนี้จะทำให้ชาว อว. เปี่ยมไปด้วยพลังอันพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ท่านก้าวผ่านพ้นวิกฤติการณ์ ที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี

กระทรวง อว. จะส่งมอบพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ได้รับพระราชทานมาครั้งนี้ ไปยังโรงพยาบาลสนามของ อว.ทุกแห่ง ซึ่งดำเนินการโรงพยาบาลสนามตั้งในสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานของ อว.มากถึง 53 แห่ง ใน 45 จังหวัดทั่วประเทศ ตามพระราชประสงค์ต่อไป

ศธ.เร่งนำเงินพระราชทาน 70 ล้านหนุนรพ.สนาม-ศูนย์พักคอยในโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593210

ศธ.เร่งนำเงินพระราชทาน 70 ล้านหนุนรพ.สนาม-ศูนย์พักคอยในโรงเรียน

ศธ.เร่งนำเงินพระราชทาน 70 ล้านหนุนรพ.สนาม-ศูนย์พักคอยในโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.11 น.

“ตรีนุช” กำชับปลัด ศธ.-เลขาธิการ กพฐ.-เลขาธิการ กอศ. เร่งกระจายเงินพระราชทาน 70 ล้านบาท ไปสนับสนุนการดำเนินงาน-ปรับปรุงสถานศึกษาในสังกัดที่ใช้พื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย หรือสถานที่กักตัว 682 แห่ง ดูแลประชาชนติดเชื้อโควิด-19 ได้ทันการณ์

6 สิงหาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม พระราชทานเงิน จำนวน 99,900,000 บาท ให้แก่รัฐบาล เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของวัด โรงเรียน สถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และหน่วยงานของเหล่าทัพทั่วประเทศ ที่จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย สถานที่กักตัว และสถานที่ฌาปนกิจศพ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 และ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2564 โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับเงินพระราชทาน จำนวน 70,000,000 บาท ซึ่งตนจะเร่งจัดสรรเงินพระราชทานไปสนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ที่อนุญาตให้ใช้อาคารและพื้นที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย และสถานที่กักตัว ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินงานไปแล้ว จำนวน 682 แห่ง

“ดิฉันได้ประชุมหารือกับ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ในการนำเงินพระราชทาน ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ไปใช้สนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาในแต่สังกัดที่เป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว สถานที่พักคอย รวมถึงหน่วยบริการด้านสาธารณสุข ให้ดีที่สุดทั้งในส่วนของที่พักและห้องน้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนได้เป็นอย่างดีและทันการณ์” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด พบว่า มีสถานศึกษาในสังกัด ศธ.อนุญาตให้ใช้อาคารและพื้นที่สถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม จำนวน 156 แห่ง รองรับได้ 11,429 เตียง และเป็นสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย จำนวน 526 แห่ง รองรับได้ 18,725 เตียง รวมทั้งสิ้น 682 แห่ง รองรับได้ 30,154 เตียง จำแนกเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษา เป็นโรงพยาบาลสนาม 148 แห่ง รวม 10,140 เตียง เป็นสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย 355 แห่ง รวม 15,812 เตียง, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษา เป็นโรงพยาบาลสนาม 8 แห่ง รวม 1,289 เตียง เป็นสถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอย 16 แห่ง รวม 1,411 เตียง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษาเป็นสถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอย 155 แห่ง รวม 1,502 เตียง

ศธ.คาดส่งเงินเยียวยานักเรียน ผู้ปกครองผ่านโรงเรียนได้ต้น ก.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593085

ศธ.คาดส่งเงินเยียวยานักเรียน ผู้ปกครองผ่านโรงเรียนได้ต้น ก.ย.นี้

ศธ.คาดส่งเงินเยียวยานักเรียน ผู้ปกครองผ่านโรงเรียนได้ต้น ก.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.00 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของ ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ของโรงเรียนในสังกัด ศธ. และสังกัดอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ.ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชั้นอนุบาล-ม.6 และอาชีวศึกษา ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน โดยจ่ายผ่านสถานศึกษา และให้สถานศึกษาจ่ายตรงให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง 11 ล้านคน วงเงิน 21,600 ล้านบาท นั้น ขณะนี้การดำเนินการต่าง ๆไม่มีปัญหาอะไร อยู่ระหว่างที่สำนักงบประมาณดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเพื่อทำการจัดสรรเงินให้กับศธ. ซึ่งตนมอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ไปดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด หากสำนักงานงบประมาณจัดทำรายละเอียดและจัดสรรเงินมาให้ ศธ.แล้ว จากนั้น ศธ.ก็จะทำการตรวจสอบข้อมูล เพื่อจัดสรรเงินงบประมาณลงไปยังสถานศึกษาทันทีคาดว่าภายในวันที่ 31 สิงหาคม – ต้นเดือนกันยายน นี้ สถานศึกษาจะได้รับเงิน และทำการโอนเงินเยียวยา จำนวน 2,000 บาท ให้นักเรียนและผู้ปกครองต่อไป

“ส่วนการจ่ายเงินนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับมาว่า ศธ.ต้องเร่งดำเนินการลดความเดือดร้อนของนักเรียน และผู้ปกครองให้เร็วที่สุด ดังนั้น การจ่ายเงินจะต้องรวดเร็วด้วย ซึ่งศธ.ได้คิดหาวิธีการที่จัดส่งเงินให้รวดเร็วที่สุดแล้ว โดยพบว่าหากใช้ช่องทางการจ่ายเงินตามฐานข้อมูลของการจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียน ซึ่งศธ.มีข้อมูลอยู่ ก็จะสามารถส่งเงินให้สถานศึกษาได้เร็วที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำแนวทางลดภาระครูและนักเรียน เพื่อจะลดภาระให้ครูและนักเรียนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเบื้องต้น จะลดเวลาการทำงานของครู ปรับลดโครงการต่าง ๆให้ครูปฏิบัติให้เหลือเพียง 1% จากเดิม สพฐ.มีโครงการให้ครูและโรงเรียนปฏิบัติหลายร้อยโครงการ หรือการนับเวลาเรียนรูปแบบใหม่ จากเดิมจะนับเวลาเรียนจากการเรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่ขณะนี้การเรียนการสอนเปลี่ยนไปหลายรูปแบบ เช่น ออนไลน์ ออนแอร์ เป็นต้น ดังนั้น การนับเวลาเรียนก็ต้องเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงด้วย

“นอกจากนี้จะมีการปรับเปลี่ยนเรื่องการใช้งบต่าง ๆโดยเฉพาะงบอุดหนุนรายหัวในบางรายการ ที่เดิมกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะต้องใช้จ่ายเรื่องนี้เท่านั้น ก็ต้องปรับให้มีความยืดหยุ่นเพื่อให้สถานศึกษานำไปลดภาระครูต่อไป ซึ่งการปรับงบบางรายการต้องขออนุมัติจาก ครม. ดังนั้น ศธ.จะเร่งทำเรื่องให้ ครม.พิจารณาโดยเร็ว ส่วนงบไหนที่ ศธ.สามารถปรับแก้ระเบียบกันเองได้ ก็จะเร่งเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็ว เพื่อให้ครูมีความยืดหยุ่นสามารถปรับใช้พัฒนาการเรียนการสอนได้ทันที” น.ส.ตรีนุช กล่าว

อว.จับมือ 11 มหาวิทยาลัยราชภัฏสร้าง ‘วิศวกรสังคม’ ตามพระบรมราโชบายของ ‘ในหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593005

อว.จับมือ 11 มหาวิทยาลัยราชภัฏสร้าง'วิศวกรสังคม' ตามพระบรมราโชบายของ'ในหลวง'

อว.จับมือ 11 มหาวิทยาลัยราชภัฏสร้าง’วิศวกรสังคม’ ตามพระบรมราโชบายของ’ในหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.52 น.

อว.จับมือ 11 มรภ. สร้าง “วิศวกรสังคม” ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของ “ในหลวง” มอบทุนวิจัยแห่งละ 750,000 แสน สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ชุมชน

5 ส.ค.64 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “วิศวกรสังคมสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วย วิจัยและนวัตกรรม” ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) 11 แห่ง เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนโครงการบ่มเพาะ และเพิ่มศักยภาพการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม โดยมี พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี พร้อมด้วย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. เป็นประธานในพิธีลงนามฯ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า บัณฑิตกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศล้วนผลิตโดยมหาวิทยาลัยราชภัฎ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระบรมราโชบายในด้านการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฎ คือให้มุ่งเน้นในการพัฒนาคนและพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฎก็ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดี เช่นในสถานการณ์โควิด -19 มหาวิทยาลัยราชภัฎยังร่วมกับ อว. ทำโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ เป็นกำลังของจังหวัด และวันนี้ยังมีเรื่องที่ยังความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวน 18.9 ล้านบาทแก่ อว. เพื่อจัดทำโรงพยาบาลสนาม ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฎก็จะเป็นกำลังหลักในการจัดทำอยู่แล้ว

รมว.อว. กล่าวต่อว่า การลงนามความร่วมมือ “วิศวกรสังคมสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ครั้งนี้ ถือเป็นการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 11 แห่ง โดย วช. จะมอบให้แห่งละ 750,000 บาท และขอยืนยันว่า อว. จะดูแลมหาวิทยาลัยราชภัฎให้เป็นพิเศษ เพราะเราตระหนักว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า วิศวกรสังคม เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างชุมชนเข้มแข็งและสร้างเสริมสมรรถนะผู้เรียนให้สมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะ 4 ประการ ได้แก่ การมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง การมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม มีงานทำ มีอาชีพ และเป็นพลเมืองดี ซึ่งวิศวกรสังคมที่ได้รับการพัฒนาทักษะ จะสามารถเป็นสื่อกลางในการประสานประโยชน์ของทุกภาคส่วนเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดการพัฒนา ให้นักศึกษามีความสามารถและทักษะเพื่อการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคต สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนได้และเกิดการสร้างนวัตกรรมตามมา มหาวิทยาลัยราชภัฎ ทั้ง 11 แห่ง ได้แก่ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา มรภ.นครปฐม มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.เพชรบุรี มรภ.นครสวรรค์ มรภ.เพชรบูรณ์ มรภ.ชัยภูมิ มรภ.อุดรธานี มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.ภูเก็ต และ มรภ.ยะลา ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. คงจะนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เรากำลังเดินตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ว่าการศึกษาต้องสร้างคนไทยที่มีทัศนคติที่ดี สร้างพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง เข้มแข็ง เป็นพลเมืองดี มีวินัย จะเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นได้ภายใต้โครงการนี้

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.มีความพร้อมที่จะร่วมสร้าง สุดยอดผู้นำวิศวกรสังคม เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยการสนับสนุนนักศึกษา และบุคลากรที่ผ่านกระบวนการวิศวกรสังคม ให้นำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด นำความรู้ไปใช้ในการยกระดับนวัตกรรมสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้วิศวกรสังคมเป็นกำลังหลักในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนชุมชนด้วย กระบวนการพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศได้ในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับความเป็นไทยในบริบทโลก บนแนวคิดการสร้างปัญญา เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสืบไป โดยหลังจากนี้ อว. ยังเตรียมขยายผลรูปแบบการพัฒนานี้ไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ต่อไป

‘กศน.’ สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593004

‘กศน.’สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด  ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย

‘กศน.’สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.51 น.

5 ส.ค. 2564 นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่กำลังวิกฤติ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งสืบเนื่อง นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงาน กศน.ได้มอบหมายให้ กศน. เป็นหน่วยงานหลักในการวางแนวทางมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 

กศน. จึงได้ขับเคลื่อนกิจกรรม “กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด-19” ขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ในสถานการณ์วิกฤตินี้ ทั้งนี้ สำนักงาน กศน. ที่ได้รับการร้องขอจากผู้ว่าราชการจังหวัดในการใช้สถานที่ของหน่วยงานในสังกัด กศน. เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย ให้บริการแก่ประชาชนที่เป็นผู้ป่วยกักตัวดูอาการ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานของ กศน. ได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุน โดยให้ใช้สถานที่ของ กศน. จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว  และศูนย์พักคอย ทั่วประเทศ 

“ข้อมูล ณ วันที่ 2 ส.ค. 2564  มีสถานศึกษาในสังกัด กศน.ที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย รวมทั้งสิ้น 192 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลสนาม มี 7 จังหวัด 10 แห่ง จำนวน 282 เตียง  2. สถานที่กักตัว มี 18 จังหวัด 106 แห่ง จำนวน 824 เตียง 3. ศูนย์พักคอย มี 17 จังหวัด 76 แห่ง จำนวน 1,091 เตียง รวมทั้งสิ้นมีเตียงที่สามารถรองรับได้ถึง 2,197 เตียง ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ก็อาจจะได้รับการร้องขอในการใช้สถานที่ของหน่วยงานในสังกัด กศน. เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง” นายวรัท กล่าว

‘ตรีนุช’ ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592935

‘ตรีนุช’ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง

‘ตรีนุช’ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.53 น.

รมว.ศึกษาธิการ จับมือ 4 มหาวิทยาลัย ปฐมนิเทศเตรียม “อาสาสมัครครูนักประเมิน” ก่อนลุยเก็บข้อมูลพื้นที่ หวังรับทราบข้อเท็จจริงที่สะท้อนถึงนโยบาย เพื่อปรับมาตรการช่วยเหลือเด็ก ครู ผู้ปกครอง ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

วันที่ 5 สิงหาคม 25 64 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการปฐมนิเทศ “อาสาสมัครครูนักประเมิน” (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ผ่านระบบออนไลน์ ว่า การปฐมนิเทศครั้งนี้มีคณาจารย์ จากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยทักษิณ พร้อมด้วยครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่สมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครครูนักประเมิน กว่า 250 คนเข้าร่วม ซึ่งตนขอขอบคุณอาสาสมัครทุกคน ที่เสียสละเวลา และได้อาสาเข้ามาช่วยเหลืองานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำให้เห็นถึงน้ำใจ และความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ได้ทวีความรุนแรงอยู่ในขณะนี้
รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากความผันผวนของการแพร่ระบาดของโควิด- 19 และบริบทของสถานศึกษาทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ส่งผลให้ต้องเปิด-ปิดสถานศึกษาบ่อยครั้ง ดังนั้น ศธ.จึงจำเป็นต้องหาแนวทางที่ยืดหยุ่น เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และทันสถานการณ์ ซึ่งกระบวนการประเมินแบบเร่งด่วน (rapid appraisal) นี้เป็นโครงการสำคัญที่ศธ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นกลไกใหม่ ที่สามารถทำให้รับรู้ข้อมูลในพื้นที่จากสภาพจริงและเชื่อถือได้ เพื่อทำให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติจริงในพื้นที่ที่สะท้อนถึงนโยบายต่าง ๆของ ศธ. ว่าเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติ หรือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไรให้สอดคล้องกับการปฏิบัติในพื้นที่นั้นๆ โดยอาศัยอาสาสมัครครู และนักประเมินทุกท่าน ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะ เพื่อนำผลมาปรับเปลี่ยนมาตรการในการดูแลให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และปรับปรุงแก้ไขให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่มากที่สุด

“ดิฉันได้รับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคณาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ ๆที่ทำให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องปรับเปลี่ยนไป เราต้องมาร่วมกันคิดว่าผู้เรียนจะต้องได้รับการศึกษาอย่างไร ครูจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร ทำอย่างไรที่จะให้ผู้เรียน และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ในสถานการณ์นี้ โดยที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินโครงการไปหลายโครงการ สิ่งหนึ่งที่พยายามทำในตอนนี้ คือ ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน การประเมิน การลดภาระครู การปลดล๊อกการบริหารจัดการแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัว ให้สามารถนำเงินงบประมาณมาใช้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบริบทของพื้นที่ รวมถึงมีการเสนอมาตรการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และในอีกฐานะหนึ่งก็เป็นผู้ปกครอง ย่อมเข้าใจความรู้สึกของผู้ปกครองที่มีความห่วงใยในบุตรหลาน ดิฉันจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านพ้นสภาวการณ์นี้ไปด้วยกัน” นางสาวตรีนุช กล่าว