นครนายกติดตามผล ‘นักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ.’ เน้นย้ำความประพฤติ-วางแผนศึกษาต่อ

นครนายกติดตามผล ‘นักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ.’ เน้นย้ำความประพฤติ-วางแผนศึกษาต่อ

นครนายกติดตามผล ‘นักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ.’ เน้นย้ำความประพฤติ-วางแผนศึกษาต่อ

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.22 น.

ผู้ว่าฯนครนายกห่วงใย! นำทีมติดตามผล ‘นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.’ รุ่น 13-16 เน้นย้ำความประพฤติและวางแผนศึกษาต่อ

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้ลงพื้นที่ดำเนินงาน ติดตามดูแลนักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) ครั้งที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อติดตามผลการเรียนและความประพฤติของนักเรียนทุนฯ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่นักเรียนในการวางแผนการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ตรวจเยี่ยมนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 13 – 16 จำนวน 3 ราย ได้แก่ นตท.ชนาธิป นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ตอน 1 โรงเรียนเตรียมทหาร , น.ส.อรุณกมล นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนปิยชาติพัฒนา ในพระราชนูปถัมภ์ และ น.ส.กฤตวรรณ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนนายกวิทยาคม

โครงการทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่ เยาวชนไทยที่มีความประพฤติดี ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียน

โดยโครงการเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2552 มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมศักยภาพเยาวชน และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้นักเรียนทุนฯ เติบโตไปเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของประเทศชาติในอนาคต ///-026

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 12.5 ล้านบาท

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 12.5 ล้านบาท

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 12.5 ล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.16 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 12.5 ล้านบาท

29 กันยายน 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม

เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน  และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568  มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท

‘ส.ผู้จัดพิมพ์หนังสือไทยฯ’ชง 3 ข้อหนุนรบ.เดินหน้า‘คนละครึ่ง’ ซื้อหนังสือ-อุปกรณ์การเรียนได้

‘ส.ผู้จัดพิมพ์หนังสือไทยฯ’ชง 3 ข้อหนุนรบ.เดินหน้า‘คนละครึ่ง’ ซื้อหนังสือ-อุปกรณ์การเรียนได้

‘ส.ผู้จัดพิมพ์หนังสือไทยฯ’ชง 3 ข้อหนุนรบ.เดินหน้า‘คนละครึ่ง’ ซื้อหนังสือ-อุปกรณ์การเรียนได้

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.56 น.

‘นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือไทยแห่งประเทศไทย : PUBAT’ สนับสนุน‘รัฐบาลอนุทิน’เดินหน้าโครงการ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้น พร้อมเปิดโอกาสให้เด็ก-เยาวชน คนไทยใช้จ่าย ซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนได้ หลังวิจัยพบ เด็กรุ่นใหม่เลือกซื้อหนังสือและอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น พร้อมสร้างรายได้ผู้ประกอบการ SMEs ส่งเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

29 กันยายน 2568 นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า สมาคมฯ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดใหม่ มีศักยภาพ มีความพร้อมกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยสมาคมฯ เห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม  ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้  เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ

สมาคมฯ จึงขอเสนอแนวคิดในการส่งเสริมและสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกภาคส่วน และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. ส่งเสริมให้เกิดโครงการ “คนละครึ่ง” : สมาคมฯ เห็นว่ามาตรการ “คนละครึ่ง” จะเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน โดยสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และเพื่อส่งเสริมด้านการอ่านต่อสังคม ควรกำหนดให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” สามารถใช้จ่ายซื้อหนังสือ สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนอุปกรณ์การเรียน ได้

2. โครงการ “Easy e-Receipt” ช้อปลดหย่อนภาษี เฟส 2 เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ ระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) โดยปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP หนังสือและอุปกรณ์การเรียนการสอน และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ร้านค้า และส่งเสริมให้ร้านค้า เข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัลซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

3. โครงการส่งเสริมการจัดซื้อหนังสือสำหรับห้องสมุด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนสามารถเข้าถึงการอ่านหนังสือได้อย่างเต็มที่ จึงอยากนำเสนอให้รัฐบาลและสถานศึกษา จัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อหนังสือเพื่อให้บริการแก่นักเรียนและผู้ใช้บริการทั่วไปในห้องสมุด ทั้งในสถานศึกษา สถานที่ราชการ หรือจุดอ่านหนังสือของชุมชน เพื่อให้เป็นแหล่งค้นหาความรู้มากขึ้น เพราะหนังสือเป็นรากฐานของภูมิปัญญา

ทั้งนี้จากการสำรวจ ความพึงพอใจของนักอ่านที่เข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ในปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,314 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 15-18 ปี นิยมอ่านหนังสือแบบเล่ม แบบเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 86% ถัดมาเป็นกลุ่มที่มีอายุ 23-28 ปี สัดส่วน 84% อายุ 12-14 ปี สัดส่วน 83% และกลุ่มอายุ 19-22 ปี และ 29-35 ปี สัดส่วน 82% เท่ากัน ขณะเดียวกันจะเห็นว่าการผ่านหนังสือแบบรายตอนผ่านแอพพลิเคชั่น/เว็บไซต์ เริ่มมีกลุ่มเด็กลง คืออายุระหว่าง 12-28 ปีมากขึ้น บ่งชี้ให้เห็นว่า เด็กและเยาวชน ให้ความสนใจเลือกซื้อหนังสือและอ่านหนังสือมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมการอ่านและการซื้อหนังสือของคนไทย ในปี 2567 พบว่า คนไทยมีการอ่านหนังสือเฉลี่ย 50.77 นาที/วัน โดยเป็นการอ่านในรูปแบบกระดาษ 51.37 นาที/วัน และการอ่านทุกอย่างบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 152.10 นาที/วัน โดยรูปแบบหนังสือที่คนไทยนิยมอ่าน ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ 56.13% หนังสือกระดาษ 26.16% และ หนังสือเสียง 15.76%

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 3.5% ต่อปี  โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1.ปัจจัยทางการเมือง จากนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ที่หนังสือเป็น 1 ใน 11 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  2. ปัจจัยด้านกฎหมาย/กฎระเบียบ 3.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ 4.ปัจจัยด้านสังคม จากวัฒนธรรมการอ่าน ค่านิยมการเรียนรู้  5. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

“สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ตลอดจนคนไทยได้อ่านหนังสือ จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการนำไปใช้ต่อยอดในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการสร้างงานเป็นอาชีพ รวมถึงผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนและผลักดันให้มาตรการต่างๆ เหล่านี้ เข้าถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน” นายณัฐกร กล่าว

ผู้ว่าฯหนองบัวลำภูนำชาวพุทธ ‘ตักบาตร-เจิมป้ายปฐมฤกษ์’ เตรียมสร้างศาลหลักเมือง

ผู้ว่าฯหนองบัวลำภูนำชาวพุทธ 'ตักบาตร-เจิมป้ายปฐมฤกษ์' เตรียมสร้างศาลหลักเมือง

ผู้ว่าฯหนองบัวลำภูนำชาวพุทธ ‘ตักบาตร-เจิมป้ายปฐมฤกษ์’ เตรียมสร้างศาลหลักเมือง

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.46 น.

เสริมสิริมงคลหนองบัวลำภู! ผู้ว่าฯ นำพุทธศาสนิกชนทำบุญตักบาตร-เจิมป้ายปฐมฤกษ์ เตรียมสร้างศาลหลักเมืองศูนย์รวมจิตใจ

วันที่ 29 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดหนองบัวลำภู ได้จัดพิธีสำคัญทางศาสนา เนื่องในโอกาสการจัดสร้าง ศาลหลักเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน โดยจัดขึ้น ณ สนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (บริเวณลานอเนกประสงค์อนุสาวรีย์พระวอ-พระตา) อ.เมืองหนองบัวลำภู

นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานในพิธี โดยมีผู้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล, ทหาร, ตำรวจ, หัวหน้าส่วนราชการ, พ่อค้าคหบดี, และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา

บรรยากาศในพิธีเป็นไปอย่างเรียบง่ายและศักดิ์สิทธิ์ โดยมี พระสงฆ์สมณศักดิ์ 33 รูป นำโดย พระเทพวชิรวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู (มหานิกาย) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

โดยเวลา 06.59 น. ซึ่งถือเป็นฤกษ์มงคล ได้มีพิธีเจิมแผ่นป้ายปฐมฤกษ์การจัดสร้างศาลหลักเมือง โดยมี พระเทพวชิรวิสุทธิ์ และ พระวุฒิสารโสภณ เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู (ธรรมยุต) พร้อมด้วย ฤาษีเกศแก้ว ร่วมประกอบพิธีเจิม พร้อมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี จากนั้นพระสงฆ์ได้เจริญชัยมงคลคาถา เพื่ออำนวยอวยพรให้การก่อสร้างศาลหลักเมืองสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

หลังเสร็จสิ้นพิธีเจริญพระพุทธมนต์ นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงาน ร่วมกัน ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ทั้ง 33 รูป เพื่อสร้างกุศลและอุทิศส่วนกุศล ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบทอดกันมา ///-026

มวล.ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ฯ VGOS ยกระดับงานวิจัย พัฒนาเทคโนฯดาราศาสตร์

มวล.ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ฯ VGOS ยกระดับงานวิจัย พัฒนาเทคโนฯดาราศาสตร์

มวล.ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ฯ VGOS ยกระดับงานวิจัย พัฒนาเทคโนฯดาราศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จับมือ NARIT และหอดูดาวแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ ติดตั้ง กล้องโทรทรรศน์วิทยุวลัยลักษณ์ 13 เมตร” แห่งที่ ของประเทศ หนุนงานวิจัยภูมิมาตรศาสตร์และธรณีวิทยาของไทย

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ลงพื้นที่สังเกตการณ์การติดตั้ง จานกล้องโทรทรรศน์วิทยุ VGOS (VLBI Global Observing System Radio Telescope) ขนาด 13 เมตร บนหอสังเกตการณ์ โดยมีอาคารรองรับกล้องโทรทรรศน์วิทยุ (tower) อาคารควบคุม และห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่และนักวิจัย เพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างสมบูรณ์ ณ ไซต์งานโครงการก่อสร้างฯ พื้นที่ศูนย์สมาร์ทฟาร์ม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุ VGOS แห่งที่ 2 ของประเทศไทย โดยมี ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) และ รศ.ดร.วาริท เจาะจิตต์ รองอธิการบดี มวล. ร่วมสังเกตการณ์

.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. เปิดเผยว่า การติดตั้งกล้องโทรทรรศน์วิทยุภายในมวล.นี้ จะเป็นประโยชน์โดยตรงในการเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญให้กับ NARIT และที่สำคัญคือการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านภูมิมาตรศาสตร์ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับธรณีวิทยาภายในประเทศ สำหรับนักศึกษา นักวิจัย และบุคลากรที่สนใจ ได้อย่างลึกซึ้งและครบวงจร

ด้าน ดร.วิภู รุโจปการ กล่าวว่า การติดตั้งกล้องโทรทรรศน์วิทยุ VGOS ซึ่งเป็นแห่งที่สองของประเทศบนพื้นที่ของมหา’ลัย โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ใช้ศึกษาการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก ด้วยความแม่นยำสูงถึง 0.1 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการคาดการณ์และรับมือกับการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

กล้องโทรทรรศน์วิทยุ VGOS ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า VLBI (Very Long Baseline Interferometry) ซึ่งเป็นการนำสัญญาณวิทยุที่ได้รับจากแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุในอวกาศ เช่น ควอซาร์ มาประมวลผลร่วมกันจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุหลายตัว ทำให้ได้พิกัดที่มีความแม่นยำสูงมากในระดับมิลลิเมตร

จุฬาฯ นำ ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศิลปวัฒนธรรมไทย ฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ไทย–เปรู

จุฬาฯ นำ ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศิลปวัฒนธรรมไทย ฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ไทย–เปรู

จุฬาฯ นำ ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศิลปวัฒนธรรมไทย ฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ไทย–เปรู

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University Thai Traditional Youth Orchestra : ChulaThaiYO) พร้อมนิสิตนักดนตรีและนักแสดงจากคณะครุศาสตร์และคณะศิลปกรรมศาสตร์ ขึ้นเวทีการแสดง ณ กรุงลิมา ประเทศเปรู สร้างชื่อเสียงแก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ ตอกย้ำบทบาทการใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังแห่งการทูตวัฒนธรรม ตามนโยบาย “CU Togetherness” ที่มุ่งขยายความร่วมมือสู่สากล และนโยบาย “Chula Social Engagement for Cultural Sustainability” ที่มุ่งใช้ศิลปวัฒนธรรมขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

โดยจุฬาฯได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยนำวง ChulaThaiYO ไปเปิดการแสดง 2 วัน โดยมี ผศ.ดร.วิชฏาลัมพก์ เหล่าวานิช ผู้ช่วยอธิการบดี เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งการแสดงวันแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ย.68 ณ โรงละครเทศบาลกรุงลิมา (Teatro Municipal de Lima) โรงละครเก่าแก่และทรงเกียรติที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเปรู มีผู้ชมเข้าชมกว่าพันคน ส่วนการแสดงวันที่สองเมื่อวันที่ 17 ก.ย.68 จัดขึ้น ณ  โบราณสถาน Huaca Pucllana เขต Miraflores กรุงลิมา ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญอายุเก่าแก่กว่า 1,500 ปี สร้างบรรยากาศที่งดงามและน่าประทับใจ

ทั้งนี้ การแสดงทั้งสองวันได้รับเกียรติจากนายเอลเมอร์ โฮเซ่ เฮอร์มัน โกนซาโล ชีเอเลอร์ ซัลเซโด้ (Elmer José Germán Gonzalo Schialer Salcedo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐเปรู เข้าร่วมงาน ซึ่งได้กล่าวชื่นชมการแสดงของจุฬาฯว่า เป็นสะพานทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า เชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างประชาชนไทยและเปรูได้อย่างงดงาม” นอกจากนี้ยังมีบุคคลสำคัญเข้าร่วม อาทิ นายพิษณุ โสภณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา นายตรีเทพ นพคุณ อัครราชทูตที่ปรึกษาศิลปวัฒนธรรมไทย ที่นำมาสู่เวทีระดับนานาชาติในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งดนตรีและนาฏศิลป์ อาทิ โหมโรงมหาราช เพลงชุดเจ้าพระยา : สายน้ำแห่งกาลเวลาและอารยธรรม ผลงานการประพันธ์ของ รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดีจุฬาฯ เครื่องสาย บรรเลงเดี่ยวรับร้อง เพลงนกขมิ้น 3 ชั้น โขน ตอนยกรบ เซิ้งโปงลาง ระบำกินรีร่อน และมโนราห์บูชายัญ ปิดท้ายด้วยการรำวงร่วมกันระหว่างศิลปินไทยและผู้เข้าร่วมจากประเทศเปรู

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากการควบคุมและกำกับการแสดงโดย อ.ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ ผศ.ดร.มาลินี อาชายุทธการ อ.ดร.ศักย์กวิน ศิริวัฒนกุล คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ อ.เฉลิมพันธ์ ฤาวิชา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

สพม.ตาก เปิดค่ายภาษาจีน เสริมศักยภาพนักเรียน..สู่เวทีโลก

สพม.ตาก เปิดค่ายภาษาจีน เสริมศักยภาพนักเรียน..สู่เวทีโลก

สพม.ตาก เปิดค่ายภาษาจีน เสริมศักยภาพนักเรียน..สู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) เป็นประธานเปิด ค่ายพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านภาษาจีนโรงเรียนคู่ขนาน ณ ห้องประชุมตันติสุนทร โรงเรียนผดุงปัญญา มุ่งยกระดับทักษะภาษาและวัฒนธรรมจีนให้แก่นักเรียนในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลโลกในศตวรรษที่ 21

การจัดค่ายดังกล่าวมีโรงเรียนคู่ขนานเข้าร่วม 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนผดุงปัญญา โรงเรียนถนอมราษฎร์บำรุง โรงเรียนวังประจบวิทยาคม และโรงเรียนวังหินกิตติวิทยาคม โดยกิจกรรมเน้นการพัฒนาทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ควบคู่กับการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ  สอดรับกับแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและความสำคัญของภาษาจีนในประชาคมโลก

ทั้งนี้ สพม.ตากตั้งเป้าให้ค่ายนี้เป็นต้นแบบการพัฒนานักเรียนในมิติการศึกษานานาชาติ ตอบสนองนโยบายการสร้าง “พลโลก” ที่มีทั้งทักษะวิชาการและความเข้าใจวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  

ทีม’นศ.อาชีวะ’สุดเจ๋ง! คว้า 8 รางวัล แข่งขัน Botok Cup 2025

ทีม'นศ.อาชีวะ'สุดเจ๋ง! คว้า 8 รางวัล แข่งขัน Botok Cup 2025

ทีม’นศ.อาชีวะ’สุดเจ๋ง! คว้า 8 รางวัล แข่งขัน Botok Cup 2025

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

ทีม”นศ.อาชีวะ”สุดเจ๋ง! คว้า 8 รางวัล การแข่งขัน Botok Cup 2025 การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้ นายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา เป็นตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เดินทางไปเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โครงการ Botok Cup 2025 การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน สำหรับนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ปีที่ 5 ประจำปี พ.ศ.2568 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเศรษฐศาสตร์และการค้ากวางสี เมืองหนานหนิง มณฑลกว่างสี สาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สอศ.และคณะกรรมการขับเคลื่อนการสอนอาชีวศึกษาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์สภาพัฒนาโครงการ E-Commerce Valley “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท ปักกิ่งป๋อเต่า เทคโนโลยีสารสนเทศ อนาคต จํากัด

โดยในปี 2025 นี้ มี 14 ทีมนักศึกษาจากสถานศึกษาสังกัด สอศ.ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 50 ทีมสุดท้าย ซึ่งประกอบไปด้วยทีมต่างชาติจากฟิลิปปินส์ ทีมจีน และทีมผสมสัญชาติไทย-จีน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวอีกว่า สำหรับรอบชิงชนะเลิศ จะเป็นการแข่งขันไลฟ์สด (Live) ได้แก่ การนำเสนอและปักตะกร้าขายสินค้า ซึ่งเกณฑ์การประเมินพิจารณาจากความเข้าใจในสินค้า การมีปฏิสัมพันธ์ทางการตลาด และการทำงานเป็นทีม 2.การแสดงวัฒนธรรม โดยนำเสนอวัฒนธรรมจีน-ไทย เช่น พิธีชงชาจีน การแสดงรำไทย มวยไทย ศิลปะการเขียนพู่กันจีน ฯลฯ และ 3.การกล่าวขอบคุณด้วยภาษาต่างประเทศเพื่อปิดการแสดง

โดยทีมนักศึกษา ได้รับรางวัล ดังนี้ รางวัลที่ 1 ทีมรวมพลังมังกร-ช้าง – วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี โดยคว้ารางวัลร่วมกับ 3 ทีมจากประเทศจีน รางวัลที่ 2 ได้แก่ ทีม SinoSiam Spark – วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี, ทีม 聚星JUXING – วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี รางวัลที่ 3 ได้แก่ ทีม泰·韵华章 – วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม 明明 MingMing – วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม, ทีม R-tech 01 – วิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์, ทีม Silk Siam Squad(丝路暹罗战队)- วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม GirlFinity – วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี

ทั้งนี้ โครงการ Botok Cup เป็นโครงการในความร่วมมือด้านการศึกษาระดับนานาชาติรูปแบบใหม่ ที่บูรณาการการพัฒนาทักษะดิจิทัล ภาษา นวัตกรรม การเป็นผู้ประกอบการ และการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม ผ่านการแข่งขันเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด PBL ที่จําลองสถานการณ์อีคอมเมิร์ซจริง ซึ่งได้รับการออกแบบเนื้อหาการแข่งขันให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับทักษะองค์รวมของเยาวชนระดับนานาชาติในด้านภาษาจีนและอีคอมเมิร์ซ ให้สอดคล้อง กับเงื่อนไขของภาคอุตสาหกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และความต้องการด้านความร่วมมือระหว่าง ประเทศ และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเชิงบูรณาการ สามารถสื่อสารทางภาษา ได้อย่างคล่องแคล่ว มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีทักษะที่ยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ โครงการ Botok Cup ยังร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในประเทศจีน ไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน ในการพัฒนาโครงการ ปฏิบัติการอีคอมเมิร์ซ เพื่อส่งเสริมการบูรณาการระหว่างการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรม รวมถึงการจัดการอบรมก่อนการแข่งขันและการให้คําปรึกษาในระหว่างการแข่งขัน เพื่อให้เกิดผลในการ ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการแข่งขันอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้อาจารย์และนักศึกษาอาชีวศึกษาในอาเซียน ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากโอกาสทางดิจิทัล

– 006

’รมว.นฤมล‘เดินหน้าลดภาระครู ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา

’รมว.นฤมล‘เดินหน้าลดภาระครู ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา

’รมว.นฤมล‘เดินหน้าลดภาระครู ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.30 น.

’รมว.นฤมล‘ เดินหน้าลดภาระครู-ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา -ส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง

25 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ, รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มาให้นโยบาย แต่มาพบปะผู้บริหาร สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต เป็นการมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและเตรียมการล่วงหน้า โดยประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการทันที คือ การลดภาระค่าครองชีพและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ว่า จะผลักดันเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่นายก ฯ จะแถลงต่อสภาเรื่องหนี้ภาคประชาชน ซึ่งก็รวมหนี้ครูไว้ในกลุ่มหนี้สินภาคประชาชนด้วยแล้ว และ ศธ.จะเดินหน้าจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อรวมหนี้ครูจากสหกรณ์ต่างๆ มาไว้ที่สหกรณ์กลาง และลดดอกเบี้ยต่ำลง แต่มีเงื่อนไขว่าครูจะไม่สร้างหนี้เพิ่ม ซึ่งขณะนี้ เลขาธิการ สกสค. ได้ประสานกับ สำนักงบฯ กระทรวงการคลัง, และส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำโครงการฯ เสนอมาให้ตนเห็นชอบแล้ว รอเพียงเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบสนับสนุนงบเพื่อจัดตั้งสหกรณ์กลางต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ในส่วนการปรับปรุงระบบวิทยฐานะครู ที่ผ่านมาเกณฑ์ประเมินมักไม่สอดคล้องกับภารกิจของครู ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยไม่สามารถก้าวหน้าทางวิชาชีพได้อย่างเป็นธรรม แนวทางใหม่จะมีการปรับโครงสร้างผู้ประเมิน โดยกำหนดให้ผู้ประเมินต้องมีประสบการณ์ตรงในสายงาน เช่น ครูประถมต้องได้รับการประเมินจากผู้มีประสบการณ์ด้านประถมศึกษา ครูมัธยมฯ ต้องถูกประเมินโดยผู้ที่เข้าใจบริบทงานมัธยมฯ ครูอาชีวะฯ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญงานอาชีวะเป็นผู้ประเมิน ทั้งนี้ เพื่อให้การตัดสิน ตรงกับความเป็นจริง และเป็นธรรมกับผู้ถูกประเมินมากขึ้น นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ควรเปิดทางเลือกให้ครูใช้ผลงานการสอน หรือผลงานเชิงประจักษ์ แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว คล้ายแนวทาง “teaching track” และ “research track” ของต่างประเทศ ที่ รวมทั้งกำหนดให้จำนวนครูที่สามารถเลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งใน KPI ของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารสนับสนุนครูอย่างจริงจัง โดยต้องจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน 

“หากแก้ปัญหาเรื่องการขอเลื่อนวิทยฐานะได้สมเหตุสมผล จะทำให้ครูได้วิทยฐานะสูงขึ้น ครูมีรายได้สูงขึ้นด้วย จึงอยากให้ ผอ.สพท. สนับสนุนผู้อยู่ภายใต้การดูแล ให้ได้รับวิทยฐานะมากที่สุด และหวังว่าบรรยากาศการส่งเสริมจะเกิดขึ้นในกระทรวงศึกษา ใน สพฐ.และในแต่ละเขตพื้นที่ฯให้ช่วยกันส่งเสริมสนับสนุน ไม่ชักบันไดออก ขอให้สร้างบันไดเยอะๆ ให้น้องๆขึ้นมาอยู่ด้วยกัน มาช่วยกัน เพราะจะนำไปสู่เรื่องของความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และความภาคภูมิใจในอาชีพ“ รมว.ศธ.กล่าว            

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า เรื่องการลดภาระงานครู ผอ.เขตพื้นที่ฯ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดย ศธ. จะใช้อัตราเกษียณ 38(ค)เพิ่มเป็นตำแหน่งสายสนับสนุน จำนวน 1,706 อัตรา ไปให้พื้นที่ต่างๆเพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน เช่น งานธุรการ งานพัสดุ งานซ่อมบำรุง ฯลฯ โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้เขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทให้กับการสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้น ต้องการให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากในอดีต พ.ร.บ.การศึกษาเคยถูกเลื่อนพิจารณาออกไปหลายครั้งเมื่อเข้าสู่การประชุมสภา แต่ครั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะทำให้ร่างกฎหมายการศึกษาได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาให้ได้ โดยได้หารือกับกรรมาธิการการศึกษาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งต่างมีท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดให้เหมาะสม ดังนั้น หาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และการกำหนดบทบาทหน่วยงานด้านการศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ซึ่งเลขาธิการกฤษฎีกา ระยุว่าให้เขียนเป็นกฏหมายการศึกษาแห่งชาติ อยู่ในคำแถลงนโยบายต่อสภาด้วยแล้ว

“อีกเรื่องสำคัญที่อยากฝากไว้ คือ การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาทางสาย STEM อย่าง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความถนัดด้านอื่นของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา หรือทักษะทางสังคม รวมถึงวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ต้องได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และการบรรจุเข้าสู่ระบบการสอบ เพื่อสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เด็กเจนใหม่เข้าใจระบอบการปกครองของไทยได้อย่างถ่องแท้ และป้องกันไม่ให้เด็กได้รับข้อมูลที่ผิด ๆ จึงขอฝากให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และบุคลากรในพื้นที่ ร่วมกันสนับสนุนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตย บทบาทพลเมือง และสถาบันหลักของชาติต่อไป“ รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ  กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญเนื่องจากเป็นการประชุม onsite ครั้งแรกในรอบ 2 ปี และเป็นการประชุม ผอ.เขต ครั้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้ผู้บริหาร สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต ได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. ซึ่งจะเป็นทิศทางสำคัญสำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณต่อไป พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการปฏิบัติงานจากทุกเขตตรวจราชการ รวมถึงสรุปผลการดำเนินงาน การถอดบทเรียน การรับฟังข้อเสนอแนะจากพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานในอนาคต การประชุมครั้งนี้จึงเป็นทั้งการทบทวนความสำเร็จ และการจัดเตรียมแนวทางที่จะช่วยให้การนำนโยบายระดับชาติมาสู่โรงเรียนให้เกิดผลอย่างแท้จริง และเกิดคุณภาพกับผู้เรียนทุกคนอย่างยั่งยืน.

012

สพฐ.ประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศกำชับภารกิจด่วน

สพฐ.ประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศกำชับภารกิจด่วน

สพฐ.ประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศกำชับภารกิจด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

“นฤมล”เปิดประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศ เดินหน้าภารกิจเร่งด่วน 4 เดือน “ธนุ” ปลื้มผลใช้งบฯลงทุนปี67 เสี่ยงถูกพับน้อยมากเป็นประวัติการณ์ จ่อทบทวนระบบ TRS หวนใช้ ว.18 ย้ายครู

วันที่ 25 ก.ย.2568 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) จำนวน 245 แห่ง ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 ว่า ภารกิจเร่งด่วนภายในระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการที่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ถึงแม้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลจะไม่ระบุไว้โดยตรง แต่ก็รวมอยู่ในหนี้ภาคประชาชน ซึ่งตนจะแก้ไขให้สำเร็จ โดยขณะนี้การแก้หนี้ครู ด้วยรูปแบบการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว โดยตนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในต้นเดือน ต.ค.นี้ รวมถึงการผลักดันกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ให้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งตนหวังว่ากฎหมายฉบับนี้ จะไม่มีอาถรรพณ์เหมือนทุกๆรัฐบาลที่ผ่านมา

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า การเพิ่มอัตราค่าครองชีพของครู โดยทำให้ครูมีรายได้เพิ่มขึ้นก็เป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งการขึ้นเงินเดือนครู จะเกิดภาระงบประมาณสูง ดังนั้นปลายทางที่สมเหตุสมผล คือ ค่าตอบแทนวิทยฐานะ ซึ่งไม่ได้มีการะบุจำนวนผู้ได้รับวิทยฐานะ จึงอยากให้ ผอ.เขตฯสนับสนุน ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำผลงานเพื่อขอมีและเลื่อนวิทฐานะให้มากที่สุด และในสังกัดเขตพื้นที่ฯไหน มีวิทยฐานะหลายคน ก็ควรถือให้เป็น KPI หรือ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ของ ผอ.เขตพื้นที่นั้นๆ เช่น เดียวกับมหาวิทยาลัย ที่การขอตำแหน่งทางวิชาการ มีเป็นจำนวนมาก เป็นฟันเฟืองส่งเสริมซึ่งกันและกัน อย่ามีการชักบันไดหนี เราต้องสร้างบันไดให้เยอะ และเป็นความภาคภูมิใจในวิชาชีพ อย่างไรก็ตามตนได้รับเสียงสะท้อนจากครูและผู้บริหาร ว่า การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ นั้น โดยเฉพาะ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ตกกันเยอะแทบจะไม่ผ่านเลย เพราะผู้มาประเมินผลงานไม่ได้เป็นบุคลากรที่ผ่านงานจากสายงานการสอนนั้นๆมาก่อน ดังนั้น ได้ปรับหลักเกณฑ์ให้ผู้ประเมิน มาจากการเสนอชื่อของแต่ละองค์กรหลัก เป็นผู้ที่มีความเข้าใจเนื้องาน เป็นธรรมต่อผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ อีกทั้งหลักเกณฑ์การประเมินควรมีความยืดหยุ่นสอดคล้องตามบริบทของสถานศึกษา ไม่เน้นงานวิจัยมากจนเกินไป รวมถึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์การทำวิทยฐานะในรูปแบบผลงานเชิงประจักษ์กลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นทางการเลือกให้แก่ผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ สำหรับเรื่องการลดภาระครู กำลังดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยเร็วๆนี้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะประชุมเกลี่ยอัตรากำลังครูเกินเกณฑ์ จำนวน 1,706 ตำแหน่ง ให้ไปเป็นบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 38 ค.(2) สายสนับสนุน เพื่อลดภาระครูในส่วนของงานพัสดุ การเงิน ธุรการ และขอย้ำเรื่องการส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ไว้ในการสอบเลย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวสรุปผลการปฏิบัติงานตามนโยบายและจุดเน้นของของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนได้เชิญ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. และ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ ซึ่งจะมารับหน้าที่แทนตนที่จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ให้ชะลอการใช้หลักเกณฑ์การย้าย ประมวลผล และพิจารณาย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) เพราะพบปัญหาการยื่นย้ายผ่านระบบ TRS ประมาณ 30,000 คน ได้ย้ายแค่หลักร้อยคนเท่านั้น ครูได้รับการพิจารณาย้ายน้อยลง เพราะมีตัวชี้วัด และขั้นตอนจำกัดมาก ไม่ตอบโจทย์การย้ายคืนถิ่น และยังมีปัญหาการการลิดรอนสิทธิ์ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ดังนั้น จึงต้องทบทวนปรับปรุงใหม่ และทดลองใช้ให้ดีที่สุดก่อน โดยการยื่นย้ายในรอบต่อไปให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู หรือ ว 18 ก่อน ทั้งนี้ จะมีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ต่อไป

“ ขอขอบคุณ ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ในการบริหารงบประมาณ ที่เป็นงบลงทุน ปีงบฯ2567 ที่ใช้เหลื่อมปี 2568 เป็นที่น่ายินดีว่า จากการติดตามอย่างเข้มข้นทุกสัปดาห์ ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีงบฯลงทุนที่เสี่ยงถูกพับไม่สามารถเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าทุกๆปี จากเดิมที่เคยมีงบฯถูกพับสูงถึง 400–500 ล้านบาท เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับเด็ก สามารถนำงบฯไปใช้ประโยชน์ถึงผู้เรียน ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ สมกับที่ สพฐ.ต่อสู้ได้รับงบฯมา และมีการกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งเรื่องนี้จะนำไปปฏิบัติในปีงบประมาณต่อๆไป ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา เป็นบุคคลสำคัญ เป็นโซ่ข้อกลางในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ สู่เป้าหมาย การทำงานในยุคปัจจุบันทำตามลำพังนั่งอยู่ในห้องทำงานอย่างเดียวไม่ได้ พลังความร่วมมือกับเครือข่ายสำคัญที่สุด ต้องทำร่วมกับผู้ปกครอง ประชาชน นักการเมือง ซึ่ง ผอ.เขตฯต้องทำงานให้มากกว่าการเป็นผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ต้องเป็นนักบริหาร นักการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว.