พิษณุโลกวุ่น! ‘ปิดโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี’ 3 วัน หลังพบว่ามีผู้ปกครองติดเชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582287

พิษณุโลกวุ่น! 'ปิดโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี' 3 วัน หลังพบว่ามีผู้ปกครองติดเชื้อโควิด

พิษณุโลกวุ่น! ‘ปิดโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี’ 3 วัน หลังพบว่ามีผู้ปกครองติดเชื้อโควิด

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 09.49 น.

ปิดอีกเพิ่มอีก 1 โรงเรียนเป็นเวลา 3 วัน หลังผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเฉลิมสตรี เมืองพิษณุโลก ติดเชื้อโควิด-19 และพบว่านักเรียนเป็นผู้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ ให้นักเรียนทุกระดับชั้นเรียน online อยู่ที่บ้าน

วันที่ 23 มิ.ย.64 นายสุรสิทธิ์ ลาภอินทรีย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก  ได้ลงนามในประกาศด่วนของโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี เรื่อง มาตรการการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) (ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน พ.ศ. 2564) ซึ่งโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรีได้รับแจ้งจากนักเรียนว่ามีผู้ปกครองนักเรียนติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-1 9) และพบว่านักเรียนเป็นผู้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ

ทางโรงเรียนจึงขอประกาศปิดโรงเรียนเป็นเวลา 3 วัน พร้อมมีมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ดังนี้ 1. ปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนทุกระดับชั้น โดยให้นักเรียนทุกระดับชั้นเรียน online อยู่ที่บ้านงดการเรียนการสอนในรูปแบบ on-site ที่โรงเรียน ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน พ.ศ. 2564 หรือจนกว่าจะมีการแจ้งเปลี่ยนแปลง  2. จัดทำความสะอาดภายในบริเวณโรงเรียน ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในห้องเรียนห้องปฏิบัติการ อาคารประกอบ โรงอาหาร และบริเวณต่างๆ 3. สำรวจและคัดกรองนักเรียนและบุคลากรทุกคน หากพบว่าเข้าเกณฑ์สอบสวนจะส่งตรวจหาเชื้อทันที 4. ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ ให้แยกตัวอยู่บ้าน แจ้งรายงานอาการทุกวัน หากพบว่ามีอาการเข้าเกณฑ์ให้ดำเนินการพบแพทย์และแจ้งให้โรงเรียนทราบทันที

ทั้งนี้ โรงเรียนได้เปิดทำการสอนได้เพียง 7 วันทำการ ในรูปแบบ on site โดยสลับชั้นเรียนระหว่างมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย มาตั้งแต่ 14 มิ.ย.64 ซึ่งจังหวัดพิษณุโลก มีโรงเรียนที่ประกาศปิดในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จำนวน 5 โรงเรียนแล้ว ได้แก่โรงเรียนอนุบาลโรจนวิทย์ มาลาเบี่ยง โรงเรียนอนุบาลโรจนวิทย์ พิษณุโลก โรงเรียนธีรธาดา พิษณุโลก และโรงเรียนนานาชาติแคมบริดจ์ คอลเลจ ไทยแลนด์ และโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี

โควิดระบาดชุมชนแออัด ‘การศึกษา’ อีกเรื่องที่กระทบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582101

โควิดระบาดชุมชนแออัด  ‘การศึกษา’อีกเรื่องที่กระทบ

โควิดระบาดชุมชนแออัด ‘การศึกษา’อีกเรื่องที่กระทบ

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกล่าสุดซึ่งเป็นระลอกที่ 3 นั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากกว่า 2 ระลอกแรกรวมกัน กล่าวคือ จำนวนผู้ติดเชื้อหลักพันต่อวัน และผู้เสียชีวิตหลักสิบต่อวัน แต่ที่มากไปกว่านั้นคือผลกระทบทางสังคม โดยหนึ่งในนั้นคือ“การศึกษา” ที่แต่เดิมก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่มากแล้วเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนชั้นนำกับโรงเรียนทั่วไป หรือโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในชนบท และโควิด-19 ได้ทำให้ยิ่งเห็นชัดขึ้น

เสียงสะท้อนจากคนทำงานระดับ ในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ผลกระทบจากโควิด-19 วิกฤติที่มองไม่เห็น ความเหลื่อมล้ำของเด็กเปราะบางในชุมชนแออัด และพื้นที่เสี่ยง” เมื่อเร็วๆ นี้ อาทิ “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน (ไซต์ก่อสร้างและริมทางรถไฟ) กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงกับเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนและคนต่างด้าวอย่างรุนแรง ทั้งในด้านการติดเชื้อจากคนในครอบครัว หรือมีคนในครอบครัวติดเชื้อ ซึ่งภาคประชาสังคมต้องประสานงานเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการรักษาหรือการกักตัวดูแลอย่างทันท่วงที

ขณะที่ในส่วนของไซต์งานก่อสร้างจำนวน 16 แห่งที่อยู่ในการดูแล ซึ่งเด็กทั้งหมดเกิดความเครียดเพราะติดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตรซึ่งครอบครัวทะเลาะกันและมีความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหา คือ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้เด็กสามารถเข้าถึงทรัพยากรการดูแลของภาครัฐ เช่น ค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรอง เพื่อให้ได้รับการดูแลจากสถานสงเคราะห์กรณีพ่อแม่ติดเชื้อ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในเรื่องปากท้อง และการช่วยเหลือเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา

“จากการสำรวจกลุ่มเด็กขายพวงมาลัย ทำงานบนท้องถนน เช่น ในย่านวัดญวน-คลองส้มป่อย และวัดพระยา พบว่า ปีนี้มีโอกาสหลุดจากระบบหลายสิบชีวิต บางส่วนค้างค่าเทอม ทำให้ไม่ได้ใบจบการศึกษา ทั้งที่ตั้งใจเรียนได้เกรด 4 ทุกวิชา บางคนไม่มีสิทธิ์ฝึกงาน ผู้ปกครองต้องไปกู้เงินนอกระบบ จึงขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันทำให้เด็กกลับมาได้รับการศึกษา และเด็กเล็กควรได้รับการดูแลให้อิ่มท้องรวมถึงสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น แพมเพิร์ส นมผง เป็นต้น” ครูจิ๋ว ระบุ

เช่นเดียวกับ “ครูอ๋อมแอ๋ม” ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง กล่าวถึงการรระบาดในพื้นที่คลองเตย ชุมชนแออัดที่มีประชากรร่วมแสนคน ว่า ปัญหาคือการที่เด็กติดเชื้อแต่ผู้ปกครองไม่ติด การช่วยเหลือต้องทำให้ผู้ปกครองได้ไปอยู่ในโรงพยาบาลสนามได้ ไม่เช่นนั้นเด็กก็จะไม่สามารถอาศัยได้ นอกจากนี้ได้รวบรวมข้อมูลเด็กในหลายชุมชน พบว่ามีเด็กในช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 12 ปี จำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล เนื่องจากครอบครัวสูญเสียงาน แต่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของเด็กเป็นจำนวนค่อนข้างสูง

เช่น ค่านมหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป สบู่ แป้ง ที่เด็กไม่สามารถใช้ร่วมกับผู้ใหญ่ได้และสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้พัฒนาการของเด็กไม่ขาดช่วง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป คือ มอบสื่อการเรียนรู้และอาหารสำหรับช่วงวิกฤติ พยายามสร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกัน และต้องมองถึงการสร้างอาชีพให้พ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก การช่วยเหลือทำในมิติเดียวไม่ได้ในระยะยาวทุกครอบครัวก็มีภาระทางเศรษฐกิจที่ต้องแบกรับ

รวมถึง ชาญวิทย์ พวงมาเทศ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ กล่าวว่า โควิด-19 เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะเขตคลองเตยที่เจอปัญหาหนักในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน ซึ่งทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีการกำกับดูแลการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัดให้มีคุณภาพ แต่สำหรับเขตพื้นที่คลองเตยการเรียนออนแอร์และออนไลน์ทำได้น้อยมาก เนื่องจากบางบ้านไม่มีอินเตอร์เนต บางบ้านมีโทรศัพท์มือถือครอบครัวละ 1 เครื่องเท่านั้น

จากข้อจำกัดดังกล่าวจึงทำได้มากที่สุดคือออนแฮนด์ ซึ่งจากการปิดภาคเรียนปีที่แล้วใช้กระบวนการเยี่ยมบ้าน และนำใบงานไปให้เด็ก สำหรับปัญหาออกจากระบบการศึกษามีปัญหามากเช่นกัน เนื่องจากเด็กหลายคนเจอปัญหาเรื่องของรายได้ ทั้งนี้ ในส่วนค่าเรียนของโรงเรียนในสังกัด กทม. และโรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจจะไม่มีค่าใช้จ่ายเรียนฟรีทุกอย่างมีอาหารเช้าและกลางวัน โดยอาจมีบางส่วนที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่ม เช่นค่าชุดนักเรียนที่ได้ 360 บาทต่อหัว ซึ่งหากจะมีชุดนักเรียนเรียนได้ครบทั้งสัปดาห์อาจต้องจ่ายเงินเพิ่มบ้าง หรือชุดพละหรือชุดลูกเสือเนตรนารีที่จะได้ปีละหนึ่งชุดที่ต้องเลือกว่าจะเป็นชุดพละหรือชุดลูกเสือเนตรนารี ถือว่าเป็นการแบ่งเบาผู้ปกครองได้ในระดับหนึ่ง

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และอดีตอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ผลกระทบจากโควิด-19 วิกฤติที่มองไม่เห็น ความเหลื่อมล้ำของเด็กเปราะบางในชุมชนแออัด และพื้นที่เสี่ยง” เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ปัญหาการส่งต่อความยากจนเพิ่มขึ้น โดยเด็กและเยาวชนในพื้นที่เสี่ยงกำลังเผชิญ 4 ปัญหาใหญ่ที่มากับภาวะโรคระบาด ได้แก่

1.หลุดจากระบบการศึกษา เด็กกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากหลายครอบครัวขาดรายได้ จึงไม่มีกำลังส่งเสียบุตรหลานให้เรียนไหว 2.คุณภาพการเรียนรู้ การปิดโรงเรียนทำให้ภาวะการเรียนรู้ของเด็กถดถอยกว่าปกติราว 2-5 เดือน ซึ่งจะยิ่งทำให้คุณภาพการเรียนรู้ในภาพรวมตกต่ำลงไปกว่าเดิมอีกมากถึงร้อยละ 50 3.ภาวะทุพโภชนาการ จากการกินไม่ครบมื้อ บางมื้อไม่ได้กินอิ่มเต็มที่ หรือได้สารอาหารไม่ครบหมวดหมู่จากการลงพื้นที่โรงเรียนยากจนพบว่าเด็กมากถึงร้อยละ 35-40 ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า

และ 4.ภาวะเครียดเงียบ เป็นผลจากห่วงโซ่ความรุนแรงของโควิด-19 ที่ทำให้เด็กและเยาวชนต้องซึมซับปัญหาเข้าไปในจิตใจ ทั้งเรื่องที่ครอบครัวต้องขาดรายได้ สภาพแวดล้อมใกล้ตัวที่มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น รวมถึงคนรอบตัวกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด หรือการที่ต้องกักตัวไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติได้ ทั้งที่ธรรมชาติวัยนี้ต้องได้วิ่งเล่นสนุกสนาน ขณะที่สิ่งเดียวที่ตอบสนองได้มีเพียงความเงียบ ซึ่งสังเกตได้ผ่านสายตาที่เศร้ากังวลของเด็ก

อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบภาวะ “ความรู้ถดถอย (Learning Lost)” ซึ่งพบว่าการเรียนออนไลน์ในพื้นที่ชุนชนแออัดเองก็ยังทำไม่ได้ กสศ. ทำงานร่วมกับครูจากเครือข่ายประชาสังคมของเด็กนอกระบบในชุมชนแออัด ซึ่งเป็นเสมือนอาสาสมัครการศึกษาของชุมชน ราว 100 คน พัฒนาพื้นที่ทดลองนำการเรียนรู้ไปหาเด็ก เพื่อเยียวยาผลกระทบด้านการเรียนรู้ถดถอย ไม่ให้พัฒนาการต้องหยุดชะงักและเตรียมความพร้อมสำหรับแผนการช่วยเหลือระยะต่อไป

“กสศ. ได้ออกแบบโรงเรียนในถุง หรือถุงการเรียนรู้เติมยิ้มให้เด็กๆ ในพื้นที่ชุมชนโรงหมู ชุมชนริมคลองวัดสะพาน ชุมชนแฟลต 23-24-25 ชุมชนบ้านมั่นคง โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ รวมไปถึงบางพื้นที่ในชุมชนริมทางรถไฟ เช่น ชุมชนโค้งรถไฟยมราช ชุมชนบ่อนไก่ และชุมชนไซต์ก่อสร้าง 1,500 คน นอกจากชุมชนแออัดใน กทม. แล้ว ถุงการเรียนรู้ยังทดลองในพื้นที่ชนบท จ.น่าน พร้อมกับสนับสนุนอาสาสมัครการศึกษา

ด้วยแนวคิดที่ว่าวิกฤติแบบนี้จำเป็นต้องมีคนมาช่วยครู ทำให้เด็กได้เรียนรู้ จากสถานการณ์ยังมีบทเรียนคือ นักการศึกษาต้องมีทักษะและความรู้ ในการจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การศึกษาใหม่ๆ ตลอดจนแนวทางการถ่ายทอดสู่นักเรียน และให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างการเรียนรู้ของนักเรียน” ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าว

ปิดท้ายด้วย อนรรฆ พิทักษ์ธานิน หัวหน้าโครงการสนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาเครือข่ายครูและเด็กนอกระบบการศึกษาในกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าบทบาทภาคประชาสังคมของชุมชนมีพลังสูงในการรับมือกับปัญหาความไม่แน่นอน ความเสี่ยงใหม่ที่เข้ามา ซึ่งระบบราชการไม่สามารถปรับตัวจัดการกับปัญหาได้ทัน ซึ่งคือโจทย์ระยะยาวที่ภาครัฐควรสนับสนุนระบบการทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อเป็นเพื่อนร่วมทาง ช่วยภาครัฐแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เพราะระบบโครงสร้างราชการแบบเดิมนั้นปรับตัวได้ช้า

“เราจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนที่ดีในการทำงาน โดยเฉพาะปัญหาของเด็กกลุ่มเปราะบางนั้นจะซับซ้อนหลากหลายขึ้น นอกจากนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังไม่มีองค์ความรู้เชิงระบบในการบริหารจัดการ เด็กและเยาวชนลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ทั้งที่เป็นกลุ่มสำคัญในพื้นที่ กทม. และก่อให้เกิดผลกระทบสูง ประเด็นเรื่องสุขภาพทั้งด้านการตรวจ ดูแลรักษา ถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่รัฐต้องให้ความสำคัญ”อนรรฆ กล่าว

สแกนเข้มทุกโรงเรียน! ‘ตรีนุช’ ย้ำถ้าพบเด็กติดเชื้อ หยุดสอนแบบ on-site ปิด รร. ฆ่าเชื้อทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582232

สแกนเข้มทุกโรงเรียน! 'ตรีนุช'ย้ำถ้าพบเด็กติดเชื้อ หยุดสอนแบบon-site ปิดรร.ฆ่าเชื้อทันที

สแกนเข้มทุกโรงเรียน! ‘ตรีนุช’ย้ำถ้าพบเด็กติดเชื้อ หยุดสอนแบบon-site ปิดรร.ฆ่าเชื้อทันที

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 20.06 น.

“รมว.ศึกษาธิการ”ออกนโยบายเข้มตั้งไตรภาคี เป็นทีมย่อยสแกนมาตรการความปลอดภัยทุกโรงเรียน หลังพบมีนักเรียนติดเชื้อ ย้ำถ้าพบเด็กติดเชื้อ หยุดสอนแบบ on-site ปิดโรงเรียนฆ่าเชื้อทันที

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า หลังจากเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ในสถานกาณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ตั้งแต่ วันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตนได้ติดตามการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาทั่วประเทศ และ พบว่าเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 การเปิดเรียนแบบ on-site เรียนที่โรงเรียน จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดเรื่องมาตรการความปลอดภัย การปฏิบัติตามมาตรการคัดกรองของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เช่น เคร่งครัดให้เด็กสวมใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างในโรงเรียน ดังนั้น เพื่อเป็นการสกัดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่สถานศึกษา ตนจึงมีนโยบายเร่งด่วนให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้มข้นเรื่องการตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ ทั้งของรัฐและเอกชน ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ หากโรงเรียนใดไม่เป็นไปตามมาตรการให้เร่งปรับปรุงทันที และหากทำไม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดก็ต้องหยุดเรียนแบบ on-site แล้วเลือกใช้รูปแบบอื่นในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนแทน เพื่อปรับปรุงในส่วนของโรงเรียนให้ได้ตามมาตรฐานตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ เพื่อความความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครอง และประชาชนทุกคน

“กระทรวงศึกษาธิการจะได้มอบหมายให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทุกจังหวัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และผู้ปกครอง ขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา จัดให้มีการนิเทศ ตรวจติดตามทุกโรงเรียนเป็นประจำ และจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดย่อยจำนวนหลายคณะ ซึ่งเป็นตัวแทนของไตรภาคีในพื้นที่ ลงสแกนสถานศึกษาในพื้นที่ของตนเอง เพื่อตรวจสอบหาช่องโหว่ และปรับปรุงพัฒนาอุดรอยรั่วในส่วนนั้น รวมถึงเฝ้าระวังไม่ให้เกิดความหย่อนยานเรื่องมาตรการความปลอดภัย และในกรณีที่มีนักเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ติดเชื้อเพียงคนเดียว หรือ ในชุมชนที่เป็นเขตบริการมีชาวบ้านติดเชื้อ ก็ให้โรงเรียนขอความเห็นชอบกรรมการโรคติดต่อจังหวัดปิดเรียนแบบ on-site เพื่อทำความสะอาดโรงเรียน แล้วเลือกใช้การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่นให้แก่นักเรียนในระหว่างที่ปิดโรงเรียน เช่น การเรียน On Line ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ การเรียน On Hand โดยจัดส่งหนังสือ แบบเรียน แบบฝึกหัด หรือ ใบงานให้นักเรียนทำที่บ้าน เป็นต้น ซึ่ง ดิฉันมั่นใจ ว่า การที่มีคณะกรรมการชุดย่อย ซึ่งเป็นคนในพื้นที่จำนวนหลายชุด จะทำให้สามารถสแกนสถานศึกษาทุกแห่งแล้วเสร็จโดยเร็ว และได้ข้อมูลจริง สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากโควิด” รมว.ศธ.กล่าวและว่า ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร ศธ.กำหนดรายละเอียดของโครงสร้าง องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่พร้อมแนวปฏิบัติที่ชัดเจนของคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

‘ตรีนุช’ เผย ‘ศธ.’ เล็งแยกโควตาวัคซีนครูโดยเฉพาะ เร่งฉีดรวดเร็วขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582111

'ตรีนุช'เผย'ศธ.'เล็งแยกโควตาวัคซีนครูโดยเฉพาะ เร่งฉีดรวดเร็วขึ้น

‘ตรีนุช’เผย’ศธ.’เล็งแยกโควตาวัคซีนครูโดยเฉพาะ เร่งฉีดรวดเร็วขึ้น

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.15 น.

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภาพรวมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ว่า หลังจากเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา ภาพรวมส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาจจะพบปัญหาในพื้นที่สีแดงเข้ม และในจังหวัดตามแนวชายแดนใต้ ที่พบกรณีเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม ตนขอหาข้อเท็จจริงก่อนว่าเด็กติดเชื้อจากที่ใด เช่น อาจจะติดจากผู้ปกครอง หรือติดเชื้อมาจากเด็กด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งตนจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางรับมือต่อไป

“ส่วนการฉีดวัคซีนครูที่มีครูบางโรงเรียนออกมาเรียกร้องขอรับการฉีดวัคซีนนั้น ซึ่งขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้หลักการมาว่า ควรจะเร่งฉีดวัคซีนครูให้เร็วขึ้น โดยอาจจะจัดสรรเป็นโควตาเพิ่มเติม และแยกออกมาจากโควตาของแต่ละจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมาวัคซีนถูกส่งไปที่จังหวัดต่างๆ เพื่อให้ทางจังหวัดจัดสรรในการฉีด ซึ่งเราจึงไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น ดิฉันจึงมอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ไปประสานกับศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เพื่อจัดสรรวัคซีนเป็นโควตาเพิ่มเติมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ศธ.เตรียมบรรจุประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรสมรรถนะเน้นผู้เรียนมีส่วนร่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582076

ศธ.เตรียมบรรจุประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรสมรรถนะเน้นผู้เรียนมีส่วนร่วม

ศธ.เตรียมบรรจุประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรสมรรถนะเน้นผู้เรียนมีส่วนร่วม

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.22 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำถึงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ยกตัวอย่างของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ให้ความสำคัญกับการสอนประวัติศาสตร์มาก โดยทำวิดีโอเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงความเป็นมา และทราบประวัติศาสตร์ชาติ ในส่วนของ ศธ. ก็มีแผนขับเคลื่อนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์อยู่แล้ว เช่น บรรจุวิชาประวัติศาสตร์ไปในหลักสูตรสมรรถนะ เป็นต้น การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่เรียนเรื่องการสู้รบ เรียนเพื่อจำเท่านั้น แต่ควรสอนให้ผู้เรียนรับรู้ว่าคนสมัยก่อนแก้ปัญหา และมีวิถีชีวิตอย่างไร และควรสอนให้ผู้เรียนเข้าใจและสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมที่มีความหลากหลายได้ 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้วางแผนไว้ว่าจะผลักดันให้ปีนี้ เป็นปีแห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ แต่ติดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จึงต้องชะลอเรื่องนี้ออกไป แต่ถ้าสถานการณ์การแพร่ระบาดดีขึ้นแล้ว ศธ.จะผลักดันเรื่องนี้ทันที ส่วนที่หลายคนมองว่าการเรียนประวัติศาสตร์อาจจะน่าเบื่อ จะปรับเปลี่ยนอย่างไรให้ทันยุคสมัยให้น่าสนใจสอดคล้องกับความสนใจของคนรุ่นใหม่นั้น ตนมองว่าครูอาจจะต้องปรับวิธีการเรียนการสอน โดยเน้นการเรียนการสอนแบบ Active Learning  โดยอาจจะนำประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เช่น ประวัติชุมชน ประวัติของวัด เป็นต้น มาสอนนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ความเป็นมาของตน และขยายการเรียนรู้ไปในระดับภูมิถาค ระดับประเทศ และระดับโลกต่อไป 

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : อเนกอนันต์เลิศหล้า ปฐมบทกรุงรัตนโกสินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581832

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : อเนกอนันต์เลิศหล้า ปฐมบทกรุงรัตนโกสินทร์

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : อเนกอนันต์เลิศหล้า ปฐมบทกรุงรัตนโกสินทร์

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

หลังจากที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นไทยมาเกือบ 10 ตอน โดยเฉพาะเมื่อศึกษาประวัติ และได้ชมภาพในอดีตจากหนังสือ “ชุมชนดั้งเดิม ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์” ซึ่งจัดทำโดย กระทรวงวัฒนธรรมแล้ว ยิ่งได้เรียนรู้ เข้าใจประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทยมากขึ้น เพิ่มประกายความภาคภูมิใจในความเป็นไทย จากเดิมที่มีอยู่มากแล้วให้จ้าจรัสขึ้นไปอีก

หากถามว่าเมื่อยิ่งศึกษา ยิ่งซึมซับนานวันเข้าจะเต็มตื้นเมื่อไหร่ ผู้เขียนคงตอบเพียงว่า ความรัก ความภูมิใจในความเป็นไทยใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์นี้ ไม่มีจำกัด ไม่มีประมาณ หาที่สุดมิได้จริงๆ ค่ะ

อยากขอบคุณทุกความตั้งใจของคณะผู้จัดทำที่สร้างความรู้ ความเข้าใจให้เยาวชน และประชาชนรุ่นหลังได้จดจำ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ รวมทั้งอนุรักษ์ความเป็นไทย มิให้ลืมเลือนไปตามกาลเวลานะคะ

สัปดาห์นี้ จึงขอยกเรื่องราวของปฐมกษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีพิธีตั้งเสาหลักเมืองของพระนคร ในวันอาทิตย์ เดือน ๖ขึ้น ๑๐ ค่ำ เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๔๕ นาที ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕

ทรงโปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตะวันตก มาตั้งใหม่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นชุมชนชาวจีน และชุมชนชาวญวน ที่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เหตุที่ย้ายพระนครมาอยู่ฝั่งตะวันออกเพราะมีชัยภูมิที่ดีกว่า หากข้าศึกยกมาถึงชานพระนครก็ป้องกันได้ง่าย เพราะมีลำแม่น้ำเป็นขอบเขต ฝั่งตะวันตกนั้นเป็นท้องคุ้ง น้ำเซาะทรุดพังอยู่เสมอ อีกทั้งกรุงธนบุรีมีแม่น้ำอยู่กลางเมือง เป็นเมืองอกแตก มีวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร) และ วัดท้ายตลาด (วัดโมฬีโลกยาราม)ขนาบอยู่ทั้ง ๒ ข้าง ยากที่จะขยายพระราชนิเวศน์

พระองค์พระราชทานนามพระนครแห่งใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” ทำให้กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก จนถูกบันทึกไว้ในกินเนสส์บุ๊คเลยทีเดียวค่ะ

ชื่อ กรุงเทพมหานครฯ นี้ ชาวบ้านจะเรียกกันว่า บางกอก มีที่มามาจากชื่อเก่าก่อนขุดคลองลัดที่มีคลองสาขาเล็กๆ เรียกว่าคลองมะกอก เพราะมีต้นมะกอกน้ำขึ้นอยู่เยอะ เลยเรียกติดปากกันมาว่า บางมะกอก จนเพี้ยนมาเป็นบางกอก ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงแปลงสร้อยนามพระนครจาก “บวรรัตนโกสินทร์” เป็น“อมรรัตนโกสินทร์”

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูระบบสังคมและการเมือง การปกครองตามแบบอย่างอาณาจักรอยุธยา ทรงออกกฎหมายตราสามดวงประมวลกฎหมายใหม่ ทรงฟื้นฟูพิธีในราชสำนัก ทรงปราบปรามข้าศึกศัตรู รักษาขอบขัณฑสีมา รักษาเอกราช สร้างความเป็นปึกแผ่น และแผ่พระราชอำนาจ ก่อให้เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมืองและอาณาประชาราษฎร์ในเวลาต่อมา

รวมทั้งยังทรงทำนุบำรุงด้านพระศาสนา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระคัมภีร์พระปริยัติธรรมครบพระไตรปิฎก ประดิษฐานไว้ ณ หอมณเฑียรธรรมและสร้างแจกจ่ายไปตามอารามหลวงสำหรับภิกษุสามเณรเล่าเรียนสืบอายุพระศาสนา มีวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือ วัดโพธิ์ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑ และยังถือเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังทรงเป็นประมุขแห่งกวี ที่ทรงทำนุบำรุงวรรณคดีเป็นอันมากได้โปรดให้ราชบัณฑิตแต่งหนังสือขึ้นไว้สำหรับพระนคร ส่วนพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้ เช่น เพลงยาว นิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง, บทละครเรื่อง อุณรุท,บทละครเรื่อง รามเกียรติ์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคต เมื่อเดือน ๙ แรม ๑๓ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๓๕๒ ทรงเสวยราชสมบัติ ๒๘ พรรษา รวมพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา เศษ ๖ เดือน

เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ รัฐบาลและประชาชนชาวไทยได้พร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญานามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อตระหนักถึงพระราชภารกิจสำคัญของพระองค์ที่ทรงมีต่อประเทศชาติอย่างใหญ่ปวงพสกนิกรชาวไทยได้อาศัยอยู่ใต้ร่มเงาพระบารมีจักรีวงศ์อย่างร่มเย็นเป็นสุข จวบจนถึงปัจจุบันในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกรุงรัตนโกสินทร์เจริญรุ่งเรืองยืนยาวมานับเป็นเวลา ๒๓๘ ปี

เมื่อเขียนถึงบรรทัดนี้ ความหมายของชื่อเมืองกรุงเทพมหานครฯก็ดังก้องเข้ามาในห้วงสำนักอันจงรักภักดีค่ะ

“พระนครอันกว้างใหญ่ ดุจเทพนครเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคง และเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง
มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้ พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้”

……………………………….

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง/ภาพ

กระทรวงวัฒนธรรม

หนังสือ ชุมชนดั้งเดิม ใต้ร่ม
พระบารมีจักรีวงศ์

หนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

มทร.รัตนโกสินทร์ เปิดโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเชื่อมโยง สานต่อ เครือข่ายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581834

มทร.รัตนโกสินทร์ เปิดโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้  เพื่อเชื่อมโยง สานต่อ เครือข่ายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มทร.รัตนโกสินทร์ เปิดโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเชื่อมโยง สานต่อ เครือข่ายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ศิวะ วสุนธราภิวัฒก์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มอบหมาย ผศ.ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี เปิด “โครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”เมื่อเร็วๆ นี้ โรงแรม ยู อินจันทรี กาญจนบุรี โดยภายในงานมีคุณสุรัตน์วดี คมเมธียุทธการ คณะกรรมการสมาคมท่องเที่ยว จังหวัดกาญจนบุรี เป็นวิทยากร

สำหรับวัตถุประสงค์ในการเปิดโครงการในครั้งนี้เพื่อร่วมสนองโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เพิ่มทักษะและดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักศึกษา ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และบุคคลภายนอก และหน่วยงานอื่น รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ในความเป็นไทย เห็นคุณค่าในภูมิปัญญาไทยนิยมไทยรักบ้านเมือง ดำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

‘สพฐ – กสศ.’ ผนึกกำลังคุณครู! เขตพื้นที่ เดินหน้าดูแลเด็กยากจนพิเศษช่วง ‘โควิด-19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581826

‘สพฐ - กสศ.’ผนึกกำลังคุณครู!เขตพื้นที่ เดินหน้าดูแลเด็กยากจนพิเศษช่วง‘โควิด-19’

‘สพฐ – กสศ.’ผนึกกำลังคุณครู!เขตพื้นที่ เดินหน้าดูแลเด็กยากจนพิเศษช่วง‘โควิด-19’

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.23 น.

“สพฐ – กสศ.” ผนึกกำลังคุณครู เขตพื้นที่ เดินหน้าดูแลเด็กยากจนพิเศษ (ช่วงชั้นรอยต่อ) บรรเทา ความเดือดร้อนช่วงโควิด-19 “ดีเดย์ วันที่ 25 มิ.ย.” สกัดเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ผ่านการเชื่อมฐานข้อมูล DMC-CCT ทั่วประเทศเช็คเด็กเสี่ยงหลุด พร้อมเชื่อมโยงความช่วยเหลือ พม. สธ. ต่อเนื่อง 

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564  ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมชี้แจงการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษ

แบบมีเงื่อนไข (นักเรียนทุนเสมอภาค) ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพฐ. ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) เมื่อวันที่17มิถุนายน  ที่ผ่านมา โดยจากการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข ระหว่าง สพฐ. และ กสศ. ผ่านมา 2-3 ปี ตัวเลขนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสCOVID-19  ภาคเรียนที่ 2/2563 มีนักเรียนยากจนพิเศษ (ทุนเสมอภาค) กว่า1.1 ล้านคน ทุกฝ่ายในสังคม ทั้งรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรให้ความสำคัญในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ ผู้ด้อยโอกาส เพื่อลดช่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ล่าสุดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสCOVID-19  กสศ.ได้จัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ (อนุบาล 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 และ มัธยมศึกษาปีที่ 3) เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาในการเตรียมความพร้อมการศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 อัตราคนละ 800 บาท กว่า 286,390 คน ครอบคลุมสถานศึกษา24,798 แห่ง  ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากครู  ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษา ณ วันที่ 31 พ.ค.64 ตามที่สถานศึกษารายงานมาพบว่า มีนักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มรอยต่อที่คาดว่า จะไม่ศึกษาต่อ 5,654 คน และมีนักเรียน 8,944 คน ที่อาจยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าว เนื่องจากสถานศึกษายังไม่ได้รายงานเข้ามา ดังนั้นจึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำกับติดตามและหากสถานศึกษาใดไม่สามารถจ่ายเงินให้นักเรียนได้แล้ว ขอให้ส่งคืนเงินกลับไปยัง กสศ.ตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ สพฐ. และ กสศ.ได้รายงานความก้าวหน้ามาตรการให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มรอยต่อ              แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวตรีนุช เทียนทอง) โดยท่าน รมว.ศธ. ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มรอยต่อ เพื่อป้องกันมิให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงขอให้ กสศ.ทำงานร่วมกับ สพฐ. โดยเชื่อมโยงและส่งต่อฐานข้อมูล DMC และ CCT กลุ่มนักเรียนที่มีความเสี่ยงและมีแนวโน้มที่ไม่ศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ให้แก่ สพฐ. เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาติดตามช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถกลับสู่ระบบการศึกษาในช่วงเปิดเทอมใหม่นี้ได้อย่างทันเวลา และเพื่อเป็นการลดภาระงานครูในการทำงานที่ซ้ำซ้อนด้วย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ควรจะมีการพัฒนากลไกสนับสนุนการดำเนินการในเขตพื้นที่การศึกษา  ทั้งกำกับ ส่งเสริม สนับสนุนดูแลช่วยเหลือ และการคัดกรองนักเรียน  ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่าง CCT ซึ่งสามารถดูได้ว่านักเรียนยากจนพิเศษในพื้นที่มีกี่คน โรงเรียนไหนกี่คน เพื่อเข้าไปดูแลอย่างทั่วถึง  อีกทั้งต้องมีการพัฒนาครู ผู้ปฏิบัติงานผ่านระบบ อบรมออนไลน์  ซึ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 นี้ ควรเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสที่สามารถจัดอบรมด้วยการใช้ระบบเทคโนโลยี อีกทั้งต้องสร้างความตระหนักและความเข้าใจเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนให้กลุ่มผู้ปกครอง

“โครงการนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี นักเรียนยากจนพิเศษได้รับการดูแลดีขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นความสำเร็จความภาคภูมิใจร่วมกันของ สพฐ. อีกทั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับสถานศึกษา ครูที่เอาใจใส่เยี่ยมบ้านเด็ก โดยไปสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ให้กำลังใจในภาวะที่ยากลำบากต้องทำงานอย่างหนักเพื่อไปดูแลนักเรียนที่เป็นภารกิจสำคัญ  ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่สนับสนุนการดำเนินการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้เด็กยากจนพิเศษได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และต้องขอขอบคุณคุณครู เพราะที่ต้องใช้เวลาวันหยุดราชการไปในการคัดกรองนักเรียน เพราะวันธรรมดาต้องสอนหนังสือ คุณครูทำงานหนักมากเนื่องจากสอนแบบ on-site ไม่ได้ จึงคิดการสอนในรูปแบบอื่น” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า นับเป็นความร่วมมือที่สวยงามระหว่าง สพฐ.และ กสศ. ในการดูแลเด็กนักเรียนอีกหลายสังกัด เช่น ตชด. อปท. พศ. ฯลฯ ซึ่งสิ่งที่กังวลจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและเชื่อว่าเด็กยากจนและยากจนพิเศษจะเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ปกครองนักเรียนลำบากมากขึ้น ทั้งหมดเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา วันนี้ผู้ปกครอง โรงเรียน ได้รับผลกระทบ กสศ.ก็ถูกปรับลดงบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการก็ถูกปรับลดงบประมาณเช่นกัน  แต่เราต้องคิดงานในรูปแบบใหม่ แม้จะมีงบประมาณเท่าไหร่ก็ตาม เป้าหมายผลผลิตหลักคือเด็กนักเรียนต้องได้รับการดูแลเหมือนเดิม

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ ผู้ปกครองมีรายได้ลดลง มีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบุตรหลานนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อที่ต้องย้ายไปเรียนที่ใหม่ที่ยิ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น จึงนำมาสู่การช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อจำนวน 800 บาท ที่จ่ายเงินไปถึงมือเด็กแล้ว 2.77 แสนคน จากนักเรียนที่ได้รับการจัดสรรทั้งหมด 2.86 แสนคน  ขณะเดียวกันพบเด็กประมาณ1แสนคน ที่ย้ายโรงเรียนไปเรียนในพื้นที่อื่น และมีเด็กนักเรียนที่ไม่เรียนต่อ ช่วงชั้น ป.6 และ ม.3 ประมาณ 5,654 คน หรือ1.97% มีสาเหตุสำคัญมาจากต้องไปทำงาน/ ผู้ปกครองไม่ให้ศึกษาต่อ/ ช่วยผู้ปกครองทำงานหารายได้ / ไม่มีค่าธรรมเนียมค่าเล่าเรียน มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ไม่มีค่าเดินทาง ซึ่งต้องช่วยกันหาทางแก้ปัญหาให้กับเยาวชนที่จะเป็นเสาหลักของครอบครัวต่อไปในอนาคต ทาง กสศ. และ สพฐ. จึงมีแผนความร่วมมือกันพัฒนาระบบการติดตาม และส่งต่อนักเรียนกลุ่มรอยต่อนี้ผ่านการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศ DMC และ CCT ของ สพฐ. และ กสศ. เข้าด้วยกัน ให้เกิดเป็นระบบเฝ้าระวังเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (Early Warning System) ที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องทุกปีการศึกษาต่อไปในอนาคต โดยในปีนี้จะมีการเชื่อมระบบกันในวันที่ 25 มิ.ย. 2564 เพื่อตรวจสอบข้อมูลรายบุคคลนักเรียนทั่วประเทศเพื่อค้นหาเด็กเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“  กสศ. และ สพฐ. ยังได้ปรังปรุงพัฒนาระบบการบันทึกข้อมูลใน CCT App ให้สามารถทำหน้าที่เป็น One Application ที่สามารถลดภาระงานครู คืนเวลาให้ครูกลับสู่ห้องเรียน และสามารถสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อบูรณาการงบประมาณในการดูแลสุขภาวะขั้นพื้นฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโอกาสทางการศึกษาของเด็กเยาวชนในครัวเรือนยากจนด้อยโอกาส เช่น การตัดแว่นสายตาให้กับเด็กที่มีความบกพร่อง และการช่วยเหลือสนับสนุนผู้ปกครองที่เป็นผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง เป็นต้น โดยจะเริ่มทดลองนำร่องใน 29 พื้นที่ ครอบคลุม 602 โรงเรียน  ซึ่งต้องขอขอบคุณครู ผู้บริหาร สถานศึกษาที่ลงไปเยี่ยมบ้าน กรอกข้อมูล นำไปสู่การสร้างโอกาสให้กับเด็กทุกคน” ดร.ไกรยส กล่าว  

‘กลุ่มลูกเสือ-นักเรียนดี’ เข้า ศธ. สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6 ยื่นหนังสือให้กำลังใจ ‘ตรีนุช’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581743

'กลุ่มลูกเสือ-นักเรียนดี'เข้า ศธ. สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6 ยื่นหนังสือให้กำลังใจ'ตรีนุช'

‘กลุ่มลูกเสือ-นักเรียนดี’เข้า ศธ. สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6 ยื่นหนังสือให้กำลังใจ’ตรีนุช’

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 12.14 น.

ลูกเสือในนาม“กลุ่มนักเรียนดี” เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6 และร่วมกิจกรรมทำความสะอาดในศธ. ขณะที่กลุ่มปกป้องสถาบันฯร่วมแจม
       
วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 09.15 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มลูกเสืออากาศ จากโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2  โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง  โรงเรียนสีกัน(วัฒนานันท์อุปถัมภ์) และโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา ประมาณ 40 คน  ได้นำพวงมาลัยเข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6) ซึ่งถือเป็นพระบิดาลูกเสือไทย  โดยการคุกเข่า ร้องเพลงราชสดุดี  ต่อมากลุ่มนักเรียนดีได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดบริเวณสนามหญ้าภายในกระทรวงศึกษาธิการ  โดยมีนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ. ให้การต้อนรับ 

ด้านน.ส.ธัญชนก พรรณวงษ์ ผู้กำกับกลุ่มลูกเสือโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา สร้างความสะเทือนใจให้กับกลุ่มนักเรียนมาก นักเรียนได้ติดต่อตนเพื่อสอบถามว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งนักเรียนอยากจะเข้าไปทำกิจกรรมและทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆกระทรวง ดังนั้น การที่นักเรียนมาในวันนี้ เป็นการมาด้วยความสมัครใจ มาด้วยจิตอาสา 

“การมาวันนี้ไม่ถือเป็นการตอบโต้กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง เพราะการศึกษาไทยไม่ได้บังคับการคิด การแสดงออก เรามาด้วยใจ และมาเพื่อแสดงจุดยืนที่รักในความเป็นลูกเสือ และด้วยความรักรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นพระบิดาของลูกเสือไทย เป็นแรงยึดเหนี่ยวจิตใจของลูกเสือไทย ภาพที่ปรากฏเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา เรารับไม่ได้ นักเรียนจึงแยากมารวมตัวมาแสดงจุดยืนในวันนี้” น.ส.ธัญชนก กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเวลา 09.45 น. ตัวแทนกลุ่มนักเรียนดี และกลุ่มปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กว่า 10 คน เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อให้กำลังใจแก่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ. รับหนังสือแทน เนื่องจาก นส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ติดภารกิจประชุมสภาฯ

นายชัยวัตน์ สมมิตร ตัวแทนกลุ่มนักเรียนดี กล่าวว่า นักเรียนดีก่อตั้งมาโดยมีจุดประสงค์ที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับนักเรียน นักศึกษา และเยาวชนในด้านบวก จากเหตุการณ์การทำกิจกรรมของบางกลุ่มที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วนั้น สร้างความเสียหายและไม่เหมาะสม กลุ่มนักเรียนดีรู้สึกกังวลใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว  และมองว่า ข้อเรียกร้องของบางกลุ่มที่แสดงออกในทางที่รุนแรง ไม่สร้างสรรค์ เป็นภาพลักษณ์ที่เสียหายของเยาวชน นอกจากนี้ ยังทำลายขวัญกำลังใจของผู้ใหญ่ในกระทรวง รวมถึงครู อาจารย์ และนักเรียนคนอื่น ๆทั่วประเทศอีกด้วย

“ข้อเรียกร้องต่างๆที่ออกมา กลุ่มนักเรียนดีเห็นว่า ปัจจุบันการ LGBT กลุ่มหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับและเปิดกว้างในไทยเป็นไปอย่างกว้างขวาง และกลุ่มนักเรียนดี พร้อมสนับสนุน LGBT เพราะทุกเพศมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันหมด ส่วนการเรียกร้องเรื่องขอยกเลิกระเบียบทรงผม เครื่องแบบนักเรียน  ทางกลุ่มเห็นว่ากฎระเบียบออกมาเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และหากจะมีการเรียกร้องในเรื่องของการประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือพฤติกรรมที่รุนแรงของครูอาจารย์บางท่าน ก็เป็นเรื่องของส่วนบุคลลมากกว่า” นายขัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัตน์ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ไม่ควรที่จะทำให้ใครเดือดร้อน ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าการที่คนบางกลุ่มเข้ามาทำกิจกรรมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะทำให้ภาพลักษณ์ของ LGBT ดีขึ้น หรือแย่ลง ตนคิดว่ากิจกรรมที่ผ่านมาสร้างความเดือนร้อนให้กับเจ้าหน้าที่ ที่ต้องมาทำความสะอาด อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องต่างๆ  สามารถนำมาพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังได้แต่ไม่ควรทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม 

ด้านนายวีระ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคนที่มาแสดงความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6)

ทั้งนี้ ศธ.ยึดมั่นในในการทำงาน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง ศธ.ยินดีรับฟังทุกความเห็น แต่ขอให้การแสดงออกนั้นเป็นการแสดงออกอย่างส้รางสรรค์ ขอขอบคุณกลุ่มลูกเสืออากาศที่เข้ามาแสดงความรักสามัคคี และขอให้กลับไปทำหน้าที่พลเมืองดีของพ่อแม่ และประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. พิจารณาความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมอบให้สำนักนิติการศึกษาพิจารณาว่ามีความเสียหาย และมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศธ.หรือไม่ และหากพบว่ามีการกระทำผิด ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น ก็จะดำเนินการแจ้งความอีกครั้ง

“ศธ.พร้อมเปิดรับฟังความเห็นจากทุกกลุ่ม เพราะ ศธ.เป็นกระทรวงแห่งการเรียนรู้ การอยู่ร่วมกัน ความเห็นต่างทั้งทางบวกทางลบ เคารพทุกฝ่าย แต่ความคิดเห็นนั้นต้องไม่กระทบต่อกฏหมาย ไม่กระทบต่อสถาบัน และไม่ก่อผลกระทบและสร้างความเสียหายให้กับบุคคลอื่นด้วย ก็ขอขอบคุณตัวแทนทุกคนถือเป็นเสียงหนึ่งจากการศึกษาไทยที่มาเป็นกำลังใจ ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีว่าการศธ.ยินดีรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย สถานการณ์บ้านเมืองเราตอนนี้มีปัญหามากพออยู่แล้วโดยเฉพาะปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด ศธ.พร้อมดูแลบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนให้มีความผลอดภัย ซึ่ง รมว.ศธ. ได้มีความพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ กำลังใจวันนี้จะทำให้ รมว.ศธ.ขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติต่อไป” นายวีระ กล่าว 

หัวอก ‘ครู ผู้ปกครอง นักเรียน’ กับการเรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581541

หัวอก‘ครู ผู้ปกครอง นักเรียน’ กับการเรียนออนไลน์

หัวอก‘ครู ผู้ปกครอง นักเรียน’ กับการเรียนออนไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 08.38 น.

หัวอก‘ครู ผู้ปกครอง นักเรียน’ กับการเรียนออนไลน์

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของครู ผู้ปกครอง นักเรียนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,749 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 14-17 มิถุนายน 2564 หัวข้อ “หัวอกครู ผู้ปกครอง นักเรียน กับการเรียนออนไลน์” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นกรณีวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา เป็นวันเปิดภาคเรียนทั่วประเทศ แต่เนื่องจากยังอยู่ในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้สถานศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถทำการเรียนการสอนแบบออนไซต์ได้ จึงต้องใช้วิธีการเรียนออนไลน์ ทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวให้พร้อมรับกับการเรียนแบบออนไลน์ สรุปผลได้ ดังนี้

1. จากที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เปิดเรียนวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ประชาชนคิดว่า ณ วันนี้ มีความพร้อมหรือไม่

ไม่พร้อม 51.35%        

พร้อม 32.33%       

ไม่แน่ใจ 16.32% 

2. ประชาชนคิดว่าการศึกษาไทย ณ วันนี้ พร้อมที่จะเรียนออนไลน์หรือไม่

ไม่พร้อม 63.30%        

พร้อม 21.31%       

ไม่แน่ใจ 15.39%

3. สิ่งที่ “ครู ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชนทั่วไป” กังวลเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์ คือ   

3.1)  ครู   

อุปกรณ์ไม่พร้อม อินเทอร์เน็ตช้า 77.18%  

ผู้ปกครองไปทำงาน ไม่มีใครดูแลผู้เรียนที่บ้าน 69.74%  

ผู้เรียนไม่เข้าใจ/เรียนไม่ทัน 67.31%       

3.2)  ผู้ปกครอง 

ไม่มีสมาธิ ขาดความกระตือรือร้น 66.16%   

ไม่เข้าใจเนื้อหาที่ครูสอน 64.64%    

ผู้เรียนได้ความรู้ไม่เต็มที่ 61.65%                                             

3.3)  นักเรียน  

เรียนไม่เข้าใจ เรียนไม่ทัน 74.25%   

ไม่ได้พบเพื่อน ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน 63.47%     

ได้ความรู้ไม่เท่ากับเรียนในห้องเรียน 62.28%

3.4)  ประชาชนทั่วไป  

ไม่มีสมาธิในการเรียนเท่าที่ควร  65.80%   

ไม่เข้าใจเนื้อหา เรียนไม่ทัน 61.92%   

อุปกรณ์ไม่พร้อม เช่น แท็บเล็ต อินเทอร์เน็ต 60.26%                     

4. สิ่งที่อยากให้ภาครัฐ/สถานศึกษาช่วยเหลือเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์ คือ

อันดับ 1 สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับเรียนออนไลน์ 62.22%

อันดับ 2 มีส่วนลด/ใช้อินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับผู้เรียน   58.28%

อันดับ 3 มีส่วนลดค่าบำรุงการศึกษา 55.80%

อันดับ 4 จัดการเรียนการสอนโดยเข้าใจถึงความแตกต่างของผู้เรียน 50.30%

อันดับ 5 มีนโยบายและมาตรการส่งเสริมการเรียนออนไลน์ 49.57%

5. ประชาชนคิดว่าการเรียนออนไลน์จะส่งผลกระทบต่อการศึกษาระดับชั้นใดมากที่สุด

ระดับปฐมวัย 35.57%    

ระดับประถมศึกษา 33.77%    

ระดับมัธยมศึกษา 23.51%     

ระดับอุดมศึกษา 7.15%

6. ประชาชนคิดว่าการเรียนออนไลน์จะทำให้คุณภาพการศึกษาไทยเป็นอย่างไร

แย่ลง 68.52%             

เหมือนเดิม 25.40%             

ดีขึ้น 6.08%             

* หมายเหตุ ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง (ค่าร้อยละจึงคำนวณในแต่ละข้อ)

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า เมื่อการเรียนออนไลน์ต้องมาเป็นทางเลือกหลัก แต่ยังมีสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่มีความพร้อม จึงทำให้การเรียนออนไลน์เพื่อป้องกันโควิด-19 ครั้งนี้ กลับกลายเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้น เนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ภาครัฐจึงควรสนับสนุนงบประมาณหรืออุปกรณ์ ช่วยเหลือทั้งกลุ่มครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษาไป

ด้าน ดร.เอื้ออารี จันทร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาระบบการเรียนรู้ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า การเรียนออนไลน์ในชีวิตวิถีใหม่นี้ ควรเป็นโอกาสและความท้าทายใม่ใช่อุปสรรคของการเรียนรู้ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องปรับ Digital Mindset ให้รู้คิด รู้ใช้ เข้าใจ เปิดใจ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเท่าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รัฐบาล-สถานศึกษา-ครู-ผู้ปกครอง ต้องร่วมมือสร้างความเชื่อมั่นและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ ทั้งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ทั่วถึงและเท่าเทียม ครูต้องปรับและเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้บนพื้นฐานของความเข้าใจพัฒนาการและพฤติกรรมของผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย เลือกใช้รูปแบบการเรียนรู้ สื่อ และกิจกรรมที่เหมาะสมและหลากหลาย ปรับรูปแบบเนื้อหาบทเรียนให้สั้นกระชับ ปรับการบ้านหรืองานเป็นงานย่อยๆ (Micro Content) ให้เข้าใจและเข้าถึงบทเรียนได้ง่าย  สร้างแรงกระตุ้นด้วย Edutainment เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกบทเรียนได้ด้วยตัวเอง ในแบบ “At their own pace”  หากผู้เรียนยังเล็กอยู่ หรือมีสมาธิสั้นเกินกว่าจะเรียนออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง ผู้ปกครองควรให้การสนับสนุนและติดตามการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง