สพป.เขต 2 จี้โรงเรียนเร่งสืบข้อเท็จจริงครูทำโทษ ป.6 นิ้วห้อเลือด พบประวัติเคยตบหน้า นร. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582650

สพป.เขต 2 จี้โรงเรียนเร่งสืบข้อเท็จจริงครูทำโทษ ป.6 นิ้วห้อเลือด พบประวัติเคยตบหน้า นร.

สพป.เขต 2 จี้โรงเรียนเร่งสืบข้อเท็จจริงครูทำโทษ ป.6 นิ้วห้อเลือด พบประวัติเคยตบหน้า นร.

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.53 น.

สพป.เขต 2 บุรีรัมย์  เร่งรัดให้ทางผู้บริหารโรงเรียน  ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง ครูวิทยาศาสตร์ทำโทษเด็ก ป.6 ให้จีบนิ้วแล้วใช้แปรงลบกระดานตีเกือบ 10 ครั้ง​ จนนิ้วและเล็บห้อเลือดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  เพื่อพิจารณาลงโทษตามระเบียบ  พบประวัติเคยตบหน้านักเรียนหญิงสมาธิสั้น เมื่อปี 61  จนถูกทำทัณฑ์บนไว้แต่ก็ก่อเหตุซ้ำอีก

วันที่ 24 มิถุนายน 2564 ความคืบหน้ากรณีที่ผู้ปกครองได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอความเป็นธรรมกรณีที่ลูกชายซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.6 โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ถูกครูสอนวิทยาศาสตร์​ ทำโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุ  ด้วยการให้ลูกจีบนิ้วแล้วใช้แปลงลบกระดานตีมือทั้งสองข้างรวม 9 ครั้ง จนปลายนิ้วมือและเล็บทั้งสองข้างห้อเลือด  ซึ่งมีนักเรียนในห้องโดนทำโทษแบบเดียวกัน 20 คน สาเหตุเนื่องจากนักเรียนไม่ได้ทำงานที่ครูสั่งทางไลน์ส่งตามเวลา เหตุเกิดเมื่อวันจันทร์ ที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนที่เกิดเหตุ ทราบว่า​ ครูวิทยาศาสตร์ยังเดินทางมาโรงเรียนตามปกติ  แต่ทางผู้บริหารให้พักการสอนไปทำหน้าที่อื่นชั่วคราว ส่วนเด็กที่ถูกครูคนดังกล่าวทำโทษก็เดินทางมาเรียนตามปกติ  สภาพจิตใจก็เริ่มดีขึ้น

ด้านนายบรรพต สรวนรัมย์ รอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ระบุว่า ในส่วนของทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 2 ต้นสังกัด ได้เร่งรัดให้ทางผู้บริหารโรงเรียน ที่เกิดเหตุ   ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นให้แล้วเสร็จโดยเสร็จ ซึ่งหลังจากได้ข้อสรุปผลการสืบข้อเท็จจริงแล้ว ทางโรงเรียนก็ต้องตั้งกรรมการสอบเอาผิดทางวินัยตามขั้นตอน  แต่จะเป็นวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง  และจะมีบทลงโทษอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทางโรงเรียน หลังจากดำเนินการแล้วก็ต้องรายงานผลให้ทาง สพป.ทราบ เพื่อจะได้รายงานศึกษาธิการจังหวัด  และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม​ เบื้องต้นทางครูที่กระทำก็ได้ไปขอโทษและพูดคุยกับผู้ปกครองนักเรียนแล้ว แต่ส่วนเรื่องวินัยก็ว่าไปตามระเบียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อปี 2561 เคยมีผู้ปกครองร้องเรียนว่าลูกสาวซึ่งเป็นเด็กสมาธิสั้น ขณะนั้นเรียนอยู่ ชั้น ป.5 ก็เคยถูกครูวิทยาศาสตร์คนดังกล่า ทำโทษด้วยการใช้มือตบหน้าอย่างแรงต่อหน้าเพื่อนในห้องเรียนเพียงเพราะลูกใส่ที่คาดผมไปโรงเรียน ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้ทำทัณฑ์บนเอาไว้ แต่ครูคนดังกล่าวก็มีพฤติกรรมทำโทษนักเรียนที่รุนแรงเกินกว่าเหตุซ้ำอีก ซึ่งครั้งนี้ผู้ปกครองก็รอดูว่าทางโรงเรียนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีบทลงโทษทางวินัยกับครูคนดังกล่าวอย่างไร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองหลายๆคน ที่ส่งบุตรหลานมาเรียน

‘ครูกัลยา’ ร่วมเสวนาทางวิชาการกับ ‘จุฬา-สอศ-กสศ.’ พัฒนาการเรียนการสอนทุกรูปแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582649

'ครูกัลยา' ร่วมเสวนาทางวิชาการกับ 'จุฬา-สอศ-กสศ.' พัฒนาการเรียนการสอนทุกรูปแบบ

‘ครูกัลยา’ ร่วมเสวนาทางวิชาการกับ ‘จุฬา-สอศ-กสศ.’ พัฒนาการเรียนการสอนทุกรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.52 น.

“ครูกัลยา”ร่วมเสวนาทางวิชาการกับ “ จุฬา-สอศ-กสศ.”พัฒนาการเรียนการสอนลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในทุกรูปแบบ 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ  ร่วมเสวนา หัวข้อ “เปลี่ยนความต้องการพิเศษ เป็นพลังเพื่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน” 1st International Virtual Symposium on Vocational Education for All : Transforming Special Needs to Forces for Inclusive Society งานดังกล่าวจัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ ด้านการศึกษาสายอาชีพเพื่อคนทุกคน ครั้งที่ 1

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า    กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งผู้พิการหรือผู้ที่มีความต้องการพิเศษ โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายที่ส่งเสริมความเท่าเทียมในทุกกลุ่มพื้นที่และทุกคนรวมทั้งผู้ที่มีความต้องการพิเศษนับล้านคนที่ทุกคนจะได้รับการส่งเสริมทักษะวิชาชีพที่เหมาะสม ได้รับสิทธิและโอกาสในการประกอบอาชีพด้วยตัวเอง และจากภาคประชาสังคม

อย่างไรก็ตาม ​ต้องขอขอบคุณการดำเนินการในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นความร่วมมือของหน่วยงานด้านการศึกษา  ทั้ง กสศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนับได้ว่าเป็นการวางแผนที่สอดประสานกับยุทธศาสตร์ 20 ปี  ในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การสร้างโอกาส เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาและผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษตลอดทุกช่วงชีวิต  หวังว่าจากการปะชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้จะได้ตกผลึกเป็นบทสรุปร่วมกันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ในการพิจารณาคุณภาพผู้เรียน ครู บุคลากร และระบบการบริหารจัดการสถานศึกษาให้เป็นแนวทางต้นแบบการปฏิบัติที่ดีให้กับการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ ของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษในประเทศไทย

ด้าน รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ.  กล่าวว่า กสศ. ได้พัฒนาโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงและได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับสำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีแนวคิดที่จะให้การศึกษาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำจึงจะพัฒนาต้นแบบทำงานในลักษณะ social lab ผ่านการสนับสนุนทุนให้แก่นักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน 20% ล่างสุดของประเทศ และกลุ่มนักเรียนที่มีความพิการให้มีโอกาสเรียนต่อสายอาชีพชั้นสูงและมีงานทำทันทีเมื่อจบการศึกษาในสาขาที่ตลาดแรงงานของประเทศ

​นอกจากนี้ โครงการนี้ยังให้การสนับสนุนทุนให้แก่สถานศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบหลักสูตรที่เป็นนวัตกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีทักษะรอบด้าน ความร่วมมือกับภาคเอกชนในลักษณะ Co-Funding และการส่งเสริมการมีงานทำ พัฒนาเป็นระบบต้นแบบ ที่จะส่งต่อให้หน่วยงานหลักในการขยายผลเชิงปฏิรูป โดยทางโครงการได้ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2562  จนถึงปัจจุบัน ร่วมกับ  95 สถาบันกระจายตัวใน 43 จังหวัดทั่วประเทศ  มีจำนวนนักศึกษาสะสม 6,262 คน ในจำนวนนี้ เป็นนักศึกษาที่มีความต้องการพิเศษ (พิการ) ทั้งกลุ่มร่างกาย สติปัญญา สองรุ่นรวม 197 คน  ซึ่งดำเนินการร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษา 10 แห่ง ใน 7 จังหวัด  การทำงานนี้มุ่งหวังว่าจะเป็นการสร้างต้นแบบช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป ตามแนวคิด “สร้างความพิเศษเป็นพลัง”

ด้าน ดร.อรรถพล สังขวาสี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)​ กล่าวว่า สอศ. มีนโยบายการจัดการศึกษาให้กับผู้พิการ ผู้ที่มีความต้องการพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับ ปวช. ปวส. หลักสูตรระยะสั้น รีสกิล อัพสกิล ให้ผู้เรียน ไปจนถึงการจัดการเรียนรวม บริการสนับสนุนทางการศึกษา เพื่อสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพการศึกษาให้กับผู้เรียน แม้จะมีความแตกต่างทางร่างกาย แต่คุณภาพต้องเท่ากัน ซึ่งที่ผ่านมา สอศ. ได้รับการสนับสนุน จากทั้ง กสศ. และ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งได้เน้นส่งเสริมดูแลสวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ ทักษะบุคลากร การจัดการเรียนการสอน การเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำร่วมกับสถาบันการศึกษาทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่พัทยา วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ และวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์  

น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. กล่าวว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ พยายามมุ่งเน้นการพัฒนาต้นแบบการศึกษาให้เด็กยากจนด้อยโอกาส ได้เรียนสูงกว่าระดับชั้น ม.6 ในสายอาชีวศึกษาและพยายามตอบโจทย์หลายเรื่องไปพร้อมกันร่วมทั้งการเปิดโอกาสให้น้องๆ  ที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาต้นแบบในลักษณะ social lab โดย กสศ.ต้องอาศัยความร่วมมือทางวิชาการกับหลายฝ่ายทั้ง คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอศ. ภาคนโยบายที่ดูแลสถานศึกษาที่ต้องทำงานไปด้วยกัน ​​การมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอย่างคณะครุศาสตร์จุฬา ฯ หรือมีวิทยากรจากต่างประเทศเข้ามาช่วยมาแลกเปลี่ยน ทำให้การเรียนการสอนทันสมัยสอดคล้องความต้องการของโลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม หัวหน้าโครงการ ฯ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเป้าหมายของงานครั้งนี้คือการนำเสนอผลงานที่ผ่านมาในรอบ 1 ปีของสถาบันต่าง ๆ และเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้เป็นวาระสำคัญเพื่อเชิญบุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษทั้งภาครัฐและเอกชนมาพบกัน ซึ่งจะนำไปสู่การตกผลึกถึงแนวทางในการสนับสนุนผลักดันเรื่องการศึกษาและการมีงานทำสำหรับเยาวชนกลุ่มนี้ รวมถึงอีกประการหนึ่งยังเป็นการแลกเปลี่ยนบทเรียนจากต่างประเทศ โดยได้เชิญอาจารย์ที่ทำงานวิจัยด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษจากประเทศจีน ไอร์แลนด์ และออสเตรเลีย มานำเสนอบทเรียนที่น่าสนใจเพื่อพัฒนาแนวทางในการจัดการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น

‘คุรุสภา ONE’ ติดอาวุธบริการออนไลน์ไม่ต้องเดินทาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582638

‘คุรุสภา ONE’ ติดอาวุธบริการออนไลน์ไม่ต้องเดินทาง

‘คุรุสภา ONE’ ติดอาวุธบริการออนไลน์ไม่ต้องเดินทาง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.23 น.

‘ดิศกุล’ เร่งเพิ่มเขี้ยวเล็บให้เจ้าหน้าที่คุรุสภาภายใต้นโยบาย ‘คุรุสภา ONE’ จัดสรรบุคลากรกระจายงานจากส่วนกลางไปภูมิภาค ทำงานเป็นหนึ่งเดียวผ่านระบบ TEPIS และ KSP e-Serviceทุกคนสามารถทำงานออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา

24 มิ.ย.64 ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เป็นองค์กรมหาชน ลำดับแรกๆ ที่ได้ปรับการทำงานให้เป็นรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและลดการใช้เอกสาร ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดทำระบบสารสนเทศเพื่อให้บริการผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (Teachers and Education Personnel Information System : TEPIS) พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนเปิดให้บริการแอปพลิเคชัน ‘คุรุ On Mobile’ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะรวมทุกบริการของคุรุสภาไว้ในแอปพลิเคชันนี้ รวมถึงการประชาสัมพันธ์งานของคุรุสภาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง เช่น ผ่านทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก LINE Official IG Twitter  เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ และเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ     โควิด-19 คุรุสภา ก็สามารถปรับตัวทำงานผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างราบรื่น ถือเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพราะทำให้เจ้าหน้าที่และผู้รับบริการได้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และสามารถใช้งานและขอรับบริการ    ผ่านระบบออนไลน์ของคุรุสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ระบบ TEPIS ให้บริการทุกงานของคุรุสภา ตั้งแต่งานมาตรฐานวิชาชีพ     งานใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ งานพัฒนาวิชาชีพ งานยกย่องวิชาชีพ และงานจรรยาบรรณวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังมีระบบ KSP e-Service ประกอบด้วย 1) ดำเนินการด้วยตนเอง (KSP Self-Service) ให้บริการขอขึ้นทะเบียนและขอต่ออายุใบอนุญาตฯ การยื่นผลงานวิจัยของคุรุสภา และครูอาวุโส 2) ดำเนินการผ่านสถานศึกษา (KSP School) ให้บริการข้อมูลทะเบียน การต่ออายุใบอนุญาต การขอหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แบบประเมินปฏิบัติการสอน การขอรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา และ 3) ดำเนินการผ่านสถาบันผลิตครู (KSP Bundit) ให้บริการรับรองหลักสูตรการผลิตครู ข้อมูลผู้เข้ารับการศึกษา และข้อมูลผู้สำเร็จการศึกษา

นอกจากนี้ คุรุสภามีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาระหว่างหน่วยงานผ่านระบบบูรณาการฐานข้อมูลประชาชนและการบริการภาครัฐ (Linkage Center) เช่น การขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียน ประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน เป็นต้น โดยใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ในการตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและเพื่อเป็นปัจจุบัน รวมถึงการการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีผ่านบริการ Web Service กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ดร.ดิศกุล กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาคุรุสภาได้ดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดให้กำลังคนภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสม และมีสมรรถนะสูง พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ปัจจุบันคุรุสภามีเจ้าหน้าที่ประจำที่ส่วนกลาง 188 คน และเจ้าหน้าที่คุรุสภา ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด 166 คน โดยดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษามากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งคณะกรรมการคุรุสภาที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้รับทราบและให้คุรุสภาดำเนินการวางแผนในการบริหารจัดการกำลังคน พัฒนาการทำงาน และใช้คนที่มีอยู่ทำงานให้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างสมรรถนะก่อให้เกิดประโยชน์ที่สุด โดยทำงานออนไลน์ร่วมกันผ่านระบบ TEPIS ระบบ KSP e-Service และระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ (MIS) ซึ่งจะทำให้การทำงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยระบบเครือข่ายอินทราเน็ตของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (VPN.)

“จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ผ่านมา คุรุสภาได้ปรับลดเวลาและวันทำงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มอบหมายให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัยตามความเหมาะสมและส่งเสริมให้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของคุรุสภาในการปฏิบัติงานทุกชนิด พบว่า     มีผลเป็นที่น่าพอใจ และผมกำลังผลักดันให้มีการติดอาวุธให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนภายใต้นโยบาย ‘คุรุสภา ONE’ หรือ One Network for Everyone  เพื่อให้สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ผมเชื่อว่า ถ้าสามารถสร้างเครือข่ายของคุรุสภาได้อย่างเข้มแข็ง คุรุสภาจะสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว ทำให้การทำงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเป็นเนื้อเดียวกันได้ นอกจากนี้จะใช้หลักการทำงานเสริมอำนาจ หรือ Empowerment  ให้แก่เจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง เช่น จัดสรรอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาค ช่วยปฏิบัติงานตามภารกิจของส่วนกลาง แต่ยังปฏิบัติงาน ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด โดยมีการกำหนดแผนการมอบหมายงานอย่างชัดเจน และมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานเป็นหลัก การพัฒนาให้เจ้าหน้าที่คุรุสภาจังหวัดเป็นตัวแทนของคุรุสภาส่วนกลาง ทำงานด้านการสอบสวนทางจรรยาบรรณ  โดยจะมีการอบรมองค์ความรู้ เพิ่มเขี้ยวเล็บการทำงานด้านนี้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินคดีต่างๆรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ดร.ดิศกุล กล่าว

จุฬาฯ วิจัยสำเร็จ แปลงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล นำกลับมาใช้ใหม่ ลดโลกร้อน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582382

จุฬาฯ วิจัยสำเร็จ แปลงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล  นำกลับมาใช้ใหม่ ลดโลกร้อน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

จุฬาฯ วิจัยสำเร็จ แปลงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล นำกลับมาใช้ใหม่ ลดโลกร้อน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คิม ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสบความสำเร็จในการแปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล สารตั้งต้นสำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมเคมีและการสังเคราะห์ อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมเครื่องใช้ ไฟฟ้าและสารเคลือบ เป็นต้น นอกจากนี้ เมทานอลสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เคมีสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้หลากหลาย อาทิ ไดเมทิลอีเทอร์ (Dimethyl Ether หรือ DME) ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อให้ความร้อน และไดเมทิลคาร์บอเนต (Dimethyl Carbonate หรือ DMC) ซึ่งใช้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมสี อุตสาหกรรมกาว ใช้เป็นตัวประสานและจัดเป็นวัสดุพลาสติกประเภทหนึ่ง ใช้ในชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องบิน อุปกรณ์ไฟฟ้า แว่นตานิรภัย อุปกรณ์กันกระแทก ที่สำคัญคือใช้เป็นสารอิเล็กโทรไลต์ในแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นทุกขณะ

อาชีวะอุบลฯ ป้องกันโควิด-19 เปิดเทอมแบบผสม แบ่งกลุ่มสลับเรียน แบบ ‘On-site’ และ ‘On-line’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582375

อาชีวะอุบลฯ ป้องกันโควิด-19 เปิดเทอมแบบผสม  แบ่งกลุ่มสลับเรียน แบบ ‘On-site’ และ ‘On-line’

อาชีวะอุบลฯ ป้องกันโควิด-19 เปิดเทอมแบบผสม แบ่งกลุ่มสลับเรียน แบบ ‘On-site’ และ ‘On-line’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี กล่าวว่า ได้กำหนดการจัดการเรียนการสอนรูปแบบแบ่งกลุ่มผู้เรียนสลับเรียน คือ เรียนแบบ On-site ที่สถานศึกษา โดยกำหนดให้นักเรียน นักศึกษาจัดตารางเข้าชั้นเรียนและฝึกปฏิบัติในแต่ละชั้นเรียน เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 20 คน สลับกลุ่มมาเรียนเป็นรายสัปดาห์ ด้วยการจัดให้กลุ่ม 1 มาเรียนที่สถานศึกษา ให้กลุ่ม 2 เรียนแบบ On-line ที่บ้าน ตามชั่วโมงในตารางเรียน และในสัปดาห์ถัดไปให้กลุ่มที่ 2 มาเรียนที่สถานศึกษา และกลุ่มที่ 1 เรียนแบบออนไลน์อยู่ที่บ้าน สลับกลุ่มไปเช่นนี้จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะคลี่คลาย หรือมีประกาศเปลี่ยนแปลงจากทางจังหวัดอุบลราชธานี และยังกำชับให้ครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษาทุกคนจะต้องผ่านจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิบริเวณทางเข้า-ออกของวิทยาลัยทุกครั้ง พร้อมกำหนดมาตรการสวมหน้ากากอนามัย หรือ Face Shield ทุกคน 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องล้างมือด้วยแอลกอฮอล์

ม.อ.ค้นพบ ‘ตำหยาวสี่ขีด’ พืชชนิดใหม่ของโลก เร่งศึกษาและวิจัยคุณสมบัติ ต่อยอดสกัดสารต้านเชื้อโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582381

ม.อ.ค้นพบ ‘ตำหยาวสี่ขีด’ พืชชนิดใหม่ของโลก  เร่งศึกษาและวิจัยคุณสมบัต ต่อยอดสกัดสารต้านเชื้อโรค

ม.อ.ค้นพบ ‘ตำหยาวสี่ขีด’ พืชชนิดใหม่ของโลก เร่งศึกษาและวิจัยคุณสมบัต ต่อยอดสกัดสารต้านเชื้อโรค

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ค้นพบ“ตำหยาวสี่ขีด” พืชชนิดใหม่ของโลก บริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำตกสี่ขีด จ.นครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นไม้ต้น ใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับ รูปรี จนถึงรูปขอบขนาน จนถึงรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โดยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ “Alphonsea annulata” ตามลักษณะของผลย่อยเวลาแห้งผิวจะมีลักษณะคล้ายรูปวงแหวน พร้อมเดินหน้าศึกษาและวิจัยคุณสมบัติสกัดสารเพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพในอนาคต  

สำหรับพืชชนิดใหม่นี้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2562 จากบริเวณน้ำตกสี่ขีด อุทยานแห่งชาติน้ำตกสี่ขีด อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และตัวอย่างพรรณไม้นี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์พืชแห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU Herbarium) โดยยังไม่มีการระบุชื่อพรรณไม้ระดับชนิดมาก่อน เมื่อมีการตรวจสอบลักษณะสัณฐานวิทยาอย่างละเอียด พร้อมกับตรวจสอบเอกสารงานวิจัยทางอนุกรมวิธานที่เกี่ยวข้อง สามารถยืนยันได้ว่าตำหยาว เป็นพืชชนิดใหม่ของโลกโดยได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Alphonsea annulata” ตามลักษณะของผลย่อยเวลาแห้งผิวจะมีลักษณะคล้ายรูปวงแหวน และเตรียมนำข้อมูลพื้นฐาน ต่อยอดในการศึกษาคุณสมบัติ ผ่านการวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อนำไปใช้เป็นสารสกัดต่อต้านเชื้อโรค ซึ่งคาดว่าจะเป็นพืชตัวเลือกอีกชนิดหนึ่งในการสกัดสารเพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพ 

ศธ. รับมอบสื่อป้องกันโควิด-19 ในโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582372

ศธ. รับมอบสื่อป้องกันโควิด-19 ในโรงเรียน

ศธ. รับมอบสื่อป้องกันโควิด-19 ในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการฝ่ายการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) รับมอบชุดสื่อการสอนแนวทางการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อใช้ภายในโรงเรียน จากมูลนิธิเสนาะ อูนากูล ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ โดยมี ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบ และประธานสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมแห่งประเทศไทย ผศ.อภิเนตร อูนากูล กรรมการมูลนิธิเสนาะ อูนากูล เพื่อนำไปใช้ในภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กในระดับประถมศึกษา ซึ่งนอกจากเด็กจะเพลิดเพลินกับแอนิเมชั่นแล้ว ยังให้แนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ

อว.จ้างงาน U2T ได้ถึง 95.4 เปอร์เซ็นต์ กว่า 5.7 หมื่นคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582417

อว.จ้างงาน U2T ได้ถึง 95.4 เปอร์เซ็นต์ กว่า 5.7 หมื่นคน

อว.จ้างงาน U2T ได้ถึง 95.4 เปอร์เซ็นต์ กว่า 5.7 หมื่นคน

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.24 น.

อว.จ้างงาน U2T ได้ถึง 95.4 เปอร์เซ็นต์ กว่า 5.7 หมื่นคน

23 มิถุนายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้โดยได้หยิบยกรายงานผลการดำเนินโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการหรือโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย(U2T) ระยะ 3 เดือน(ก.พ. – เม.ย.2564) ของ อว.ให้ ครม.พิจารณา โดยผลการดำเนินงานของโครงการ U2T ณ วันที่ 3 เม.ย.2564 ปรากฏว่า สามารถจ้างงานได้ทั้งสิ้น จำนวน 57,264 คน คิดเป็นร้อยละ 95.4 เปอร์เซ็นต์ของเป้าหมาย

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ครม.ยังได้รับทราบผลการดำเนินการของผู้ได้รับการจ้างงานโครงการ U2T ว่าได้มีการข้อมูลชุมชน ข้อมูลตำบลได้สมบูรณ์แล้ว 2,898 ตำบลหรือคิดเป็นร้อยละ 96.60 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดและได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ากว่าร้อยละ 45.8 เป็นตำบลที่มีศักยภาพมุ่งสู่ความยั่งยืนและความพอเพียง ขณะที่กว่าร้อยละ 50.8 เป็นตำบลที่พอจะอยู่รอดจากความยากลำบากและยังอยู่ในภาวะลำบาก

นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความพร้อมในการเฝ้าระวังโควิด – 19 และโรคระบาดใหม่ พบว่าในภาพรวมทั้งประเทศ มีการตระหนักรู้และเฝ้าระวังโรคโควิด -19 มากกว่าร้อยละ 86 และที่สำคัญ ได้มีการจัดเก็บข้อมูล 2 ส่วน คือ ข้อมูลที่มีอยู่เดิมจากฐานข้อมูลหน่วยงานและข้อมูลจัดเก็บเพิ่มเติมผ่าน U2T แอพพลิเคชั่น ซึ่งได้มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นในการจัดเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้วและได้มีการทดสอบระบบและการจัดเก็บข้อมูลในบางตำบลไปบ้างแล้วและได้เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลจริงในเดือน มิ.ย.เป็นต้นไป และ กลุ่มข้อมูลชุมชนที่จัดเก็บผ่านแอพพลิเคชั่น U2T ได้แก่ 1.ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น พืช สัตว์ เห็ด รา เป็นต้น 2.ข้อมูลความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น ข้อมูลพื้นที่ท่องเที่ยว อาหารประจำถิ่น ภาษา และกลุ่มอาชีพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นต้น

ศ.ดร.เอนก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผู้ได้รับการจ้างงานยังได้รับการพัฒนาทักษะใน 4 ด้านในช่วงเดือน ก.พ. – เม.ย.ที่ผ่านมาจากสถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและสถาบัน Change Fusion ผ่านหลักสูตรอี–เลิร์นนิ่ง ด้านการเงิน จำนวน 10,299 คนหรือ 17.7 เปอร์เซ็นต์ ด้านดิจิทัล จำนวน 4,920 คนหรือ 8.2 เปอร์เซ็นต์ ด้านภาษาอังกฤษ จำนวน 3,701 คนหรือ 6.2 เปอร์เซ็นต์และด้านสังคม จำนวน 1,236 คนหรือ 2.1 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ ผู้ได้รับการจ้างงานโครงการ U2T มีการยกระดับเศรษฐกิจในภาพรวมผ่านการดำเนินกิจกรรมรายตำบล 3,000 ตำบลทั้งสิ้น 9,679 โครงการ อาทิ การพัฒนาสัมมาชีพใหม่และสร้างอาชีพใหม่ อาทิ ยกระดับสินค้าโอท็อป และอาชีพอื่นๆ จำนวน 2,730 โครงการ การสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การยกระดับการท่องเที่ยว จำนวน 2,047 โครงการ การนำองค์ความรู้ไปช่วยบริการชุมชน เช่น เรื่องสุขภาพ เทคโนโลยีด้านต่างๆ จำนวน 2,422 โครงการ การส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ การเพิ่มรายได้หนุมนเวียนให้แก่ชุมชน จำนวน 2,318 โครงการ เป็นต้น สำหรับผลลัพธ์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา คือ มีเงินหมุนเวียนในชุมชนไม่น้อยกว่าเดือนละ 700 ล้านบาทต่อเดือน มีการจ้างงงานคนในพื้นที่มากกว่า 5.3 แสนคนและทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่

ทั้งนี้  คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้ อว.ไปดำเนินการในระยะต่อไป ประกอบด้วย 1.เร่งให้มีการจ้างงานในพื้นที่ให้ครบถ้วนตามที่กำหนด 2.เร่งพัฒนาทักษะผู้ได้รับการจ้างให้ครบทุกหลักสูตรและ 3.ให้จัดทำรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ U2T รวม 9,679 โครงการเพื่อเชื่อมโยงกับการจัดทำข้อมูลตำบลเพื่อแก้ปัญหาต่อไป    

อลังการ!! ‘ศ.ศ.ป.’ ชวนประกวดแฟชั่น SACICT Award 2021 ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582384

อลังการ!!‘ศ.ศ.ป.’ชวนประกวดแฟชั่น SACICT Award 2021 ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen

อลังการ!!‘ศ.ศ.ป.’ชวนประกวดแฟชั่น SACICT Award 2021 ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.08 น.

“ศ.ศ.ป.” เชิญชวนผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายแฟชั่นผ้าไทยเข้าประกวดโครงการ SACICT Award 2021 “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” เฟ้นหาผู้ที่มีความสามารถด้านแฟชั่นผ้าไทยจากทุกภูมิภาค

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. ได้จัดการประกวดผลงานศิลปหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ SACICT Award 2021 ภายใต้หัวข้อ “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” ใน 4 ภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์ในการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถด้านการออกแบบแฟชั่น และเครื่องแต่งกาย ได้นำเสนอแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบแฟชั่น และเครื่องแต่งกายผ้าไทย ที่สื่อถึงกระบวนการ และเทคนิคเชิงช่างดั้งเดิมผสมผสานกับเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาลวดลาย รูปแบบ ให้มีความร่วมสมัย ส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ใช้สอยที่เข้ากับวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงการนำเรื่องราวจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ ให้เกิดแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรม

โดยมีการจัดทำวีดิโอประชาสัมพันธ์การประกวดโครงการ SACICT Award 2021 “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” ในชื่อ Road to SACICT Award 2021 ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพื่อเชิญชวนผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายแฟชั่นผ้าไทยจากทุกภูมิภาค เข้าร่วมการประกวดโครงการในครั้งนี้ เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 700,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ อีกทั้งผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับการส่งเสริมและอบรมองค์ความรู้เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เป็นการเปิดโอกาสให้ก้าวสู่วงการแฟชั่นชั้นนำ โดยคุณพรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวถึงการจัด SACICT Award 2021 ในครั้งนี้ว่า “เราต้องการที่จะให้คนไทยเกิดความรู้สึกว่าการสวมใส่ผ้าไทยนั้นดูดี พร้อมเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจในความงดงามของศิลปะบนผืนผ้าไทย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน”

นอกจากนี้ยังได้ Make-up Artist และ Influencer ตัวแม่อย่าง คุณแพรี่พาย อมตา จิตตะเสนีย์ มาเล่าถึงมุมมองของตนที่มีต่อแฟชั่นและผ้าไทยในยุคปัจจุบัน โดย Influencer ด้านผ้าไทยรายนี้ได้กล่าวแนะนำให้คนรุ่นใหม่ภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเองที่สามารถสวมใส่อะไรก็ได้อย่างมั่นใจ ก่อนจะทิ้งท้ายโดยการเชิญชวนคนรุ่นใหม่ดึงศักยภาพของตัวเอง ในสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นชุดผ้าไทยที่สวยงามออกมาให้ได้มากที่สุด

โครงการประกวด SACICT Award 2021 “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” เป็นการประกวดเพื่อหาผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายแฟชั่นผ้าไทยจากทุกภูมิภาค เปิดโอกาสให้แก่บุคคลทั่วไปและนิสิตนักศึกษา เพื่อร่วมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 700,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ อีกทั้งผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับการส่งเสริมและอบรมองค์ความรู้เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เป็นการเปิดโอกาสให้ก้าวสู่วงการแฟชั่นชั้นนำ โดยเปิดรับสมัครผลงานเข้าร่วมประกวด ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2564 สามารถสมัครและติดตามรายละเอียดได้ที่ FACEBOOK : SACICT Award 2021 และ http://www.sacictaward2021.com หรือสอบถามข้อมูล โทร 084-4247464, 063-0944388

ติดตามชมคลิปประชาสัมพันธ์ได้ที่ https://fb.watch/6iu69IlcTt/

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดหลักสูตรใหม่ ‘พยาบาลศาสตรบัณฑิต’ รองรับวิชาชีพขาดแคลน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582322

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดหลักสูตรใหม่ ‘พยาบาลศาสตรบัณฑิต’ รองรับวิชาชีพขาดแคลน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดหลักสูตรใหม่ ‘พยาบาลศาสตรบัณฑิต’ รองรับวิชาชีพขาดแคลน

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 13.07 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดหลักสูตรใหม่ ‘พยาบาลศาสตรบัณฑิต’ รับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา เรียน 5 เทอม รองรับวิชาชีพขาดแคลน เพราะพยาบาลเปรียบเสมือนหัวใจหลักของระบบสุขภาพ

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผย โลกกำลังขาดแคลนพยาบาล และควรมีการผลิตพยาบาลให้ได้อย่างต่ำ 6 ล้านคน ภายในปี คศ. 2030 ทั้งนี้ยังเพื่อเป็นการรองรับการขาดแคลน เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ตัวอย่างเช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19

ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนพยาบาล ทั้งในภาวะปกติ ภาวะฉุกเฉิน อย่างเช่นในสถานการณ์โควิดและในภาวะเตรียมความพร้อมสู่การเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)”

พยาบาลวิชาชีพในยุค 5.0 สำหรับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางกระแสความขาดแคลนกำลังคน และ โรคอุบัติใหม่ ความรอบรู้ทั้งเรื่องมนุษย์ สังคมยุคใหม่ เทคโนโลยี  และ ความรู้ทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่ไม่มีจุดสิ้นสุด  การสร้างทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม (reskill) และ เพิ่มความสามารถในการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เข้ากับการทำงาน (Upskill) จึงเป็นประเด็นที่สำคัญในการพัฒนาบัณฑิต พยาบาลศาสตรบัณฑิต สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น เป็น หลักสูตรใหม่ ที่ขยายโอกาสและรองรับความขาดแคลนและเติมเต็มสมรรถนะ ให้สมบูรณ์ ตอบโจทย์ด้านสุขภาพของประเทศ เปิดรับสมัคร รุ่น 1 เดือนมิถุนายน 2564 จำนวนรับสมัคร 100 คน

ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ต้องการสืบทอดพระราชปณิธานในการขจัดทุกข์บำรุงสุข แก่ประชาชน ซึ่งจัดตั้ง สภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขึ้นพร้อมรับนักศึกษา หลักสูตรพยาบาล

ศาสตรบัณฑิต รุ่นแรกในปีการศึกษา 2560 จำนวน 50 คน มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถ รอบรู้ในศาสตร์ทางการพยาบาลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมีคุณธรรมจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพการพยาบาล มีอุดมการณ์ มีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อวิชาชีพและเป็นพลเมืองดีที่สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม ภายใต้ปรัชญา “ดูแลคนด้วยหัวใจ”

รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่าเพื่อตอบสนองพระปณิธาน อีกทั้งยังเป็นการรองรับสถานการณ์และปัญหาสาขาวิชาชีพขาดแคลน สถาบัน ววจ. ได้เปิด หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2564 คือ พยาบาลศาสตรบัณฑิต สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น โดยรับบุคคลที่จบปริญญาตรีสาขาอื่นที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นพยาบาลวิชาชีพ มุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะเรื่องการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม และ การพัฒนาคุณภาพการพยาบาล อีกทั้งยังเป็นไปตามพันธกิจของสถาบัน ซึ่งมุ่งตอบสนองความต้องการของประเทศ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมผู้สูงอายุ และการเพิ่มกำลังคนสาขาหลักของสาธารณสุข

หลักสูตรนี้ผลิตบุคลากรสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มุ่งขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับบุคคลโดยไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติ หรือเศรษฐานะ ให้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ในการแก้ปัญหาโดยรวม อาทิ ตอบสนองความต้องการบุคลากรพยาบาลของประเทศที่กำลังขาดแคลน ปัญหาการว่างงานของประชาชน ส่งเสริมคุณภาพการบริการทางสุขภาพ และพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการบริการทางสุขภาพ โดยทางสถาบันฯ มีความพร้อมอย่างมากในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษามีศักยภาพสามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริการทางสุขภาพ รองรับความต้องการในวิชาชีพขาดแคลน

ทั้งนี้ คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบบัณฑิตซึ่งมีทักษะความเชี่ยวชาญ ภายใต้ปรัชญาของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต” จึงได้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องและพัฒนาหลักสูตรสม่ำเสมอ ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง เน้นสร้างประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง รวมทั้งปรับระบบการเรียนการสอนให้เป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักศึกษามีทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล รู้จักเรียนรู้ตลอดชีวิต

หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น) มีจุดเด่นที่ใช้ระยะเวลาในการศึกษาเพียง 2 ปี 6 เดือน  จะมุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะเรื่องการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม และที่สำคัญคือการพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาล มีระบบการเทียบโอนหน่วยกิตรับบุคคลที่จบปริญญาตรีสาขาอื่นที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นพยาบาลวิชาชีพ และใช้การเรียนรู้ที่เน้นการเรียนแบบผู้ใหญ่ (Adult learning) มุ่งให้มีมีประสบการณ์จริงทั้งในห้องปฎิบัติการเสมือนจริงและการปฎิบัติในโรงพยาบาลและในชุมชน ใช้กระบวนการเรียนแบบผสมผสาน (Blended learning) ทั้ง online และ onsite มีโครงการและกิจกรรมภาคสังคมให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติเพื่อเพิ่มพูนทักษะต่างๆ อาทิเช่น การทำงานวิจัยร่วมกับคณาจารย์  การให้บริการวิชาการแก่ประชาชน และ การออกหน่วย พอ.สว. ร่วมกับสหวิชาชีพ

สำหรับ คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่น ที่ไม่ใช่สาขาพยาบาล และต้องมีระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า /2.50 (จากหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม/กระทรวงศึกษาธิการ/ทบวงมหาวิทยาลัย)  มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่เจ็บป่วยหรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือมีความผิดปกติที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบอาชีพ เช่น ตาบอดสีรุนแรง หูหนวกหรือหูตึง เป็นต้น     

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา คณบดี ยังกล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน พยาบาลวิชาชีพ มีความสำคัญในสถานบริการด้านสุขภาพทุกระดับ ตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือปฏิบัติงานในสถานประกอบการต่างๆ ที่ให้บริการด้านสุขภาพ อาทิเช่น โรงงาน โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น นักวิจัยปฏิบัติงานในสถาบันวิจัยหรือนักวิจัยอิสระ นักประกอบการทางสุขภาพ ผู้ดำเนินการสถานดูแลสุขภาพ หรือประกอบอาชีพอิสระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

อีกทั้งระดับมหภาค “พยาบาล”เป็นวิชาชีพขาดแคลน จากข้อมูลตามรายงานของสภาพยาบาลและสภาการพยาบาลระหว่างประเทศและองค์การอนามัยโลกระบุว่า วิชาชีพพยาบาล เป็นกลุ่มบุคลากรทางสุขภาพที่มีสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็น ร้อยละ 59 ของวิชาชีพด้านสุขภาพ  ขณะที่ทั่วโลกมีพยาบาลวิชาชีพอยู่ราว 28 ล้านคน ซึ่งในระยะสั้นช่วง 10 ปีข้างหน้า ความต้องการพยาบาลจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5.9 ล้านคน เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น ผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรนี้สามาถมั่นใจในโอกาสการทำงาน

สำหรับผู้สนใจ กำหนดการ เปิดรับสมัคร รุ่น 1 จำนวนรับสมัคร 100 คน วันที่ 28 มิถุนายน  – 10 กรกฎาคม 2564 และเปิดภาคเรียน เดือนสิงหาคม 2564

สอบถามเพิ่มเติม โทร: 089-671-0633 (ในเวลาราชการ)

สมัครออนไลน์: http://nurse.pccms.ac.th/ ,  Email: nursing@pccms.ac.th , Fakebook: @nurse.pccms