แพทย์เผยงานวิจัย ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ก่ออันตรายไม่ต่างจากบุหรี่จริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583336

แพทย์เผยงานวิจัย‘บุหรี่ไฟฟ้า’  ก่ออันตรายไม่ต่างจากบุหรี่จริง

แพทย์เผยงานวิจัย‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ก่ออันตรายไม่ต่างจากบุหรี่จริง

วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยงานวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าชิ้นใหม่โดยคณะวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโกสหรัฐอเมริกา เปรียบเทียบผลของไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าประเภท Pod ชนิดที่บรรจุน้ำยาพร้อมใช้หมดแล้วทิ้ง ที่กำลังนิยมในกลุ่มวัยรุ่น บุหรี่ไฟฟ้าแบบ Tank ที่ใช้วิธีเติมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และควันของบุหรี่แบบธรรมดา ต่อการทำงานของเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดแดงของหนูทดลอง

พบว่า เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดแดงของหนูทดลองที่ได้รับไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งสองแบบ และควันจากบุหรี่ธรรมดาถูกทำลายในระดับพอๆ กันที่34%-58% ขณะที่ระดับนิโคตินในเลือดของหนูที่ได้รับไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้าแบบ Pod สูงกว่าบุหรี่ประเภทอื่นๆ ประมาณ 5-8 เท่า ขณะที่ระดับนิโคตินในเลือดที่สูงมากของหนูที่ได้รับไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้าชนิดที่บรรจุน้ำยาพร้อมใช้ ตามหลักวิชาการแล้วจะทำให้เกิดการเสพติดง่ายและเลิกยาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเลิกสูบไม่ได้ จึงอยากจะเตือนวัยรุ่นว่าไม่ควรทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะเกิดการเสพติดขึ้น

พญ.เริงฤดี กล่าวต่อไปว่าคำกล่าวที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีการเผาไหม้ ทำให้มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา และเป็นทางเลือกสำหรับการช่วยเลิกสูบบุหรี่ หรือที่บางคนบอกว่าคนสูบบุหรี่ต้องการสูบนิโคตินแต่ต้องเสียชีวิตด้วยทาร์ ดังนั้นบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีทาร์จึงปลอดภัยกว่า เป็นเพียงคำโฆษณากล่าวอ้างของบริษัทที่ต้องการขายบุหรี่ไฟฟ้าเท่านั้นข้อเท็จจริงแล้ว แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะมีสารพิษบางตัวต่ำกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่สารพิษที่พบในบุหรี่ไฟฟ้าหลายตัวเป็นสารก่อมะเร็งมีสารประเภทโลหะหนัก และอนุภาคขนาดเล็กที่สามารถทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำลายระบบหัวใจและหลอดเลือด การที่มีสารพิษน้อยกว่า จึงไม่ได้แปลว่าอันตรายน้อยกว่า หรือปลอดภัยกว่า

“การที่มีเครือข่ายสนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและนักการเมืองบางคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า โดยมักจะกล่าวว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่
ธรรมดานั้น เป็นคำกล่าวที่ไม่สอดคล้องกับหลักฐานที่มีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ที่พบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อร่างกายโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบทางเดินหายใจ ไม่แตกต่างจากบุหรี่ธรรมดา” พญ.เริงฤดี กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจงานวิจัยดังกล่าว สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ดังนี้ 1.Rao et al (2020). JUUL and Combusted Cigarettes Comparably Impair Endothelial Function. เว็บไซต์ https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31930162/ กับ 2.Keith & Bhatnagar (2021). Cardiorespiratory and Immunologic Effects of Electronic Cigarettes. เว็บไซต์ https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33717828/

ขณะที่ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า แม้ฝ่ายที่พยายามจะผลักดันให้เลิกห้ามบุหรี่ไฟฟ้าอ้างว่าเพื่อผู้ที่สูบบุหรี่อยู่แล้วจะได้หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกสูบบุหรี่ธรรมดา แต่นโยบายการห้ามมิให้นำเข้าหรือจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้านั้น มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่ เพื่อไม่ให้เข้ามาเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า

และปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งยังไม่มีการยืนยันจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่ธรรมดาในการใช้ตามปกติ นอกจากนี้หากผู้ประสงค์จะเลิกบุหรี่ซิกาแรต แม้ไม่สามารถหาบุหรี่ไฟฟ้ามาทดแทนตามที่ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวอ้าง แต่สามารถเข้ารับการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่จากมาตรการที่รัฐจัดให้ได้ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้การห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า เป็นทางเลือกหนึ่งในการควบคุมผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า

“ประเทศไทยเป็น 1 ใน 40 ประเทศทั่วโลกที่ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในขณะนี้ ซึ่งประเทศที่ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า คำนึงถึงผลกระทบต่อทั้งผู้ที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว และโดยเฉพาะในเด็กและเยาวชนที่ไม่สูบบุหรี่ด้วย ซึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักภาพรวมแล้ว ผลเสียของบุหรี่ไฟฟ้ามีมากกว่าผลดี” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามที่มีฝ่ายที่สนับสนุนการใช้บุหรี่ ได้ออกข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่า การที่รัฐบาลไทยห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า เป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในการที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ได้มีการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยนั้น ขอชี้แจงว่า สิทธิของผู้บริโภคมีขึ้นเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายคุ้มครองประชาชนผู้บริโภคเป็นหลัก

เช่น รับรองการรวมตัวจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค โดยรัฐให้การสนับสนุนทางงบประมาณ เสรีภาพในการประกอบอาชีพ แม้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการได้รับการรับรองภายใต้ระบบตลาดแข่งขันเสรี แต่รัฐสามารถจำกัดหรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เสรีภาพของผู้ประกอบการได้ หากเป็นไปเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคหรือเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพ

“สิทธิของผู้บริโภคและเสรีภาพในการประกอบอาชีพไม่ใช่สิทธิและเสรีภาพโดยเด็ดขาด ที่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการจะสามารถทำอะไรก็ได้อย่างไม่มีขอบเขต รัฐยังคงมีหน้าที่วางเงื่อนไขและกำหนดกรอบการใช้สิทธิของผู้บริโภคและเสรีภาพในการประกอบอาชีพเพื่อให้การใช้สิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนสมดุลกับประโยชน์สาธารณะ โดยรัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติและมาตรการต้องได้สัดส่วน” รศ.ดร.เอื้ออารีย์ กล่าว

‘สสส.’ แนะผู้ปกครองช่วยบุตรหลาน ลดความเครียดเรียนออนไลน์ช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583334

‘สสส.’แนะผู้ปกครองช่วยบุตรหลาน  ลดความเครียดเรียนออนไลน์ช่วงโควิด

‘สสส.’แนะผู้ปกครองช่วยบุตรหลาน ลดความเครียดเรียนออนไลน์ช่วงโควิด

วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยทำให้การใช้ชีวิตของเด็กๆ เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการจัดการศึกษาที่ยังไม่เข้าสู่สภาวะปกติ ทำให้เด็กและเยาวชนยังต้องเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงติดเชื้อ ซึ่งปัญหาที่พบบ่อย คือ 1.กังวลเรื่องการเข้าสังคมกับเพื่อนและครู 2.รู้สึกเครียดและกดดันเมื่อต้องเรียนอยู่หน้าจอนานๆ 3.กลัวติดเชื้อหากต้องเดินทางไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน

ทั้งนี้ เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเอาใจใส่มากที่สุด เพราะไม่ใช่วัยที่สามารถเรียนออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง และไม่ควรต้องอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน ซึ่งวิธีการง่ายๆ คือ ครูอาจออกแบบวิธีการสอนออนไลน์โดยให้เด็กได้ทักทายเพื่อนๆ ตอนเช้าในช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นก็ปล่อยให้เด็กได้ระบายสี ปั้นดิน ฟังนิทาน และเล่นได้อย่างอิสระอยู่ที่บ้าน เพียงเท่านี้ก็จะกระตุ้นพัฒนาการ กล้ามเนื้อมัดเล็ก และกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็ก ให้เหมาะสมตามวัยได้ ด้วยการออกแบบ “พื้นที่เรียนรู้ในบ้าน” เพราะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาเด็กเรียนออนไลน์แล้วรู้สึกเครียด กดดันได้

“วิธีง่ายๆ คือ 1.จัดมุมเรียนในที่อากาศถ่ายเท มีแสงส่องสว่าง วางคอมพิวเตอร์ และโต๊ะเรียนให้เป็นสัดส่วน เพื่อทำให้เด็กรู้ว่านี่คือพื้นที่เรียนของเขา หากบ้านมีพื้นที่กว้างควรจัดไว้ 2 มุมขึ้นไป เพื่อทำให้เด็กไม่รู้สึกเบื่อเมื่อต้องเรียนทั้งคาบเช้าและบ่าย 2.ในกรณีของเด็กเล็กควรจัดมุมเล่นบริเวณรอบบ้าน หรือในบ้าน ควรมีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ ด้วยการนำของใช้ในบ้านมาดัดแปลงเป็นของเล่น เช่น ถ้วยชาม กะละมัง สมุดระบายสี โดยไม่จำเป็นต้องซื้อของเล่นราคาแพง เพื่อให้เด็กได้ใช้จินตนาการและปลดปล่อยความเครียด” น.ส.ณัฐยา กล่าว

น.ส.ณัฐยา กล่าวอีกว่า ผู้ปกครองควรจัดตารางกิจกรรมระหว่างวันให้เด็กแบบชัดเจนในกรณีของเด็กเล็ก โดยชวนเด็กมาร่วมคิดออกแบบ เช่น เวลาตื่น เรียน เล่น กินอาหาร อาบน้ำและพักผ่อนเข้านอน เพราะเด็กเล็กจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเมื่อมีตารางประจำวัน ทำกิจวัตรซ้ำๆ ไม่เปลี่ยนแปลงไป-มา ส่วนเด็กๆ ที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนตามปกติ ผู้ปกครองอาจชวนคุยทบทวนวิธีดูแลตัวเองในช่วงโควิด-19 ใช้คำถามเชิงบวก เช่น รู้สึกอย่างไร กังวลอะไรบ้างเมื่อต้องไปโรงเรียน และให้เด็กทบทวนวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโควิด-19 วิธีนี้จะช่วยให้เด็กคลายความกังวลใจ และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนกลับเข้าสู่โรงเรียน

มองวิกฤติโควิดเป็นโอกาส? ถึงเวลาผลักดัน ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583337

มองวิกฤติโควิดเป็นโอกาส?  ถึงเวลาผลักดัน‘เศรษฐกิจสีเขียว’

มองวิกฤติโควิดเป็นโอกาส? ถึงเวลาผลักดัน‘เศรษฐกิจสีเขียว’

วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)” เป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในระยะหลังๆ เนื่องจากการพัฒนาที่ผ่านมาแม้จะทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายขึ้น แต่อีกด้านกลับพบความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมด้วย ดังจะเห็นจากปัญหาภาวะความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ไปจนถึงในปี 2563 ที่กิจกรรมของมนุษย์หยุดนิ่งแทบทั้งหมดจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้วพบว่าสภาพอากาศหลายๆ พื้นที่ดีขึ้น สิงสาราสัตว์ที่เคยหลบซ่อนออกมาให้มนุษย์ที่ต้องอยู่แต่ในบ้านได้ยลโฉม ชวนให้มนุษย์หวนคำนึงถึงความผิดพลาดของตน

ในการบรรยายเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว-ก่อนและหลังสถานการณ์ COVID-19” งานสัมมนาวิชาการประจำปี 2564 EconTU Symposium ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวต่อไปเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (PRO-Green) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้บรรยายหัวข้อนี้ กล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นการเปรียบเทียบสถานการณ์ช่วงที่เกิดวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 กับช่วงก่อนหน้านั้น ซึ่งหากนับย้อนหลังไปในช่วง 5 ปีล่าสุด จะเห็นว่าการที่เศรษฐกิจดีขึ้น ผู้คนมีรายได้สูงขึ้น

แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือมลพิษที่เพิ่มขึ้น เช่น ฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 และ 10 ไมครอน (PM2.5 และ PM10) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขยะมูลฝอย ซึ่งในประเด็นขยะนั้นพบว่า “คนทุกชนชั้นไม่ว่ารวยหรือจนล้วนทิ้งขยะมูลฝอยในจำนวนไม่ต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามความเชื่อที่ว่าเมื่อคนเรารวยขึ้นก็น่าจะวิธีจัดการขยะที่ดีขึ้นด้วย” ระยะเวลาเกือบ 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2556-2562 รัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการขยะมากเท่ากับการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งการเกษตร อุตสาหกรรมและท่องเที่ยว โดยผลักภาระการจัดการขยะไปให้ท้องถิ่น

เมื่อเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 พบปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคขนส่งลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้นคือปี 2562 อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝุ่นไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจนแต่อย่างใด ซึ่งต้องหาสาเหตุกันต่อไปเกี่ยวกับการที่ฝุ่นไม่ลดลง ทั้งนี้ “สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ยังทำให้ขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 เป็นต้นมา” และเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยที่สูงขึ้น แต่เมื่อขยะติดเชื้อตามสถานพยาบาลถูกจัดเป็นขยะชุมชน และกฎหมายก็กำหนดให้ชุมชนดำเนินการ ศักยภาพของจังหวัดจะทำได้อย่างไร?

“ชุมชนมีศักยภาพค่อนข้างแตกต่างกันมากทั้งความสามารถในการจัดการระดับชุมชน ความสามารถในการแสวงหารายได้เพื่อจัดการ ขยะเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการเองได้โดยตัวของจังหวัดเอง รัฐคงจะต้องมาจัดการระดับหนึ่ง ให้ต่างคนต่างทำไม่ได้ ต่างคนต่างทำนั้นในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ไม่มีประสิทธิภาพ บางอย่างต้องร่วมกันทำก็เป็นข้อกังวล อันนี้ยกตัวอย่างให้เห็น กล่องหน้ากากอนามัยที่เราใส่ ถ้าเรา ใช้เยอะๆ ประเทศเราประเทศเดียวสามารถเอากล่องมาเรียงกันได้เส้นรอบวงของโลกได้ 2 เส้น

ยังมีอีกหลายเรื่อง ถุงก๊อบแก๊บที่รัฐบาลพยายามจะลดการใช้ ปรากฏโควิดมาต้องซื้ออาหารถุงกลับบ้านมีกล่องอาหารที่ใช้แล้วไว้ที่บ้าน การที่เรามีหน้ากากอนามัยซึ่งไม่ใช่ขยะติดเชื้อในมุมมองของสถานพยาบาลแต่เป็นขยะติดเชื้อของชุมชน มีกล่องเศษอาหารที่เดิมเราไม่เคยได้นึก เคยคิดว่ามันไม่ยากนัก คราวนี้กล่องอาหารมันไปอยู่ที่บ้านการจัดการขยะของชุมชนยิ่งกว่าเดิมอีกถ้าเมื่อไหร่ครัวเรือนไม่แยกขยะ ทัศนคติหรือพฤติกรรมของการแยกขยะกับการโยนภาระให้บุคคลอื่น ไม่ใช่หน้าที่ตนฉะนั้นมุมนี้ต้องกลับมาคิดกันใหม่” รศ.ดร.นิรมล อธิบาย

จากปีที่ผ่านมาเข้าสู่ปีปัจจุบัน (2564) ที่กำลังเตรียมการเปิดประเทศไปทีละเมือง รศ.ดร.นิรมล ตั้งคำถามว่า “การเปิดประเทศใช้มุมมองด้านเศรษฐกิจหรือด้านความยั่งยืนเป็นที่ตั้ง?”หากเลือกอย่างแรกเชื่อว่าอะไรก็คงไม่ดีขึ้นแต่หากเลือกอย่างหลัง แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นแบบค่อยๆ เพิ่ม แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็ง ไม่พึ่งพิงต่างชาติมากเกินไป“ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่ คิดใหม่และทำใหม่”ไม่ใช่ทุกคนพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจแบบยั่งยืน แต่การกระทำกลับเป็นไปอีกแบบหนึ่ง

อนึ่ง สถานการณ์โควิด-19 หากมองในมุมของโลกและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ เชื่อว่าคงชอบในสิ่งที่เป็นอยู่ สิงสาราสัตว์คงพอใจที่ไม่มีเสียงรบกวน แต่ในมุมมองของมนุษย์นั้นกังวลกับเศรษฐกิจและปากท้อง กลัวว่าจะอดตาย ซึ่ง รศ.ดร.นิรมล กล่าวว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มุ่งหวังให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้ ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นสร้างรายได้ให้มนุษย์เองด้วย คำถามที่จะต้องมาคิดกันคือแล้วจะทำแบบนั้นได้อย่างไร?

“คำถามมีอยู่ว่าถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นคน ถ้าให้สัญชาติได้คงเป็นสัญชาติไทย พะยูนก็สัญชาติไทย วาฬนี่อาจจะหลายสัญชาติแต่เขาก็มาเยี่ยมเราบ้าง นกก็สัญชาติไทย เราจะเก็บเขาไว้อย่างไร? ฉะนั้นชีวิตเรา สังคมเศรษฐกิจต้องไม่เปราะบางไปเพราะเรามีฐานทรัพยากรที่มั่นคง เราต้องอยู่ด้วยความมั่นคงของฐานทรัพยากร มิใช่เปราะบางเพราะส่งออก มิใช่เปราะบางเพราะเราพึ่งพิงแรงงานต่างด้าว เดี๋ยวแรงงานต่างด้าวเขากลับประเทศเขาเราก็แย่เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเรื่องโรคภัยจากต่างประเทศ เราจะต้องป้องกันของเราให้เข้มแข็ง” รศ.ดร.นิรมล กล่าว

รศ.ดร.นิรมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางเลือกข้างต้นที่กล่าวมานั้นไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นกระแสของโลกที่แต่ละประเทศก็ต้องเลือกเช่นกัน การพัฒนาต้องคำนึงถึง
สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำและความยั่งยืนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ “ทุกครั้งที่เราก้าวไปเพื่อให้ปากท้องอิ่มต้องนึกถึงคนอื่นๆ ด้วย” ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การจัดลำดับความสำคัญของนโยบายต้องชัดเจน

แต่ความท้าทายสำหรับประเทศไทยคือ “มีทั้งผู้ประกอบการรายย่อยเและจังหวัดเล็กๆ มากมาย ที่ไม่มีศักยภาพดูแลมิติอื่นๆ ได้เหมือนจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีพร้อมทั้งงบประมาณและบุคลากร” ดังนั้นรัฐต้องเข้าไปหนุนเสริม!!!

‘จุฬาฯ’ ออกประกาศ ขยายเวลาปิดสถานศึกษาถึง 1 ส.ค.64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583437

'จุฬาฯ'ออกประกาศ ขยายเวลาปิดสถานศึกษาถึง 1 ส.ค.64

‘จุฬาฯ’ออกประกาศ ขยายเวลาปิดสถานศึกษาถึง 1 ส.ค.64

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 21.19 น.

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2564  ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑติ เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลงนามประกาศ เรื่อง การขยายเวลาการปิดสถานที่ทาการชั่วคราวการจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 (ฉบับที่ ๔)

เนื่องจากปรากฏว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏ มาก่อน อีกทั้งเชื้อโรคดังกล่าวยังมีการกลายพันธุ์และขยายการระบาดออกไปเป็นวงกว้าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความ ห่วงใยและเล็งเห็นถึงความสาคัญในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาคมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการ แพร่ระบาดและลดโอกาสติดเชื้อโรค COVID-19 แก่นักเรียน นิสิตและบุคลากร รวมทั้งให้การดำเนินงานของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงเห็นสมควรให้ขยายเวลาการปิดสถานที่ทาการชั่วคราวทั้งที่ตั้งในเขตกรุงเทพมหานครและนอกเขตกรุงเทพมหานคร ออกไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2564

อาลัย หม่อมหลวง รองฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่กรรม สิริอายุ 83 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583108

อาลัย หม่อมหลวง รองฤทธิ์ ปราโมช   ถึงแก่กรรม สิริอายุ 83 ปี

อาลัย หม่อมหลวง รองฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่กรรม สิริอายุ 83 ปี

วันเสาร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 09.09 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2564 หม่อมหลวง รองฤทธิ์ ปราโมช (บุตรหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช) ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ เวลาประมาณ 6 นาฬิกา วันที่ 26 มิถุนายน 2564 สิริอายุ 83 ปี

ในส่วนกำหนดการสวดพระอภิธรรม จะแจ้งให้ทราบต่อไป

โควิดยังหนัก! สพฐ.แจ้งเลื่อนสอบครูผู้ช่วย เป็น 28-29 ส.ค.64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583077

โควิดยังหนัก! สพฐ.แจ้งเลื่อนสอบครูผู้ช่วย เป็น 28-29 ส.ค.64

โควิดยังหนัก! สพฐ.แจ้งเลื่อนสอบครูผู้ช่วย เป็น 28-29 ส.ค.64

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 20.12 น.

สพฐ.แจ้งเลื่อนสอบครูผู้ช่วย ภาค ก และภาค ข เป็น 28-29 ส.ค.64 เหตุโควิดยังแพร่ระบาด

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ลงนามหนังสือ ด่วนที่สุด แจ้งไปยังศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เรื่อง การเลื่อนสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พศ.2564 ภาค ก และ ภาค ข เป็นวันที่ 28-29 สิงหาคม 2564

เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาแล้ว ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และบางจังหวัด ยังไม่อนุญาตให้ใช้อาคารหรือสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอน จัดสอบ การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใดๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก หากดำเนินการสอบอาจมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่ายเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเลื่อนกำหนดการสอบข้อเขียน ภาค ก ภาค ข และประกาศรายชื่อ ผู้ผ่าน ภาค ก และ ภาค ข เพื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ค จากกำหนดการเดิมที่ส่งพร้อมหนังสือที่อ้างถึง และได้กำหนดการใหม่ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย

ก.ค.ศ.มติเห็นชอบหลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือก บุคคลตำแหน่งผอ.-รองผอ.สช.5 จ.ชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582895

ก.ค.ศ.มติเห็นชอบหลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือก บุคคลตำแหน่งผอ.-รองผอ.สช.5 จ.ชายแดนใต้

ก.ค.ศ.มติเห็นชอบหลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือก บุคคลตำแหน่งผอ.-รองผอ.สช.5 จ.ชายแดนใต้

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 13.14 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2564 ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติ เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา) ของ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งว่างอยู่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) โดยมีผลใช้บังคับทันที ประกอบกับหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ที่กำหนดไว้เดิม ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทต่าง ๆปัจจุบัน ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป  ดังนั้น เพื่อให้ได้ผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะทางการบริหารที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนนโยบาย สู่การปฏิบัติ สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับพื้นที่และคงความเป็นอัตลักษณ์ของเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ไว้  จึงได้ปรับหลักเกณฑ์และวิธีการฯการคัดเลือก ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทั่วไป และกลุ่มประสบการณ์

สำหรับกลุ่มทั่วไป ปัจจุบันต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และต้องไม่เป็น ผู้ดำรงตำแหน่งเดียวกันกับตำแหน่งที่สมัคร เข้ารับการคัดเลือก  และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานตำแหน่งฯ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด หลักสูตรการคัดเลือก

ส่วนกลุ่มประสบการณ์ จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความราชการแทน หรือเคย ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่สมัครเข้ารับการคัดเลือก หรือเป็นผู้ปฏิบัติงาน หรือเคยปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับงานการศึกษาเอกชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกทั้ง 2 กลุ่ม ให้เลือกสมัครได้เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากปรากฏว่าผู้สมัคร สมัครทั้ง 2 กลุ่ม จะตัดสิทธิ์การสมัครคัดเลือกทั้งหมด โดยผู้สมัครฯ ที่ปฏิบัติงานในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) ให้นับระยะเวลาทวีคูณในการคำนวณระยะเวลาการดำรงตำแหน่งได้ และสำหรับการขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก ให้ขึ้นบัญชีเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทั่วไป และกลุ่มประสบการณ์

“หลักเกณฑ์ใหม่นี้จะประกาศใช้ในปีงบประมาณใหม่นี้ หลังจากนั้น สช.ก็สามารถนำไปใช้คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมและเข้าใจสภาพพื้นที่ เข้าใจในบริบทของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจได้เลย” รมว.ศธ. กล่าว     

โรงเรียนสาธิต มรภ. หมู่บ้านจอมบึงปรับโฉมประชาสัมพันธ์รูปแบบสถานศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582768

โรงเรียนสาธิตมรภ.หมู่บ้านจอมบึงปรับโฉมประชาสัมพันธ์รูปแบบสถานศึกษา

โรงเรียนสาธิตมรภ.หมู่บ้านจอมบึงปรับโฉมประชาสัมพันธ์รูปแบบสถานศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 18.44 น.

ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เมืองราชบุรี ประชุมปรับรูปแบบด้านประชาสัมพันธ์พร้อมศึกษาดูงานการปั้นหุ่น TIKI จากเศษขยะเหลือ สร้างเป็นของตกแต่งบ้าน ร้านอาหาร เพื่อเป็นฐานเรียนรู้เพิ่มพูนทักษาทางการศึกษาให้แก่นักเรียน

วันที่ 24 มิ.ย.64 ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิจารณ์ สงกรานต์ ผอ.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ต.ดอนตะโก อ.เมือง จ.ราชบุรี นายพัฐจักร พร้าวไธสง รอง ผอ.โรงเรียนฯ ได้ประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อปรับโฉมรูปแบบใหม่ด้านการประชาสัมพันธ์สื่อสร้างสรรค์ การรับรู้ข่าวสารของสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป 

หลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ได้มีคำสั่งสภามหาวิทยาลัยที่ 36/2563 ลงวันที่ 25 กันยายน 2563 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เพื่อทำหน้าที่ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราภัฏ พ.ศ.2547 และข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ว่าด้วยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย พ.ศ.2563 ที่แก้ไขเพิ่มเติม และตามมติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2564 

โดยมีนายเสฎฐนันท์ อังกูรภาสวิชญ์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย พร้อมคณะกรรมการที่ปรึกษา รองประธานและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อมาทำหน้าที่จัดทำกรอบหลักเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ การพิจารณาโครงการ Smart Startup Company ของนักศึกษา จัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนโครงการฯ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะ การเริ่มต้นทำธุรกิจให้กับนักศึกษา รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิยาลัยฯและปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย 

ทั้งนี้ นายเสฎฐนันท์ อังกูรภาสวิชญ์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จึงได้มอบหมายให้นายปฐมพร เจียสกุล, นายพันธุ์ แก้วนุ้ย  คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ดำเนินการจัดตั้งทีมงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สถานศึกษาให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น  

จากการประชุมแนวทางเบื้องต้นทางโรงเรียนฯได้สร้างกลุ่มเพจ PR สาธิตจอมบึงขึ้น พร้อมจัดทำประชาสัมพันธ์ผลงานของโรงเรียนและเพื่อออกเผยแพร่ โดยดึงรายชื่อกลุ่มบุคคล พร้อมคณะครูอาจารย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปติดต่อประสานการทำงาน รวมทั้งเตรียมจัดทำป้ายชื่อโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงอย่างถาวร ติดไว้ด้านหน้าของโรงเรียน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่สัญจรผ่านหรือประชาชนในพื้นที่เกิดความรู้จักโรงเรียนมากขึ้นและประสานงานผ่านสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โดยจะมีการจัดประชุมพูดคุยปรึกษาหารือติดตามความก้าวหน้าของงานเดือนละ 1 ครั้ง 

นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิจารณ์ สงกรานต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ยังเดินทางไปศึกษาดูผลงานของนายอุดม นิลรัตน์สุวรรณ อดีตข้าราชการบำนาญ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ ต.โคกหม้อ อ.เมือง จ.ราชบุรี เพื่อศึกษาการปั้นหุ่นตุ๊กตา TIKI สไตล์ของประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งใช้เศษขยะภายในบ้านเรือน 

เช่น ขวดพลาสติก และของเหลือใช้ นำมาปั้นตุ๊กตาติ๊กิประดับตกแต่งบ้านเรือน และร้านค้าได้อย่างสวยงาม มีประโยชน์ช่วยลดปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง ยังมีกิจกรรม วาดภาพสี่น้ำมันที่สวยงาม การเผารากุสไตล์ญี่ปุ่น การทำขนมปัง ที่มีทั้งสไตล์แบบฝรั่งเศสและแบบทั่วไป มีกลิ่นหอม นุ่ม พร้อมไส้ขนมต่างๆ ปัจจุบันได้มีการนำเด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงานการสอนศิลปะหลายแขนงนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับโรงเรียน และตัวเด็กนักเรียนจนประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยที่นายอุดม นิลรัตน์สุวรรณ สอนให้ฟรี เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ให้กับนักเรียนสามารถทำเป็นอาชีพในอนาคตได้ 

‘คุณหญิงกัลยา’ เปิด ‘ศบค.ศธ.’ เฝ้าระวัง- ช่วยเหลือ ร.ร.ยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582720

'คุณหญิงกัลยา'เปิด'ศบค.ศธ.'เฝ้าระวัง-ช่วยเหลือ ร.ร.ยุคโควิด-19

‘คุณหญิงกัลยา’เปิด’ศบค.ศธ.’เฝ้าระวัง-ช่วยเหลือ ร.ร.ยุคโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 17.13 น.

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกณะทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) โดยมีผู้บริหารระดับของ ศธ.เข้าร่วม  

คุณหญิงกัลยา กล่าวตอนหนึ่งว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่แพร่ระบาดรุนแรงหลายพื้นที่ในประเทศไทย ศธ. ตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตของข้าราชการ บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดใหม่ดังกล่าว อีกทั้งเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและลดโอกาสการแพร่ระบาดใหม่ของโควิด-19 ศธ. จึงแต่งตั้งศบค.ศธ. ขึ้น โดยศบค.ศธ. เป็นศูนย์ดำเนินการร่วมระหว่างหน่วยงานภายในศธ. เพื่อการบริหารจัดการอำนวยการช่วยเหลือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับ ศธ.

โดย ศบค.ศธ. มีอำนาจหน้าที่ ได้แก่ 1.เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ประจำวัน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ใช้ในการวางแผนการดำเนินงานควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดใหม่ของโควิด-19 2. ดำเนินการให้ความช่วยเหลือหน่วยงาน ข้าราชการ บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดใหม่ของโควิด-19 และ 3. ประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกสังกัดศธ.พร้อมทั้งจัดทำข้อมูลและเข้าร่วมชี้แจงต่อศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขอให้สถานศึกษาเห็นความสำคัญของเด็ก คือเด็กทุกคนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้ การจัดการศึกษาต้องคำนึงถึงความปบอดภัยสูงสุดของทุกคน พร้อมกับติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และต้องดำเนินการตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข และ ศบค. กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยศธ. ออกแบบการจัดการเรียนการสอน ให้สถานศึกษาไปปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่ 5 รูปแบบ คือ On-site,On-air, On-demand,Online  และ On-hand หากสถานศึกษาแห่งใดพบผู้เรียนติดเชื้อโควิด-19 สถานศึกษาสามารถตัดสินใจหยุดทำการเรียนการสอนในห้องเรียน หรือปิดสถานศึกษาได้ โดยสถานศึกษาสามารถปรับการเรียนการสอนรูปแบบอื่นได้” คุณหญิงกัลยา  กล่าว

ด้าน นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศบค.ศธ. ได้ดำเนินงานมาแล้ว 1 เดือน ซึ่งที่ผ่านมามีผลการดาเนินงานที่สำคัญ ดังนี้ 1.ระบบรายงานสถานการณ์แพร่ระบาดของกระทรวงศึกษาธิการ MOE COVID โดยให้หน่วยงานในสังกัด ศธ. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ของสถานศึกษาในสังกัดประจำทุกวัน โดยมีข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลสถานการณ์การติดเชื้อ ข้อมูลการฉีดวัคซีน และข้อมูลการจัดการเรียนการสอน และ 2. เร่งรัดการฉีดวัคซีนให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรของ ศธ. ซึ่งขณะนี้มีครูได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 186,385 ราย และบุคลากร 47,473 ราย รวมทั้งสิ้น 233,858 ราย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ศบค.ศธ.ได้รับรายงานข้อมูลจากองค์กรหลัก พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด- 19 ระหว่าง 1 เม.ย.-24 มิ.ย.2564 มีผู้ติดเชื้อ สะสมจำนวน 2,991 คน แบ่งเป็น นักเรียน จำนวน 2,213 คน ครู 525 คน บุคลากร จำนวน 173 คน

เปิดตัวเลข 1 เม.ย.- 24 มิ.ย. พบ นร. ติดโควิดทะลุ 2 พันคน เปิด ‘ศบค.ศธ.’ เฝ้าระวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582697

เปิดตัวเลข 1 เม.ย.-24 มิ.ย. พบนร.ติดโควิดทะลุ2พันคน เปิด‘ศบค.ศธ.’เฝ้าระวัง

เปิดตัวเลข 1 เม.ย.-24 มิ.ย. พบนร.ติดโควิดทะลุ2พันคน เปิด‘ศบค.ศธ.’เฝ้าระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.35 น.

เปิดตัวเลข 1 เม.ย.-24 มิ.ย. พบนร.ติดโควิดทะลุ2พันคน เปิด‘ศบค.ศธ.’เฝ้าระวัง

24 มิถุนายน 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) โดยมีผู้บริหารระดับของ ศธ.เข้าร่วม

คุณหญิงกัลยา กล่าวตอนหนึ่งว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่แพร่ระบาดรุนแรงหลายพื้นที่ในประเทศไทย ศธ. ตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตของข้าราชการ บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดใหม่ดังกล่าว อีกทั้งเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและลดโอกาสการแพร่ระบาดใหม่ของโควิด-19 ศธ. จึงตั้ง ศบค.ศธ. ขึ้น โดย ศบค.ศธ. เป็นศูนย์ดำเนินการร่วมระหว่างหน่วยงานภายในศธ. เพื่อการบริหารจัดการอำนวยการช่วยเหลือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับ ศธ.

ทั้งนี้ ศบค.ศธ. มีอำนาจหน้าที่ ได้แก่ 1.เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ประจำวัน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ใช้ในการวางแผนการดำเนินงานควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดใหม่ของโควิด-19 2. ดำเนินการให้ความช่วยเหลือหน่วยงาน ข้าราชการ บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดใหม่ของโควิด-19 และ 3. ประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกสังกัดศธ.พร้อมทั้งจัดทำข้อมูลและเข้าร่วมชี้แจงต่อศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขอให้สถานศึกษาเห็นความสำคัญของเด็ก คือเด็กทุกคนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้ การจัดการศึกษาต้องคำนึงถึงความปบอดภัยสูงสุดของทุกคน พร้อมกับติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และต้องดำเนินการตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข และ ศบค. กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยศธ. ออกแบบการจัดการเรียนการสอน ให้สถานศึกษาไปปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่ 5 รูปแบบ คือ On-site,On-air, On-demand,Online และ On-hand หากสถานศึกษาแห่งใดพบผู้เรียนติดเชื้อโควิด-19 สถานศึกษาสามารถตัดสินใจหยุดทำการเรียนการสอนในห้องเรียน หรือปิดสถานศึกษาได้ โดยสถานศึกษาสามารถปรับการเรียนการสอนรูปแบบอื่นได้” คุณหญิงกัลยา กล่าว

ด้านนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศบค.ศธ. ได้ดำเนินงานมาแล้ว 1 เดือน ซึ่งที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้ 1.ระบบรายงานสถานการณ์แพร่ระบาดของกระทรวงศึกษาธิการ MOE COVID โดยให้หน่วยงานในสังกัด ศธ. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ของสถานศึกษาในสังกัดประจำทุกวัน โดยมีข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลสถานการณ์การติดเชื้อ ข้อมูลการฉีดวัคซีน และข้อมูลการจัดการเรียนการสอน และ 2. เร่งรัดการฉีดวัคซีนให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรของ ศธ. ซึ่งขณะนี้มีครูได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 186,385 ราย และบุคลากร 47,473 ราย รวมทั้งสิ้น 233,858 ราย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ศบค.ศธ.ได้รับรายงานข้อมูลจากองค์กรหลัก พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด- 19 ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-24 มิ.ย.2564 มีผู้ติดเชื้อสะสมจำนวน 2,991 คน แบ่งเป็น นักเรียน จำนวน 2,213 คน ครู 525 คน บุคลากร จำนวน 173 คน