ศธ.เชื่อมั่น นร.ได้เรียนอย่างปลอดภัยจากโควิด-19 พร้อมเร่งฉีดวัคซีนครูพื้นที่สีแดง กรุงเทพฯ ปริมณฑล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580691

ศธ.เชื่อมั่น นร.ได้เรียนอย่างปลอดภัยจากโควิด-19  พร้อมเร่งฉีดวัคซีนครูพื้นที่สีแดง กรุงเทพฯ ปริมณฑล

ศธ.เชื่อมั่น นร.ได้เรียนอย่างปลอดภัยจากโควิด-19 พร้อมเร่งฉีดวัคซีนครูพื้นที่สีแดง กรุงเทพฯ ปริมณฑล

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงเรียนในพื้นที่ หรือจังหวัดที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 หรือมีน้อย ได้เปิดเรียนไปแล้วเมื่อ 1 มิถุนายน 2564 และส่วนพื้นที่อื่นๆ ได้เปิดเรียนไปเมื่อ 14 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา โรงเรียนทุกแห่งได้ให้ความสำคัญ และมีความพร้อมทั้งในเรื่องการเรียนการสอน รวมถึงเรื่องความปลอดภัย อันดับแรก โรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนใน 5 รูปแบบ คือ 1.On-site เรียนที่โรงเรียนโดยมีมาตรการเฝ้าระวังตามประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 (ศบค.) 2.On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV 3.On-demand เรียนผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ 4.On-lineเรียนผ่านอินเตอร์เนต และ5.On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร เช่น หนังสือ แบบฝึกหัด หรืออาจใช้วิธีอื่นๆ เช่น วิทยุ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

“กระทรวงศึกษาธิการมีประสบการณ์ เกี่ยวกับการเรียนการสอนในทุกช่องทาง และทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง On-line On-air On-hand On-demand ต่างๆ มาตั้งแต่ปลายปี 2562 จึงทำให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนสามารถจัดการความพร้อมและความปลอดภัยแก่นักเรียนจะมาเรียนที่โรงเรียน หรือจะเรียน On-line หรือช่องทางต่างๆ ด้วยอุปกรณ์ที่ครบถ้วน จึงมั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะสามารถเรียนได้ในหลายรูปแบบ คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองก็จะได้สบายใจว่าบุตรหลานจะได้รับการศึกษาอย่างครบถ้วนและปลอดภัยที่สุด โควิด-19 จะไม่สามารถที่จะมาหยุดการเรียนการสอนของเราได้”

นอกจากนี้ คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนให้กับครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี และสมุทรปราการ ให้ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วนโดยเร็วที่สุด

ยูนิเซฟแนะ เด็กติดเชื้อโควิด-19 หรือมีความเสี่ยงสูง ไม่ควรแยกจากครอบครัว ควรได้อยู่ด้วยกันมากที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580688

ยูนิเซฟแนะ เด็กติดเชื้อโควิด-19 หรือมีความเสี่ยงสูง ไม่ควรแยกจากครอบครัว ควรได้อยู่ด้วยกันมากที่สุด

ยูนิเซฟแนะ เด็กติดเชื้อโควิด-19 หรือมีความเสี่ยงสูง ไม่ควรแยกจากครอบครัว ควรได้อยู่ด้วยกันมากที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การยูนิเซฟและกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้ออกแนวทางการดูแลเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19  หรือมีความเสี่ยงสูงในประเทศไทย เพื่อป้องกันการถูกแยกจากครอบครัว โดยเน้นย้ำว่าการแยกผู้ติดเชื้อหรือกักตัวผู้ใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงสูง ควรลดการแยกเด็กจากครอบครัวและส่งเสริมให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันมากที่สุด

นางคิม คยองซัน ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ยูนิเซฟยินดีที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนและกรมอนามัยเป็นผู้นำในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันมากที่สุด โดยได้ยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลักตามที่ระบุไว้ในแนวทางปฏิบัติของยูนิเซฟ มาตรการใดๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อควบคู่ไปกับผลกระทบด้านอื่นๆ เช่น สุขภาพจิตของเด็กด้วย การที่เด็กต้องอยู่ลำพังโดยไม่มีผู้ดูแลที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเกิดจากการที่เด็กติดเชื้อ หรือพ่อแม่ผู้ดูแลติดเชื้อ จะส่งผลให้เด็กต้องถูกพรากจากสิ่งแวดล้อมที่คุ้นชิน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อจิตใจ และเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะถูกละเลยทอดทิ้งหรือเผชิญความรุนแรงมากขึ้นอีกด้วยดังนั้น ไม่ควรมีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ตามลำพัง เราควรดำเนินการเพื่อให้เด็กได้อยู่กับครอบครัวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

แนวปฏิบัติของยูนิเซฟ แนะนำว่า ในกรณีที่เด็กติดเชื้อเมื่อเด็กต้องถูกแยกตัวหรือกักตัวหรือรับการรักษาในโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลสนาม ควรอนุญาต ให้ผู้ดูแลหรือสมาชิกที่เป็นผู้ใหญ่คนอื่นในครอบครัวที่เด็กคุ้นเคยไปอยู่กับเด็กด้วย ในกรณีที่จำเป็นต้องแยกเด็กจากครอบครัว ควรเลือกสถานพยาบาลที่ใกล้บ้านเด็กมากที่สุด และต้องมีการจัดทำข้อมูลรายบุคคลของเด็ก ตลอดจนจัดให้มีการสื่อสารระหว่างเด็กและผู้ปกครองเป็นประจำทุกวัน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กก่อนแยกเด็กจากครอบครัว เพื่อให้การดูแลเด็กเป็นไปตามมาตรฐานการคุ้มครองเด็ก อีกทั้งควรมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหรืออาสาสมัครอื่นๆ เพื่อสามารถดูแลให้เด็กปลอดภัย ได้รับการคุ้มครอง และได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลสนาม

 ส่วนในกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลหลักติดเชื้อและต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม ควรจัดให้เด็กได้อยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวขยายหรือคนรู้จักของครอบครัวที่เชื่อถือได้ ซึ่งระบุตัวโดยผู้ดูแลหลักของเด็ก ทั้งนี้ก่อนแยกเด็กจากครอบครัว ต้องมีการจัดทำเอกสารรายละเอียดทั้งหมดของตัวเด็กและครอบครัว และจัดให้มีการติดต่อระหว่างกันเป็นประจำ ในกรณีเด็กถูกทิ้งไว้ลำพัง ผู้พบเห็นต้องแจ้งศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 เพื่อให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กเข้ามาประเมินความปลอดภัยด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของเด็ก รวมทั้งเตรียมจัดการดูแลที่จำเป็น

เยาวชนไทย สร้างแอปฯ ช่วยการเรียนเด็กออทิสติก มุ่งแก้ปัญหาด้านการสื่อสาร เพิ่มทักษะการใช้ชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580689

เยาวชนไทย สร้างแอปฯ ช่วยการเรียนเด็กออทิสติก   มุ่งแก้ปัญหาด้านการสื่อสาร เพิ่มทักษะการใช้ชีวิต

เยาวชนไทย สร้างแอปฯ ช่วยการเรียนเด็กออทิสติก มุ่งแก้ปัญหาด้านการสื่อสาร เพิ่มทักษะการใช้ชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.พงส์ศักดิ์ โหลิมชยโชติกุล Assistant Chief of Information Technology Officer (ACIO) และ ผู้อำนวยการสำนักปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารโครงการ Creative AI Camp By CP ALL ปี 3 กล่าวว่า เยาวชนไทย แชมป์ Creative AI Camp By CP ALL ปี 3 ได้สร้างแอปพลิเคชั่นช่วยเหลือการเรียนรู้ในห้องเรียนแก่กลุ่มเด็กที่มีอาการออทิสติกขึ้นมา โดยนำ AI มาสร้างสรรค์เป็นแนวทางแก้ปัญหา และออกมาเป็นไอเดียแอปพลิเคชั่น เพื่อมุ่งเน้นแก้ปัญหาเด็กออทิสติกในไทย และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ด้านการศึกษา เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพให้แก่กลุ่มเด็กที่มีอาการออทิสติก   

ธวัลรัตน์ พิริยเลิศศักดิ์ (แจน) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโยธินบูรณะ สมาชิกทีม VR Smart Team เล่าว่า อัตราการพบเด็กที่มีอาการออทิสติกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึงราว 178% เด็กกลุ่มนี้มักถูกมองเป็นภาระของสังคมเพราะไม่สามารถสื่อสารได้อย่างปกติและไม่สามารถเรียนรู้ในห้องเรียน ทีมของเธอไม่ต้องการให้เด็กกลุ่มนี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จึงคิดว่าควรหาทางนำ AI มาสร้างสรรค์เป็นแนวทางแก้ปัญหา และออกมาเป็นไอเดียแอปพลิเคชั่นภายใต้ชื่อ iTeach 

เนื่องจากกลุ่มผู้มีอาการออทิสติก จะสามารถเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้ผ่านภาพและเสียงแอปพลิเคชั่น iTeach จึงจะนำ2 เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ได้แก่1.เทคโนโลยีเสมือนจริง (RealityTechnology) ให้กลุ่มออทิสติกส์ สแกน Flash Card รูปภาพคำศัพท์ต่างๆ ออกมาเป็นภาพแบบ AR และ VR มีเสียงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นสื่อให้กลุ่มออทิสติกสามารถจดจำและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น 2.เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (ArtificialIntelligence หรือ AI) สร้างตัวละครหญิงที่รับข้อมูลการประมวลผลต่างๆ จาก AI มาพูดคุยโต้ตอบกับเด็กออทิสติก โดย AI จะช่วยประเมินคำพูดและพฤติกรรมเด็ก เพื่อเลือกวิธีการสอนและท่าทางการโต้ตอบที่เหมาะสมผ่านตัวละครหญิง   

นอกจากนี้ จะมีฟังก์ชั่นปุ่มฝึกงาน เพื่อให้เด็กออทิสติกสามารถเข้าไปฝึกงานกับหน่วยงานด้านออทิสติกที่อาจประสานงานกันในอนาคต เพื่อให้เด็กๆ กลุ่มดังกล่าวได้มีโอกาสฝึกงาน ได้รับประสบการณ์และทักษะต่างๆ มากขึ้นสำหรับการใช้ชีวิต   

“เรามองว่าแอปของเราจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการช่วยเหลือเด็กออทิสติกไทย ขณะเดียวกัน ก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ต่อยอด เพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้เด็กออทิสติกทั้งในไทยและระดับโลก” ธวัลรัตน์ ระบุ

อว.เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 2,427 ล้านโดส ไทยฉีดแล้ว 6,780,8164 โดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580807

อว.เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 2,427 ล้านโดส  ไทยฉีดแล้ว 6,780,8164 โดส

อว.เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 2,427 ล้านโดส ไทยฉีดแล้ว 6,780,8164 โดส

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 21.22 น.

อว. เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 2,427 ล้านโดส ใน 199 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกว่า68.182 ล้านโดส  ขณะที่ ไทย ณ วันที่ 16 มิถุนายน ฉีดวัคซีนแล้ว 6,780,8164 โดส  โดยจังหวัดของไทยที่ฉีดมากที่สุด คือ จังหวัดภูเก็ต โดยฉีดวัคซีนเข็มแรกกว่า 62.05%

16 มิถุนายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 2,427 ล้านโดส ใน 199 ประเทศ/เขตปกครอง โดยขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 35.1 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าอิสราเอลได้ฉีดวัคซีนครอบคลุมเกินครึ่งของประชากรแล้ว ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนการฉีดวัคซีนสูงที่สุดที่ 312 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันกว่า 146 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว”

ด้านอาเซียนขณะนี้ทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว มียอดรวมกันที่ประมาณ 68.182 ล้านโดส โดยสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (45.9% ของประชากร) ในขณะที่อินโดนีเซียฉีดวัคซีนในจำนวนมากที่สุดที่ 33.26 ล้านโดส            

สำหรับประเทศไทยข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2564 ได้ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 6,780,816 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 43.7%ในการฉีดวัคซีน จำนวน 2,427 ล้านโดสนี้ อว. ขอรายงานสถิติที่สำคัญ คือ

1. ข้อมูลการฉีดวัคซีนล่าสุดของประเทศไทย ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2564 จัดสรรวัคซีนแล้วทั้งหมด 7,111,968 โดส จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 6,780,816  คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น

-เข็มแรก 4,948,227 โดส (7.5% ของประชากร)
-เข็มสอง 1,832,589 โดส (2.8% ของประชากร)

2. จำนวนวัคซีนตั้งแต่ 28 ก.พ.-16 มิ.ย. 64 พบว่า ประเทศไทยฉีดวัคซีนแล้ว 6,780,816 โดส (อัตราการฉีดล่าสุดเฉลี่ย 3 วันย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 64 ซึ่งเป็นการฉีดวัคซีนวาระแห่งชาติ 233,191 โดส/วัน ประกอบด้วย

วัคซีน AstraZeneca
– เข็มที่ 1 1,789,272 โดส
– เข็มที่ 2 39,366 โดส
วัคซีน Sinovac
– เข็มที่ 1 3,158,955 โดส
– เข็มที่ 2 1,793,223 โดส

3. รายงานผู้มีอาการข้างเคียงภายหลังได้รับการฉีดวัคซีน

– 91.37% ไม่มีผลข้างเคียง
– 8.63% มีผลข้างเคียงไม่รุนแรง ประกอบด้วย
 – ปวดกล้ามเนื้อ 2.07%
 – ปวดศีรษะ 1.54%
 – ปวด บวม แดง ร้อน บริเวณที่ฉีด 1.11%
 – เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 1.00%
 – ไข้ 0.68%
 – คลื่นไส้ 0.46%
 – ท้องเสีย 0.30%
 – ผื่น 0.25%
 – ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง 0.20%
 – อาเจียน 0.13%
– อื่น ๆ 0.89%

4. การฉีดวัคซีนโควิด-19 แยกตามกลุ่มเป้าหมาย 

– บุคลากรการแพทย์/สาธารณสุข เข็มที่1 101.9% เข็มที่2 88.3%
– อสม เข็มที่1 23.9% เข็มที่2 12.1%
– ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เข็มที่1 6.8% เข็มที่2 0.3%
– ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เข็มที่1 8.4% เข็มที่1 1.7%
– เจ้าหน้าที่ด่านหน้า เข็มที่1 27.1% เข็มที่2 14.8%
– ประชาชนทั่วไป เข็มที่1 7.8% เข็มที่2 2.4%
รวม เข็มที่1 9.9% เข็มที่2 3.7%

5. จังหวัดที่ฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 แบ่งเป็น 2 ชุดข้อมูล

กรุงเทพฯ และปริมณฑล เข็มที่1 14.49% เข็มที่2 4.56% ประกอบด้วย
– กรุงเทพฯ เข็มที่1 19.35% เข็มที่2 5.42%
– นนทบุรี เข็มที่1 12.56% เข็มที่2 4.59%
– สมุทรปราการ เข็มที่1 8.98% เข็มที่2 2.45%
– ปทุมธานี เข็มที่1 6.56% เข็มที่2 1.94%
– สมุทรสาคร เข็มที่1 15.37% เข็มที่2 11.51%
– นครปฐม เข็มที่1 3.49% เข็มที่2 1.16%

จังหวัดอื่นๆ 71 จังหวัด เข็มที่1 4.19% เข็มที่2 1.87%
– ภูเก็ต เข็มที่1 62.05% เข็มที่2 30.14%
– ระนอง เข็มที่1 15.67% เข็มที่2 6.36%
– สุราษฎร์ธานี เข็มที่1 9.15% เข็มที่2 3..37%
    – เกาะสมุย เข็มที่1 45.98% เข็มที่2 21.02%
    – เกาะพะงัน เข็มที่1 8.65% เข็มที่2 2.60%
    – เกาะเต่า เข็มที่1 17.59% เข็มที่2 0.91%

6. ในภูมิภาคอาเซียน ได้ฉีดวัคซีนแล้วครบ 10 ประเทศ รวมจำนวน 68,182,584 โดส ได้แก่

1. อินโดนีเซีย จำนวน 33,264,392 โดส (7.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca
2. ฟิลิปปินส์ จำนวน 7,045,380 โดส (4.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac, Pfizer, Sputnik V และ AstraZeneca
3. ไทย จำนวน 6,780,816 โดส (7.5%* ของประชากร)  ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca 
4. กัมพูชา จำนวน 5,667,915 โดส (18.2%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, AstraZeneca และ Sinovac
5. มาเลเซีย จำนวน 4,904,109 โดส (10.5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer, AstraZeneca และ Sinovac
6. สิงคโปร์ จำนวน 4,691,386 โดส (45.9%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Moderna 
7. พม่า จำนวน 2,994,900 โดส (N/A* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca
8. เวียดนาม จำนวน 1,648,072 โดส (1.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca
9. ลาว จำนวน 1,122,128 โดส (9.7%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, Sputnik V 
10. บรูไน จำนวน 63,486 โดส (11.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinopharm 

* คำนวณจากจำนวนฉีด/จำนวนประชากร/2 เหมือนกันทุกประเทศ

7. จำนวนการฉีดวัคซีนแยกตามภูมิภาค

1. เอเชียและตะวันออกกลาง 59.23%
2. อเมริกาเหนือ 16.34%
3. ยุโรป 16.39%
4. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 6.06%
5. แอฟริกา 1.69%
6. โอเชียเนีย 0.29%

8. ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 4 ประเทศลำดับแรกที่ฉีดวัคซีนมากกว่า 100 ล้านโดส รวมกันเกือบ 70% ของปริมาณการฉีดวัคซีนทั่วโลก
 

1. จีน จำนวน 904.13 ล้านโดส (32.3% ของจำนวนการฉีดทั่วโลก)
2. สหรัฐอเมริกา จำนวน 311.89 ล้านโดส (48.7%)
3. สหภาพยุโรป จำนวน 305.59 ล้านโดส (34.4%)
4. อินเดีย จำนวน 261.74 ล้านโดส (9.6%)

9. ประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุด มี 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชากรอย่างน้อย 25% แล้ว ได้แก่ (เฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน)

1. มัลดีฟส์ (65.4% ของประชากร) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford และ Sinopharm )
2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (65.0%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaleya)
3. บาห์เรน (64.0%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)
4. อิสราเอล (58.7%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna)
5. ชิลี (54.1%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Sinovac)
6. สหราชอาณาจักร (53.9%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford Moderna และ Pfizer/BioNTech)
7. มองโกเลีย (50.9%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Sputnik V )
8. กาตาร์ (50.7%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech) 
9. ฮังการี (49.1%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)
10. สหรัฐอเมริกา (48.7%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech Moderna และ Johnson&Johnso

สพฐ.สั่งผอ.จับตา ‘ครู-นักเรียน’ ห้ามเล่นพนันบอลยูโร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580674

สพฐ.สั่งผอ.จับตา 'ครู-นักเรียน'ห้ามเล่นพนันบอลยูโร

สพฐ.สั่งผอ.จับตา ‘ครู-นักเรียน’ห้ามเล่นพนันบอลยูโร

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.58 น.

วันที่ 16 มิถุนายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการเล่นพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน -2 กรกฏาคม นี้

โดยได้กำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษาช่วยสอดส่องดูแลไม่ให้ครู นักเรียนเล่นพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลนี้อยู่แล้ว และได้ขอให้ครูและอาจารย์ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของนักเรียนด้วยการไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเล่นพนันทายผลฟุตบอล

อย่างไรก็ตาม หากพบมีครูลักลอบเล่นพนันทายผลฟุตบอล ที่มีระเบียบวินัยอยู่แล้ว และยังมีมาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพรองรับในการพิจารณาความผิดของครูเหล่านี้อยู่แล้ว

ทร.จับมือ สจล.ผนึกกำลังเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580666

ทร.จับมือ สจล.ผนึกกำลังเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ

ทร.จับมือ สจล.ผนึกกำลังเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.37 น.

16 มิถุนายน 2564 พลเรือเอก เชษฐา  ใจเปี่ยม  โฆษกกองทัพเรือ  เปิดเผยว่า กองทัพเรือและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดพิธีลงนามในข้อตกลงการประสานความร่วมมือทางวิชาการ โดยมี พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน  ผู้บัญชาการทหารเรือ  และ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยี ร่วมกันลงนามในครั้งนี้  ณ   ห้องวิไชยประสิทธิ์ หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่  กรุงเทพมหานคร

กองทัพเรือได้อนุมัติให้ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ พิจารณาดำเนินการจัดทำข้อตกลงการประสานความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง กองทัพเรือ กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือทั้งด้านวิชาการและด้านอื่นๆ ที่ทั้งสองสถาบันมีศักยภาพอันจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของทั้งสองหน่วยงานและประชาชนทั่วไป  ซึ่งการลงนามในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านวิชาการ  วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การพัฒนาบุคลากรในหลักสูตรการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุของกรมแพทย์ทหารเรือ การพัฒนาเครื่องฝึกจำลองยุทธ nws 980 เพื่อรองรับการฝึกในลักษณะออนไลน์  ซึ่งจะส่งผลให้การฝึกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โฆษก ทร. กล่าวว่า   ในส่วนของหลักสูตรการอบรมผู้ให้การดูแล หรือ Caregiver  ของกรมแพทย์ทหารเรือในกลุ่มผู้สูงอายุ ทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพและผู้ป่วยติดเตียง  โครงการจัดทำสารสนเทศในรูปแบบดิจิตอล (Digital Content) ด้วยเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนในการให้การดูแล  โดยใช้หลักการ “ใกล้ตาใกล้ใจ” คือ Caregiver จะเป็นหูเป็นตาให้กับหมอหรือพยาบาล และให้การดูแลแทนได้ในระดับหนึ่ง

ในขณะที่ผู้รับการดูแลยังคงได้อาศัยอยู่ในสถานที่ที่ใกล้ชิดกับผู้คนที่ตนเองรักคุ้นเคย และผูกพัน  ซึ่งการสร้าง Caregiver ของกรมแพทย์ทหารเรือ นอกจากจะเป็นการเตรียมการแก้ปัญหาให้กับกำลังพลของกองทัพเรือแล้ว  ยังสามารถแก้ปัญหาวิกฤตการว่างงานของประเทศไทยในภาพรวมในขณะนี้ด้วย และเราสามารถคัดสรร รวมทั้งออกใบรับรองให้กับ Caregiver ที่มีผลการปฏิบัติงานดี ให้นำไปประกอบอาชีพเป็น Caregiver ของโรงพยาบาลหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐและเอกชน เป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับ Caregiver ของกองทัพเรือ ทั้งในขณะเข้ารับการอบรมและปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของกองทัพเรือ

ในขณะที่ การวิจัยและพัฒนาเครื่องฝึกจำลองยุทธ์ NWS 980 โดยศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ ร่วมกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ด้วยซอฟต์แวร์ Game Engine  นั้น เดิมที ซอฟต์แวร์ของเครื่องฝึกจำลองยุทธ์ NWS 980   พัฒนามาจากซอฟต์แวร์ของเกม online  โดย กองการจำลองยุทธ์ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้นำมาพัฒนาเป็นเครื่องฝึกจำลองยุทธ์ NWS 980 โดยได้จัดทำเป็นโครงการวิจัย  และให้ชื่อว่า เครื่องฝึกจำลองยุทธ์ NWS 980 Version 2021 ซึ่งได้ใช้ราชการมาจนถึงทุกวันนี้

แต่จากการตรวจสอบพบว่า ขณะนี้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ของเกม GCB ได้หยุดพัฒนาและได้ปิดเว็บไซต์ของตนเองแล้ว ทางคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ซึ่งมีความรู้ความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์เกมที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องฝึกจำลองยุทธ์ NWS 980 แทนซอฟต์แวร์เดิมได้

โดยการร่วมมือกันครั้งนี้ นอกจากจะได้สร้างซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องฝึกจำลองยุทธ์ ด้วยฝีมือคนไทยเป็นครั้งแรก ยังทำให้โปรแกรมเมอร์ของ กองทัพเรือ ได้ร่วมเขียนโปรแกรมสร้างซอฟต์แวร์กับโปรแกรมเมอร์ของสถาบันเทคโนโลยี  พระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งแต่ต้น ส่งผลให้รู้จักโครงสร้างซอฟต์แวร์เป็นอย่างดีทำให้สามารถปรับปรุงหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ทันความก้าวหน้าของฮาร์ดแวร์ในอนาคตได้ด้วย ตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ 

‘ตรีนุช’ แจง ‘รร.ธรรมศาสตร์คลองหลวงฯ’ คืนเงินผู้ปกครองลดภาระช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580612

'ตรีนุช'แจง'รร.ธรรมศาสตร์คลองหลวงฯ' คืนเงินผู้ปกครองลดภาระช่วงโควิด

‘ตรีนุช’แจง’รร.ธรรมศาสตร์คลองหลวงฯ’ คืนเงินผู้ปกครองลดภาระช่วงโควิด

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 11.05 น.

“ตรีนุช”แจง”รร.ธรรมศาสตร์คลองหลวงฯ”คืนเงินที่เรียกเก็บให้แก่ผู้ปกครองแล้ว ตามนโยบาย ศธ.เพื่อลดภาระผู้ปกครองช่วงโควิด-19

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่เรื่องการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามโครงการต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 , 3 , 5 และ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม จ.ปทุมธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อาทิ ค่าวารสารโรงเรียน ค่าตรวจสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ค่าสาธารณูปโภคสำหรับห้องเรียนปรับอากาศ เป็นต้น ทั้งๆ ที่จัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ว่า จากการตรวจสอบทราบว่าเอกสารที่มีการนำมาเผยแพร่เป็นข้อมูลเก่า ซึ่งหลังจากที่ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ก็ได้ปรับมาตรการและมีการคืนเงินไปหลายรายการแล้ว

“ทราบว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรี เริงฤทธิ์ ผดุงพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ได้ปรับมาตรการและการดำเนินการตามแนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา เพื่อช่วยเหลือนักเรียนและผู้ปกครอง โดยใช้มาตรการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 1.เสริม Virtual Schoo โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่ม 2.งดเก็บค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมค่ายวิชาการ และ 3.คืนค่าเสื้อกีฬาสี (เสื้อ TO BE NUMBER ONE ) กรณีนักเรียนและผู้ปกครองไม่มีความประสงค์ต้องการสั่งซื้อไปแล้ว” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณและชื่นชม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาต่างๆ ที่เข้าใจและเห็นใจผู้ปกครอง โดยคืนเงินค่าใช้จ่ายในส่วนของกิจกรรมที่ไม่ได้จัดให้นักเรียน หรือ ดำเนินการในมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนและผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

‘ป่าอยู่ดี-คนมีที่ทำกิน’ มุมมอง ‘อนุรักษ์’ ถึงเวลาเปลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580451

‘ป่าอยู่ดี-คนมีที่ทำกิน’  มุมมอง‘อนุรักษ์’ถึงเวลาเปลี่ยน

‘ป่าอยู่ดี-คนมีที่ทำกิน’ มุมมอง‘อนุรักษ์’ถึงเวลาเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“คนกับป่า” เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความขัดแย้งตลอดมา ระหว่างฝ่ายรัฐที่มองว่าป่าจะอุดมสมบูรณ์ได้ต้องไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ นำไปสู่การจับกุมผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุก กับฝ่ายชาวบ้านตลอดจนนักวิชาการและภาคประชาสังคมที่พยายามย้ำว่าปัจจุบันกระแสโลกได้เปลี่ยนไปแล้วและมีชุดความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งพบว่าคนสามารถใช้ประโยชน์จากป่าพร้อมไปกับการอนุรักษ์ป่าได้หากมีการกำหนดกติกาบางอย่าง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“7 ปี ทวงคืนผืนป่า สู่ปีแห่งการเดินหน้าแก้ปัญหาที่ดิน” มีวิทยากรหลายท่านร่วมสะท้อนปัญหาและหาทางออก

สมชาติ รักษ์สองพลู ชาวกะเหรี่ยงบ้านกลาง จ.ลำปาง ยกตัวอย่าง นโยบายทวงคืนผืนป่า ที่ดำเนินการในยุครัฐบาลทหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือคนที่มีวิถีชีวิตอยู่กับป่า ซึ่งชาวบ้านนั้นดำรงชีวิตด้วยการทำเกษตรแบบดั้งเดิม รวมถึงการประกาศพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มแล้วไปทำที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้าน ก็เป็นอีกเรื่องที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมาก

“ใน จ.ลำปาง มีกรณีพี่แสงเดือน (แสงเดือนตินยอด) ไปปลูกยางพาราโดยนโยบายของนายกฯ ทักษิณ(ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีช่วงปี 2544-2549) แล้วถูกแจ้งข้อหาว่าบุกรุกป่า แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วเราพิสูจน์กันแล้ว คุณแสงเดือนซึ่งอยู่ อ.งาว เราพิสูจน์กันแล้ว อุทยานแล้วก็มีคณะกรรมการจากพี-มูฟ (P-Move ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม) เข้าไปตรวจสอบแล้วไม่ได้บุกรุก แล้วก็มีหลักฐานในการใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน แต่ท้ายที่สุดคุณแสงเดือน ตินยอด ถูกแจ้งข้อหาบุกรุกป่า” สมชาติ ระบุ

สมชาติ กล่าวต่อไปว่า กรณีข้างต้นนี้ชัดเจน แสงเดือนนั้นเป็นเพียงชาวบ้านฐานะยากจน ทำการเกษตรแบบกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนปลูกยางพารา ซึ่งหลังพบชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทำนองเดียวกันอีกหลายราย โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงที่ดำรงชีวิตด้วยการทำไร่หมุนเวียน เนื่องจากทางอุทยานมองว่าไร่หมุนเวียนคือป่า เนื่องจากไร่ที่ทำในปีนี้แล้วปล่อยทิ้งไว้ 4-5 ปีพื้นที่นั้นก็จะคืนสภาพเหมือนกับเป็นป่า

โดยทางอุทยานใช้คำว่าขอคืน ซึ่งชาวบ้านรายใดที่ไม่มีอำนาจต่อรองก็ต้องคืน แต่หากเป็นชาวบ้านที่รวมกันเป็นเครือข่ายก็จะมีการต่อรองเพื่อขอพิสูจน์ว่าเป็นพื้นที่ทำประโยชน์แต่เดิมมานานแล้ว ดังนั้นข้อเสนอคือ “ให้มีการสำรวจรังวัดพื้นที่โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน” เพื่อกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าไร่หมุนเวียนของชาวบ้านกับป่าอะไรอยู่จุดไหน และทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน

เล่าฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้ประสานงานศูนย์กฎหมายสิทธิชุมชน กล่าวว่า การใช้อำนาจและวิธีการทางทหารเข้าไปจัดการประเด็นป่าไม้ ผลที่ได้ก็ไม่ได้ทำให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั่วประเทศตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ กล่าวคือ ในปี 2556 มีพื้นที่ป่าอยู่ร้อยละ 31.57จากนั้นในปี 2560 มีพื้นที่ป่าอยู่ร้อยละ 31.58 แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดเมื่อเทียบกับปัญหาที่ชาวบ้านได้รับ

นอกจากนี้ การจัดสรรงบประมาณก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าที่ควร อาทิ ในการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2564 กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า ทั้ง 2 กรม ได้งบประมาณรวมกันประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ราวร้อยละ 60 เป็นงบบุคลากร รวมถึงงบด้านอนุรักษ์ป่า ในขณะที่งบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ดินถูกจัดสรรให้น้อยมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานไม่สามารถดำเนินการได้

“การใช้วิธีการ เครื่องไม้เครื่องมือและทัศนคติเหล่านี้มันไม่ได้ทำให้สังคมไทยได้พื้นที่ป่าขึ้นมา ไม่ได้นำไปสู่อะไรเลย มันมีแต่จะสร้างความสูญเสีย ระบบเศรษฐกิจที่เราควรจะใช้พื้นที่ป่าให้เป็นประโยชน์ สร้างสรรค์และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศ แต่ว่าเราก็ไม่ได้ใช้ แต่เรากลับใช้วิธีการว่า การที่ชุมชนเข้าไปใช้พื้นที่ป่าในรูปแบบใดก็
แล้วแต่เป็นความผิดและต้องทวงคืน เหล่านี้ถือว่าเป็นปัญหา” เล่าฟั้ง กล่าว

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่กระแสโลกมีการพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง แต่สำหรับประเทศไทยนั้นทั้งกฎหมายและวิธีคิดของผู้ใช้อำนาจด้านการอนุรักษ์ยังไม่เปลี่ยน และย้ำว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ” การมีส่วนร่วมคือการตรวจสอบได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ถูกพิสูจน์แล้วในหลายพื้นที่และหลายประเทศ ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าการให้รัฐเป็นผู้จัดการทรัพยากรเพียงฝ่ายเดียว

“เรามีความรู้ในการจัดการป่าเยอะแยะมากมาย แต่รัฐเลือกใช้ความรู้แบบนิเวศวิทยากระแสหลัก ซึ่งความรู้แบบนี้คือแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ เมื่อเอามาจัดการป่ามันก็เลยมีลักษณะแยกคนออกจากป่า ผมคิดว่าความรู้การจัดการป่า สังคมเรามันไม่ได้อับจนถึงขั้นเลือกทางเดียวแบบที่รัฐกำลังทำอยู่ ผมเสนอให้หาความรู้อื่นๆ ซึ่งมันมีอยู่หลากหลาย ยอมรับการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ระหว่างคนกับป่า ป่าสมบูรณ์คนไม่ยากจนเราสามารถทำได้ ไม่ใช่จัดการแบบที่ผ่านมาป่าสมบูรณ์แต่คนยากจน” อาจารย์ไชยณรงค์ กล่าว

พรพนา ก๊วยเจริญ กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน เสนอแนะว่า ต้องมีกลไกค้นหาข้อมูล เช่น จำนวนพื้นที่ที่ถูกยึดมีเท่าใด หากรัฐบาลต้องการออกกฎหมายหรือนโยบายใหม่มารับรองการทำกินในพื้นที่ป่า เพื่อให้ไม่เสียโอกาสในการแก้ไขปัญหา และการพิจารณาจะทำอย่างไร จะใช้เกณฑ์ใดบอกว่าใครเป็นนายทุน หรือจะสืบสาวประวัติศาสตร์ของที่ดินอย่างไร ซึ่งกลไกนี้ต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงหน่วยงานภาครัฐฝ่ายเดียว ข้อมูลต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงในระหว่างพิสูจน์สิทธิ์ จะทำอย่างไรกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว

“ทำอย่างไรที่จะทำให้เห็นประเด็นปัญหา สางกลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและแนวทางที่จะแก้ไข แล้วต้องเอาพหุกฎหมายขึ้นมาแก้ คือชาวบ้านกลุ่มนี้ได้เสียสิทธิไปแล้ว กลับไปทำกินไม่ได้ แล้วยุคโควิดวิกฤติแบบนี้รัฐบาลควรมีนโยบายในเรื่องของการให้เขาได้กลับไปทำกินอย่างน้อยก็คือฟื้นฟูเศรษฐกิจ อันนี้ก็ควรเป็นอันหนึ่งซึ่งในฝ่ายนโยบาย ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งทาง สส. ก็คือสภาโดยตรงในขณะนี้” พรพนา กล่าว

ปิดท้ายด้วย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า นโยบายทวงคืนผืนป่า กล่าวว่า ในยุคก่อนหน้านโยบายทวงคืนผืนป่าโดย คสช. นโยบายที่ดินของรัฐบาลในอดีตค่อนข้างดำเนินมาด้วยดีแล้ว เช่น ในปี 2554 ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มีการวางนโยบาย “โฉนดชุมชน” รวมถึงเริ่มจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” และยุคหลังจากนั้นนโยบายก็มีความใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่องนโยบายทวงคืนผืนป่า ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จึงมีการออกคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ขึ้นมาโดยเน้นให้จัดการกับนายทุน แต่ก็ยังพบปัญหาคือ นโยบายทวงคืนผืนป่ากำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรายงานความคืบหน้าต่อ คสช.ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงทำงานภายใต้ความกดดันเพราะในเวลานั้นทุกภาคส่วนต้องยอมรับอำนาจ คสช. ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์แม้ว่าเจ้าหน้าที่เองก็ไม่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลก่อนๆ ที่พยายามแก้ไขปัญหาก็ตาม

สาทิตย์ เสนอแนะทางแก้ปัญหาไว้ 2 ส่วน คือ 1.กรณีที่เป็นคดีความไปแล้ว ในอดีตเคยมีกรณีที่อัยการใช้อำนาจหน้าที่มีอยู่ตามกฎหมาย สั่งไม่ฟ้องหากเรื่องนั้น
ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เรื่องนี้จะทำได้หากมีการสั่งการทางนโยบายซึ่งรัฐบาลมองเห็นปัญหา เช่น กำหนดให้รวบรวมข้อมูลของแต่ละคดีว่าคดีใดไปถึงขั้นตอนไหนบ้าง หากเป็นคดีที่ยังไปไม่ถึงอัยการ หรือไปถึงอัยการแล้วแต่ยังไม่ถึงศาล และเป็นคดีของคนจน คดีที่อยู่ในระหว่างโต้แย้งเรื่องสิทธิ หรืออยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหา จะสามารถทำได้หรือไม่โดยให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง

กับ 2.นโยบายที่รัฐบาลดำเนินการผ่านกลไกคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) หรือนโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกินในที่สาธารณะต่างๆ เรื่องนี้ต้องดำเนินการต่อไป หากพบว่าใครเป็นคนจนไม่มีที่ไปจริงนโยบายเหล่านี้ต้องถูกนำไปใช้ ให้คนยากจนดังกล่าวหลุดออกจากนโยบายทวงคืนผืนป่า อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าในการจัดสรรงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2565

พบว่า งบที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนนั้นถูกตัดไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงสำนักงาน คทช. ก็ไม่มีงบประมาณที่จะไปดำเนินการด้วย แต่นโยบาย คทช. เมื่อมีมาแล้วก็ต้องดำเนินต่อไปควบคู่กับการแก้ไขปัญหาคดีความที่เกิดจากนโยบายทวงคืนผืนป่า เพราะไม่มีทางเลือกอื่น เพราะหากปล่อยไปเช่นนี้ ความสลับซับซ้อนเรื่องที่ดินจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่รุนแรงได้ง่ายที่สุดซึ่งไม่อยากเห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้น

“ปัญหานี้มันใหญ่เกินกว่าที่จะให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาตัดสินใจ มันเป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลต้องทำร่วมกับทุกภาคส่วน” สาทิตย์ กล่าวในท้ายที่สุด

“โฉนดชุมชน” เป็นนโยบายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สมัยที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี (ปี 2552-2554) เป็นการนำที่ดินที่มีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรมมาจัดสรรให้ประชาชนเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน โดยถือครองร่วมในลักษณะชุมชน มีคณะกรรมการชุมชนเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของปัจเจกบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้นำที่ดินไปขายให้กับบุคคลภายนอกชุมชน แต่สามารถส่งมอบเป็นมรดกให้กับทายาทตามกฎหมายได้ ส่วน “ธนาคารที่ดิน” นั้นเกิดขึ้นมาในฐานะสถาบันการเงินที่สนับสนุนการจัดหาที่ดินให้กับผู้มีรายได้น้อย

‘สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน’ ม.มหิดล ร่วมส่งเสริม ‘บริการสาธารณสุขมูลฐาน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580452

‘สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน’ม.มหิดล  ร่วมส่งเสริม‘บริการสาธารณสุขมูลฐาน’

‘สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน’ม.มหิดล ร่วมส่งเสริม‘บริการสาธารณสุขมูลฐาน’

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงงานบริการด้านสาธารณสุขมูลฐาน ว่า เมื่อพูดถึงงานประเภทนี้ มักจะคิดถึงงานบริการชั้นสองที่มีคุณภาพด้อยกว่าคุณภาพของงานบริการรักษาพยาบาลโดยทั่วไป ทั้งที่จริงๆ แล้วงานดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการให้บริการสุขภาพเบื้องต้นโดยภาคประชาชนสำหรับประเทศที่ด้อยพัฒนาเท่านั้น

สาเหตุที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเรื่องสาธารณสุขมูลฐานในความเป็นจริงนั้นมีหลายแง่มุมที่เกี่ยวพันกัน ซึ่งโดยหลักการ คือ ความต่อเนื่อง เชื่อมโยง และส่งต่อสู่บริการในระดับที่สูงขึ้นไป หรือบริการที่เกี่ยวข้องหากมีความจำเป็น เพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพด้วยความเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้เกิดระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง โดยเป็นหลักการที่ทุกประเทศทั่วโลกควรต้องนำไปปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศที่พัฒนาแล้วก็ตาม

รศ.ดร.นพ.ภูดิท กล่าวต่อไปว่าประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาสาธารณสุขมูลฐาน และเป็นตัวอย่างให้กับองค์การอนามัยโลก (WHO) และนานาประเทศ นำไปเป็นต้นแบบในหลายประเด็น เช่น การพัฒนาสุขภาพภาคประชาชนโดยผ่านการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพผ่านสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งในประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องสาธารณสุขมูลฐานที่แตกต่างกัน

องค์กรหลักที่ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐานของกระทรวงสาธารณสุข คือ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งดูแลประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพที่ยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม โดยมีงาน อสม. เป็นส่วนสำคัญในการให้บริการด้านสาธารณสุขมูลฐานในชุมชนโดยสถาบันฯมีส่วนสนับสนุนในการพัฒนาบทบาทของ อสม. ผ่านการจัดฝึกอบรม และการดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นกรรมการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องของการพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานด้วย

และในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 สถาบันฯ ยังได้ริเริ่มการวิจัยเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เรื่อง “การพัฒนาบทบาทของ อสม. เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ตลอดจนได้ริเริ่มพัฒนาหลักสูตร “เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine)” ขึ้นเพื่อผลักดันให้เกิดรูปแบบการบริการแบบใหม่ที่จะมุ่งปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สู่การมีสุขภาพแข็งแรงเพียงพอที่จะต่อสู้กับโรคอุบัติใหม่ต่างๆ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักประสานงานสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัย (สปสว.) จัดทำรายการ“3 วัยไล่โควิด” เผยแพร่ทาง YouTube โดยใช้พลังปัญญาของผู้สูงวัยมาแนะนำแนวทางและนโยบายเพื่อสนับสนุนให้เกิดการดูแลตัวเองเพื่อให้ปลอดภัยในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 ตลอดจนจัดอบรมระยะสั้นออนไลน์นานาชาติเพื่อรับมือกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

“การสาธารณสุขมูลฐานในโลกยุคใหม่ มีความสำคัญโดยถือเป็นเครื่องมือกลไก และหลักการอันเป็นบันไดขั้นพื้นฐานที่จะทำให้ระบบสุขภาพของทุกประเทศมีความเข้มแข็ง และมีศักยภาพสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ที่สำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดการสร้างความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดเป็นเครือข่ายในการนำพลังของทุกคนมาร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาสุขภาพที่นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของประชาชนต่อไป” รศ.ดร.นพ.ภูดิท กล่าว

อว. เผยฉีดวัคซีนทั่วโลกแล้ว 2,398 ล้านโดส ไทยครองอันดับ 3 ในอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580568

อว. เผยฉีดวัคซีนทั่วโลกแล้ว 2,398 ล้านโดส ไทยครองอันดับ 3 ในอาเซียน

อว. เผยฉีดวัคซีนทั่วโลกแล้ว 2,398 ล้านโดส ไทยครองอันดับ 3 ในอาเซียน

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 21.55 น.

“อว. เผยฉีดวัคซีนของไทย ณ วันที่ 15 มิถุนายน ฉีดวัคซีนแล้ว 6,511,184 โดส และทั่วโลกแล้ว 2,398 ล้านโดส ใน 199 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกันกว่า 66.414 ล้านโดส โดยจังหวัดของไทยที่ฉีดมากที่สุด คือ จังหวัดภูเก็ต โดยฉีดวัคซีนเข็มแรกกว่า 61.26%”

วันที่ 15 มิถุนายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 2,398 ล้านโดส ใน 199 ประเทศ/เขตปกครอง โดยขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 36.3 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าอิสราเอลได้ฉีดวัคซีนครอบคลุมเกินครึ่งของประชากรแล้ว ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนการฉีดวัคซีนสูงที่สุดที่ 311 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันกว่า 145 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว”

ด้านอาเซียนขณะนี้ทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว มียอดรวมกันที่ประมาณ 66.414 ล้านโดส โดยสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (42.5% ของประชากร) ในขณะที่อินโดนีเซียฉีดวัคซีนในจำนวนมากที่สุดที่ 32.6 ล้านโดส        

สำหรับประเทศไทยข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2564 ได้ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 6,511,184 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 43.3% ในการฉีดวัคซีน จำนวน 2,398 ล้านโดสนี้ อว. ขอรายงานสถิติที่สำคัญ คือ

1. ข้อมูลการฉีดวัคซีนล่าสุดของประเทศไทย ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2564 

จัดสรรวัคซีนแล้วทั้งหมด 7,082,361 โดส 
จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 6,511,184  คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น
-เข็มแรก 4,762,063 โดส (7.2% ของประชากร)
-เข็มสอง 1,749,121 โดส (2.6% ของประชากร)

2. จำนวนวัคซีนตั้งแต่ 28 ก.พ.-15 มิ.ย. 64 พบว่า ประเทศไทยฉีดวัคซีนแล้ว 6,511,184 โดส (อัตราการฉีดล่าสุดเฉลี่ย 3 วันย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 64 ซึ่งเป็นการฉีดวัคซีนวาระแห่งชาติ

179,382 โดส/วัน ประกอบด้วย
วัคซีน AstraZeneca
– เข็มที่ 1 1,672,250 โดส
– เข็มที่ 2 37,444 โดส
วัคซีน Sinovac
– เข็มที่ 1 3,089,813 โดส
– เข็มที่ 2 1,711,677 โดส

3. รายงานผู้มีอาการข้างเคียงภายหลังได้รับการฉีดวัคซีน

– 91.01% ไม่มีผลข้างเคียง
– 8.99% มีผลข้างเคียงไม่รุนแรง ประกอบด้วย
 – ปวดกล้ามเนื้อ 2.16%
 – ปวดศีรษะ 1.60%
 – ปวด บวม แดง ร้อน บริเวณที่ฉีด 1.15%
 – เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 1.05%
 – ไข้ 0.70%
 – คลื่นไส้ 0.48%
 – ท้องเสีย 0.32%
 – ผื่น 0.26%
 – ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง 0.20%
 – อาเจียน 0.13%
– อื่น ๆ 0.93%

4. แผนกระจายวัคซีน สรุปยอดการนำเข้าวัคซีน 100 ล้านโดส

วัคซีน AstraZeneca 2.1 ล้านโดส
วัคซีน Sinovac 6 ล้านโดส

แผนกระจายวัคซีนในเดือนมิถุนายน 2564 จำนวน 6 ล้านโดส
งวดที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 7-22 มิ.ย. 64
จัดส่ง 3 ล้านโดส ประกอบด้วย
– วัคซีน AstraZeneca 2 ล้านโดส
– วัคซีน Sinovac 1 ล้านโดส
แบ่งเป็น 
– กทม. 5 แสนโดส
– สำนักงานประกันสังคม 3 แสนโดส
– กปอ/อว. 1.5 แสนโดส
– หมอพร้อม 76 จังหวัด 1.1 ล้านโดส
– องค์กร ภาครัฐ 1 แสนโดส

งวดที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21-2 ก.ค. 64
จัดส่ง 3.5 ล้านโดส ประกอบด้วย
– วัคซีน AstraZeneca 1.5 ล้านโดส
– วัคซีน Sinovac 2 ล้านโดส

5. จังหวัดที่ฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 แบ่งเป็น 2 ชุดข้อมูล

กรุงเทพฯ และปริมณฑล เข็มที่1 13.85% เข็มที่2 4.45% ประกอบด้วย
– กรุงเทพฯ เข็มที่1 18.62% เข็มที่2 5.13%
– นนทบุรี เข็มที่1 12.06% เข็มที่2 4.38%
– สมุทรปราการ เข็มที่1 7.95% เข็มที่2 2.29%
– ปทุมธานี เข็มที่1 6.27% เข็มที่2 1.88%
– สมุทรสาคร เข็มที่1 15% เข็มที่2 11.29%
– นครปฐม เข็มที่1 3.35% เข็มที่2 1.16%

จังหวัดอื่นๆ 71 จังหวัด เข็มที่1 4.04% เข็มที่2 1.6%
– ภูเก็ต เข็มที่1 61.26% เข็มที่2 28.21%
– ระนอง เข็มที่1 14.5% เข็มที่2 6.36%
– สุราษฏร์ธานี เข็มที่1 8.83% เข็มที่2 3.33%
    – เกาะสมุย เข็มที่1 45.93% เข็มที่2 21.01%
    – เกาะพะงัน เข็มที่1 8.62% เข็มที่2 1.19%
    – เกาะเต่า เข็มที่1 15.88% เข็มที่2 0.91%

6. ในภูมิภาคอาเซียน ได้ฉีดวัคซีนแล้วครบ 10 ประเทศ รวมจำนวน 66,414,480 โดส ได้แก่

1. อินโดนีเซีย จำนวน 32,603,744 โดส (7.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca
2. ฟิลิปปินส์ จำนวน 6,948,549 โดส (4.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac, Pfizer, Sputnik V และ AstraZeneca
3. ไทย จำนวน 6,511,184 โดส (7.2%* ของประชากร)  ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca 
4. กัมพูชา จำนวน 5,537,1538 โดส (17.7%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, AstraZeneca และ Sinovac
5. มาเลเซีย จำนวน 4,688,233 โดส (10%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer, AstraZeneca และ Sinovac
6. สิงคโปร์ จำนวน 4,392,067 โดส (42.5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Moderna 
7. พม่า จำนวน 2,994,900 โดส (N/A* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca
8. เวียดนาม จำนวน 1,552,651 โดส (1.5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca
9. ลาว จำนวน 1,122,128 โดส (9.7%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, Sputnik V 
10. บรูไน จำนวน 63,486 โดส (11.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinopharm 

* คำนวณจากจำนวนฉีด/จำนวนประชากร/2 เหมือนกันทุกประเทศ

7. จำนวนการฉีดวัคซีนแยกตามภูมิภาค

1. เอเชียและตะวันออกกลาง 59.17%
2. อเมริกาเหนือ 16.4%
3. ยุโรป 16.4%
4. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 6.05%
5. แอฟริกา 1.69%
6. โอเชียเนีย 0.29%

8. ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 4 ประเทศลำดับแรกที่ฉีดวัคซีนมากกว่า 100 ล้านโดส รวมกันเกือบ 70% ของปริมาณการฉีดวัคซีนทั่วโลก

1. จีน จำนวน 892.77 ล้านโดส (31.9% ของจำนวนการฉีดทั่วโลก)
2. สหรัฐอเมริกา จำนวน 310.65 ล้านโดส (48.5%)
3. สหภาพยุโรป จำนวน 301.85 ล้านโดส (34%)
4. อินเดีย จำนวน 258.71 ล้านโดส (9.5%)

9. ประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุด มี 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชากรอย่างน้อย 25% แล้ว ได้แก่ (เฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน)

1. มัลดีฟส์ (65.4% ของประชากร) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford และ Sinopharm )
2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (64.4%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaleya)
3. บาห์เรน (63.7%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)
4. อิสราเอล (58.7%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna)
5. สหราชอาณาจักร (53.6%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford Moderna และ Pfizer/BioNTech)
6. ชิลี (53.5%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Sinovac)
7. มองโกเลีย (50.9%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Sputnik V )
8. กาตาร์ (50.3%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech) 
9. ฮังการี (48.9%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)
10. สหรัฐอเมริกา (48.5%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech Moderna และ Johnson&Johnson