โรงเรียนหนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ นำร่องออกประกาศ งดเก็บค่าเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579181

โรงเรียนหนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ นำร่องออกประกาศ งดเก็บค่าเทอม

โรงเรียนหนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ นำร่องออกประกาศ งดเก็บค่าเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 08.26 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2564 โรงเรียนหนองไผ่ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ได้เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า งดเก็บค่าบำรุงการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปี 2564 เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยมีแนวทางดังนี้

งดเก็บค่าบำรุงการศึกษา ภาคเรียนที่ 1/2564 จำนวน 1,700 บาท

งดเก็บค่าใช้จ่ายในการจัดโครงการและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ของนักเรียนที่ 1 ทุกระดับชั้น จำนวน 1,500 บาท

ศธ.มอบนโยบาย วษท. จัดกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมขยายหลักสูตร ‘ชลกร’ ให้ครบ 47 แห่งทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579064

ศธ.มอบนโยบาย วษท. จัดกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่  พร้อมขยายหลักสูตร‘ชลกร’ให้ครบ 47 แห่งทั่วประเทศ

ศธ.มอบนโยบาย วษท. จัดกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมขยายหลักสูตร‘ชลกร’ให้ครบ 47 แห่งทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายให้ทุกวิทยาลัยเกษตรฯ จัดกิจกรรมทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่-ปลูกหญ้าแฝก และไม้มีค่าเพิ่มพื้นที่ป่า-ธนาคารน้ำใต้ดินแบบปิด พร้อมเดินหน้าขยายหลักสูตร “ชลกร” ให้ครอบคลุมทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ หลังรุ่นแรกประสบความสำเร็จ

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัยโฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) 5 วิทยาลัยในภาคอีสาน นำร่องพร้อมเปิดสอนหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร (ชลกร) ภายใต้สาขาวิชาช่างกลเกษตร รุ่นที่ 1ในวันที่ 14 มิถุนายน 2564 นี้ และยังได้มอบนโยบายให้ทุกวิทยาลัย ทั้งที่เปิดหลักสูตร “ชลกร” หรืออยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมที่จะเปิดสอนในปีการศึกษาต่อไป ให้ดำเนินกิจกรรมเพิ่มเติมได้แก่ เกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ปลูกพืชสามอย่างเพื่อประโยชน์สี่อย่าง การปลูกหญ้าแฝกเพื่อกันการพังทลายของดินเพื่อความชุ่มชื้น การปลูกไม้มีค่าปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มเติมโดยเฉพาะไม้มีค่า ให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นในวิทยาลัยให้มากที่สุด รวมถึงการทำธนาคารน้ำใต้ดินแบบปิดในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัววิทยาลัยเอง และชุมชนโดยรอบ รวมถึงตัวนักศึกษาหลักสูตรชลกร ที่จะได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

ทั้งนี้ ดร.คุณหญิงกัลยามีความเชื่อมั่นว่าภาคการเกษตร ถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และการขยายหลักสูตร “ชลกร” ในครอบคลุมทุกพื้นที่ประเทศในอนาคต จะทำให้ภาคการเกษตรของเราเข้มแข็งและสามารถก้าวข้ามวิกฤติได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ เกษตรกรสมัยใหม่จะมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้ที่เรียนเกษตรต่อไปนี้จะไม่มีคำว่าจนอีกต่อไป” นางดรุณวรรณ กล่าว

สำหรับ “หลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำ หรือ “ชลกร” ในรุ่นที่ 1 นี้มีผู้ให้ความสนใจสมัครเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาระดับ ปวส. ประจำปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 และเตรียมที่จะขยายหลักสูตรให้ครบทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ อาชีวะเกษตรและเทคโนโลยีพร้อมเปิดโอกาสให้กับทุกคน

ทีมนักสร้างหุ่นยนต์ โรงเรียนนานาชาติ DBS ชนะแข่งขัน 5 รางวัล จากผู้ร่วมแข่งขันทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579062

ทีมนักสร้างหุ่นยนต์ โรงเรียนนานาชาติ DBS  ชนะแข่งขัน 5 รางวัล จากผู้ร่วมแข่งขันทั่วโลก

ทีมนักสร้างหุ่นยนต์ โรงเรียนนานาชาติ DBS ชนะแข่งขัน 5 รางวัล จากผู้ร่วมแข่งขันทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

DBS Robotics Team ทีมนักเรียนนักสร้างหุ่นยนต์ จากโรงเรียนนานาชาติ DBS Denla British School ได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันหุ่นยนต์ชิงแชมป์โลก VEXIQ World Championships ที่จัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ผ่านการถ่ายทอดสดทางออนไลน์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม สามารถคว้ารางวัลไว้ได้ถึง 5 รางวัล จากทีมผู้เข้าแข่งขันจากหลายประเทศทั่วโลก โดยการเข้าแข่งขันในครั้งนี้จะแข่งทักษะทางด้านวิศวกรรม การออกแบบหุ่นยนต์ การวาดภาพทางเทคนิค การเขียนโปรแกรม การกำหนดกลยุทธ์เกม ทักษะการบังคับหุ่นยนต์

รางวัลที่ได้ ได้แก่ Trophy 1-Division Champions แชมป์ประจำดิวิชั่น ทำคะแนนสูงสุดในหมวดการเขียนโปรแกรม (Programming) และทักษะการบังคับหุ่นยนต์ (Driving Skills), Trophy 2-
Division Excellence Awardรางวัลที่มอบให้แก่ทีมที่แสดงความเป็นเลิศโดยรวมในการสร้างโปรแกรมหุ่นยนต์คุณภาพสูง ระดับมัธยมต้น-Jupiter Division (ได้อันดับที่ 4 จากทั้งหมด 5 ดิวิชั่น)-ทีม God Mode 55580B, Trophy 3-Division Think Award รางวัลที่มอบให้แก่ทีมที่มีกลยุทธ์ในการเขียนโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องในการแก้ปัญหาและความท้าทายต่างๆ ของเกมมากที่สุด ระดับประถมศึกษา-Mars Division (ได้อันดับที่ 3จากทั้งหมด 4 ดิวิชั่น)-ทีม Dogbot55580C, Trophy 4-Division Champions แชมป์ประจำดิวิชั่นซึ่งเป็นทีมที่ทำคะแนนสูงสุดในดิวิชั่นสำหรับการแข่งขันด้านทักษะการเขียนโปรแกรมและการบังคับหุ่นยนต์และ Trophy 5-Division Think Awardรางวัลที่มอบให้แก่ทีมที่มีกลยุทธ์ในการเขียนโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องในการแก้ปัญหาและความท้าทายต่างๆ ของเกมกันมากที่สุด

ศูนย์รับวัคซีน ‘ธรรมศาสตร์’ พร้อมให้บริการ เปิดต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน รับวันละ 2,000 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579063

ศูนย์รับวัคซีน ‘ธรรมศาสตร์’ พร้อมให้บริการ  เปิดต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน รับวันละ 2,000 คน

ศูนย์รับวัคซีน ‘ธรรมศาสตร์’ พร้อมให้บริการ เปิดต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน รับวันละ 2,000 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า ได้เปิด “ศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 ธรรมศาสตร์รังสิต” ที่อาคารยิมเนเซียม 4 มธ. ศูนย์รังสิต โดยได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2564 เป็นต้นไป และมีแผนจะให้บริการอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2564 ไปจนถึงสิ้นปี

ศ.ดร.สุรพล กล่าวต่อไปว่ามธ. และบุคลากรทั้งหมดจะร่วมมือกันให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด โดยทุกคนจะทำด้วยจิตอาสา ไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่ประการใด โดยเบื้องต้นคาดว่ามีศักยภาพในการฉีดวันละประมาณ 2,000 คน และในอนาคตยังสามารถขยายศักยภาพเพิ่มขึ้นได้อีก และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธรรมศาสตร์ตัดสินใจเปิดศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากเห็นพ้องกับรัฐบาลว่าวัคซีนจะเป็นหนทางในการควบคุมและจัดการการระบาดได้ดีที่สุด และจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้หน่วยบริการลดภาระการดูแลผู้ป่วยลงได้เป็นจำนวนมาก

ม.ศรีปทุม คิกออฟ ฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชน ผู้สนใจลงทะเบียนฉีดผ่านเว็บไทย ‘ร่วมใจดอทคอม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579060

ม.ศรีปทุม คิกออฟ ฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชน  ผู้สนใจลงทะเบียนฉีดผ่านเว็บไทย ‘ร่วมใจดอทคอม’

ม.ศรีปทุม คิกออฟ ฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชน ผู้สนใจลงทะเบียนฉีดผ่านเว็บไทย ‘ร่วมใจดอทคอม’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า จากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ระลอกใหม่ และเพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศไทย ที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ด้วยการเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ได้ร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุมเล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้เสนอตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ของประเทศไทย และได้ตอบรับและให้ความร่วมมือ กรุงเทพมหานคร และ หอการค้าไทย ในการเป็นหน่วยฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล ตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 มหาวิทยาลัยศรีปทุม ขึ้นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ ซึ่งเป็นสถาบันในเครือของมหาวิทยาลัยศรีปทุม

สำหรับประชาชนผู้สนใจฉีดวัคซีน สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไชต์ ไทยร่วมใจดอทคอม โดยเริ่มลงทะเบียนมาตั้งแต่วันจันทร์ที่7 มิถุนายน 2564 เป็นต้นมาเป้าหมายฉีดให้ได้วันละ 1,000 คนประชาชนผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ตามเว็บไซต์ดังกล่าว

‘สาธิตม.รังสิต’ ฉีดวัคซีนให้ครู-พนักงานครบ เตรียมเปิดเทอม 5 ก.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578989

‘สาธิตม.รังสิต’ฉีดวัคซีนให้ครู-พนักงานครบ เตรียมเปิดเทอม 5 ก.ค.นี้

‘สาธิตม.รังสิต’ฉีดวัคซีนให้ครู-พนักงานครบ เตรียมเปิดเทอม 5 ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 13.54 น.

‘สาธิตม.รังสิต’ฉีดวัคซีนให้ครู-พนักงานครบ เตรียมเปิดเทอม 5 ก.ค.นี้

9 มิถุนายน 2564 ภายหลังวันดีเดย์ 7 มิถุนายน 2564 ที่รัฐบาลไทยประกาศระดมฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และหวังให้ระบบการศึกษากลับมาสู่โรงเรียน ไม่ต้องให้เยาวชนนั่งเรียนออนไลน์ผ่านจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป ล่าสุด โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทาลัยรังสิต (SBS) นำร่องฉีดวัคซีนให้บรรดาครูต่างชาติ ครูไทย และพนักงานในโรงเรียนทุกคน เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปิดเทอมในวันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้

ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทาลัยรังสิต (SBS) กล่าวว่า “ทาง SBS มีความตระหนักถึงความปลอดภัยของคณาจารย์ ผู้ปกครองและนักเรียนเป็นอันดับ 1 เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังไม่ลดลง ทางเดียวที่จะสามารถเปิดเทอมให้เรียนตามปกติได้คือ ทุกคนต้องได้รับวัคซีน เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง”

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมาทางโรงเรียนถือโอกาสเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ด้วยการร่วมสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม จัดหาวัคซีนให้ครูต่างชาติ ครูไทย และพนักงานทุกคนได้เข้ารับการฉัดวัคซีนที่อาคาร นันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีกระทรวงสาธารณสุขคอยดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันกับผู้สื่อข่าวเตรียมเปิดเทอมต้อนรับนักเรียนกลับสู่แคมปัส จันทร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ อย่างแน่นอน

‘สิงห์ชัย ทนินซ้อน’ นั่ง อสส.คนที่ 16 รอเสนอวุฒิสภาเห็นชอบ พิจารณาโปรดเกล้าฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578964

‘สิงห์ชัย ทนินซ้อน’ นั่ง อสส.คนที่ 16 รอเสนอวุฒิสภาเห็นชอบ พิจารณาโปรดเกล้าฯ

‘สิงห์ชัย ทนินซ้อน’ นั่ง อสส.คนที่ 16 รอเสนอวุฒิสภาเห็นชอบ พิจารณาโปรดเกล้าฯ

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 12.38 น.

วันที่ 9 มิถุนายน 2564 นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ( ก.อ. )มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน รองอัยการสูงสุด ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คนใหม่ 

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุดคน (อสส.) ปัจจุบันจะมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณ 2564 นี้ ซึ่งตามกฎหมายจะต้องพ้นจากตำแหน่งอัยการสูงสุดไปดำรงตำแหน่งอัยการอาวุโส ตามความในมาตรา 39 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 

โดยขั้นตอนต่อไป สำนักงานอัยการสูงสุดจะดำเนินการตามพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 10 โดยจะมีหนังสือกราบเรียนประธานวุฒิสภา ให้นำเข้าที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว ก็จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงพิจารณาโปรดเกล้า ฯ ต่อไป  

สำหรับ นายสิงห์ชัย  ทนินซ้อน ว่าที่อัยการสูงสุดคนที่ 16 เกิดวันที่ 22 มกราคม 2500 ปัจจุบันอายุ 64 ปี มีวาระการดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัฐศาสตรมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย ผ่านการอบรมหลักสูตรที่สำคัญ เช่น หลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 8 วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ นักบริหารกระบวนการยุติธรรมชั้นสูง รุ่นที่ 22 จากวิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม หลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง รุ่นที่ 4 สำนักงาน ป.ป.ช.

ด้านประวัติการทำงาน นายสิงห์ชัย เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญทั้งรองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดสำนักงานอัยการสูงสุด รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา กรรมการเนติบัณฑิตยสภา และกรรมการในสภามหาวิทยาลัยบูรพาอีกด้วย.

‘ตรีนุช’ กำชับผอ.เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรับเปิดเทอม 14 มิ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578961

‘ตรีนุช’กำชับผอ.เขตพื้นที่ฯทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรับเปิดเทอม 14 มิ.ย.นี้

‘ตรีนุช’กำชับผอ.เขตพื้นที่ฯทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรับเปิดเทอม 14 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 12.33 น.

วันที่ 9 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  ว่า ตนเน้นย้ำกับผู้อำนวยการ สพท. และโรงเรียนทั่งวประเทศ ถึงการจัดการเรียนการสอนภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ new normal เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 14 มิถุนายน นี้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนไว้ 5 รูปแบบ ให้โรงเรียนนำไปประยุกต์ใข้ตามบริบทพื้นที่ของแต่ละโรงเรียน ได้แก่ 1. On Site 2. On Air 3. Online 4. On Demand 5. On Hand ซึ่งโรงเรียนสามารถจัดการเรียนแบบผสมผสานรูปแบบต่างๆกันได้ ทั้งนี้ ตนเน้นย้ำว่าการจัดการเรียนการสอนใน 5 รูปแบบนี้ โรงเรียนต้องสร้างคุณภาพให้กับผู้เรียนมากที่สุด และจับต้องได้ด้วย ขณะเดียวกัน อยากให้แต่ละพื้นที่ได้แนะนำ สะท้อนปัญหา และสะท้อนแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะกับบริบทของตน เพื่อให้ ศธ.รับทราบเป็นข้อมูล ศธ.พร้อมจะพัฒนารูปแบบร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนมากที่สุด

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ตนเน้นย้ำให้ ผอ.สพท.และโรงเรียนจัดการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่น โดยจะต้องจัดการเรียนการสอนภายใต้ความปลอดภัยของผู้เรียน และต้องให้ผู้เรียนมีความสุขด้วย เพราะการเรียนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ผู้เรียนอาจจะมีความเครียดอยู่แล้ว ถ้านักเรียนเครียด ไม่ว่าครูจะจัดการเรียนการสอนอย่างไร ผู้เรียนก็อาจจะไม่ได้รับความรู้มากเท่าที่ควร  การเรียนการสอนควรเน้นแบบแอคทีฟเลิ่นนิ่ง เพราะถ้าจะยึดการเรียนการสอนที่เน้นองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์กับการเรียนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

“อยากฝากให้ผู้บริหารเขตพื้นที่ พยายามคิดว่ามีรูปแบบการเรียนอะไรบ้างที่จะสอดรับกับสถานการณ์นี้ มากกว่าที่จะคิดแบบเดิมๆ โดยต้องนำเอาสถานการณ์นี้มาปรับใช้กับองค์ความรู้ที่มีอยู่ ทั้งนี้ จะต้องยึดว่าต้องทำให้ผู้เรียนมีความรู้และมีความสุขด้วย นอกจากนี้ ดิฉันมอบนโยบายให้นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) คิดมาตรการลดภาระให้ผู้ปกครอง ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ดิฉันจะหารือกับผู้บริหารของ ศธ. อีกครั้งถึงการปรับและทบทวนวิธีการวัดและประเมินผลผู้เรียน เพราะเมื่อการเรียนการสอนจะต้องปรับไปตามบริบทของพื้นที่ อาจจะไม่สามารถวัดและประเมินผลในรูปแบบเดิมได้ ”น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ช่วงที่ผ่านมาจะพบดราม่าการแต่งชุดนักเรียนมานั่งเรียนออนไลน์ หรือแต่งชุดนักเรียนเคารพธงชาติที่บ้านนั้น มองว่าสภาพพื้นที่ สภาพบริบทของแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน จึงอยากให้ผู้อำนวยการ สพท. และผู้อำนวยการโรงเรียน พิจารณาจัดการเรียนการสอนภายใต้สภาพพื้นที่ของตนด้วย  เช่น โรงเรียนมีความยากลำบาก อาจจะยืดหยุ่นเรื่องการแต่งตัวของนักเรียน แต่ถ้าโรงเรียนไหนมีความพร้อม ให้นักเรียนมาเรียนที่โรงเรียน กอาจจะให้นักเรียนใส่ชุดนักเรียนเพื่อสร้างความเป็นระเบียบวินัยได้ เป็นต้น ศธ.มีโรงเรียนที่มีความหลากหลาย ดังนั้น ผู้อำนวยการ สพท.และผู้อำนวยการโรงเรียน จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ โดยยึดหลักความยืยหยุ่นเป็นหลัก และช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้ผู้เรียนมีความผ่อนคลาย มีความสุข และลดภาระผู้ปกครองด้วย

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาของศธ. ซึ่งมีความสำคัญเพราะมีความใกล้ชิดกับนักเรียน ผู้บริหารศธ.จึงให้ความสำคัญ และได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาตลอด ซึ่งท่านนายกฯ ก็ตั้งใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับการฉีดวัคซีนเป็นอันดับแรกๆอยู่แล้ว และเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่สถานีกลางบางซื่อ ก็ได้ฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ควบคุมและพื้นที่สีแดงเข้มไปแล้ว และจะทยอยฉีดให้ครบกว่า 3 หมื่นคนก่อนเปิดภาคเรียน และเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในต่างจังหวัดถึงแม้วัคซีนมีจำนวนจำกัดแต่ศธ.ก็จะพยายามทยอยฉีดให้ได้มากที่สุด

โควิดและอนาคตการศึกษาไทย เรื่องน่าคิดมีมากกว่า ‘ออน-ออฟไลน์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578741

โควิดและอนาคตการศึกษาไทย เรื่องน่าคิดมีมากกว่า‘ออน-ออฟไลน์’

โควิดและอนาคตการศึกษาไทย เรื่องน่าคิดมีมากกว่า‘ออน-ออฟไลน์’

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“การศึกษา” เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจาก “สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19” มาตั้งแต่การระบาดระลอกแรกในช่วงต้นปี 2563 เมื่อสถานศึกษาทุกระดับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกสั่งปิดเพื่อควบคุมไม่ให้โรคระบาดเป็นวงกว้าง นักเรียน-นักศึกษาต้องย้ายไป “เรียนออนไลน์” กลายเป็นประเด็นความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวที่มีและไม่มีความพร้อมที่ปรากฏเป็นข่าวผ่านหน้าสื่ออยู่เนืองๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เปิดเทอมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม : สอนอย่างไร เรียนแค่ไหนเมื่อออนไลน์ไปไม่ถึง” โดยมีวิทยากรหลายท่านร่วมให้มุมมอง อาทิภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่กล่าวว่า โรงเรียนในไทยมีความแตกต่างในการเข้าถึงอินเตอร์เนตค่อนข้างมาก

เพราะฉะนั้นเด็กไทยที่อยู่ในโรงเรียนยากจนหรือในชนบท เมื่อใช้อินเตอร์เนตเพื่อเรียนออนไลน์จะเป็นเรื่องยาก โดยผลสำรวจนักเรียนทุนเสมอภาค กสศ. พบว่าน้อยกว่าร้อยละ 10 ที่จะมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตที่บ้าน จึงทำให้การเรียนการสอนแบบออนไลน์ในกลุ่มเด็กยากจนเป็นแนวทางที่ไม่ได้ผล อย่างไรก็ตามปัญหาการเรียนการสอนในช่วงโควิด-19ก็ไม่ได้มีแต่เฉพาะในประเทศไทย

อาทิ อินเดีย ในช่วงโควิดรอบแรกจะมีโครงการที่ดำเนินการโดยองค์กร “Phatam” ที่เน้นเรื่องการช่วยเหลือเด็กในการเรียนการสอน โดยจะมีการส่งข้อความสั้น (SMS) แก่ผู้ปกครองในการแนะนำแนวทางการดูแลนักเรียน นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครในหมู่บ้านสอนบทเรียนให้กับนักเรียนที่เรียนตามไม่ทัน ในระดับที่เหมาะสมกับความรู้ของผู้เรียน (Teach at the Right Level) โดยยึดถือการทำงานแบบเพื่อนช่วยเพื่อน-พี่ช่วยน้อง

หรือที่ บังกลาเทศ มีองค์กร “BRAC” โดยใช้อาสาสมัครในชุมชนสอนบทเรียนเช่นกัน ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เนตและไม่มีคอมพิวเตอร์ แต่จะใช้การสื่อสารทางโทรศัพท์ จึงทำให้การช่วยเหลือจะเป็นการโทรศัพท์ไปคุยเพื่อให้กำลังใจสนับสนุนผู้ดูแลและพ่อแม่ของเด็กทุกสัปดาห์ ซึ่งอาสาสมัครเหล่านี้จะได้รับการอบรมอย่างมีระบบ และยังมีหลักสูตร “Playful Learning” โดยนำผู้หญิงในชุมชนมาอบรมให้มีความพร้อมในการสื่อสารและสอนเด็กในช่วงที่ยังไม่สามารถไปโรงเรียนได้

โดยมีวิธีการสอนแบ่งตามช่วงอายุวัยที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางร่างกาย สติปัญญา ภาษา ทักษะทางอารมณ์และสังคมแก่เด็ก นอกจากนี้มีการให้ครูสอนผ่านทางโทรศัพท์ โดยสอนกับนักเรียนกลุ่มละ 3-4 คน และมีพ่อแม่ฟังด้วย ซึ่งจะเน้นโทรศัพท์อย่างเดียว เพราะเข้าถึงอินเตอร์เนตได้ยาก ซึ่งวิธีการที่อินเดียและบังกลาเทศใช้สามารถนำมาเป็นแนวทางให้กับประเทศไทยได้ เนื่องจากมีกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เนตได้เหมือนกัน

“การบริหารจัดการในประเทศฝั่งตะวันตกอย่างประเทศอิตาลีและแคนาดาก็น่าสนใจเช่นกัน โดยจะเน้นการซ่อมเสริมความรู้ที่หายไป ผ่านการเรียนเสริมโดยครูหรืออาสาสมัครที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่ได้รับการอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาสในช่วงโควิด-19 โดยใช้เวลาสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนได้ทัน ทั้งหมดนี้เห็นได้ว่าแต่ละประเทศทั้งประเทศด้อยพัฒนาและประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จะมีวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลายแนวทาง ซึ่งไทยสามารถนำแนวทางเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน และพื้นที่ต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันไป” ภูมิศรัณย์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ไกรยส ภัทราวาทรองผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า ข้อมูลในระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ “iSEE” ช่วยทำให้เห็นภาพจริงในปัจจุบันของเด็กยากจนด้อยโอกาสที่ครัวเรือนมีรายได้น้อยที่สุด ร้อยละ 20 ของประเทศ โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลของ กสศ. พบว่าประชากรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีบริบทความยากลำบากที่หลากหลาย ซึ่งจำเป็นที่รัฐต้องมีมาตรการหลากหลายและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาวะวิกฤติโควิด-19 มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

“ปัจจุบันมีสถานศึกษามากถึง510 แห่งที่มีนักเรียนยากจนพิเศษ 100% ทั้งโรงเรียน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอนนราธิวาส ปัตตานี ยะลา ตาก นอกจากนั้นข้อมูลระบบ iSEE ยังชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันยังมีสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Stand Alone) มากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ ที่ยังต้องการการพัฒนาและการลงทุนในโครงสร้างพื้นที่หลายด้าน เพื่อให้พร้อมจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2564

ในปีการศึกษา 2563 ยังมีพื้นที่กว่า 78 ตำบล ที่ไม่มีโรงเรียนอยู่ในตำบลแล้ว ทั้งที่ในท้องถิ่นเหล่านี้ยังมีเด็กวัยเรียน 4,580 คน ที่ต้องข้ามตำบลไปเรียน และบางคนที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันยังมีเด็กวัยการศึกษาภาคบังคับ(6-14 ปี) มากกว่า 4 แสนคน ที่ยังไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบการศึกษา” รองผู้จัดการ กสศ. ระบุ

ไกรยส กล่าวต่อไปว่า จากการสำรวจสภาพความพร้อมเรียนรู้ที่บ้านในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 ยังพบความแตกต่างระหว่าง “นักเรียนในครอบครัวฐานะดี” ที่สามารถเข้าถึงโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สมาร์ทโฟนในพื้นที่เรียนรู้แบบส่วนตัว มากถึงร้อยละ 90 ในขณะที่ “นักเรียนในครอบครัวยากลำบากที่สุด” มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

โดยบทเรียนจากการทำงานของ กสศ. ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ข้อมูลถือเป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่มีศักยภาพสูง การมีข้อมูลช่วยให้มองเห็นสถานการณ์จริงพื้นที่ ได้ยินเสียงจากในพื้นที่ และทำให้ช่วยเหลือตรงจุด อีกทั้งการมีข้อมูลยังสามารถแชร์ข้อมูลเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนและสุดท้ายการมีข้อมูลจะเชื่อมโยงไปสู่นโยบายที่มาจากปัญหาหน้างาน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามีการศึกษาที่เสมอภาคได้ในอนาคต

ด้าน พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้การจัดการศึกษามีความเหลื่อมล้ำในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่วนหนึ่งคือ “เวลา” เนื่องจากโรงเรียนเปิดเรียนไม่ได้ตามกำหนด การจัดการเรียนการสอนทำตามปกติไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำให้บางโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาต้องลดเวลาเรียนลง เด็กจึงเข้าถึงหลักสูตรได้ไม่ครบถ้วน ซึ่งค่าเฉลี่ยของปีการศึกษาที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่ต้องลดเวลาเรียนจาก 200 วัน เหลือราว180 วัน หายไปประมาณร้อยละ 10

และจากบทเรียนในการจัดการศึกษาแบบ “4อ” คือ ออนไลน์ (เรียนทางอินเตอร์เนต) ออนแอร์ (สอนผ่าน DLTV) ออนแฮนด์ (ให้ครูเดินทางไปแจกใบงานในพื้นที่) และออนไซต์ คือให้เด็กสลับวันเข้ามาเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ พบว่ายังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีความพร้อมจะรับผลกระทบมากที่สุด นั่นทำให้เห็นว่าหากแก้ปัญหาเพียงเฉพาะหน้าโดยไม่เปลี่ยนวิธีการสอน เวลาที่มีอยู่จะไม่พอกับการเรียนรู้เนื้อหาทั้งหมด

ดังนั้นการจัดการศึกษานอกจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามสถานการณ์ยังต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เพื่อผลการศึกษาในระยะยาว หมายถึงการเรียนในภาวะวิกฤติที่เด็กจะยังได้ทักษะต่างๆ ที่จำเป็นรอบด้าน คือ ต้องมีการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ใช้เวลาเรียนน้อยลง และสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่อยู่นอกโรงเรียนได้เต็มที่อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังจะเปิดเทอมใหม่ มาตรการระยะสั้นคือ “ต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา” ให้เร็วที่สุดก่อนเปิดเรียน โดยเริ่มจากพื้นที่สีแดงเข้มก่อน

“ประเด็นหนึ่งคือ ต้องสร้างความมั่นใจในเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน เช่น คำแนะนำทางการแพทย์ในการประเมินความเสี่ยงของแต่ละคนก่อนการรับวัคซีน และต้องมีมาตรการชดเชยกรณีที่เกิดการแพ้วัคซีนร่วมด้วย เชื่อว่าถ้ามาตรการเหล่านี้สื่อสารไปถึงทุกโรงเรียนได้ชัดเจน ก็จะทำให้ครูมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น”นักวิจัยด้านการศึกษา TDRI ให้ความเห็น

จากข้อมูลวิชาการสู่มุมมองระดับพื้นที่ ธันยวิช วิเชียรพันธ์ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและวิทยบริการมหาวิทยาลัยศรีปทุม (วิทยาเขตชลบุรี) กล่าวว่า การจัดการศึกษาในช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงไปจากวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนไปทำให้คนเดินทางน้อยลง สื่อสารกันลดลง การวัดผลการศึกษาที่จากเดิมที่เน้นเรื่องศักยภาพในการแข่งขันเพื่อเข้าสู่สถานประกอบการขนาดใหญ่ข้ามชาติ จะเปลี่ยนเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่ทำแบรนด์ท้องถิ่น เน้นการสร้างอาชีพใหม่ๆ ด้วยตัวเอง

“ผลที่ตามมาคือความคาดหวังเรื่องผลลัพธ์ทางการศึกษาจะมุ่งเน้นที่เรื่องความคิด ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต ทักษะสังคม และการเป็นนักเรียนรู้เชิงรุกตลอดชีวิต ซึ่งจะต้องไม่ยึดโยงกับโรงเรียน และกระบวนการเรียนรู้จะไม่เป็นรายวิชาอีกต่อไป แต่จะเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่บูรณาการสาระวิชาต่างๆ ลงไป โรงเรียนจะลดความสำคัญลง การเรียนตามอัธยาศัยหรือการศึกษาทางไกลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ การเรียนจะพึ่งพิงกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ปัญหา สำหรับบทบาทของครูก็จะเปลี่ยนเป็นผู้แนะนำและประสานงานแทน”ธันยวิช กล่าว

สยาม เรืองสุขใสย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา จ.แม่ฮ่องสอนเสนอแนะว่า อยากให้หน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาปลดล็อก ทั้งระเบียบการจัดซื้อหนังสือ เพื่อให้สามารถใช้นำมาจัดทำแบบฝึกให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษา รวมถึงการออกแบบการเรียนรู้ที่มีการวัดผลต่างออกไป เน้นการวัดผลตามสภาพจริงไม่ได้ยึดตามตัวชี้วัดแต่ยึดสาระที่คิดว่าสำคัญ ดูจากสภาพจริง ชิ้นงาน พัฒนาการผู้เรียน รวมถึงการเปิด-ปิดสถานศึกษาตามความพร้อม หากที่ใดพร้อมก็ให้เปิดได้ ซึ่งจะดีกว่าเรียนอยู่ที่บ้าน เรียนได้เต็มที่ภายใต้มาตรการควบคุมโรคระบาด รวมทั้งอยากให้มีการสนับสนุนเรื่องเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย และค่าใช้จ่ายเช่นเบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ให้กับบุคลากรที่ต้องลงพื้นที่

เฉลียว เถื่อนเภา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตะโกล่าง จ.ราชบุรี กล่าวว่า ทางโรงเรียนใช้รูปแบบการจัดการศึกษาแบบหย่อมบ้าน แบ่งออกเป็น 7 หย่อม ใช้พื้นที่ศาลาวัดพุทธ โบสถ์คริสต์ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหมู่บ้าน เพื่อแยกนักเรียนไม่ให้มารวมตัวกันมากเกินไปเพื่อความเสี่ยงโรคระบาด มีการประสานความร่วมมือกับทั้งผู้นำชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำศาสนา พร้อมทั้งมีครูอาสา ที่เป็นทั้ง ศิษย์เก่า ปราชญ์ชาวบ้าน คนในท้องถิ่น มาช่วยสอนเด็กๆ บางส่วนมีค่าตอบแทน บางส่วนไม่มีค่าตอบแทน เกิดการเชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เกิดการต่อยอด เรียนรู้จากแหล่งเรียนในชุมชน

ประหยัด อุสาห์รัมย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยนกกก จ.ตาก กล่าวว่า สำหรับวันเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง ทางโรงเรียนได้มีมาตรการเตรียมพร้อมโดยให้ครูทุกคนกักตัว 14 วันส่วนนักเรียนให้กักตัวอยู่ที่บ้าน และผู้นำชุมชนทุกแห่งต้องรู้และสามารถประเมินภาวะความเสี่ยงในพื้นที่ โดยแจ้งข้อมูลบุคลลเข้าออกหมู่บ้านให้ทางโรงเรียนทราบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถเปิดเรียนได้ในรูปแบบใด หากยังเปิดเรียนเต็มรูปแบบไม่ได้ การจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีครูเคลื่อนที่ การสอนแบบเว้นระยะห่างที่โรงเรียน และระบบพี่ครูก็จะนำมาใช้ต่อไป

ปิดท้ายด้วยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการระบาดระลอกล่าสุด ตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ระบุว่า 1.นำบทเรียนที่มีในช่วงแรกมาประยุกต์ใช้ เช่น การจัดการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลมีความแตกต่างกับในกรุเทพฯ ต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ 2.การบริหารจัดการศึกษาที่ใช้การสั่งการไม่ประสบความสำเร็จ จึงควรกำหนดนโยบายจากล่างขึ้นบน หมายถึงสถานศึกษาเป็นตัวกำหนดรูปแบบและกระบวนการจัดการศึกษา ให้กระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบตามแผนและสนับสนุนแผนที่โรงเรียนในแต่ละพื้นที่กำหนด

3.การปิดโรงเรียนจะต้องกลับไปทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นในระลอกแรกและระลอกสอง เช่น ปัญหาในการสอนออนไลน์ เป็นต้น 4.ทักษะบางอย่างไม่สามารถสอนออนไลน์ได้ เช่น ทักษะด้านดนตรี กีฬา และศิลปะ จึงต้องถอดบทเรียนว่าแต่ละพื้นที่สอนกันอย่างไร 5.นักเรียนที่เรียนในช่วงโควิดระลอกล่าสุดจะต้องปิดเทอมอีกนาน ดังนั้นกระบวนการในการพัฒนาผู้เรียนตามทฤษฎีว่าด้วยการจัดการศึกษา

คือ พัฒนากาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของผู้เรียนจะมีปัญหา โดยเฉพาะเด็กเล็ก จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการกระจายนักเรียนไปเรียนในโรงเรียนที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องหยุดการเรียนการสอน และ 6.บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการจะต้องถูกปรับใหม่ ซึ่งไม่ควรจะสั่งการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างแรงจูงใจให้กับครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครอง!!!

‘สสส.’ จับมือ ‘มธ.’ พัฒนาคู่มือ เยียวยาจิตใจชุมชนในวิกฤติโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578739

‘สสส.’จับมือ‘มธ.’พัฒนาคู่มือ เยียวยาจิตใจชุมชนในวิกฤติโควิด

‘สสส.’จับมือ‘มธ.’พัฒนาคู่มือ เยียวยาจิตใจชุมชนในวิกฤติโควิด

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) พัฒนาคู่มือ “การสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคม สำหรับเด็กและครอบครัวระดับชุมชนในภาวะการระบาดโควิด-19” โดย พญ.ขจีรัตน์ปรักเอโก ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า คู่มือนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้นักสังคมสงเคราะห์จิตอาสาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานกับเด็กๆ ในชุมชน และเด็กที่ครอบครัวมีสมาชิกป่วยจากไวรัสโควิด-19

“นักสังคมสงเคราะห์จิตอาสาจะทำหน้าที่ในการเป็นพี่เลี้ยง พัฒนาให้ผู้ป่วยโควิดที่รักษาหายแล้วที่มีจิตอาสา ลุกขึ้นมาเป็นอาสาสมัครให้คำปรึกษาลดการตีตรา ซึ่งกับกลุ่มผู้ป่วยรายใหม่ในโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ และผู้ป่วยในโรงพยาบาลพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พบว่าการทำงานของแกนนำเหล่านี้สามารถเข้าถึงและได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วยด้วยกันอย่างมาก” พญ.ขจีรัตน์ กล่าว

ด้าน น.ส.ขนิษฐา บูรณพันศักดิ์หัวหน้างานสังคมสงเคราะห์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่ทุกคนเจอคือ ความเครียดและวิตกกังวลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่แล้ว แต่มากกว่านั้น สถานการณ์โควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน เพราะเมื่อป่วยแล้วกลับไปบ้านเพื่อกักตัวต่อก็ยังกังวลสถานที่กักตัว กลัวจะนำไปติดคนที่บ้าน คนป่วย หรือลูกหลานส่วนใหญ่ปัญหามากกว่าร้อยละ 50 คนที่ป่วยจะเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นกำลังหลัก แต่ถูกให้ออกจากงาน ขาดรายได้ หรือประสบกับการทำมาหากินที่ยากลำบาก

“บางคนถูกแยกจากคนที่รัก บางคนกลัวสูญเสียคนที่รัก ยิ่งคนที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงอย่างเช่นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มีโรคประจำตัว พิการ เด็ก ก็จะมีปัญหาสุขภาพจิตตามมาด้วย ขณะนี้มีหลายเคสที่ชุมชนไม่รับกลับสังคม โดยเฉพาะที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียม ซึ่งทางทีมงานต้องเข้าไปช่วยดูแลสร้างความเข้าใจ” หัวหน้างานสังคมสงเคราะห์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลด คู่มือการสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคมสำหรับเด็กและครอบครัวระดับชุมชนในภาวะการระบาดโควิด-19 ได้ที่ลิงก์ https://www.thaihealth.or.th/Books/721/การสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคมสำหรับเด็กและครอบครัวระดับชุมชนในภาวะการระบาดโควิด-19.html