‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ประกาศปิดต่อถึง 4 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578767

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ประกาศปิดต่อถึง 4 กรกฎาคม 2564

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ประกาศปิดต่อถึง 4 กรกฎาคม 2564

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.20 น.

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ประกาศปิดต่อถึง 4 กรกฎาคม 2564

8 มิถุนายน 2564 ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกประกาศเรื่อง “การขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 (ฉบับที่ 3)”

ตามที่มหาวิทยาลัยได้มีประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราวการจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 (ฉบับที่ 2) ลงวันที่  17 พฤษภาคม พ.ศ.2564 โดยขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราวทั้งที่ตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และนอกเขตกรุงเทพมหานคร ออกไปจนถึงวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2564 รวมทั้งให้นักเรียน นิสิต และบุคลากรปฏิบัติตามประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงานในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2564 ต่อไปนั้น

เนื่องจากปรากฏว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 ยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดและลดโอกาสติดเชื้อโรค COVID-19 แก่นักเรียน นิสิตและบุคลากร รวมทั้งให้การดำเนินงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการ ดังนี้

1.ให้ขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการที่ตั้งทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและนอกเขตกรุงเทพมหานครออกไป ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2564 จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2564

2.ขอให้นักเรียน นิสิต และบุคลากรปฏิบัติตามประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงานในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2564 ต่อไปอย่างเคร่งครัด

หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเป็นประการใด มหาวิทยาลัยจะประกาศให้ทราบโดยเร็วต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2564

(ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์)

อธิการบดี

ศธ.หารือคลังปล่อยกู้ดอกต่ำเสริมสภาพคล่อง หลังร.ร.เอกชนโอดได้รับผลกระทบจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578641

ศธ.หารือคลังปล่อยกู้ดอกต่ำเสริมสภาพคล่อง  หลังร.ร.เอกชนโอดได้รับผลกระทบจากโควิด

ศธ.หารือคลังปล่อยกู้ดอกต่ำเสริมสภาพคล่อง หลังร.ร.เอกชนโอดได้รับผลกระทบจากโควิด

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 10.27 น.

“ ตรีนุช-กนกวรรณ” ถก รมว.คลัง ใช้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้โรงเรียนเอกชนมีเงินเสริมสภาพคล่อง หลังโรงเรียนโอดได้รับผลกระทบจากโควิด-19  ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

วันที่ 8 มิถนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนพร้อมด้วย นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ซึ่งดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้หารือร่วมกับ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยผลการหารือเบื้องต้นกับ รมว.คลัง เห็นตรงกันว่าจะใช้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) โดยหาแหล่งเงินกู้ เช่น ธนาคารต่างๆ มาให้โรงเรียนเอกชนที่ประสบปัญหาได้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ในวงเงินที่สูงมากขึ้น เพียงพอต่อการใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ตนได้ขอให้นางกนกวรรณ ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ รมว.คลัง ในการหาแหล่งเงินกู้ จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการกู้ยืม เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องและแบ่งเบาภาระให้โรงเรียนเอกชนมากที่สุด ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ โดยคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เคยมีประกาศ กช.เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียนไปแล้ว โดยให้โรงเรียนในระบบ กู้ยืมเงินหรือยืมเงิน จากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบฯ โดยให้กู้ยืมโรงเรียนละไม่เกิน 3 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี และผ่อนชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 6 ปี โดยชำระเป็นรายเดือน หรือ รายไตรมาส แล้วแต่กรณี ซึ่งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่กำลังจะจัดทำขึ้นใหม่นี้ มีแนวคิดที่จะขอให้กู้ยืมได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าที่กองทุนฯจัดให้ หรือ รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ในช่วงแรก หรือ มีวงเงินกู้ที่สูงขึ้นถึง 20 ล้านบาทเช่นเดียวกับที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับตาม  มาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ หรือ สินเชื่อฟื้นฟู

“ อย่างไรก็ตามในวันที่ 9 มิ.ย.นี้ รมช.กนกวรรณ ได้เชิญผู้แทนจากโรงเรียนเอกชนในระบบ โรงเรียนเอกชนนอกระบบ โรงเรียนนานาชาติ และ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง มาประชุมหารือแนวทางการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยดิฉันจะเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ม.สวนดุสิต… เปิด ‘ภาษาจีนเพื่องานบริการ’ ที่แรกในไทย ฝึกทักษะการใช้ภาษาจีน กับเจ้าของภาษา ม.กวางสี 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578482

ม.สวนดุสิต ... เปิด ‘ภาษาจีนเพื่องานบริการ’ ที่แรกในไทย  ฝึกทักษะการใช้ภาษาจีน กับเจ้าของภาษา ม.กวางสี 1ปี

ม.สวนดุสิต … เปิด ‘ภาษาจีนเพื่องานบริการ’ ที่แรกในไทย ฝึกทักษะการใช้ภาษาจีน กับเจ้าของภาษา ม.กวางสี 1ปี

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาจารย์ประภัสร์ นกเลิศพันธุ์ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนเพื่องานบริการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า สาขาวิชาภาษาจีนเพื่องานบริการ เป็นหลักสูตรน้องใหม่ที่ผ่านการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย และรับสมัครนักศึกษาผ่านระบบทีแคสรอบที่ 4 รับตรงอิสระ ตั้งแต่วันนี้-11 มิถุนายน 2564

อาจารย์ประภัสร์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ตลาดแรงงานไทยมีความต้องการบัณฑิตที่มีความสามารถทางภาษา ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ อีกทั้ง บริษัทจีนก็ขยายจำนวนมากได้เข้ามาตั้งกิจการ ในประเทศไทย ทำให้มีความต้องการล่ามและเจ้าหน้าที่ประสานงานระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เชื่อว่าอนาคตอันใกล้ เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง นักท่องเที่ยว
ชาวต่างชาติก็จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเหมือนเช่นเดิมเมื่อถึงเวลานั้นความต้องการของตลาดที่มีต่ออาชีพงานบริการก็จะเป็นที่ต้องการ สาขาวิชาจีนเพื่องานบริการ จึงเหมาะกับผู้สนใจที่มีความต้องการเรียนรู้และพัฒนา ภาษาจีน-ภาษาอังกฤษ และชอบในงานบริการ

ทั้งนี้ ยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เป็นเครือข่ายสถาบันการศึกษา โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ต้องเดินทางไปเรียน ณ มหาวิทยาลัยกวางสี เป็นเวลา 1 ปี เพื่อฝึกทักษะการใช้ภาษาจีนกับเจ้าของภาษาโดยตรง และได้ใช้ภาษาจีนในสถานการณ์จริง และทำความร่วมมือกับสถานประกอบการด้านงานบริการ รองรับให้นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ อาทิ บริษัท คิงเพาเวอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยยังได้พัฒนารายวิชาใหม่ๆ โดยคำนึงถึง“การเพิ่มมูลค่า” ให้แก่นักศึกษา อาทิ ภาษาจีนเพื่อการสื่อสารในพหุวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษในการบริการจัดส่ง การจัดการงานบริการ มารยาททางธุรกิจและการบริการและการพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งทางคณาจารย์เชื่อมั่นว่า หากนักศึกษาสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาจีนเพื่องานบริการแล้วนั้น จะมีตลาดแรงงานรองรับที่หลากหลายและมีงานทำแน่นอน

โครงการจุฬาฯ ผ่านเข้ารอบ ‘THE Award Asia 2021’ ถือเป็นสถาบันการศึกษาไทย ที่โครงการเข้ารอบมากที่สุดปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578488

โครงการจุฬาฯ ผ่านเข้ารอบ ‘THE Award Asia 2021’  ถือเป็นสถาบันการศึกษาไทย ที่โครงการเข้ารอบมากที่สุดปีนี้

โครงการจุฬาฯ ผ่านเข้ารอบ ‘THE Award Asia 2021’ ถือเป็นสถาบันการศึกษาไทย ที่โครงการเข้ารอบมากที่สุดปีนี้

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการ ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 โครงการ ที่เข้ารอบรางวัล “THE Award Asia 2021” ได้แก่ “บริษัท ซียู เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด” (CU Enterprise Co., Ltd) ผ่านเข้ารอบประเภท Leadership and Management Team of the Year และ “โครงการดูแลคุณภาพชีวิตนิสิตครบวงจรในวิกฤติโควิด-19 ด้วยนวัตกรรม” ประเภท Outstanding Support for Students ที่จัดโดย THE World Universities Insights Limited เพื่อสนับสนุนความเป็นผู้นำและผลงานที่โดดเด่นของ สถาบันการศึกษา ในทวีปเอเชีย ซึ่งจุฬาฯ ถือเป็นสถาบันการศึกษาไทยที่มีโครงการเข้ารอบมากที่สุดในปีนี้

บริษัท ซียู เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด (CU Enterprise Co., Ltd) ที่ผ่านเข้ารอบ เป็นโครงการที่สร้างงานวิจัยเชิงพาณิชย์ผ่านการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพกว่า194 ทีม ที่ได้รับการบ่มเพาะจาก CU Innovation Hub สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ผลักดันงานวิจัยจาก “หิ้งสู่ห้าง” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วยงานวิจัย

ส่วนโครงการดูแลคุณภาพชีวิตนิสิตครบวงจรในวิกฤติโควิด-19ด้วยนวัตกรรม เป็นผลงานด้านการดูแลคุณภาพชีวิตของนิสิตจุฬาฯ จากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 อย่าง ภายใต้แนวคิด “CU shelter-in-place” เพื่อให้จุฬาฯ เป็นบ้านที่ปลอดภัยของนิสิต ด้วยนวัตกรรมต่างๆ ของจุฬาฯ ทั้งในด้านการป้องกัน (Prevent) ปกป้อง (Protect) และรักษา (Cure) ครอบคลุมการดูแลสุขภาพและสุขภาวะเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี ควบคู่การบริการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา เพื่อเยียวยาสภาพจิตใจจากความเครียดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังจัดการเรียนการสอนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมทั้งการสื่อสาร อย่างใกล้ชิดกับนิสิตในสถานการณ์การระบาดของโรคดังกล่าว

สกธ. เปิดตัวแอนิเมชันซีรี่ส์ ‘ชุมชนประชาธรรม’ เพื่อปลูกฝัง คุณธรรมและจริยธรรม แก่เยาวชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578490

สกธ. เปิดตัวแอนิเมชันซีรี่ส์ ‘ชุมชนประชาธรรม’  เพื่อปลูกฝัง คุณธรรมและจริยธรรม แก่เยาวชน

สกธ. เปิดตัวแอนิเมชันซีรี่ส์ ‘ชุมชนประชาธรรม’ เพื่อปลูกฝัง คุณธรรมและจริยธรรม แก่เยาวชน

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พันตำรวจโท ดร.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม เปิดเผยว่า ได้จัดทำโครงการผลิตสื่อสร้างสรรค์ โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพฤติกรรมที่ดีของเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ชุมชนสังคม ด้วยการน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ในด้านหลักความยุติธรรรมอันเป็นองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่า และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการน้อมนำ เพื่อการพัฒนา การส่งเสริมหลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักคุณธรรมและนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเคารพกฎหมาย (Culture of Lawfulness) โดยสื่อสารผ่านซีรี่ส์ ชุด “ชุมชนประชาธรรม”

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า โครงการ จัดทำสื่อสร้างสรรค์ เพื่อสื่อสารแนวคิดหลักนิติธรรม คุณธรรม และ จริยธรรมในศาสตร์พระราชาสู่เด็กและเยาวชนไทย“ของขวัญจาก “ศาสตร์พระราชา”คุณค่า “ยุติธรรม” สู่เด็กและเยาวชนไทย”เป็นการสื่อสาร “แนวคิด” หรือ“องค์ความรู้” ศาสตร์พระราชาอันทรงคุณค่าและมีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการสื่อสารในรูปแบบแอนิเมชันซีรี่ส์ที่จะส่งเสริมการดำเนินงานตามนโยบายหลักของกระทรวงยุติธรรม คือ การสร้างการรับรู้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป เข้าใจได้ง่าย ได้เรียนรู้องค์ความรู้ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง และให้ใช้ประโยชน์จากแนวคิดที่ได้รับรู้ให้เปรียบเสมือนได้รับ “ของขวัญที่ยิ่งใหญ่”เพราะแม้ว่าจะมีกฎหมายที่ดีขนาดไหน หากคนในชุมชนไม่รักษากฎกติกา อย่างมั่นคงแล้ว กฎหมายที่ว่าดีเหล่านั้น ก็ไม่สามารถรักษาความสงบสุข โดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสังคมที่สงบสุขได้ โดยกฎหมายกับประชาชนเป็นของคู่กัน และกฎหมายก็มีความสำคัญกับทุกคนฉะนั้นจึงควรปลูกฝังให้เด็ก และเยาวชนไทยมีความรู้ ความเข้าใจ ในบทบาทของหน้าที่พลเมือง ในการรักษากฎของสังคม ซึ่งนั่นก็คือ “กฎหมาย” ที่จะเป็นการสร้างรากฐานแห่งวัฒนธรรมเคารพกฎกติกา หรือ Culture of Lawfulness เพื่อการอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความสงบสุข เรียบร้อย และปลอดภัย ทั้งกับคนในชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ ตามหลักนิติธรรม

“สำหรับโครงการนี้ ก็จะส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชนไทย รวมถึงคนไทย ทุกคน ได้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมาย โดยปลูกฝัง ผ่านซีรี่ส์ ชุด “ชุมชนประชาธรรม”ทั้งหมด 7 ตอน – ซึ่ง “ชุมชนประชาธรรม”ก็เปรียบเสมือนแบบจำลองของสังคมไทย ที่มีคนหลากหลายประเภทหลากหลายรูปแบบ อาศัยอยู่ร่วมกัน ภายใต้กฎหมาย กฎกติกาของชุมชน แต่เมื่อใดที่มีคนละเมิดกฎหมาย ก็จะทำให้เกิดปัญหา เกิดความวุ่นวาย โดยแต่ละตอนของซีรี่ส์ ได้ปลูกฝังให้ผู้ชมได้รู้ ถึงความสำคัญของกฎหมาย เพราะกฎหมายมีไว้เพื่อเป็นบรรทัดฐานใน การรักษาสังคมให้อยู่กันได้อย่างสงบสุข ไม่ใช่เป็นเพียงบทลงโทษหรือ ระเบียบบังคับกับคนในสังคมเท่านั้น – ถ้าได้ชมในซีรี่ส์บางตอนยังทำให้รู้ว่า สิ่งที่ทุกคนทำกันอยู่นั้น อาจเป็น การละเมิดตัวกฎหมายได้ เช่น “การไลฟ์สดที่พาดพิงเป็นโทษต่อผู้อื่น แม้ไม่ได้ตั้งใจ ก็เป็นการหมิ่นประมาทได้” ดังนั้นเด็กและเยาวชน หรือ แม้กระทั่งคนทั่วไปควรจะศึกษาไว้ – และยังมีอีกหลายๆ ตอนที่น่าสนใจ สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งในท้ายตอนเรายังให้เกร็ดความรู้ว่าในแต่ละตอน เราใช้หลักกฎหมาย หลักนิติธรรม จริยธรรม ด้านใด” ม.ล.ปนัดดา กล่าว

 การเผยแพร่แอนิเมชันซีรี่ส์ “ชุมชนประชาธรรม” ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ คือ การเผยแพร่ในโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เช่น โครงการโรงเรียนยุติธรรมอุปถัมภ์ การพัฒนาพฤตินิสัยเด็กและ เยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โครงการหรือกิจกรรม เกี่ยวกับการสร้างการรับรู้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ศูนย์ยุติธรรม ชุมชน สำนักงานยุติธรรมจังหวัด รวมถึงช่องทางสื่อสังคม(Social Media) ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย

สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป สามารถรับชม แอนิเมชันซีรี่ส์ “ชุมชนประชาธรรม” ฉบับเต็มทั้ง 7 ตอน และกิจกรรมต่างๆ หรือข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ ได้ที่Facebook page สำนักงานกิจการยุติธรรม หรือ รับชมผ่านทาง Youtube ได้ที่ช่อง Justice Channel

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ตอนที่ ๗ เรื่อง : กำเนิดมโนห์รา – มนต์ขลังอันอ่อนช้อย แต่ทรงพลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578487

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ตอนที่ ๗ เรื่อง : กำเนิดมโนห์รา - มนต์ขลังอันอ่อนช้อย แต่ทรงพลัง

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ตอนที่ ๗ เรื่อง : กำเนิดมโนห์รา – มนต์ขลังอันอ่อนช้อย แต่ทรงพลัง

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเทศไทยมีการแสดงพื้นบ้านมากมายสร้างความบันเทิง สนุกสนาน ผ่อนคลาย ให้กับคนในท้องถิ่น สื่อถึงภูมิปัญญาและสุนทรียะทางอารมณ์ หลายครั้งเมื่อเราขยับเข้าไปใกล้ ซึมซับด้วยสายตาตัวเองแล้ว จะสัมผัสได้ถึงความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นโดยไม่ต้องมีใครมาเอื้อนเอ่ยอธิบาย

สัปดาห์นี้ผู้เขียนอยากเล่าถึงศิลปะการแสดงพื้นเมืองหนึ่งของภาคใต้ที่ถือเป็นอัตลักษณ์อันทรงพลัง หากแต่แฝงไว้ด้วยความงดงามและอ่อนช้อย เป็นรากเหง้าแห่งศิลปวัฒนธรรมที่อยู่คู่คนใต้มาช้านาน จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก“มโนห์รา” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “โนรา” นั่นเอง

“มโนห์รา” หรือ “โนรา” มีรากศัพท์ที่มาจากคำว่า “นระ” เป็นภาษาบาลี- สันสกฤต แปลว่ามนุษย์ เป็นคำที่เกิดขึ้นมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา จากการนำเอาเรื่อง “พระสุธน-มโนราห์” มาแสดงเป็น
ละครชาตรี

นักโบราณคดีไทยได้คาดการณ์ประวัติความเป็นมาของมโนห์ราว่า การร่ายรำประเภทนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะการแสดงของประเทศอินเดียโบราณที่เรียกว่า “ยาตรา” หรือ “ชาตรา” ที่เข้ามาทางแหลมมลายูสมัยอาณาจักรศรีวิชัยสังเกตได้จากเครื่องดนตรีประกอบ 5 ชนิดที่เรียกว่า “เบญจสังคีต” ได้แก่ โหม่ง ฉิ่ง ทับ กลอง และปี่ใน รวมทั้งท่าร่ายรำอันมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ ท่าร่ายรำของ อินเดีย เชื่อกันว่ามโนห์รา เกิดขึ้นครั้งแรกที่หัวเมืองพัทลุง ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังหัวเมืองต่างๆ ในภาคใต้

มีเรื่องขานสืบต่อกันมาถึงต้นกำเนิดของการร่ายรำมโนห์รานี้ว่า “มโนราห์” ถือกำเนิดขึ้นในราชสำนักของพัทลุง โดยเจ้าเมืองที่มีชื่อว่า “พระยาสายฟ้าฟาด”

พระยาสายฟ้าฟาด มีลูกสาวนามว่า “ศรีมาลา” เธอมีความสามารถในการร่ายรำที่สวยงาม อ่อนช้อย หากแต่วันหนึ่งเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น จู่ๆ ศรีมาลาก็ตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานหรือข้องแวะกับชายใด ทำให้พระยาสายฟ้าฟาดโกรธเป็นอันมาก จึงสั่งให้นำนางศรีมาลาไปลอยแพในทะเลสาบสงขลา

จนกระทั่งแพได้ไปติดอยู่ที่เกาะใหญ่ วันเวลาผ่านไปนางศรีมาลาก็คลอดบุตรชายที่อุ้มท้องมาอย่างปริศนานั้น และตั้งชื่อว่า “เทพสิงหล”

นางศรีมาลาได้สอนให้เทพสิงหลหัดร่ายรำตามความชื่นชอบ และความถนัดของผู้เป็นแม่ ซึ่งเทพสิงหลก็เรียนรู้ และถ่ายทอดออกมาเป็นการแสดงที่งดงาม ท่วงท่าร่ายรำนั้นอ่อนช้อย ตราตรึงทุกสายตาที่ได้ชม จนเป็นที่กล่าวขาน ลือเลื่องขจรไกล จนข่าวนี้ไปถึงหูพระยาสายฟ้าฟาด ซึ่งตอนนั้น ยังไม่รู้ว่าเทพสิงหลเป็นหลานแท้ๆ ของตน

พระยาสายฟ้าฟาดได้สั่งคนไปเชิญเทพสิงหลให้มารำต่อหน้า เมื่อมีคนติดต่อนางศรีมาลาจึงบอกไปว่า มโนห์ราคณะนี้จะไปรำให้ดูก็ได้ แต่ต้องปูผ้าขาวรองทางเดินตั้งแต่ลงจากเรือ ไปจนถึงลานแสดงที่ตำหนัก ซึ่งเมื่อพระยาสายฟ้าฟาก็ตอบตกลงในเงื่อนไข ด้วยความที่อยากชมการร่ายรำนั้นมาก

จนกระทั่งเมื่อพระยาสายฟ้าฟาดได้ดูการแสดงจนจบ ก็ชื่นชมในความสามารถอันน่าทึ่งสมคำร่ำลือ จึงถอดเครื่องทรงที่ทรงอยู่ให้แก่เทพสิงหล แล้วกล่าวว่า “เครื่องแต่งกายกษัตริย์ชุดนี้ขอมอบให้เป็นเครื่องแต่งกายของโนรานับแต่นี้เป็นต้นไป”

จากนั้นเทพสิงหลจึงเฉลยว่า ตนคือหลานแท้ๆ ของพระยาสายฟ้าฟาด และเมื่อพระยาสายฟ้าฟาดรู้ความจริง ก็ยังความประหลาดใจและดีใจ จึงยอมรับโนราเข้ามาอยู่ราชสำนัก รวมทั้งให้สิทธิแต่งกายเหมือนกษัตริย์ทุกประการนับแต่นั้น

ความพิเศษของโนราอยู่ที่เครื่องแต่งกายที่เป็นแบบชุดละครทรงเครื่องมีเครื่องประดับศีรษะ เครื่องลูกปัดเป็นเสื้อคลุม มีเครื่องประดับตกแต่งตามร่างกายข้อมือและข้อเท้า ทั้งหมด 14 ชิ้น แต่ละชิ้นเต็มไปด้วยศิลปะที่ประณีตงดงาม ได้แก่ เทริด, เครื่องรูปปัด, ปีกนกแอ่น,ซับทรวง หรือ ทับทรวง หรือ ตาบ, ปีก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าหาง หรือ หางหงส์, ผ้านุ่ง, หน้าเพลา, ผ้าห้อย, หน้าผ้า, กำไลต้นแขนและปลายแขน, กำไล, เล็บ, หน้าพรานและ.หน้าทาสี

นอกจากนี้ ยังรวมถึงท่ารำของโนราที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นจุดเด่นสะกดสายตาผู้ชม โดยช่วงลำตัวต้องแอ่นอกอยู่เสมอ หลังแอ่น ลำตัวยื่นไปข้างหน้า วงหน้า หมายถึง ส่วนลำคอจนถึงศีรษะ
ต้องเชิดหน้า หรือแหงนขึ้นเล็กน้อยในขณะรำการย่อตัว ทุกส่วนของลำตัวต้องย่อลงเล็กน้อย เข่าย่อ ก้นงอนเล็กน้อย ช่วงสะเอวต้องหัก ลักษณะการเดินรำ หากส่วนเท้าเคลื่อนไหว ช่วงลำตัวจะต้องนิ่ง ส่วนบนมือและวงหน้าจะไปตามลีลาท่ารำ

ท่ารำที่ถือว่าเป็นแม่ท่ามาแต่เดิมนั้นเรียกว่า ท่าสิบสอง ท่ากนก ท่าเครือวัลย์ ท่าฉากน้อย ท่าแมงมุมชักใย ท่าเขาควายและท่ารำบทครูสอนซึ่งเป็นท่าเบื้องต้นที่สอนให้รู้จักการแต่งกายมีอยู่ประมาณ ๘๓ ท่ารำ

มโนห์รา มีแม่บทท่ารำอย่างเดียวกับละครชาตรี บทร้องเป็นกลอนสด นักแสดงต้องอวดลีลาการร้องขับบทกลอนในลักษณะต่างๆ มีเสียงไพเราะดังชัดเจน จังหวะฮึกเหิม ท่วงทำนองกระฉับกระเฉง เร้าใจ เนื้อหาดี มีไหวพริบปฏิภาณในการสรรหาคำให้สัมผัสคล้องจองกันได้อย่างถูกต้องฉับไว เดิมนิยมใช้ผู้ชายล้วนแสดง แต่ปัจจุบันมีผู้หญิงเข้าไปแสดงด้วย

เมื่อเขียนมาถึงจุดนี้ ผู้เขียนรู้สึกทันทีถึงมนต์ขลังแห่งการร่ายรำจากจิตวิญญาณของชาวใต้อันหาไม่ได้จากการแสดงประเภทไหน จึงไม่แปลกใจเลยที่ปัจจุบันจะยังเห็นเยาวชนรุ่นใหม่ไม่น้อยที่สนใจค้นหาความรู้ และสานต่อการร่ายรำที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันมากล้นนี้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจเสมือนหนึ่งได้ถือครองสมบัติอันล้ำค่าจากบรรพบุรุษของพวกเขา รุ่นแล้วรุ่นเล่า

‘ตรีนุช’ เผยบุคลากรสังกัดศธ. เข้าฉีดวัคซีนวันนี้กว่า 5 พันคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578394

'ตรีนุช'เผยบุคลากรสังกัดศธ. เข้าฉีดวัคซีนวันนี้กว่า 5 พันคน

‘ตรีนุช’เผยบุคลากรสังกัดศธ. เข้าฉีดวัคซีนวันนี้กว่า 5 พันคน

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 11.51 น.

“ตรีนุช” เผยวันนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดศธ.เข้าฉีดวัคซีนวันนี้ 5,352 วันถัดไปตั้งเป้าให้ฉีดวันละ5,000 คน

วันที่ 7 มิถุนายน 2564 ที่สถานีกลางบางซื่อ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังร่วมตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีน กลางบางซื่อ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า จากการตรวจเยี่ยมครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มาฉีดวัคซีนวันนี้ ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งศธ.ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกสังกัด ที่สถานีกลางบางซื่อ เข้ามาฉีดวัคซีนวันละ 5,000 คน โดยมีครู และบุคลากรทางการศึกษา ฉีดวัคซีนวันที่ 7 มิถุนายน จำนวน 5,352 คน แบ่งเป็น บุคลากรในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 1,843 คน บุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 2,592 คน และบุคลากรในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามตามอัธยาศัย (กศน.) 917 คน

“จากการสอบถามครูที่มาฉีดวัคซีนวันนี้ ทุกคนสบายดี และมีความมั่นใจมากขึ้น หลายคนมีกำลังใจที่ดี รู้สึกเชื่อมั่น เพราะได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว จึงทำให้มีกำลังใจในการทำงาน และจัดเตรียมการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ศธ.ตั้งเป้าไว้ว่าจะฉีควัคซีนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้มากที่สุด ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 วันที่ 14 มิถุนายนนี้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนวัคซีนที่มีอยู่ในประเทศว่าจะฉีดให้ครูได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งศธ.ได้ส่งรายชื่อครูทั้งหมดกับกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และศูยน์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศคบ.) แล้ว ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนการครูทั่วประเทศนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ให้ความสำคัญกับครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างมาก ดังนั้นครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องได้รับการฉีดวัคซีน เป็นเป้าหมายแรกๆ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดจะพิจารณาหากได้รับการจัดสรรวัคซีนแล้ว จะจัดสำดับความสำคัญว่าจะฉีดวัคซีนให้ใครบ้าง แต่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะเป็นกลุ่มแรกๆที่จะได้รับการฉีดวัคซีนอยู่แล้
 

สสส.มอบสื่อการสอนปลูกจิตสำนึก รู้ทัน ‘อุบัติเหตุ-การพนัน’ แก่ครู ตชด. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578241

สสส.มอบสื่อการสอนปลูกจิตสำนึก  รู้ทัน‘อุบัติเหตุ-การพนัน’แก่ครูตชด.

สสส.มอบสื่อการสอนปลูกจิตสำนึก รู้ทัน‘อุบัติเหตุ-การพนัน’แก่ครูตชด.

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โครงการพัฒนาจิตสำนึกเพื่อรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (อุบัติเหตุทางถนนและการพนัน)” สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปรับตัวช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จัดอบรมผ่านระบบออนไลน์ เรื่อง “การนำชุดสื่อกิจกรรมพัฒนาจิตสำนึกเพื่อรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงทางสังคมในสถานศึกษาและชุมชนแบบมีส่วนร่วม” เพื่อสื่อสารสร้างกระบวนการเรียนนรู้ของคณะครูนิเทศก์ และคณะครูในการนำชุดสื่อการสอนและรูปแบบกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาของตนเอง

ทั้งนี้ โครงการได้กำหนดส่งมอบชุดสื่อการสอนไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 ทั้ง 4 กองกำกับ (กองกำกับที่ 11-14) จำนวนทั้งสิ้น45 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัด สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี จันทบุรี และตราด รวมทั้งโรงเรียนในเครือมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ จำนวน 2 โรงเรียน โดย น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวถึงมิติใหม่ของชุดสื่อการสอนภายใต้โครงการ
เด็ก ครอบครัว และชุมชน

ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสร้างการเรียนรู้ร่วมกันให้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงด้านอุบัติเหตุทางถนนและการพนัน ว่า สสส.เห็นความสำคัญของการปลูกฝังจิตสำนึกเด็กตั้งแต่ปฐมวัยเพราะเด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นพลังของสังคม เราจึงพัฒนาสื่อการเรียนการสอนภายใต้โครงการให้มีรูปแบบที่เด็กๆ สามารถฝึกสติผ่านการเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนานเหมาะสมตามวัยควบคู่ไปการพัฒนาทักษะการคิดและการตัดสินใจแก้ปัญหาจากการมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเรียนรู้ด้วยตนเองว่าในสถานการณ์จริงของการใช้รถใช้ถนนต้องระมัดระวังฝืนนิสัย “ไม่เป็นไร” ด้วยการเห็นความสำคัญของการใช้อุปกรณ์สร้างความปลอดภัย เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยทุกครั้ง

เช่น ต้องสวมหมวกนิรภัย คาดเข็มขัดนิรภัย และที่สำคัญเสียงของเด็กเล็กจะกระตุกเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยทางถนนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเรื่องปัญหาจากการพนันแม้เด็กเล็กยังไม่มีโอกาสไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงแต่การสอนให้รู้จักพึ่งพาตนเองมากกว่าพึ่งโชคหรือเสี่ยงดวง เพราะผลที่ตามมาจะมีเสียมากกว่าได้โดย สสส. เล็งเห็นว่าเด็กที่ผ่านกระบวนเรียนรู้ด้วยชุดสื่อการสอนนี้จะสามารถพัฒนาทัศนคติ ความรู้การคิดและทักษะชีวิตเพื่อรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงของสังคมในมิติอื่นอีกด้วย

ด้าน ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการพัฒนาจิตสำนึกเพื่อรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (อุบัติเหตุทางถนนและการพนัน) หรือโครงการอารักข์กล่าวถึงหัวใจสำคัญของชุดสื่อการสอนเพื่อใช้ประกอบการฝึกอบรมในครั้งนี้ ว่า เป็นการดำเนินงานต่อขยายจากโครงการอารักข์ที่ สสส. สนับสนุนและได้ลงพื้นที่นำสื่อการสอนต้นแบบไปจัดกิจกรรมกับเด็กนักเรียนในเครือข่ายโรงเรียน ตชด.ภาค 1 และเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ

เพื่อนำมาพัฒนาและออกแบบเป็น “ชุดสื่อการสอนพัฒนาจิตสึกนึกเพื่อรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงทางสังคมประเด็นอุบัติเหตุทางถนนและการพนันสำหรับเด็กวัยอนุบาลและประถมศึกษาตอนต้น” โดยผสานกระบวนการฝึกทักษะการคิดและตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างมีสติรู้ตัวด้วยการประยุกต์ใช้หลักEF (Executive Function) และการคิดเชิงคำนวณ(Computational Thinking) ผ่านการเล่นบทบาทสมมุติในสถานการณ์จำลองต่างๆ โดยสื่อการสอนฯ ทั้งหมดที่นำมาอบรมครูนิเทศก์ และครูในวันนี้ สามารถนำไปใช้แบ่งกลุ่มตามการรับรู้ของการพัฒนาจิตสำนึกของเด็กเล็กใน 4 กลุ่ม

คือ กลุ่มสัมผัส : รับรู้ความสามารถและการกำกับตนเอง รู้จักควบคุมการใช้ร่างกายผ่านประสาทสัมผัสที่หลากหลาย, กลุ่มสัมพันธ์ : รับรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เชื่อมโยงบทบาทหน้าที่ของตนผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและ
สิ่งรอบตัว, กลุ่มสัมปชัญญะ : รับรู้โดยใช้หลักและเหตุผล รับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยการเชื่อมโยงตามเหตุและผลที่จะตามมา และกลุ่มสำรวจ : รับรู้ที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชน รู้เท่าทันในเงื่อนไข กติกา วัฒนธรรมความเชื่อที่หลากหลายทั้งทางบวกและทางลบของสังคม

พล.ต.ท.วิชิต ปักษา ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวถึงการอบรมเครือข่ายครูกับการนำสื่อการสอนไปใช้ในครั้งนี้ว่า ชุดสื่อกิจกรรมนี้มีความสอดคล้องกับแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการของสถานศึกษา ตามแนวทางการถอดบทเรียนแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามแนวพระราชดำริ “เทพรัตนปูชา” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ

แม้จะอยู่พื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพทางด้านวิชาการและจริยธรรมซึ่งการอบรมผ่านระบบออนไลน์ให้กับคณะครูนิเทศก์และคณะครู ตชด. เพื่อประยุกต์ใช้ชุดสื่อกิจกรรมนี้ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จำนวน 45 โรงเรียน นับเป็นการช่วยส่งเสริมการรู้เท่าทันและพัฒนาทักษะชีวิตให้กับเด็กๆ ได้มีความสามารถในการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาจากปัจจัยเสี่ยงทางสังคม โดยเชื่อมโยงความรู้เข้ากับชีวิตและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงที่โรงเรียนที่บ้าน และที่ชุมชน

โดยหลังจากการจัดอบรมในครั้งนี้ทางโครงการจะมีคณะครูนิเทศก์ และทีมติดตามเพื่อประเมินผลชุดสื่อการสอนพัฒนาจิตสำนึกเพื่อรู้เท่าทันอุบัติเหตุทางถนนและการพนันเรื่องการนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นระยะ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับครูผู้ปกครอง ชุมชนในระยะยาว และเป็นแนวทางในการขยายผลไปสู่สถานศึกษาในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

สำหรับสถาบันการศึกษาหรือคณะครูอาจารย์ที่สนใจชุดสื่อการการสอนพัฒนาจิตสำนึกเพื่อรู้เท่าทันอุบัติเหตุทางถนนและการพนัน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนสามารถ download คู่มืออารักข์ฉบับปรับปรุง
เล่นเกมออนไลน์และดูเรื่องสื่อประกอบกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ http://www.arrag-project.com หรือเข้าชมคลิปการใช้สื่อการสอนในแต่ละกลุ่มกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊คของโครงการ https://www.facebook.com/ARRAGPROJECT

‘ดาริกา ลัทธพิพัฒน์’ ทิศทางการศึกษายุค ‘Post Pandemic’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578242

‘ดาริกา ลัทธพิพัฒน์’  ทิศทางการศึกษายุค‘Post Pandemic’

‘ดาริกา ลัทธพิพัฒน์’ ทิศทางการศึกษายุค‘Post Pandemic’

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ยืดเยื้อกินเวลามาร่วม 2 ปี ส่งผลกระทบกับสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก รวมถึงผลกระทบด้านการศึกษาในวงกว้างตั้งแต่เด็กเล็กชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับปริญญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสถาบันการศึกษา ถือเป็นความท้าทายและบทบาทความรับผิดชอบใหม่ของนักบริหารการศึกษาที่ต้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะการสร้างระบบการศึกษาที่มั่นคงส่งผลถึงการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสู่ตลาดงานในการขับเคลื่อนเศรฐกิจของประเทศ

สถาบันการศึกษาจึงต้องมีมาตรการในการปรับรูปแบบการเรียนการสอนแบบ “ออนไลน์” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และ
มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนไม่เสียโอกาสในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไปในช่วงโควิด สถาบันการศึกษาไม่สามารถยึดติดกับระบบ Offline หรือการเรียนการสอนในห้องเรียน 100% ได้อีกต่อไป ทั้งยังเป็นการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ผ่านรูปแบบการเรียนออนไลน์ ในส่วนของ ผู้เรียนและผู้สอนด้วย

ในอีกด้านก็เกิดเป็นคำถามที่ว่า ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ Post Pandemic ทิศทางการศึกษาจะเป็นอย่างไรมีแง่มุมไหนบ้างที่เราได้รับบทเรียนจากผลกระทบในครั้งนี้ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ได้สะท้อนถึงการบริหารการศึกษาในช่วง Post Pandemic ที่หากใครไม่เร่ง “ปรับตัว” อาจต้องเจอกับความท้าทายที่เกินกว่าจะรับมือได้

– ความเร็ว&แรงของ Pandemic : โรคระบาด (Pandemic) ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในระลอกแรกเป็นอะไรที่วางแผนไม่ได้ ทุกคนหรือแม้แต่เราไม่มีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้น Pandemic ที่เกิดขึ้นเป็นการมาแบบตูมเดียว ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องปรับทุกอย่างมาเป็นออนไลน์ ซึ่งก็พบว่า หลายเซ็คเตอร์ สามารถปรับตัวได้ดีในยุคของการล็อกดาวน์ ในมุมการจัดการเรียนการสอน เมื่อมองถึงระดับชั้นเรียนพบว่าแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงอายุ ด้วยประสบการณ์การบริหารการศึกษาในระดับเด็กเล็กที่ โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ

พบว่า การเรียนของเด็กเล็กระดับเตรียมอนุบาลถึง 7 ขวบจะเป็นช่วงอายุที่คิดว่ามีผลกระทบมากที่สุดจากการปรับการเรียนการสอนจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ ส่วนหนึ่งมาจากความพร้อมของผู้เรียน การพึ่งพาตัวเองยังมีน้อยกว่าเด็กโต รวมทั้งพฤติกรรมของวัยนี้ที่การเรียนรู้ส่วนใหญ่จะเน้นผ่านการจับต้องสิ่งของและการสนทนากับผู้สอน ด้วยลักษณะการเรียนของเด็กวัยนี้จึงทำให้เชื่อว่าแม้ในช่วงของ Post Pandemic เด็กเล็กจะยังคงมีการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนและปฏิบัติในชั้นเรียนมากกว่าการผ่านเทคโนโลยี

– O2O คือคำตอบ : การเรียนการสอนของวัยที่โตขึ้นมาในระดับมหาวิทยาลัย ปริญญาตรีและปริญญาโท ที่ผ่านมามีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีในรูปแบบออนไลน์ โดยที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีการปรับผสมผสานการเรียน การสอนทั้งในแบบออฟไลน์และออนไลน์ หรือ O2O (Online to Offline) เมื่อมองถึงช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ Post Pandemic ระบบการศึกษาในไทยจะมีการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนทั้งในส่วนของ มหาวิทยาลัย ผู้สอนและผู้เรียน

มหาวิทยาลัย ปรับระบบการทำงานในทุกมิติ ได้แก่ ระบบหลังบ้าน การลงทะเบียนนักศึกษาและอื่นๆ ให้พร้อมทำงานทุกอย่างได้ครบในจุดเดียวซึ่งในส่วนนี้ทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาปีกว่าและพร้อมให้บริการได้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2564 อาจารย์ผู้สอนที่ปรับแผนการสอนจาก 100% เป็นการเรียนในห้องไปสู่การเรียนออนไลน์โดยจัดสัดส่วนเนื้อหาที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขาวิชา ตัวอย่าง เช่น บางสาขาวิชา 1 ใน 3 ของเนื้อหาความรู้จะเป็นออนไลน์ แล้วปรับ 2 ใน 3 เป็นการเรียนออฟไลน์

ขณะที่บางสาขาวิชาอาจปรับเป็นออนไลน์ได้มากถึง 2 ใน 3 ในส่วนของธุรกิจบัณฑิตย์ที่เน้นการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ด้วยการเรียนในแบบ O2O เพื่อสนับสนุนให้เกิดความคล่องตัวในการเรียนการสอนออนไลน์และออฟไลน์ขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์ผู้เรียนให้ได้มากที่สุด และสร้างเอนเกจเม้นท์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนให้ได้ด้วย สำหรับผู้เรียนแล้วเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างมากจนถึง 5G ในปัจจุบันและจะมีเข้ามาเพิ่มอีกมากในอนาคต มีส่วนสนับสนุนให้การเรียนรู้ทำได้ดีมากขึ้น

– Liquid Learning เทรนด์ที่ใช่ ในยุค Post Pandemic : การเรียนรู้แบบเลื่อนไหล (Liquid Learning) ที่ตอบโจทย์แบบรายบุคคล (Personalization) ของผู้เรียนมีความสำคัญอย่างไรและเกิดขึ้นจริงได้แค่ไหน ดร.ดาริกาให้มุมมองว่า เทรนด์การเรียนรู้นับจากนี้จะไม่ใช่แค่ปรับตัวจากออฟไลน์สู่ออนไลน์แต่จะได้เห็นการเรียนรู้แนวใหม่ที่มุ่งการตอบโจทย์ความเป็นลักษณะเฉพาะตัว (Personalize) ของผู้เรียนในแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น เช่น บางคนชอบอ่านตัวหนังสือเยอะๆ แต่กับบางคนชอบการนำเสนอที่เป็นภาพมากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของแต่ละคน ส่งผลต่อการเรียนรู้มากหรือน้อยได้ด้วย เช่น บางคนเป็นมนุษย์เที่ยงคืน มนุษย์เช้า ประสิทธิภาพและความสนใจที่จะเรียนรู้ก็แตกต่างกันออกไป กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ปรับให้ลื่นไหลไปตามแต่ละบุคคล ทั้งความสนใจ ช่วงเวลา และอื่นๆ นับเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก ซึ่งที่น่าสนใจและเป็นความท้าทายไม่แพ้กัน คือ การจัดคอนเท้นท์ หรือเนื้อหาวิชา การวัดผล และการให้ใบรับรอง (Certificate)

– ความท้าทายในยุค Post Pandemic : โดยในช่วงของการระบาดโควิด-19 โจทย์ใหญ่ของแต่ละมหาวิทยาลัยจากนี้จะอยู่ที่ “การประเมินผล” ที่มองว่าการประเมินผลเป็นความท้าทายนั่นเป็นเพราะแม้ว่าจะมีการจัดการเรียนออนไลน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การทำงานและระบบงานต่างๆ ยังคงเป็นออฟไลน์อยู่เหมือนเดิมซึ่งหากเป็นแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นหากในอนาคตมีการปรับเป็นออนไลน์ 100% ซึ่งเป็นโจทย์และภารกิจที่ต้องคิดว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต

จากความท้าทายที่เกิดขึ้นเมื่อโรคระบาดคลี่คลาย ดร.ดาริกา สะท้อนว่าไม่ใช่แค่ผู้สอนในมหาวิทยาลัย และผู้เรียนเท่านั้นที่ต้องปรับตัวไปสู่รูปแบบการเรียนการสอนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ทางสำนักมาตรฐานก็ต้องทำความเข้าใจและปรับหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้ในทุกมิติเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ในบทบาท นักบริหารการศึกษา ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ผ่านมา คนชอบบอกว่าในวงการศึกษาปรับตัวช้าที่สุด แต่ถึงตอนนี้พูดไม่ได้แล้ว เพราะทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกัน ต้องเร่งปรับตัว

จากที่หลายๆ คนพูดว่าทำไม่ได้ วันนี้จากสถานการณ์ที่บีบบังคับทำให้ค้นพบว่า มนุษย์เราปรับตัวได้ขนาดไหน กฎเกณฑ์ที่บอกว่าทำไม่ได้ วันหนึ่งก็ต้องฉีกทิ้ง แล้วจัดกฎเกณฑ์ใหม่ ได้เวลารื้อบ้านครั้งใหญ่ และ Pandemic ครั้งนี้นับเป็นบททดสอบที่สำคัญ!!!

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)

พระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 10 รูป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578327

พระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 10 รูป

พระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 10 รูป

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 21.30 น.

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 10 รูป ดังนี้