โปรดเกล้าฯสถาปนา ‘พระธรรมโมลี’ ขึ้นเป็น ‘พระพรหมวชิรโมลี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578322

โปรดเกล้าฯสถาปนา'พระธรรมโมลี'ขึ้นเป็น'พระพรหมวชิรโมลี'

โปรดเกล้าฯสถาปนา’พระธรรมโมลี’ขึ้นเป็น’พระพรหมวชิรโมลี’

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 21.17 น.

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์ สูงขึ้นมีอยู่

จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมโมลี ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรโมลี ศรีปริยัติบริหาร ไพศาลศาสนกิจดิลก สาธกธรรมวิจิตร ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดศาลาลอย พระอารามหลวง จังหวัดสุรินทร์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พุทธศักราช 2564

ประกาศ ณ วันที่ 6 มิถุนายน พุทธศักราช 2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน

‘ศรีปทุม’ พร้อม! 7 มิ.ย.คิกออฟบริการฉีดวัคซีนปชช.ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578157

‘ศรีปทุม’พร้อม! 7 มิ.ย.คิกออฟบริการฉีดวัคซีนปชช.ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ

‘ศรีปทุม’พร้อม! 7 มิ.ย.คิกออฟบริการฉีดวัคซีนปชช.ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ

วันเสาร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 19.52 น.

‘ศรีปทุม’พร้อม! 7 มิ.ย.คิกออฟบริการฉีดวัคซีนปชช.ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ

5 มิถุนายน 2564 ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 นโยบายของประเทศไทยต้องการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ด้วยการเร่งฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้ได้ร้อยละ 70 ของประชากรทั้งประเทศ เพื่อให้การดำเนินการฉีดวัคซีนเป็นไปตามนโยบายดังกล่าว มหาวิทยาลัยศรีปทุมมีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ของประเทศไทย โดยได้รับโอกาสจาก กรุงเทพมหานคร และ หอการค้าไทย ให้จัดตั้งเป็นหน่วยฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล เพื่อขยายการบริการการฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่มาของการเปิดหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด 19 มหาวิทยาลัยศรีปทุม ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ ซึ่งเป็นสถาบันในเครือของมหาวิทยาลัยศรีปทุม

ทั้งนี้ พร้อมบริการแก่ประชาชนที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไชต์ ไทยร่วมใจดอทคอม โดยพร้อมเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่ลงทะเบียน เริ่มวันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป เป้าหมายฉีดให้ได้วันละ 1,000 คน

‘ตรีนุช’ แต่งตั้ง ‘ดร.เกศทิพย์’ นั่งโฆษก ศธ. คนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577991

'ตรีนุช'แต่งตั้ง'ดร.เกศทิพย์' นั่งโฆษก ศธ. คนใหม่

‘ตรีนุช’แต่งตั้ง’ดร.เกศทิพย์’ นั่งโฆษก ศธ. คนใหม่

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 20.09 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนาม คำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่สป 389/2564  เรื่อง แต่งตั้งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ อนุสนธิคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 205/2564 ลงวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2564  แต่งตั้งนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ฝ่ายข้าราชการประจำ) นั้น

เนื่องจากข้าราชการดังกล่าว ได้ขอลาออกจากตำแหน่งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ฝ่ายข้าราชการประจำ) ดังนั้น เพื่อให้งานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานและทิศทางการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้องกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เป็นไปด้วยความถูกต้อง และสร้างความเข้าใจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีความรวดเร็ว สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความ ในข้อ 6 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2529  จึงให้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป 205/2564 ลงวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2564 เรื่อง แต่งตั้งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ฝ่ายข้าราชการประจำ) และแต่งตั้ง นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ 

 โดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. แถลงข่าวผลงานของกระทรวงศึกษาธิการต่อสื่อมวลชนและประชาชนเป็นระยะและต่อเนื่อง

2. ประสานงานและจัดให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้เกี่ยวข้อง ร่วมชี้แจงแถลงข่าวต่อประชาชนโดยเฉพาะในเวลาที่มีประเด็นสำคัญหรือประเด็นเร่งด่วน

3. ดำเนินการเอง หรือจัดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องขี้แจง หรือแก้ข่าวสื่อมวลชน หรือข่าวสื่อสังคมออนไลน์ที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อันจะก่อความเสียหายต่อส่วนรวมให้ทันการณ์

4. ประสานการดำเนินงานกับสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยใกล้ชิดในการประสานข้อมูล ข้อเท็จจริงด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทันสมัย เพื่อประมวลไว้เป็นข้อมูลสื่อสารสู่ประชาชน

5. ให้โฆษกกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อาลัยศิลปินแห่งชาติ! ‘อิทธิพล ตั้งโฉลก’ ปรมาจารย์ภาพพิมพ์ เสียชีวิตด้วยวัย 75 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577941

อาลัยศิลปินแห่งชาติ! ‘อิทธิพล ตั้งโฉลก’ปรมาจารย์ภาพพิมพ์ เสียชีวิตด้วยวัย 75 ปี

อาลัยศิลปินแห่งชาติ! ‘อิทธิพล ตั้งโฉลก’ปรมาจารย์ภาพพิมพ์ เสียชีวิตด้วยวัย 75 ปี

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 18.14 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า  ศาสตราจารย์เกียรติคุณอิทธิพล ตั้งโฉลก ศิลปินแห่งชาติ  สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2551 ถึงแก่กรรม ในวันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน 2564 เวลา 13.20 น. ณ บ้านพัก เลขที่ 49 ซอยอ่อนนุช 17 แยก 16 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร เนื่องจากโรคพาร์กินสัน สิริรวมอายุ 75 ปี 3 เดือน

โดยทายาทได้ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันอาทิตย์ที่  6 มิถุนายน 2564 เวลา 16.00 น.  และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ  ระหว่างวันที่ 6 – 10 มิถุนายน 2564 เวลา 17.00 น. ณ อาคารพระครูประจักษ์ วัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร  หลังจากนั้นทายาทจะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 100 วัน  และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จะดำเนินการเรื่องขอพระราชทานเพลิงศพให้ในโอกาสต่อไป

โอกาสนี้ สวธ.ได้ให้การช่วยเหลือเงินเมื่อเสียชีวิต เพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพ เป็นจำนวน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) และช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)

ประวัติศิลปินพอสังเขป

ศาสตราจารย์เกียรติคุณอิทธิพล  ตั้งโฉลก ศิลปินแห่งชาติ  สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2551 เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2489 ณ อำเภอปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาศิลปะจากโรงเรียนช่างศิลป์ ได้รับปริญญาศิลปะบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 (ภาพพิมพ์)  จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาศิลปมหาบัณฑิต (จิตรกรรม) จากมหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ตรี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เกษียณอายุราชการ ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ระดับ 9 คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์  มหาวิทยาลัยศิลปากร 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณอิทธิพล  ตั้งโฉลก เป็นทั้งศิลปิน และอาจารย์สอนศิลปะ เป็นผู้มีความเป็นเลิศใน “ศาสตร์” และ “ศิลปะ” สามารถรู้ทันความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงของวิทยาการในวงการศิลปะ  “ไม่ตกยุค” หรือ “พ้นยุค” มีความมุ่งมั่นศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ และพัฒนาความสามารถอยู่ตลอดเวลา ใช้ความรู้และประสบการณ์จากการสอน การวิจารณ์ การดูงานศิลปะมาเรียบเรียงจัดให้เป็นระบบ ถ่ายทอดเป็นผลงานด้านวิชาการได้ อันเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาศิลปะอย่างกว้างขวาง  นอกจากนี้ได้สร้างสรรค์ผลงาน ที่แสดงถึงคุณค่า ความงาม อารมณ์ และความรู้สึก ได้อย่างสะเทือนใจ ผลงานได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญทอง ประเภท
 
ภาพพิมพ์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ รวม 3 ครั้ง จึงได้รับเกียรติยกย่องให้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม เมื่อ พ.ศ. 2522 นับว่าเป็นอาจารย์สอนศิลปะต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้แก่ผู้ศึกษาวิชาศิลปะได้อย่างดียิ่ง และอุทิศตนให้กับงานการกุศล  ดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณค่าเป็นแบบอย่างที่ดี  แก่สังคมและอนุชนรุ่นหลังต่อไป จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2551      

ศธ. เดินหน้าขับเคลื่อนให้สถานศึกษาปลอดภัย จับมือหลายหน่วยงานช่วยดูแล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577873

ศธ. เดินหน้าขับเคลื่อนให้สถานศึกษาปลอดภัย จับมือหลายหน่วยงานช่วยดูแล

ศธ. เดินหน้าขับเคลื่อนให้สถานศึกษาปลอดภัย จับมือหลายหน่วยงานช่วยดูแล

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.01 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานขับเคลื่อนนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย ว่า การขับเคลื่อนให้สถานศึกษาปลอดภัย เป็นหนึ่งใน 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ที่ตนจะขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งการประชุมวันนี้ตนได้หารือกับตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย (มท.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยจากการหารือร่วมกันในครั้งนี้ ศธ.จะร่วมทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 16 มิถุนายน นี้ 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าความปลอดภัยในสถานศึกษา ความปลอดภัยของนักเรียน และความปลอดภัยของครู และบุลากรทางการศึกษา มีหลายด้าน หลายมิติ เช่น ความปลอดภัยด้านร่างกายและจิตใจ การบูลลี่ระหว่างกัน ความปลอดภัยด้านจราจร เป็นต้น ซึ่ง​ศธ.ไม่สามารถดูแลได้ครบทุกมิติ ศธ.จึงพยายามประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยตั้งเซฟตี้เซ็นเตอร์ หรือศูนย์ดูแลความปลอดภัยของ ศธ. ซึ่งจะมีคณะกรรมการคอยดูแลและมอนิเตอร์อยู่  เบื้องต้น ศธ.อยากให้แต่ละโรงเรียนไปประเมินความเสี่ยงของตน โดยจะมีแบบฟอร์มให้แต่ละโรงเรียนประเมินความเสี่ยงของตนเองมาด้วย เพราะโรงเรียนแต่ละพื้นที่มีบริบทและมีความหลากหลายที่แตกต่างกัน เมื่อโรงเรียนประเมินความเสี่ยงของตนมาแล้ว จะทำให้ศธ.มีข้อมูลของโรงเรียนเพิ่มขึ้น 

“ศธ.จะนำข้อมูลเหล่านี้มาประเมินความปลอดภัยและทำตัวชี้วัด เพื่อให้ศธ.แก้ไขปัญหาความปลอดภัยในสถานศึกษาได้ตรงจุด ซึ่งในอนาคตอาจจะพัฒนาเป็นแอพพิเคชั่น เพื่อเพิ่มช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ได้มากขึ้น ซึ่งศูนย์ดูแลความปลอดภัยของ ศธ. จะเป็นศูนย์ใหญ่ และจะนำมารวมกับศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูก ล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ (ศคพ.) เข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อรับเรื่องต่างๆเข้ามาไว้ด้วยกัน  ซึ่งเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดูแล หากไม่ทำจะเกิดอันตรายเสียหายมากกว่านี้ ศธ.จะพยายามจะแก้ปัญหาให้ถูกจุด เพื่อให้สถานศึกษามีความปลอดภัยอย่างแท้จริง”  น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘ตรีนุช‘ ย้ำไม่ได้บังคับโรงเรียนลดค่าธรรมเนียม แต่ให้ดูความเหมาะสมช่วงวิกฤติโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577861

‘ตรีนุช‘ย้ำไม่ได้บังคับโรงเรียนลดค่าธรรมเนียม แต่ให้ดูความเหมาะสมช่วงวิกฤติโควิด

‘ตรีนุช‘ย้ำไม่ได้บังคับโรงเรียนลดค่าธรรมเนียม แต่ให้ดูความเหมาะสมช่วงวิกฤติโควิด

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.29 น.

วัน 4 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีโรงเรียนเอกชนคัดค้านประกาศ ศธ. เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น  เนื่องจากสร้างผลกระทบกับโรงเรียนเอกชนอย่างมากเพราะผู้ปกครองนำประกาศ​ ศธ. ฉบับดังกล่าวมากดดันให้โรงเรียนลดค่าธรรมเนียมการเรียนเพิ่มขึ้น และตั้งแต่เชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ระบาดระลอกแรก จนถึงปัจจุบัน รัฐไม่เคยช่วยเหลือโรงเรียนเอกชน  ว่า  ที่ตนออกประกาศ ศธ. เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น เป็นประกาศที่มอบแนวทางไว้กว้าง ๆ ซึ่งในประกาศเน้นย้ำชัดเจนว่า ในกรณีที่ได้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียม การเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นไปแล้ว ให้คืนเงินบำรุงการศึกษาหรือค่าธรรมเนียมดังกล่าว 

“ในส่วนที่ไม่ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น ในระหว่างที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  และในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น เพื่อใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  สถานศึกษาอาจพิจารณาผ่อนผันหรือขยายระยะเวลาการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา หรือค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามความเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดเป็นแนวทางกว้าง ๆ ไม่ได้เป็นการบังคับให้โรงเรียนต้องทำตาม แต่ให้โรงเรียนพิจารณาช่วยเหลือผู้ปกครองตามความเหมาะสม  ดังนั้น โรงเรียนต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่เดือดร้อน ว่าจะสามารถลดค่าธรรมเนียมให้ได้เท่าไหร่ และต้องเก็บค่าธรรมเนียมส่วนอื่นเพราะอะไร” รมว.ศธ.กล่าว 

(ชมคลิป) ‘กองทัพเรือ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577648

(ชมคลิป) 'กองทัพเรือ'ยิงสลุตหลวง21นัด เฉลิมพระเกียรติ'สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี'

(ชมคลิป) ‘กองทัพเรือ’ยิงสลุตหลวง21นัด เฉลิมพระเกียรติ’สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.56 น.

(ชมคลิป) กองทัพเรือยิงสลุต 21 นัด หลวงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 

3 มิถุนายน 2564 เวลา 12.00 น. กองทัพเรือ โดย ฐานทัพเรือกรุงเทพ ได้ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2564 ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ  

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำ หรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ คำว่า “สลุต” นั้นมาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน จุดเริ่มต้นของธรรมเนียมการยิงสลุตเล่ากันว่า ในสมัยโบราณ เรือสินค้าที่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในระยะทางไกลจำเป็นที่จะต้องมีปืนใหญ่ไว้คุ้มครองสินค้าบนเรือ และจะต้องมีการบรรจุดินปืนในกระบอกปืนไว้ก่อน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน แต่เมื่อเรือได้เดินทางไปถึงท่าเรือของประเทศที่เรือลำดังกล่าวต้องเข้าไปทำการค้าด้วย จึงต้องยิงปืนใหญ่ที่บรรจุแต่ดินปืนออกไปให้หมด เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามาอย่างมิตร มิใช่ศัตรู ตั้งแต่นั้นมาจึงได้เกิดเป็นประเพณีการยิงสลุตขึ้น เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อกันระหว่างเจ้าบ้านและผู้มาเยือนอันเป็นประเพณีที่ชาวเรือได้สืบทอดกันต่อมาจวบจนปัจจุบัน

แรกเริ่มประเพณีการยิงสลุตได้กำหนดตัวเลขการยิงเอาไว้ที่จำนวน 7 นัด ซึ่งในขณะนั้นทางทวีปยุโรปถือว่าเป็นเลขมงคล เพราะเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกใน 7 วัน หรือเหตุผลอีกกระแสหนึ่งที่ว่าบนเรือรบแต่ละลำมีปืนใหญ่ลำละ 7 กระบอก จึงต้องยิงให้เคลียร์หมดทุกกระบอกๆ ละ 1 นัด และยังมีธรรมเนียมต่อไปอีกว่า เมื่อเรือสินค้าได้ยิงให้แก่ชาติเจ้าของท่าจำนวน 7 นัดแล้ว ทางป้อมปืนใหญ่ของชาติเจ้าของท่าจึงต้องยิงตอบออกมาเป็นจำนวน 3 เท่า ซึ่งก็คือ 21 นัด ในเวลาต่อมาได้มีการทำความตกลงกันใหม่ว่า ควรให้ทั้งสองฝ่ายยิงในจำนวน 21 นัดเท่า ๆ กัน โดยอังกฤษเป็นชาติแรกในการวางกฎระเบียบการยิงสลุต 21 นัด และได้ถือเป็นกติกาสากลสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับในประเทศไทยมีการยิงสลุตครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีในบันทึกของจดหมายเหตุฝรั่งเศสกล่าวถึงเรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ ที่ได้เดินทางเข้ามาถึงป้อมวิไชยเยนทร์ (ป้อมวิไชยประสิทธิ์ กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม ในปัจจุบัน) มองซิเออร์คอนูแอล กัปตันเรือได้มีใบบอกเข้าไปถามทางราชสำนักอยุธยาว่า จะขอยิงสลุตให้เป็นเกียรติแก่ชาติสยาม ทางราชสำนักจะขัดข้องหรือไม่ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงรับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม (มองซิเออร์คอม เดอร์ ฟอร์แบงก์ นายทหารชาวฝรั่งเศส) ผู้รักษาป้อม
ในขณะนั้น อนุญาตให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้  จึงอาจกล่าวได้ว่าป้อมวิไชยประสิทธิ์ หรือป้อมวิไชยเยนทร์ในขณะนั้น เป็นสถานที่ ที่เกิดการยิงสลุต ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ต่อมาเมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์แล้ว ในรัชสมัยของ สมเด็จพระเพทราชา ทรงไม่โปรดปรานฝรั่งเศส จึงทำให้ธรรมเนียมการยิงสลุตได้ถูกยกเลิกไป ธรรมเนียมการยิงสลุตได้เริ่มกลับมารื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่ต้อนรับ เซอร์จอห์น เบาวริ่ง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2398 ต่อมาในปี พ.ศ.2448 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตราข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.125 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการ 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ คือ การยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท คือ 1.) สลุตหลวง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน 101 นัด 2.) สลุตข้าราชการ 3.) สลุตนานาชาติ

พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2483 จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ เริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยกำหนดข้อบังคับไว้โดยสรุปดังนี้ กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก มีขนาดลำกล้องไม่เกิน 120 มิลลิเมตร ห้ามยิงตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกไปแล้วจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท เช่นเดียวกับพระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131

ส่วนหลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินีหรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ ยิงสลุต จำนวน 21 นัด ถ้าเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต ยิงสลุต 19 นัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นพลเรือน) พลเรือเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ ยิงสลุต 17 นัด พลเรือโท และอัครราชทูต ยิงสลุต 15 นัด พลเรือตรี และราชทูต ยิงสลุต 13 นัด (สามเหล่าทัพยศเท่ากัน ยิงสลุตเท่ากัน) อุปทูตยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ ยิงสลุต 9 นัด

โปรดเกล้าฯให้ประธานองคมนตรี ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577634

โปรดเกล้าฯให้ประธานองคมนตรี ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินี

โปรดเกล้าฯให้ประธานองคมนตรี ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.57 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ ประธานองคมนตรี ถวายภัตตาหารเพลและถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระราชินี”

3 มิถุนายน 2564 เมื่อเวลา 08.57 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเพลและถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีวันที่ 3 มิถุนายน 2564 ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานครเมื่อประธานองคมนตรีเดินทางถึงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วางพวงมาลัยและไหว้ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จากนั้น เข้าพระอุโบสถ จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธอังคีรส พระประธานพระอุโบสถ แล้วจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ กับพระราชสรีรางคาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ และพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจ้าพนักงานอาราธนาศีล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานสงฆ์ ให้ศีล จบ เจ้าพนักงานอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์ 44 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ประธานองคมนตรี จุดเทียนที่พระครอบพระกริ่งทำน้ำพระพุทธมนต์ แล้วถวายพระครอบพระกริ่งทำน้ำพระพุทธมนต์แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานสงฆ์

จากนั้น ประเคนภัตตาหารแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานสงฆ์ ภัตตาหารนอกนั้น ให้ข้าราชบริพารผู้ใหญ่ประเคนตามลำดับ เสร็จแล้ว ประธานองคมนตรีกล่าวคำถวายสังฆทาน พระสงฆ์กล่าวคำ “สาธุ” ประธานองคมนตรีประเคนผ้าไตรแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานสงฆ์ สมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะ ผ้าไตรนอกนั้นให้ข้าราชบริพารผู้ใหญ่ประเคนจนครบ จากนั้น ประธานองคมนตรีกรวดน้ำ พระสงฆ์อนุโมทนา ถวายอดิเรก

ทั้งนี้ พระสงฆ์ที่นิมนต์มาในวันนี้ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะจากวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ จำนวน ๔๔ รูป อาทิ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดพระเชตุพนวิมงมังคลาราม สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี วัดไตรมิตรวิทยาราม พระเทพศาสนาภิบาล วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม พระเทพมงคลโสภณ วัดเสนาสนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชวชิรดิลก วัดเพชรสมุทร จังหวัดสมุทรสงคราม

กองทัพภาค2 ประกอบอาหารแจกจ่ายประชาชน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577614

กองทัพภาค2 ประกอบอาหารแจกจ่ายประชาชน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินี

กองทัพภาค2 ประกอบอาหารแจกจ่ายประชาชน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 12.20 น.

3 มิถุนายน 2564 ที่วัดบุ่ง เขตเทศบาลนครนครราชสีมา กองทัพภาคที่ 2 โดยกองพลทหารราบที่ 3 ค่ายสุรนารี ได้นำรถครัวสนามไปประกอบอาหารมอบให้กับประชาชนถึงบ้าน ในโครงการ มีแล้วแบ่งปันเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 43 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2564  

โดยนำรถครัวสนามไปประกอบอาหารปรุงสุก เมนูกระเพราไก่ ไข่ดาว จำนวน 1,000 กล่อง นำอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วให้กำลังพลจิตอาสาพระราชทานเราทำความดีด้วยหัวใจ ขับขี่รถจักรยานยนต์กว่า 50 คัน นำอาหารกล่องไปมอบให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน 

พร้อมกันนี้ยังได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 มอบให้ประชาชนได้ดูแลสุขอนามัยปลอดภัยจากโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการให้บริการตัดผมกับพี่น้องประชาชน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีประชาชน และนักเรียน ให้ความสนใจเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

โปรดเกล้าฯให้ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์บำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันประสูติพระราชินี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577593

โปรดเกล้าฯให้ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์บำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันประสูติพระราชินี

โปรดเกล้าฯให้ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์บำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันประสูติพระราชินี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 09.41 น.

โปรดเกล้าฯให้ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลปล่อยโค นก และพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

3 มิถุนายน 2564 เวลา 07.53 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลปล่อยโค นก และพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2564 ณ ท่าวาสุกรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ ประธานองคมนตรี ปล่อยโค จำนวน 1 คู่ ปล่อยนกปรอดหัวโขน จำนวน 44 ตัว ปล่อยปลาดุกส่วนพระองค์ จำนวน 44 ตัว ปล่อยหอยขมส่วนพระองค์ จำนวน 5 กิโลกรัม และปล่อยปลาจำนวน 1,000,000 ตัว ประกอบด้วย ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลายี่สกไทย ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลากระแห ปลาเทโพ ปลาโพง และปลากระโห้ ลงในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ตามธรรมชาติต่อไป

ทั้งนี้ โค จำนวน 1 คู่ พระราชทานแก่ นายชาตรี ดวงมาลา เกษตรกรอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ นำไปเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ