ปัญญาประดิษฐ์อ่านน้ำเสียงคนได้แล้ว ผลงานอาจารย์จุฬาฯ เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577443

ปัญญาประดิษฐ์อ่านน้ำเสียงคนได้แล้ว  ผลงานอาจารย์จุฬาฯ เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี

ปัญญาประดิษฐ์อ่านน้ำเสียงคนได้แล้ว ผลงานอาจารย์จุฬาฯ เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิศวฯ และคณะอักษรฯ จุฬาฯ ร่วมพัฒนา “ชุดข้อมูลและโมเดลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย” ปัญญาประดิษฐ์แยกแยะอารมณ์จากเสียงพูด เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี หวังเสริมประสิทธิภาพงานขายและระบบบริการที่ต้องเข้าถึงใจลูกค้า โดยเพิ่มความก้าวหน้าเทคโนโลยีด้านเสียงก้าวขึ้นไปอีกขั้น จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการใช้เสียงพูดเพื่อป้อนข้อมูลหรือออกคำสั่งกับหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ บังคับการทำงานของอุปกรณ์ภายในรถยนต์หรือระบบบ้านอัจฉริยะ โปรแกรมแปลภาษาหรือถอดคำพูดเป็นตัวอักษรโดยใช้เสียง ฯลฯ ตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์ได้รับการพัฒนาให้เข้าใจและจำแนกอารมณ์จากเสียงและตอบสนองข้อมูลด้านความรู้สึกของมนุษย์ผู้สื่อสารได้ดียิ่งขึ้น

โมเดลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย (Thai Speech Emotion Recognition Model) ปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำโดยอาจารย์จุฬาฯ ที่เปิดให้ผู้สนใจดาวน์โหลดเพื่อใช้งานแล้ววันนี้ เป็นฝีมือการทำงานวิจัยข้ามศาสตร์ระหว่าง อ.ดร.เอกพล ช่วงสุวนิชนักวิชาการด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ ผศ.ดังกมล ณ ป้อมเพชร พร้อมด้วย อ.ภัสสร์ศุภางค์ คงบำรุง สองนักวิชาการด้านศิลปะการละครจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

ซึ่งการสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตีความอารมณ์จากเสียงพูดได้นี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้หลายทาง เช่น ระบบคอลเซ็นเตอร์ที่สามารถประเมินอารมณ์ลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามารับบริการว่ามีอารมณ์เช่นไร โกรธหรือหงุดหงิด แล้วบันทึกความรู้สึกจากน้ำเสียงตลอดการพูดคุยเป็นสถิติได้ว่ามีลูกค้าที่ไม่พอใจการให้บริการจำนวนเท่าใด หรือสร้างเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถแสดงอารมณ์ขณะการสื่อสารกับผู้ใช้ ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น แทนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แบบโมโนโทนที่เราคุ้นเคย

สำหรับการพัฒนา ก่อนจะทำโมเดลจำแนกอารมณ์ จำเป็นต้องมีคลังข้อมูลเสียงเสียก่อน และตรงนี้เองที่ศาสตร์การละครเข้ามาช่วยได้เป็นอย่างดีในการทำชุดข้อมูลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย (Thai Speech Emotion Dataset) นักแสดงจำนวน 200 คน ทั้งหญิงและชายเป็นต้นเสียงสื่ออารมณ์ 5 แบบ ได้แก่ อารมณ์โกรธ เศร้า หงุดหงิด สุข และน้ำเสียงยามปกติ โดยนักแสดงแต่ละคนจะบันทึกเสียงที่แสดงอารมณ์ทั้ง 5 อารมณ์ แบบ พูดเดี่ยว และแบบโต้ตอบเป็นบทสนทนา โดยเสียงที่นำไปใช้งานได้จะต้องเป็นเสียงที่แสดงอารมณ์จริงเหมือนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ใช่การใช้เสียงที่ล้นเกินกว่าอารมณ์ในความเป็นจริง ดังนั้นจึงต้องมีทีมกำกับการแสดงช่วยแนะนำเพื่อให้นักแสดงรู้สึกตามอารมณ์นั้นๆ อย่างแท้จริง นอกจากนี้เมื่อต้องเปลี่ยนเสียงสำหรับบันทึกอารมณ์อีกแบบ แต่อารมณ์ของนักแสดงบางคนยังคงติดค้างกับอารมณ์เดิมอยู่ ฝ่ายกำกับการแสดงจะทำหน้าที่กำกับอารมณ์ใหม่กระทั่งนักแสดงสื่ออารมณ์นั้นออกมาในน้ำเสียงดูสมจริงที่สุด

ชุดข้อมูลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย และโมเดลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทยเปิดให้ทดลองใช้ฟรีแล้ว โดยดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์สถาบันวิจัยปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AI Research) https://airesearch.in.th/releases/speech-emotion-dataset/

ม.อ.ออกประกาศให้นักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพ มุ่งส่งเสริมความเท่าเทียมมนุษย์ เริ่มมีผลบังคับใช้ 29 พ.ค. 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577439

ม.อ.ออกประกาศให้นักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพ  มุ่งส่งเสริมความเท่าเทียมมนุษย์ เริ่มมีผลบังคับใช้ 29 พ.ค.2564

ม.อ.ออกประกาศให้นักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพ มุ่งส่งเสริมความเท่าเทียมมนุษย์ เริ่มมีผลบังคับใช้ 29 พ.ค.2564

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเสรีนักศึกษาแต่งกายตามเพศวิถี อนุญาตให้นักศึกษาแต่งเครื่องแบบนักศึกษาชายและหญิงตามอัตลักษณ์ทางเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิด รวมทั้งการเข้าร่วมพิธีการต่างๆ ภายใต้ระเบียบที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด เริ่มมีผลปฏิบัติตั้งแต่ 29 พฤษภาคม 2564 พร้อมมีแผนจัดทำห้องน้ำสำหรับเพศที่ 3 ตอกย้ำถึงการให้ความสำคัญสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมทางเพศ และสิทธิของความเป็นมนุษย์มิให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ม.อ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความรู้ด้านกฎหมายทั้ง 5 วิทยาเขต เพื่อพิจารณาร่างประกาศตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และได้นำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย (ก.บ.ม.) ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564ที่ผ่านมา โดยได้มีมติเห็นชอบประกาศเรื่อง แนวปฏิบัติการแต่งกายของนักศึกษาตามเพศสภาพหรือเพศภาวะ หรืออัตลักษณ์ทางเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิด พ.ศ.2564 โดยเป็นการสมควรกำหนดแนวปฏิบัติการแต่งกายของนักศึกษาตามเพศสภาพหรือเพศภาวะหรืออัตลักษณ์ทางเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิด เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียม ทางเพศและคุ้มครองมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ.2559 ประกอบกับข้อ 7 ของข้อบังคับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่าด้วยเครื่องแบบนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ.2560 โดยประกาศนี้มีผลบังคับใช้ 29 พ.ค.นี้ หรือนับตั้งแต่วันถัดจากประกาศเป็นต้นไป ดังนี้

1.ให้นักศึกษามีสิทธิแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักศึกษาที่ใช้เป็นปกติ ในข้อบังคับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่าด้วยเครื่องแบบนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2560 ตามเพศสภาพ หรือเพศภาวะหรืออัตลักษณ์ทางเพศของตนได้

2.นักศึกษายังมีสิทธิแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักศึกษาในงานพิธี เช่น การรับปริญญา ประกาศนียบัตรดุษฎีบัณฑิต และประกาศนียบัตรมหาบัณฑิต ในข้อบังคับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ว่าด้วยเครื่องแบบนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ.2560ตามเพศสภาพหรือเพศภาวะ หรืออัตลักษณ์ทางเพศของตนได้

3.นักศึกษามีสิทธิแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักศึกษาเฉพาะกรณี เว้นแต่การแต่งกายของนักศึกษาในรายวิชาปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อกำหนดการแต่งกายของคณะนั้นๆ เช่น คณะแพทยศาสตร์
คณะเภสัชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ เป็นต้น

กรณีที่มิได้กำหนดไว้ หรือที่กำหนดไว้ไม่ชัดเจนในประกาศนี้ หรือมีความจำเป็นต้องผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ ให้อธิการบดีมีอำนาจตีความวินิจฉัยและให้ถือเป็นที่สุด สำหรับการแต่งเครื่องแบบนักศึกษาชายและนักศึกษาหญิงให้เป็นไปตามภายใต้ระเบียบของทางมหาวิทยาลัยกำหนด ในกรณีที่เครื่องแบบนักศึกษาหญิงที่ประสงค์จะใช้ผ้าคลุมศีรษะ ต้องเป็นผ้าคลุมสีขาวเกลี้ยงไม่มีลวดลาย

ผศ.สุพจน์ โกวิทยา รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า เพศสภาพถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปในสังคม โดยกฎหมายอนุญาตให้ดำเนินการและกระทำได้ ซึ่งในฐานะที่มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานราชการ ต้องเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตามกฎหมายในการให้สิทธิความเท่าเทียมกันของบุคคลซึ่งนักศึกษาทุกคนมีศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์เท่ากันอีกทั้งนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยจะกลายเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในตลาดแรงงาน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้นักศึกษากลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้โดยไม่มีความกดดัน มีอิสระเสรีในการแสดงออกจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพื่อส่งเสริมความพร้อมรอบด้านทั้งวิชาการ ร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่ง

คนไทยไม่ทิ้งกัน รร.ช่วยชาวบ้านหลังถูกสั่งปิดหมู่บ้าน รับส่งอุปโภค-บริโภคให้ภายหลังโควิดระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577442

คนไทยไม่ทิ้งกัน รร.ช่วยชาวบ้านหลังถูกสั่งปิดหมู่บ้าน รับส่งอุปโภค-บริโภคให้ภายหลังโควิดระบาดหนัก

คนไทยไม่ทิ้งกัน รร.ช่วยชาวบ้านหลังถูกสั่งปิดหมู่บ้าน รับส่งอุปโภค-บริโภคให้ภายหลังโควิดระบาดหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรงเรียนวังเจ้าวิทยาคม และโรงเรียนนาโบสถ์พิทยาคม อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ร่วมบริจาคสิ่งของอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นให้พี่น้องประชาชนหมู่บ้านผาผึ้งอำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก  ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวไทยชาติพันธุ์ม้ง บนเทือกเขาถนนธงชัย เป็นหมู่บ้านที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หลายรายต่อมา นายพงษ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตากได้ออกคำสั่งปิดหมู่บ้าน ห้ามผู้ใดเข้า-ออก พื้นที่หมู่ที่ 6  บ้านผาผึ้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งและได้รับอนุญาตจากนายอำเภอวังเจ้า ตั้งแต่วันที่ 17-30พฤษภาคม พร้อมตรวจเชิงรุกเพิ่มเติม มีทั้งผู้ป่วยอาการหนักและที่ไม่แสดงอาการ

ในการนี้ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน 550 ครัวเรือนรวมประชากรจำนวน 2,892 คน อยู่กันอย่างลำบาก เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ บางส่วนไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา บางบ้านอยู่ในที่ราบหุบเขา ต้องอยู่แต่ในบ้าน หากบ้านไหนมีคนติดเชื้อ เจ้าของบ้านจะล้อมบ้านตัวเองด้วยเชือกเพื่อแสดงสัญลักษณ์ ก่อนจะถูกอพยพลงดอยไปรักษาตัว ส่วนอาหารการกินจะได้รับแจกอาหาร จาก อบต.เชียงทอง มีเจ้าหน้าที่คอยส่งอาหาร ชาวบ้านไม่สามารถไปไร่สวนได้

โรงเรียนมัธยมศึกษา ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอวังเจ้า จึงได้รวบรวมสิ่งของเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านหมู่บ้านผาผึ้ง และส่งกำลังใจให้สถานการณ์ดีขึ้นในเร็ววัน

อว.เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,947 ล้านโดส ไทยฉีดแล้วมากกว่า 3.75 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577557

อว.เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,947 ล้านโดส  ไทยฉีดแล้วมากกว่า  3.75 ล้านโดส

อว.เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,947 ล้านโดส ไทยฉีดแล้วมากกว่า 3.75 ล้านโดส

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 21.55 น.

“อว. เผยฉีดวัคซีนทั่วโลกแล้ว 1,947 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกันกว่า 53.55 ล้านโดส ไทยฉีดแล้วมากกว่า 3.753 ล้านโดส”

วันที่ 2 มิถุนายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 1,947 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/เขตปกครอง โดยขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 33.5 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าอิสราเอลได้ฉีดวัคซีนครอบคลุมเกินครึ่งของประชากรแล้ว ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนการฉีดวัคซีนสูงที่สุดที่ 296 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันกว่า 136 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว”

ด้านอาเซียนขณะนี้ทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว มียอดรวมกันที่ประมาณ 53.55 ล้านโดส โดยสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (34.4% ของประชากร) ในขณะที่อินโดนีเซียฉีดวัคซีนในจำนวนมากที่สุดที่ 27.727 ล้านโดส สำหรับประเทศไทยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2564 ได้ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 3,753,718 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 31.8%

ในการฉีดวัคซีน จำนวน 1,947 ล้านโดสนี้ อว. ขอรายงานสถิติที่สำคัญ คือ

1. ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 4 ประเทศลำดับแรกที่ฉีดวัคซีนมากกว่า 100 ล้านโดส รวมกันเกือบ 60% ของปริมาณการฉีดวัคซีนทั่วโลก

1. จีน จำนวน 661.47 ล้านโดส (23.6% ของจำนวนการฉีดทั่วโลก)

2. สหรัฐอเมริกา จำนวน 296.40 ล้านโดส (46.2%)

3. สหภาพยุโรป จำนวน 250.19 ล้านโดส (28.2%)

4. อินเดีย จำนวน 218.36 ล้านโดส (8.0%)

2. ประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุด มี 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชากรอย่างน้อย 25% แล้ว ได้แก่ (เฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน)

1. มัลดีฟส์ (64.2%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford และ Sinopharm )

2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (60.3%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaleya)

3. อิสราเอล (58.5% ของประชากร) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna)

4. บาห์เรน (58.4%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)

5. ชิลี (48.9%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Sinovac)

6. สหราชอาณาจักร (48.8%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford Moderna และ Pfizer/BioNTech)

7. สหรัฐอเมริกา (46.2%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech Moderna และ Johnson&Johnso

8. กาตาร์ (46.1%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech)

9. ฮังการี (45.2%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)

10. อุรุกวัย (40.5%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca, Pfizer และ Sinovac)

3. จำนวนการฉีดวัคซีนแยกตามภูมิภาค

1. เอเชียและตะวันออกกลาง 56.09%

2. อเมริกาเหนือ 18.55%

3. ยุโรป 17.07%

4. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 6.34%

5. แอฟริกา 1.69%

6. โอเชียเนีย 0.26%

4. ในภูมิภาคอาเซียน ได้ฉีดวัคซีนแล้วครบ 10 ประเทศ รวมจำนวน 52,102,147 โดส ได้แก่

1. อินโดนีเซีย จำนวน 27,727,298 โดส (5.1%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca

2. ฟิลิปปินส์ จำนวน 5,180,721 โดส (2.4%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac, Pfizer, Sputnik V และ AstraZeneca

3. กัมพูชา จำนวน 4,671,201 โดส (13.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, AstraZeneca และ Sinovac

4. สิงคโปร์ จำนวน 4,047,651 โดส (34.4%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Moderna

5. ไทย จำนวน 3,753,718 โดส (2.8%* ของประชากร)  ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca 

6. มาเลเซีย จำนวน 3,107,218 โดส (4.7%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer, AstraZeneca และ Sinovac

7. พม่า จำนวน 2,994,900 โดส (2.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

8. เวียดนาม จำนวน 1,102,099 โดส (0.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

9. ลาว จำนวน 914,014 โดส (6.2%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, Sputnik V 

10. บรูไน จำนวน 52,775 โดส (6.0%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinopharm 

* คำนวณจากจำนวนฉีด/จำนวนประชากร/2 เหมือนกันทุกประเทศ

5. ข้อมูลการฉีดวัคซีนล่าสุดของประเทศไทย ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2564 

จัดสรรวัคซีนแล้วทั้งหมด 4,235,266 โดส 

จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 3,753,718 คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น

-เข็มแรก 2,591,372 โดส

-เข็มสอง 1,162,346 โดส

ผู้ว่าฯตราดหนุนแต่งชุดนักเรียนเรียนออนไลน์ แต่ไม่บังคับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577455

ผู้ว่าฯตราดหนุนแต่งชุดนักเรียนเรียนออนไลน์ แต่ไม่บังคับ

ผู้ว่าฯตราดหนุนแต่งชุดนักเรียนเรียนออนไลน์ แต่ไม่บังคับ

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.30 น.

นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเพจข่าวของตราดทีวีถึงแนวคิดในเรื่องการแต่งตัวชุดนักเรียนระหว่างการเรียนออนไลน์นั้นว่า เรื่องนี้เสนอในที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตราด เอาตัวอย่างโรงเรียนในกรุงเทพมานำเสนอ เพราะเด็กนักเรียนเรียนออนไลน์จะนั่งเรียน นอนเรียน ตื่นนอนมาก็ไม่อาบน้ำ ไม่ล้างหน้าตื่นมาก็มานั่งหน้าจอเลย การเรียนออนไลน์ต้องมีสมาธิในการเรียนการสอน คือเด็กเมื่อใส่ชุดนักเรียนแล้ว จะมีผลการเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นการแพร่ระบาดในรอบ 3 การเรียนออนไลน์ที่ในกรุงเทพเขาใช้กันอย่างนี้ และได้ผลดี 

นอกจากนี้ยังมีการสวดมนต์และเช็คชื่อนักเรียนด้วย ส่วนเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียนที่ว่าสิ้นเปลื่องนั้น คงไม่ใช้เพราะเครื่องแบบนักเรียนทุกคนมีอยู่แล้วจะซักเสื้อผ้าจะสิ้นเปลืองอะไร จริงหรือไม่? ถ้าไม่ใส่ชุดนักเรียนก็ใส่ชุดอยู่บ้านมาเรียนก็ต้องซักเหมือนกันอยู่ดี มันไม่ใช่นำมาเป็นเหตุผลมีหักล้างกัน

“ความจริงในการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ตราดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้เสนอแนวความคิดนี้ให้ ศึกษาธิการจังหวัด และ ผู้อำนวยการเขตประถมศึกษา  ผู้อำนวยการเขตมัธยมศึกษาให้ไปพูดหารือกัน หากดีก็นำไปดำเนินการหากไม่อยากทำก็จบ ไม่ได้ไปออกคำสั่งให้ทำ ถ้าดีก็ทำไปแต่ผมเห็นว่าดี ผมมีตัวอย่างจากคนใกล้ชิดที่ปฏิบัติ ผมเห็นว่าดีมีการเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตามในแต่ละโรงเรียนอาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งความคิดเห็นของคนที่เห็นด้วยส่วนใหญ่ก็จะนิ่งไม่แสดงความคิดเห็น แต่คนที่ไม่เห็นด้วยก็พิมพ์โพสต์ออกไป ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า เมื่อสื่อออกไปก็จะมีทั้งคนเห็นด้วย กับไม่เห็นด้วย แต่คนเห็นด้วยมักจะเฉยๆซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เรื่องนี้ไม่มีปัญหา หากทำก็จะเป็นเรื่องดีแน่นอนกับตัวนักเรียน แต่ผมไม่อยากจะไปถกเถียงอะไร เพราะผมมีข้อพิสูจน์ทำแล้วดี แต่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อโรงเรียนให้เค้าเสียหาย”

นอกจากประเด็นนี้แล้วยังมีชาวตราด ทั้งผู้ปกครองและข้าราชการให้เหตุผลทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตามมา เช่น ในประชาคมคนแหลมงอบ มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ 

ข้าราชการอำเภอเเหลมงอบคนหนึ่ง ให้ความเห็นว่า “ผมว่าดีนะครับ ลูกสาวผมบางทีตื่นสายมาเรียนทั้งชุดนอนเลย นั่งเรียนด้วยกินข้าวด้วย กินขนมอีก ไม่รู้เรียนรู้เรื่องหรือเปล่า ดูในหน้าจอเห็นแต่เพื่อน ของที่ครูสอนมีอันนิดเดียว ยังกังวลว่าเด็กที่โตมาในยุคโควิดโตขึ้นจะเป็นแนวไหน ระเบียบวินัยจะสู้เด็กยุคก่อนหน้านี้ได้มั้ย แต่เราคงต้องยอมรับครับ”

ผู้ปกครองคนหนึ่งในอำเภอแหลมงอบกล่าวว่า “ส่วนตัวเห็นด้วยกับแต่งชุดนักเรียนนะ จากประสบการณ์ที่เห็นหลานเรียนทุกวันนี้ผู้ปกครองไม่เข้าใจ เปิดคอมประมานชมนึงแล้วฟังเพลงเล่นเกม พอถามบอกว่าเรียนเสร็จแล้ว บางทีเรามองจอเห็นมีหลายๆคนอยู่ด้วยแต่ไม่เห็นครู แล้วเด็กคุยแต่เรื่องเกม เห็นคนนึงแต่งชุดเลียนแบบศพมีห่อผ้าห่มสีขาว ทาหน้าขาวมาเรียนออนลายตกลงว่าเปิดห้องเรียนกันหรือเปิดกลุ่มคุยกับเพื่อน ครูขยันคอยตามนักเรียนก็ดีไป ครูบางคนแค่เปิดห้องมาเช็คชื่อแล้วบอกให้ไปอ่านสรุปส่งงาน มันไม่เต็มชั่วโมง ผู้ปกครองก็ไม่สบายใจว่าเด็ดเรียนจริงไหมหรือโดดเรียนถ้าแต่งชุดนักเรียน ผู้ปกครองยังเข้าใจได้ว่าเรียนอยู่นะ อย่างน้องก็ยังให้พวกเรามองออกบ้าง”

ขณะที่ ชาวตราดอีกหลายคน กล่าวแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับผู้ว่าราชการจังหวัดตราดว่า ศบค.ตราด ควรทำหน้าที่เอาไทม์ไลน์ผู้ป่วยโควิดของอำเภอเมืองตราดที่ปกปิดเอาไว้ทั้งหมด มาเปิดเผยดีกว่าครับ.. ควรทำหน้าที่ที่เหมาะสมและสง่างาม  ดีกว่ามาโชว์สติปัญญาแบบนี้ให้คนเขาด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง(ทั่วประเทศ)..คนตราดไม่อยากดังแบบนี้ครับ และอีกคนเสนอว่า”ผมขอเสนอให้ทาง รร.ประสาน อปท.ในพื้นที่ช่วยเรื่องสถานที่เรียนออนไลน์สำหรับนักเรียนที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าการแต่งกายนะครับ หรืออีกคนระบุว่า“ถ้าไม่ใส่ชุดนักเรียนแล้วจะไม่มีวินัยหรือ? อยู่ในสายงานการศึกษา แต่ทำอะไรเหมือนไม่มีการศึกษาถ้าจะส่งเสริม ปลูกฝังระเบียบวินัย มันมีวิธีอื่นนะ หรือคิดได้แค่วิธีเดียว”

‘หมอธีระวัฒน์’ ลั่นโควิดวิกฤติหนักหนา! วัคซีนไม่ต้องเลือกมีให้ฉีดก็บุญแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577435

'หมอธีระวัฒน์'ลั่นโควิดวิกฤติหนักหนา! วัคซีนไม่ต้องเลือกมีให้ฉีดก็บุญแล้ว

‘หมอธีระวัฒน์’ลั่นโควิดวิกฤติหนักหนา! วัคซีนไม่ต้องเลือกมีให้ฉีดก็บุญแล้ว

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.44 น.

วันที่ 2 มิถุนายน 2564 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ระบุถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า 

“วัคซีนไม่ต้องเลือก มีให้ฉีดก็บุญแล้ว วิกฤติตอนนี้หนักหนาเข้มข้นนัก” และ “รีบๆๆๆๆฉีดๆๆๆๆๆ จะเอาสายไหนมีหมด ชุมนุมดาวร้าย”

‘มธ.’ เตรียมความพร้อมศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด ขอรัฐบาลจัดสรรมาให้เพียงพอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577429

‘มธ.’เตรียมความพร้อมศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด ขอรัฐบาลจัดสรรมาให้เพียงพอ

‘มธ.’เตรียมความพร้อมศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด ขอรัฐบาลจัดสรรมาให้เพียงพอ

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.20 น.

2 มิ.ย. 2564 ที่อาคารยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) มีการแถลงข่าวเปิดศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 โดย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากจะเป็นสถาบันที่ให้การศึกษาแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นประโยชน์กับสังคมในด้านอื่นๆ ด้วย ดังสถานการณ์การะบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ ที่ทุกภาคส่วนต้องระดมสรรพกำลัง ซึ่งจะต้องมีการให้วัคซีนอย่างเร่งด่วน 

แต่นอกจาก มธ. แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ช่วยกันทำให้การฉีดวัคซีนเป็นไปด้วยดี มีความรวดเร็วและปลอดภัย และมั่นใจว่าการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่อาคารยิมเนเซียม 4 แห่งนี้ จะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทำให้ประชาชนปลอดภัยจากโรคภัยทั้งหลาย ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่ง มธ. พร้อมสนับสนุน อว. และพร้อมเป็นหัวหอกในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันโควิด-19 

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า มธ. มีส่วนในการทำงานช่วยเหลือสังคมในเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ๆ อยู่หลายครั้ง เช่น เหตุการณ์คลื่นสึนามิในปี 2547 เหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 และล่าสุดในปัจจุบันกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ มธ. กลายเป็นต้นแบบของการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามให้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ทางอธิการบดี และคณะผู้บริหาร มธ. เห็นตรงกันว่า หากยังต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ด้วยการรับผู้ป่วยไปเรื่อยๆ สถานการณ์ก็คงไม่เปลี่ยนแปลง และการฉีดวัคซีนให้กับผู้คนจำนวนมากคือวิธีการควบคุมการระบาดของโรคได้ดีที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยตามสถานพยาบาลต่างๆ ลดลง นำมาซึ่งการจัดตั้งศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 ที่ มธ.รังสิต เบื้องต้นตั้งเป้าฉีดวัคซีนได้เฉลี่ยวันละ 2,000 คน แต่ก็เชื่อว่าน่าจะฉีดได้มากกว่านั้น โดยศูนย์นี้จะดำเนินการไปจนถึงสิ้นปี 2564 

 ศ.ดร.สุรพล กล่าวต่อไปว่า วันนี้เมื่อระบบของแอปพลิเคชั่นหมอพร้อมปิดลง ทาง มธ. ก็ต้องปิดระบบคอลเซ็นเตอร์ ที่ตั้งขึ้นมาคู่ขนานสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการลงะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วย โดยสรุปยอดผู้ที่จองคิวฉีดวัคซีน ณ ศูนย์ฉีดวัคซีน มธ.รังสิต จนถึงวันที่ปิดระบบอยู่ที่ 57,500 คน หากรัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องจำนวนวัคซีนที่จะมาถึงอย่างเพียงพอ 

“พวกเราเชื่อคล้ายๆ กันว่าประเทศกำลังมีปัญหา ประชาชนกำลังเดือดร้อน ถ้าพวกเราทำอะไรได้พวกเราก็พยายามจะทำ งบประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นที่นี่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ มธ. รับผิดชอบเองทั้งสิ้น มีอย่างเดียวเท่านั้นที่เราขอจากรัฐบาล ก็คือขอวัคซีนให้ได้มากพอตามจำนวนคนที่อยากจะได้รับวัคซีนเท่านั้น” ประธานกรรมการบริหาร รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าว
ศ.ดร.สุรพล ยังกล่าวอีกว่า การเปิดศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 ครั้งนี้ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาด้วยเพื่อให้เห็นความพร้อมในการเตรียมการของ มธ. อีกทั้งยังส่งสัญญาณถึงสังคมไทย ว่าจากวันนี้ไปจะเป็นการเริ่มต้น ที่เราจะมีโอกาสเอาชนะสงครามไวรัสได้ด้วยกระบวนการฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล การเปิดศูนย์ฯ ที่ มธ. เป็นการยืนยันสิ่งนั้น 

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า มธ. แบ่งการรับวัคซีนโควิด-19 เป็น 2 ส่วน คือ 1.ศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 อาคารยิมเนเซียม 4 มธ.รังสิต เตรียมไว้สำหรับผู้ลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม จุดนี้จะได้รับวัคซีนยี่ห้อแอสตราเซเนกา จากกรมควบคุมโรค เริ่มบริหารจัดการวัคซีนตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2564 โดยเบื้องต้นได้รับการสื่อสารว่าวัคซีนจะมาถึงในวันที่ 6 มิ.ย. 2564 ดังนั้นหากวัคซีนมาตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละวัน ก็จะสามารถบริหารจัดการวัคซีนที่นี่ไปได้ตลอด 

กับ 2.ที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่ผ่านมารับบริหารจัดการวัคซีนยี่ห้อซิโนแวค โดยมีองค์กรต่างๆ ร้องขอเข้ามาเพื่อให้บุคลากรได้รับการฉีดวัคซีน เฉลี่ยวันละ 1,000 คน ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2564 และจะสิ้นสุดภารกิจในวันที่ 3 มิ.ย. 2564 ซึ่งเหตุที่ต้องแยก 2 ส่วนนี้ออกจากกันเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสน แต่ขอชี้แจงว่าในเบื้องต้นจะยังไม่มีการเปิดให้เดินเข้ามาฉีด หรือวอล์คอิน-ออนไซต์ เพราะต้องขอบริหารจัดการในส่วนของผู้ที่ลงทะเบียนในระบบหมอพร้อมก่อน 

“เราได้รับการติดต่อจากกรมควบคุมโรค ในการเริ่มดำเนินการได้ ก็เป็นการยืนยันแล้วว่าวันที่ 7 มิถุนานี้ ได้รับการยืนยันแล้วว่าเราจะได้รับวัคซีนมา แต่ว่าวันที่ได้รับวัคซีนคือประมาณวันที่ 6 มิถุนา อันนี้คือประเด็นที่หนึ่ง ก็คือวัคซีนมาหรือไม่วันที่ 7 ก็ต้องตอบว่ามา สอง ทางกรมควบคุมโรคก็ให้ความมั่นใจว่าจะใช้ข้อมูลในระบบหมอพร้อมในการกระจายวัคซีน แต่อันที่สามที่อาจจะต้องเรียนตรงๆ ก็คือปริมาณวัคซีน และวัน-เวลาที่มา อันนี้อาจจะยังไม่ได้รับการยืนยันไประดับเป็นสัปดาห์ เราพูดกันในตอนนี้ก็คือระดับ 2-3 วัน” รศ.นพ.พฤหัส ระบุ

รศ.นพ.พฤหัส กล่าวต่อไปว่า หากเริ่มฉีดวัคซีนวันที่ 7 มิ.ย. 2564 และได้รับวัคซีนในวันที่ 6 มิ.ย. 2564 วัคซีนอาจถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการฉีดในวันที่ 7-8 มิ.ย. 2564 หลังจากนั้นจะต้องพูดคุยเพื่อดำเนินการกันต่อ แต่ขอยืนยันเพื่อสร้างความชัดเจนว่า ในวันที่ 7 มิ.ย. 2564 จะได้เริ่มฉีดแน่นอน และหลังจากนั้นเมื่อมีวัคซีนเข้ามาตามทะเบียนที่นัดหมายไว้ในระบบหมอพร้อมก็จะได้ดำเนินการทันที โดยจะไม่มีเรื่องของข้อมูลใหม่หรือผู้ที่ลงทะเบียนใหม่ เพื่อบริหารจัดการไม่ให้เกิดความคับคั่งในบริเวณจุดฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่วัคซีนไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ จึงต้องมีการประสานกับทางกรมควบคุมโรค โดยขอความกรุณาว่าให้พูดคุยกันในระดับ 2-3 วัน แต่เรื่องนี้ก็เห็นใจในข้อจำกัดของแต่ละหน่วยงาน แต่ในเรื่องของความต้องการ และเรื่องการลงทะเบียนของประชาชนที่ทาง มธ. ได้ติดต่อไว้นั้นนิ่งแล้ว เพียงแต่หากวัคซีนมาตามปริมาณที่ร้องขอไว้ ก็จะสามารถดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นภารกิจได้ แต่หากวัคซีนขาดไปอย่างไรก็ต้องบริหารจัดการหน้างาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลื่อนไป หรือจะสามารถเปลี่ยนชนิดวัคซีนได้หรือไม่ สำหรับผู้รับวัคซีนที่มีความประสงค์ว่าไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนแอสตราเซเนกาเท่านั้น ก็อาจให้รับวัคซีนซิโนแวคได้ 

ส่วนการรับฉีดวัคซีนในระดับองค์กรที่จะจบภารกิจในวันที่ 3 มิ.ย. 2564 เนื่องจากการกระจายวัคซีนยังไม่แน่นอน หากองค์กรใดประสงค์ให้ทาง รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สนับสนุนการฉีดวัคซีน ก็สามารถแจ้งมาได้ ซึ่งก็จะต้องนำคำร้องขอเหล่านั้นไปให้ผู้มีอำนาจในการกระจายวัคซีน ตัดสินใจว่าจะยินดีให้องค์กรนั้นมาฉีดวัคซีนกับ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ หรือไม่ หากคำตอบคือยินดีและมีวัคซีนเข้ามาก็พร้อมบริหารจัดการได้เลยในระดับองค์กรนั้น

ด้าน ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีคำถามว่าวัคซีนโควิด-19 จะมาแน่นอนใช่หรือไม่ ซึ่งเท่าที่ฟังมายืนยันว่าวัคซีนจะมาอย่างแน่นอน แต่ยังไม่ขอกล่าวถึงจำนวนวัคซีน เพราะหากพูดไปแล้วเกิดบางอย่างมาช้าไปบ้างหรือน้อยไปบ้างก็จะเกิดความรู้สึก แต่บางอย่างอาจมาเร็วและมากกว่าที่เราคิด ฉะนั้นก็ขอให้มั่นใจว่าวัคซีนมาแน่ และวันที่ 7 มิ.ย. 2564 ได้ฉีดแน่ ซึ่งขอให้ผู้ที่ยังวิตกกังวลมั่นใจ อย่างตนนั้นฉีดแอสตราเซเนกาแล้ว 2 เข็ม ก็ไม่มีอาการอะไร
“ไวรัสโควิด-19 เราก็สามารถตั้งรับมาได้ปีกว่าโดยที่ความเสียหายน้อยมาก ความเสียหายมีมากขึ้นในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมาแต่เราก็ยันได้อยู่ และตอนนี้วัคซีนก็กำลังมาหรือบางส่วนก็มาแล้ว แล้วก็จะเริมฉีดวันที่ 7 มิถุนา เป็นต้นไป จากนี้ไปถ้าเปรียบเทียบการรบก็เหมือนการทำสงครามขั้นรุกเพื่อขจัดโควิด-19 ให้หมดไปจากประเทศไทย ก็จะใช้เวลาอีกหลายเดือน คิดว่าคงถึงสิ้นปีจึงจะมั่นใจว่าเราปลอดภัยแน่ๆ” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเสริมว่า สำหรับกระบวนการฉีดวัคซีน อว. เกี่ยวข้องคือ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยที่ให้บริการฉีดวัคซีน รวมถึงส่งบุคลากรออกไปให้บริการฉีดวัคซีนตามสถานที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ซึ่งสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีหน่วยฉีดวัคซีนที่อยู่ในสถาบันการศึกษารวม 11 แห่ง โดย มธ.รังสิต ก็เป็นหนึ่งในสถาบันเหล่านั้น
นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า จุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี นอกจากที่ มธ.รังสิต ที่ฉีดได้ประมาณ 2,000 คนต่อวัน แล้วยังมีที่ห้างฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ฉีดได้ 1,700 8นต่อวัน และห้างเซียร์รังสิตอีก 1,700 คนต่อวัน รวมถึงตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถฉีดได้เฉลี่ย 16,000 คนต่อวัน ใช้เวลา 3 เดือนน่าจะให้บริการครอบคลุมได้ทั้งหมด 

ทั้งนี้ จำนวนผู้มีรายชื่อในทะเบียนบ้านของ จ.ปทุมธานี มีประมาณ 1.2 ล้านคน บวกประชากรแฝงที่รวมถึงแรงงานข้ามชาติอีก 4 แสนคน และผู้ประกันตนอีก 4 แสนคน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรอย่างดี รวมถึงได้รับความร่วมมือจากชาวปทุมธานีเป็นอย่างดีในการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีน ดังนั้นหากได้วัคซีนมาตามจำนวนก็สามารถดำเนินการได้ทันอย่างแน่นอน
 

หวั่นหน้าใหม่อยู่ยาว-เข้าไม่ถึงวัคซีน ‘สสส.’ ห่วงปัญหาคนไร้บ้านจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577156

หวั่นหน้าใหม่อยู่ยาว-เข้าไม่ถึงวัคซีน  ‘สสส.’ห่วงปัญหาคนไร้บ้านจากโควิด

หวั่นหน้าใหม่อยู่ยาว-เข้าไม่ถึงวัคซีน ‘สสส.’ห่วงปัญหาคนไร้บ้านจากโควิด

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าประเทศไทยมีคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศเกือบ 3,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 คน ซึ่งหากวิกฤติโควิด-19 ยังรุนแรงและมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่ม จะส่งผลกระทบกับคนไร้บ้านจำนวนมาก ที่หลายคนขาดรายได้เพราะไม่มีงานทำ

ขณะที่สังคมก็ต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงมีแนวโน้มที่จะมีคนไร้บ้านหน้าใหม่ เปลี่ยนสถานะเป็นคนไร้บ้านถาวรมากขึ้น เพราะตกอยู่ในสถานะตกงานเรื้อรัง เผชิญปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ค่าที่อยู่อาศัยแพง หรือถูกยึดทรัพย์จากภาวะหนี้สิน เป็นต้น ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สสส. ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายคนไร้บ้าน และเครือข่ายสลัมสี่ภาค วางระบบครัวกลางศูนย์คนไร้บ้าน 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์คนไร้บ้านบางกอกน้อย ศูนย์คนไร้บ้านปทุมธานี ศูนย์คนไร้บ้านเชียงใหม่ และศูนย์คนไร้บ้านขอนแก่น

โดยระบบจัดการด้านอาหาร 2 รูปแบบ คือ 1.ครัวกลาง จัดทำอาหารสำหรับคนไร้บ้านในศูนย์ฯ และช่วยเหลือคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ2-3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อหนุนเสริมความมั่นคงทางอาหาร และ 2.ร้านอาหารราคาถูกสำหรับคนไร้บ้านและประชากรกลุ่มเปราะบางในชุมชน ด้วยการจำหน่ายอาหารในราคา 15-20 บาทซึ่งวิกฤติโควิด-19 หลายระลอกที่ผ่านมามีคนไร้บ้านมากกว่า 200 คน ได้รับการช่วยเหลือด้านอาหาร และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนและยั่งยืนในชุมชน

ด้าน นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้จัดการแผนงานพัฒนาองค์ความรู้คนไร้บ้าน สสส. กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่คนไร้บ้านต้องเผชิญในช่วงโควิด-19คือ ปัญหาทางสุขภาพและการเข้าไม่ถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยพบว่า คนไร้บ้านเกือบทุกคนปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล คือ การใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า แต่ส่วนใหญ่ใช้หน้ากากซ้ำหลายวันเพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้เลยในช่วงโควิด-19ซึ่งเครือข่ายคนไร้บ้าน ได้ร่วมกับ สสส.และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือด้วยการแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น

ส่วนปัญหาการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 พบคนไร้บ้านจำนวนหนึ่งไม่มีสิทธิสถานะบุคคล หรือไม่มีบัตรประชาชน จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงสุขภาวะของคนไร้บ้านในช่วงโควิด-19 ด้วยการวางระบบบริหารจัดการวัคซีนเพื่อคนไร้บ้านให้ได้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพเท่าเทียมกับคนไทยทุกคน ผ่านการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน โดยควรสำรวจจำนวนคนไร้บ้านและแหล่งพักอาศัย จัดทำระบบติดตามกลุ่มที่เคลื่อนย้ายบ่อย และให้ความรู้เรื่องวัคซีน-19 กับคนไร้บ้าน

โดยที่ผ่านมาพบคนไร้บ้านร้อยละ 20 เป็นผู้สูงอายุและมีโรคเรื้อรังใน 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ที่ต้องได้รับวัคซีนประกอบด้วย โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน โดยเครือข่ายคนไร้บ้านเชื่อว่าหากจัดการเรื่องวัคซีนโควิด-19 ให้คนไร้บ้านได้รับทุกคนแบบ 100% ได้ จะตัดวงจรระบาด ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทยครั้งนี้ได้อีกหนึ่งทาง

แพทย์เตือนฤดูฝนเสี่ยงโควิดเพิ่ม แนะปชช.การ์ดอย่าตกเข้มป้องกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577158

แพทย์เตือนฤดูฝนเสี่ยงโควิดเพิ่ม  แนะปชช.การ์ดอย่าตกเข้มป้องกัน

แพทย์เตือนฤดูฝนเสี่ยงโควิดเพิ่ม แนะปชช.การ์ดอย่าตกเข้มป้องกัน

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นพ.สัณฑ์ ม่วงน้อยเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความเป็นห่วงกรณีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน ว่า ในช่วงฤดูฝนจะทำให้เชื้อโควิด-19 อยู่บนพื้นผิวได้นานขึ้น จึงควรระวังมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการสัมผัสต่อเชื้อ โดยหลีกเลี่ยงการที่จะต้องไปอยู่ในที่แออัด และไม่ละเลยที่จะล้างมือ และใส่หน้ากากอนามัยป้องกันอยู่เสมอเวลาที่ไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ตลอดจนเข้ารับการฉีดวัคซีน

โดยการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้น แต่ละบุคคลมีความจำเป็นและเหมาะสมต่อการเข้ารับการฉีดวัคซีนที่แตกต่างกัน จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาทิ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอด โรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) รวมถึงกลุ่มที่เป็นโรคอ้วน จะเป็นกลุ่มที่หากติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป แต่อาจฉีดได้ในรายที่สามารถควบคุมอาการได้ดี

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีประวัติการแพ้วัคซีนรุนแรงมาก่อน ซึ่งจะมีอาการหลายระบบ ได้แก่ อาการทางระบบผิวหนัง เช่น ผื่น คัน ลมพิษ ร่วมกับอีกอย่างน้อย 1 อาการระบบ ได้แก่ อาการระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หน้ามืดหมดสติ ความดันโลหิตต่ำ หรืออาการระบบทางเดินหายใจ เช่น เหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด หรืออาการระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน โดยหากมีประวัติแพ้วัคซีนรุนแรง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด

นพ.สัณฑ์ ยังกล่าวอีกว่า โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน พร้อมให้บริการประชาชน โดยคำนึงถึงการปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เชื่อมั่นได้ว่าปลอดภัยและได้มาตรฐานโดยได้มีการจัดระบบการนัดหมายเพื่อลำดับผู้ป่วยที่มาเข้ารับบริการซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความแออัด ทั้งบริเวณที่พักคอยที่รอพบแพทย์ และรอรับยา

พร้อมทั้งมีการจัดวางเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือฆ่าเชื้อโรคในทุกจุดบริการ รวมทั้งมีการทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มกด ราวประตู ราวบันได ลิฟต์ หรือบริเวณที่จะต้องมีการสัมผัส ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุก1 ชั่วโมง อีกทั้งให้ผู้ที่มารับบริการทุกคนใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการจะใส่ทั้งหน้ากากอนามัย และแผ่นใสกั้นใบหน้า (Face Shield) ด้วย เพื่อเป็นการป้องกันที่เพิ่มขึ้น

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,911 ล้านโดส ไทยฉีดมากกว่า 3.664 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577302

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,911 ล้านโดส ไทยฉีดมากกว่า 3.664 ล้านโดส

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,911 ล้านโดส ไทยฉีดมากกว่า 3.664 ล้านโดส

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 21.40 น.

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,911 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกันกว่า 52.49 ล้านโดส ไทยฉีดแล้วมากกว่า 3.664 ล้านโดส”

1 มิถุนายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 1,911 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/เขตปกครอง โดย

ขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 33.5 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าอิสราเอลได้ฉีดวัคซีนครอบคลุมเกินครึ่งของประชากรแล้ว ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนการฉีดวัคซีนสูงที่สุดที่ 295 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันกว่า 135 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว”

ด้านอาเซียนขณะนี้ทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว มียอดรวมกันที่ประมาณ 52.49 ล้านโดส โดยสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (32.7% ของ

ประชากร) ในขณะที่อินโดนีเซียฉีดวัคซีนในจำนวนมากที่สุดที่ 27.308 ล้านโดส สำหรับประเทศไทยข้อมูล ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ได้ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 3,664,859 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 32.3%

ในการฉีดวัคซีน จำนวน 1,911 ล้านโดสนี้ อว. ขอรายงานสถิติที่สำคัญ คือ

1. ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 4 ประเทศลำดับแรกที่ฉีดวัคซีนมากกว่า 100 ล้านโดส รวมกันเกือบ 60% ของปริมาณการฉีดวัคซีนทั่วโลก

1. จีน จำนวน 639.17 ล้านโดส (22.8% ของจำนวนการฉีดทั่วโลก)

2. สหรัฐอเมริกา จำนวน 294.93 ล้านโดส (46.0%)

3. สหภาพยุโรป จำนวน 246.76 ล้านโดส (27.8%)

4. อินเดีย จำนวน 215.82 ล้านโดส (7.9%)

2. ประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุด มี 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชากรอย่างน้อย 25% แล้ว ได้แก่ (เฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน)

1. มัลดีฟส์ (64.0%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford และ Sinopharm )

2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (59.9%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaleya)

3. อิสราเอล (58.5% ของประชากร) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna)

4. บาห์เรน (57.5%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)

5. สหราชอาณาจักร (48.6%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford Moderna และ Pfizer/BioNTech)

6. ชิลี (48.3%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Sinovac)

7. สหรัฐอเมริกา (46.0%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech Moderna และ Johnson&Johnso

8. กาตาร์ (45.5%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech)

9. ฮังการี (44.8%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)

10. อุรุกวัย (39.9%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca, Pfizer และ Sinovac)

3. จำนวนการฉีดวัคซีนแยกตามภูมิภาค

1. เอเชียและตะวันออกกลาง 55.67%

2. อเมริกาเหนือ 18.79%

3. ยุโรป 17.18%

4. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 6.39%

5. แอฟริกา 1.71%

6. โอเชียเนีย 0.26%

4. ในภูมิภาคอาเซียน ได้ฉีดวัคซีนแล้วครบ 10 ประเทศ รวมจำนวน 52,102,147 โดส ได้แก่

1. อินโดนีเซีย จำนวน 27,308,881 โดส (5.1%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca

2. ฟิลิปปินส์ จำนวน 5,180,721 โดส (2.4%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac, Pfizer, Sputnik V และ AstraZeneca

3. กัมพูชา จำนวน 4,613,562 โดส (13.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, AstraZeneca และ Sinovac

4. สิงคโปร์ จำนวน 3,728,869 โดส (32.7%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Moderna

5. ไทย จำนวน 3,664,859 โดส (2.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca

6. มาเลเซีย จำนวน 3,008,429 โดส (4.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer, AstraZeneca และ Sinovac

7. พม่า จำนวน 2,994,900 โดส (2.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

8. เวียดนาม จำนวน 1,038,741 โดส (0.5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

9. ลาว จำนวน 902,456 โดส (6.1%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, Sputnik V

10. บรูไน จำนวน 56,296 โดส (6.4%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinopharm

* คำนวณจากจำนวนฉีด/จำนวนประชากร/2 เหมือนกันทุกประเทศ

5. ข้อมูลการฉีดวัคซีนล่าสุดของประเทศไทย ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564 จัดสรรวัคซีนแล้วทั้งหมด 4,043,906 โดส จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 3,664,859 คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น

-เข็มแรก 2,539,491 โดส

-เข็มสอง 1,125,368 โดส