‘อธิบดีกรมศิลป์’ กางเอกสารแจงยิบ! สถานีอยุธยารถไฟเร็วสูงผ่านเข้าใกล้พื้นที่มรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577295

'อธิบดีกรมศิลป์'กางเอกสารแจงยิบ!  สถานีอยุธยารถไฟเร็วสูงผ่านเข้าใกล้พื้นที่มรดกโลก

‘อธิบดีกรมศิลป์’กางเอกสารแจงยิบ! สถานีอยุธยารถไฟเร็วสูงผ่านเข้าใกล้พื้นที่มรดกโลก

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 21.25 น.

กรมศิลปากรชี้แจงกรณีสถานีอยุธยาในโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ นครราชสีมา มีเส้นทางผ่านเข้าใกล้พื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา 

วันที่ 1 มิถุนายน 2564 นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อต่าง ๆ ในประเด็นข้อสงสัยต่อบทบาทกรมศิลปากร กรณีการก่อสร้างทางยกระดับและสถานีอยุธยา ในโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน เนื่องจากมีเส้นทางผ่านเข้ามาใกล้พื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากรขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Impact Assessment (EIA) เป็นอำนาจหน้าที่ของ “คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ” ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งกรมศิลปากรไม่มีตัวแทนอยู่ในองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าวทั้ง 2 ชุด และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ไม่เคยมีหนังสือให้กรมศิลปากรเข้าร่วมประชุมหรือให้ความเห็น ในการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ตลอดกระบวนการ

ส่วนกรณีการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกหรือ Heritage Impact Assessment (HIA) นั้น ศูนย์มรดกโลกมีหนังสืออิเลกทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 ผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส มายังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ แจ้งให้ประเทศไทยรายงานการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดกับแหล่งมรดกโลก จากการดำเนินโครงการการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสถานีอยุธยา ซึ่งประเด็นนี้ได้ถูกนำเข้าในวาระการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 และคณะกรรมการฯ ได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมศึกษาโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสถานีอยุธยาในพื้นที่ใหม่ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับแหล่งมรดกโลก พร้อมจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลก (HIA) โดยมอบให้กรมศิลปากรในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เป็นผู้ดำเนินการร่าง “กรอบข้อกำหนดประกอบรายงานประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม (Heritage Impact Assessment – HIA) นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกแล้ว ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564

ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้ส่งร่างข้อกำหนดฯ ดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
 

สพฐ.เผยตัวเลข 1.2 หมื่นโรงเรียน พร้อมเปิดสอน 1 มิ.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577191

สพฐ.เผยตัวเลข 1.2 หมื่นโรงเรียน พร้อมเปิดสอน 1 มิ.ย.

สพฐ.เผยตัวเลข 1.2 หมื่นโรงเรียน พร้อมเปิดสอน 1 มิ.ย.

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.19 น.

สพฐ.เผยมี ร.ร. พร้อมเปิดเรียน 3 ช่วง ช่วง 1 มิ.ย.1.2 หมื่นโรง ช่วง 14 มิ.ย. 1.5 หมื่นโรง และช่วง 2-13 มิ.ย.อีก 171 โรง

วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ที่พิพิธภัณฑ์การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) และ นายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)  ร่วมแถลงแนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และการปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย และสถานที่ทำงานของบุคลากร

โดยนายสุภัทร เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ตนได้ลงนามในประกาศป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 โดยแบ่งเป็นพื้นที่ 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขอให้หน่วยงานในสังกัดศธ.ไม่ใช่สถานศึกษา จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน ไม่เกิน 10% ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงานตามความเหมาะสม  ส่วนอีก 73 จังหวัด หากจะเปิดภาคเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ก่อน

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น ขณะนี้หลายพื้นที่ได้มีการฉีดวัคซีนนำร่องไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งรัฐและเอกชน และจะมีการปูพรมฉีดทั่วประเทศในวันที่ 7 มิถุนายน ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯจัดให้ฉีดที่สถานีกลางบางซื่อ  กว่า 3 หมื่นคน โดยจะมีการจัดเป็นรอบ ๆ เพื่อลดความแออัด และจะทยอยฉีดจนครบทุกคน  ส่วนในจังหวัดต่าง ๆได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เพื่อประสานให้ครูได้รับการฉีดวีรซีนด้วยเช่นกัน 

ด้านนายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการสำรวจโรงเรียนที่พร้อมจัดการเรียนการสอน รวมทั้งสิ้น 28,698 แห่ง ไม่รวมสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(สศศ.) โดยมีโรงเรียนที่พร้อมเปิดเรียนในวันที่ 1 มิถุนายน จำนวน 12,571 แห่ง เปิดเรียน วันที่ 14 มุนายน  15,951  แห่ง  และเปิดเรียน วันที่ 2 – 13 มิถุนายน  171  แห่ง สำหรับการเรียนการสอนจะมี 5 รูปแบบ คือ 1. On Site ให้มาเรียนในโรงเรียนได้ตามปกติในพื้นที่ที่ไม่ใช่สีแดง  แต่ต้องเว้นระยะหรือลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลง  2. On Air คือการออกอากาศผ่าน DLTV เป็นตัวหลักในการกระจายการสอน และผ่านทีวีช่อง 5,9,ไทยพีบีเอส  3. Online ให้ครูเป็นผู้จัดการเรียนการสอน ผ่านเครื่องมือที่ทางโรงเรียนกระจายไปสู่นักเรียน 4. On Demand เป็นการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ครูกับนักเรียนใช้ร่วมกัน และ 5. On Hand หากจัดในรูปแบบอื่น ๆที่กล่าวมาไม่ได้ ให้โรงเรียนจัดแบบ On Hand คือจัดใบงานให้กับนักเรียน เป็นลักษณะแบบเรียนสำเร็จรูป ให้นักเรียนรับไปเป็นชุดไปเรียนด้วยตัวเองที่บ้าน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่ง โรงเรียนสามารถจัดสอนแบบคละรูปแบบและวิธีการเรียนการสอนได้ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นสำคัญ  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่าง สำรวจจำนวนครูและนักเรียนที่เรียนผ่านระบบออนไลน์เพื่อประสานกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ช่วยเหลือดูแลค่าอินเตอร์เน็ตให้กับครูและนักเรียนต่อไป

“การจัดการเรียนการสอนครั้งนี้ ไม่ได้ใช้ครูหรือโรงเรียนเป็นฐาน แต่ให้โรงเรียนปรับแบบการเรียนให้เหมาะสม สามารถนำวิธีการแต่ละรูปแบบมาจัดสอนแบบคละกันได้ โดยยึดความพร้อมและความสมัครใจของนักเรียนเป็นสำคัญ เมื่อนักเรียนเลือกช่องทางใดก็ให้สื่อสารกับครู และจัดสอนตามรูปแบบที่นักเรียนต้องการ  ส่วนโรงเรียนประจำ ได้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เพื่อให้เข้าไปช่วยดูแลสุขอนามัยของนักเรียนในการเตรียมการเปิดภาคเรียนในการคัดกรองและแนะนำการปฏิบัติตัวภายในโรงเรียน พร้อมทั้งให้คำแนะนำกับครูอนามัยในโรงเรียนประจำ โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ที่มีนักเรียนเดินทางมาจากหลากหลายพื้นที่ จะต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยหากเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ต้องจัดแยกเป็นกลุ่มก่อนเพื่อประเมินสถานการณ์ 14 วัน หลังจากนั้นค่อยเข้ามาสู่ระบบการเรียนปกติ”  นายอัมพร  กล่าว 

เห็นชอบ 26 เมษายนของทุกปี วันจัดประชุมและนิทรรศการแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577180

เห็นชอบ 26 เมษายนของทุกปี วันจัดประชุมและนิทรรศการแห่งชาติ

เห็นชอบ 26 เมษายนของทุกปี วันจัดประชุมและนิทรรศการแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.45 น.

ครม.เห็นชอบ  26 เมษายน ของทุกปี วันจัดประชุมและนิทรรศการแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบกำหนดให้วันที่ 26 เมษายน ของทุกปี เป็นวันจัดประชุมและนิทรรศการแห่งชาติ โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข ความปลอดภัยและสุขอนามัย และมีความพร้อมในการรองรับการจัดงานสำคัญระดับนานาชาติและการเปิดประเทศในปลายปี 2564 สำหรับการกำหนดให้วันที่ 26 เมษายนเป็นวันจัดประชุมและนิททรรศการแห่งชาติ เนื่องจากเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2425 เป็นครั้งแรกที่มีการจัดงานแสดงสินค้าของประเทศไทย ที่ท้องสนามหลวง ในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 100 ปี เป็นระยะเวลา 3 เดือน

ทั้งนี้ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ระบุว่า การกำหนดวันสำคัญของชาติที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันไมซ์ไปสู่วาระแห่งชาติ สร้างความภาคภูมิใจในอุตสาหกรรมไมซ์ในภาคส่วนต่างๆทั้งผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชนทั่วไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมไมซ์และการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการประชุมและนิทรรศการของโลกตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ โดยในปัจจุบันธุรกิจและอุตสาหกรรมไมซ์มีบทบาทอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในปี 2562 อุตสาหกรรมไมซ์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจ โดยเกิดการใช้จ่ายจากการจัดกิจกรรมไมซ์รวมมูลค่าทั้งสิ้น  544,000 ล้านบาท เป็นไมซ์ในประเทศ 275,000 ล้านบาท และไมซ์ต่างประเทศ 269,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) และภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากธุรกิจไมซ์ได้ปีละ 35,900 ล้านบาท  เกิดการจ้างแรงงานมากกว่า 340,000 อัตรา

ขณะเดียวกันธุรกิจและอุตสาหกรรมไมซ์ ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปได้อีก เป็นธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยต่อเนื่องไปถึงอนาคต ซึ่งจากรายงานของสมาคมการประชุมนานาชาติระดับโลก (ICCA) ที่เผยแพร่ในปี 2561 ระบุว่า อุตสาหกรรมไมซ์ของไทยครองอันดับ 1ด้านการจัดประชุมนานาชาติของอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  โดยมีการจัดประชุมนานาชาติจำนวน 193 ครั้ง และเป็นการจัดงานประชุมนานาชาติมากที่สุดอันดับ 4 ของเอเชีย รองจาก ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความแข็งแกร่ง และทิศทางการเติบโตของธุรกิจไมซ์ของไทยในภูมิภาค และการยกระดับก้าวไปสู่การเป็นผู้นำไมซ์ของโลกได้ในอนาคต

‘ตรีนุช’ ย้ำหวังดีออกประกาศ ศธ.ลดค่าบำรุงการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577133

'ตรีนุช'ย้ำหวังดีออกประกาศ ศธ.ลดค่าบำรุงการศึกษา

‘ตรีนุช’ย้ำหวังดีออกประกาศ ศธ.ลดค่าบำรุงการศึกษา

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.48 น.

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า การออกประกาศ ศธ.เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษาฯ เกิดจากความปรารถนาดี ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จึงอยากช่วยผู้ปกครองลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อะไรที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอนจริง ก็ขอให้คืนกลับให้ผู้ปกครอง โดยจะต้องเป็นความเห็นร่วมกัน ระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน

ด้าน นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.กล่าวว่า ศธ.มีโรงเรียนในสังกัดทั้งรัฐและเอกชน ประกาศฉบับนี้ เป็นการให้คำแนะนำสถานศึกษา กรณีมีค่าใช้จ่ายใดที่คิดว่า ไม่ได้ให้บริการในช่วงนี้ เช่น ค่าเรียนพิเศษ ค่าว่ายน้ำ ค่าแอร์ ก็อาจจะของดเว้น เนื่องจากเด็กไม่ได้มาเรียน เพื่อลดภาระให้กับทางผู้ปกครอง โดยจะต้องเป็นความเป็นร่วมกันกับกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครอง เรื่องนี้ต้องเป็นความเห็นร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยคำนึกถึงคุณภาพการศึกษาเป็นสำคัญ

ขณะที่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาสขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.จะสื่อสารไปยังโรงเรียนต่างๆ ให้ดำเนินการจัดการสอนให้สอดคล้องกับประกาศแนวปฏิบัติประกาศ ศธ.เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษาฯ โดยขอให้พิจารณา การเก็บค่าใช้จ่าย ว่าส่วนใดที่ไม่จำเป็น ก็ควรหาวิธีลดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ให้อยู่ภายใต้บริบทและความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ รวมถึงความสมัครใจของผู้ปกครองในแต่ละแห่ง เพราะผู้ปกครองบางพื้นที่ก็พร้อมจ่าย เพื่อคุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งเข้าใจว่า ประกาศนี้ ให้แต่ละแห่งไปพูดคุยกันเพื่อหาแนวทางการจัดเก็บที่ลงตัว โดยต้องเป็นความเห็นร่วมกันของสถานศึกษา และผู้ปกครอง

‘หมอนิธิ’ ขอโทษพูดไม่เคลียร์! ยันราชวิทยาลัยฯยังไม่มีนโยบายคุย ‘อปท.’ เรื่องวัคซีนตัวเลือก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577121

'หมอนิธิ'ขอโทษพูดไม่เคลียร์! ยันราชวิทยาลัยฯยังไม่มีนโยบายคุย'อปท.'เรื่องวัคซีนตัวเลือก

‘หมอนิธิ’ขอโทษพูดไม่เคลียร์! ยันราชวิทยาลัยฯยังไม่มีนโยบายคุย’อปท.’เรื่องวัคซีนตัวเลือก

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 14.35 น.

วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก โดยระบุว่า

ต้องขอโทษอีกแล้ว ผมพูดไม่ชัด….. ณ วินาทีนี้ ผมและราชวิทยาลัยฯยังไม่มีนโยบายหรือได้พูดคุยกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไหนๆในเรื่องวัคซีนตัวเลือกนะครับ

นิธิ 1/6/64

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เสด็จประพาสต้น’ แลไปในสายพระเนตร ตรึงไว้ในความทรงจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576865

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เสด็จประพาสต้น’  แลไปในสายพระเนตร  ตรึงไว้ในความทรงจำ

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เสด็จประพาสต้น’ แลไปในสายพระเนตร ตรึงไว้ในความทรงจำ

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นอกจากจะทรงเป็นมหาปิยะกษัตริย์ที่ทำนุบำรุงบ้านเมืองสยามให้เจริญรุดหน้า อันเป็นรากฐานแห่งอารยะประเทศ ทั้งการปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะทั้งในและนอกประเทศอันปรากฏแก่สายตาปวงประชามิรู้ลืมแล้วนั้นภารกิจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้พสกนิกรของท่านรักและเคารพในพระองค์เป็นล้นพ้น นั่นคือการที่พระองค์ทรงใช้เวลา “เสด็จประพาสต้น”เสด็จท่องเที่ยวเป็นส่วนพระองค์กับข้าราชบริพารที่ใกล้ชิด

เริ่มด้วยเหตุที่ทรงไม่ค่อยสบายพระวรกาย จากการทรงงานตรากตรำพระราชกิจมาก จนไม่มีเวลาพัก พระองค์ทรงมีพระราชกังวล และบรรทมไม่หลับ เสวยไม่ได้หมอหลวงจึงลงความเห็นว่า ต้องเสด็จประพาสเที่ยวไปให้พ้นจากพระราชกิจบ้าง ทำให้พระองค์ต้องพักผ่อนพระราชอิริยาบถตามคำแนะนำของหมอหลวง

โดยการ “เสด็จประพาสต้น” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นี้ จะเป็นการ เสด็จประพาสหัวเมืองใหญ่ ในพระราชอาณาเขต พร้อมกับมีพระราชประสงค์จะเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของราษฎรอย่างใกล้ชิด แบบไม่ถือพระองค์ เพื่อทรงสอดส่องความเป็นอยู่ด้วยสายพระเนตรของพระองค์เอง อย่างที่ไม่เคยมีกษัตริย์องค์ใดทรงทำมาก่อน  

พระองค์ไม่ทรงโปรดฯให้มีหมายกำหนดการใดๆ หรือการจัดรับเสด็จอย่างเป็นทางการ แต่โปรดฯให้จัดการที่เสด็จให้เป็นไปโดยง่าย เสวยอย่างง่าย เพื่อสำราญพระราชอิริยาบถอย่างสามัญ ไม่ปรารถนาให้ราษฎรได้รู้ล่วงหน้า เพราะเกรงว่าพสกนิกรของพระองค์จะเดือดร้อน ต้องเสียเวลาในการเตรียมจัดแต่งปะรำ พลับพลา เตรียมแรงงานในการรับเสด็จ และจะมีแต่ความเกรงกลัวจนทำให้ไม่ได้เห็นสภาพความเป็นจริง

ไม่มีท้องตราสั่งหัวเมืองให้จัดทำที่ประทับแรม สุดแต่จะพอพระราชหฤทัยที่ใดบรรทม ที่ใดเสวยอะไรก็ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์แบบง่ายๆ ไม่มีหมายกำหนดการล่วงหน้า บางคราวก็ทรงเรือเล็ก หรือเสด็จโดยสารรถไฟไปไม่แสดงพระองค์ให้ใครรู้จัก

บางคราวทรงปลอมแปลงพระองค์เป็นสามัญชนเข้าไปปะปนกับราษฎร เพื่อที่จะได้ประจักษ์ในความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างใกล้ชิด ทำให้พระองค์ได้เห็นความจริงของความเป็นอยู่ และความรู้สึกภายในใจของพสกนิกรของพระองค์อย่างถ่องแท้ แต่บางครั้งก็มีราษฎรบางคนที่สังเกตได้เองนำความปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น

ที่เรียกเสด็จประพาสต้นนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า เกิดแต่เมื่อครั้งเสด็จคราวแรก เพราะมีพระราชประสงค์มิให้ใครได้รู้ ว่าเสด็จไปทรงเรือมาดเก๋ง ๔ แจวลำหนึ่งเรือนั้นไม่พอบรรทุกเครื่องครัว จึงทรงซื้อเรือมาดประทุน ๔ แจว ที่แม่น้ำอ้อม ที่แขวงราชบุรี และโปรดฯ ให้เจ้าหมื่นเสมอใจราช (อ้น) เป็นผู้คุมเครื่องครัว ทรงพระราชดำรัส เรือลำนี้ว่า “เรือตาอ้น” เรียกเร็วๆ เสียงจะกลายเป็น “เรือต้น” เหมือนบทเห่ซึ่งกล่าวว่า“พระเสด็จโดยแดนชล ทรงมีเรือต้นงามเฉิดฉาย”ซึ่งฟังดูไพเราะ แต่เรือประทุนลำนั้นใช้การได้อยู่ไม่มาก จึงเปลี่ยนมาเป็นเรือมาด ๔ แจว กับอีกลำหนึ่ง และโปรดฯ ให้เอาเรือต้นมาใช้เพื่อเป็นเรือพระที่นั่ง โดยมีพระราชประสงค์จะมิให้ผู้ใดทราบว่า เสด็จไปเป็นสำคัญและเรียกการประพาสเช่นนี้ว่า “ประพาสต้น”ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พระองค์ได้เสด็จประพาสต้น ๒ ครั้ง ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๗ เป็นการเสด็จทางชลมารค และทางรถไฟเป็นหลักมีจุดเริ่มต้นจากพระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ผ่านจังหวัดปทุมธานี, นนทบุรี ราชบุรี, สมุทรสงคราม, เพชรบุรี, สมุทรสาคร,นครปฐม, สุพรรณบุรี, อ่างทอง, กลับสู่พระราชวังบางปะอิน แล้วเสด็จโดยทางรถไฟกลับสู่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๗  ใช้เวลาทั้งหมด ๒๕ วัน

และถัดมาอีก ๒ ปี ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ ก็มีการเสด็จอีกครั้งหนึ่ง เป็นการเสด็จทางชลมารคเป็นหลัก มีจุดเริ่มต้นจากพระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร ในวันที่ ๒๗ กรกฎาคมร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) ผ่านจังหวัดนนทบุรี,ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, อ่างทอง,สิงห์บุรี, ชัยนาท, อุทัยธานี, นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ใช้เวลาทั้งหมด ๓๔ วัน

การเสด็จประพาสต้นของพระองค์ก่อเกิดคุณประโยชน์นานัปการแก่ปวงราษฎรทำให้ทรงทราบและแลเห็นความเป็นอยู่ สารทุกข์สุกดิบและความเป็นไปของราษฎรอย่างละเอียด ด้วยสายพระเนตรของพระองค์เอง ตลอดจนความดีหรือไม่ดีของข้าราชการประจำหัวเมืองนั้นๆ อันจะนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อประโยชน์สุขของปวงราษฎร์เป็นที่ตั้ง   

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติอย่างมากมาย ด้วยพระปรีชาสามารถอันยากยิ่งที่จะมีผู้ใดเสมอเหมือน พระองค์ทรงสอดส่องดูแลทุกข์สุขของปวงประชาด้วยความห่วงใยอยู่ตลอดเวลา แม้ในยามที่ต้องทรงพักผ่อนเพื่อรักษาพระวรกาย

พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ทั้งในการปกครองบ้านเมือง และพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ประชาชนตลอดการครองราชย์ ๔๒ ปี ทำให้ประชาชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญานามว่า“พระปิยมหาราช” ซึ่งแปลความหมายว่าพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

สสวท. ร่วมคณะวิทยาศาสตร์ฯ มรภ.สงขลา เพิ่มศักยภาพพลิกโฉมครูยุคใหม่สู่ศตวรรษที่ 21 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576862

สสวท. ร่วมคณะวิทยาศาสตร์ฯ มรภ.สงขลา เพิ่มศักยภาพพลิกโฉมครูยุคใหม่สู่ศตวรรษที่ 21

สสวท. ร่วมคณะวิทยาศาสตร์ฯ มรภ.สงขลา เพิ่มศักยภาพพลิกโฉมครูยุคใหม่สู่ศตวรรษที่ 21

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สสวท. จับมือคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.สงขลา ร่วมเพิ่มศักยภาพครูให้มีสมรรถนะครูยุคใหม่ สำหรับการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาความสามารถจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตฯ วิทยาการคำนวณและออกแบบส่งเสริมความรู้ความเข้าใจการวัดและประเมินผลตามแนวทางประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) จัดโครงการเพิ่มศักยภาพครูให้มีสมรรถนะครูยุคใหม่สำหรับการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 โดยมี ผศ.ดร.อนุมัติ เดชนะ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.สงขลา เป็นประธานเปิดโครงการ และมี ผศ.กฤษณ์วรา รัตนโอภาส รองคณบดีฝ่ายวิจัยบริการวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ เป็นผู้ดำเนินกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมแบ่งเป็น2 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2564และ วันที่ 29 พฤษภาคม 2564 รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2564 และวันที่ 30 พฤษภาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้โปรแกรม Zoom/Ms-Team

ทั้งนี้ ได้เชิญวิทยากรจากหน่วยงานภายในและภายนอกมาบรรยายให้ความรู้ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาการคำนวณและออกแบบ และเทคโนโลยี ที่เน้นสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมถึงส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามแนวทางโครงการการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International StudentAssessment หรือ PISA) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้ร่วมกับ สสวท. ให้กับครูและโรงเรียนในพื้นที่บริการ โดยมีครูที่มีภาระการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1-3 ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล และ พัทลุง ในโรงเรียนเครือข่ายเข้าร่วมโครงการกว่า 300 คน

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,870 ล้านโดส ไทยเป็นอันดับ 5 ในภูมิภาคอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577006

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,870 ล้านโดส ไทยเป็นอันดับ 5 ในภูมิภาคอาเซียน

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,870 ล้านโดส ไทยเป็นอันดับ 5 ในภูมิภาคอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 22.05 น.

“อว. เผย ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,870 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกว่า 52.10 ล้านโดส ขณะที่ไทย ฉีดแล้วมากกว่า 3.609 ล้านโดส”

วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 1,870 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/เขตปกครอง โดยขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 32.2 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าอิสราเอลได้ฉีดวัคซีนครอบคลุมเกินครึ่งของประชากรแล้ว ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนการฉีดวัคซีนสูงที่สุดที่ 295 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันกว่า 135 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว”

ขณะที่ ทุกประเทศอาเซียนได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว มียอดรวมกันที่ประมาณ 52.10 ล้านโดส  โดยสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (32.7% ของประชากร) ในขณะที่อินโดนีเซียฉีดวัคซีนในจำนวนมากที่สุดที่ 27.256 ล้านโดส สำหรับประเทศไทยข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ได้ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 3,609,882 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 32.6%

ในการฉีดวัคซีน จำนวน 1,870 ล้านโดสนี้ อว. ขอรายงานสถิติที่สำคัญ คือ

1. ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 4 ประเทศลำดับแรกที่ฉีดวัคซีนมากกว่า 100 ล้านโดส รวมกันเกือบ 60% ของปริมาณการฉีดวัคซีนทั่วโลก
1. จีน จำนวน 602.97 ล้านโดส (22.2% ของจำนวนการฉีดทั่วโลก)
2. สหรัฐอเมริกา จำนวน 294.93 ล้านโดส (46.0%)
3. สหภาพยุโรป จำนวน 243.65 ล้านโดส (27.4%)
4. อินเดีย จำนวน 212.07 ล้านโดส (7.8%)

2. ประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุด มี 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชากรอย่างน้อย 25% แล้ว ได้แก่ (เฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน)
1. มัลดีฟส์ (63.8%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford และ Sinopharm )
2.  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (59.6%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaleya)
3. อิสราเอล (58.4% ของประชากร) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna)
4. บาห์เรน (56.8%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)
5. สหราชอาณาจักร (48.3%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford Moderna และ Pfizer/BioNTech)
6. ชิลี (48.3%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Sinovac)
7. สหรัฐอเมริกา (46.0%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech Moderna และ Johnson&Johnso
8. กาตาร์ (44.6%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech)
9. ฮังการี (44.6%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)
10. อุรุกวัย (39.4%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca, Pfizer และ Sinovac)

3. จำนวนการฉีดวัคซีนแยกตามภูมิภาค
1. เอเชียและตะวันออกกลาง 55.36%
2. อเมริกาเหนือ 19.09%
3. ยุโรป 17.36%
4. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 6.28%
5. แอฟริกา 1.65%
6. โอเชียเนีย 0.26%

4. ในภูมิภาคอาเซียน ได้ฉีดวัคซีนแล้วครบ 10 ประเทศ รวมจำนวน 52,102,147 โดส ได้แก่
1. อินโดนีเซีย จำนวน 27,256,388 โดส (5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca
2. ฟิลิปปินส์ จำนวน 5,120,023 โดส (2.3%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac, Pfizer, Sputnik V และ AstraZeneca
3. กัมพูชา จำนวน 4,528,839 โดส (13.4%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, AstraZeneca และ Sinovac
4. สิงคโปร์ จำนวน 3,728,869 โดส (32.7%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Moderna
5. ไทย จำนวน 3,609,882 โดส (2.7%* ของประชากร)  ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca 
6. พม่า จำนวน 2,994,900 โดส (2.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca
7. มาเลเซีย จำนวน 2,913,009 โดส (4.5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer, AstraZeneca และ Sinovac 
8. เวียดนาม จำนวน 1,038,741 โดส (0.5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca
9. ลาว จำนวน 865,694 โดส (5.9%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, Sputnik V 
10. บรูไน จำนวน 45,802 โดส (5.2%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinopharm 
* คำนวณจากจำนวนฉีด/จำนวนประชากร/2 เหมือนกันทุกประเทศ

5. ข้อมูลการฉีดวัคซีนล่าสุดของประเทศไทย ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 
จัดสรรวัคซีนแล้วทั้งหมด 4,006,228 โดส 
จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 3,609,882 คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น
-เข็มแรก 2,498,929 โดส
-เข็มสอง 1,110,953 โดส

วธ.บวงสรวง 2 ทับหลังวัตถุโบราณเก่าแก่ของไทย หลังสหรัฐส่งกลับคืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577004

วธ.บวงสรวง 2 ทับหลังวัตถุโบราณเก่าแก่ของไทย หลังสหรัฐส่งกลับคืน

วธ.บวงสรวง 2 ทับหลังวัตถุโบราณเก่าแก่ของไทย หลังสหรัฐส่งกลับคืน

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 21.55 น.

“อิทธิพล คุณปลี้ม” ประธานพิธีบวงสรวงต้อนรับ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้วกลับสู่ประเทศไทย เตรียมจัดนิทรรศการให้ประชาชนชม 3 เดือน

วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นายอิทธิพล คุณปลี้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงต้อนรับทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว กลับสู่ประเทศไทย โดยมีนายประทีป   เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เข้าร่วมในพิธี

นายอิทธิพล กล่าวว่า รัฐบาลไทย ได้รับมอบทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยมีพิธีส่งมอบโบราณวัตถุ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564  ณ นครลอสแอนเจลิส ระหว่างสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigation – HSI) ผู้ส่งมอบ และกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ผู้รับมอบแทนกรมศิลปากรในนามราชอาณาจักรไทย พร้อมทั้งดูแลในการส่งทับหลังทั้งสองรายการออกจากท่าอากาศยานนครลอสแอนเจลิสถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 และเคลื่อนย้ายออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยหลังจากพิธีบวงสรวงจะดำเนินการตรวจสอบโบราณวัตถุ และนำทับหลังทั้งสองรายการจัดแสดงในนิทรรศการเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ทั้งนี้ ได้เรียนเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีรับมอบโบราณวัตถุอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดให้ชมนิทรรศการ “ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และปราสาทเขาโล้น กลับคืนสู่ประเทศไทย” ให้ประชาชนเข้าชมเป็นเวลา 3 เดือน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ทั้งนี้ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว ได้สูญหายไปจากที่ตั้งในช่วงราวพุทธศักราช 2509 – 2511 แต่ไม่ปรากฏรายงานหรือบันทึกเกี่ยวกับการสูญหาย ต่อมาได้ปรากฏทับหลังสองรายการนี้ อยู่ในฐานข้อมูลโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย (Asian Art Museum) เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม การติดตามทับหลังทั้ง 2 รายการ เริ่มขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย สืบเนื่องมาจากการสืบค้นข้อมูลโบราณวัตถุของไทยที่อยู่ในต่างประเทศของกรมศิลปากร รวมทั้งกระแสเรียกร้องของนักวิชาการและประชาชนให้ติดตามโบราณวัตถุของไทยในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลกกลับคืนมา ซึ่งมีมาก่อนหน้านั้นเป็นระยะ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ มีมติให้ติดตามทับหลังทั้ง 2 รายการ โดยมอบหมายให้กรมศิลปากรเป็นผู้จัดทำข้อมูล จนกระทั่งวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 

กรมศิลปากรจึงได้ส่งข้อมูลให้กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานกับหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ซึ่งหน่วยงานฝ่ายสหรัฐอเมริกาที่รับผิดชอบในคดี คือ สำนักงานสืบสวนความมั่นคงเพื่อมาตุภูมิ (HSI) กระทั่งมีการนำขึ้นพิจารณาในชั้นศาล จนในที่สุดพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียยอมรับว่าทับหลังทั้งสองรายการเป็นกรรมสิทธิ์ของไทย และยินยอมให้ยึดทับหลังเพื่อส่งกลับคืนประเทศไทย

อย่างไรก็ดี การส่งมอบโบราณวัตถุที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรม ในครั้งนี้นับเป็นความร่วมมืออันสำคัญยิ่งระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนแสดงถึงความสัมพันธ์ และมิตรภาพอันดีและยาวนานระหว่างทั้งสองประเทศ

ศธ.ประกาศให้บุคลากรพื้นที่สีแดงเข้ม 4 จว. หมุนเวียนมาปฏิบัติงานตั้งแต่ 1- 30 มิ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576984

ศธ.ประกาศให้บุคลากรพื้นที่สีแดงเข้ม 4 จว. หมุนเวียนมาปฏิบัติงานตั้งแต่ 1- 30 มิ.ย.นี้

ศธ.ประกาศให้บุคลากรพื้นที่สีแดงเข้ม 4 จว. หมุนเวียนมาปฏิบัติงานตั้งแต่ 1- 30 มิ.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 20.09 น.

ศธ.ออกประกาศ ให้บุคลากรพื้นที่สีแดงเข้ม 4 จ. จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ละวันไม่เกินร้อยละ 10 ตั้งแต่ 1- 30 มิ.ย.ป้องกันโควิดระบาด

วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทวงศึกษาธิการ(ปลัด ศธ.) ลงนามใน ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า 

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้บุคลากรของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้บุคลากรในสังกัดและในกำกับปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย Work From Home) โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำการไม่เกินร้อยละ  10 ของบุคลากรทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 เพื่อดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น

เนื่องจาก ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยเฉพาะในบางพื้นที่ รัฐบาลได้มีการกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดต่อไป        

กระทรวงศึกษาธิการได้มีความตระหนักและห่วงใยในสวัสดิภาพของราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ จึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการปรับลดเวลาและวันทำงานของบุคลากรในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

ข้อ 1 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรีจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ ให้ดำเนินการดังนี้

1.1 ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มิใช่สถานศึกษา ปรับลดเวลาและวันทำงานของยุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหนุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน ในแต่ละวันทำงาน ไม่เกินร้อยละ 10 ของบุคลากรทั้งหมด โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงาน และผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

1.2 สำหรับโรงเรียนหรือสถานศึกษา ให้ดำเนินการตามมาตรการที่ ศบค. กำหนดและประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเลื่อนเวลาการเปิตภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ของกระทรวงศึกษาริการ ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2564 

ข้อ 2 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) และพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) ให้ดำเนินการดังนี้

2.1 ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีใช่สถานศึกษา ปรับลดเวลาและวันทำงานของบุคลากรในสังกัด โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงานณ สถานที่ทำงาน ในแต่ละวันทำงาน ตามความเหมาะสมโดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

 2.2 สำหรับโรงเรียนหรือสถานศึกษาให้ดำเนินการตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด
และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเลื่อนเวลาการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564