‘ตรีนุช’ กางรูปแบบ ‘กิจกรรมทางเลือก’ ระหว่างเลื่อนเปิดเทอม ย้ำ ‘ไม่บังคับ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571636

‘ตรีนุช’กางรูปแบบ‘กิจกรรมทางเลือก’ระหว่างเลื่อนเปิดเทอม ย้ำ‘ไม่บังคับ’

‘ตรีนุช’กางรูปแบบ‘กิจกรรมทางเลือก’ระหว่างเลื่อนเปิดเทอม ย้ำ‘ไม่บังคับ’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 10.58 น.

‘ตรีนุช’กางรูปแบบ‘กิจกรรมทางเลือก’ระหว่างเลื่อนเปิดเทอม ย้ำ‘ไม่บังคับ’

9 พฤษภาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการหารือเตรียมความพร้อมการเปิดเทอม 1/2564 มีเนื้อหาดังนี้…

‘ตรีนุช’ หารือเตรียมความพร้อมการเปิดเทอม 1/2564

หลังจากที่มีมติให้เลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 ออกไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นั้น ดิฉันได้รับทราบถึงความกังวลใจของครู บุคลากรทางการศึกษา และพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีต่อข้อเสนอแนะแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ได้มีการประกาศออกไป ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อเสนอแนะแนวทางการจัดการเรียนการสอนในเบื้องต้น แต่ดิฉันและคณะผู้บริหารก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงมีการประชุมหารือเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวขึ้นอีกหลายครั้ง เพื่อเพิ่มความชัดเจนให้กับแนวทาง ผ่านการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ดังนี้

1. เสริมสร้างทักษะชีวิตด้วย ‘การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน (PhenoBL)’ ก่อนเปิดภาคเรียน นำร่องการเรียนรู้ด้วยตัวเอง บนพื้นฐานของ ‘ความสมัครใจ’

สำหรับระยะเวลา 11 วันทำการ (17-31 พ.ค. 64) ก่อนเปิดภาคเรียนที่มีการเลื่อนออกไปนั้น นอกจากจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้เตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนแล้ว ดิฉันยังมีแนวคิดที่จะจัด ‘กิจกรรมเสริมทักษะชีวิต’ ภายใต้แนวคิด ‘การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน’ หรือ ‘Phenomenon Based Learning (PhenoBL)’ ให้กับนักเรียนของเราในช่วงเวลาดังกล่าว อันเป็นโอกาสในการเรียนรู้ถึงทักษะชีวิตที่จำเป็นจากเหตุการณ์ร่วมสมัย และเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กที่สูญเสียไปตราบเท่าที่สถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งนี้ยังคงดำเนินอยู่

ดิฉันและคณะผู้บริหารเล็งเห็นว่า กิจกรรมดังกล่าวควรที่จะมีทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเป็น ‘ทางเลือก’ ให้แต่ละโรงเรียนสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม

โดยรูปแบบออนไลน์นั้น ทางกระทรวงฯ จะจัดทำคลังสื่อการเรียนรู้ที่จำเป็น ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนสามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบกลาง (MOE Learning Platforms) ภายในจะมีชุดสื่อที่กำหนดประเด็นจากเหตุการณ์ร่วมสมัย ตัวอย่างเช่น

– New Normal ของฉัน คืออะไร?

– COVID-19 สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

– อะไรทำให้ COVID-19 แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ (พื้นที่)?  ฯลฯ

ทั้งนี้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถเลือกประเด็นที่ตนสนใจ เพื่อนำมาออกแบบการจัดการเรียนรู้ระหว่าง 11 วันนี้ด้วยตัวเอง โดยอาจเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยน การทำข้อเขียน การทำชิ้นงาน หรือการทำสื่อก็ได้ค่ะ

เช่นเดียวกับรูปแบบออฟไลน์ ที่ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมร่วมกับ ศบค. จังหวัด ซึ่งแนวทางการจัดกิจกรรมข้างต้น จะมีการประมวลวิธีการอย่างรัดกุม โดยคำนึงถึงมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพของทุกคนเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรูปแบบดังกล่าว ถือเป็นกิจกรรมทางเลือกให้กับโรงเรียนที่สนใจ ‘ไม่ได้บังคับ’ ให้ทุกโรงเรียนต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด

2. 5 รูปแบบการจัดการเรียนการสอน

‘On-site, On-air, On-line, On-demand, On-hand’ ระหว่างเปิดภาคเรียน

จากการถอดบทเรียนในการรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกที่ผ่านมา เราได้มีการทบทวนและต่อยอดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนทั้ง 5 เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ระหว่างเปิดภาคเรียนในครั้งนี้ โดยจะมีความชัดเจนในรายละเอียดของแต่ละรูปแบบการจัดการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น

ดิฉันจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ในวันอังคารที่ 11 พฤษภาคม นี้ เวลา 08.30 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งดิฉันขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งค่ะว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร นักเรียนทุกคนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการดำเนินการที่ปลอดภัยของทุกคน

‘ตรีนุช’ หารือเตรียมความพร้อมการเปิดเทอม 1/2564 หลังจากที่มีมติให้เลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 ออกไปเป็นวันที่ 1…โพสต์โดย ตรีนุช เทียนทอง เมื่อ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2021

‘เอนก’ ยกระดับ 7 มาตรการป้องกันโควิด-19 ในมหาวิทยาลัยและทุกหน่วยงานของกระทรวง อว. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570020

'เอนก' ยกระดับ 7 มาตรการป้องกันโควิด-19 ในมหาวิทยาลัยและทุกหน่วยงานของกระทรวง อว.

‘เอนก’ ยกระดับ 7 มาตรการป้องกันโควิด-19 ในมหาวิทยาลัยและทุกหน่วยงานของกระทรวง อว.

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

มาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (covid-19) ฉบับที่ 12 ข้อที่ 1 มาตรการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาด้านการจัดการเรียนการสอนและการดูแลความปลอดภัยของนิสิตนักศึกษา

– ห้ามใช้อาคารและสถานที่ในการจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรมและกิจกรรมต่างๆ ที่มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนมาก ให้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเวลาการฝึกงานหรือกำหนดกิจกรรมอื่นทดแทนการฝึกงาน ปรับวิธีการประเมินผลให้สอดคล้องกับสถานการณ์

– ให้ข้อมูลนิสิตนักศึกษาและบุคลาการให้ตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กำชับให้ดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ข้อที่ 2 การจัดกิจกรรมของสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่ตามข้อกำหนด

– ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มมากกว่า 20 คนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

– ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มมากกว่า 50 คนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและพื้นที่ควบคุม

ข้อที่ 3 มาตรการสำหรับปฏิบัติงานของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัด

– ให้ปฏิบัติมาตรการการทำงานที่บ้านหรือนอกสถานที่ตั้ง โดยให้พิจารณาดำเนินการขั้นสูงสุด ระหว่าง 1-16 พฤษภาคม 2564 เป็นอย่างน้อย โดยให้ผู้บริหารหน่วยงานพิจารณาความเสี่ยงเพื่อกำหนดสัดส่วนการทำงานหรือการสลับวันหรือการเหลื่อมเวลาการเข้างานตามความเหมาะสมของพื้นที่

– งานที่จำเป็นต้องปฏิบัติในสำนักงาน โดยเฉพาะงานบริการประชาชน ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางมาตราการควบคุมหลักและอยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงาน

ข้อที่ 4 ให้บุคลากร อว. งดหรือชะลอการเดินทางข้ามพื้นที่จังหวัด

ข้อที่ 5 การให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขอความร่วมมือให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัดพิจารณา ดังนี้

– ลดค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่างๆ ของนิสิตนักศึกษาเป็นกรณีพิเศษ

– ลดค่าเช่าพื้นที่ของผู้ประกอบการรายย่อย หรือลดค่าบริการที่เก็บจากประชาชน

– กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

ข้อที่ 6 ให้โรงพยาบาลของสถาบันอุดมศึกษา และโรงพยาบาลสนามที่ อว. รับผิดชอบ ทำหน้าที่เต็มกำลัง โดยมีมาตราการความปลอดภัยสูงสุดสำหรับบุคลากรเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับบริการ ข้อที่ 7 ให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัดให้ความร่วมมือจัดบุคลากรเข้าร่วมการปฏิบัติงานทั้งในระดับกระทรวงและระดับประเทศ

สิ้น ‘พิบูลย์ ยงค์กมล’ ประธานอำนวยการเครือสารสาสน์ ในวัย 85 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571575

สิ้น'พิบูลย์ ยงค์กมล'ประธานอำนวยการเครือสารสาสน์ ในวัย 85 ปี

สิ้น’พิบูลย์ ยงค์กมล’ประธานอำนวยการเครือสารสาสน์ ในวัย 85 ปี

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 18.43 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2564 เพจเฟซบุ๊ก สังฆมณฑลราชบุรี โพสต์แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊กถึงการจากไปของ พิบูลย์ ยงค์กมล ประธานอำนวยการโรงเรียนเครือสารสาสน์ ที่เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 85 ปี โดยระบุว่า

ขอร่วมแสดงความเสียใจกับ “ครอบครัวยงค์กมล” ขอคำภาวนาเพื่อดวงวิญญาณของ ยอห์นบอสโก พิบูลย์ ยงค์กมล ขอพระเจ้าโปรดรับวิญญาณ สู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์

โดยทางครอบครัวยงค์กมลเปิดเผยว่า นายพิบูลย์ ยงค์กมล เสียชีวิตด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากท่อน้ำดีอุดตันเมื่อเวลา 19.59 น. ของวันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2564

ทั้งนี้ ทางครอบครัวจะสวดภาวนาอุทิศแด่ผู้จากไป แบ่งเป็น 2 ช่วงระยะเวลา เพื่อความปลอดภัยในช่วงโควิด-19 โดยช่วงที่ 1 ครอบครัวจะจัดสวดอุทิศเป็นการภายในสำหรับครอบครัวและสมาชิกหน่วยงานใกล้ชิด ในจำนวนจำกัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ  และหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดคลี่คลายลงเมื่อใด ทางครอบครัวจะจัดพิธีอุทิศภาวนาอย่างเป็นทางการ พร้อมเชิญแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานต่อไป

สำหรับนายพิบูลย์ ยงค์กมล ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่ผ่านมา เคยตกเป็นประเด็นที่วิพาษ์วิจารณ์ในสังคม จากการออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดราม่ามหากาพย์ ครูจุ๋ม ครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงกับเด็กนักเรียน

นายพิบูลย์ ยงค์กมล หรืออาจารย์พิบูลย์ ยงค์กมล ผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการโรงเรียนในเครือสารสาสน์ นับว่าเป็นผู้บุกเบิกการศึกษา ตั้งแต่สมัยยุคก่อตั้งโรงเรียนเล็ก ๆ จนสามารถขยายเครือข่ายสาขาสารสาสน์ได้มากถึง 45 แห่ง อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกโรงเรียนสองภาษาแห่งแรกของเมืองไทย ที่โรงเรียนสารสาสน์พิทยาอีกด้วย

‘พระองค์ภาฯ’ ทรงมอบทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ 1 ล้านบาท ผ่านโครงการราชทัณฑ์ปันสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571552

'พระองค์ภาฯ'ทรงมอบทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ 1 ล้านบาท ผ่านโครงการราชทัณฑ์ปันสุข

‘พระองค์ภาฯ’ทรงมอบทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ 1 ล้านบาท ผ่านโครงการราชทัณฑ์ปันสุข

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.12 น.

มอบทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ 1 ล้านบาทผ่านโครงการราชทัณฑ์ปันสุข- “สมศักดิ์” แจงขยายเป็น 1,010 เตียง หวังรองรับ ปชช.ด้วย เสร็จแล้ว 80% อีก 7 วันสมบูรณ์  โดยปัดตอบกรณี”ธรรมนัส” ชี้พรรคยังไม่ได้ประชุม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2564 เวลา 15.00น.ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยพื้นที่จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อเตรียมรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไป

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนได้มาติดตามงาน โรงพยาบาลสนาม ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพ
ยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 ล้านบาท ผ่านทางโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยให้จัดหาอุปกรณ์ต่างๆ และได้มีรถพระราชทานตรวจโควิดมายังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ด้วย เพื่อช่วยในการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ประชาชนทุกคนต่างซาบซึ้ง ส่วนการดำเนินการตรวจหาเชื้อของโรงพยาบาลราชทัณฑ์เราได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จนถึงขณะนี้มีผู้มารับบริการทั้ง ผู้ต้องขัง ข้าราชการและประชาชนประมาณ 10,000 คน ซึ่งในส่วนของผู้ต้องขังในเขต กทม.และปริมณฑลรวม 11 แห่ง เรามีผู้ต้องขังที่ต้องดูแลประมาณ 30,000 คน

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเตียงสนาม ขณะนี้เราได้ขยายพื้นที่เพิ่ม จากเดิมที่เราตั้งเป้าไว้ 500 เตียง ขณะนี้เราขยายเพิ่มได้ 1,010 เตียง ซึ่งดำเนินการเสร็จไปแล้ว 80% โดยปัจจุบันมีผู้มารักษาตัวที่นี่แล้ว 337 คน ซึ่งสาเหตุที่เราเพิ่มพื้นที่เพราะเราอยากบริการถึงประชาชนทั่วไปด้วย แต่ยังมีติดกฎหมายบางข้อ ซึ่งต้องมีการประชุม ของทางกรมราชทัณฑ์ โดยกำลังเตรียมการอยู่ ซึ่งโรงพยาบาลสนาม เหลือเรื่องอุปกรณ์และเครื่องมือ เราจะดำเนินการให้เสร็จใน 7 วัน ส่วนมาตรการในเรือนจำทุกแห่งจากเดิมเราจะมีหน้ากากให้เฉพาะคนเข้าใหม่ และผู้เข้าออกจากการไปศาลเท่านั้น แต่ขณะนี้เราปรับเป็นมาตรการควบคุมสูงสุด ให้ผู้ต้องขังทุกคนต้องสวมหน้ากาก และการกักตัวควบคุมโรคจากเดิม 14 วัน เพิ่มเป็น 21 วัน

ทั้งนี้ผู้ถูกควบคุมตัวจากคดีการเมืองที่ผู้คนให้ความสนใจ คือ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ แกนนำกลุ่มราษฎร ศาลให้เบิกตัวเพื่อไต่สวน ในวันที่ 11 พ.ค. เวลา 10.00 น. และผู้คนอาจจะถามความเป็นอยู่ ตนขอชี้แจงว่า นายพริษฐ์ ขณะนี้รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ สุขภาพดีสมบูรณ์ แต่มีน้ำหนักลดมาบ้าง ความดันปกติ หมอบอกว่าน้ำหนักที่ลดลงจากเดิม 104 กก.เหลือ 95 กก.อาจจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขา

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรมหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทางพรรคพลังประชารัฐจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบจริยธรรม เหมือน กรณีนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเพราะขณะนี้ยังไม่มีการประชุมหรือหารือใดๆเลย เนื่องจากอยู่ในช่วงมาตรการป้องกันโควิด-19
 

ม.รังสิต เปิด ‘ครัวรังสิตสู้ภัย COVID-19’ ทำอาหารกล่องส่งโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571536

ม.รังสิต เปิด‘ครัวรังสิตสู้ภัย COVID-19’ทำอาหารกล่องส่งโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์

ม.รังสิต เปิด‘ครัวรังสิตสู้ภัย COVID-19’ทำอาหารกล่องส่งโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 16.14 น.

ดร.เริงศักดิ์ แก้วเพ็ชร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสังคมและศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากดำริท่านอธิการบดี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มีแนวความคิดที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหาความเดือนร้อนของประชาชน มหาวิทยาลัยรังสิตจึงไม่ใช่เพียงสถาบันการศึกษา ที่บ่มเพาะและผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่หากมีวิกฤติในสังคมเกิดขึ้น มหาวิทยาลัยก็พร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพร้อมที่จะเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข และเดินคู่ไปกับสังคม

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 มหาวิทยาลัยได้มีการรังสิต​ได้จัดตั้งครัวรังสิตขึ้นมา เพื่อทำอาหารแจกให้แก่ชาวบ้านในชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบดังกล่าว

ในขณะนี้ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น หลายสถานที่ได้เปิดโรงพยาบาลสนามขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัว เช่นเดียวกับโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ทางมหาวิทยาลัยจึงเปิดครัวรังสิต สู้ภัยโควิด-19 ขึ้นอีกครั้ง เพื่อส่งมอบอาหารกล่องให้บุคลากรทางการแพทย์ ทีมงาน และผู้ป่วย โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2564 และจะส่งมอบอาหารช่วยเหลือต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ไม่ว่าวิกฤติไหนเราก็จะผ่านไปด้วยกัน

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่จะร่วมสมทบทุน หรือส่งต่อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารสามารถติดต่อประสานงานได้ที่ โทร.08-1368-7396 (วิ) #ขอขอบคุณทุกการให้และการแบ่งปัน.

วช. จับมือจุฬาฯ เครือข่ายวิจัยด้านน้ำ Kick-off แผนบริหารจัดการนํ้าปีที่ 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571377

วช. จับมือจุฬาฯ เครือข่ายวิจัยด้านน้ำ Kick-off แผนบริหารจัดการนํ้าปีที่ 2

วช. จับมือจุฬาฯ เครือข่ายวิจัยด้านน้ำ Kick-off แผนบริหารจัดการนํ้าปีที่ 2

วันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.35 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และจุฬาฯ พร้อมด้วยเครือข่ายวิจัยด้านน้ำกว่า 8 แห่ง ร่วมทำงานวิจัยกว่า 20 โครงการ โดยเน้นผลวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ของหน่วยงานปฏิบัติ คาดแล้วเสร็จภายในกลางปี 2565 ผลงานวิจัยเล็งเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนของเขื่อนหลักอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นร้อยละ 85 จากเดิมร้อยละ 65 สำหรับในพื้นที่ชลประทานภาคกลางตอนบน พัฒนาการบริการจัดการน้ำเชิงพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้น้ำทุกภาคส่วน ให้เกิดการประหยัดการใช้น้ำลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ในพื้นที่ EEC และพื้นที่ชลประทานภาคกลางตอนบน

วันที่ 7 พ.ค.64 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุม Kick-off แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการนํ้าปีที่ 2 กล่าวว่า วช. สนับสนุนทุนวิจัยแบบบูรณาการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์บน“ แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย โครงการวิจัยเข็มมุ่ง ด้านสังคม การบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งเป็นการให้ทุนแบบใหม่ภายใต้การบริหารงานวิจัยแบบใหม่ เพื่อให้เกิดสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมให้ประเทศมีทรัพยากรน้ำทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ที่สามารถรองรับการเติบโตในอนาคต ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นแผนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญและเป็นรูปธรรม มีเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ด้วยตัวชี้วัดที่สะท้อนการดำเนินงานตามแผนงาน

ปัจจุบันการดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 2 มุ่งเน้นพัฒนาด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่อเนื่อง พร้อมกับขยายผลและเชื่อมโยงงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ สังคม กฎหมาย และการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งได้ออกแบบโจทย์วิจัยร่วมกับหน่วยงานเชิงนโยบาย หน่วยงานปฏิบัติ ทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกำหนดโจทย์วิจัยที่ตรงตามความต้องการและนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการดำเนินงานในครั้งนี้ วช. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการแผนงานการบริหารจัดการน้ำปีที่ 2 ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1: การพัฒนากระบวนการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ EEC อย่างเต็มรูปแบบ

กลุ่มที่ 2: การพัฒนาเทคโนโลยีและเครือข่ายองค์กรการบริหารจัดการน้ำชลประทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเขตพื้นที่ชลประทานท่อทองแดง จังหวัดกำแพงเพชร

กลุ่มที่ 3: การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของเขื่อนหลักและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ราบภาคกลาง

กลุ่มที่ 4: งานสนับสนุนการขับเคลื่อนสู่นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของชาติ

“การพัฒนาผลงานวิจัย การพัฒนานักวิจัย และการพัฒนาเครือข่ายวิจัยจากแผนงานวิจัยฯในครั้งนี้ จะนำไปสู่การสนับสนุนหน่วยงานปฏิบัติ ภาคเอกชนและภาคประชาชนให้บรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน อย่างยั่งยืน”ดร.วิภารัตน์ กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ. ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา และคณะผู้บริหารจากเครือข่ายวิจัยทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท สร้างสรรค์ปัญญา จำกัด และ บริษัท คลิกเกอร์แล็บ จำกัด พร้อมทั้ง รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคมแผนงานบริหารจัดการน้ำ และผศ. ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการและส่งมอบผลลัพธ์ (ODU) ได้เข้าร่วมการประชุม Kick-off แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการนํ้าปีที่ 2 พร้อมทั้งประชุมเครือข่ายนักวิจัยทั้ง 20 โครงการจาก 8 หน่วยงาน 
เพื่อเชื่อมโยงผลลัพธ์ของแต่ละโครงการทั้ง 4 กลุ่มให้เชื่อมและสอดรับกัน รวมถึงแนวทางการนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนของประเทศไทย.

สร้างขวัญกำลังใจ! ‘อนุชา’ เชิญชวน ปชช.สวดมนต์พร้อมกันทั่วประเทศ 11 พ.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571181

สร้างขวัญกำลังใจ! สั่งทุกวัดทั่วประเทศ จัดสวดมนต์สู้โควิด 11 พ.ค.นี้

สร้างขวัญกำลังใจ! สั่งทุกวัดทั่วประเทศ จัดสวดมนต์สู้โควิด 11 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 10.27 น.

“อนุชา”เชิญชวน ปชช.สวดมนต์พร้อมกันทั่วประเทศ 11 พ.ค.นี้ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และเพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศ

สืบเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่พบจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตหลายราย สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชน ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งมหาเถรสมาคม มีมติเห็นชอบกำหนดจัดพิธีดังกล่าว ขึ้นในวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

สำหรับการจัดพิธีในพื้นที่ส่วนกลาง จะจัดขึ้นที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ และวัดพระเชตุพนวิมลมังคราราม เขตพระนคร ส่วนภูมิภาค กำหนดให้วัดในนามเขตปกครองหนต่างๆ ดังนี้ เขตปกครองหนกลาง ณ วัดพนัญเชิงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตปกครองหนเหนือ ณ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ เขตปกครองหนตะวันออก ณ วัดพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร และเขตปกครองหนใต้ ณ วัดกระพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง ในส่วนของวัดอื่นทั่วไปและวัดไทยในต่างประเทศให้พิจารณาจัดพิธีตามความเหมาะสม

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ครั้งนี้ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน รวมถึงเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกคนเผชิญอยู่ อาจทำให้เกิดความเครียด การสวดมนต์ ทำสมาธิจะช่วยทำให้จิตใจสงบมากขึ้น โดยขอให้ทุกคนมีสติ ใช้ชีวิตแบบ New Normal ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันเพื่อก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

ทั้งนี้ ประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมพิธี ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่วัด ขอให้ติดตามการถ่ายทอดสดทางช่อง NBT และร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ไปพร้อมกันผ่านทางหน้าจอทีวีอยู่ที่บ้าน ลดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19

‘ตรีนุช’ ทำความเข้าใจกับครูทั่วประเทศ วางแผนให้เด็กเรียนรู้ก่อนเปิดภาคเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571130

'ตรีนุช'ทำความเข้าใจกับครูทั่วประเทศ วางแผนให้เด็กเรียนรู้ก่อนเปิดภาคเรียน

‘ตรีนุช’ทำความเข้าใจกับครูทั่วประเทศ วางแผนให้เด็กเรียนรู้ก่อนเปิดภาคเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 21.55 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงการเตรียมความพร้อมรับเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ ว่า ภายหลังจากที่ ศธ. ประกาศเลื่อนการเปิดเทอม จากวันที่ 17 พ.ค. ออกไปเป็นวันที่ 1 มิ.ย.2564 ศธ.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้เตรียมความพร้อมรับเปิดเทอมไว้เป็น 2 ช่วง โดยเฉพาะในช่วงระหว่างวันที่ 17 พ.ค.-1 มิ.ย. เป็นช่วงเวลาที่เด็กยังไม่ได้ไปโรงเรียน  ศธ.มีความเป็นห่วงผู้ปกครองที่อาจจะกังวลว่าในช่วงนั้นลูกหลานอาจจะต้องมีกิจกรรมอะไรทำ ประกอบกับศธ.คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของเด็ก ๆ เนื่องจากช่วงนี้สถานการณ์ในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังไม่ปกติ ดังนั้น ขบวนการเรียนรู้จึงต้องเปลี่ยนแปลงไป 

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในวันนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าในช่วง 11 วัน ระหว่างวันที่ 17 พ.ค.-1 มิ.ย. จะมีกิจกรรมให้กับนักเรียน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆแรก เป็นกลุ่มออนไลน์ สำหรับเด็กที่มีความพร้อมและสามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ได้  ส่วนกลุ่ม 2 ไม่สามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ได้(ออฟไลน์) ซึ่งขณะนี้ผู้บริหารองค์กรหลัก ได้รวมตัวกันที่จะจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กๆได้เรียนรู้ โดยทุกหน่วยงานจะจัดส่งข้อมูลกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและช่วงชั้นของนักเรียนมาไว้ในเวบกลาง  เพื่อเป็นข้อมูลสื่อสารหรือแหล่งองค์ความรู้และทักษะชีวิตให้กับผู้เรียน

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ได้ ก็ให้ผู้อำนวยการโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และศึกษาธิการจังหวัด สอบถามกับทางศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.)จังหวัด พิจารณาว่ากิจกรรมใดที่เด็กๆสามารถทำได้บ้าง ก็ให้ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมทางเลือกที่เหมาะสมให้กับนักเรียน ซึ่งขณะนี้ ศธ.ก็ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)ที่จะนำติวเตอร์ที่มีชื่อเสียง และผู้ที่มีชื่อเสียงทางการสอนศิลปะเข้ามาช่วยให้ความรู้กับเยาวชน ส่วนทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ก็จะมาช่วยส่งเสริมความรู้ด้านอาชีพให้กับผู้ปกครองและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ทั้งนี้ กิจกรรมที่จะจัดขึ้นให้เด็กทั้งกลุ่มออนไลน์และกลุ่มออฟไลน์  ศธ.ไม่ได้บังคับว่าทุกโรงเรียนจะต้องทำ เพราะศธ.คำนึงถึงความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่และการเข้าถึงเป็นสำคัญ

“อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ จะแถลงรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆนี้อีกครั้ง และในวันที่ 12 พ.ค. จะประชุมผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ กับครูทุกสังกัดทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางรองรับการเปิดเทอมด้วย” รมว.ศธ. กล่าว 

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้เรายังไม่รู้ว่าเชื้อโควิดจะอยู่กับเราอีกนานแค่ไหน แต่เราต้องเตรียมความพร้อมโดยเป้าหมายคือผู้เรียนที่จะต้องได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ แต่เราจะทำอย่างไรให้เรียนอย่างปลอดภัย  ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ก็ได้เตรียมความพร้อมเพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความมั่นใจ และสังคมเกิดความเชื่อมั่นว่า ทางโรงเรียนจะสามรรถดูแลลูกหลานได้  โดย สพฐ.ได้เตรียมคุณครูให้สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องมือ และมีการสำรวจความพร้อมของนักเรียนเพื่อไม่ให้เกิดความเคลียด เนื่องจาก 1 ปีที่ผ่านมาสพฐ.ได้รับบทเรียนว่าทางโรงเรียนจัดเรียนออนไลน์เหมือนกันทุกโรงเรียน แต่บางพื้นที่เด็กไม่พร้อมได้มีเครื่องมืออุปกรณ์ ดังนั้นในปีนี้ รมว.ศธ. ให้ สพฐ.จะสำรวจความพร้อมของนักเรียนเป็นที่ตั้งก่อนว่า เด็กแต่ละพื้นที่มีความพร้อมจะเรียนแบบใดบ้างใน 5 ช่องทาง ถ้าเรียนออนไซต์ได้ ก็ให้มาเรียนที่โรงเรียน ถ้าพร้อมเรียนออนไลน์ก็จะจัดให้เรียนออนไลน์  และจากข้อมูลการสำรวจ พบว่า 50% มีความต้องการเรียนที่โรงเรียน และเป็นพื้นที่สีขาว ส่วนพื้นที่ที่เรียนออนไซต์(เรียนที่โรงเรียน)ไม่ได้ ก็ดูว่าใครเรียนออนไลน์ได้ และใครเรียนออนแอร์ หรือถ้าใครเรียนออนไลน์ และออนแอร์ไม่ได้ก็ให้เรียนออนดีมานด์ หรือเรียนออนแฮนด์  ดังนั้นในแต่ละรูปแบบคุณครูก็จะจัดการเรียนให้ตามความเหมาะสม และวิธีการที่คุณครูเข้าถึงกับนักเรียน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นที่ตั้ง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นกระแสความห่วงใยของผู้ปกครองของนักเรียนในช่วง 11 วันก่อนเปิดเทอม สพฐ.ก็จะเน้นให้นักเรียนได้มีกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต ทั้งผ่านทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเป็นทางเลือก โดยเน้นปลอดโรค ปลอดภัย เป็นหลัก นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจว่าในวันที่ 1 มิ.ย.เป็นวันเปิดเทอม นักเรียนทุกคนจะมีที่เรียน ดังนั้น ภายหลังประกาศการรับนักเรียนแล้ว หากเด็กคนใดสอบไม่ได้ และยังไม่มีที่เรียน สพฐ.จึงเตรียมร้องรับโดยมอบให้เขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ เป็นศูนย์กลางเพื่อจัดหาที่เรียนให้กับนักเรียนทุกคนให้มีที่เรียน 

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.)กล่าวว่า รมว.ศธ.ก็ได้มอบนโยบายให้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ดำเนินการทั้งกลุ่มออนไลน์และกลุ่มออฟไลน์ ให้กับผู้เรียน และมอบหมายให้ สอศ. ไปดำเนินการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด โดยทาง สอศ. จะดำเนินการในเรื่องการอบรมเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ ซึ่งในการประชุมวันที่ 11 พ.ค. นี้ ตนจะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป    

สพฐ.ยันเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน มอบทุกเขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้-ผู้ปกครองไม่ต้องกังวล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571089

สพฐ.ยันเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน มอบทุกเขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้-ผู้ปกครองไม่ต้องกังวล

สพฐ.ยันเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน มอบทุกเขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้-ผู้ปกครองไม่ต้องกังวล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 18.31 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการปรับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 สังกัด สพฐ. โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้มากที่สุด โดยปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 ฉบับใหม่ได้เลื่อนจากปฏิทินเดิม 2 สัปดาห์ คือ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เลื่อนการจับฉลากและประกาศผล เป็นวันที่ 15 พ.ค. รายงานตัว-มอบตัววันที่ 16 พ.ค. มัธยมศึกษาปีที่ 1 เลื่อนวันสอบเป็นวันที่ 22 พ.ค. คัดเลือกความสามารถพิเศษวันที่ 19 พ.ค. จับฉลากจากวันที่ 24 พ.ค. ประกาศผลภายในวันที่ 24 พ.ค. และมอบตัววันที่ 29 พ.ค. ส่วนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เลื่อนวันสอบเป็นวันที่ 23 พ.ค. คัดเลือกความสามารถพิเศษ วันที่ 19 พ.ค. ประกาศผลภายในวันที่ 25 พ.ค. รายงานและมอบตัวพร้อมกัน วันที่ 30 พ.ค. โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษที่จัดสอนสำหรับเด็กพิการ/ผู้ด้อยโอกาส รับสมัครวันที่ 24-30 เม.ย. สอบ/คัดเลือก วันที่ 15-19 พ.ค. ประกาศผลภายในวันที่ 23 พ.ค. รายงานตัวและมอบตัวภายในวันที่ 29 พ.ค.  โดย ผู้ที่ยังไม่มีที่เรียนสามารถยื่นความจำนงจัดหาที่เรียนได้ในวันที่ 25-27 พ.ค. ประกาศผลวันที่ 29 พ.ค. และมอบตัววันที่ 30 พ.ค. 2564 นั้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สำหรับการยื่นความจำนงจัดหาที่เรียนในปีนี้กรณีนักเรียนพลาดจากการจับฉลากหรือการสอบ  สพฐ.ได้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง  โดยมอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตสำรวจที่ว่างของโรงเรียนทุกโรงภายในเขตพื้นที่ เพื่อเตรียมบัญชีจัดหาที่เรียนให้เด็กที่ยังไม่มีที่เรียน  ซึ่งผู้ปกครองสามารถพานักเรียนไปยื่นความจำนงที่เขตพื้นที่การศึกษาได้เลย หรือจะยื่นผ่านทางระบบออนไลน์ก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทางและเป็นการรักษาระยะห่างตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วย จากนั้นเขตพื้นที่จะดำเนินการจัดหาที่เรียนให้นักเรียนต่อไป  โดยจะดำเนินการจัดหาที่เรียนให้เด็กภายในกำหนดเวลา เพื่อให้สามารถเริ่มเรียนได้ทันวันที่ 1 มิ.ย.64 พร้อมกัน เพราะฉะนั้นขอยืนยันว่าปีนี้เด็กจะมีที่เรียนทุกคน ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลว่าลูกจะไม่มีที่เรียน 

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานเครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัล ให้ รพ.สนามธรรมศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571068

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานเครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัล ให้ รพ.สนามธรรมศาสตร์

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานเครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัล ให้ รพ.สนามธรรมศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.31 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน เครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัล Portable X-Ray Digital FDR Nano พร้อมระบบ AI ที่พร้อมปฏิบัติงานให้แก่โรงพยาบาลภาคสนาม จำนวน 19 แห่ง จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 เป็นวงกว้างในขณะนี้ ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นและพบภาวะปอดอักเสบเป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจภาพรังสีปอดให้ทันท่วงทีเพื่อคัดแยกผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาพยาบาลเร็วขึ้น ลดระยะเวลาในการรักษาพยาบาลและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19

โดยโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับพระราชทานเครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัล Portable X-Ray Digital FDR Nano พร้อมระบบ AI จำนวน 1 เครื่อง เพื่อใช้ในโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19

สำหรับเครื่องเอกซเรย์ ระบบดิจิทัล Portable X-Ray Digital FDR Nano  เป็นเครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลแบบ AI Technology หรือปัญญาประดิษฐ์ สามารถส่งข้อมูลการวินิจฉัยของผู้ป่วยไปยัง Platform ต่างๆ มาช่วยแพทย์ทำการวิเคราะห์ ประเมินคัดกรองผู้ป่วย เพื่อต้องการตรวจหาร่องรอยของโรค  ด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ AI Technology หรือปัญญาประดิษฐ์  ซึ่งเครื่องจะทำการตรวจจับแสดงตำแหน่งที่พบความผิดปกติด้วยจุด Detection แสดงผลผ่านหน้าจอทันที แพทย์สามารถมองเห็นภาพเอกซเรย์ของปอดของผู้ป่วยผ่านจอมอนิเตอร์ หาร่องรอยโรค หรือความผิดปกติของโรคได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการตรวจ ซึ่งถือว่าช่วยแบ่งเบาการทำงานและลดความเสี่ยงของแพทย์ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ลดลง จะนำเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่พระราชทานนี้ไปใช้และอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลแม่ข่าย และนำออกมาใช้งานในภาคสนามเมื่อมีภารกิจใหม่ต่อไปสำหรับโรงพยาบาลสนาม จำนวน 19 แห่ง ที่ได้รับพระราชทานเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่ Portable X ray Digital FDR Nano พร้อมระบบ AI ได้แก่ 1. โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ (โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ) 2. โรงพยาบาลสนามบางขุนเทียน (ส่วนโรงพยาบาลบางขุนเทียน) 3. โรงพยาบาลสนามบางขุนเทียน (ส่วนโรงพยาบาลลาดกระบัง) 4. โรงพยาบาลสนามราชพิพัฒน์ 5. โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 บางบอน (โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์) 6. โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 บางกอกอารีน่า หนองจอก (โรงพยาบาลเวชการุณรัศมิ์) 7. โรงพยาบาลสนามโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 8. โรงพยาบาลสนามสนามกีฬาจันทรุเบกษาดอนเมือง (โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช) 9. โรงพยาบาลสนามโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า 10. โรงพยาบาลสนามโรงพยาบาลชลบุรี (โรงพยาบาลชลบุรี) 11. โรงพยาบาลสนามศูนย์ห่วงใยคนสาคร (โรงพยาบาลสมุทรสาคร) 12. โรงพยาบาลสนามสนามกีฬา 700 ปี เขียงใหม่ (โรงพยาบาลนครพิงค์) 13. โรงพยาบาลสนามสนามกีฬาบางมด (โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์) 14. โรงพยาบาลสนามอาคารชาติชายฮอลล์ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา) 15. โรงพยาบาลสนามระยอง (โรงพยาบาลระยอง) 16. โรงพยาบาลสนาม ทอ รร การบินกำแพงแสน (โรงพยาบาลจันทรุเบกษา) 17. โรงพยาบาลสนามปากเกร็ด (โรงพยาบาลปากเกร็ด นนทบุรี) 18. โรงพยาบาลสนามขอนแก่น (โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น) และ 19. โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฏร์ธานี (โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี)