โฆษก ภท.ปลื้ม ‘นายกฯลุงตู่’ สู้โควิด-19 บำบัดทุกข์ผู้กู้เงิน กยศ.ยกเลิกผู้ค้ำ-ลดดอกเบี้ย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569874

โฆษกภท.ปลื้ม‘นายกฯลุงตู่’สู้โควิด-19บำบัดทุกข์ผู้กู้เงินกยศ.ยกเลิกผู้ค้ำ-ลดดอกเบี้ย

โฆษกภท.ปลื้ม‘นายกฯลุงตู่’สู้โควิด-19บำบัดทุกข์ผู้กู้เงินกยศ.ยกเลิกผู้ค้ำ-ลดดอกเบี้ย

วันเสาร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 08.35 น.

“โฆษกภูมิใจไทย” ปลื้ม มติ ครม. ลดภาระในช่วงโควิด-19 ให้ผู้กู้เงินกยศ. ด้วยการยกเลิกการมีผู้ค้ำประกัน-ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นการเฉพาะกิจ แนะหากเป็นไปได้ ขอให้ดำเนินการต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 นายภราดร ปริศนานันทกุล โฆษกพรรคภูมิใจไทย  และ สส. อ่างทอง กล่าวขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการ จะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ของกองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยกำหนดให้ ยกเลิกการมีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินและทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป  ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นการเฉพาะกิจ  สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและมิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 – 31 ธันวาคม 2564 พร้อมขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิด-19 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และการชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2563 และปี 2564 ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความในปี 2564 ซึ่งตรงกับนโยบายพรรคภูมิใจไทย ที่ได้เคยเสนอเอาไว้

“หากเป็นไปได้ ผมขอเสนอเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้งหมดนี้ ควรจะดำเนินการแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเฉพาะเป็นมาตรการเยียวยาในเรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด -19 เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสกับลูกหลานของเราที่จะมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการศึกษาตลอดไป เพราะพรรคเห็นว่าการศึกษาสร้างคน แล้วคนจะไปสร้างชาติ การจะพัฒนาประเทศชาติได้ จะต้องทำให้ประชาชนมีการศึกษาให้มากที่สุด ไม่มีอุปสรรคด้านแหล่งทุนในการศึกษาอีกต่อไป” นายภราดร กล่าว

มติ มส.ให้ทุกวัดจัดฌาปนกิจศพเหยื่อโควิด-งดจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม 50 คนขึ้นไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569844

มติมส.ให้ทุกวัดจัดฌาปนกิจศพเหยื่อโควิด-งดจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม 50 คนขึ้นไป

มติมส.ให้ทุกวัดจัดฌาปนกิจศพเหยื่อโควิด-งดจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม 50 คนขึ้นไป

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 21.20 น.

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงข่าวภายการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ว่า ที่ประชุม มส. ได้มีมติมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังจากที่พบการระบาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

1.ให้ทุกวัดงดจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ส่วนการปฏิบัติศาสนกิจให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องการระบาดของแต่ละจังหวัด และตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)

2. ให้เจ้าคณะผู้ปกครองกำชับวัดในเขตปกครองปฏิบัติตามมาตรการป้องการระบาดของสธ. และมาตรการแต่ละจังหวัดอย่างเคร่งครัด

3. ให้ทุกวัดสงเคราะห์จัดฌาปนกิจศพที่เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 พร้อมกันนี้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้แจ้งว่า หากวัดใดมีการดำเนินการดังกล่าว แต่ขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการให้แจ้งเรื่องผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(พศจ.)เพื่อส่งเรื่องมาที่สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อพิจารณาสนับสนุนกัปปิยภัณฑ์ต่อไป

มติมหาเถรฯห้าม ‘พระ-สามเณร’ ทำใบขับขี่–ขับรถยนต์ ฝ่าฝืนมีโทษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569845

มติมหาเถรฯห้าม'พระ-สามเณร'ทำใบขับขี่–ขับรถยนต์ ฝ่าฝืนมีโทษ

มติมหาเถรฯห้าม’พระ-สามเณร’ทำใบขับขี่–ขับรถยนต์ ฝ่าฝืนมีโทษ

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 20.57 น.

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า ที่ประชุม สม.ได้มีพิตารณากรณีพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยสืบเนื่องจากเมื่อปี 2563 มส.เคยมีมติเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจตรา การขับขี่รถยนต์ และจักรยานยนต์ของพระภิกษุสามเณรเยี่ยงประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม กลับพบว่าช่วงที่ผ่านมามีพระสงฆ์หลายรูปไปทำใบขับขี่ ซึ่งมีสำนักงานขนส่งบางจังหวัดไม่ทำให้ เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม จนเกิดเป็นเรื่องฟ้องร้องกันขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาแล้วหากพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อาจจะนำไปสู่การกระทำผิดทางพระธรรมวินัย เช่น การเกิดอุบัติเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต เป็นต้น ที่สำคัญยังถือว่าไม่เหมาะสมกับสมณสารูปด้วย

“ดังนั้น มส.จึงมีมติเห็นชอบ 1. ห้ามพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ 2.ห้ามการกระทำที่เอื้อต่อการขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เช่น การทำใบขับขี่ เป็นต้น 3.หากพบเห็นให้เจ้าคณะผู้ปกครองพิจารณาโทษตามลำดับการปกครองคณะสงฆ์ เว้นแต่เป็นการขับขี่เพื่อกิจการของวัด โดยเป็นการขับขี่ภายในวัด หรือเหตุจำเป็นฉุกเฉินอย่างยิ่ง เช่น มีพระภิกษุสามเณรอาพาธ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเป็นต้น”นายสิปป์บวร กล่าว

รัฐบาลลดภาระหนี้ ‘กยศ.’ ยกเลิกให้มีผู้ค้ำ ชะลอฟ้อง-ลดดอกเบี้ยเหลือปีละ 0.01% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569745

รัฐบาลลดภาระหนี้‘กยศ.’ ยกเลิกให้มีผู้ค้ำ ชะลอฟ้อง-ลดดอกเบี้ยเหลือปีละ 0.01%

รัฐบาลลดภาระหนี้‘กยศ.’ ยกเลิกให้มีผู้ค้ำ ชะลอฟ้อง-ลดดอกเบี้ยเหลือปีละ 0.01%

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.11 น.

รัฐบาลลดภาระหนี้‘กยศ.’ ยกเลิกให้มีผู้ค้ำ ชะลอฟ้อง-ลดดอกเบี้ยเหลือปีละ 0.01%

30 เมษายน 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีความห่วงใยปัญหาหนี้ทั้ง กยศ. และปัญหาหนี้สินครู และมอบหมายให้หน่วยงานเร่งหามาตรการช่วยเหลือ ดังนั้น รัฐบาลโดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จึงได้ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินและทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป รวมทั้งลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นการเฉพาะกิจ สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและมิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 – 31 ธันวาคม 2564 พร้อมขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564

นอกจากนี้ จะชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2563 และปี 2564 ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความในปี 2564  ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดโควิด-19

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการเปิดตัว “กยศ. Connect”  เพื่อเป็นช่องทางดิจิทัลสำหรับการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไป มียอดดาวน์โหลด (ณ 28เม.ย.64)  ถึง 2,580,553 ราย โดยเงื่อนไขการกู้ยืมยังเป็น 4 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลักษณะที่ 2 นักเรียน/นักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกําลังคนและมีความจําเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ลักษณะที่ 3 นักเรียนหรือนักศึกษา ที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ และลักษณะที่ 4 นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดี เพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยเปิดให้กู้ในระดับปริญญาโทด้วยซึ่งเป็นตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องเห็นเด็กไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาทุกคน  

‘ครูกัลยา’ ห่วงครู นักเรียน หนุนเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้บุคลากรทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569725

‘ครูกัลยา’ ห่วงครู นักเรียน หนุนเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้บุคลากรทางการศึกษา

‘ครูกัลยา’ ห่วงครู นักเรียน หนุนเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้บุคลากรทางการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 15.41 น.

30 เมษายน 2564  ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ห่วงครู บุคลากรทางการศึกษา สนับสนุนให้เร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึง พร้อมให้ผู้บริหารสถานศึกษาในกำกับติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพื้นที่พร้อมรองรับโรงพยาบาลสนามกรณีเชื้อไวรัสโควิด-19 ขยายวงกว้าง เตียงไม่พอ

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า คุณหญิงกัลยา เล็งเห็นถึงความสำคัญของครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จึงได้มีนโยบายเร่งด่วนตั้งแต่รักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้แถลงถึงโครงการที่จะต้องเร่งรัดและทำให้เกิดเป็นรูปธรรม หนึ่งในนั้นคือการเร่งผลักดันข้อเสนอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 สำหรับครู และบุคลากรทางการศึกษา และได้มีการเสนอประเด็นนี้เป็นกรณีเร่งด่วนในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีพลเอกปะรยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของวิชาชีครู ที่เป็นผู้ที่เสียสละในการทำงานใกล้ชิดกับเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชน

ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยาจึงขอสนับสนุนแนวทางของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรม ให้แก่ครู และบุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน โดยให้ความสำคัญกับครูและบุคลากรที่อยู่ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่สีแดงและมีความเสี่ยงสูงก่อน ซึ่งจะสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องครูทั่วประเทศให้มีกำลังใจในการสอนนักเรียนอย่างเต็มความสามารถ

“การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย คุณหญิงกัลยาห่วงประชาชน โดยเฉพาะครูและนักเรียนเป็นอย่างมาก เพราะครูถือเป็นอาชีพที่เสียสละ จึงนำเรื่องการเร่งจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการทันที ในขณะที่รักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้นำเรื่องดังกล่าวไปหารือใน ครม. ซึ่งคุณหญิงกัลยารู้สึกยินดีและพร้อมสนับสนุนท่านรัฐมนตรีว่าการฯ อย่างเต็มที่จะผลักดันให้เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว” นางดรุณวรรณ กล่าว

ทั้งนี้คุณหญิงกัลยา ยังแสดงความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนทุกคน และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐเองและเอกชนที่มีส่วนสนับสนุนในการช่วยเหลือและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคสวิด-19 โดยที่ผ่านมาคุณหญิงกัลยาได้ให้ผู้บริหารสถานศึกษาในกำกับติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมพื้นที่โรงเรียนในสังกัดเพื่อเป็นโรงพยาบาลสนามกรณีเชื้อไวรัสโควิด-19 ขยายวงกว้างขึ้นร่วมด้วย

‘มท.’ แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคลผ่านออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569723

'มท.'แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคลผ่านออนไลน์

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคลผ่านออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 15.23 น.

‘มท.’ แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคลผ่านเว็บไซต์-ออนไลน์ สอดคล้องมาตรการป้องโควิด

30 เม.ย.2564 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2564 รัฐบาลเห็นสมควรดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยที่ในขณะนี้ได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ขึ้น จึงเห็นควรจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ให้สอดคล้องกับมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ไม่ให้กระจายไปในวงกว้าง

นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่า เพื่อให้การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4พ.ค.2564 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ จึงได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเครื่องราชสักการะ บริเวณอาคารสำนักงาน ประดับธงชาติไทยคู่กับธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พร้อมประดับผ้าระบายสีเหลืองร่วมกับผ้าระบายสีขาวบริเวณรั้วอาคารสำนักงานตลอดเดือนพ.ค. รวมทั้งประดับไฟบริเวณอาคารสำนักงานให้สวยงามในระยะเวลาที่เห็นสมควร รวมถึงจัดทำคำถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2564 พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ และสมุดลงนามถวายพระพรชัยมงคลอิเล็กทรอนิกส์ลงบนหน้าหลักเว็บไซต์จังหวัด พร้อมทั้งเชิญชวนผู้บริหารและบุคลากรในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลผ่านระบบออนไลน์ ตลอดเดือนพฤษภาคม 2564 และแจ้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดดำเนินการจัดทำด้วย นอกจากนี้ ให้เชิญชวนบริษัท ห้างร้าน และประชาชนในจังหวัด ร่วมประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานและที่พักอาศัย ประดับธงชาติไทยคู่กับธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และประดับไฟบริเวณอาคารสำนักงานและที่พักอาศัย ตลอดเดือนพ.ค. ด้วยความสมัครใจ

‘ตรีนุช’ ไฟเขียว ‘สพฐ.’ ปรับปฏิทินรับนักเรียนปี’64 ใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569595

'ตรีนุช'ไฟเขียว'สพฐ.'ปรับปฏิทินรับนักเรียนปี'64 ใหม่

‘ตรีนุช’ไฟเขียว’สพฐ.’ปรับปฏิทินรับนักเรียนปี’64 ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 21.42 น.

ศบค.เห็นด้วยเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 วันที่ 1 มิ.ย.64 ให้ครู-บุคลากรทางการศึกษาพื้นที่สีแดงฉีดวัคซีนก่อน “ตรีนุช”ไฟเขียว”สพฐ.”ปรับปฏิทินสอบ ม.1 , ม.4 ปีการศึกษา 2564 ใหม่ รับสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่”สอศ.”พร้อมรับเด็กอาชีวะเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้รับทราบเรื่องการเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จากวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมของการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ ศบค.เห็นด้วยในหลักการตามที่ ศธ.ขอให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดพื้นที่สีแดง เป็น priority หรือลำดับความสำคัญแรกๆ ที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพราะเมื่อเปิดเทอมแล้ว ครูและบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มของผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจากการปฎิบัติงาน หากติดเชื้อขึ้นมา ย่อมมีโอกาสที่จะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่นักเรียนและผู้ปกครองอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งการที่ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีสิทธิ์ในการเข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงนั้น จะนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ครูมีความมั่นใจในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนให้กับนักเรียนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เห็นว่า อาจต้องให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดดูโคตาวัคซีนที่จังหวัดได้รับ และครูในพื้นที่กรุงเทพฯ ควรได้รับการฉีดวัคซีนก่อน เพราะ กทม.อาจเป็นพื้นที่สีแดงจัด ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการปรับปฏิทินการรับนักเรียนสังกัด สพฐ.ปีการศึกษา 2564 โดยคำนึงถึงความปลอดภัยมากที่สุด

ด้าน ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.ได้ปรับปรุงปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 (ฉบับใหม่กรณีเปิดเทอม 1 มิ.ย.64) โดยปรับตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงได้เลื่อนจากปฏิทินเดิม 2 สัปดาห์ ดังนี้

– ประถมศึกษาปีที่ 1 เลื่อนการจับฉลากและประกาศผล เป็นวันที่ 15 พ.ค. , รายงานตัว-มอบตัววันที่ 16 พ.ค.

– มัธยมศึกษาปีที่ 1 เลื่อนวันสอบเป็นวันที่ 22 พ.ค. , คัดเลือกความสามารถพิเศษวันที่ 19 พ.ค. , จับฉลากจากวันที่ 24 พ.ค. , ประกาศผลภายในวันที่ 24 พ.ค.และมอบตัววันที่ 29 พ.ค.

– มัธยมศึกษาปีที่ 4 เลื่อนวันสอบเป็นวันที่ 23 พ.ค. , คัดเลือกความสามารถพิเศษ วันที่ 19 พ.ค. , ประกาศผลวันที่ 25 พ.ค. , รายงานและมอบตัวพร้อมกัน วันที่ 30 พ.ค.

– โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษที่จัดสอนสำหรับเด็กพิการ/ผู้ด้อยโอกาส รับสมัครวันที่ 24 – 30 เม.ย. , สอบ/คัดเลือก วันที่ 15 – 19 พ.ค. , ประกาศผล วันที่ 23 พ.ค. , รายงานตัวและมอบตัวภายในวันที่ 29 พ.ค.

ทั้งนี้ ผู้ที่ยังไม่มีที่เรียนยื่นความจำนงได้ในวันที่ 25 – 27 พ.ค. ประกาศผลวันที่ 29 พ.ค.และมอบตัววันที่ 30 พ.ค.64

ขณะที่ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า การรับนักเรียนนักศึกษาของวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปีการศึกษา 2564 ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยระหว่างวันที่ 1 – 16 พ.ค.นี้ จะมีการรับรายงานตัวของนักศึกษา การเตรียมความพร้อมในด้านการจัดการเรียนรู้ การประชุมผู้ปกครอง และการปฐมนิเทศนักศึกษา ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังมีบางวิทยาลัยสามารถรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในบางสาขาวิชาเพิ่มเติมได้อีก ซึ่งทางวิทยาลัยจะแจ้งจำนวนที่ว่างที่ยังสามารถรับนักเรียนนักศึกษาเพิ่มเติมได้ในเร็วๆ นี้

รมว.อว.ตรวจ ‘รพ.สนาม’ ราชภัฏราชนครินทร์ พร้อมรับผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569484

รมว.อว.ตรวจ'รพ.สนาม'ราชภัฏราชนครินทร์ พร้อมรับผู้ป่วยโควิด-19

รมว.อว.ตรวจ’รพ.สนาม’ราชภัฏราชนครินทร์ พร้อมรับผู้ป่วยโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.51 น.

“รมว.อว.”ตรวจเยี่ยม”รพ.สนาม”มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เป็น”รพ.แห่งที่ 2″ในจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมรับผู้ป่วยโควิด-19

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) รองศาสตราจารย์ ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรี และศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามของ อว. ณ อาคารหอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (ศูนย์บางคล้า) ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมร่วมรับฟังข้อมูลการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยและจังหวัด โดยมี นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และนายแพทย์ดิเรก ภาคกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางคล้า ร่วมให้การต้อนรับ

โรงพยาบาลสนามของ อว.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ศูนย์บางคล้า เป็นโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา สามารถรองรับผู้ป่วยระดับสีเขียวได้ 200 เตียง และขยายได้ถึง 250 เตียง จัดตั้งและบริหารจัดการภายใต้การกำกับดูแลของสาธารณสุขจังหวัด วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานในโรงพยาบาลสนาม รวมถึงของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วยที่จะเข้าพัก ได้รับบริจาคจากหน่วยราชการและภาคเอกชน ซึ่งให้ความร่วมมือกับจังหวัดและมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี และโรงพยาบาลสนามพร้อมที่จะรับผู้ป่วย covid-19 ได้ทันทีที่ได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ดร.เอนก กล่าวอีกว่า อว.มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ณ ขณะนี้ประมาณ 50 แห่ง มีจำนวนเตียงรวมกันกว่า 12,000 เตียง หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเตียงก็สามารถเพิ่มได้อย่างน้อยอีกหนึ่งเท่า เพราะเรามีมหาวิทยาลัยที่มีสถานที่ที่สามารถรองรับได้ นอกจากนี้ยังมีคณะแพทย์และพยาบาลที่กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ อว.เป็นกำลังสำรองของประเทศที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ในวิกฤติโควิดรอบนี้ ชาว อว.แสดงออกว่าเราพร้อมที่จะเข้าสู่ภาคปฏิบัติในยามจำเป็น ตอนนี้เราต้องนำปัญหาของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง จัดการเรื่องของเราเองและช่วยคนอื่นไปด้วย ไม่ใช่เรื่องเฉพาะ อว.เท่านั้น ในหลายๆ หน่วยงานก็มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“โรงพยาบาลสนามของจังหวัดฉะเชิงเทราจะสามารถช่วยกรุงเทพฯ ได้มาก เพราะโรงพยาบาลสนามในกรุงเทพยังค่อนข้างติดขัด แต่ด้วยแรงสนับสนุนของปริมณฑลก็จะสามารถช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ จากนี้เรายังจะต้องเจอสถานการณ์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนผู้ป่วย และระดับความรุนแรง เรื่องใดที่สามารถเตรียมตัวได้ก็ต้องเริ่มเตรียมการ อย่างไรก็ตามก็ยังมีความเชื่อมั่นว่าพวกเราจะผ่านไปได้ สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณและให้กำลังใจทุกท่าน ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาร่วมมือกันทำงาน รวมไปถึงขอบคุณกระทรวงมหาดไทยที่ช่วย อว.และสาธารณสุขในการเป็นผู้นำในยามวิกฤตได้เป็นอย่างดี” รมว.อว.กล่าว
 

บอร์ด ก.ค.ศ. เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ศธ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569454

บอร์ด ก.ค.ศ. เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ศธ.

บอร์ด ก.ค.ศ. เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ศธ.

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.36 น.

วันที่ 29 เมษายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติเห็นชอบ การปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตามที่ ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  (ว 6/2563) ต่อมาส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ ได้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ไปปฏิบัติแล้ว พบว่าเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ 4 ประเด็นด้วยกัน คือ 1) การพิจารณาย้าย  2) การประเมินศักยภาพของผู้ประสงค์ขอย้าย   3) การประกาศรายชื่อสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4) กำหนดการการพิจารณาย้ายครั้งแรก

ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล จึงเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ในประเด็นที่เป็นปัญหาดังกล่าว ดังนี้

1. การพิจารณาย้าย เดิมกำหนดให้ย้ายขนาดเดียวกันและขนาดใกล้เคียงกัน ปรับปรุงเป็น  ให้พิจารณาย้าย  ในสถานศึกษาประเภทเดียวกัน ที่มีสถานศึกษาขนาดเดียวกันและขนาดใกล้เคียงกัน ทั้งในจังหวัดเดียวกันและต่างจังหวัดพร้อมกันก่อน เมื่อพิจารณาย้ายขนาดเดียวกันและใกล้เคียงกันแล้วเสร็จ หากยังมีตำแหน่งว่างเหลืออยู่  ให้พิจารณาย้ายข้ามขนาดสถานศึกษาได้ โดยต้องพิจารณาย้ายข้ามขนาดตามลำดับ เช่น มีตำแหน่งว่างในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษเหลืออยู่ ให้พิจารณาย้ายคำร้องขอย้ายของผู้ประสงค์ขอย้ายที่ดำรงตำแหน่งในสถานศึกษาขนาดกลางก่อนขนาดเล็ก ตามลำดับ และหากยังมีตำแหน่งว่างเหลืออยู่อีก ให้ กศจ. พิจารณาย้ายผู้ประสงค์ขอย้ายที่ดำรงตำแหน่ง ในสถานศึกษา ที่ต่างประเภทสถานศึกษากันได้

2. การประเมินศักยภาพของผู้ประสงค์ขอย้าย เดิมกำหนดให้ อกศจ. เป็นผู้ประเมินศักยภาพ ของผู้ประสงค์ขอย้าย ปรับปรุงเป็น ให้ ผอ.สพท. ทุกเขตในจังหวัด และ ศธจ. ตรวจสอบข้อมูล ประเมินศักยภาพ  ผู้ประสงค์ขอย้ายและจัดลำดับ ก่อนเสนอ อกศจ. กลั่นกรองและตรวจสอบความถูกต้องแล้วเสนอ กศจ. พิจารณาย้ายต่อไป 

3. การประกาศรายชื่อสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา เดิมกำหนดให้ประกาศรายชื่อสถานศึกษา  ที่ประสงค์จะพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยความเห็นชอบของ กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ หรือส่วนราชการอื่น แล้วแต่กรณี ก่อนกำหนดการส่งคำร้องขอย้ายประจำปี เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15  แก้ไขเป็น  กำหนดให้ประกาศรายชื่อสถานศึกษา โดยตัด “ก่อนกำหนดการส่งคำร้องขอย้ายประจำปี เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน” ออก

4. กำหนดการการพิจารณาย้ายครั้งแรก เดิมกำหนดให้พิจารณาย้ายครั้งแรกให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่  25 ตุลาคม แก้ไขเป็น ให้ กศจ. พิจารณาย้ายครั้งแรกให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 กันยายน และให้มีผลก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ของปีเดียวกัน ทั้งนี้ ได้ปรับระยะเวลาการยื่นคำร้องขอย้ายเป็นวันที่ 1 – 15 กรกฎาคม  เพื่อให้สอดคล้องกับการพิจารณาย้ายครั้งแรกให้แล้วเสร็จ และการนับคุณสมบัติของผู้ประสงค์ขอย้าย ให้นับถึง  30 กันยายน ของปีที่ยื่นคำร้องขอย้าย ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะฯใหม่ (PA)

ทั้งนี้ จะได้แจ้งหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ปรับปรุงเรียบร้อยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติต่อไป

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ได้อนุมัติกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ที่กำหนดใหม่

สืบเนื่องจากที่กระทรวงศึกษาฯ ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการกำหนดและแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ณ วันที่ 28 มกราคม 2564 จึงยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ  เรื่อง การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2553 และ เรื่อง การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ประกาศ ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 และกำหนดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาใหม่ จำนวน 62 เขต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาขออนุมัติกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงท้องที่จังหวัด ตามจำนวนและตำแหน่งตามกรอบอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนดไว้เดิม จำนวน 24 เขต  จำนวน 593 อัตรา และกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ โดยมีการเปลี่ยนแปลงท้องที่จังหวัด เพื่อให้มีผู้ปฏิบัติงานในระยะแรก จำนวน 38 เขต จำนวน 488 อัตรา         

รวมถึงขออนุมัติตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ชั่วคราวและมีเงื่อนไข) ที่ว่างจากกรณีอื่น (ย้าย ตาย ลาออก) ที่มิใช่ว่างจากการเกษียณอายุราชการ ไปกำหนดเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 20 อัตรา และตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน  22 อัตรา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า การขอกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ ทั้ง 62 เขต ในครั้งนี้ เป็นการขอกำหนดกรอบอัตรากำลังฯ (ชั่วคราว) ซึ่งอัตรากำลังในแต่ละตำแหน่งเป็นการปรับอัตรากำลังมาจากกรอบอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนดไว้เดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 42 เขต ไม่ได้เป็นการเพิ่มอัตรากำลังและไม่เพิ่มงบประมาณ ซึ่งเป็นประโยชน์กับทางราชการจึงพิจารณาอนุมัติกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้    

1. กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ชั่วคราว) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ จำนวน 62 เขต รวม 1,081 อัตราประกอบด้วย

1) ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 62 อัตรา

2)  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 148 อัตรา

3) ตำแหน่งศึกษานิเทศก์จำนวน 871 อัตรา 

ทั้งนี้ ให้ใช้กรอบอัตรากำลังนี้ เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่สำนักงาน ก.ค.ศ.แจ้งมติ เมื่อครบกำหนดแล้วให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเสนอ ก.ค.ศ.เพื่อขอทบทวนกรอบอัตรากำลังตามภาระงานต่อไป

2. กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ โดยมีการเปลี่ยนแปลงท้องที่จังหวัด เพื่อให้มีผู้ปฏิบัติงานในระยะแรกจำนวน 38 เขต จำนวน 488 อัตรา

1) ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 62 อัตราแบ่งเป็นกำหนดในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเดิม จำนวน 42 อัตรา และกำหนดในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาใหม่ จำนวน 20 อัตรา โดยให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ชั่วคราวและมีเงื่อนไข) ซึ่งเป็นตำแหน่งว่างจากกรณีอื่น (ย้าย ตาย ลาออก) ไม่ใช่ว่างจากการเกษียณอายุราชการ และมีอัตราเงินเดือนมากำหนด สำหรับการกำหนดตำแหน่งเลขที่ของตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้กำหนดเป็น “ตำแหน่งเลขที่ 1”

2) ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 148 อัตรา แบ่งเป็นกำหนดในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเดิม 24 เขต ๆ ละ 3 อัตรา จำนวน 72 อัตรา และ 18 เขต ๆ ละ 2 อัตรา จำนวน 36 อัตรา และกำหนดในสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาใหม่ ๒๐ เขต ๆ ละ 2 อัตรา จำนวน 40 อัตรา โดยให้เกลี่ยอัตรากำลังจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ปริมาณงานลดลงหรือตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน จากตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ชั่วคราวและมีเงื่อนไข) ซึ่งเป็นตำแหน่งว่างจากกรณีอื่น (ย้าย ตาย ลาออก) ไม่ใช่ว่างจากการเกษียณอายุราชการและมีอัตราเงินเดือนมากำหนด สำหรับการกำหนดตำแหน่งเลขที่ของตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้กำหนดเป็น “ตำแหน่งเลขที่ 2 3 และ 4 ” แล้วแต่กรณี

3) ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ จำนวน 871 อัตรา แบ่งเป็นกำหนดในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา    เดิม 24 เขต ๆ ละ 19 – 24 อัตรา จำนวน 497 อัตรา และ 18 เขต ๆ ละ 7- 21 อัตรา จำนวน 201 อัตรา และกำหนดในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาใหม่ 20 เขต ๆ ละ 7 – 12 อัตรา จำนวน 173 อัตรา โดยให้เกลี่ยอัตรากำลังจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ปริมาณงานลดลงมากำหนด สำหรับการกำหนดตำแหน่งเลขที่ของตำแหน่งศึกษานิเทศก์ให้กำหนดเป็นตำแหน่งเลขที่เดิม

ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดการกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามกรอบอัตรากำลังฯ ทั้ง 1,081 อัตรา เสนอ ก.ค.ศ. เพื่อพิจารณากำหนดตำแหน่งฯ ต่อไป 

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า  นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ การปรับปรุงแนวปฏิบัติการนับหน่วยกิต กำหนดกรณีผู้สอบแข่งขันหรือผู้สมัครคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย

สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดแนวปฏิบัติการนับหน่วยกิต ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 7 ลงวันที่ 18 เมษายน 2556 ระบุว่า “กรณีหลักฐานการศึกษามิได้ระบุสาขาวิชาเอกที่ศึกษาไว้ หรือระบุไว้แตกต่าง  จากประกาศรับสมัคร ให้นับจำนวนหน่วยกิตจากรายวิชาที่ศึกษาตาม Transcript ทั้งหมด ดังนี้

1) ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี และหลักสูตร 5 ปี ต้องศึกษาเนื้อหาวิชานั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต

2) ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 2 ปี หลักสูตรต่อเนื่อง ต้องศึกษาเนื้อหาวิชานั้น ๆในระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 20 หน่วยกิต และในระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ได้ไม่เกิน 10 หน่วยกิต รวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต

ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นว่าแนวปฏิบัติดังกล่าว กำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณวุฒิและสาขาวิชาเอกแตกต่างจากการประกาศรับสมัคร สามารถนับจำนวนหน่วยกิตจากรายวิชาที่ศึกษาตาม Transcript ทั้งหมดได้ ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคุณวุฒิ ทุกสาขาวิชาที่ ก.ค.ศ. รับรอง สามารถนำหน่วยกิตในคุณวุฒิและหรือสาขาวิชาที่แตกต่างไป นำมาใช้สมัครเพื่อสอบแข่งขันหรือคัดเลือกได้ จึงส่งผลให้สถานศึกษาได้ครูในสาขาวิชาที่ไม่ตรงตามความจำเป็น และความต้องการอย่างแท้จริง ดังนั้น การนับหน่วยกิตควรใช้เฉพาะกรณีที่หลักฐานการศึกษาที่ผู้สมัครสอบแข่งขัน หรือคัดเลือกนำมาใช้สมัคร  ไม่ได้ระบุสาขาวิชาเอกที่ศึกษาไว้เท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้สถานศึกษาได้ครูตรงกับความจำเป็นและความต้องการของสถานศึกษา และเพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จึงเห็นชอบให้ปรับปรุงแนวปฏิบัติการนับหน่วยกิต จาก เดิม ที่กำหนดว่า “หากหลักฐานการศึกษามิได้ระบุสาขาวิชาเอกที่ศึกษาไว้ หรือระบุไว้แตกต่างจากประกาศรับสมัคร ให้นับจำนวนหน่วยกิตจากรายวิชาที่ศึกษาตาม Transcript ทั้งหมด”  ปรับปรุงเป็น “กรณีหลักฐานการศึกษา ซึ่งผู้สมัครสอบแข่งขันหรือคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย นำมาใช้สมัครสอบแข่งขันหรือคัดเลือกมิได้ระบุสาขาวิชาเอกที่ศึกษาไว้  ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันหรือคัดเลือกพิจารณาและดำเนินการนับจำนวนหน่วยกิตรายวิชาที่ศึกษา ที่ตรงกับกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอกที่ประกาศรับสมัครจากหลักฐานการศึกษา (Transcript)” โดยสาระสำคัญของการนับหน่วยกิต 1) และ     
2) ให้คงเดิม

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เห็นชอบ หลักการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ปฏิบัติงานสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือหน่วยงานหรือชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ตามนโยบายของส่วนราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สามารถนำผลการปฏิบัติงานดังกล่าวมาใช้ในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในทุกจังหวัดของประเทศไทย  และปัจจุบันยังคงมีอัตราผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียน การสอนของสถานศึกษา ทำให้มีการปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ นั้น ซึ่งปัจจุบันอัตราการติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่าโรงพยาบาลสนาม หรือสถานที่กักตัวในแต่ละจังหวัด รวมทั้งบุคลากรที่ช่วยสนับสนุนทางการแพทย์หรืออำนวยความสะดวก จะมีจำนวนไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าแต่ละจังหวัดอาจมีการขอรับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือในด้านต่าง ๆจากหน่วยงานการศึกษา เช่น อาคารสถานที่ หรือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอาจต้องปฏิบัติงานนอกเหนือจากการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษา

ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นว่า เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีจิตสาธารณะและมีความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ ประกอบกับ ก.ค.ศ. เคยมีมติเห็นชอบให้นำผลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ตามนโยบายของ ศธ. ที่ประสบผลสำเร็จ และผลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาและชุมชนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตามนโยบายของ ศธ. มาเป็นองค์ประกอบการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มเติม ตาม ว 6/2555 จึงเห็นควรให้สิทธิประโยชน์ แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาดังกล่าว โดยให้ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ในการให้การสนับสนุนและช่วยเหลือหน่วยงานหรือชุมชนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานที่สามารถนำไปใช้ในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานได้ และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ม.เกษตรฯส่งเสริมการใช้ภาษาไทยร่วมกับราชบัณฑิตยสภา ประกวดการเล่าเรื่องในหัวข้อ ‘ประวัตศาสตร์ท้องถิ่น’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569234

ม.เกษตรฯส่งเสริมการใช้ภาษาไทยร่วมกับราชบัณฑิตยสภา ประกวดการเล่าเรื่องในหัวข้อ‘ประวัตศาสตร์ท้องถิ่น’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม จัดโครงการส่งเสริมการใช้
ภาษาไทย และภาษาไทยถิ่น ประจำพุทธศักราช 2564 โดยให้โรงเรียนในภาคต่างๆ ทั่วประเทศส่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) เข้าร่วมประกวดการเล่าเรื่องในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น : เรื่องเล่า ตำนาน ประวัติบุคคลสำคัญ”ด้วยภาษาไทยถิ่น เพื่อส่งเสริมการใช้ภาษาไทย  และภาษาไทยถิ่นอย่างถูกต้อง ประจำพุทธศักราช 2564

โดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา จะแบ่งการประกวดออกเป็น นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นรวม 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 โรงเรียนที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก กลุ่มที่ 2 โรงเรียนที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือกลุ่มที่ 3 โรงเรียนที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคอีสาน กลุ่มที่ 4 โรงเรียนที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ 1

คุณสมบัติของผู้เข้าประกวดและการสมัครเข้าประกวด ผู้เข้าประกวดต้องเป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2564 และไม่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเล่าเรื่องมาก่อน สามารถส่งนักเรียนได้เพียงหนึ่งคน โดยส่งใบสมัครพร้อมไฟล์วีดิทัศน์ที่บันทึกการพูดเล่าเรื่อง ซึ่งมีทั้งภาพและเสียงของนักเรียนผู้เข้าประกวดมายังคณะกรรมการการประกวด ภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 สามารถดาวน์โหลดใบสมัครและรายละเอียดโครงการได้ที่ http://eto.ku.ac.th/orst/

หรือส่งใบสมัครออนไลน์ ได้ที่ https://forms.gle/JmEVARsWSmJDYdbY8