‘เอนก’ ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยลดค่าเล่าเรียน ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568277

'เอนก' ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยลดค่าเล่าเรียน ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด

‘เอนก’ ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยลดค่าเล่าเรียน ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด

วันเสาร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564, 17.01 น.

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ชี้นำมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ลดค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้นิสิตนักศึกษา เพื่อลดความลำบากทางเศรษฐกิจให้แก่ครอบครัวเยาวชนกว่า 2.2 ล้านคนที่อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวง

หลังจาก นรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงให้ประชาชนได้ทราบถึงความหนักหน่วงของการระบาดโควิดในรอบที่สามนี้ เมื่อคืนวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา และวิงวอนให้ทุกฝ่ายหนุนช่วยแพทย์พยาบาลกันและหนุนช่วยกันและกันในการฟันฝ่าวิกฤตในรอบนี้ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรี ได้เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยลดค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายให้แก่นิสิตนักศึกษาทั่วประเทศโดยเร็ว ส่วนจะลดแค่ไหนอัตราเท่าไรก็ให้แต่ละแห่งพิจารณาเอาเอง ชี้ขณะนี้อย่างน้อยมีสามแห่งแล้วที่ประกาศลดค่าเล่าเรียนและหรือค่าใช้จ่าย อื่นๆ คือ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในภาคฤดูร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ ลดค่าธรรมเนียมการศึกษาลงไป 2,250 บาท และลดค่าหอพักลง 10 เปอร์เซนต์

มหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์ ลดค่าเล่าเรียน 20 เปอร์เซนต์ ค่าหอพักลด 10 เปอร์เซนต์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลดค่าธรรมเนียมการศึกษา 10 เปอร์เซนต์ รวมถึงหลักสูตรนานาชาติด้วย

รมว.อว. ได้ย้ำในที่สุดว่า เที่ยวนี้ อว. มีบทบาทเปิด รพ.สนาม จำนวนมากหนุนช่วยสาธารณสุขและมหาดไทยสู้กับภัยโควิด-19 ได้จนถึงขณะนี้ เป็นเพราะบรรดามหาวิทยาลัยและองค์กรทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมทั้งหลายของกระทรวงได้อาสา หรือ เสนอตัวมาช่วยมาเหน็ดมาเหนื่อยเอง ทำงานโดยไม่ถามก่อนเลยว่ามีงบประมาณ มีกำลังคนให้เพิ่มหรือเปล่า ขณะนี้ ยังมีนิสิตนักศึกษาแพทย์ จำนวนหนึ่ง อาสามาช่วย 1668 และ 1669 ตอบคำถามที่สงสัยกันเกี่ยวกับการรักษาตนเอง และการเข้ารับการรักษาโควิดใน รพ. ตลอดจนให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ รพ.สนาม ทั้งหลาย

การลดค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ตนไม่ได้สั่งการลงไป แต่ได้หารือให้คำแนะนำและร้องขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆทุกประเภท ทุกจังหวัด พิจารณาลดเอาเอง ตนเชื่อว่าในภาวะที่ผู้ปกครองตกงาน ว่างงาน และประกอบอาชีพหรือทำงานได้เงินน้อยลง เช่นขณะนี้ มหาวิทยาลัยควรจะรู้ร้อนรู้หนาวและรีบช่วยกัน “บำบัดทุกข์” ให้ผู้ปกครองและนิสิตนักศึกษาของตนด้วย

‘เอนก’ ระดมนิสิตนักศึกษาแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข ช่วยรัฐบาลฉีดวัคซีน เผย รพ.สนามรับผู้ป่วยแล้วกว่า 8 พันเตียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568229

'เอนก' ระดมนิสิตนักศึกษาแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข ช่วยรัฐบาลฉีดวัคซีน เผย รพ.สนามรับผู้ป่วยแล้วกว่า 8 พันเตียง

‘เอนก’ ระดมนิสิตนักศึกษาแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข ช่วยรัฐบาลฉีดวัคซีน เผย รพ.สนามรับผู้ป่วยแล้วกว่า 8 พันเตียง

วันเสาร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564, 12.39 น.

23 เมษายน 2564ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามของ อว.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) ว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้คณบดีโรงเรียนแพทย์ของ อว. ช่วยคัดนิสิตนักเรียนแพทย์ที่มีความพร้อมมาช่วยรับโทรศัพท์ เพื่อแก้ปัญหาที่ประชาชนโทร.เข้าหมายเลข 1668 หรือ 1669 ที่ไม่มีคนมากพอจะรับสายแล้วเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะการทำงานอะไรก็ตาม มักมีปัญหา แต่ก็ต้องแก้ไขกันไป ในยามรบทัพจับศึก บางครั้งฝ่ายสนับสนุนนั้นก็สำคัญมาก ส่วนในเรื่องของวัคซีนที่หลายฝ่ายกังวลนั้น ขอเรียนให้ทราบว่าประเทศไทยมีวัคซีนพอ และ อว. ก็พร้อมในการเตรียมบุคลากรไปช่วยฉีดวัคซีนด้วย หากรัฐบาลจะฉีดให้ได้วันละ 5 แสนคน ก็จำเป็นที่จะต้องมีบุคลากรสนับสนุนที่เพียงพอ ซึ่ง อว.มีอาสาสมัครนิสิตนักศึกษาที่เรียนแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข มาช่วยฉีดก็ได้ โดยจะเริ่มในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งจะฉีดอย่างเร่งรีบ จริงจัง

รมว.อว.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อว.ได้เตรียมใช้กล้องความเร็วสูงทดสอบคุณสมบัติการป้องกันละอองไอจามซึมผ่านหน้ากากอนามัย การผลิตชุด PPE ใช้เองในประเทศ การพัฒนาตู้ความดันบวก-ความดันลบเพื่อใช้คัดกรองและป้องกันเชื้อจากผู้ป่วย และการพัฒนาชุดทดสอบไวรัสที่ย่อส่วนห้องแล็บ PCR ไว้บนชิปขนาดเล็กเพื่อสู้กับโควิด 19 เพราะขณะนี้เราไม่ใช่แค่รบกับโควิด – 19 หากแต่ต้องดูแลขวัญและกำลังใจประชาชนเองด้วย ซึ่งการพูดคุยกันในสื่อสังคมทุกวันนี้ บ่อยครั้งจะพากันแตกตื่น และ ตระหนก ดังนั้นจำเป็นต้องมีการสื่อแก้ไขข้อข้องใจให้กับสังคมให้มีความเข้าใจในปัญหา และมองเห็นลู่ทางหรือแนวทางในการแก้ไขด้วย

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว.กล่าวว่า สำหรับโรงพยาบาลสนามของอว. ขณะนี้ ได้จัดแล้วทั้งหมด 41 แห่ง กระจายในทุกภาคทั่วประเทศ มีเตียงรวมกันกว่า 12,000 เตียง สามารถเปิดรับผู้ป่วย และมีบุคลากรดูแลพร้อมแล้วกว่า 8,000 เตียง และปัจจุบันมีผู้ป่วยที่รับเข้ามาดูแลในโรงพยาบาลสนามแล้วประมาณ 1,600 เตียง และ หากผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลสนามมีอาการหนักขึ้นจนกระทั่งต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ของ อว. ซึ่งมี 22 แห่งทั่วประเทศก็มีความพร้อมในการดูแลเช่นกัน ผู้ป่วยสามารถวางใจได้ว่าเมื่อมาอยู่โรงพยาบาลสนามแล้วหากมีความจำเป็นจะต้องเลื่อนขึ้นไปอยู่โรงพยาบาลหลักเพื่อรักษาอาการที่หนัก เรามีความพร้อมทั้งจำนวนบุคลากร เตียง รวมไปถึงเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆอย่างเพียงพอ

สพฐ.สั่งย้ายด่วน! ‘ผอ.รร.-ครูอ่างทอง’ ตีหลังเด็ก พร้อมตั้งกรรมการสอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568089

สพฐ.สั่งย้ายด่วน! 'ผอ.รร.-ครูอ่างทอง'ตีหลังเด็ก พร้อมตั้งกรรมการสอบ

สพฐ.สั่งย้ายด่วน! ‘ผอ.รร.-ครูอ่างทอง’ตีหลังเด็ก พร้อมตั้งกรรมการสอบ

วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.48 น.

วันที่ 23 เมษายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนกว่า 50 คนได้รวมกลุ่มไปที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอ่างทอง เพื่อติดตามเรื่องร้องเรียนครูโรงเรียนพวงทองอุปถัมภ์ อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ทำร้ายนักเรียนโดยการใช้มือตีกลางหลังประมาณ 10 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ปกครองได้ร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอ่างทอง และลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรตำรวจแสวงหา แต่เรื่องเงียบหาย ว่า ความปลอดภัยในสถานศึกษา เป็นนโยบายหลักสำคัญเร่งด่วนของตนที่จะต้องขับเคลื่อนให้นักเรียนมีความปลอดภัยในโรงเรียน และที่เน้นเป็นพิเศษ คือ ความปลอดภัยของนักเรียนที่ถูกครูทำร้ายจะต้องไม่เกิดขึ้น เมื่อตนทราบเรื่องดังกล่าวก็ได้สั่งการให้นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ดำเนินการติดตามเรื่องดังกล่าว และทราบว่าเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา สพฐ.ได้มีคำสั่งสั่งย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนพวงทองอุปถัมภ์ และ ครูที่ผู้ปกครองร้องเรียนแล้ว พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยตนได้ย้ำกับเลขาฯ กพฐ. ไปว่าควรเร่งดำเนินการสอบสวนเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“ความปลอดภัยในสถานศึกษามีความหลากหลาย ซึ่งดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า เหตุใดความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษายังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะมาทบทวนมาตรการต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องนี้ทั้งหมด และยังได้กำชับเลขาฯ กพฐ.ไปด้วยว่าหากเกิดเหตุการณ์ครูทำร้ายเด็กขึ้นอีก ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์ ต้องไม่มีการแกล้งถ่วงเวลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องติดตามเร่งรัด หรือ ใช้มาตรการที่เข้มข้น เช่น ให้ย้ายครูที่ก่อเหตุออกจากพื้นที่ แต่ถ้าผู้บริหารสถานศึกษาไม่ดำเนินการใดๆมีการถ่วงเวลา มีการช่วยเหลือกัน ก็ต้องย้ายผู้บริหารสถานศึกษาด้วย และถ้าผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ก็ไม่สนใจติดตามเรื่องความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ต้องพิจารณาย้าย ผอ.สพท.เป็นต้น เราต้องจริงจังกับเรื่องนี้ เพื่อให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดภัยต่อนักเรียนอย่างแท้จริง” รมว.ศธ. กล่าว

‘สพฐ.’ สั่งย้ายด่วน! ‘ผอ.-ครูอ่างทอง’ ตีหลังเด็ก ‘ตรีนุช’ ลั่นความปลอดภัยต้องมีจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567986

'สพฐ.'สั่งย้ายด่วน! 'ผอ.-ครูอ่างทอง'ตีหลังเด็ก 'ตรีนุช'ลั่นความปลอดภัยต้องมีจริง

‘สพฐ.’สั่งย้ายด่วน! ‘ผอ.-ครูอ่างทอง’ตีหลังเด็ก ‘ตรีนุช’ลั่นความปลอดภัยต้องมีจริง

วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564, 12.45 น.

สพฐ.สั่งย้ายด่วน! ผอ.รร.-ครูอ่างทองตีหลังเด็ก  “ตรีนุช” ลั่นความปลอดภัยในโรงเรียนต้องมีจริง ขีดเส้นเรื่องครูทำร้ายเด็กต้องตัดสินให้เสร็จใน 2 สัปดาห์

23 เม.ย.64 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า จากกรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนกว่า 50 คน ได้รวมกลุ่มไปที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอ่างทอง เพื่อติดตามเรื่องร้องเรียนครูโรงเรียนพวงทองอุปถัมภ์ อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ทำร้ายนักเรียนโดยการใช้มือตีกลางหลังประมาณ 10 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ปกครองได้ร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอ่างทองและลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรตำรวจแสวงหา แต่เรื่องเงียบหาย นั้น ความปลอดภัยในสถานศึกษา เป็นนโยบายหลักสำคัญเร่งด่วนของตนที่จะต้องขับเคลื่อนให้นักเรียนมีความปลอดภัยในโรงเรียนและที่เน้นเป็นพิเศษ คือ ความปลอดภัยของนักเรียนที่ถูกครูทำร้ายจะต้องไม่เกิดขึ้น เมื่อตนทราบเรื่องดังกล่าวก็ได้สั่งการให้ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ดำเนินการติดตามเรื่องดังกล่าว และทราบว่าเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา สพฐ.ได้มีคำสั่งสั่งย้าย ผู้อำนวยการโรงเรียนพวงทองอุปถัมภ์และครูที่ผู้ปกครองร้องเรียนแล้ว พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยตนได้ย้ำกับเลขาธิการ กพฐ.ไปว่าควรเร่งดำเนินการสอบสวนเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“ ความปลอดภัยในสถานศึกษามีความหลากหลาย ซึ่งดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า เหตุใดความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษายังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะมาทบทวนมาตรการต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องนี้ทั้งหมด และยังได้กำชับเลขาธิการ กพฐ.ไปด้วยว่าหากเกิดเหตุการณ์ครูทำร้ายเด็กขึ้นอีก ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์ ต้องไม่มีการแกล้งถ่วงเวลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องติดตามเร่งรัด หรือ ใช้มาตรการที่เข้มข้น เช่น ให้ย้ายครูที่ก่อเหตุออกจากพื้นที่ แต่ถ้าผู้บริหารสถานศึกษาไม่ดำเนินการใดๆมีการถ่วงเวลา มีการช่วยเหลือกัน ก็ต้องย้ายผู้บริหารสถานศึกษาด้วย และถ้าผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ก็ไม่สนใจติดตามเรื่องความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ต้องพิจารณาย้าย ผอ.สพท.เป็นต้น เราต้องจริงจังกับเรื่องนี้ เพื่อให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดภัยต่อนักเรียนอย่างแท้จริง” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ศธ.พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 4 ราย รวมทั้งหมด 9 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567908

ศธ.พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 4 ราย รวมทั้งหมด 9 ราย

ศธ.พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 4 ราย รวมทั้งหมด 9 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564, 21.17 น.

วันที่ 22 เมษายน 2564เวลา 18.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการ พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ที่ทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ เพิ่มอีก 1 ราย เป็นอัตราจ้างเหมาบริการ สำนักอำนวยการ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) หากนับรวมกับเจ้าพนักงานธุรการ กลุ่มงานเลขานุการกรม, เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีอาวุโส และนักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ กองกลาง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) อีก 3 ราย รวมวันนี้มีผู้ติดเชื้อ 4 ราย   ทำให้ขณะนี้ ศธ.มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้วรวม 9 ราย คือ

1 ข้าราชการ ศูนย์บริการประชาชน สป.

2 ผอ.กลุ่มงานกองทุนและสวัสดิการ สช.

3 อัตราจ้างเหมาบริการ สำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สพฐ.

4 พนักงานกองทุนสงเคราะห์ สช.

5 พนักงานกองทุนสงเคราะห์ สช.

6 ข้าราชการ กลุ่มงานเลขานุการกรม สช.

7 ข้าราชการ กลุ่มงานกองทุนและสวัสดิการ สช.

8 ข้าราชการ กลุ่มงานกองทุนและสวัสดิการ สช.

9 อัตราจ้างเหมาบริการ สพฐ.

ศธ.พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 3 ราย เป็นพนักงานการเงิน-นักวิชาการเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567818

ศธ.พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 3 ราย เป็นพนักงานการเงิน-นักวิชาการเงิน

ศธ.พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 3 ราย เป็นพนักงานการเงิน-นักวิชาการเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.43 น.

วันที่ 22 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) เพิ่มอีก 3 ราย เป็นเจ้าพนักงานธุรการ  สารบรรณ กลุ่มงานเลขานุการกรม, เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีอาวุโส และนักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ กองกลาง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทำให้ขณะนี้ ศธ.มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้วรวม 8 ราย

สอวช. แนะมหาวิทยาลัยวางแผนพัฒนาวิจัย นวัตกรรม สอดรับนโยบายประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567765

สอวช.แนะมหาวิทยาลัยวางแผนพัฒนาวิจัย นวัตกรรม สอดรับนโยบายประเทศ

สอวช.แนะมหาวิทยาลัยวางแผนพัฒนาวิจัย นวัตกรรม สอดรับนโยบายประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.45 น.

สอวช.แนะมหาวิทยาลัยวางแผนพัฒนาวิจัย นวัตกรรม สอดรับนโยบายประเทศ เน้นย้ำการปรับตัวเข้าเท่าทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมรับผลกระทบหลังโควิด-19

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวในระหว่างเป็นวิทยากรตามคำเชิญ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ถึงทิศทางนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) หัวข้อ “อุดมศึกษาไทยกับการพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรม (อววน. ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ พัฒนามหาวิทยาลัย 20 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์นโยบายในระดับประเทศ

โดย ดร.กิติพงค์ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ สอวช. ทำขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ระลอกแรก ผ่านการระดมความคิด ซึ่งได้ข้อสรุปถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกที่กระทบกับประเทศไทย ได้แก่ 1. โควิด-19 และโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ 2. ชีวิตหลากหลายขั้น และสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว 3.นวัตกรรมพลิกโฉมและสังคมดิจิทัล 4. ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน 5. การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการขาดแคลนทรัพยากร และ 6. การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจของโลก ที่จะเปลี่ยนจากลุ่มประเทศตะวันตก มายังประเทศตะวันออกอย่างประเทศจีน ซึ่งจะมีผลกระทบกับประเทศไทยโดยตรง

“ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนสู่การใช้ชีวิตวิถีใหม่ ผลที่ตามมาคือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเร่งการเติบโตขึ้น จากการทำงานที่บ้าน (Work from Home), อี-คอมเมิร์ซ, การรับสื่อบันเทิงผ่านช่องทางออนไลน์ ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่จะชะลอตัวลงคือการเติบโตของกลุ่มพลังงานทดแทน, หุ่นยนต์ และเมกะโปรเจคต์ต่างๆ ส่วนเทรนด์ที่จะเริ่มหมุนกลับมาคือการลดความยากจน รวมถึงโลกาภิวัตน์ หลายประเทศจะเริ่มหันกลับมามองตัวเอง พยายามดึงการลงทุนกลับเข้ามาในประเทศและภูมิภาคของตัวเองมากขึ้น” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ในด้านเศรษฐกิจ TDRI คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวสู่ระดับก่อนโควิดอย่างเร็วที่สุดในปี 2023 ภาพรวมการบริโภคและการลงทุนจะชะลอตัว เพราะมีหนี้สินสะสมมาก รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น แม้อัตราการว่างงานแบบเป็นทางการยังไม่อยู่ในระดับสูง แต่มีความเสี่ยงที่จะมีการว่างงานในวงกว้างมากขึ้น ส่วนด้านสุขภาพ อาจมีโรคระบาดเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่น้อยครั้งที่จะเกิดขึ้นระดับโลก เป็นผลให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขอนามัยเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถลดการเจ็บป่วยจากโรคติดต่อได้

ดร.กิติพงค์ ยังได้ให้ข้อมูลแนวโน้มของภาคการเกษตร ที่จะมีกลุ่มแรงงานกลับคืนถิ่นไปทำเรื่องการเกษตรมากขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือการทำเรื่องการขยายตลาดโปรตีนใหม่ หรือโปรตีนทางเลือก จากเทรนด์ของ Plant-Based Meat เป็นอีกหนึ่งแนวทางสร้างอาชีพให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ยังมีการเกิดขึ้นของเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ที่จะเข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม มหาวิทยาลัยจึงต้องให้ความสำคัญกับการหาแนวทางสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร พัฒนาให้เกิดการเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตผลทางการเกษตร เช่น การส่งออกผลไม้สดมูลค่าสูง (Premium Fresh Fruit) ที่สร้างมูลค่าการส่งออกในระดับสูงให้กับประเทศ

ด้านแนวโน้มการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการ อุตสาหกรรมที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นคือกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์ และเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการด้านสุขภาพในอนาคต ที่จะมีระบบสนับสนุนการแพทย์ทางไกล ในรูปแบบ Telehealth, Telemedicine กรณีกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบแพทย์ เช่น เบาหวาน ความดัน เป็นต้น ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยลดต้นทุนของรัฐบาลได้เป็นจำนวนมาก

อีกประเด็นที่สำคัญคือในภาคการศึกษาระดับอุดมศึกษา สิ่งที่จะพบชัดเจน คือ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการว่างงานมากขึ้น มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญในการคิดวางแผนระยะยาวถึงการแก้ปัญหาในจุดนี้ อีกทั้งยังต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี การเรียนการสอนที่ปรับรูปแบบไปอยู่ในช่องทางออนไลน์ ทำให้ต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้นอกมหาวิทยาลัยที่จะเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับนักศึกษา ส่วนแนวโน้มการเรียนรู้ในอนาคต กระทรวง อว. มีนโยบายที่จะสนับสนุนแนวคิด “งานก่อน ปริญญาตาม” จากการที่หลายบริษัทรับคนทำงานตั้งแต่จบชั้นมัธยม ก่อนจะให้เสริมความรู้ในการเรียนคอร์สที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในสายงานได้โดยตรง และสามารถนำไปเทียบเป็นปริญญาได้ เมื่อเรียนจบแล้วก็จะสามารถเข้าทำงานได้ทันที

ส่วนของนโยบายและข้อริเริ่มการพัฒนา อววน. ที่สำคัญ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 1. อว.ส่วนหน้า เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ 2. Bio Circular Green Economy (BCG Economy)  3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (นิวเคลียร์ ซินโครตรอน และควอนตัม) 4. Space Consortium ทำพวกดาวเทียม Remote Censing 5. วิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ (ธัชชา) และ 6. การขอตำแหน่งวิชาการด้วยผลงานที่ไม่ใช่ตำราและงานวิจัย เป็นโจทย์สำคัญที่มหาวิทยาลัยจะต้องหาแนวทางในการดึงศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยออกมาพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ

ดร.กิติพงค์ ยังได้สรุปภาพรวมโจทย์ใหญ่ของประเทศที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสามารถขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบในวงกว้างได้ ด้วยการเป็นต้นแบบเครือข่ายกลุ่มมหาวิทยาลัยในการยกระดับเศรษฐกิจของภูมิภาคด้วยนวัตกรรม โดยแบ่งเป็น 1. การพลิกโฉมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (Industiral and Techonology Transformation) เช่น SME 4.0, นวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ พลังงานชีวภาพ เป็นต้น 2. การพลิกโฉมเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรสมัยใหม่ (Agricultural Transformation) ผลักดันให้เกิด Smart Farming, Smart Farmers และ 3. การพลิกโฉมสู่การท่องเที่ยวดิจิทัล การทำ Smart and Creative City จัดทำเทคโนโลยีระบบขนส่งมวลชน ออกแบบผังเมือง พื้นที่สาธารณะ เป็นต้น

ทางด้านผู้บริหาร มทร.ศรีวิชัย กล่าวแสดงความขอบคุณที่ สอวช. ที่ได้ฉายภาพสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พร้อมชี้ทิศทางของนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วย อววน. อย่างชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยเตรียมการรับมือได้อย่างเท่าทันและตอบโจทย์ประเทศว่ามหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนประเทศได้อย่างไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยพยายามขับเคลื่อนให้เกิดผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยการตั้งสำนักงานจัดการนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้เป็นหน่วยที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น สำหรับข้อมูลที่ได้รับจากทาง สอวช. ในครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างมากซึ่งคณะทำงานจะได้หยิบยกไปบูรณาการเพื่อประกอบการยกร่างแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ทั้งด้านวิชาการ การวิจัย การบริหารจัดการองค์กร และการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย โดยคำนึงถึงทั้งในเรื่องแหล่งทุน และศักยภาพของ มทร. ในการขับเคลื่อนตามทิศทางด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดรับและตอบโจทย์ประเทศต่อไป

พศ.จัดประชุมด่วน พศจ. ล้อมคอกสงฆ์ทำเสื่อม ‘ลัทธินอกรีต-สอนผิดเพี้ยน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567578

พศ.จัดประชุมด่วน พศจ. ล้อมคอกสงฆ์ทำเสื่อม'ลัทธินอกรีต-สอนผิดเพี้ยน'

พศ.จัดประชุมด่วน พศจ. ล้อมคอกสงฆ์ทำเสื่อม’ลัทธินอกรีต-สอนผิดเพี้ยน’

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564, 17.48 น.

“พศ.”เด้งรับลูก”อนุชา”จัดประชุมด่วน พศจ. ทั่วประเทศ เร่งสำรวจวัดทำวงการสงฆ์เสื่อม พร้อมถกแนวทางป้องกันโควิด-19

ตามที่นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล ให้เร่งดำเนินการจัดประชุมหารือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจ และดำเนินการสำรวจเชิงรุก กรณีของวัดหรือสำนักสงฆ์ที่มีการบิดเบือนและปฏิบัติผิดไปจากคำสอนทางพระพุทธศาสนา ภายหลังจากได้รับการรายงานว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงคณะสงฆ์บางกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม  ปฏิบัติผิดไปจากหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา กล่าวอ้างการตั้งลัทธิใหม่  สร้างความแตกแยก และเป็นภัยต่อสังคม รวมถึงประเด็นการที่พระสงฆ์ร่วมกิจกรรมทางการเมือง มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ภายในวัดและศาสนสถาน และการขอความร่วมมือวัดรับการฌาปนกิจศพผู้ติดเชื้อโควิด อย่าปฏิเสธ แต่กำชับให้ฌาปนกิจทันที (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุชา’สั่ง พศ.ตรวจสอบพระสงฆ์ตั้งลัทธิใหม่ภัยสังคม-ห้ามยุ่งการเมือง)

วันนี้ (21 เมษายน 2564) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานที่ประชุม โดยมีคณะผู้บริหาร รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วม ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพโดยระบบ Zoom ซึ่งที่ประชุมได้ติดตามผลการปฏิบัติงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และติดตามการดำเนินงานตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีประเด็นสำคัญ 4 เรื่อง ประกอบด้วย กระแสลัทธินอกรีตและคำสอนผิดเพี้ยน กรณีพระภิกษุร่วมกิจกรรมทางการเมือง แนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการขอความร่วมมือฌาปนกิจศพผู้ติดเชื้อ

สำหรับผลการหารือและติดตามข้อมูลที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม เช่น ความเชื่อหรือลัทธิต่างๆ ตามที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน ให้ พศจ. เร่งประสานงานกับเจ้าคณะปกครองสงฆ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาและหาแนวทางร่วมกันในการทำความเข้าใจต่อสังคมให้ถูกต้องและรวดเร็ว ส่วนกรณีพระภิกษุร่วมกิจกรรมทางการเมือง  ให้ประสานงานกับเจ้าคณะปกครองสงฆ์ทุกระดับอย่างใกล้ชิด ทำความเข้าใจและสร้างความตระหนัก รวมถึงการสอดส่องดูแล ให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสงฆ์สามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ.2538 และขอความเมตตาให้เจ้าคณะปกครองทุกระดับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

ในส่วนของแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ประชุมได้กำชับให้ พศจ. ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เช่น วัดที่มีประชาชนไปสักการะหรือวัดใหญ่ในพื้นที่ ให้ประสานการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อและปฏิบัติตามมาตรการและคำสั่งของทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด ส่วนกรณีที่ขอความร่วมมือฌาปนกิจศพผู้ติดเชื้อขอให้ พศจ. ทำความเข้าใจกับเจ้าคณะปกครองและวัดในความรับผิดชอบ ให้อำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิต อย่าไปซ้ำเติม เนื่องจากเขาได้รับผลกระทบมากพอแล้ว พร้อมนี้ พศ. ได้มีหนังสือขอความร่วมมือเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยขอให้เอาใจใส่เรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ หากมีเหตุขัดข้องให้รายงาน พศ. ทราบโดยด่วน

‘ครูกัลยา’ กำชับผู้บริหารสถานศึกษาในกำกับ เตรียมพื้นที่รองรับ รพ.สนามกรณีโควิด-19 ขยายวงกว้างขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567554

‘ครูกัลยา’ กำชับผู้บริหารสถานศึกษาในกำกับ เตรียมพื้นที่รองรับ รพ.สนามกรณีโควิด-19 ขยายวงกว้างขึ้น

‘ครูกัลยา’ กำชับผู้บริหารสถานศึกษาในกำกับ เตรียมพื้นที่รองรับ รพ.สนามกรณีโควิด-19 ขยายวงกว้างขึ้น

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.42 น.

ครูกัลยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ห่วงประชาชนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความรุนแรงและขยายวงกว้าง มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก พร้อมสั่งการให้โรงเรียนในกำกับดูแลปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และเตรียมพื้นที่บริเวณโรงเรียนพร้อมปรับใช้ให้เป็นโรงพยาบาลสนามตามหลักสาธารณสุข หากโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า คุณหญิงกัลยา มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ในปัจจุบันที่เริ่มรุนแรงขึ้น โดยได้สั่งการให้สถานศึกษาในกำกับทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และให้สถานศึกษาในกำกับจัดเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับเป็นโรงพยาบาลสนามได้หากมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ

“คุณหญิงกัลยา ได้สั่งการให้ผู้บริหารในโรงเรียนที่กำกับดูแล เตรียมพื้นที่ให้พร้อมปรับเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลสนามรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จะมีความรุนแรง และขยายวงกว้างขึ้น หากโรงพยาบาลในพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ เพื่อเป็นที่พักสำหรับการสังเกตอาการผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย เพื่อป้องกันการระบาดสู่บุคคลภายนอกและชุมชน” นางดรุณวรรณ กล่าว

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อด้วยว่า คุณหญิงกัลยา มีความเป็นห่วงประชาชนและนักเรียนเป็นอย่างมาก และ ย้ำเน้นให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการระบาดของโรคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะนักเรียนที่เป็นผู้พักค้างประจำในโรงเรียนต่าง ๆ ที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้านที่มีผู้ปกครองเป็นกลุ่มผู้สูงอายุในระหว่างปิดเทอม ให้ยึดหลัก D-M-H-T-T ของกรมควบคุมโรคเพื่อหยุดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อ ทั้งนี้หากมีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในสถานศึกษาในกำกับนั้นจะจัดขึ้นตามหลักสาธารณสุข เพื่อดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ให้มาอยู่ในพื้นที่ที่จัดไว้ให้ นอกจากจะเพื่อลดความเสี่ยงแพร่เชื้อในชุมชนแล้วยังจะเป็นการดีกว่าหากผู้ป่วยได้อยู่ใกล้ทีมแพทย์อีกด้วย

‘ครูตรีนุช’ แจกการบ้าน ‘สทศ.’ ขีดเส้น 2 สัปดาห์เจาะลึกคะแนนสอบ ‘โอเน็ต’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567496

‘ครูตรีนุช’แจกการบ้าน‘สทศ.’ ขีดเส้น 2 สัปดาห์เจาะลึกคะแนนสอบ‘โอเน็ต’

‘ครูตรีนุช’แจกการบ้าน‘สทศ.’ ขีดเส้น 2 สัปดาห์เจาะลึกคะแนนสอบ‘โอเน็ต’

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.35 น.

‘ตรีนุช’ มอบการบ้าน ‘สทศ.’ รวบรวมข้อมูลเชิงลึก-ข้อมูลคะแนนสอบ ‘โอเน็ต’ เพื่อนำมาปรับใช้พัฒนานักเรียนให้ถูกจุด ขีดเส้น 2 สัปดาห์เสร็จ

21 เมษายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมหารือกับผู้บริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ว่า ตนต้องการทราบข้อมูลการทำงานของ สทศ. ว่าทำงานอย่างไร รับผิดชอบงานอะไรบ้าง และข้อมูลในทำงานในส่วนลึกของ สทศ.จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรกับการศึกษาได้บ้าง เช่น การสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ทาง สทศ.มีข้อมูลเชิงลึกว่านักเรียนที่สอบในแต่ละระดับชั้น แต่ละภูมิภาค มีจุดอ่อน จุดแข็งในวิชาใดบ้าง ถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สามารถนำมาใช้พัฒนาการศึกษาได้ ซึ่งจากข้อมูลของ สทศ. ถือว่ามีประโยชน์มาก แต่ยังไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาประยุกต์และปรับใช้ให้เกิดประโยชนได้มากพอ

“ดิฉันจึงให้โจทย์กับ สทศ.ไปว่า ให้นำข้อมูลเชิงลึกที่มีอยู่มาวิเคราะห์ ปรับใช้ให้สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ. ที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ก็จะได้นำข้อมูลเชิงลึกที่ สทศ.มีอยู่นี้ให้หน่วยงานต่างๆนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับนักเรียนให้ได้มากที่สุด เช่น จากคะแนนสอบโอเน็ต ทำให้ทราบว่านักเรียนในแต่ละภูมิภาคมีจุดอ่อนอะไร ศธ.จะนำข้อมูลนี้ปรับแก้ และพัฒนานักเรียนให้ถูกจุด ไม่ใช่นำคะแนนมาเป็นตัวชี้วัดเด็กเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา แต่อยากให้นำคะแนนสอบที่ได้มาพัฒนานักเรียนให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ดิฉันได้ให้เวลา สทศ.ทำการบ้าน รวบรวมข้อมูลให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และให้นำข้อมูลนี้เสนอดิฉันต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามอบหมายให้ นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. และ น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ ศธ. รับผิดชอบงานอะไรบ้าง  น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนยังไม่ได้หารือกับทั้ง 2 คน จะไปหารือในรายละเอียดงานอีกครั้ง คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถมอบหมายงานให้ได้ อย่างไรก็ตาม ศธ.ถือเป็นกระทรวงที่มีงานเยอะ และผู้บริหารของ ศธ.ตามมีความสามารถอยู่แล้ว ดังนั้น ต้องดูว่าเมื่อที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เข้ามาทำงาน จะมาช่วยเสริมและแบ่งเบางานของตนอย่างไร เพื่อให้งานออกมาเป็นรูปธรรมโดยเร็ว