สอศ.เลื่อนวันรายงานตัวการบรรจุ-แต่งตั้งตำแหน่งครูผู้ช่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566450

สอศ.เลื่อนวันรายงานตัวการบรรจุ-แต่งตั้งตำแหน่งครูผู้ช่วย

สอศ.เลื่อนวันรายงานตัวการบรรจุ-แต่งตั้งตำแหน่งครูผู้ช่วย

วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.02 น.

สอศ.เลื่อนวันรายงานตัวการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกาศผลการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ในการนี้ ให้ผู้ได้รับการคัดเลือกไปรายงานตัวเพื่อแจ้งความจำนงรับการบรรจุ ในวันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2564 และจัดทำทะเบียนประวัติข้าราชการ ในวันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี

แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในปัจจุบันได้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน เฝ้าระวัง และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกระทรวงศึกษาธิการ ตามนัยประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุม อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 5/2564 วันที่ 16 เมษายน 2564 จึงมีมติให้เลื่อนวันรายงานตัวแจ้งความจำนงเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้ง ออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จะคลี่คลาย

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะดำเนินการเรียกรายงานตัวแจ้งความจำนงเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งและการจัดทำทะเบียนประวัติข้าราชการในรูปแบบที่เหมาะสม ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 โดยจะประกาศกำหนดการให้ทราบอีกครั้ง ทางเว็บไชต์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา http://www.vec.go.th และ http://ipa.vec.go.th ต่อไป

ฉาวอีก! ‘ครูโอ๊ะ’ แฉทุจริตเงินรายหัวร.ร.เอกชน ฮั๊วเจ้าหน้าที่จ่ายเกินจริง เสียหายนับสิบล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566415

ฉาวอีก! ‘ครูโอ๊ะ’แฉทุจริตเงินรายหัวร.ร.เอกชน ฮั๊วเจ้าหน้าที่จ่ายเกินจริง เสียหายนับสิบล้าน

ฉาวอีก! ‘ครูโอ๊ะ’แฉทุจริตเงินรายหัวร.ร.เอกชน ฮั๊วเจ้าหน้าที่จ่ายเกินจริง เสียหายนับสิบล้าน

วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.51 น.

ศธ.ฉาวอีก !! พบทุจริตเงินอุดหนุนรายหัว ร.ร.เอกชน จนท.เบิกจ่ายเงินเกินจริงและให้คืนเงินสด-โอนกลับเข้าบัญชีส่วนตัว เสียหายหลายสิบล้าน ตรีนุช จี้เอาผิด-หามาตรการป้องกัน  

วันที่ 16 เมษายน 2564 นางกกวรรณ  วิลาวัลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) แถลงการตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ผ่านทางแอพพลิเคชั่นซูม  ว่า ตนได้รับรายงานว่า มีกรณีการทุจริตการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวของโรงเรียนเอกชน ในจังหวัดนราธิวาส และกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ  มีการทุจริตลักษณะวิธีการที่คล้ายคลึงกัน  คือ แก้ไขจำนวนนักเรียนมากกว่าความเป็นจริง มีการโอนเงินอุดหนุนให้แก่โรงเรียนเกินกว่าจำนวนที่ควรได้รับ แล้วให้โรงเรียนโอนคืน/ถอนเงินสดคืน แก่เจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัว โดยในส่วนของจังหวัดนราธิวาส ตรวจพบ 2 รายการ  ดังนี้ รายการแรก ทุจริตเงินอุดหนุนในสำนักงาน สช.จังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561-มีนาคม 2563 ความเสียหายทั้งหมด 13,653,672.38  บาท  จ่ายเบี้ยเสี่ยงภัยขาด 18  โรงเรียน จ่ายเกิน 2 โรง รวมความเสียหาย เบื้องต้น 1,120,000 บาท จ่ายเงินอุดหนุนพัฒนาประสิทธิภาพของโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ หรือเงินท็อบอักร้อยละ 15 จากเงินอุดหนุนทั้งหมด ร้อยละ 70 โดยจ่ายเกิน 5 โรงเรียน รวมความเสียหายเบื้องต้น 1,081,738.66 บาท และโรงเรียนได้รับเงินไม่ครบ 31 โรงเรียน  และเงินอุดหนุนรายบุคคล จ่ายเกิน 4-5 โรง  รวมความเสียหายเบื้องต้น 11,433,622.72 บาท  โรงเรียนได้รับเงินไม่ครบ 19 โรงเรียน  เจ้าหน้าที่ผู้กระทำการทุจริต มีตำแหน่งเป็นพนักงานราชการ และข้าราชการ ซึ่งมีผู้สารภาพว่ากระทำความผิด และได้ลงโทษไล่ออกจากราชการพนักงานราชการตั้งแต่วันนี้(16 เม.ย.2564) 1ราย ซึ่งยอมรับว่าทำการทุจริต ส่วน อีก 6 ราย ต้องสอบสวนเพิ่มเติมว่ามีส่วนร่วมทุจริตหรือไม่ หรือเป็นเพียงปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่  รววมถึงเสนอให้แจ้งความดำเนินคดีและเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางละเมิด

“ดิฉันได้นำเรียนเรื่องนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  รับทราบแล้ว ว่าทางสช.ได้มีการดำเนินการติดตามเรื่องนี้อย่างไรและให้ตรวจสอบในจังหวัดอื่นๆด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีปัญหาเรื่องการทุจริตในลักษณะเดียวกัน โดย รมว.ศึกษาธิการ ก็ได้กำชับให้ดำเนินการให้ดีที่สุด รวมถึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นทำให้โรงเรียนหลายแห่งได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่ได้รับเงินไปพัฒนาประสิทธิภาพ” รมช.ศธ.กล่าว

ด้านนายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(เลขาธิการ กช.)  กล่าวว่า สำหรับการทุจริตรายทการที่ 2 เป็นการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวในโรงเรียนเอกชน ในกรุงเทพมหานคร  ความเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 2,611,634.53 บาท ห้วงเวลาที่ทำการทุจริตที่ตรวจพบ ปีการศึกษา2558-กุมภาพันธ์ 2564  เจ้าหน้าที่ผู้กระทำการทุจริต เป็นข้าราชการ พลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี อาวุโส  สังกัด สช. จำนวนโรงเรียนที่มีส่วนร่วม 7 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนอักษรย่อ ศิ. เขตสาทร  โอนคืนเงินอุดหนุนรายบุคคลที่เบิกเกินสิทธิ  จำนวน 6 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 114,694.65 บาท โดยพบหลักฐานการโอนคืนเงินเข้าบัญชี ข้าราชการ สช. จำนวน 4 ครั้ง จำนวนเงิน 80,200.90 บาท 2.โรงเรียนอักษรย่อ ศุ เขตสาทร  พบหลักฐานการโอนคืนเงินอุดหนุนรายบุคคลที่เบิกเกินสิทธิ จำนวน 3 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 49,277.49 บาท โดยพบหลักฐานการโอนคืนเงินเข้าบัญชีนายจาตุรงค์ ม่วงน้ำเงินจำนวน 3 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 49,277.49 บาท 3. โรงเรียนอนุบาลอักษรย่อ ม. เขตยานนาวา  พบหลักฐานการโอนคืนเงินอุดหนุนรายบุคคลที่เบิกเกินสิทธิ จำนวน 6 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 191,907.38 บาท โดยพบหลักฐานการโอนคืนเงินเข้าบัญชี ข้าราชการ สช. จำนวน 6 ครั้ง จำนวนเงิน 191,958.17 บาท 4. โรงเรียนอนุบาลอักษรย่อ มณ.  เขตยานนาวา  พบหลักฐานการโอนคืนเงินอุดหนุนรายบุคคลที่เบิกเกินสิทธิ จำนวน 2 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 49,152.50 บาท โดยพบหลักฐานการโอนคืนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวข้าราชการอักษรย่อ จ. ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีอาวุโส จำนวน 2 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 49,188.50 บาท 

นายอรรพล กล่าวต่อว่า 5. โรงเรียนอัษรย่อ ซ. พบหลักฐานการโอนคืนเงินอุดหนุนรายบุคคลที่เบิกเกินสิทธิ จำนวน 38 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน  1,346,097.68 บาท โดยพบหลักฐานการโอนคืนเงินเข้าบัญชี ข้าราชการ สช. จำนวน 36 ครั้ง จำนวนเงิน 1,238,510.09 บาท 6. โรงเรียนอักษรย่อ ด. เขตคลองเตย พบหลักฐานการโอนคืนเงินอุดหนุนรายบุคคลที่เบิกเกินสิทธิ จำนวน 8 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 212,283.93 บาท โดยพบหลักฐานการโอนคืนเงินเข้าบัญชี ข้าราชการ สช.  จำนวน 8 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 212,283.93 บาท และ7. โรงเรียนอักษรย่อ ว.เขตคลองเตย  พบหลักฐานการโอนคืนเงินอุดหนุนรายบุคคลที่เบิกเกินสิทธิ จำนวน 15 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 648,220.24 บาท โดยพบหลักฐานการโอนคืนเงินเข้าบัญชี ข้าราชการ สช. จำนวน 5 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 269,317.00  บาท        

ทั้งนี้ สช.ได้การดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้อง โดย สช.ออกคำสั่งพักราชการ ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2564 และเสนอ อ.ก.พ.กระทรวง พิจารณาโทษทางวินัเจ้าหน้าที่ผู้ทุจริต เสนอปลัด ศธ.มอบหมายให้นิติกรแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ทุจริตและผู้เกี่ยวข้อง และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดทางละเมิด

“ยอมรับว่า สช.เพิ่งทราบเรื่องดังกล่าว เพราะโรงเรียนที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ก็ไม่ได้แจ้งเรื่องเข้ามาให้ตรวจสอบ กระทั่งเริ่มมีการร้องเรียนเข้ามาเมื่อเดือนมกราคม ขณะเดียวกัน ทางสช. นราธิวาส ได้ทำการขอนิติกรเพื่อนำไปตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทางสช.ตั้งกรรมการลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง จึงพบวิธีการทุจริต โดยการเปลี่ยนแปลงยอดเงินในการโอนเงินเกินไปบางโรงเรียน และใช้ความสนิทสนมกับโรงเรียนที่ได้รับเงินเกิน ถอนเป็นเงินสดคืนกลับมาให้เจ้าหน้าที่ จากการสอบสวนพบว่า บางครั้งมีการถอนเงินสดนับล้านใส่ซองสีน้ำตาลและจ่ายกันที่ธนาคาร ขณะที่บางครั้งมอบให้คนสนิทของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตรงนี้ต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป ทั้งนี้ รมช.ศธ. ได้กำชับให้จัดการขั้นเด็ดขาด เพราะเป็นนโยบายในการปราบปรามการทุจริตทั้งของกระทรวงและเป็นนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่  แต่เพื่อความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ได้มอบหมายให้ผมติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด” นายอรรพล กล่าว 

‘สมุทรสาคร’ ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น 48 ราย รวมยอดสะสม 17,554 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566330

'สมุทรสาคร'ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น 48 ราย รวมยอดสะสม 17,554 ราย

‘สมุทรสาคร’ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น 48 ราย รวมยอดสะสม 17,554 ราย

วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564, 08.42 น.

วันที่ 16 เมษายน 2564 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร หรือ สสจ.สมุทรสาคร รายงานสถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 สมุทรสาคร ผู้ป่วย ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 48 ราย
ผู้ป่วยยืนยันสะสม 17,554 ราย หายป่วย/จำหน่ายแล้ว 17,317 ราย เสียชีวิตสะสม 10 ราย

ศูนย์รับข้อมูลผู้สงสัย COVID-19 จังหวัดสมุทรสาคร เบอร์ติดต่อ 065-5493322 และ 0988726632 เปิดบริการ 24 ชม. เบอร์ติดต่อ 034-871274 , 034-871268 เปิดบริการทุกวัน 8.30 น. – 16.30 น. ในวัน และเวลาราชการ Fax:034-871271

ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสาคร ถูกจัดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด สีแดง 18 จังหวัด หรือ พื้นที่สีแดงโควิด 19 ตามคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติออกมาเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาด โควิด-19 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ไปจนถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้

สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุด สีแดง 18 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม ภูเก็ต นครราชสีมา นนทบุรี สงขลา ตาก อุดรธานี สุพรรณบุรี สระแก้ว ระยอง และขอนแก่น

โปรดทราบ! ทร.เลื่อนสอบนักเรียนเตรียมทหารในส่วนกองทัพเรือ ป้องกันโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566232

โปรดทราบ! ทร.เลื่อนสอบนักเรียนเตรียมทหารในส่วนกองทัพเรือ ป้องกันโควิด

โปรดทราบ! ทร.เลื่อนสอบนักเรียนเตรียมทหารในส่วนกองทัพเรือ ป้องกันโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.27 น.

โปรดทราบ! ทร.เลื่อนสอบนักเรียนเตรียมทหารในส่วนกองทัพเรือ ป้องกันโควิด

15 เมษายน 2564 พลเรือโท ไกรศรี เกษร ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ เปิดเผยว่า ตามที่โรงเรียนนายเรือมีประกาศโรงเรียนนายเรือ ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 เรื่อง รับสมัครบุคคลพลเรือนเพื่อสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ ประจำปีการศึกษา 2564 โดยได้กำหนดการสอบภาควิชาการ ในวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2564 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และการสอบรอบสอง ระหว่างวันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2564 ถึง วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2564 นั้น

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน ยังพบว่ามีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) และมีผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวกระจายตัวออกไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวของผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของกองทัพเรือ ประจำปีการศึกษา 2564 โรงเรียนนายเรือ จึงขอเลื่อนการสอบภาควิชาการ และการสอบรอบสอง ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) จะคลี่คลาย

ทั้งนี้ โรงเรียนนายเรือจะประกาศแจ้งวัน เวลา สถานที่สอบให้ทราบอีกครั้ง ทาง Internet ที่เว็บไซต์โรงเรียนนายเรือ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 024753995 , 0 24757435 ในระหว่างเวลา 08.00 – 16.00 น.  ทุกวันราชการ หรือ email : admissionrtna@gmail.com

รอดจากโควิดในยุคนี้ ผู้สูงอายุยังต้องเตรียมพร้อม เรียนรู้ ต่อยอด พึ่งตนเอง เพื่อการอยู่รอดในอีก 9 ปี คณะผู้วิจัยจากจุฬาฯ เตือนใครไม่ปรับตัวอยู่ยาก!!!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/566129

รอดจากโควิดในยุคนี้ ผู้สูงอายุยังต้องเตรียมพร้อม  เรียนรู้ ต่อยอด พึ่งตนเอง เพื่อการอยู่รอดในอีก 9 ปี  คณะผู้วิจัยจากจุฬาฯ เตือนใครไม่ปรับตัวอยู่ยาก!!!!

รอดจากโควิดในยุคนี้ ผู้สูงอายุยังต้องเตรียมพร้อม เรียนรู้ ต่อยอด พึ่งตนเอง เพื่อการอยู่รอดในอีก 9 ปี คณะผู้วิจัยจากจุฬาฯ เตือนใครไม่ปรับตัวอยู่ยาก!!!!

วันพฤหัสบดี ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคดิสรัปชัน ไม่เพียงเทคโนโลยีที่ทำให้โลกป่วน แม้แต่โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปก็เข้ามาป่วนโลกไม่น้อย ตามการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ ภายใน 9 ปีนี้หลายประเทศจะประสบกับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ (Demographic Disruption) ประเทศไทยเองก็จะก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยขั้นสูงสุด (super-aged society ) โดยราว 1 ใน 3 ของคนไทยจะมีอายุเกิน 60 ปี ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะด้าน “ตลาดแรงงาน”

มีข้อสรุปสำคัญจากศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน นักวิชาการ อาวุโส พร้อม ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาการเงิน และ รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่องานวิจัยด้านบรรษัทภิบาลและการเงินเชิงพฤติกรรม สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาฯ ทั้งสามจาก ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่องานวิจัยด้านบรรษัทภิบาลและการเงินเชิงพฤติกรรมแห่งสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาฯ พูดถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ เน้นศึกษาความเปลี่ยนแปลงอัตราการจ้างงานและค่าตอบแทนในตลาดแรงงานภายหลังถูกกระทบจากสภาวะสังคมสูงวัยโดยประยุกต์ใช้วิธีวิจัยของ Cai and Stoyanov (2016) ประกอบกับผลสำรวจการจ้างงานแต่ละอาชีพในปี 2562 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กล่าวไว้ว่า “หลายอาชีพจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ การจะอยู่รอดอย่างมั่นคงของทุกอาชีพต้องรู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป” คณะผู้วิจัยกล่าวพร้อมเสนอแนวทางการปรับตัวด้านอาชีพและทักษะสำคัญในการอยู่รอดในสังคมสูงวัย ที่ทุกคนควรเตรียมตัวเสียแต่วันนี้

ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า

บางกลุ่มอาชีพยิ่งอายุมากขึ้นประสบการณ์ความรู้ก็จะยิ่งมากกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มทักษะทางปัญญา (cognitive skills) และทักษะการสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) ตามขวบปีของชีวิตและการ สั่งสมประสบการณ์ เช่น บรรดานักบริหาร ครูอาจารย์ นักการตลาด และนักกฎหมาย ฯลฯ ยกตัวอย่างอาชีพนักการตลาดต้องรู้จักฟัง โดยเฉพาะฟังคำติชมจากลูกค้าต่อสินค้าและบริการ อาชีพนี้จำเป็นต้องฝึกฝนทักษะการรับฟังอย่างตั้งใจ เข้าใจและเห็นความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงก่อนลงมือจัดการกับปัญหาหรือทำอะไรต่อ ทักษะการรับฟังด้วยหัวใจคือส่วนหนึ่งของทักษะการสื่อสารด้วยปัญญา ในความหมายนี้ซึ่งต้องอาศัยวินัยและวันเวลาเพียรปฏิบัติจนติดเป็นนิสัย

ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา

เป็นกลุ่มอาชีพที่ยิ่งสูงวัยยิ่งหมดสภาพอาชีพกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากทักษะทางปัญญาที่ลดลง และทักษะทางกาย (physicalskills) ที่ถดถอย เช่น การรับรู้และตอบสนองความสามารถในการจำพละกำลัง ความคล่องแคล่วและความอดทนอาชีพกลุ่มนี้อาทิ เกษตรกร แรงงานก่อสร้าง ผู้ผลิตและควบคุมเครื่องจักรกลต่างๆ รวมทั้งคนงานเหมืองแร่และผู้ขับขี่ยวดยานและเครื่องจักรเคลื่อนที่ คนเหล่านี้ เมื่ออายุมากขึ้นความคล่องแคล่วความอดทน และการรับรู้และตอบสนองจะลดลง ทำให้ผลิตภาพในการทำงานลดลงตามอายุ กลุ่มนี้ต้องปรับตัวค่อนข้างมาก ซึ่งภาครัฐเองก็ต้องให้ความสำคัญและส่งเสริมการปรับตัวของคนในกลุ่ม อาชีพนี้

Gen Y + X อยู่อย่างไรในสังคมผู้สูงอายุ

ทักษะของวัยทำงานวันนี้ อีก 5 ปี อาจจะไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป เนื่องจากเทคโนโลยีทำแทนได้ คนวัยทำงานต้องเร่งปรับตัว ยกระดับทักษะตนเองให้ทันต่อลักษณะงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยใช้สูตร “RUN” คือ Reskill เรียนรู้ทักษะใหม่ในการทำงานที่ต่างไปจากเดิมUp skill พัฒนายกระดับทักษะเดิมให้ดีขึ้นNew skill สร้างทักษะใหม่ตามการเปลี่ยนแปลงของงานและเทคโนโลยี

4 เคล็ดลับสูงวัยอย่าง Wealthy & Healthy

หากอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ราว 80 ปี นั่นหมายถึงอีก 20 ปีหลังเกษียณจำต้องมีรายได้ไม่ก็มีเงินออมไว้ใช้จ่ายสมมติ 20,000-30,000 บาท/เดือน เราต้องมีเงินออมแล้วอย่างต่ำ 10 ล้านบาท ซึ่งสำหรับหลายคนอย่าว่าแต่สิบล้านเลย เพียงหนึ่งล้านก็ไม่อาจเป็นไปได้ เพราะฉะนั้น แทนที่จะออมขาเดียว น่าจะเรียนรู้ให้เงินทำงานแทนเราด้วย

เคล็ดลับสูงวัยอย่างมีทรัพย์และสุขภาวะ 4 ข้อ ดังนี้

1.รู้จักลงทุน-ศึกษาและเริ่มทดลองซื้อขายหุ้นในตลาดหรืออาจลดความเสี่ยงด้วยการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ การรู้จักลงทุนด้วยวิธีเหล่านี้ให้โอกาสผลตอบแทนได้มากกว่าเงินออมปกติหลายเท่า

2.อาชีพเสริมหลังเกษียณ-แม้จะได้ค่าตอบแทนไม่มากเท่าวัยทำงาน แต่ก็ถือเป็นแหล่งรายได้ที่พอบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำเดือนได้ไม่มากก็น้อย

3.รักษาสุขภาพ-อาการเจ็บป่วยมีรายจ่ายเสมอ เงินออมที่มีก็อาจพร่องลง เลือนหายไปกับสุขภาพที่ทรุดโทรมการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงตามวัยย่อมเป็นผลดีต่อเงินในกระเป๋า

4.ดูแลจิตใจ-สุขภาพจิตที่ดีถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้สูงอายุทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บไข้ได้ป่วยและเพิ่มความเบิกบานในหัวใจ ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น เช่น หมั่นหาโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ทำแล้วมีความอิ่มเอิบใจ กิจกรรมอาสาสมัครที่พอทำได้และไม่ทิ้งโอกาสแบ่งปันประสบการณ์ความรู้กับคนรุ่นหลัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงบรรยากาศที่ชวนหดหู่

สัมมาชีพวัยเกษียณ

อาชีพวัยเกษียณที่ดีที่สุดสำหรับเราคืออาชีพที่ได้ใช้หรือต่อยอดจากทักษะความรู้ความสามารถที่เรามี เช่น นักธุรกิจวัยเกษียณก็อาจผันตัวเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น นักวิชาการหรือครูอาจารย์ก็น่าจะปรับตัวหันมาผลิตสื่อการสอนออนไลน์

และอันดับความจำเป็นท้ายสุดไม่ว่าจะอาชีพใด สำคัญที่สุดต้องเป็นอาชีพที่เราทำแล้วสุขใจ รู้สึกมีคุณค่า และไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

‘อนุชา’ กำชับดูแลพระสงฆ์ เปิดไทม์ไลน์ ‘รองเจ้าอาวาสวัด จ.แพร่’ ติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565989

'อนุชา'กำชับดูแลพระสงฆ์ เปิดไทม์ไลน์'รองเจ้าอาวาสวัด จ.แพร่'ติดโควิด

‘อนุชา’กำชับดูแลพระสงฆ์ เปิดไทม์ไลน์’รองเจ้าอาวาสวัด จ.แพร่’ติดโควิด

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 15.58 น.

“อนุชา”กำชับ”พศ.”ดูแลพระสงฆ์ช่วงโควิด-19 ระบาดนี้ เข้มมติมส.-มาตรการสธ. หลังพบวัด จ.แพร่ ต้องปิดกักตัว 14 วัน บิณฑบาตรไม่ได้

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2564 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พระสงฆ์สังกัดวัดเมธังกราวาส จ.แพร่ ต้องปิดวัด กักตัว งดทุกิจกรรมสงฆ์ และบิณฑบาตรไม่ได้ ว่า ได้สั่งการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว พบว่ามีพระที่เดินทางกลับจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพบผลการตรวจเชื้อเป็นบวกจริง คือ พระมหากิติชัย รองเจ้าอาวาสวัดเมธังกราวาส โดยมีไทม์ไลน์ ดังนี้

วันที่ 7 เมษายน 2564 พระมหากิติชัย รองเจ้าอาวาสวัดเมธังกราวาส เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ โดยสายการบินนกแอร์ และมีคนขับรถไปรับที่สนามบิน

วันที่ 8 เมษายน 2564 พระมหากิติชัย รองเจ้าอาวาสวัดเมธังกราวาส ร่วมฉันภัตตาหารกับพระในวัด จำนวน 4 รูป

วันที่ 9 เมษายน 2564 ได้รับแจ้งจากสาธารณสุขจังหวัด ว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด เดินทางจากเที่ยวบินเดียวกันกับพระมหากิติชัย ทางสาธารณสุขจังหวัดแจ้งให้กักตัว

วันที่ 10 เมษายน 2564 พระมหากิติชัย และพระภิกษุอีก 4 รูป และโยมใกล้ชิด 4 คน กักตัวอยู่ในห้องพัก

วันที่ 11 เมษายน 2564 พระมหากิติชัย และพระภิกษุอีก 4 รูป และโยมใกล้ชิด 4 กักตัวอยู่ในห้องพัก ในวันเดียวกัน พระครูเวทย์สังฆกิจ เจ้าอาวาส กลับมาจาก จ.น่าน ตอนเย็น (ไม่ได้ใกล้ชิดกับพระมหากิติชัย แต่ใกล้ชิดกับพระ 4 รูป และโยมใกล้ชิด 4 คน)

วันที่ 12 เมษายน 2564  พระมหากิติชัย ไปตรวจหาเชื้อโควิด 19 ที่ รพ.แพร่ และรอฟังผลที่วัดเมธังกราวาส

วันที่ 13 เมษายน 2564 พระมหากิติชัย ไปตรวจหาเชื้อโควิด 19 ที่ รพ.แพร่ราม ผลออกเป็นบวก (ติดเชื้อ) ถูกส่งตัวเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแพร่

วันที่ 14 เมษายน 2564 พระภิกษุและโยม 8 รูป/คน ไปตรวจหาเชื้อโควิด 19 ที่ รพ.แพร่ราม ผลออกเป็นลบทั้ง 8 รูป/คน (ไม่พบเชื้อ) แต่ทางโรงพยาบาลแพร่ราม แนะนำให้กักตัวต่ออีก 14 วัน

นายอนุชา กล่าวว่า ขอแสดงความเป็นห่วงต่อคณะสงฆ์ ทั้งที่ปฏิบัติศาสนกิจในวัด และที่อยู่ระหว่างการเดินทาง ซึ่งที่ผ่านมาได้เคยแจ้งประสานไปยังวัดผ่านทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่ขอความร่วมมือให้วัดทุกวัดปฏิบัติตามมติ มหาเถรสมาคม(มส.) และมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด ของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะแนวทางและมาตรการในการรณรงค์ประเพณีสงกรานต์ ปลอดภัยได้บุญ พุทธศักราช 2564 ที่ขอความร่วมมือทุกวัดปฏิบัติตามมาตรการ และพิจารณาจัดศาสนาพิธีและส่งเสริมโบราณประเพณีของวัดตามแบบนิวนอร์มัล ที่มหาเถรสมาคมได้มีมติให้ทุกวัดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยให้มีการตรวจคัดกรองพุทธศาสนิกชนที่จะมาทำบุญ ไหว้พระ รวมถึงทำความสะอาดบริเวณวัด ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ การใช้เจลล้างมือ มีป้ายแนะนำญาติโยม โดยขอความร่วมมือจาก อสม.ในพื้นที่ในการดูแลหากมีการแพร่ระบาด จึงเชื่อมั่นว่าทุกวัดได้ถือปฏิบัติตามมาตรการที่ขอความร่วมมือดังกล่าว

โปรดทราบ! ตร.ห่วงโควิด เลื่อนสอบเข้า ‘เตรียมทหาร’ ในส่วนของตำรวจ ไม่มีกำหนด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565947

โปรดทราบ! ตร.ห่วงโควิด เลื่อนสอบเข้า‘เตรียมทหาร’ในส่วนของตำรวจ ไม่มีกำหนด

โปรดทราบ! ตร.ห่วงโควิด เลื่อนสอบเข้า‘เตรียมทหาร’ในส่วนของตำรวจ ไม่มีกำหนด

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 11.10 น.

โปรดทราบ! ตร.ห่วงโควิด เลื่อนสอบเข้า‘เตรียมทหาร’ในส่วนของตำรวจ ไม่มีกำหนด

14 เมษายน 2564 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้กำหนดสอบข้อเขียนบุคคลภายนอกและข้าราชการตำรวจ เข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2564 ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ นั้น เนื่องจากปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศและมีแนวโน้มขยายวงกว้างมากขึ้น

“ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและ ศบค.  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประกาศเลื่อนการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจะคลี่คลาย ซึ่งจะมีการแจ้งวัน เวลา สถานที่สอบให้ทราบอีกครั้ง ทั้งนี้ผู้สมัครและผู้ปกครองสามารถติดตามข้อมูลความคืบหน้าได้จากเว็บไซต์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ http://www.rpca.ac.th หรือโทรศัพท์ 034-312009” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าว

รุนแรงไม่แพ้เสียงปืน-ระเบิด ‘สงครามข่าว’ ปลายด้ามขวาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565818

รุนแรงไม่แพ้เสียงปืน-ระเบิด  ‘สงครามข่าว’ปลายด้ามขวาน

รุนแรงไม่แพ้เสียงปืน-ระเบิด ‘สงครามข่าว’ปลายด้ามขวาน

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.10 น.

“มันสร้างความหวาดกลัวจากสายตาคนภายนอกที่มองเข้ามา ผู้คนมองเข้ามาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ล้วนมาจากการสื่อสารที่ใช้ข้อมูลเหล่านี้สื่อสารออกไปผ่านสื่อสาธารณะต่างๆ ซึ่งมันทำให้เกิดปัญหาขึ้น คนมองพื้นที่ชายแดนใต้น่ากลัวไปหมด มองคนด้วยความไม่ไว้วางใจ อันนี้เป็นปัญหาที่สะสมกันมานาน”

ผศ.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวในเวทีเสวนาเนื่องในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (InternationalFact-Checking Day 2021) ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงปัญหา “ข่าวปลอม-ข่าวลือ” ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ ม.อ.ปัตตานี พยายามสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อมาตั้งแต่ปี 2546 ทั้งกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส นอกจากจะมีสถานการณ์ความรุนแรงยืดเยื้อยาวนานกว่าทศวรรษแล้ว ข่าวปลอมหรือข่าวลือก็เป็นปัญหาหนักเช่นกัน ท่ามกลางรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไป จากเดิมเมื่อครั้งเกิดเหตุรุนแรงใหม่ๆ สื่อมวลชนคือช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสาร กลายเป็นทุกคนสามารถสร้างข้อมูลและสื่อสารกันเองในกลุ่มได้

ซึ่งการสำรวจในปี 2559 โทรทัศน์และสื่อบุคคล (เช่น ญาติ เพื่อน ผู้นำศาสนา ฯลฯ) ยังมีบทบาทสำคัญ ส่วนสื่อออนไลน์ (เช่น Line Facebook ฯลฯ) เพิ่งเริ่มปรากฏบทบาทขึ้น แต่การสำรวจอีกครั้งในปี 2563 พบบทบาทของสื่อบุคคลลดลง ส่วนโทรทัศน์ยังคงเดิม และที่น่าสนใจคือสื่อออนไลน์มีบทบาทเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการที่ผู้คนเข้าถึงโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนได้มากขึ้น ซึ่งผลข้างเคียงที่ตามมาคือมีการเผยแพรข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จหรือบิดเบือน

“เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547-2551 ในช่วงต้น จะมีข่าวลวงข่าวลือเยอะมากผ่านใบปลิว แล้วก็แพร่กระจายผ่านโทรศัพท์มือถือ โทร.ถึงกัน ไม่ได้ใช้ Social Media (สื่อออนไลน์) อาจจะยังไม่ฮิตในช่วงนั้นซึ่งก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แล้วก็เผยแพร่ข้อมูลข่าวลือข่าวลวงผ่านชุมชนต่างๆ ไม่ว่าจะมีเป็นมัสยิด พูดคุยกันในร้านน้ำชา หรืออาจจะเป็นแหล่งชุมชนต่างๆ ในตลาด

เช่น เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องของโจรน้ำมันหรือโจรนินจา ซึ่งก็เป็นคำที่เขาใช้เรียกคนที่แอบเข้าไปในหมู่บ้านของชาวบ้าน แล้วลือกันว่าเป็นโจรที่ทาตัวด้วยน้ำมัน เวลาจับก็จะลื่นหลุดมือไป ก็เลยเรียกโจรน้ำมันหรือโจรนินจา แล้วก็มีข่าวลือผ่านใบปลิว ผ่านแบบพูดกันปากต่อปาก เช่น การให้หยุดงานวันศุกร์ ถ้าใครไม่เชื่อ
ไม่ทำก็จะถูกตัดหู อันนี้เป็นใบปลิวเผยแพร่ออกมาเลย แล้วก็แพร่กระจายกันทั้ง 3 จังหวัด กลายเป็นว่าในยุคนั้นวันศุกร์ต้องหยุดค้าขาย หยุดการทำมาหากิน อันนี้เป็นข่าวลือในลักษณะของจิตวิทยาสังคม” ผศ.ภีรกาญจน์ ยกตัวอย่าง

ผศ.ภีรกาญจน์ เล่าต่อไปว่า ในการรวบรวมข้อมูลเมื่อปี 2562 พบข้อสังเกตกรณีเพจเฟซบุ๊คที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า “เพจเฟซบุ๊คที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งพบมีจำนวนผู้ติดตามถึงหลักแสน แต่เพจที่เป็นพื้นที่กลางหรือของภาคประชาสังคมที่รู้ตัวตนมีผู้ติดตามเพียงหลักพัน” และเพจเหล่านี้ส่งผลต่อการรับรู้ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่แตกต่างกัน

เช่น ในช่วง 10 วันสุดท้ายของช่วงถือศีลอด (รอมฎอน) ของปี 2562 เกิดเหตุวางระเบิดที่ตลาดในพื้นที่ จ.ปัตตานี นำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 4 ต.กาหลง อ.ยะหา จ.ยะลา มีผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 1 ราย อีกส่วนหนึ่งหนีไปได้ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ในเวลานั้นมี 2 เพจที่เผยแพร่เนื้อหาเหตุการณ์นี้แต่เพจหนึ่งมีท่าทีสนับสนุนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ส่วนอีกเพจมีท่าทีต่อต้านปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ “ข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาข่าวลือใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือไม่มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง” เช่น เหตุการณ์ข้างต้นนั้นเพจเฟซบุ๊คฝั่งที่ต่อต้านปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ระบุว่าบ้านหลังที่มีการปะทะกันนั้นเกิดเพลิงไหม้และมีทรัพย์สินจำนวนมากหายไป ส่วนเพจฝั่งสนับสนุนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ระบุว่าเหตุที่บ้านไฟไหม้เพราะผู้ต้องสงสัยวางเพลิงเองเพื่อเตรียมหลบหนีหรือไม่ก็อาจมาจากไฟฟ้าลัดวงจร

ส่วนการทำงานของเพจฝ่ายต่างๆ เหล่านี้ จะพบ 3 รูปแบบคือ 1.ใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) แบ่งเขาแบ่งเรา ใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าทอ2.โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda)ผูกโยงอุดมการณ์ทางการเมืองศาสนาหรืออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และ 3.สร้างเรื่องเพื่อตอบโต้ (Fabricated Content) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนเองและตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ยับพบ “การต่อสู้ทางวาทกรรม” ระหว่างเพจเฟซบุ๊คของทั้ง 2 ฝ่ายด้วย

โดยฝ่ายต่อต้านปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เรียกชาวบ้านว่าชาวมลายูปาตานี กล่าวหาปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่คือการข่มเหงรังแกจากรัฐสยาม สรรเสริญผู้ที่เสียชีวิต มองว่ารัฐสยามใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอ (IO-Information Operation) ครอบงำและจัดการกับผู้ที่พูดความจริง ส่วนฝ่ายสนับสนุนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เรียกเหตุการณ์ที่ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตว่าเป็นการวิสามัญฆาตกรรม เรียกเจ้าหน้าที่ว่าทหาร และกล่าวหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บางคนว่าเป็นแนวร่วมโจรใต้

ผศ.ภีรกาญจน์ ยังกล่าวอีกว่า “ความยากอีกเรื่องในการต่อสู้กับข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนในพื้นที่ชายแดนใต้ คือการสื่อสารที่หลายครั้งไม่ได้ใช้ภาษาไทย แต่ใช้ภาษายาวีที่เขียนด้วยตัวอักษรอาหรับ” ในพื้นที่นั้นใช้ทั้งภาษาไทย ภาษายาวีที่เป็นภาษาพูด และภาษายาวีที่เป็นการเขียน การทำงานร่วมกับผู้รู้ด้านภาษาจึงมีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม “ในข้อมูลอาจมีทั้งความคิดเห็นและข่าวลือปะปนกัน จึงไม่ง่ายที่จะฟันธงว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออกหรือการบิดเบือนข้อมูล” ทางออกจึงอยู่ที่การหา “พื้นที่กลาง” นำข้อมูลทั้งหมดมาพูดคุยกัน

“แต่ละฝ่ายที่มันตรงข้ามกันได้มา Balance (สร้างสมดุล) ความคิด ได้เอาข้อมูลในเชิงวิชาการไปทำงานทางความคิดต่อ เพื่อที่จะลดอำนาจของข้อมูลบิดเบือนข้อมูลลวงลดลง ผมว่ามันต้องสร้างพื้นที่กลางตรงนี้ให้มากขึ้นแล้วลองไปดูประเด็นสื่อสารที่เขาพูดคุยถกเถียงกันในพื้นที่การสื่อสารออนไลน์มันมีอะไรบ้าง แล้วพยายามหยิบขึ้นมาสร้างพื้นที่กลางให้เกิดพื้นที่กลางถกเถียงพูดคุยกัน Balance ข้อมูลกัน อันนี้ผมคิดว่ามันจำเป็นต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้” ผศ.ภีรกาญจน์ กล่าวในท้ายที่สุด

หมายเหตุ : เวทีเสวนาเนื่องในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact-Checking Day 2021) ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ร่วมจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), โคแฟค (COFACT)ประเทศไทย เครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล (International Fact Checking Network :IFCN) และภาคีเครือข่ายตรวจสอบข่าวลวงกว่า 30 องค์กรในประเทศ

กพฐ.รับรองการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล ‘ครู-บุคลากร’ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565913

กพฐ.รับรองการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล 'ครู-บุคลากร'ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กพฐ.รับรองการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล ‘ครู-บุคลากร’ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันที่ 13 เมษายน 2564 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุม กพฐ. รับรองการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล (Digital Competnecy : DC) สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้วางแนวทางการพัฒนาดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ เพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อความเป็นเลิศ (HCEC) เพื่อพัฒนาบุคลากรในสังกัดในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงจัดทำการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้น

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ระดับสมรรถนะดิจิทัล กำหนดไว้ 3 ระดับ 7 Step ดังนั้น ระดับที่ 1 สมรรถนะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน แบ่งออกเป็น 3 Step ซึ่งจะต้องเข้าใจ เข้าถึง ตระหนัก รู้เป้าหมาย พันธกิจและกระบวนการทำงานการรู้เท่าทันสื่อ ระดับที่ 2 สมรรถนะดิจิทัลขั้นกลาง แบ่งออกเป็น 2 Step จะต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับหลักการสำคัญของข้อมูลสารสนเทศในการปฏิบัติงาน รวบรวมข้อมูล สร้างความเข้าใจ ความรับผิดชอบต่อข้อมูล และระดับที่ 3 สมรรถนะดิจิทัลขั้นสูง แบ่งออกเป็น 2 Step สามารถกำหนดแผน กลยุทธ์ นโยบายในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในงานขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติงานด้วย ทั้งนี้ สมรรถนะดิจิทัล ในทุกระดับมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ความรู้ ทักษะ และการประยุกต์ใช้

“สพฐ.ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาทักษะดิจิทัล ใน 2 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มสำนักงานที่สนับสนุนการศึกษา หรือกำกับดูแลสถานศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มงาน บุคลากรในสำนัก และ 2.กลุ่มระดับสถานศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ประชุมรับรองการกำหนดระดับสมรรถนะแล้ว ทางคณะอนุกรรมการกำหนดระดับความรู้ตามมาตรฐานสมรรถนะทางดิจิทัล จะไปกำหนดว่าแต่ละขั้น ครูและบุคลากรทางการศึกษาควรจะมีความรู้เรื่องใดบ้าง” นายเอกชัย กล่าว

เผยงานวิจัย ‘คิงส์ คอลเลจ’ ชี้ไทยล้มเหลวลดอัตราการสูบบุหรี่ เพราะปิดกั้นข้อมูลวิจัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565897

เผยงานวิจัย'คิงส์ คอลเลจ' ชี้ไทยล้มเหลวลดอัตราการสูบบุหรี่ เพราะปิดกั้นข้อมูลวิจัย

เผยงานวิจัย’คิงส์ คอลเลจ’ ชี้ไทยล้มเหลวลดอัตราการสูบบุหรี่ เพราะปิดกั้นข้อมูลวิจัย

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 20.02 น.

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า (ECST) และแอดมินเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆ นี้สถาบันคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับนับถือได้เผยแพร่งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าตอกย้ำถึงประโยชน์ที่ชัดเจนของการใช้บุหรี่ฟ้าเป็นปกติประจำเพื่อเลิกการสูบบุหรี่ และยังสนับสนุนความมีประสิทธิภาพของบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับวิธีการอื่นๆในการเลิกบุหรี่ เช่นการใช้ยาหรือใช้นิโคตินทดแทน

“ผลการศึกษาล่าสุดจากประเทศอังกฤษนี้  ยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่ได้จริง เพราะมีคนอังกฤษกว่า 5 หมื่นคนที่เลิกบุหรี่ได้เพราะการใช้บุหรี่ไฟฟ้า หากประเทศไทยอยากเห็นตัวเลขผู้สูบบุหรี่ลดลงบ้าง ก็ควรจะพิจารณาควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกฎหมายหรือสนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่ใช้ เพื่อจะได้ค่อยๆ เลิกบุหรี่ได้ในที่สุด ดีกว่าการใช้นโยบายแบบไม่ให้ทางเลือกอะไรเลย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวในการลดอัตราการสูบบุหรี่ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 70,000 คนต่อปี มากกว่าการเสียชีวิตจากโรคโควิดที่ 96 คน หลายร้อยเท่า” นายอาสา ระบุ

รายงานการศึกษาดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษ ซึ่งคณะผู้วิจัย นำโดย ดร.มาร์ติน แมคเดอแมธ จากสถาบันคิงส์ คอลเลจ ลอนดอนได้ทำการศึกษาโดยเก็บข้อมูลระหว่างปี 2555 ถึง 2560 จากผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,155 คน รวมทั้งติดตามประสิทธิภาพการเลิกบุหรี่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือการใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทนอื่นๆ พบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้มากกว่าถึง 5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ และคณะผู้วิจัยได้เรียกร้องให้หน่วยงานสาธารณสุขให้ความสำคัญกับผลการวิจัยเพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายสาธารณสุขเพื่อการเลิกสูบบุหรี่

“ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าหากมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปกติประจำจะช่วยให้คนสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ข้อค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับการวิจัยก่อนหน้าที่แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือช่วยที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเลิกสูบบุหรี่มากกว่าการให้นิโคตินทดแทนหรือการสั่งจ่ายยา” ดร.มาร์ติน แมคเดอแมธ นักวิจัยที่ศูนย์การเสพติดของสถาบันคิงส์ คอลเลจและผู้วิจัยหลักกล่าว

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายฯ อีกรายเสริมว่า “อังกฤษเป็นหนึ่งใน 66 ประเทศที่อนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายอย่างที่ว่าทำไมประเทศอื่นๆ เขาถึงให้ถูกกฎหมายได้  ประเทศไทยกลับตรงกันข้ามกับประเทศเหล่านี้ เพราะกลุ่มรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ในบ้านเรายังคงนำเสนอข้อมูลข่าวสารงานวิจัยเพียงด้านเดียว ล่าสุด ศจย. ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิจัยและจัดการความรู้เกี่ยวกับยาสูบ ที่ควรจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน กลับยังคงอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดการเสียชีวิตจากภาวะอิวาลี หรือ E-cigarette or Vaping Product Use-Associated Lung Injury (EVALI) ที่ทำให้ปอดอักเสบเฉียบพลัน ทั้งที่ความจริง กรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาสรุปออกมาแล้วว่าสาเหตุมาจากวิตามินอีที่ใช้เป็นส่วนผสมในการทำละลายสารสกัดกัญชาในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการโหนกระแสโรคโควิดมาสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนมากกว่าให้ข้อเท็จจริง การกระทำเช่นนี้ถือว่าขาดความรับผิดชอบอย่างมาก”