‘อว.’ เดินหน้าพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่อนาคตเขตภาคเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558831

‘อว.’เดินหน้าพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่อนาคตเขตภาคเหนือ

‘อว.’เดินหน้าพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่อนาคตเขตภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.43 น.

“อว.” เดินหน้า “พลิกโฉมมหาวิทยาลัย เดินหน้าสู่อนาคต” เขตภาคเหนือ หวังสร้างความเข้าใจสถาบันอุดมศึกษาเข้าถึง 5 กลุ่มยุทธศาสตร์หลัก Reinventing University

12 มีนาคม 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัด อว. เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวง อว.ได้ริเริ่ม โครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) เพื่อต้องการให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะนำไปสู่การส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรให้มีคุณภาพ ดังนั้น การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิรูประบบอุดมศึกษา มุ่งหวังให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศ สามารถผลิตบัณฑิตที่เชื่อมโยงกับความต้องการของประเทศ เป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต 

ดังนั้น เพื่อให้นโยบายการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน อว.จึงได้จัดสัมมนาทางวิชาการ “การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย เดินหน้าสู่อนาคต” ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อชี้แจงแนวทางและสร้างความเข้าใจกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือ ในการปฎิรูประบบการบริหาร ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียน การสอน ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงออกสู่ตลาด ภายใต้การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยตาม 5 กลุ่มยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

1.กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา การวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research)

2.กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (Technology & Innovation)

3.กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ (Area-Based & Community)

4.กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักทางศาสนา (Moral & Intellectual Cultivation)         

5.กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาเฉพาะทาง (Specialized & Professional)

ซึ่งการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยจะดำเนินการสอดคล้องไปกับแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องทำการปรับตัวและประเมินศักยภาพความพร้อมของตนเองในด้านต่าง ๆ อาทิ ระบบการบริหารงานภายในองค์กร ผลการดำเนินงาน รวมไปถึงความชัดเจนตาม 5 กลุ่มยุทธศาสตร์หลัก

สำหรับการประชุมสัมมนาวิชาการ “Reinventing University” ครั้งนี้ จัดขึ้นที่ โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานอนุกรรมการฯ ร่วมด้วยคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย รศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน, รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก, ผศ.ดร.ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ, รศ.อุเทน คำน่าน, ผศ.ไชยยันต์ ชนะพรมมา และ นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ในหัวข้อต่างๆ อาทิ นโยบายของ อว.กับทิศทางของมหาวิทยาลัยในยุค New Normal แนวทางในการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาตามกฏกระทรวงฯ ปี 2564 พร้อมเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นผู้บริหาร ตลอดจนอาจารย์ของแต่ละมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัด อว. ให้แนวทาง ปรัชญาการอุดมศึกษาไทยและระบบอุดมศึกษาใหม่ ด้านการสร้างบัณฑิตและพัฒนากำลังคน สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมในงานพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ถึงอุดมศึกษาไทย ในการสร้างบัณฑิตและพัฒนากำลังคนในทุกช่วงวัย (Lifelong Learning) ให้เป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรม และมีสมรรถนะ (Competency) ที่จำเป็นที่สามารถรองรับกับสังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน (Disruption) ทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน (Competitiveness) ของประเทศในระดับสากล โดยส่งเสริมให้เกิดการสร้างบัณฑิตและพัฒนากำลังคนร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน โดยมีแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนปรัชญาอุดมศึกษาฯ

1.กำหนดนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถสร้างบัณฑิตและพัฒนากำลังคน ตามปรัชญาอุดมศึกษาฯ เช่น การกำหนดสัดส่วนของหลักสูตรทั้งที่เป็น Degree และ Non-Degree ที่สอดรับกับปรัชญาอุดมศึกษาฯภายใน 5 ปี เป็นต้น

2.ปรับปรุงระบบการจัดสรรและการสนับสนุนงบประมาณสถาบันอุดมศึกษาให้สอดรับกับปรัชญาอุดมศึกษาฯ

3.ส่งเสริมและสนับสนุนมาตรการให้การจ้างงานทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่อิงสมรรถนะและทักษะของบัณฑิต

4.ปรับปรุงระบบมาตรฐานการอุดมศึกษาให้สอดรับกับปรัชญาอุดมศึกษาฯ

5.ปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับให้เอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สามารถขับเคลื่อนอุดมศึกษาตามปรัชญาการอุดมศึกษาฯ

ในการลงพื้นที่ โครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ทั้งจังหวัดสงขลา (หาดใหญ่) จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดเชียงในครั้งนี้ ถือว่าได้รับการตอบรับจากสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่เป็นอย่างดี ในการทราบถึงแนวทางนโยบายในอนาคต (ร่าง) ข้อกฎหมาย หรือ พรบ. และความสำคัญของการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยในอนาคต ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีและกลุ่มมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะเดินหน้าสู่อนาคตไปด้วยกัน

ด้าน รศ.ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า มหาวิทยลัยแม่โจ้ เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ“พลิกโฉมมหาวิทยาลัย” โดยวางเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม(Technology & Innovation) ภายใต้โครงการ อาทิ การทำการเกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farm  การปลูกกัญาชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ พร้อมทั้งมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตเพื่อเป็นผู้ประกอบการใหม่ ซึ่งเชื่อว่าความตั้งใจของมหาวิทยาลัยในการริเริ่มโครงการเหล่านี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของมหาลัยที่จะสามารถตอบสนองตามต้องการของประเทศได้ตรงตามวัตถุประสงค์

ผอ.โรงเรียนดังโคราช สั่งเรียกสอบ 5 นร.จอมเก๋าเป็นข่าวดัง ยกจยย.ข้ามกำแพง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558469

ผอ.โรงเรียนดังโคราช สั่งเรียกสอบ5นร.จอมเก๋าเป็นข่าวดัง ยกจยย.ข้ามกำแพง

ผอ.โรงเรียนดังโคราช สั่งเรียกสอบ5นร.จอมเก๋าเป็นข่าวดัง ยกจยย.ข้ามกำแพง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.02 น.

11 มีนาคม 2564 จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพไม่คาดคิด ที่เกิดขึ้นบริเวณริมรั้วโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งพบว่ามีนักเรียนชาย 5 คน กำลังช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ 1 คัน ข้ามรั้ว แต่ก็ไม่ทราบว่าเหตุใดถึงต้องยกรถจยย.ข้ามรั้ว

โดยเจ้าตัวระบุแคปชั่นขำๆว่า ” เพื่อนไม่เคย ไม่เคยทิ้งกัน … ไม่ว่าความฝันนั้นจะไกลสักเท่าไร … ขับรถตรวจงานอยู่ฉันลั่นเลย “

+ สูงแค่ไหนก็ไม่กลัว! 5นักเรียนชายอุ้มจยย. โดดเรียนข้ามกำแพงสูง

ล่าสุด ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว เปิดเผยว่า รูปภาพเด็กนักเรียนชายที่มีการแชร์กันในโซเชียลมีเดียเป็นเด็กนักเรียนชาย ระดับชั้นมัธยมปลายของโรงเรียนจริง จากภาพพบว่าเป็นเด็กนักเรียนชาย 5 คน โดยหลังเกิดเหตุได้สั่งให้ครูประจำชั้นเรียกเด็กนักเรียนชายทั้งหมดมาสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยต่อว่า ซึ่งหากพบว่าเด็กนักเรียนชายทั้งหมดโดดเรียนจริงก็จะมีการลงโทษตามระเบียบของโรงเรียนต่อไป พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้อาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนออกตรวจตราบริเวณโดยรอบของโรงเรียนอย่างเข้มงวดเพื่อป้องปรามไม่ให้เด็กนักเรียนแอบโดดเรียน และจะทำการประชุมครู นักเรียน รวมถึงผู้ปกครองเพื่อวางมาตรการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป

‘องค์กรด้านเด็กและสตรี’ บุก ‘ศธ.’ ทวงความคืบหน้าแก้ปัญหาครูหื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558396

'องค์กรด้านเด็กและสตรี'บุก'ศธ.' ทวงความคืบหน้าแก้ปัญหาครูหื่น

‘องค์กรด้านเด็กและสตรี’บุก’ศธ.’ ทวงความคืบหน้าแก้ปัญหาครูหื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.13 น.

องค์กรด้านเด็กและสตรี บุกศธ. ทวงความคืบหน้า แก้ปัญหาครูหื่น หลังเกิดเหตุฉาวซ้ำซาก หวังสเปค รมว.ศธ.คนใหม่ แก้ปัญหานี้จริงจัง ด้าน “คุณหญิงกัลยา” ยันให้ความสำคัญแห้ไขปัญหา

11 มี.ค.64 เมื่อเวลา10.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ นางสาวอังคณา อินทะสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พร้อมด้วย นายณัฐพงศ์ สำเภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิ เด็ก เยาวชนและครอบครัว และเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา กว่า 40 คน เดินทางมายื่นจดหมายต่อ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการ รมว.ศธ. เพื่อทวงถามความคืบหน้าการลงโทษครู ที่ก่อเหตุข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน  ที่ล่าสุดเกิดเหตุครูชำเรานักเรียนหญิงในห้องน้ำของโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ประณาม-ให้ลงโทษสถานหนักกับครูที่หาประโยชน์ทางเพศกับเด็ก และให้กำลังใจครูส่วนใหญ่ที่ยังคงมีจรรยาบรรณ  โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ นายนิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รับข้อเสนอ 8 ข้อแทน 

โดยนางสาวอังคณา กล่าวว่า กรณีครูล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนักเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรีมย์ ที่ถูกครูสอนคณิตศาสตร์ข่มขืนในห้องน้ำโรงเรียน ซ้ำยังถ่ายคลิปข่มขู่ไม่ให้บอกใคร และคลิปได้ถูกเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย สร้างความเสียหายอย่างมาก จนพ่อผู้เสียหาย เข้าแจ้งความ พร้อมหลักฐานคลิปวีดีโอและข้อความแชทสนทนา ที่ไม่เหมาะสมระหว่างครูประจำชั้นและลูกสาว เพื่อให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าครูคนนี้ ได้ลวนลาม นักเรียนหญิงอีกหลายคนในโรงเรียน ทั้งส่งข้อความเฟซบุ๊กเชิงชู้สาว คุกคามทางเพศ ลวนลามแตะเนื้อต้องตัว ที่แย่ที่สุดคือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา เคยเรียกครูคนนี้ ไปว่ากล่าวตักเตือน แต่ก็ยังไม่หยุด ส่วนอีกกรณีเกิดขึ้นช่วงวันไล่เลี่ยกันที่ตำบลสะแกซำ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เช่นเดียวกัน คือ อดีตข้าราชการครู ซึ่งปัจจุบันทำอาชีพขับรถตู้รับส่งนักเรียน ได้อนาจารนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการถอดกางเกงโชว์ พยายามให้เด็กจับอวัยวะเพศ ลูบคลำร่างกายเด็ก จนทำให้เด็กหวาดกลัวและไม่อยากไปโรงเรียนอีก

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อน ความเสี่ยงของนักเรียน ต่อการถูกคุกคามทางเพศ จากบุคคลผู้ได้ชื่อว่าเป็นคุณครู ผู้มีบทบาทหน้าที่ปกป้องคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน แต่กลับใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ บังคับ ล่อลวงเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ ซ้ำร้ายหลายเหตุการณ์ ล้วนเกิดขึ้นในโรงเรียน สถานที่ที่ควรปลอดภัย และยังสะท้อนให้เห็นถึงกลไกและมาตรการของสถานศึกษาที่อ่อนแอ ขาดความจริงจัง มิหนำซ้ำยังพบว่าผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรบางท่าน ยังช่วยกันปกปิดให้ความช่วยเหลือครูผู้กระทำผิดอีกด้วย จากสถานการณ์ทีาน่าเป็นห่วงยอ่งในขณะนี้ มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว และเครือข่ายฯ ขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 

1. ขอให้กำลังใจครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่ยังคงมุ่งมั่น ทำหน้าที่ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้นักเรียน  ด้วยความรักและเมตตา  เป็นแบบอย่างที่ดี  และขอประณามบุคคลที่เข้ามาอาศัยวิชาชีพครู ทำร้ายลูกศิษย์ ด้วยอำนาจที่เหนือกว่า  ทั้งการหาประโยชน์ทางเพศและประโยชน์อื่นจากนักเรียนในทุกรูปแบบ ตลอดจนการใช้อำนาจในการละเมิดสิทธิเด็ก

2. ขอทราบความคืบหน้า ผลการดำเนินการกับครูที่กระทำความผิด และมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้กระทรวงศึกษาฯ แถลงต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ     

3.ควรปรับปรุงกลไกระดับกระทรวง ที่ตั้งขึ้นเพื่อรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหา ยึดหลักความเป็นอิสระ ตรวจสอบได้ มีองค์กรภายนอกที่เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กและการแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศเข้าร่วมทำงาน มิใช่การดำเนินการภายใต้คนของกระทรวงศึกษาฯ และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ครู ผู้บริหารโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครองรับทราบและเข้าถึงกลไกดังกล่าวได้อย่างเต็มที่” นางสาวอังคณา กล่าว

ด้านนายณัฐพงศ์ สำเภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวถึงข้อเสนอในลำดับถัดมาว่า ข้อเสนอข้อที่ 4. ควรให้การศึกษาแก่ครูและผู้บริหารโรงเรียนทั่วประเทศเกี่ยวกับหลักการและแนวปฏิบัติเพื่อการคุ้มครองสิทธิเด็ก การเคารพความเสมอภาคระหว่างเพศ และมีแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงทางเพศและการละเมิดสิทธิเด็กทุกรูปแบบ 

5.ในกรณีที่เกิดเหตุความเสียหายต่อเด็กนักเรียนที่เป็นการละเมิดกฎหมาย กระทรวงฯ ต้องทำหน้าที่เป็นเจ้าทุกข์ร่วมในการแจ้งความดำเนินคดี ตลอดจนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เด็กผู้เสียหายและผู้ปกครอง และจัดการให้เด็กเข้าถึงการคุ้มครองความปลอดภัยและได้รับการเยียวยาทางจิตใจและสภาวะแวดล้อมทางสังคมโดยเร่งด่วน

6.ในกรณีที่สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วพบว่าครูหรือบุคลาการทางการศึกษาอื่นมีการกระทำผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน ให้กระทรวงศึกษาฯ ลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุด ถอนใบประกอบวิชาชีพครู เพื่อป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาประโยชน์จากเด็กนักเรียนอีก

7.ถึงเวลาที่กระทรวงฯ ต้องพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ที่มีเนื้อหาเรื่องทักษะชีวิตว่าด้วยความเสมอภาคระหว่างเพศ การเคารพในสิทธิเนื้อตัวร่างกาย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

8. ขอให้ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองช่วยกันเฝ้าระวัง แจ้งเหตุไม่เพิกเฉยต่อการคุกคามทางเพศ การละเมิดสิทธิเด็ก ตลอดจนสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงในการเกิดอันตรายต่อเด็ก อย่ายอมให้บุคคลหรือกลุ่มคนใดเข้ามาทำร้ายเด็กและให้แวดวงการศึกษาเสื่อมเสีย  

นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายฯ เคยมายื่นข้อเสนอต่อ ศธ. ในสมัยรัฐมนตรีท่านก่อนหน้านี้ และในวันนี้จึงอยากสอบถามความคืบหน้า ว่าศธ.ทำอะไรไปแล้วบ้าง ใครบ้างที่ถูกลงโทษ ใครบ้างที่ยังกลับเข้ามารับราชการครูได้อีก และมีมาตรการขั้นตอนป้องกันปัญหาเรื่องนี้อย่างไร เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ในฐานะหัวอกคนเป็นพ่อ ขอถามว่าปัญหาครูข่มขืนนักเรียนเมื่อไหร่จะจบ และฝากไปถึง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. คนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง ขอให้รื้อใหญ่ทั้งระบบ จัดหนักเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และขอให้จริงใจแก้ปัญหา  ไม่ใช่ได้คนที่ตอบโจทย์ทางการเมืองมากกว่าเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

ด้านนายสุภัทร กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ย้ำเสมอว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่ทุกคนจะต้องดูแลให้ดีที่สุด ทั้งในการจัดการศึกษาและดูและเด็ก และคุณครูเป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง เราไม่อยากเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนอีกเด็จขาด และไม่อยากเห็นตัวเลขการลงโทษ และต่อให้สกรีนขนาดไหนก็อาจจะมีครูเหล่านี้ ซึ่งความเข้มงวดของสถานศึกษาจึงเป็นจุดสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องเอาใจใส่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการเหล่านี้ เด็กที่ถูกกระทำจะได้รับผลกระทบและบั่นทอนจิตใจ ก็ขอให้ครูผู้ปกครองช่วยกันสอดส่องดูแลด้วย

“ผมยืนยันว่า เลขาธิการ สพฐ. ก็กวดขันเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งเรื่องแบบนี้ถ้าคนมีอำนาจ หรือหัวหน้าในส่วนงานนั้นๆขันน๊อดเรื่องมากขึ้นก็จะช่วยไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ ผมในฐานะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการมก็อยากจะขอโทษทุกท่านที่เกิดเหตุการนี้ขึ้น ผมและท่านนิพนธ์ ก็รู้สึกเสียใจที่เหิดเหตุการนี้เช่นกัน เรารับปากว่าจะตรวจสอบเงื่อนไข เราจะจัดการในกรณีที่มีหลักฐานชัดเจนก็จะลงโทษโดยเร็ว และผมก็ไม่ชอบใจเลยประโยคที่ว่าย้ายคนที่ทำผิดจากจุดหนึ่ง ไปอีกจุดหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าเขาทำผิดจริง ก็ไม่ควรจะเป็นครูอีกเลย อย่างไรก็ตาม ในแง่ของกฏระเบียบของทางราชการ ซึ่งจะต้องทำตามขั้นตอน แต่เราจะทำความกระจ่างให้สังคมและทำทุกอย่างให้รวดเร็ว และผมไม่อยากเห็นตัวเลขการลงโทษผู้ก่อเหตุ 10 กว่ารายต่อปี แต่ผมไม่อยากเห็นตัวเลขนี้ เพราะตัวเลขเรื่องนี้ต้องเป็น 0 เพราะต้องไม่เกิดเหตุการแบบนี้ขึ้นอีกในสถานศึกษาของเราไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม สถานศึกษาใดก็ตามจะต้องเป็นจุดปลอดภัย คนที่กระทำกับเด็กถือเป็นอาชญากรรม ซึ่งผมก็อยากจะให้มีเวลที เพืาอมาร่วมกันวางกลไกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสร้างระบบที่ป้องกันที่ดีขึ้น เพราะปัญหาที่เกิดๆจากช่องว่าง ถ้าเราสามารถอุดช่องว่างได้ ปัญหาก็จะลดลงได้” ปลัด ศธ. กล่าว 

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สพฐ.รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับลูกๆนักเรียนไม่ได้ทำให้พวกเรามีความสุข พวกเราเป็นทุกข์ไม่ต่างกัน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ได้ให้แนวทางการขับเคลื่อนสพฐ.วิถีใหม่วิถีคุณภาพ หนึ่งในนั้นเป็นข้อ รกที่สำคัญคือสถานศึกษาปลอดภัยในทุกมิติ 360 องค์ศา ตัวเลขที่เกิดขึ้นแม่จะเพียง1 รายก็เป็นตัวเลขที่ถือว่ามากเกินพอ สพฐ.มีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นแห่ง จึงต้องใช้กลไกลขับเคลื่อนและได้แจ้งให้สถานศึกษาจัดทำมาตรการป้องกันเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา มาตรการเผชิญสถานการและแห้ไขปัญหา และมาตรการเกี่ยวกับการรายงาน ซึ่งขณะนี้ เรื่องที่เกิดขึ้น ศธ. สพฐ.ได้รับข้อมูลและสั่งการผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้ผู้ปฏิบัติดำเนินการตามที่ศธ.กำหนดอย่างรอบคณอบรัดกุมทันสถานการณ์ ทุกเคสที่เกิดขึ้น ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงตามกระบวนการทางกฏหมาย ในขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ชัดเจนนี้ ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 (ศึกษาธิการจังหวัด)ได้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว

“พวกเราทุกคนในวงการศึกษาคงไม่มีความสุข แต่เราจะต้องหาวิธีการที่ดีที่สุดจากทุกภาคส่วนเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการจัดการศึกษา จึงขอความร่วมมือจากเครือข่ายฯได้เข้ามามีส่วนในการกำหนดทิศทางให้สถานศึกษาปลอดภัย และร่วมกันสร้างครอบครัว สังคมปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 11-13 มี.ค.นี้ ท่านอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ.ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั้ง 62 เขต ทั่วประเทศ มารับนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ และการสร้างสถานศึกษาปลอดภัยระดับมัธยมศึกษา ก่อน โดยวันนี้จะมีการประชุมสัมนาเป็นวันแรกด้วย” นายนิพนธ์ กล่าว 

ขณะที่ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รก.รมว.ศธ.) กล่าวว่า ศธ.ตั้งศูนย์ ศคพ. เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอยู่แล้ว และตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ศธ.ดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับครูที่กระทำผิดในกรณีต่างๆ รวม 21 ราย ดังนั้น ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ เพียงแต่ว่าขั้นตอนต่างๆอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง จึงขอให้ประชาชน พ่อแม่ผู้ปกครอง และนักเรียน มั่นในว่า ศธ.ให้ความสำคัญ จะไม่นิ่งนอนใจ และจะจัดการกับครูกระทำผิด โดยครูเหล่านี้จะต้องไม่กลับมาเป็นครูได้อีกต่อไป

ชงแบ่ง ‘โซนคุมเล่นสงกรานต์’ ศปก.ศบค.ไม่ปิดประตู ‘สาดน้ำ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558364

ชงแบ่ง‘โซน’คุมเล่นสงกรานต์’ ศปก.ศบค.ไม่ปิดประตู‘สาดน้ำ’

ชงแบ่ง‘โซน’คุมเล่นสงกรานต์’ ศปก.ศบค.ไม่ปิดประตู‘สาดน้ำ’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 12.34 น.

“ศปก.ศบค.” ไม่ปิดประตูเล่นน้ำ “สงกรานต์” แต่จะออกมาตรการคุมเข้ม “แบ่งโซน” เล่น หวั่นซ้ำรอย “คอนเสิร์ตดัง” สุดท้ายโยน ศบค.ชุดใหญ่เคาะ 19 มี.ค.นี้

เมื่อเวลา 11.45 น.วันที่ 11 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ศปก.ศบค. ว่าวันนี้ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรการป้องกันโควิด-19 ช่วงเทศกาลสงกรานต์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากนี้แต่ละหน่วยงานจะนำข้อมูลกลับไปหารือในหน่วยงานของตัวเอง โดยวันที่ 15 มีนาคม 2564 จะนัดประชุมอีกครั้งเพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจฯวันที่ 17 มีนาคม 2564 เพื่อกลั่นกรองมาตรการ ก่อนนำเข้าที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่วันที่ 19 มีนาคม 2564

“จุดยืนของเราต้องการผ่อนคลายเพื่อให้มีการขัดเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ก็มีความห่วงใยการแพร่ระบาด และจากการประชุมวันนี้ทุกฝ่ายมีความห่วงใยเกี่ยวกับการสาดน้ำ แม้จะเริ่มต้นด้วยการใส่หน้ากาก แต่สุดท้ายก็ต้องถอนหน้ากาก อีกทั้งยังมีความเป็นห่วงการจัดกิจกรรมในพื้นที่แออัดเกรงว่าจะไม่ได้เว้นระยะห่างจึงคิดว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร เราจึงต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

เมื่อถามว่าจะพูดให้ชัดเจนได้เลยหรือไม่ว่าสงกรานต์ปีนี้ห้ามสาดน้ำ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ยังไม่สามารถพูดได้ แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุดเพราะเราเห็นใจประชาชนที่อยากให้มีการผ่อนคลายเพื่อจะได้มีกิจกรรมสาดน้ำ แต่เราก็ต้องเป็นห่วงประชาชนอีกส่วนที่ห่วงเรื่องการแพร่ระบาด

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่ายังมีโอกาสจัดกิจกรรมสาดน้ำได้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ใช่ อาจจะมีโอกาส แต่ทุกอย่างจะได้ข้อสรุปในที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 19 มีนาคม 2564 ให้ความเห็นชอบซึ่งเราอาจเสนอเป็นทางเลือกไป เช่น ทำอย่างนี้จะเสี่ยงอย่างไร ทำอย่างนั้นจะเสี่ยงอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น งดสาดน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้หรือไม่ เหมือนช่วงปีใหม่ที่ให้ฉลองในบางพื้นที่ แต่เว้นพื้นที่ที่มีความแออัด หรือจัดเป็นโซนที่สามารถควบคุมได้ พร้อมกับดูในขั้นการปฏิบัติที่เราเป็นกังวลมากว่าจะควบคุมได้หรือไม่

“เหมือนคอนเสิร์ตแห่งหนึ่งก่อนหน้านี้ที่มีปัญหา ที่การนำเสนอรูปแบบการจัดงานเป็นที่พอใจอย่างมาก แต่พอไปถึงขั้นปฏิบัติแล้วมีองค์ประกอบเยอะ สุดท้ายไม่สามารถเดินตามรูปแบบที่นำเสนอมาได้ จึงทำให้เป็นห่วงว่าหากอนุญาตจัดกิจกรรมแล้วอาจเกิดกรณีเช่นนั้นได้ แต่เราจะทำให้ดีที่สุด โดยไม่ตัดว่าจะห้ามหรือไม่” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ขอนแก่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558250

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ขอนแก่น

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ขอนแก่น

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.11 น.

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ผู้ประสบเหตุวาตภัยและผู้ได้รับผลกระทบ

10 มีนาคม 2564 เวลา 09.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำพน  กิตติอำพน  องคมนตรี  ไปประชุมและติดตามสถานการณ์การเกิดวาตภัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอชนบท  ต่อจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำพน  กิตติอำพน องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 996 ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด  และนายอำเภอ 
ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎรที่ประสบวาตภัย  โดยจะเชิญถุงพระราชทานฯ ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่ต่อไป  ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอชนบท   จังหวัดขอนแก่น  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัด  นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ที่เป็นตัวแทนผู้ประสบเหตุวาตภัย กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ให้รับทราบ   ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบวาตภัย และผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ตำบลชนบท อำเภอชนบท จำนวน 10 ครอบครัว  ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน พร้อมทั้งพูดคุยสร้างขวัญกำลังใจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ตามปรกติสุขต่อไป  ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น  

จังหวัดขอนแก่น  ได้รับอิทธิพลจากพายุฤดูร้อน  ระหว่างวันที่ 5 – 7 มีนาคม 2564  ได้รับผลกระทบทั้งหมด 10อำเภอ  ได้แก่ อำเภอชนบท  อำเภอมัญจาคีรี  อำเภอหนองนาคำ  อำเภอมัญจาคีรี  อำเภอหนองนาคำ  อำเภอพล  อำเภอเปือยน้อย  อำเภอสีชมพู อำเภอพระยืน  อำเภอโคกโพธิ์ไชย  อำเภอบ้านไผ่  และอำเภอบ้านแฮด  ส่งผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน บ้านเรือนและทรัพย์สินของราษฎรได้รับความเสียหาย  จำนวน 996 ครัวเรือน  วัด 4 แห่ง  

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและสั่งการให้นายอำเภอ  หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน  มูลนิธิ  องค์กร และจิตอาสาพระราชทาน ระดมให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมหลังคาบ้าน สิ่งปลูกสร้าง และสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วน เพื่อให้มีขวัญกำลังใจที่ดีและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข ต่อไป
 

‘อัมพร’ ชี้ 56 ราย ก.ค.ศ.มีคำสั่งไล่ออกราชการแล้ว คดีสนามฟุตซอลที่โคราช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558243

'อัมพร'ชี้ 56 ราย ก.ค.ศ.มีคำสั่งไล่ออกราชการแล้ว คดีสนามฟุตซอลที่โคราช

‘อัมพร’ชี้ 56 ราย ก.ค.ศ.มีคำสั่งไล่ออกราชการแล้ว คดีสนามฟุตซอลที่โคราช

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.56 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2564 จากกรณีที่มีกลุ่มผู้แทนชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมและสิทธิครูจังหวัดนครราชสีมา พร้อมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) จังหวัดนครราชสีมา  ได้เข้าร้องต่อ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเกี่ยวกับกรณีสนามฟุตซอล ที่ถูกไล่ออกจากราชการ จำนวน 7 ราย และแนวโน้มจะมีคำสั่งไล่ออกจากราชการอีก 56 ราย นั้น 

ล่าสุด นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ สพฐ.) กล่าวว่า  ผู้ที่ถูกไล่ออกจากราชการ จำนวน 7 รายนั้น เนื่องจากทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้มีมติให้ไล่ออกจากราชการไปแล้ว และเมื่อ ก.ค.ศ.มีมติให้ไล่ออก สพฐ.ก็ต้องมีคำสั่งให้ออกจากราชการ  ซึ่งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจาก สพป.เขต 2 นครราชสีมา และต่อมาทั้ง 7 ราย ก็ได้ยื่นอุทธรไปแล้ว   ส่วนที่กำลังพิจารณาชุดใหม่มีจำนวน 56 ราย  ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ยังไม่ได้ออกคำสั่งไล่ออกจากราชการ  แต่ ทั้ง 56 รายนี้ ก.ค.ศ.มีมติไล่ออกจากราชการไปแล้วเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ก.ค.ศ. และ สพฐ.ไม่สามารถพิจารณาใหม่ได้ เนื่องจากเป็นไปตามคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.  ถ้าจะให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งอะไรต้องขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.  ถ้าป.ป.ช.มีมติอย่างไรก็ไปตามนั้น  ซึ่ง สพฐ.ก็ได้ส่งหนังสือถึง ป.ป.ช.แล้วว่า หาก ป.ป.ช.มีหลักฐานใหม่ก็ให้ดำเนินการไปตามหลักฐานที่มี

“ทุกคนก็ใช้กฏหมายเดียวกัน การจัดซื้อจัดจ้างก็มีระเบียบ การข้องบฯ ก็มีระเบียบการของบประมาณ มีระเบียบการจัดสรรงบประมาณ ส่วนฝ่ายดำเนินการก็บอกว่าดำเนินการโดยชอบ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น และ ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบพบว่ามิชอบด้วยกฏหมาย ดังนั้น จึงอยู่ที่ดุลพินิจของผู้พิจารณา ซึ่งผมเองก็ไม่เห็นหลักฐาน จึงไม่สามารถลงความเห็นได้  ก็อยู่ที่องคณะนั้นๆจะพิจารณา และ สพฐ.อยู่ในภาคปฏิบัติ ไม่ได้อยู่ในภาคพิจารณา สพฐ.มีหน้าที่ทำตามผลของกฏหมาย ก็ต้องว่าไปตามที่กฏหมายกำหนดให้  ถ้าจะให้ชลอ หรือเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ต้องอยู่ที่ ป.ป.ช.  ซึ่งทุกครั้งที่สพฐ.จัดสรรงบประมาณไปให้ฝ่ายปฏิบัติ  สพฐ.สั่งการอยู่แล้วว่า ให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฏหมายที่เกี่ยวข้อง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

จับตาพรุ่งนี้ถกเคาะมาตรการ-โซนจัด ‘สงกรานต์’ กิจกรรม- ‘สาดน้ำ’ ได้-ไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558140

จับตาพรุ่งนี้ถกเคาะมาตรการ-โซนจัด‘สงกรานต์’ กิจกรรม-‘สาดน้ำ’ได้-ไม่ได้

จับตาพรุ่งนี้ถกเคาะมาตรการ-โซนจัด‘สงกรานต์’ กิจกรรม-‘สาดน้ำ’ได้-ไม่ได้

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 12.47 น.

จับตาพรุ่งนี้ถกเคาะมาตรการ-โซนจัด‘สงกรานต์’ กิจกรรม-‘สาดน้ำ’ได้-ไม่ได้ ชง “ศบค.ชุดใหญ่” ไฟเขียว 19 มี.ค.นี้

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ศปก.ศบค.ประจำวัน ว่า ในการประชุมวันนี้ได้หารือมาตรการป้องกันโควิด-19 ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจะหารือร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับมาตรการป้องกันโควิด-19 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่าจะจัดในรูปแบบนิว นอร์มอล์อย่างไร เพื่อนำเสนอที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ในวันที่ 11 มีนาคม 2564 ก่อนเสนอ ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 19 มีนาคม 2564

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ.ศบค.ชุดใหญ่ ได้มีนโยบายให้ผ่อนคลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก็ต้องดูว่าข้อผ่อนคลายจะผ่อนคลายได้ถึงจุดไหน จึงต้องหารือให้เกิดความรอบคอบเพื่อเดินหน้าทางเศรษฐกิจต่อไป ควบคู่กับความปลอดภัยจากโควิด-19 เพราะพี่น้องประชาชนให้ความเป็นห่วงว่าหากจัดเทศกาลสงกรานต์จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดขึ้นอีก และจะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจตามมา

“การผ่อนคลายที่ ศบค. ชุดเล็ก นำเสนอคือสามารถจัดกิจกรรมและท่องเที่ยวได้ เช่น การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และการสรงน้ำพระ แต่กิจกรรมการเล่นสงกรานต์ใดที่ต้องถอดหน้ากาก เช่น การสาดน้ำ การปะแป้ง และกิจกรรมบนถนนข้าวสาร อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยง โดยเราจะอนุญาตให้กิจกรรมที่ยังสวมหน้ากากอยู่สามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขว่าจะอนุญาตให้มากน้อยเพียงใด” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

เมื่อถามว่า มีความกังวลเรื่องการเคลื่อนย้ายกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มีความเป็นห่วง เพราะคนไทยให้ความร่วมมือทำตามมาตรการ รวมถึงภาครัฐ และผู้จัดกิจกรรม ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะทำให้เราสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มขึ้น

เมื่อถามว่า จะผ่อนคลายให้จัดกิจกรรมสงกรานต์ใน จ.สมุทรสาครได้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ และช่วงเช้าได้ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับ จ.สมุทรสาคร ซึ่งทางจังหวัดได้ขอผ่อนคลายลงมาบ้าง แต่ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก แจ้งว่าอาจจะผ่อนคลายได้ไม่สุด หรือเทียบเท่าจังหวัดอื่น โดยจะเริ่มผ่อนคลายในวันที่ 1 เมษายน 2564 แต่ก็ยังอยู่ในมาตรการเฝ้าระวัง ร่วมกับ จ.ปทุมธานี แต่หากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะเฝ้าระวังแค่ จ.สมุทรสาคร จังหวัดเดียว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขพิจารณา ซึ่งจะหารือกันในสัปดาห์หน้าก่อนนำเข้าก่อนนำเข้า ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 19 มีนาคม 2564

เมื่อถามย้ำว่า จ.สมุทรสาครไม่สามารถจัดกิจกรรมสงกรานต์ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า อาจจะจัดได้ระดับหนึ่งหรือจัดโดยใช้มาตรการสวมหน้ากากเว้น ระยะห่าง ล้างมือ และการคัดกรองอุณหภูมิ หากประชาชนคงมาตรการเหล่านี้ไว้ เราก็จะผ่อนคลายมาตรการลงเรื่อยๆ

ด้าน พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. กล่าวระหว่างแถลงสถานการณ์ประจำวันตอนหนึ่ง ว่า ในเร็วๆนี้ไม่ใช่เฉพาะ จ.สมุทรสาคร แต่จะมีการผ่อนคลาย ผ่อนปรนทั้งประเทศ โดยเร็วๆนี้จะปรับมาตรการผ่อนคลายรองรับเทศกาลสงกรานต์

“พรุ่งนี้ทาง ศบค.ชุดเล็ก จะหารือกับตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรมรวมถึงกระทรวงสาธารณสุข โดยปีนี้หลายๆท่านรอคอยเรื่องกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ว่าพื้นที่ใดจะจัดได้หรือไม่ได้ พื้นที่ใดจะสาดน้ำได้หรือไม่ได้ ซึ่งพรุ่งนี้ (11 มีนาคม 2564) จะมีการหารือ โดยเน้นที่ว่าการเล่นสงกรานต์ต้องไม่เห็นยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น เบื้องต้นที่คุยวันนี้ ผอ.ศบค.ชุดเล็ก วางเกณฑ์หลัก 3 ส่วน คือ รัฐ , ผู้จัดกิจกรรม และประชาชน พร้อมหรือไม่ ถ้าทั้ง 3 ส่วน ยกการ์ดสูงทั่วประเทศ สวมหน้ากากเข้าหากันตามวิถีชีวิตใหม่ สงกรานต์ปีนี้เราอาจได้ฉลองร่วมกันโดยสวมหน้ากากใส่กัน” พญ.อภิสมัย กล่าว

สพฐ.เชื่อรับนักเรียนปี’64 ไม่มีแป๊ะเจี้ยะ เลื่อนสอบวันเข้า ม.4 ร.ร. วัตถุประสงค์พิเศษ เหตุตรงเลือกตั้งท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557942

สพฐ.เชื่อรับนักเรียนปี’64 ไม่มีแป๊ะเจี้ยะ  เลื่อนสอบวันเข้า ม.4 ร.ร.วัตถุประสงค์พิเศษ เหตุตรงเลือกตั้งท้องถิ่น

สพฐ.เชื่อรับนักเรียนปี’64 ไม่มีแป๊ะเจี้ยะ เลื่อนสอบวันเข้า ม.4 ร.ร.วัตถุประสงค์พิเศษ เหตุตรงเลือกตั้งท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.26 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 ไปแล้วนั้น โดยการรับนักเรียนระดับขั้นก่อนประถมศึกษา สพฐ.เน้นไม่ให้มีการทดสอบวัดความรู้  โดยจะให้ทุกคนจับฉลากเข้าเรียน เพื่อความเท่าเทียมกัน ส่วนคนที่จับฉลากไม่ได้ สพฐ.ก็มีโรงเรียนรองรับเพื่อให้นักเรียนมีที่เรียนทุกคน   ส่วนการรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 (ป.1) ก็ไม่มีการสอบวัดความรู้แต่จะให้มีการจับฉลากเข้าเรียนเช่นเดียวกัน 

ส่วนการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1(ม.1)ในปีนี้ สพฐ.ได้กำหนดให้มีการทดสอบวัดความสามารถเข้าเรียน โดยให้โรงเรียนใช้คะแนนของโรงเรียนเอง 100% ไม่มีการนำคะแนน O-NET มารวม และกำหนดให้รับนักเรียน 40 คน ต่อห้อง แต่คณะกรรมการเขตพื้นที่เห็นว่าโรงเรียนใดควรขยาย ก็ให้รับเพิ่มได้ไม่เกินห้องเรียนละ 4 คนเท่านั้น  ส่วนการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) ได้ให้โรงเรียนออกข้อสอบเอง 100% ไม่ให้เอาคะแนน O-NET มารวมเช่นเดียวกัน และรับนักเรียนต่อห้อง 40 คน หากขยายรับเพิ่มได้อีกไม่เกินห้องเรียนละ 4 คน เช่นเดียวกัน 

“เจตนารมณ์และเป้าหมายของ สพฐ.ต้องการให้การรับนักเรียนไม่ควรเกิน 40 คนต่อห้อง แต่ถ้า สพฐ.จะประกาศว่าไม่ให้ขยายเพิ่มขึ้นเลย โดยให้ปรับเป็น 40 คนต่อห้อง เกรงว่าจะกระทบกับความรู้สึก หรือการไม่ได้เตรียมการของผู้ปกครองและนักเรียนซึ่งจะเกิดความเครียด ความกดดัน จึงขอลดเป็นปีไป เช่น ปีนี้ประกาศว่ารับเพิ่มได้ไม่เกิน 4 คน ปีต่อไปเพิ่มได้ไม่เกิน 2 และปีต่อไปรับ 40 คนเต็มเพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความเข้าใจ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดห้องสอบแบบนิวนอมอลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 สพฐ.ได้ถอดบทเรียนจากการจัดสอบของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มาใช้  โดยการจัดห้องสอบให้มีการเว้นระยะห่าง ไม่น้อยกว่า 2 เมตร เมื่อนักเรียนเข้าห้องสอบแล้ว จะไม่ให้ออกจากห้องสอบ โดยทางโรงเรียนจะจัดบริการน้ำดื่ม อาหารให้ทานภายในห้องสอบ มีครูพาไปห้องน้ำ ซึ่งจากการถอดบทเรียนของโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองเป็นอย่างดี และการดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  สพฐ.จึงจะนำรูปแบบการจัดสอบของโรงเรียนเตรียมอุดมฯมาใช้กับโรงเรียนแข่งขันสูงทั่วไปในการจัดสอบครั้งนี้ 

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวเพิ่มเติมถึงการเรียกเก็บแป๊ะเจี๊ยะแลกที่นั่งเรียน ว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำหนดว่าเงินแป๊ะเจี๊ยะเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้น หากโรงเรียนใดจะดำเนินการก็ต้องอยู่ภายใต้ที่ ป.ป.ช.เปิดช่องทางให้เท่านั้น

นายอัมพร กล่าวว่า ตามที่นักเรียนและผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด -19 และมีผลกระทบต่อการเปิดเรียนและการทดสอบ นั้น สพฐ.มีความห่วงใยต่อนักเรียน และความเครียดของผู้ปกครองนักเรียน จึงขอแจ้งถึงการดำเนินการจัดสอบที่มีวันทับซ้อนกับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2564 หรือ TCAS64 ตรงกับวันเลือกตั้งท้องถิ่น นั้น ที่ผ่านมา สพฐ.ได้หารือร่วมกับสถาบันทดทอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ได้กำหนดแนวทางในการจัดตารางสอบใหม่ ที่ไม่ให้ทับซ้อนกันแล้ว เช่น การเลื่อนสอบ O-NET  ของนักเรียนชั้น ม.6 จากเดิมกำหนดสอบวันที่ 27-28 มีนาคม เลื่อนเป็นสอบวันที่ 27 และ 29 มีนาคม ส่วนการสอบเข้า ม.4 ของโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ ซึ่งเดิมกำหนดสอบวันที่ 28 มี.ค. ก็เลื่อนสอบเป็นวันที่ 8 เม.ย. ดังนั้นการสอบจึงไม่มีการทับซ้อนกันแล้ว 

“จากสถานการณ์โควิด -19 นักเรียนแต่ละโรงเรียนเรียนไม่เท่ากัน บางโรงเรียนเด็กได้เรียนเต็มที่ บางโรงเรียนเด็กได้เรียนไม่เต็มที่ ดังนั้น เพื่อลดความเครียดของนักเรียน สพฐ. จึงร่วมกับสำนักมัธยมปลาย จัดเรียนเสริมเติมความสามารถให้กับนักเรียนที่สนใจเพิ่มเติมความรู้ ก็เข้ามาเรียนกับโรงเรียนที่จัดการเรียนเสริมได้ ในวิชาสาระที่ตนเองยังไม่มีความพร้อม โดยในวันนี้(9 มี.ค.) สพฐ.จะแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียน ให้จัดการเรียนเสริมให้กับนักเรียน โดยให้เรียนฟรีทุกวิชา นอกจากนั้น สพฐ.จะร่วมกับศูนย์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม จัดครูที่มีความสามารถสอนแล้วนักเรียนเข้าใจ และนักเรียนยอมรับ ช่วยติวผ่านทางออนไลน์ให้กับนักเรียน เพื่อให้นักเรียนไม่เครียดในการเตรียมตัวสอบ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว  

เปิดพิมพ์เขียว ‘สงกรานต์’64’ จัดโซน-เคาะกฎปาร์ตี้โฟม เตรียมใส่หน้ากากสาดน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557936

เปิดพิมพ์เขียว‘สงกรานต์’64’ จัดโซน-เคาะกฎปาร์ตี้โฟม เตรียมใส่หน้ากากสาดน้ำ

เปิดพิมพ์เขียว‘สงกรานต์’64’ จัดโซน-เคาะกฎปาร์ตี้โฟม เตรียมใส่หน้ากากสาดน้ำ

วันอังคาร ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.03 น.

เปิดพิมพ์เขียว‘สงกรานต์’64’ จัดโซน-เคาะกฎปาร์ตี้โฟม เตรียมใส่หน้ากากสาดน้ำ

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 9 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สำหรับผลการหารือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ศบค. เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติ ในการผ่อนคลายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งปีนี้จะมีแนวโน้มในการผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งในเรื่องการจัดกิจกรรมวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งในปีนี้กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกแนวปฏิบัติเป็นข้อแนะนำในการจัด ประเพณีสงกรานต์ที่แตกต่างไปจากปีที่แล้ว เนื่องจากปีก่อนนั้นได้ให้งด แต่ปีนี้จัดงานเทศกาลสงกรานต์โดยเน้นแก่นแท้ของประเพณี คือ การทำบุญตักบาตรและสรงน้ำพระพุทธรูป รถน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่และบุพการี ผู้สูงอายุ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เตรียมเปียก!เปิดแนวคิดมาตรการ‘สงกรานต์’64’ วันไหลจัดแน่ ‘รถแห่-สาดน้ำ’ได้-ไม่ได้.?)

ทั้งนี้ กิจกรรมต่างๆจะมีความหลากหลายไปตามภูมิภาค อาทิ เทศกาลสงกรานต์ และวันไหล ซึ่งทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้คิดกิจกรรมที่จะดึงดูดการท่องเที่ยวการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับภาคีและภาคเอกชนในการจัดกิจกรรมที่ปีที่แล้วเรางดจัด และในปีนี้ได้ประสานความร่วมมือโดยเฉพาะเรื่อง มาตรการสาธารณสุขที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงเพราะได้ลดจำนวนวันการกักตัวลงแล้ว และการฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ ทางกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เห็นพ้องต้องกันว่าจะขอรับการสนับสนุนจำนวนวัคซีนให้กับจังหวัดที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้นซึ่งได้รับการจัดสรรมาแล้วในล็อตแรก และในล็อตถัดไปก็จะได้เพิ่มจำนวนเพื่อที่จะกำหนดเป็นโซนนิ่งหรือเป็นพื้นที่ที่จะจัดกิจกรรมได้ เช่นจังหวัดภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ พัทยา

สำหรับข้อสรุปต้องรอให้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติได้หารือครบทุกหน่วยงานเสียก่อนโดยเฉพาะกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องของการให้ความเห็น เนื่องจากวันนี้เป็นมุมของท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ซึ่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ได้รับทราบรูปแบบและวัตถุประสงค์เป้าหมายที่จะสรุปเป็นมาตรการเพื่อให้ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมลงนามเพื่อเป็นข้อแนะนำในการปฏิบัติเนื่องในประเพณีสงกรานต์ปี 2564

 ผู้สื่อข่าวถามว่าสำหรับการเล่นปาร์ตี้โฟมที่จะมีการรวมตัวของผู้คนเป็นจำนวนมากนั้นจะกระทำได้หรือไม่ นายอิทธิพล กล่าวว่าสำหรับการนำเสนอเชิงกิจกรรมทั้งสองกระทรวงได้หารือร่วมกันแล้วว่าได้มีกรณีที่จะต้องพิจารณาว่าถ้าจะมีพิจารณาใส่เครื่องป้องกัน เช่น แว่นตา หน้ากาก เสื้อผ้า เพื่อไม่ให้เกิดการสัมผัสร่างกายซึ่งกันและกัน เช่น เสื้อกันฝน ที่ใส่เป็นชุดคลุม แต่ในรูปแบบของกิจกรรมนั้นได้สร้างความสนุกสนานอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้พิจารณาถึงรายกิจกรรม แต่ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงและการจัดภาพรวมของกิจกรรม ซึ่งถือเป็นข้อพิจารณาที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเสนอให้กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณาว่าจะจัดเป็นโซนผ่อนปรน เพื่อให้เล่นสาดน้ำได้ เล่นสงกรานต์ได้แบบอย่างที่เคยเล่นก่อนที่จะมีโควิด-19 ระบาด ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าในปีนี้ประชาชน ส่วนใจเข้าใจและตระหนัก และจะใส่แว่นตากันน้ำ และใส่เสื้อผ้าที่มีความมิดชิดซึ่งในปีนี้เน้นย้ำว่าเราจะรณรงค์การแต่งกายเสื้อผ้าลายดอก สีสัน เพื่อเป็นการป้องกันร่างกายไม่ให้มีการเปิดเผยร่างกายและลดการสัมผัส

สำหรับรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ตามประเพณีนั้น เราอนุญาตอยู่แล้ว แต่การสาดน้ำแบบทั่วไปก่อนโควิด-19 อยู่ในข้อพิจารณา ดังนั้นมีประเด็นในเรื่องของการท่องเที่ยว เศรษฐกิจอยู่ด้วยซึ่งเป็นนัยยะสำคัญที่ปีนี้จะต้องพิจารณา เพื่อให้สังคมเกิดความคลายกังวล เพราะจากความเข้าใจของคนทั่วไปขณะนี้ก็คลายกังวลไปมาก

เมื่อถามว่าสงกรานต์เล่นรถกระบะได้หรือไม่ นายอิทธิพล กล่าวว่า สำหรับเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากจะต้องหารือว่าอาจจะทำได้ในโซนพื้นที่ที่ขออนุญาต เพราะที่สำคัญจะต้องมีเจ้าภาพในการดูแลโซนพื้นที่ ในแต่ละพื้นที่ หากเป็นประโยชน์ในการสืบสวนโรคหรือไทม์ไลน์ หากมีผู้ติดเชื้อขึ้นมา ตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นที่จะต้องหารือกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าแสดงว่าปีนี้เราจะได้เห็นการใส่หน้ากากเล่นน้ำสงกรานต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ปีนี้เราจะได้เห็นการใส่หน้ากากเล่นน้ำ และการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่โดยเป็นการลดน้ำตามประเพณี ส่วนเรื่องการสาดน้ำโครมๆนั้นน่าจะยังไม่เห็นในปีนี้ แต่อาจจะเห็นในโซนพื้นที่ที่กำหนด และได้รับอนุญาตซึ่ง จะต้องผ่านการพิจารณาของศบค.ชุดใหญ่ก่อนซึ่งจะได้เห็นความชัดเจนในสัปดาห์หน้า

สำหรับการเตรียมตัวล่วงหน้าของภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆขอแจ้งให้เป็นสัญญาณอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้แจ้งไปแล้วว่าต้องการให้เศรษฐกิจดีขึ้นและดูจากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งคงไม่มีปัญหาอะไรจัดเทศกาลสงกรานต์ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์สามารถจัดคอนเสิร์ต ดนตรี พบปะสังสรรค์ดื่มสุรา ได้หรือไม่ จะมีมาตรการ ออกมาเป็นข้อปฏิบัติ ให้เลยหรือไม่ นายอิทธิพล กล่าวว่า การดื่มสุรางดเว้นอยู่แล้ว ส่วนการแสดงดนตรีเบื้องต้นนั้นจากที่ได้ผ่อนปรนมาก่อนหน้านี้สามารถจะแสดงดนตรีได้แต่ที่สำคัญคือเรื่องของการลดจำนวนคนเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด เช่น คอนเสิร์ตที่มีการยืนเบียดกัน ก็ต้องปรับรูปแบบให้เป็นการจัดที่ให้มีเว้นระยะ ส่วนการแสดงดนตรีพื้นบ้านนั้นก็ต้องดูที่จำนวนคนเป็นหลัก เช่น รำวง อย่างไรก็ตามรูปแบบของกิจกรรมวัฒนธรรมนั้นเราไม่ต้องการให้ผิดเพี้ยนไป

กสศ.เติมฝันอาชีพเสริมเยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษา จุดประกายคิดเป็นนายตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557897

กสศ.เติมฝันอาชีพเสริมเยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษา จุดประกายคิดเป็นนายตัวเอง

กสศ.เติมฝันอาชีพเสริมเยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษา จุดประกายคิดเป็นนายตัวเอง

วันอังคาร ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.45 น.

กสศ.เติมฝันอาชีพเสริมเยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษา จุดประกายคิดเป็นนายตัวเอง ทำเบเกอรี่ขายในโรงงาน หรือเซลล์แมนแอร์ “ไฮเออร์” ควบคู่ทำงานประจำ ปลื้ม! WD​ ผู้ผลิตฮาร์ดไดร์ฟ​ยี่ห้อ​ Seagate ช่วยประชาสัมพันธ์โครงการฯ กสศ.เชิญชวนพนักงานมาร่วมกิจกรรม

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา โครงการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา โดยเครือข่ายเชิงพื้นที่ : ภาคตะวันออก (จ.ปราจีนบุรี) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับกลุ่มสหภาพแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี จัดกิจกรรม “เติมความฝันและความหวัง” เยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษาด้วยการให้ “ทุนหมุนเวียน” รายบุคคลเพื่อนำไปตั้งต้นอาชีพเสริมระหว่างทำงานประจำ พร้อมกับจัดซื้ออุปกรณ์ประกอบอาชีพเบื้องต้นทั้งที่ไปประกอบกิจการส่วนตัว(เบเกอรี่) หรือ แบบรวมกลุ่ม (ช่างแอร์) โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้และทดลองปฏิบัติจริง เป้าหมายเพื่อจุดประกายความฝันและความหวังก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบกิจการอิสระ หรือ เป็นรายได้เสริมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอนาคต

นายธีระพงษ์  อุ่นฤดี  สหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย ในฐานะพนักงานโรงงาน “ไฮเออร์” ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นกล่าวว่า ไฮเออร์ ผลิตเครื่องปรับอากาศ 2 ประเภท คือ แอร์ขนาดเล็กติดตั้งบริเวณหน้าต่างนิยมใช้ในประเทศยุโรป อีกประเภท คือ แอร์ขนาดใหญ่ที่นิยมใช้ในประเทศเขตร้อน สำหรับประเทศไทย ไฮเออร์ เพิ่งทำการตลาดในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นหากเยาวชนแรงงานที่ทำงานในโรงงานมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญการติดตั้ง ซ่อมหรือล้างแอร์บ้าน ย่อมสามารถเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ ไฮเออร์ ได้ สิ่งสำคัญ คือ ความน่าเชื่อถือในการให้บริการลูกค้าให้ได้รับความไว้วางใจในฝีมือช่างและต้องมีหัวใจรักการบริการ

ทั้งนี้ การเริ่มต้นล้างแอร์บ้าน เทคนิคง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ที่ราคาแพง แต่ควรเริ่มจากศึกษาโครงสร้างเครื่องปรับอากาศแต่ละตัวที่ประกอบกันทำหน้าที่อย่างไร และ เริ่มหัดล้างแอร์บ้านตัวเองก่อน ด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ เช่น แปรทาสี น้ำยาล้างจานผสมน้ำใส่กระบอกฉีดน้ำ และถุงดำขนาดใหญ่กันเปื้อนไปพลางก่อน พอมีความรู้พื้นฐานและชำนาญขึ้นจึงเริ่มเก็บออมจัดซื้ออุปกรณ์ทีละชิ้นๆ เช่น ผ้าใบคลุมกันเปื้อน สายปั๊มฉีดน้ำแรงดันสูง โบว์เป่าลม ปืนล้างแอร์ ฯลฯ แต่สำหรับทุนหมุนเวียนและอุปกรณ์กลางที่ทาง กสศ.จัดซื้อให้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับการเริ่มต้นการรวมกลุ่มกันไปรับงานมาทำในช่วงวันหยุด หรือ ทดลองไปเป็นลูกมือรุ่นพี่ที่เป็นช่างแอร์มืออาชีพ

น.ส.วิไลพร แก่นปรั่ง ประธานสหภาพแรงงานอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าโครงการฯ กสศ.ได้เข้ามาช่วยทำให้เยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษาได้มีโอกาสรู้จักคิดรู้จักปรับเปลี่ยนเป็นนายตัวเองและทำงานประจำในโรงงานไปด้วยพร้อมกัน ให้มีรายได้เพิ่มจากอาชีพเสริม ที่แม้จะได้รับทุนสนับสนุนเพียงเล็กน้อยถือเป็นการจุดประกายความคิด ย่อมดีกว่าการตั้งหน้าตั้งตาทำงานเป็นลูกจ้างเพียงอย่างเดียวเพื่อรอวันเกษียณอายุหรือโรงงานปิดกิจการ โดยไม่มีอาชีพ หรือ ทักษะใหม่มารองรับ

ทั้งนี้ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) หรือ WD​ บริษัทสัญชาติอเมริกันผู้ผลิตฮาร์ดไดร์ฟ​ยี่ห้อ​ Seagate มีโรงงาน​ในเขตอุตสาหกรรม​ 304​ อ.ศรีมหาโพธิ​จ.ปราจีนบุรี​ ได้ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการฯ กสศ. ให้พนักงาน ที่อายุไม่เกิน 25 ปี รับทราบเข้ามาสมัครหรือมาร่วมกิจกรรม​ผ่านการประชุมกับหัวหน้างานในส่วนของฝ่ายผลิต ระดับ Supervisor เพื่อให้สื่อสารต่อให้กับพนักงานภายใต้การดูแลของตนเอง และ โพสต์ผ่านช่องทาง social ของบริษัท (Line application และ Web site) ช่องทางนี้มีพนักงานมากกว่า 80% สามารถได้รับข่าวสารนี้

สำหรับกิจกรรมในครั้งต่อไป ในวันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2564 เวลา 09.00​ – 15.00 ​น.ผู้ช่วย ศ. ดร.สุปีติ กุลจันทร์ และ นายไกรมิตร พงษ์นิยะกูล อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี มาเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่อง​ “ขายของ​ออนไลน์” ที่สำนักงานสหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศ จ.ปราจีนบุรี