วธ.เร่งสอบโซเชียลแชร์ภาพรองเท้าแบรนด์ดัง ติด ‘ตราครุฑ-ธงชาติไทย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559520

วธ.เร่งสอบโซเชียลแชร์ภาพรองเท้าแบรนด์ดัง ติด'ตราครุฑ-ธงชาติไทย'

วธ.เร่งสอบโซเชียลแชร์ภาพรองเท้าแบรนด์ดัง ติด’ตราครุฑ-ธงชาติไทย’

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.13 น.

“วธ.”ประสาน”ดีอีเอส”ตรวจสอบโลกโซเชียลแชร์ภาพแบรนด์เสื้อผ้า ใช้”ตราครุฑ-ธงชาติไทย”ติดรองเท้า

เมื่อเวลา 13.50 น.วันที่ 16 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีแบรนด์เสื้อผ้ายี่ห้อหนึ่ง เปิดตัวรองเท้าคอลเลกชั่นประเทศไทย ซึ่งนำสัญลักษณ์ครุฑ และธงชาติไทย ร่วมอยู่ด้วย ว่า สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมเตรียมประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เพื่อให้ตรวจสอบเพจต่างๆ ที่มีการแชร์ภาพในประเทศไทย ทั้งนี้ ยังไม่พบการจำหน่ายในประเทศไทย กรณีนี้เป็นเรื่องของการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ต้องไปดูว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีคนไทยแชร์ภาพดังกล่าว เท่าที่พบส่วนใหญ่แสดงความกังวลกับเรื่องนี้ จึงไม่ถือว่ามีความผิดแต่อย่างใด

เคาะแล้วสงกรานต์ ‘งดสาดน้ำ-ปะแป้ง-ปาร์ตี้โฟม’! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559514

เคาะแล้วสงกรานต์ ‘งดสาดน้ำ-ปะแป้ง-ปาร์ตี้โฟม’!

เคาะแล้วสงกรานต์ ‘งดสาดน้ำ-ปะแป้ง-ปาร์ตี้โฟม’!

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.05 น.

“อิทธิพล” ชง ศบค.ชุดใหญ่ “สงกรานต์” งดเล่นน้ำ-ปะแป้ง-ปาร์ตี้โฟมทุกกรณี ปิดถนนข้าวสารทำได้ อนุญาตเฉพาะสรงน้ำพระ ขบวนแห่ให้ดูจำนวนคนตามความเหมาะสม

16 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) ชุดเล็ก ในวันที่ 17 มีนาคม 2564 จะมีการเสนอกรอบการผ่อนปรนให้จัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยวันนี้กระทรวงวัฒนธรรมจะมีการประชุมคณะกรรมการบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับประเพณีสงกรานต์ ซึ่งจะมีแนวปฏิบัติที่ได้หารือกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว

“จะอนุญาตให้มีการจัดสงกรานต์ได้ตามประเพณี เน้นแก่นแท้ของประเพณี เช่น การตักบาตร สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ส่วนกิจกรรมที่เป็นการละเล่นโดยเฉพาะการสาดน้ำและการปะแป้งจะให้งดเว้นไปก่อน เนื่องจากยังมีความกังวลจากหลายส่วน รวมถึงกรณีเกิดคลัสเตอร์ใหม่ด้วย ทำให้กังวลว่าหากมีการสาดน้ำจะเกิดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อได้ โดยจะเสนอให้ ศบค. ชุดใหญ่พิจารณา 19 มีนาคม นี้” นายอิทธิพล กล่าว

นายอิทธิพล กล่าวว่า กรณีที่เป็นสถานที่เอกชน ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโควิด กรณีถนนข้าวสารสามารถปิดถนนได้ แต่ต้องงดสาดน้ำ ส่วนสรงน้ำพระ ขบวนแห่ต่างๆ ขอให้ดูตามความเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบประเพณีของแต่ละจังหวัด ที่ต้องดูจำนวนคนในขบวนแห่ต่างๆด้วย ส่วนเรื่องปาร์ตี้โฟมหรือกิจกรรมในสถานบันเทิงก็ต้องงดการสาดน้ำ งดการเล่นน้ำด้วย ปีนี้ยังต้องขอให้เว้นไปก่อน เนื่องจากว่าวิเคราะห์แล้วมีความเสี่ยงเรื่องของการมีของเหลวเข้าสู่ร่างกาย เช่นเดียวกับงานวันไหล จ.ชลบุรี ที่มีการละเล่นพื้นบ้านและมีการสาดน้ำ ชัดเจนว่า ต้องงดการสาดน้ำ งดการปะแป้ง งดปืนฉีดน้ำ เช่นกัน  

จุฬาฯวิจัยสำเร็จ ‘สุนัขดมกลิ่นหาผู้ติดเชื้อโควิด’ ครั้งแรกในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559502

จุฬาฯวิจัยสำเร็จ'สุนัขดมกลิ่นหาผู้ติดเชื้อโควิด'ครั้งแรกในประเทศไทย

จุฬาฯวิจัยสำเร็จ’สุนัขดมกลิ่นหาผู้ติดเชื้อโควิด’ครั้งแรกในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.34 น.

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการวิจัย “การใช้สุนัขดมกลิ่นตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการ” เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในการฝึกฝูงสุนัขดมกลิ่นตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 6 ตัวแรกของประเทศ

ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี กล่าวต่อว่า การตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยอุปกรณ์วัดอุณหภูมิแบบต่างๆ เป็นวิธีการคัดกรองเบื้องต้นและได้ผลสำหรับผู้ที่ติดเชื้อและแสดงอาการแล้วเท่านั้น ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการ เครื่องมือเหล่านี้ยังไม่สามารถตรวจพบได้ แต่สุนัขที่ได้รับการฝึกมาแล้วสามารถทำสิ่งนี้ได้ นี่คือที่มาของโครงการวิจัย “การใช้สุนัขดมกลิ่นตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการ”

ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี กล่าวถึงขั้นตอนการวิจัยฯ ว่า ทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างเหงื่อของผู้ติดเชื้อ ซึ่งเป็นสารคัดหลั่งที่มีการยืนยันแล้วว่าไม่มีการเจือปนของเชื้อไวรัส โดยเราจะซับเหงื่อบริเวณใต้รักแร้ด้วยสำลีและถุงเท้า เก็บไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ แล้วนำสำลีและถุงเท้าดังกล่าวมาใส่กระป๋องเพื่อให้สุนัขดมกลิ่น เมื่อสุนัขได้กลิ่นก็จะนั่งลงทันที เพื่อบอกว่าคนๆ นี้ติดเชื้อแม้จะไม่แสดงอาการ

“สุนัขมีความสามารถในการดมกลิ่นดีกว่าคนถึง 50 เท่า เราจึงคิดนำศักยภาพนี้มาใช้ โดยเฉพาะสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ที่คณะวิจัยเลือกมาฝึกและทดสอบในโครงการนี้จำนวน 6 ตัว สายพันธุ์นี้เป็นสุนัขที่มีโพรงจมูกยาว มีประสาทสัมผัสรับรู้กลิ่นที่ไวและดี อุปนิสัยเป็นมิตรและฝึกง่าย จากการทดสอบ สุนัขฝูงนี้มีความแม่นยำในการพบผู้ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการสูงถึง 95% เทียบเคียงกับประเทศ อื่นๆ ที่มีการวิจัยโดยใช้สุนัขตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อ อาทิ ฟินแลนด์ เยอรมัน ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย เป็นต้น ขณะนี้ พร้อมไปประจำการที่ท่าอากาศยาน เสริมปฏิบัติการคัดกรองปกติ  โครงการนี้นับเป็นต้นแบบในการฝึกสุนัขเพื่องานทางการแพทย์ชุดแรกของประเทศไทย ซึ่งในอนาคตจะมีการต่อยอดฝึกสุนัขเพื่อตรวจโรคอื่นๆ อาทิ โรคเบาหวาน ซึมเศร้า มาลาเรีย และโรคอัลไซเมอร์” ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี กล่าว

ด้าน รศ.สพ.ญ.ดร.สมพร เตชะงามสุวรรณ สัตวแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ หนึ่งในคณะวิจัยยืนยันกระบวนการทดสอบทั้งหมดปลอดภัยต่อทั้งตัวสุนัขและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง คณะวิจัยใช้ตัวอย่างจากเหงื่อของผู้ติดเชื้อโควิด-19 และให้สุนัขดมกลิ่นในระยะห่าง เครื่องมือต่างๆ ก็ปลอดเชื้อ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกใช้เวลา 2 เดือน เป็นการทดสอบความสามารถและฝึกสุนัขในการแยกแยะกลิ่นผู้ติดเชื้อได้อย่างแม่นยำ ว่องไว และแน่นอน โดยมีกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 และบริษัท พี คิว เอ แอสโซซิเอท จำกัด ร่วมสนับสนุนการเตรียมตัวและฝึกสุนัข

ถัดมาคือการทดลองปฏิบัติจริงที่สนามบิน ท่าเรือ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และฝึกสุนัขให้ดมกลิ่นจากเท้าของคน ส่วนในระยะที่สาม เป็นการวิจัยต่อยอดเครื่องมือคัดกรองรูปแบบใหม่ เช่น เซ็นเซอร์เพื่อบ่งชี้ผู้เข้าข่ายติดเชื้อ โดยคณาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ นำโดย รศ.ดร.ธรรมนูญ หนูจักร และ อ.ดร.ชฎิล กุลสิงห์

‘หมวดท็อป’ วีรบุรุษแดนใต้สุดปลื้ม! ได้เฝ้ารับ-ส่งเสด็จฯ ‘ในหลวง-พระราชินี’ เปิดศาลฯ จว.สุพรรณบุรีวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559431

'หมวดท็อป'วีรบุรุษแดนใต้สุดปลื้ม! ได้เฝ้ารับ-ส่งเสด็จฯ'ในหลวง-พระราชินี'เปิดศาลฯ จว.สุพรรณบุรีวันนี้

‘หมวดท็อป’วีรบุรุษแดนใต้สุดปลื้ม! ได้เฝ้ารับ-ส่งเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’เปิดศาลฯ จว.สุพรรณบุรีวันนี้

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 09.56 น.

วันที่ 16 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “หมวดท็อป” ร.ต.ท.ยุทธนา เทพสถิตย์ รอง สารวัตรกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (ค่ายพระมงกุฎ) หน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิด ( EOD )ภ.จว.ยะลา ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศีรษะ จนกระโหลกยุบ จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิด ในพื้นที่ อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อ14 ก.ย.60 

ซึ่งหมวดท็อป ได้รับการรักษาอยู่ใน รพ. ร่วม 2 ปี และออกมาพักฟื้นร่างกายต่อ ที่บ้านใน อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี 

โดยก่อนหน้า หมวดท็อป ได้ทราบข่าวจากสื่อมวลชน ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เจ้าคุณพระสินีนาฎ พิลาสกัลยาณี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และทรงเปิดอาคารที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี ในวันอังคารที่ 16 มีนาคม 2564 เวลา 17.00 น.”

หมวดท็อป ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในคราวที่รักษาอาการบาดเจ็บจากแรงระเบิด มีความประสงค์ว่าถ้ามีโอกาสอยากจะเข้าเฝ้าฯ รับ-ส่งเสด็จฯ  ในชีวิตสักครั้งหนึ่ง  จึงได้แจ้งความประสงค์ให้ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.ภ.2 อดีต ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ทราบเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา ก่อนแจ้งให้ พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผบช.ภ.7 ทราบ และได้สั่งการ พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พร้อมกับมอบหมายให้ พ.ต.อ.สมภพ คูหาวิชานันท์ รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี มารับเรื่องเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ หมวดท็อป ทราบว่าตนเองจะได้มีโอกาสเฝ้ารับ-ส่งเสด็จฯ ในครั้งนี้ร่วมกับพี่น้องชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ได้กล่าวด้วยความดีใจ ว่า…

“อยากเป็นคนไข้ของพระองค์ท่าน…ทรงพระเจริญครับ”  “ขอบคุณครับที่ไม่ทิ้งผม”

นายเทพ และ นางพยูร เทพสถิตย์ พ่อและแม่ของหมวดท็อป เล่าว่า… “เขาสู้น่าดูเลย ตอนนี้ดีขึ้นมากจากที่เจอวันแรกโดนระเบิดอาการหนักมาก หมอบอกว่าอาจจะไม่รอด อยู่ห้อง ไอซียู เดือนครึ่ง ออกไปอยู่พักฟื้นอีกครึ่งเดือน นอนเป็นผักเป็นปลาไปแล้ว ก่อนย้ายไปอยู่ รพ.ตำรวจอีก 1 ปี 

ตัวเขาบอกอยากกลับมาอยู่บ้าน อาการเขาอาจจะดีขึ้น เลยรับกลับมาอยู่ที่บ้าน เขาก็ดีขึ้น ขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ติดตามดูแลข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย”

นายกสภามหาวิทยาลัย มทร.กรุงเทพ ลาออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559345

นายกสภามหาวิทยาลัย มทร.กรุงเทพ ลาออก

นายกสภามหาวิทยาลัย มทร.กรุงเทพ ลาออก

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.39 น.

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ นายกสภามหาวิทยาลัย มทร.กรุงเทพ ชี้แจงกรณีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลาออกของนายกสภาฯ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ รวม 12 คน ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากข่าวที่ปรากฎในสื่อมวลชน สรุปได้ดังนี้

1.นายกสภาฯ ได้สั่งให้นำเรื่องการขอกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของนายสุกิจ นิตินัย อธิการบดี ซึ่งได้ข้อยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 เนื่องจากศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่กำหนดให้จ้างผู้บริหารที่มีอายุเกิน 60 ปี ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ทุเลาการบังคับใช้ นายสุกิจจึงยื่นคำขอกลับมาปฏิบัติหน้าที่ มิใช่สภาฯ มีมติไม่นำเรื่องเข้าพิจารณาตามที่เป็นข่าว

2.ที่ประชุมสภา มทร.กรุงเทพ ได้พิจารณาเรื่องนี้ โดยกรรการสภาฯ ส่วนที่เป็นฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย รวมทั้งรักษาการอธิการบดี กับคณะผู้บริหารซึ่งรักษาการ ได้คัดค้าน โดยอภิปรายว่า นายสุกิจมีความประพฤติไม่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งอธิการบดีหลายประการ หากกลับมาปฏิบัติหน้าที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ และอ้างว่าข้าราชการและพนักงานส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องการให้นายสุกิจกลับมาปฏิบัติหน้าที่ โดยมิได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายและการปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด แล้วขอให้มีการลงคะแนนโดยที่ประชุม ซึ่งกรรมการบางท่าน เช่น รักษาการอธิการบดี และคณะผู้บริหารซึ่งรักษาการอธิการบดี เสนอให้แต่งตั้งไม่ควรลงคะแนนเสียงทั้งโดยมารยาท และอาจมีผลเสียตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเกี่ยวข้องกับการกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของอธิการบดี ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ แต่ผู้รักษาการอธิการบดีกับกรรมการกลุ่มนี้กลับขอใช้สิทธิในการออกเสียงลงมติ

3.ผลการลงมติโดยกรรมการสภาฝ่ายรักษาการอธิการบดี และผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้รับเสียงข้างมากตามที่เป็นข่าว ซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการลงมติที่มีผลขัดแย้งกับกฎหมายและข้อบังคับรวมทั้งแนวทางปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด หากถือปฏิบัติหรือมีการดำเนินการต่อไป อาจก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัยและต่อส่วนตัวได้ ประกอบกับได้พิจารณาเห็นว่าคงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ในการบริหารและพัฒนามหาวิทยาลัยตามอำนาจหน้าที่ ตามวัตถุประสงค์ และตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ต่อไปได้ จึงได้ขอลาออกจากการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป

สำหรับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัย มทร.กรุงเทพ ประกอบด้วย 1.นายสมชัย ฤชุพันธ์ 2.นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ 3.นายขันธ์ชัย วิจักขณะ 4.นายพรายพล คุ้มทรัพย์ 5.นายชนรรค์ พุทธมิลินประทีป 6.นายบวรโชค ผู้พัฒน์ 7.นายสมชาย วงศ์วิเศษ 8.นายดิษพงศ์ พานิช 9.นางสาวศิริกุล ธนสารศิลป์ 10.นายพันธวัศ สัมพันธ์พานิช 11.นายมนต์ชัย เทียนทอง และ 12.นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ (นายกสภามหาวิทยาลัย)

ทั้งนี้ นายสมชัย ฤชุพันธ์ ลาออก โดยให้เหตุผลเรื่องสุขภาพ

‘คุณหญิงกัลยา’ เร่งขับเคลื่อนแผนบูรณาการการศึกษา 77 จว.นำร่อง 349 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559226

'คุณหญิงกัลยา'เร่งขับเคลื่อนแผนบูรณาการการศึกษา 77 จว.นำร่อง 349 แห่ง

‘คุณหญิงกัลยา’เร่งขับเคลื่อนแผนบูรณาการการศึกษา 77 จว.นำร่อง 349 แห่ง

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.22 น.

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการ รมว.ศธ.เป็นประธานเปิดการประชุมการบูรณาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ “เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั่วไทย” โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. , ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) , ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และผู้อำนวยเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 77 จังหวัด ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตนยืนยันว่าจะเดินหน้าแผนบรูณาการการศึกษาของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต รมว.ศธ.ที่มุ่งเน้นพัฒนาโรงเรียน 3 กลุ่ม คือ โรงเรียนคุณภาพของชุมชน , โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง และโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว หรือสแตนด์อโลน ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้มีโรงเรียนทั้ง 77 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว จำนวน 349 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนคุณภาพของชุมชน จำนวน 183 โรงเรียน , โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง จำนวน 77 โรงเรียน และโรงเรียนสแตนด์อโลน จำนวน 89 โรงเรียน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำงบเหลือจ่ายของปี 2564 มาใช้พัฒนาโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือก  และในปี 2564 ตนสั่งการให้ สพฐ.ทำการคัดเลือกโรงเรียนนำร่องที่สามารถเป็นต้นแบบของโรงเรียนคุณภาพของชุมชน โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง และโรงเรียนสแตนด์อโลน โดยให้คัดเลือกจากโรงเรียน 349 แห่ง แบ่งเป็น 5 ภูมิภาคท จำนวนภูมิภาคละ 3 แห่ง รวมทั้งหมด 15 แห่ง โดยโรงเรียนเหล่านี้จะมีคณะทำงานจาก ศธ.ไปร่วมพัฒนาโรงเรียนตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งจะมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนเป็นหลัก โดยให้แต่ละโรงเรียนเขียนโครงการที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อเสนอของบประมาณปี 2564 ภายใต้กรอบวงเงินโรงเรียนละไม่เกิน 2,000,000 บาท

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ส่วนโรงเรียนที่เหลืออีกจำนวน 334 แห่ง จะได้รับงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนละไม่เกิน 400,000 บาท โดยตนมอบหมายให้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือก ไปหารือร่วมกับครู ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง และคิดโครงการเพิ่มคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนมา 1 โครงการ เช่น การสร้างห้องเรียนออนไลน์ การติดอินเทอร์เน็ต การซื้อคอมพิมเตอร์ ห้องเรียนกีฬา ห้องโยธวาทิต เป็นต้น โดยทุกโรงเรียนต้องเสนอโครงการมาที่ ศธ.ภายใน 1 สัปดาห์ นี้ โดย สพฐ.จะตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาหากโครงการที่เสนอมาสมเหตุสมผลและสามารถทำได้จริง ก็จะได้รับอนุมัติงบไปให้เริ่มดำเนินโครงการทันที

“แม้งบประมาณที่โรงเรียนได้รับอาจจะมีไม่มาก แต่ถ้าผู้บริหารเปลี่ยนความคิด โดยเข้าไปพูดคุยหารือกับบริษัท ผู้ปกครอง หรือภาคอุตสาหรกรรมในพื้นที่ เพื่อดึงให้เข้ามาช่วยระดมทุนพัฒนาการศึกษา ซึ่งจะทำให้โรงเรียนมีทรัพยากรพัฒนาตนเองได้ทันที โดยไม่ต้องรองบประมาณจากรัฐ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่หาก รมว.ศธ.คนใหม่เข้ามา แล้วนโยบายนี้อาจจะไม่ได้สานต่อ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า เชื่อว่าใครมาเป็น รมว.ศธ.ก็จะเห็นการพัฒนาคุณภาพศึกษาและจะสานต่อนโยบายนี้ ส่วนที่หลายคนมองว่าตนเป็นแค่รักษาการ รมว.ศธ.การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ควรจะรอ รมว.ศธ.คนใหม่มาก่อนนั้น ตนมองว่าอะไรที่ตนสามารถทำได้ก็ต้องทำ ไม่นิ่งนอนใจ และสิ่งที่ทำ ก็ไม่ได้คิดเริ่มอะไรใหม่ เพียงแต่ขับเคลื่อนโครงการที่ดีที่มีอยู่แล้วให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง นักเรียน และสังคมที่มีต่อกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนโครงการพัฒนาโรงเรียนทั้ง 3 ประเภท แต่ละที่จะต้องใช้งบแห่งละ 30 – 40 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคาร ซึ่งเป็นการพัฒนาทางกายภาพนั้น ก็ยังไม่ได้พับโครงการ ยังคงเดินหน้าไปตามแผนเดิมที่ ศธ.เสนอต่อสภาของบประมาณปี 2565 ไว้ ก็แล้วแต่ว่าจะได้รับอนุมัติงบมาจำนวนเท่าไหร่

‘ในหลวง’ พระราชทานถุงยังชีพ มอบแก่ราษฎรประสบวาตภัยปราจีนบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559102

'ในหลวง'พระราชทานถุงยังชีพ มอบแก่ราษฎรประสบวาตภัยปราจีนบุรี

‘ในหลวง’พระราชทานถุงยังชีพ มอบแก่ราษฎรประสบวาตภัยปราจีนบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.00 น.

14  มีนาคม 2564 ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎร ที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ผู้ประสบวาตภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี 

เวลา 09.25 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี  ไปประชุมติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาวาตภัยในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่อจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 488 ชุด ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัย ณ หอประชุมอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น  และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยดังกล่าว 

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปกล่าวแก่ราษฎรที่ประสบเหตุวาตภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ให้ความช่วยเหลือราษฎรให้รับทราบ และลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวผู้ประสบวาตภัยในพื้นที่ตำบลกบินทรบุรี จำนวน 10 ครอบครัว ตลอดจนพูดคุยให้กำลังใจเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตประกอบสัมมาอาชีพเป็นปกติสุขได้ต่อไป  ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระมหากรุณา

จังหวัดปราจีนบุรี แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ 64 ตำบล 708 หมู่บ้าน  ได้รับอิทธิพลจากความกดอากาศสูงกำลังอ่อนปกคลุมภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอนาดี   ทำให้บ้านเรือนราษฎร พื้นที่ทางการเกษตร (พืชอายุสั้น) สิ่งสาธารณประโยชน์ (เสาส่งกระแสไฟฟ้า)โค่นหัก ได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบคลอบคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ  8 ตำบล 49 หมู่บ้าน 1 ชุมชน 488  หลังคาเรือน อำเภอกบินทร์บุรี คลอบคลุมพื้นที่ 6 ตำบล 42 หมู่บ้าน 1 ชุมชน 390 หลังคาเรือน อำเภอนาดี คลอบคลุมพื้นที่ 2 ตำบล 7 หมู่บ้าน 98 หลังคาเรือน 

ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายสู่สภาวะปรกติแล้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี หน่วยราชการทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กร มูลนิธิ และจิตอาสาพระราชทาน ได้ระดมให้ความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน และสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยา ต่อไป

‘ในหลวง’ มีพระราชสาส์นถวายพระพรในโอกาสวันครบรอบสมณภิเษก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558954

'ในหลวง'มีพระราชสาส์นถวายพระพรในโอกาสวันครบรอบสมณภิเษก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส

‘ในหลวง’มีพระราชสาส์นถวายพระพรในโอกาสวันครบรอบสมณภิเษก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.50 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความ พระราชสาส์นถวายพระพรไปยังสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส ในโอกาสวันครบรอบสมณภิเษกสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส ซึ่งตรงกับวันที่ 13 มีนาคม 2564 ความว่า

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส

นครรัฐวาติกัน 

ในโอกาสอันเป็นมงคลแห่งวันคล้ายวันสมณภิเษกพระคุณเจ้า ข้าพเจ้าและประชาชนชาวไทยขอถวายพระพรและความปรารถนาดีด้วยใจจริง เพื่อพระคุณเจ้าทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ และทรงพระสำราญตลอดไป

(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

กองทุนไอ้ส้มฉุนมอบ 1 ล้านหนุนโรงเรียนประจำจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558904

กองทุนไอ้ส้มฉุนมอบ 1 ล้านหนุนโรงเรียนประจำจังหวัด

กองทุนไอ้ส้มฉุนมอบ 1 ล้านหนุนโรงเรียนประจำจังหวัด

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.27 น.

วันที่ 12 มี.ค.64 พระครูประกาศสรวุฒิ เจ้าอาวาสวัดทรงเสวย และคณะกองทุนส้มฉุน ศิษย์วัดทรงเสวย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เดินทางมายังโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม เพื่อส่งมอบเงินจำนวน 1 ล้านบาท และส่งมอบอาคาร “ห้องประชุมศิริสุวรรณรังสีอุปถัมภ์ โดย กองทุนส้มฉุนศิษย์วัดทรงเสวย” โดยมีนายสมบูรณ์ ศิริเวช ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท และนายวิเชียร แก่นไร่ ผู้อำนวยการโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม ร่วมพิธีส่งมอบ

พระครูประกาศสรวุฒิ เจ้าอาวาสวัดทรงเสวย เปิดเผยว่า กองทุนส้มฉุน ศิษย์วัดทรงเสวย สนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงห้องประชุมชั่วคราวให้เป็นห้องประชุมต้นแบบเทคโนโลยีโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม ทำให้มีห้องประชุมที่สวยงามสามารถตอบสนองความต้องการด้านการใช้สถานที่จัดประชุมการจัดกิจกรรมของครู นักเรียน และหน่วยงานอื่นได้อย่างดี ทั้งนี้ ทางวัดได้จัดตั้งกองทุนการศึกษาขึ้นมามอบทั้งเงินทุนการศึกษา เด็กเรียนดี เด็กยากจน ซึ่งเงินที่ได้มานั้น เป็นเงินที่เราเก็บไว้ส่วนหนึ่งจากเงินที่ประชาชนมาทำบุญที่วัด และศาลาไอ้ส้มฉุน เพื่อเป็นการต่อยอดแบ่งปันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่สืบต่อไป
 

‘โฮมดิน’ นิทรรศการถาวร 51 ชิ้นงานประติมากรรมทรงคุณค่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558703

‘โฮมดิน’ นิทรรศการถาวร 51 ชิ้นงานประติมากรรมทรงคุณค่า

‘โฮมดิน’ นิทรรศการถาวร 51 ชิ้นงานประติมากรรมทรงคุณค่า

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาและศิลปินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดงานเปิดนิทรรศการประติมากรรม“โฮมดิน” จัดแสดงผลงานของผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการสร้างผลงานประติมากรรมของคณาจารย์ นักศึกษา และศิลปิน ณ แหล่งเรียนรู้ทางด้านเครื่องปั้นดินเผาระดับประเทศชุมชนด่านเกวียน ตำบลโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ณ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยติดตั้งเป็นนิทรรศการถาวรที่ทรงคุณค่าและงดงาม จำนวนกว่า 51 ชิ้นงาน

ดร.ณรงค์ชัย  อัครเศรณี  นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น  เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, รศ.นพ.ชาญชัยพานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น,รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งผู้บริหาร คณบดี ประธานหอการค้า วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น และศิลปิน คณาจารย์ นักศึกษา ร่วมงาน

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ  รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า นิทรรศการ “โฮมดิน” นอกจากจะเป็นการรวมตัวของคณาจารย์ นักศึกษา ศิลปินทั่วภาคอีสาน ที่เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการสร้างผลงานประติมากรรมแล้ว ยังถือว่าเป็นการพัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ (Creative Space)ให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและจังหวัดขอนแก่น ซึ่งในปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีบทบาทในการสนับสนุนและพัฒนาจังหวัดขอนแก่นและภาคอีสาน ร่วมกับ 8 องค์กรเศรษฐกิจในจังหวัดขอนแก่น ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งกิจกรรมนี้ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในจังหวัดขอนแก่น

ดร.ณรงค์ชัย  อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า นิทรรศการประติมากรรม “โฮมดิน” เป็นงานที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์ โดยได้เล็งเห็นความสำคัญของงานในครั้งนี้อยู่ 5 ส่วนหลักคือ 1.ทุกสิ่งที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นทำเพื่อเป็นการเปิดประตูสู่สังคมภายนอก ซึ่งรวมถึงงานครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญของการที่ทำให้จังหวัดขอนแก่นเป็นเมืองน่าอยู่ 2.เป็นผลงานศิลปะสร้างสรรค์อันเกิดจากการทำงานร่วมกันของคณาจารย์ นักศึกษาและศิลปิน 3.เราได้ใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรมเพื่อแสดงผลงานของภาคอีสานที่มีคุณค่าเช่นงานเครื่องปั้นอันเป็นภูมิปัญญาโบราณเกิดผลงานร่วมสมัยที่ประชาชนสามารถเข้ามาชมศึกษาเรียนรู้ 4.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการสร้างผลงานในแบบนี้จะไปช่วยเสริมรากเหง้าภูมิปัญญาให้มีการสืบสานพัฒนา และ 5.เป็นโอกาสที่ผมจะได้แสดงความชื่นชมและขอบคุณในความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดให้มีการแสดงทางด้านศิลปวัฒนธรรมชุด “โฮมดินถิ่นอีสาน” โดยนักแสดงเครือข่ายนาฏศิลป์จังหวัดขอนแก่น สาธิตการแกะสลักสร้างผลงานประติมากรรมรูปพญานาค 15 ตระกูลตาม
ตำนานการกำเนิดกลุ่มชาติพันธุ์อีสานลาวอันมาจากไม้เนื้อแข็งที่ล้มตายในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แก่ ไม้อีทึก(พฤกษ์) และ ไม้แดง แกะสลักโดยฝีมือช่างฝีมือพื้นถิ่นอีสาน เพื่อเป็นการสร้างจุดสนใจใหม่บริเวณริมบึงสีฐานฝั่งตะวันตก และยังเป็นการสืบสานผลงานช่างฝีมือพื้นถิ่น เพื่อจัดแสดงให้ประชาชนได้เข้าชมราวเดือนพฤศจิกายนนี้