น่าเป็นห่วง! เปิดสถิติคนกรุงใส่หน้ากากอนามัยลดลง เร่งกระตุ้น-รณรงค์ไม่ให้การ์ดตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557024

น่าเป็นห่วง! เปิดสถิติคนกรุงใส่หน้ากากอนามัยลดลง เร่งกระตุ้น-รณรงค์ไม่ให้การ์ดตก

น่าเป็นห่วง! เปิดสถิติคนกรุงใส่หน้ากากอนามัยลดลง เร่งกระตุ้น-รณรงค์ไม่ให้การ์ดตก

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 12.01 น.

5 มีนาคม 2564 ศาสตราจารย์ ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รายงานผลการติดตามการใส่หน้ากากอนามัยโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ว่ามีแนวโน้มน่าเป็นห่วง เพราะในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯใส่หน้ากากอนามัยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ที่ไม่ใส่หน้ากากหรือใส่ไม่ถูกต้องรวมกันสูงถึง 3.97%

ถึงแม้ว่าตัวเลขการใส่หน้ากากอนามัยโดยรวมยังสูงอยู่ที่ 96 % แต่ทั้งเดือนที่ผ่านมา มีข้อมูลชัดเจนว่าประชาชนมีความระมัดระวังน้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และช่วงวันหยุดยาว มีคนออกมาทำกิจกรรมร่วมกันเป็นจำนวนมาก โดยใส่หน้ากากอนามัยน้อยลง ทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการแพร่ระบาด จึงอยากขอความร่วมมือในการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อให้มากขึ้น

ระบบปัญญาประดิษฐ์ เอไอมาสต์ นี้ ได้เพิ่มพื้นที่ในการเฝ้าระวังการใส่หน้ากากอนามัยมาเป็น 31 จุด ครอบคลุม 30 เขตทั่วกรุงเทพฯ โดย พบว่าเขตยานนาวา มีประชาชนผู้สัญจรที่ไม่ใส่หน้ากากหรือใส่ไม่ถูกต้องมากที่สุดถึง 19.32% หรือสูงถึง 1 ใน 5 คน  โดยถัดมาเป็นเขตบางคอแหลมที่มีอัตราการใส่หน้ากากไม่ถูกต้องหรือไม่ใส่หน้ากากอนามัยสูงถึง 10.15%

นอกจากนี้ ยังมีเขตที่อัตราการใส่หน้ากากอนามัยน้อยกว่า 95% มีสูงถึง 11 เขต ซึ่งมากที่สุดตั้งแต่เริ่มใช้ระบบการประเมินนี้

ภาพโดยรวมแล้ว พฤติกรรมของประชาชนในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุดคล้ายกับในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ โดยช่วงเช้าประชาชนใส่หน้ากากอนามัยมากกว่าในช่วงบ่าย ซึ่งแสดงถึงความระมัดระวังน้อยลงในตอนเย็นของแต่ละวัน   นอกจากนี้ในวันหยุดโดยเฉพาะวันอาทิตย์จะมีแนวโน้มอัตราการไม่ใส่หน้ากากหรือใส่หน้ากากอนามัยไม่ถูกต้องสูงสุดในทุกสัปดาห์ และในช่วงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลต่างๆ ก็มีอัตราการไม่ใส่หรือใส่ไม่ถูกต้องสูงขึ้นมาก

“หลังจากที่ได้ใช้เทคโนโลยีเอไอมาประเมินมาได้ 2 เดือนตั้งแต่เดือนมกราคม อว.พบว่าอัตราการใส่หน้ากากอนามัยลดลงเรื่อยๆ น่าเป็นห่วง จึงอยากกระตุ้นและรณรงค์ขอความร่วมมือการสวมใส่หน้าการอนามัย และขอให้ประชาชนระมัดระวังมากขึ้น” 

ทั้งนี้สถานการณ์เรื่องโรคโควิดของประเทศกำลังดีขึ้นมาก “ขณะนี้ประเทศไทยได้เริ่มใช้วัคซีนแล้ว โดยจะมีจำนวนผู้ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ประชาชนยังต้องระมัดระวังตัวเอง โดยเฉพาะใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ และรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ระวังอย่าให้การ์ดตก“ ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว.กล่าวสรุป

แหล่งข้อมูล: โครงการระบบปัญญาประดิษฐ์ (ระบบเอไอ AiMASK) ในการประเมินการใส่หน้ากากอนามัย พัฒนา โดยคณะผู้วิจัยสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และโครงการซูเปอร์เอไอเอ็นจิเนียร์ สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

อว.-สจด. นำนักศึกษาโครงการ U2T ทำงานกับพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557019

อว.-สจด. นำนักศึกษาโครงการ U2T ทำงานกับพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้ชุมชน

อว.-สจด. นำนักศึกษาโครงการ U2T ทำงานกับพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 11.42 น.

อว.-สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา นำนักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานโครงการ U2T ทำงานกับพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต “ครูขาบ” บึงกาญ ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์  นำจุดเด่นของชุมชนสร้างรายได้ให้ชุมชน “เอนก เกล่าธรรมทัศน์” รมว.อว. เผยท้องถิ่นจะเข้มแข็งต้องใช้พลัง 3 ประสาน คือ มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคมหรือชุมชน และภาคเอกชน

5 มีนาคม 2564  ที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต ที่ก่อตั้งขึ้นโดย “ครูขาบ” หรือนายสุทธิพงษ์ สุริยะ เจ้าของรางวัลออสการ์อาหารโลก Gourmand World Awards จำนวน 14 รางวัลในสาขาต่างๆ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมศิลปะของงานออกแบบร่วมสมัยผสมผสานกับอัตลักษณ์ของชุมชน โดยมีวิถีเกษตรชุมชนเป็นตัวเชื่อม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่ให้ผู้คนได้มาเจอกันและมีรายได้เกื้อกูลกัน ผ่านการซื้อขายสินค้าเกษตรของชุมชน สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ชุมชนไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก และคณะยังได้มาติดตามการทำงานของผู้ได้รับการจ้างงานจาก อว. ผ่านโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศหรือ U2T

ทั้งนี้ หลังการตรวจเยี่ยม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ให้สัมภาษณ์ว่า พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จ.บึงกาฬ ดำเนินการโดยสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้บัณฑิตจบใหม่ นักศึกษา และชาวบ้าน ร่วมกับเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยมีอาจารย์เป็นพี่เลี้ยง ผู้เข้าร่วมโครงการ U2T ที่เป็นบัณฑิตและนักศึกษาล้วนเป็นผู้มีภูมิลำเนาในพื้นที่ แต่ไปศึกษาในจังหวัดอื่น ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในท้องถิ่นเนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การที่ผู้รับการจ้างงานได้มาทำงานในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถือเป็นโอกาสในการได้มาเรียนรู้เพิ่มเติมจากครูขาบในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์  ที่นำจุดเด่นของชุมชนมาสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน นอกเหนือจากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาของพื้นที่ตามภาระงานที่ได้รับมอบหมายในระยะเวลา 1 ปีตามระยะเวลาโครงการ

รมว.อว. กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการU2T เป็นการโอกาสให้ ชุมชน และ พื้นที่ ได้รับการวิเคราะห์ปัญหาพร้อมทั้งการแก้ไขตามความต้องการ โดยมีผู้จ้างงานที่เป็นบัณฑิตนักศึกษา และชาวบ้าน ทำงานร่วมกัน และมีอาจารย์และมหาวิทยาลัยมาเรียนรู้ร่วมกัน นำความรู้ไปตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่พร้อมๆ กับการที่ชุมชนและพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ชีวิตจริงให้แก่อาจารย์และมหาวิทยาลัย ที่สำคัญสะท้อนให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยต้องการชุมชนหรือพื้นที่ท้องถิ่นเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สะท้อนถึงความต้องการจริงของชุมชน ความรู้ของมหาวิทยาลัยจะต้องตอบโจทย์ของชุมชนและท้องถิ่นได้ เพราะจังหวัดหรือท้องถิ่นจะเข้มแข็งได้ต้องมีองคาพยพที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคมหรือชุมชน และภาคเอกชน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนคือผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นจริง ไม่ได้มาแล้วไปเหมือนหน่วยงานราชการจากส่วนกลาง

ก.ค.ศ.ประชุมเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะใหม่ 177 โรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556938

ก.ค.ศ.ประชุมเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะใหม่ 177 โรงเรียน

ก.ค.ศ.ประชุมเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะใหม่ 177 โรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.02 น.

ก.ค.ศ.ประชุมเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะใหม่ (PA) ในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 177 โรงเรียน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 ที่ห้องประชุมจรูญ มิลินทร์ (ห้องประชุม 1 ชั้น 7) อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.เป็นประธานการประชุมหารือการวิจัยพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อเตรียมการทดลองประเมินวิทยฐานะตามระบบใหม่ของ สำนักงาน ก.ค.ศ.

ตามที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาใหม่ รวมถึงได้จัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน และสายงานบริหารสถานศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการทดลองใช้ระบบการประเมินแบบใหม่ ทางสำนักงาน ก.ค.ศ.จึงได้เชิญสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (สบน.) ของ สพฐ. ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้แก่ รศ.ประภาภัทร นิยม อธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์ , ทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ , นางปิยาภรณ์ มัณฑจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่นวัตกรรมทั้ง 3 จังหวัด พร้อมกับผู้แทน สพฐ.ได้แก่ นายอโณทัย ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา และนายพิทักษ์ โสตถยาคม ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เข้าร่วมการประชุมหารือเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะฯ ใหม่ ในโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สตูล 14 โรงเรียน , จ.ระยอง 47 โรงเรียน และ จ.ศรีสะเกษ 116 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 177 โรงเรียน ซึ่งจะเริ่มทดลองในภาคเรียนหน้า โดยจะให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance Agreement : PA) และจะทดลองประเมินผลงาน คลิปการสอน และพัฒนาผู้ประเมินภายในเวลาเดียวกัน

“โดยการทดลองประเมินวิทยฐานะฯตามระบบใหม่ เป็นการทดลองว่าวิธีการประเมินจะเป็นไปตามตัวชี้วัดต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ เช่น ทดลองจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาการสอน การทำข้อตกลงในการประเมินระหว่างครูกับผู้อำนวยการสถานศึกษา การทำข้อตกลงในการประเมินระหว่างผู้บริหารสถานศึกษากับผู้บังคับบัญชาขั้นต้น การผลิตสื่อวิดีทัศน์บันทึกการสอนเพื่อใช้ในการประเมินวิทยฐานะฯ ใช้เวลาในการทดลองในช่วง 1 ภาคเรียน หลังจากนั้นจะได้นำข้อมูลมาประเมิน สรุปผล และดำเนินการสร้างความเข้าใจในหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะฯ ตำแหน่งครู และตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ก่อนที่จะเปิดใช้ระบบ (Digital Performance Appraisal : DPA) พร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 นี้” เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

ศธ.-อว.ย้ำวันสอบ GAT/ PAT/ 9วิชาสามัญและวันสอบปลายภาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556951

ศธ.-อว.ย้ำวันสอบ GAT/ PAT/ 9วิชาสามัญและวันสอบปลายภาค

ศธ.-อว.ย้ำวันสอบ GAT/ PAT/ 9วิชาสามัญและวันสอบปลายภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.38 น.

4 มี.ค.64 นายสุภัทร  จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข้อเรียกร้องให้เลื่อนวันสอบเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ด้วยระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ทีแคส  เนื่องจากตรงกับวันสำคัญอื่นที่กำหนดไว้ อาทิ การทดสอบความถนัดทั่วไปหรือ GAT ความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพหรือ PAT ในวันที่ 20 – 23 มีนาคม  ตรงกับวันสอบปลายภาคของโรงเรียน, วันสอบ 9 วิชาสามัญ วันที่ 3 – 4 เมษายน และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานแห่งชาติ หรือโอเน็ต ซึ่งสอบวันที่ 27 – 28 มีนาคม  ตรงกับวันเกณฑ์ทหารและวันเลือกตั้งท้องถิ่น  ขณะที่ร้องเรียนว่า การเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลให้นักเรียนได้รับเนื้อหาวิชาไม่เต็มที่ หากไม่พิจารณาเลื่อนวันสอบ อาจเป็นการตัดโอกาสนักเรียนที่ต้องเข้าการสอบคัดเลือกเป็นจำนวนมากนั้น ศธ.และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขอชี้แจงรายละเอียดการดำเนินการ ดังนี้  

การกำหนดขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงเวลารับสมัคร วันเวลาสอบ ประกาศผลสอบ การใช้ประโยชน์ของผลสอบ และขั้นตอนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ( สทศ.) จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับตารางเวลาการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)         

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า  วันสอบวิชาสามัญ ซึ่งตรงกับการเกณฑ์ทหาร ระหว่างวันที่ 1–20 เมษายน  นั้น อาจต้องมีผู้เข้าสอบจำนวนหนึ่งต้องเข้ารับการคัดเลือก แต่กองทัพบกก็ได้ประกาศหลักเกณฑ์การทำคำร้อง ขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารไว้ ผู้สมัครสามารถใช้เป็นเหตุผลในการผ่อนผันได้ ในส่วนของวันสอบโอเน็ต  ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2564 คณะกรรมการ สทศ. ได้พิจารณาถึงความสำคัญของการใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ยังสามารถเข้าสอบโอเน็ตได้ โดยยังอยู่ในวิสัยที่จะบริหารจัดการการสอบตามมาตรฐานการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นสมควรให้เลื่อนกำหนดการทดสอบโอเน็ต ชั้นม.6 ปีการศึกษา 2563 ที่มีกำหนดการสอบในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม ไปเป็นวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม แทน โดยใช้เวลาสอบ รหัสวิชา รายวิชา และระยะเวลา ให้เป็นไปตามตารางสอบเดิม 

ปลัดศธ. กล่าวอีกว่า วันสอบ  GAT/PAT ซึ่งอาจตรงกับวันสอบปลายภาคของโรงเรียนบางแห่งนั้น สำนกงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แจ้งโรงเรียนต่าง ๆ ให้กำหนดวันสอบปลายภาคของนักเรียนชั้น ม. 6 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 19 มีนาคม 2564 ซึ่งการกำหนดวันสอบปลายภาคเป็นอำนาจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่งที่จะพิจารณาวันสอบที่เหมาะสมกับนักเรียนของตนเอง  โดยโรงเรียนจะทราบดีในเรื่องการจัดปฏิทินวันสอบปลายภาคให้นักเรียนชั้น ม.6 ก่อนการสอบปลายภาคของนักเรียน ชั้น ม.4 และ ม.5 เพื่อให้นักเรียนชั้น ม.6 มีเวลาในการเตรียมตัวเข้าสอบคัดเลือกต่อไป ทั้งนี้การเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักเรียนได้รับเนื้อหาวิชาไม่เต็มที่ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มุ่งจะศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา จะทราบดีว่าต้องมีการสอบ GAT/PAT O-NET และวิชาสามัญ เพื่อใช้ผลคะแนนในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ นักเรียนทุกคนจึงเตรียมตัวเองอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนถึงวันที่จะสอบ โดย สทศ.จะใช้ข้อสอบที่มีเนื้อหาครอบคลุมสาระการเรียนรู้ ตั้งแต่ชั้น ม. 4 ถึง ม. 6 ดังนั้นการวางแผนเตรียมตัวในเรื่องการเรียนมาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนมีความรู้ ความสามารถและทักษะเพียงพอที่จะเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการได้ ไม่ใช่เตรียมตัวเพียง 1-2 เดือน 

ปลัดศธ. กล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์โควิด -19 ที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบกับนักเรียนทุกคนเช่นเดียวกันทั้งประเทศ การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของโรงเรียนอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของศธ. และนักเรียนทุกคนคงมีโอกาสเรียนรู้และปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งนักเรียนจำนวนมากมีความพร้อม มีการวางแผนการเรียนเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดินทาง การหาที่พัก การเตรียมตัวสมัครในแต่ละรอบ ความพร้อมของตนเองในช่วงเวลานั้น ๆ จึงอาจกระทบกับผู้สมัครจำนวนมากที่ตรงกับแผนการสอบที่วางไว้  ดังนั้น นับจากวันนี้เหลือเวลาอีกราว 20 วัน กระบวนการสอบก็จะเกิดขึ้น ตามปฏิทินการสอบที่ปรับแล้วของแต่ละรายวิชา การเตรียมการต่าง ๆ ทั้งการจัดทำข้อสอบ การจัดส่งข้อสอบ การจัดสนามสอบและห้องสอบ การจัดกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบได้เตรียมพร้อมดำเนินการทั้งหมดแล้ว อว.และ ศธ. ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยได้ขอให้ ทปอ. และ สทศ. ได้จัดทำมาตรการด้านสาธารณสุข เสนอต่อ ศบค. เพื่อให้มีการอนุมัติกระบวนการที่ใช้ป้องกันการแพร่ระบาดของเขื้อไวรัสโควิด-19 ในแต่ละสนามสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนทุกคน

‘คุณหญิงกัลยา’ ถอดรหัสการศึกษา 3-5-7 ก้าวใหม่นักเรียนไทย เดินหน้าขับเคลื่อน ศธ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556872

'คุณหญิงกัลยา'ถอดรหัสการศึกษา3-5-7 ก้าวใหม่นักเรียนไทย เดินหน้าขับเคลื่อน ศธ.

‘คุณหญิงกัลยา’ถอดรหัสการศึกษา3-5-7 ก้าวใหม่นักเรียนไทย เดินหน้าขับเคลื่อน ศธ.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.59 น.

‘คุณหญิงกัลยา’ ถอดรหัสการศึกษา 3-5-7 ก้าวใหม่นักเรียนไทย เดินหน้าขับเคลื่อน ศธ.สร้างคนรองรับศตวรรษที่ 21 

4 มีนาคม 2564 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รก.รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานแถลงข่าวถอดรหัสการศึกษา 3-5-7 ก้าวใหม่นักเรียนไทย ผ่าน 3 กลไก 5 นโยบาย 7 โครงการ สร้างคนรองรับศตวรรษที่ 21 ว่า ในฐานะที่ตนได้กำกับดูแลงานในศธ. ตั้งแต่ทำหน้าที่ รมช.ศธ. ก็ทำงานอย่างเต็มความรู้ความสามารถในการเร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำงานคืบหน้าไปมากอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อได้รับมอบหมายให้รักษาการ รมว.ศธ. ก็ได้มอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้ผู้บริหารศธ.ทันที โดยในปร 2564 จะขับเคลื่อนนโยบายของศธ. ผ่าน 3 กลไกหลัก ประกอบด้วย -ความทันสมัย -ความเท่าเทียม และความยั่งยืน  ถือเป็นหัวใจในการพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ในส่วนการปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษ 21 อย่างแท้จริง จะต้องเร่งผลักดัน 5 นโยบายสำคัญ คือ 1.เรื่องโค้ดดิ้ง ซึ่งเป็นการวางรากฐานการปฏิรูปโดยตรงถึงเยาวชนและการพัฒนามนุษย์   2.เรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอน หรือSTI  3.เรื่องการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อร่วมสมัย โดยใช้นวัตกรรมและสื่อการสอนที่ทันสมัย 4.เรื่องอาชีวะเกษตรและประมง ด้วยการยกระดับอาชีวะศึกษาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งระบบ และ 5.นโยบายการศึกษาพิเศษ สำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม 

รก.รมว.ศธ.  กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ประกอบไปด้วย 1.โครงการ “Coding for All ” 2.โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวางเน้นการปฏิบัติ และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 3.โครงการการขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้สูงทัดเทียมกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก  4.โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้หลักสูตร “ชลกร” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ 5.โครงการที่นำเอานวัตกรรมมาใช้กับการเกษตรและประมง เช่นโครงการเกษตรประณีต 1 ไร่ 1 แสนให้ทุกตารางเมตรของพื้นที่สามารถทำเงินได้ 6.โครงการด้านการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย โดยจัดทำ AR เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านธนบัตร และ 7.โครงการการศึกษาพิเศษ โดยจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้มีคุณภาพชีวิต มีทักษะชีวิตที่ดี สามารถพึ่งตนเองได้ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดี
 

สมาพันธ์สมาคมครูฯ บุก ศธ. จี้โล๊ะสรรหา ‘บิ๊กสกสค.-คุรุสภา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556805

สมาพันธ์สมาคมครูฯ บุก ศธ. จี้โล๊ะสรรหา'บิ๊กสกสค.-คุรุสภา'

สมาพันธ์สมาคมครูฯ บุก ศธ. จี้โล๊ะสรรหา’บิ๊กสกสค.-คุรุสภา’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.26 น.

วันที่ 4 มีนาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีรบูล เสมาทอง ประธานสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย(ส.ค.ท.) พร้อมสมาชิก กว่า 60 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือ เพื่อ “ทวงคืนสภาครู เป็นของครู โดยครู เพื่อครู สู่คุณภาพผู้เรียน” ต่อนายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสศ. โดยมีผู้แทนจาก สกสค. เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายวีรบูล  กล่าวว่า สืบเนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้รับผลกระทบและวิธีการของคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน คือ คำสั่ง คสช.ที่ 7/2558 และคำสั่ง ที่ 17/2560 เรื่อง การบริหารคุรุสภาและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยคำสั่งดังกล่าวเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบ ของคณะกรรมการคุรุสภา และเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบคณะกรรมกรรมการ สกสค. ซึ่งตัดองค์ประกอบอื่นโดยเฉพาะผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ ให้เหลืออยู่เฉพาะสัดส่วนของข้าราชการประจำ ระดับสูงของกระทรวงเท่านั้น โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำหน้าที่เป็นประธานมาเป็นระยะเวลากว่า 4 ปีแล้ว 

นายวีรบูล  กล่าวต่อว่า เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติงาน เป็นผลให้คณะคสช.สิ้นสุดลง ตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 แล้ว ส่งผลให้คำสั่ง คสช.ที่7/2558 และที่ 17/2560 สิ้นสภาพลงไปด้วย  แต่ ศธ.ยังคงให้คณะกรรมการชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมา จนเวลาล่วงเลยมาเกือบ 2 ปีแล้ว ถือเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของครู จึงอยากเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ ดำเนินการสรรหา และแต่งตั้งคณะกรรมการคุรุสภา และ คณะกรรมการ สกสค. ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. 2546 เพื่อคืนสภาวิชาชีพให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้มีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการและขับเคลื่อน ภารกิจของสภาวิชาชีพ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการจัดการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป

“การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบคณะกรรมกาสกสค. ที่ตัดผู้แทนส่วนประกอบวิชาชีพออก ทำให้คณะกรรมการกองทุน ชพค. ชพส.ไม่ครบตามข้อบังคับของกองทุน กรรมการบริหารสกสค.จึงยุบกองกองทุนสนับสนุนพิเศษ มาไว้ในการบริหารของ สกสค. วันนี้ครูยังไม่รู้เลยว่าเงินในกองทุนนั้นเหลือเท่าไหร่ เพราะไม่มีตัวแทนครูไปอยู่ในคณะกรรมการเลย เราก็เฝ้าติดตามว่าที่ผ่านมามีการนำเงินกองทุนของครูไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่” ประธานสมาพันธ์สมาคมครูฯ กล่าว 

นายวีรบูล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สมาพันธ์สมาคมครูฯ ยังขอเรียกร้องให้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….ฉบับใหม่ ที่จะเข้าสภา จะต้องบัญญัติด้วยว่าผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อเป็นหลักประกันให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจากผู้ประกอบวิชาชีพครู

“การเดินทางมาเรียกร้องวันนี้ อยากให้ผู้บริหารคุรุสภา และ สกสค.นำข้อเรียกร้องนี้รายงานให้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ได้รับทราบ เพื่อจะแก้ปัญหาให้กับครู นอกจากนี้ สมาพันธ์สมาคมครูฯ จะเดินทางไปยื่นเรื่องที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนใหม่ ตามคุณสมบัติที่องค์กรครูได้วิเคราะห์มาแล้วตามคุณสมบัติ 5 ข้อ เพราะ 7 ปีที่รัฐบาลดูแลมา ตั้งรัฐมนตรีว่าการศธ.มา 4 คนไม่ได้อยู่ในใจของครูเลย จากนั้น จะไปยื่นประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ข้อเสนอพิจารณาทบทวนแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…..  เนื่องจากเราไม่เชื่อมั่นว่าจะมีการแก้ไขในประเด็นสำคัญๆที่ครูเรียกร้องไป และไปยื่นเรื่องกับกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร์ เพื่อไปติดตามเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษา  สภาครู  จริยธรรมของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องความโปร่งใสในการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา เลขาธิการ สกสค. และผู้อำนวยการสกสค.จังหวัด ที่สมาพันธ์สมาคมครูฯคัดค้านไว้” นายวีรบูล กล่าว 

‘ณัฏฐพล’ เข้ากระทรวงอำลาข้าราชการศธ.ทั้งน้ำตา ฝากสานนโยบายการศึกษาไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556799

'ณัฏฐพล'เข้ากระทรวงอำลาข้าราชการศธ.ทั้งน้ำตา ฝากสานนโยบายการศึกษาไทย

‘ณัฏฐพล’เข้ากระทรวงอำลาข้าราชการศธ.ทั้งน้ำตา ฝากสานนโยบายการศึกษาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.10 น.

‘ณัฏฐพล’ เข้ากระทรวงอำลาข้าราชการศธ.ทั้งน้ำตาพร้อมฝากสานต่อนโยบายบูรนาการด้านการศึกษาไทย

วันที่ 4 มีนาคม 2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(อดีต รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ ตนได้เข้าไปอำลาข้าราชการศธ. ซึ่งได้มีการพูดคุย เบื้องต้นอยากให้สานต่อนโยบายเรื่องการบูรณาการด้านการศึกษา คิดว่าตรงนี้จะเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาการศึกษา เพราะงบประมาณปี 2565 ก็วางไว้เพื่อสนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว อีกทั้งเท่าที่ฟัง และสัมผัสทุกคนก็รวมพลังและเห็นว่า ตรงนี้น่าจะเป็นแนวทางหลักในการสร้างโรงเรียนคุณภาพทั้งประถม มัธยม แต่ขอให้จัดงบประมาณลงไปในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย ก็หวังว่าจะสานต่อเรื่องนี้  ขณะเดียวกันยังมีความห่วงใย ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการความก้าวหน้าของครูทั้งระบบ 

ดังนั้นจึงได้ฝากขอให้อธิบายแนวทางการดำเนินงานให้รัฐมนตรีว่าการศธ.คนใหม่ เข้าใจ หากสานต่อได้ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะปัญหาในศธ. ทั้งหมดส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความต่อเนื่องการทำงาน ตนพยายามวางรากฐานเอาไว้ หากมีโอกาสก็อยากให้คนมาสานต่อในทุก ๆเรื่อง ทั้ง เรื่องหลักสูตรประวัติศาสตร์ และเรื่องอื่น ๆแต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของแต่ละคน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการเสนอคนที่เหมาะสม จะมาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการศธ. กับพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า  ยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุย และตามจริงก็เป็นเรื่องไม่สมควร เพราะเป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่ และเรื่องนี้ก็เป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่ 2 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชน นายกรัฐมนตรี  และ พล.อ.ประวิตร ตนคงไม่ไปก้าวล่วง ซึ่งก็มีคนที่เหมาะสมจำนวนมาก  แต่ส่วนตัวก็อยากได้คนที่เข้ามาแล้วสานต่อเรื่องที่ทำเท่านั้น  สำหรับรายชื่อแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการศธ.ที่ออกมา เท่าที่ดูก็คิดว่า ทำงานได้หลายคน คุยกันได้ เชื่อว่า ถ้าใครมีโอกาสได้เข้ามาทำตรงนี้ ก็คงมาถามว่า ทำไรไปบ้าง จากนี้จะสรุปการทำงานทั้งหมดเสนอให้นายกฯ พิจารณา เพื่อส่งต่อให้รัฐมนตรีว่าการศธ. คนใหม่  ซึ่งนายกฯ อาจจะพิจารณาแล้วไม่ส่งต่อก็ได้ หากดูแล้วไม่เหมาะสม  แต่ตนก็มีหน้าที่ที่จะทำรายงานให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาต่อไป 

“ผมโอเค ตอนนี้ก็พยายามกลับไปดูว่า จะมีช่องทางกลับไปดูโรงเรียนร่วมกับน้อง ๆที่บริหารอยู่ได้อย่างไร  เพราะผมถอนหุ้นมาแล้วในช่วงรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการศธ. เพื่อไม่ให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน  และไม่มีความน้อยใจนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรค หรือนายกฯ แต่เกี่ยวกับศาล ผมเองก็ไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนั้น แต่ไม่เป็นไร ผมมองไปข้างหน้า ตั้งใจจะกลับไปทำโรงเรียน ยังไงก็ไม่ทิ้งการศึกษา เพียงแต่อาจจะอยู่ในบริบทที่แตกต่างกัน” นายณัฏฐพล กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ถึงอยากก็เล่นไม่ได้ เพราะถูกตัดสิทธิ 5 ปี ฉะนั้น ก็คงไม่ต้องไปยุ่งกับอะไรทั้งนั้น ก็คงกลับไปทำโรงเรียนต่อไป 

‘ส.ค.ท.’ ร้องคุรุสภา เร่งประกาศผลสอบใบประกอบวิชาชีพ เปิดทางครูอัตราจ้างสอบครูผู้ช่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556750

'ส.ค.ท.'ร้องคุรุสภา เร่งประกาศผลสอบใบประกอบวิชาชีพ เปิดทางครูอัตราจ้างสอบครูผู้ช่วย

‘ส.ค.ท.’ร้องคุรุสภา เร่งประกาศผลสอบใบประกอบวิชาชีพ เปิดทางครูอัตราจ้างสอบครูผู้ช่วย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 11.55 น.

วันที่ 3 มีนาคม 2564 ที่ลานพระพฤหัสบดี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีรบูล เสมาทอง ประธานสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย(ส.ค.ท.) พร้อมสมาชิก กว่า 60 คน เดินทางยื่นหนังสือ ขอความอนุเคราะห์เร่งการประกาศผลการสอบใบประกอบวิชาชีพก่อนกำหนด กับนายดิศกุล  เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา

โดยนายวีรบูล กล่าวว่า ขณะนี้มีครูอัตราจ้างในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ จำนวนมากที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์สามารถคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ที่จะปิดรับสมัครในวันที่ 31 มีนาคม นี้ แต่ครูอัตราจ้างเหล่านี้ขาดคุณสมบัติ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งครูเหล่านี้ได้ทำการสอบขอใบประกอบวิชาชีพไปแล้วตั้งแต่วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ และจะประกาศผลการสอบในวันที่ 31 มีนาคม  ซึ่งตรงกับวันที่ สพฐ.ปิดรับสมัคร  จึงส่งผลให้ครูอัตราจ้างทั่วประเทศ  ไม่สามารถไปสมัครสอบเป็นข้าราชการครูได้ทัน 

“วันนี้พวกเราจึงมายื่นขอความอนุเคราะห์ จาก สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่  เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว โดยขอให้ทบทวนเร่งวันประกาศผลการทดสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพก่อนกำหนด ตลอดจนประสานไปยัง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อเร่งผลการทดสอบและประสานมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เพื่อขอผลการประเมินสมรรถนะและรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาโดยเร็ว  เพื่อให้ครูอัตราจ้างสามารถนำมาใช้สิทธิสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ ได้ทันก่อนปิดการสมัครในวันที่ 31 มีนาคมนี้” นายวีรบูล กล่าว 

ด้านนายดิศกุล  เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวภายหลังรับเรื่องจาก เลขาธิการ ส.ค.ท. แล้ว ตนก็จะประสานงานกับส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้ง  สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) เพื่อขอให้ดำเนินการให้ทันตามเวลา หรือก่อนเวลา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่าหากผู้สอบยังไม่ได้รับใบประกอบวิชาชีพ จะขอให้ทางสพฐ.มีการผ่อนปรนอย่างไรได้บ้าง เช่น ให้มีสิทธิสมัครสอบไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทับกับสิทธิ์ที่ควรได้เพราะเป็นครูอัตราจ้างที่สอนอยู่แล้ว จะได้รับสิทธิ์สอบ รวมถึงจะประสารชนกับทางมหาวิทยาลัยให้ออกใบรับรองการจบ ป.บัณฑิต ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ผู้ที่จบนำมายื่นสมัครสอบครูผู้ช่วยได้ทันภายในเดือน มี.ค.นี้ 

“ผมจะประสานหารือเรื่องนี้กับคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อหาวันประชุมบอร์ดคุรุสภา ภายในเดือน มี.ค.นี้ เพราะการอนุมัติประกาศผลการสอบใบประกอบวิชาชีพก่อนกำหนด จะต้องให้บอร์ดอนุมัติ ก็ต้องหาวันประชุมให้เร็ว เพราะสพฐ.จะปิดรับสมัครครูผู้ช่วยสิ้นเดือน มี.ค.นี้แล้ว  เราจึงต้องประสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวก เพราะเห็นใจคนที่ทำหน้าที่ครูอัตราจ้างมาแล้วก็น่าจะมีสิทธิได้สอบเป็นข้าราชการ” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว 

มรส.สร้างจิตพอเพียงต่อต้านทุจริตสู่เยาวชน ให้ทุกคนไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556571

มรส.สร้างจิตพอเพียงต่อต้านทุจริตสู่เยาวชน ให้ทุกคนไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบ

มรส.สร้างจิตพอเพียงต่อต้านทุจริตสู่เยาวชน ให้ทุกคนไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) กล่าวถึง ปัญหาการทุจริตที่ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง และรูปแบบการทุจริตได้ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ทุจริตอย่างง่าย ทำให้การทุจริตเป็นงานที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่สะท้อนวิกฤตการณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคม และสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมการเมือง ขยายวงกว้างมากขึ้นและนอกจากนี้ ยังทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันและการฉุดรั้ง การพัฒนาประเทศอีกด้วย

รักษาราชการแทนอธิการบดี กล่าวต่อไปว่า การทุจริตจึงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้จำเป็นต้องสร้างให้คนในสังคมมีมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมและสร้างสังคมให้เป็นสังคมในมิติใหม่ที่ทุกคน ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือจากกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ

โครงการ strong-จิตจพอเพียงต้านทุจริต กิจกรรม : สร้างเยาวชน anti-corruptionyoung leaders เป็นการดำเนินโครงการ strong-จิตพอเพียงต้านทุจริต จึงเป็นโครงการที่มีความมุ่งหมายสำคัญในการสร้างป้องกันการทุจริตเชิงรุกด้วยการส่งเสริมให้บุคคลมีจิตพอเพียงต้านทุจริตด้วยกรอบ strong โดยการพัฒนาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยการประยุกต์และบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับการสร้างความโปร่งใสการแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมเกิดการตระหนักรู้และมีความละอายต่อการทุจริต รวมทั้งร่วมกันพัฒนาสังคมให้มีความเอื้ออาทรบนพื้นฐาน ของจริยธรรมและจิตพอเพียง และสร้างวัฒนธรรมไม่ทนต่อการทุจริตต่อไป

มจธ.เดินหน้าเร่งวิจัยพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง เพื่อการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556568

มจธ.เดินหน้าเร่งวิจัยพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง  เพื่อการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคในอนาคต

มจธ.เดินหน้าเร่งวิจัยพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง เพื่อการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคในอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการผลิตอาหารแห่งอนาคต ในฐานะนักวิจัยแกนนำและหัวหน้าโครงการ ว่า อาหารแห่งอนาคตคืออาหารที่พัฒนาขึ้นโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่ใช้มีทั้งที่คิดค้นขึ้นใหม่ และที่พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ได้กับอุตสาหกรรมอาหารหรือเหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่สนใจ ผลการวิจัยที่ได้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตทั้งต่อการใช้งานในระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม

ในฐานะนักวิจัย ตนได้พยายามมองไปข้างหน้าว่าอาหารในอนาคตจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร จากการศึกษาข้อมูลในหลายภาคส่วน คณะผู้วิจัยจึงเสนอหัวข้อวิจัยภายใต้ “โครงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการผลิตอาหารแห่งอนาคต” ทั้งสิ้น 6 กลุ่มงาน ได้แก่“สีผสมอาหารจากธรรมชาติ” “เส้นใยนาโนเซลลูโลสจากเศษผักและผลไม้เหลือทิ้งเพื่อใช้เป็นสารเติมแต่งอาหาร สารเพิ่มความข้นหนืดและความคงตัว” “สารเคลือบจากบุกเพื่อปกป้องสารอาหารหรือจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย” “การผลิตเมล็ดกาแฟคั่วคุณภาพสูงที่ปราศจากกาเฟอีนโดยใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่ง” “เจลชีวภาพเชิงหน้าที่จากเศษวัสดุทางการเกษตร” และ “อุปกรณ์ตรวจวัดสารตกค้างในอาหารแบบพกพา”ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.สักกมน ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงที่มาของงานวิจัย 2 งาน ที่มีความโดดเด่นและได้รับความสนใจอย่างมากจากคณะกรรมการ ได้แก่ “เจลชีวภาพเชิงหน้าที่จากเศษวัสดุทางการเกษตร” และ “สีผสมอาหารจากธรรมชาติ” ว่า สารเพิ่มความหนืดในอาหารที่ใช้ผลิตอาหารสำหรับผู้มีปัญหาด้านการกลืนนั้น จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูง จึงได้คิดค้นวิธีที่จะสามารถผลิตสารนั้นขึ้นในประเทศด้วยการใช้เศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีอยู่มากมาย ดังนั้น นอกจากจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะ ช่วยลดค่าใช้จ่ายการกำจัด และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้งเหล่านั้นให้สูงขึ้นได้ จากเดิมที่อาจจะทำได้เพียงนำไปเผาทิ้งหรือแปรรูปเป็นอาหารสัตว์

นอกจากนี้ แนวโน้มในการใช้สีผสมอาหารในประเทศไทยก็กำลังเปลี่ยนไปส่วนประกอบของอาหารอย่างสีผสมอาหารที่มักใช้เพื่อเพิ่มสีสันให้อาหารดูน่ารับประทานนั้น ปัจจุบัน ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสีสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่อาจจะถูกยกเลิกไม่ให้ใช้ในประเทศไทย เนื่องจากหลายๆ ประเทศมีการรณรงค์ให้ ลด ละ เลิก การใช้สีสังเคราะห์ และในบางประเทศก็ได้ห้ามใช้สีสังเคราะห์ในการผลิตอาหารแล้ว คณะผู้วิจัยจึงพยายามที่จะพัฒนาสีผสมอาหารจากวัสดุทางการเกษตร เช่น ผักและผลไม้ ที่มีความปลอดภัยในการใช้งานและการบริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมต่อแนวโน้มการบริโภคที่จะเปลี่ยนไปในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งในขณะนี้แม้ว่าทางคณะผู้วิจัยจะได้องค์ความรู้เกี่ยวกับสีผสมอาหารจากวัสดุทางการเกษตรในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังพบข้อจำกัดบางประการ จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

โครงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการผลิตอาหารแห่งอนาคต เป็น 1 ใน 3 โครงการที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโครงการนักวิจัยแกนนำ ประจำปี 2563 (จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 21 โครงการ) โดยแบ่งเป็นด้านการแพทย์ 1 โครงการ และด้านอาหาร 2 โครงการ โดย สวทช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยโครงการละ 20 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี