ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า…. ธรรมะสร้างสุขให้กับโลก-โลกคุ้มครองโดยท้าวจตุโลกบาล มารู้จักผู้คุ้มครองโลกกันดีกว่า….. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557443

ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า....  ธรรมะสร้างสุขให้กับโลก-โลกคุ้มครองโดยท้าวจตุโลกบาล  มารู้จักผู้คุ้มครองโลกกันดีกว่า.....

ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า…. ธรรมะสร้างสุขให้กับโลก-โลกคุ้มครองโดยท้าวจตุโลกบาล มารู้จักผู้คุ้มครองโลกกันดีกว่า…..

วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงหัวหน้าเทวดาประจําทิศทั้งสี่มี 4 องค์ เรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล หรือ ท้าวจาตุมหาราช คือ เป็นผู้ใหญ่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นสวรรค์ชั้นแรกและชั้นล่างสุดในฉกามาพจรภูมิ เรียกสั้นๆว่า ชั้นจาตุม มีที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุ สวรรค์ชั้นนี้เป็นดินแดนที่อยู่ของท้าวมหาราชทั้งสี่ ผู้รักษาคุ้มครองโลกใน 4 ทิศ ปกครองอยู่คนละทิศ ทำหน้าที่ดูแลรักษาทิศทั้งสี่และสอดส่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมทั้งดูแลบริวารในอำนาจของตน ประกอบด้วย

1.ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร เทพผู้ดูแลประจำทิศอุดร (ทิศเหนือ) ทำหน้าที่ปกครองหมู่ยักษ์ มีลักษณะแบบยักษ์มีกายสีทองหรือสีเขียว มือขวาถือกระบองเป็นอาวุธ มือซ้ายแสดงท่ามุทรา สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้า สวมกรองศอ สวมเกราะเสื้อแขนสั้นสีน้ำเงินขาบเข้มแต่งกนกปลายแขนเสื้อแทนพาหุรัด นุ่งผ้าลายดอกพื้นเขียว กำไลมือ ข้อเท้า เป็นเครื่องตกแต่ง สนับเพลาลายดอกพื้นสีส้มอ่อน

2.ท้าววิรุฬหก เทพผู้ดูแลประจำทิศทักษิณ(ทิศใต้) ทำหน้าที่ปกครองยักษ์ชื่อกุมภัณฑ์ มีลักษณะใบหน้าแบบยักษ์หน้ามนุษย์ มีกายขาบหรือน้ำเงินอมเขียว มือถือหอกเป็นอาวุธ สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎยอดกระหนกประดับกุณฑล สวมกรองศอ สวมสังวาล พาหุรัด กำไลข้อมือข้อเท้า นุ่งผ้าลายดอกพื้นแดง สนับเพลาลายสีเขียว สีทอง

3.ท้าวธตรฐ เทพผู้ดูแลประจำทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) ทำหน้าที่ปกครองคนธรรพ์ มีลักษณะอย่างเทพบุตรรูปร่างงดงาม ผิวกายสีเนื้ออย่างมนุษย์ บรรเลงพิณสามสายเขียนแต่งลายพันธ์พฤกษา สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้า สวมเสื้อกั๊กประดับกุณฑลและสร้อยพระศอ สวมสังวาล พาหุรัด กำไลข้อมือ ข้อเท้า นุ่งผ้าลายดอกพื้นเขียวสนับเพลาลายดอกพื้นสีชมพูอ่อน

4.ท้าววิรูปักษ์ เทพผู้ดูแลประจำทิศประจิม (ทิศตะวันตก) ทำหน้าที่ปกครองพญานาค มีกายสีเนื้ออ่อนออกขาว มีธนูเป็นอาวุธ สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎยอดรูปพญานาคสามเศียรสวมสังวาลและพาหุรัดรูปพญานาค มีธนูเป็นอาวุธสวมกรองศอสวมเกราะเสื้อแขนสั้นสีเขียวแต่งกนกปลายแขนเสื้อแทนพาหุรัดนุ่งผ้าลายดอกพื้นน้ำเงิน กำไลข้อมือ ข้อเท้าเป็นเครื่องตกแต่ง สนับเพลาลายสีเขียว สีทอง

เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับท้าวจตุโลกบาลมีปรากฏอยู่ในหนังสือโดยเฉพาะคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและสถานที่ต่างๆ เช่น ยอดเขาทางด้านทิศตะวันตกที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 รอบพระราชวังมีป้อมล้อมอยู่ทั้ง 4 ทิศ ทางทิศตะวันออกชื่อป้อมธตรฐป้องปก ทางทิศใต้ชื่อป้อมวิรุฬหกบริรักษ์ ทางทิศตะวันตกชื่อป้อมวิรูปักษ์ป้องกันและทางทิศเหนือชื่อป้อมเวสสุวรรณรักษา  

ในอาฏานาฏิยสูตร กล่าวไว้ว่า ในสมัยหนึ่งเมื่อพุทธเจ้าประทับ ณ เขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ท้าว จาตุมหาราชคือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และท้าวเวสสุวรรณหรือท้าวกุเวร พร้อมด้วยบริวารอันได้แก่ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาคและยักษ์มาเฝ้าพระพุทธเจ้า

ท้าวมหาราชเหล่านี้ บางครั้งเรียกว่า จตุโลกบาล หรือผู้รักษาโลกทั้ง 4 ซึ่งเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา เมื่อ
ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณ กราบทูลว่า อมนุษย์ที่เป็นบริวารของจตุโลกบาล บางพวกเลื่อมใสพระพุทธเจ้า บางพวกไม่เลื่อมใส เพราะพระองค์ทรงแสดงธรรมให้ถือศีล 5 คือ ให้ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ และการเสพสุรา แต่มนุษย์และยักษ์ยังชอบทำบาปเหล่านี้ จึงขัดใจไม่ค่อยเลื่อมใสสาวกของพระองค์ที่ประกอบวิปัสสนาธุระ ไปบำเพ็ญสมณธรรมในเสนาสนะป่าเปลี่ยว เมื่อไม่มีสิ่งป้องกัน อมนุษย์ก็จะรบกวนเบียดเบียนให้ลำบาก ขอให้พระองค์ทรงรับเอาเครื่องป้องกันรักษา คือ อาฏานาฏิยปริตรไว้ จะได้ประทานให้สาวกสวด จะทำให้อมนุษย์เลื่อมใสไม่เบียดเบียนภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และกลับจะช่วยคุ้มครองรักษาให้อยู่ผาสุก แล้วจึงกล่าว อาฏานาฏิยปริตร ขึ้นในเวลานั้นว่า วิปัสสิสสะ นะมัตถุ เป็นต้น

เมื่อพระองค์ทรงรับโดยดุษณีภาพ ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณจึงกราบทูลต่อไปอีกว่า ผู้ที่เจริญอาฏานาฏิยปริตรนี้ดีแล้ว อมนุษย์จะไม่ทำร้าย ถ้าอมนุษย์ยังฝืนกระทำจะแพ้ภัยตัวเอง จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงนำมาตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายในภายหลัง

ไตรภูมิกถา พระสูตรและพระอรรถกถาแปลอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ก็ได้กล่าวถึงหน้าที่ของท้าวจตุโลกบาลคือ เป็นผู้รักษาและตรวจดูโลกซึ่งเป็นที่อยู่ของมนุษย์ทั้ง4 ทิศ โดยวัน 8 ค่ำ อำมาตย์ของท้าวมหาราชทั้ง 4 จะเป็น ผู้ตรวจดูโลก วัน 14 ค่ำ บุตรทั้งหลายของท้าวมหาราชทั้ง 4 จะเป็นผู้ตรวจดูโลก ส่วนวัน 15 ค่ำ ท้าวมหาราชทั้ง 4 จะเป็นผู้ตรวจดูโลกเองว่า พวกมนุษย์พากันบำรุงบิดามารดา และสมณพราหมณ์ เคารพนอบน้อมผู้ใหญ่ในตระกูล รักษาอุโบสถศีลและทำบุญกุศลเป็นจำนวนมากหรือไม่ ครั้นตรวจดูแล้วก็จะไปบอกพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมาประชุมกันในสุธรรมาเทวสภา ถ้าได้ฟังว่าพวกมนุษย์ทำดีกันน้อย พวกเทพชั้นดาวดึงส์ก็มีใจหดหู่เพราะทิพยกายจะลดถอย อสุรกายจะเพิ่มพูน แต่ถ้าได้ฟังว่าพวกมนุษย์ทำดีกันมาก พวกเทพชั้นดาวดึงส์ก็มีใจชื่นบาน เพราะทิพยกายจะเพิ่มพูน อสุรกายจะลดถอย

โลกบาลในทางพระพุทธศาสนาใช้เป็นธรรมหมวดหนึ่งเรียกว่า “ธรรมโลกบาล” เป็นธรรมคุ้มครองโลก ถ้าเหล่าชนในสกลโลกมีธรรมเหล่านี้ประจำใจแล้ว ธรรมเหล่านี้ก็จะสนองผลให้โลกมีแต่ความสงบสุข ธรรมโลกบาลนั้นมี2 อย่าง คือ 1.หิริ ความละอายแก่ใจ หมายถึง ความละอายใจตัวเองในการกระทำผิดต่อศีลธรรม และกฎหมายบ้านเมืองหรือความละอายใจตัวเองที่จะงดเว้นการทำความดีที่ตนสามารถทำได้ 2.โอตตัปปะ ความเกรงกลัว หมายถึงความสะดุ้งกลัวต่อความผิดและคำนึงถึงผลที่ได้รับคือทุกข์โทษที่จะได้รับจากการทำความผิดนั้นๆ

ธรรมทั้งสองอย่างนี้ เป็นธรรมคุ้มครองโลกเพราะทำให้โลกเกิดความสงบสุข  ช่วยทำให้คนละอายใจที่ทำความชั่วและกลัวที่จะทำความผิด ทำให้ละเว้นการกระทำความผิดต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้คนในสังคมก็อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข เห็นอกเห็นใจ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

‘ศธ.-ทปอ.-กสพท-สทศ.’ ออกแถลงการณ์ แจงเหตุไม่เลื่อนสอบทีแคส64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557513

'ศธ.-ทปอ.-กสพท-สทศ.' ออกแถลงการณ์ แจงเหตุไม่เลื่อนสอบทีแคส64

‘ศธ.-ทปอ.-กสพท-สทศ.’ ออกแถลงการณ์ แจงเหตุไม่เลื่อนสอบทีแคส64

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.29 น.

7 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “Mytcas.com” ออกแถลงการณ์ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย กลุ่มสถานบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) โดยระบุว่า ตามที่มีข้อเรียกร้องที่ต้องการให้มีการเลื่อนสอบ รายวิชาที่ใช้ในระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (ทีแคส 64) เช่น โอเน็ต GAT/PAT และ 9 วิชาสามัญ 

โดยที่หน่วยงานมีมติร่วมกัน ว่าไม่ควรเลื่อนสอบ ด้วยเหตุผลสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงใดๆต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสมในการสื่อสารเพื่อให้ผู้สมัครทุกคนรับทราบ และการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนวันสอบเท่านั้น อาจจะต้องเปลี่ยนสนามสอบ และเลขที่นั่งสอบด้วย 

ทั้งนี้ สทศ.เห็นถึงความสำคัญในการใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย จึงเลื่อนวันสอบโอเน็ต ของนักเรียนชั้น ม.6 จากวันที่ 27-28 มีนาคม เป็นวันที่ 27 และ 29 มีนาคม

หากมีการเลื่อนสอบที่ทำให้ได้ผลคะแนนสอบไม่เป็นไปตามที่กำหนดในปฏิทินการดำเนินงานของทีแคส 64 จะส่งผลให้มหาวิทยาลัยต้องเลื่อนการเปิดภาคเรียนจากเดือนมิถุนายน ออกไปจนกว่ากระบวนการคัดเลือกของทีแคสแล้วเสร็จ ทำให้ต้องปรับการจัดการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาทุกชั้นปี รวมถึงต้องเลื่อนการฝึกปฏิบัติ การออกภาคสนาม การฝึงงาน และการสำเร็จการศึกษาที่ต้องล่าช้าไปด้วย

‘พระธรรมรัตนากร’ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุ 81 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557485

‘พระธรรมรัตนากร’เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุ 81 ปี

‘พระธรรมรัตนากร’เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุ 81 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.52 น.

‘พระธรรมรัตนากร’เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุ 81 ปี

7 มีนาคม 2564 เพจเฟซบุ๊ก “วัดโพธิ์ ท่าเตียน Wat Pho” รายงานว่า พระธรรมรัตนากร (สีนวล ปญฺญาวชิโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 และอดีตอธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา 03.19 น. วันที่ 7 มีนาคม 2564 สิริอายุ 81 ปี 61 พรรษา

สำหรับกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ดังนี้

วันพุธที่ 10 มีนาคม 2564

เวลา 10.00 น.  คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์สรงน้ำศพ

เวลา 17.00 น.  พระราชทานน้ำหลวงสรงศพ

เวลา 19.00 น. สวดพระอภิธรรม

—————————-

กำหนดบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม 100 วัน

ณ ศาลาเลื่อนศักดิ์ เจียมอุดม (ด้านถนนเชตุพน)

‘ครูพี่โอ๊ะ’ ลงตรวจสนามสอบ N-NET พร้อมให้กำลังใจนักศึกษา กศน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557483

'ครูพี่โอ๊ะ'ลงตรวจสนามสอบ N-NET พร้อมให้กำลังใจนักศึกษา กศน.

‘ครูพี่โอ๊ะ’ลงตรวจสนามสอบ N-NET พร้อมให้กำลังใจนักศึกษา กศน.

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.49 น.

“ครูพี่โอ๊ะ”ลงตรวจสนามสอบ N-NET พร้อมให้กำลังใจนักศึกษา กศน. ขอบคุณครู กศน.กทม.-บางเขน-สายไหม ร่วมกำลังคน VBAC จัดสอบเรียบร้อยราบรื่น-ตามมาตรการป้องกันโควิดเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (N-NET) ครั้งที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ณ ศูนย์สอบ วิทยาลัยเทคโนโลยีวิบูลย์บริหารธุรกิจรามอินทรา (VBAC) เขตบางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งมีนักศึกษา กศน.เขตบางเขน และ กศน.เขตสายไหม กศน.กรุงเทพมหานคร เข้าสอบรวม 536 คน โดยมี นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ ผอ.สำนักงาน กศน.กทม. , นายสยามรัศมิ์ สินภัทรบดี รองประธานกรรมการบริหาร VBAC พร้อมด้วยนายปรีชา ผลชมภู่ ผอ.กศน.เขตสายไหม , นายปริญญา ปิยชนานันทน์ ผอ.กศน.เขตบางเขน , นางสาวชลดา อัมภรัตน์ ผอ.กศน.เขตหลักสี่ และบุคลากรให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมกองกลางการสอบและบริเวณห้องสอบ

รมช.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสนามสอบแห่งนี้ ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการทั้งจาก กศน.กทม.และ VBAC ที่ดำเนินการจัดสนามสอบอย่างเข้มแข็ง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รักษามาตรฐานและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ส่วนนักศึกษา ก็แต่งกายด้วยชุดนักศึกษา กศน.และปฏิบัติตามระเบียบอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามระบบคัดกรองตามมาตรการการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ จากการสอบถามถึงจำนวนผู้เข้าสอบ พบว่าวันนี้มีนักศึกษาส่วนหนึ่งที่ขาดสอบ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน กศน.จะต้องนำไปแก้ไขต่อไป เพื่อหาแนวทางสนับสนุนนักศึกษาให้มาสอบได้มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของสนามสอบแห่งนี้ ถือว่าดำเนินการได้ดี เพราะนักศึกษามีจำนวนมาเข้าสอบเพิ่มขึ้น

“สิ่งสำคัญของการจัดการศึกษาของ กศน. คือ การมุ่งเน้นให้ผู้เรียน กศน.ได้เรียนได้รู้ครบถ้วนในทุกมิติ สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และเรียนอย่างมีความสุข ดังนั้น จากนี้จะนำข้อมูลการจัดสอบ N-NET ไปวิเคราะห์หาสาเหตุของการขาดสอบ โดยจะใช้วิธีสอบถามปัญหาและอุปสรรคจากนักศึกษาร่วมด้วย เพื่อปรับปรุงการจัดสอบให้เอื้อต่อการเข้าสอบให้ได้มากที่สุด รวมทั้งข้อเสนอและความต้องการให้ปรับปรุงหลักสูตร เพื่อสร้างเสริม เติมเต็ม องค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ฝให้ทันต่อเหตุการณ์ ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกระทรวงศึกษาธิการ น้อมรับทุกข้อเสนอเพื่อนำมาปรับปรุงการจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ของผู้เรียนมากที่สุด เพื่อเป็นบุคลากรที่ดีของประเทศ สอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษาตามแนวทางของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อไป” รมช.ศธ.กล่าวและว่า

ขอแสดงความขอบคุณทาง VBAC ที่สนับสนุนสถานที่ให้เป็นศูนย์สอบและคณะกรรมการคุมสอบ รวมทั้งผู้มีความร่วมมือกับ กศน.เขตบางเขนและเขตสายไหม ในการจัดการศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน ทั้งการสอนภาษาอังกฤษ การสอนเสริมทักษะชีวิตในทุกมิติ และขอแสดงความชื่มชมครูและบุคลากร กศน.กทม.ที่พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อกระตุ้นและดึงดูดให้นักศึกษามาเข้าสอบมากที่สุด แต่บางครั้งต้องยอมรับว่า นักศึกษาบางส่วนที่ขาดสอบ เพราะมีความจำเป็นหรืออาจจะต้องย้ายที่ทำงาน ซึ่งในภาพรวมครูโอ๊ะก็ต้องขอขอบคุณบุคลากร กศน.และผู้เกี่ยวข้องในทุกสนามสอบ N-NET ทั่วประเทศไว้ด้วยเช่นกัน

รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (N-NET) ครั้งที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ณ ศูนย์สอบ วิทยาลัยเทคโนโลยีวิบูลย์บริหารธุรกิจรามอินทรา (VBAC) มีห้องสอบรวม 12 ห้อง นักศึกษาเข้าสอบ​ รวมทั้งสิ้น 536 คน แบ่งเป็น กศน.เขตบางเขน 312 คน เป็นนักศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา​ จำนวน 12​ คน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น​ จำนวน 105 คน และระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย​ จำนวน​ 195​ คน , กศน.เขตสายไหม 224 คน เป็นนักศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 8 คน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 92 คน และระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 124 คน

พระบรมราชโองการฯ ตั้งสมณศักดิ์ ‘พระมหาประนอม’ เป็นพระราชาคณะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557480

พระบรมราชโองการฯ ตั้งสมณศักดิ์'พระมหาประนอม' เป็นพระราชาคณะ

พระบรมราชโองการฯ ตั้งสมณศักดิ์’พระมหาประนอม’ เป็นพระราชาคณะ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.33 น.

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร (เปรียญธรรม 6 ประโยค) วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นพระราชาคณะ มีนามว่า พระเมธีวชิรโสภณ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม พุทธศักราช 2564

ประกาศ ณ วันที่ 7 มีนาคม พุทธศักราช 2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557160

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในปีที่ผ่านมา มีประเด็นเกี่ยวกับโรงเรียนและครูได้รับความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะนักเรียนและบรรดาผู้ปกครองของพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างมากรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ อันหลากหลายผ่านช่องทางสื่อหลักและสื่อออนไลน์ ผมจึงถือโอกาสสรุปประเด็นที่มีการกล่าวถึงโรงเรียนและครูตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นออกมา เพื่อขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาทางออกที่เหมาะสมแก่ทั้งครู โรงเรียน และนักเรียน (ผู้ปกครอง) ดังนี้

ประเด็นแรก คือ เรื่องของความรุนแรงและการใช้อำนาจ ซึ่งในปีที่ผ่านมาผมได้พยายามสื่อสารในเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า นี่เป็นปัญหาที่ต้องจัดการโดยเร็ว เพราะถ้าไม่แก้ไขจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็มีตั้งแต่ครูลงโทษรุนแรงกับนักเรียน นักเรียนกระทำรุนแรงและคุกคามกันเอง ไปจนถึงกฎระเบียบของโรงเรียนที่นักเรียนไม่ยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องทรงผมและเครื่องแบบ นั่นอาจตีความหมายได้ว่า สภาพสังคมในโรงเรียนไม่น่าอยู่ และสร้างปัญหาให้กับนักเรียน

ประเด็นที่สอง คือ เรื่องคุณภาพของการเรียนรู้ ซึ่งถ้าตามอ่านบทความของผมจะทราบอย่างชัดเจนว่า ผมเตือนเรื่องครูและโรงเรียนไม่สามารถสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้มาโดยตลอด ปัญหานักเรียนคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาไม่เป็น รวมไปถึงคุณภาพการศึกษาด้านวิชาการอ่อน ถึงตอนนี้ยิ่งชัดเจนแล้วหลังจากปรากฏผลคะแนนสอบ O-NET ของนักเรียนไทยที่สอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งคะแนน PISA ที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก

นี่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายสิบปี ที่ถึงปัจจุบันนี้ก็คงกลายเป็นคำถามที่ชวนน่ากังวลขึ้นมาว่า “เรามีโรงเรียนแบบนี้ไปทำไม” สำหรับผมถ้าโรงเรียนไม่สามารถตอบคำถามนี้ เพื่อให้สังคมยอมรับในเรื่อง “คุณค่าและประโยชน์” ของโรงเรียนได้ ก็ควรต้องยุบทิ้งไป เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลจะต้องเอาภาษีประชาชนไปอุดหนุนกับโรงเรียนที่ไม่สามารถทำหน้าที่ที่สังคมต้องการได้อีก

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจก็คือ “เรามีโรงเรียนไปทำไม” ซึ่งผมแบ่งได้เป็น 4 เรื่องใหญ่ ดังนี้

1. การพัฒนาศักยภาพทางการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะการเรียนรู้และการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองต่อไป และเป็นปัจเจกบุคคลที่มีคุณภาพทางสติปัญญา

2. การสร้างและพัฒนาบุคลิกภาพและจิตสำนึกของนักเรียนให้สามารถที่ดำเนินชีวิตของตนเองได้และมีสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ผ่านกระบวนการค้นพบตัวเองและดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม

3. การอยู่ร่วมกันกับคนอื่นที่แตกต่างด้วยความเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างของแต่ละคนการเคารพในความคิดและตัวตนของคนอื่น ทำให้สามารถที่จะทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับคนที่หลากหลายในสังคมได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนของตนเอง

และ 4. การสร้างความเป็นพลเมืองร่วมกันผ่านการเข้าใจและยอมรับแรงยึดเหนี่ยวทางสังคมร่วมกันผ่านขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อศรัทธา จนถึงกฎหมายของประเทศ รวมไปถึงการตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองในฐานะพลเมืองของประเทศที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อประเทศชาติและเพื่อนร่วมชาติ

ด้วยเป้าหมายทั้งหมดนี้ อาจกล่าวได้ว่า โรงเรียนที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 4 ประการตามที่กล่าวมาถือเป็นการขับเคลื่อนกลไกสำคัญในการ “สร้างคนและสร้างชาติ” อย่างแท้จริง แต่ในปัจจุบันตามที่กล่าวถึงปัญหาของโรงเรียนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้น โรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกของการสร้างคนและสร้างชาติ และอาจเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความขัดแย้งแตกแยกของคนในสังคม ซึ่งส่งผลให้ประเทศชาติเกิดความอ่อนแอขึ้น

ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับ “โรงเรียน” โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับ“การมีโรงเรียน” อย่างตรงไปตรงมา และค้นหาสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนในปัจจุบันเบี่ยงเบนออกไปจากเป้าหมาย ของ “การมีโรงเรียนที่ควรจะเป็น” ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อให้ครูมีงานทำ นักเรียนมีที่ไปรวมกลุ่มกับเพื่อน หรือผู้บริหารกระทรวงมีตำแหน่งและอำนาจ เท่านั้น

อันที่จริง “การทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน” แม้ว่าจะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านนโยบายของรัฐมนตรีว่าการที่ดูแลการบริหารจัดการทั้งหมด แต่เมื่อปัญหาไม่ได้รับการจัดการมาอย่างยาวนาน อีกทั้งคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนก็เสมือนจะได้รับความสำคัญไม่มากนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่พวกเรา(โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องของการศึกษา) ต้องเปิดตัวออกมาร่วมด้วยช่วยกันตอบคำถามดังกล่าวนี้ เพื่อเสนอแนะกระบวนการหรือแนวทางที่จะปฏิรูปโรงเรียนให้เป็นสถานที่ในการสร้างความหมายทั้ง 4 ประการ (ดังที่ผมนำเสนอไป) สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพของนักเรียน ทั้งในด้านวิชาการและการดำเนินชีวิต เพราะการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ไม่ควรต้อง “รอ” ต่อไปอีกแล้ว

กนก วงษ์ตระหง่าน

‘ศธ.-ซีพีเอฟ’ ลงนามเติมทักษะอาชีวศึกษา คิกออฟ CPF Jump Start #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557185

‘ศธ.-ซีพีเอฟ’ลงนามเติมทักษะอาชีวศึกษา คิกออฟ CPF Jump Start

‘ศธ.-ซีพีเอฟ’ลงนามเติมทักษะอาชีวศึกษา คิกออฟ CPF Jump Start

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.50 น.

กระทรวงศึกษาฯ-ซีพีเอฟ ลงนาม MOU เติมทักษะอาชีวศึกษาคิกออฟโครงการ CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ        

5 มีนาคม 2564 กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือซีพีเอฟ สนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษา  คิกออฟ โครงการ “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ” สร้างประสบการณ์ ทักษะอาชีพให้นักเรียน นักศึกษา ในสังกัด สอศ. สู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เติบโตอย่างยั่งยืน                  

โครงการ “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ” เป็นโครงการนำร่องระหว่าง สอศ.และซีพีเอฟ  ร่วมกันจัดหลักสูตรการเรียนการสอนอาชีวศึกษา  ฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษาสังกัดสอศ.ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) และปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ  ผลิตบุคลากรคุณภาพตอบสนองความต้องการกำลังคนของตลาดแรงงาน ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมของประเทศ  ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเติบโตแข็งแกร่ง

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้  ได้รับเกียรติจาก คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามฯ  โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงาน สอศ.       

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า  ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและซีพีเอฟในครั้งนี้ เป็นครั้งประวัติศาสตร์และเป็นครั้งสำคัญที่บริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำเข้ามาร่วมมือโดยนำความรู้ ความสามารถ และเทคโนโลยีมาสนับสนุน  ร่วมมือกันจัดการเรียนการสอน และได้ลงมือทำจริงภายใต้ระบบทวิภาคี

“ขอชื่นชมซีพีเอฟที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน  การที่ทางซีพีเอฟมาช่วยครั้งนี้ เป็นคุณูปการและเป็นต้นแบบที่จะเป็นตัวอย่างของบริษัท ห้างร้าน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมอื่นๆที่จะได้เข้ามาร่วมมือกันต่อไปในอนาคต การที่สองหน่วยงานจะได้ผลิตและพัฒนากำลังคนร่วมกัน  โดยต่างนำจุดเด่นมาเสริมกัน จะสามารถผลิตทรัพยากรที่มีคุณค่าได้อย่างรวดเร็ว ช่วยยกระดับการศึกษาของไทยแบบก้าวกระโดด ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป”  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า  ซีพีเอฟ เป็นบริษัทผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรที่มีห่วงโซ่การผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ คือตั้งแต่ Feed-Farm-Foodทั้งยังมีองค์ความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการธุรกิจ ภายใต้ปรัชญา 3 ประโยชน์ คือ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ สังคมหรือประชาชน และบริษัท โดยมุ่งมั่นมีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาของไทย

โครงการ “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ”  เป็นโครงการนำร่องระหว่าง สอศ.และซีพีเอฟที่ร่วมกันจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนอาชีวศึกษา ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ของซีพีเอฟในหลากหลายรูปแบบ เช่น ระบบทวิภาคี โดยนักเรียน นักศึกษา สังกัด สอศ. ระดับชั้น ปวช.ปวส. ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท ซึ่งมีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จะได้เข้าฝึกการทำงานในส่วนงานต่างๆ และนำผลการทำงานมาคิดเป็นผลการเรียนภาคปฏิบัติหรือชั่วโมงฝึกงานได้ เป็นการฝึกประสบการณ์อาชีพอย่างเป็นระบบ ซึ่งนอกจากจะสร้างทักษะความชำนาญในงานแล้วยังเป็นการเพิ่มทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังก่อเกิดประโยชน์โดยตรงต่อตัวนักเรียนนักศึกษา  โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายผลโครงการนี้ไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศด้วย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ CPF Top Dish ส่งเสริมให้นักศึกษาผู้มีความต้องการอยากเป็นเจ้าของร้านอาหารในยุค New Normal ได้สร้างกิจการของตัวเองในรูปแบบ Cloud Kitchen และโครงการฟาร์มในโรงเรียน โรงเรียนในฟาร์ม เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ ส่งผ่านองค์ความรู้การนำเทคโนโลยี smart farming มาใช้ และร่วมกันสร้างเกษตรกรต้นแบบในอนาคตต่อไป

“ขอขอบคุณทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา   ที่เปิดโอกาสให้ซีพีเอฟร่วมพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทย  และเชื่อมั่นว่า โครงการ  “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ” จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา ของนักเรียน นักศึกษาในสายวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ” ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าว   

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา กล่าวว่า   สอศ.ขอขอบคุณซีพีเอฟที่เห็นความสำคัญของการจัดการอาชีวศึกษาและร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพ  และเปิดโอกาสให้นักเรียน  นักศึกษา ได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในหน่วยงานต่างๆของบริษัท  รวมทั้งความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน การรับนักเรียน นักศึกษาระบบทวิภาคี และการฝึกงาน  ระดับปวช. ปวส. และปริญญาตรี สายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ สาขาอาหารและโภชนาการ สาขาธุรกิจค้าปลีก สาขาเกษตรกรรม และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ฝีกประสบการณ์อาชีพกับผู้เชี่ยวชาญ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในสถานประกอบการชั้นนำของประเทศ และมีรายได้เสริมในช่วงปิดภาคเรียน มีความพร้อมในการประกอบอาชีพในอนาคต      

“เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างสอศ.และซีพีเอฟในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาสายวิชาชีพให้มีศักยภาพ นำไปสู่การผลิตและการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ”เลขาธิการ สอศ. กล่าว 

กมว.ไล่เช็ก 3.9 แสนรายถือ ‘ตั๋วครู’ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ ตั้งบอร์ดสังคายนาต่อใบอนุญาต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557135

กมว.ไล่เช็ก 3.9 แสนรายถือ‘ตั๋วครู’แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ ตั้งบอร์ดสังคายนาต่อใบอนุญาต

กมว.ไล่เช็ก 3.9 แสนรายถือ‘ตั๋วครู’แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ ตั้งบอร์ดสังคายนาต่อใบอนุญาต

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.57 น.

กมว.ไล่เช็ก 3.9 แสนรายถือ‘ตั๋วครู’แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ ตั้งบอร์ดสังคายนาต่อใบอนุญาต

5 มีนาคม 2564 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กมว. ครั้งที่ 2/2564 ว่า ที่ประชุมมีมติและตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูทำผิดจรรยาบรรณ กรณีอนาจารและชู้สาว จำนวน 7 ราย รวมถึงมีการตั้งอนุกรรมการสอบสวนกรณีทำผิดไม่ร้ายแรงอีกจำนวนหนึ่ง 

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมีการหารือถึงกรณีผู้ที่ถือใบอนุญาตฯ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ครู และผู้บริหารด้านการศึกษา ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3.98 แสนราย จากจำนวนผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทั้งหมดกว่า 9.3 แสนราย แบ่งเป็น ครู 8.4 แสนราย ผู้บริหารสถานศึกษา 7.7 หมื่นราย ผู้บริหารการศึกษา 6.2 พันราย ศึกษานิเทศก์ 9.1 พันราย โดยที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาแนวทางการต่อใบอนุญาตฯของผู้ที่ถือใบอนุญาตฯกลุ่มดังกล่าวต่อไป

“ที่ประชุมได้หารือกรณีกลุ่มดังกล่าว หากมาขอต่อใบอนุญาตฯเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้รับการพัฒนา และเหมาะสมที่จะถือใบอนุญาตฯต่อ กมว.จึงมีมติตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาศึกษาแนวทางการต่อใบอนุญาตฯของกลุ่มดังกล่าวนี้แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าจะยังมีศักยภาพถือใบอนุญาตฯได้” นายเอกชัย กล่าว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า อนาคตการต่อใบอนุญาตฯต้องมาดูว่ากลุ่มที่ถือใบอนุญาตฯ แต่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพครู หรือวิชาชีพทางการศึกษาอย่างแท้จริง ได้มีการพัฒนาศักยภาพหรือไม่ หรือทางคุรุสภา จะมีการอบรมพัฒนาคนกลุ่มนี้อย่างไร เพื่อให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯมีศักยภาพอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังตั้งคณะอนุกรรมการอีก 2 ชุด คือ คณะอนุกรรมการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ และคณะอนุกรรมการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 4 เดือน นอกจากนี้ยังแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบกรณีสถาบันฝ่ายผลิต จำนวน 117 แห่ง เสนอให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา การรับรอง ปริญญาทางการศึกษา 788 หลักสูตร คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้

สพฐ.พร้อมรับนักเรียนปี’64 กำชับเขตพื้นที่คุมโรงเรียนโปร่งใส-เป็นธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557098

สพฐ.พร้อมรับนักเรียนปี’64 กำชับเขตพื้นที่คุมโรงเรียนโปร่งใส-เป็นธรรม

สพฐ.พร้อมรับนักเรียนปี’64 กำชับเขตพื้นที่คุมโรงเรียนโปร่งใส-เป็นธรรม

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.45 น.

สพฐ.พร้อมรับนักเรียนปี’64 กำชับเขตพื้นที่คุมโรงเรียนโปร่งใส-เป็นธรรม เนื้อหาข้อสอบคำนึงถึงการเรียนออนไลน์ของเด็กในสถานการณ์โควิด-19

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 พร้อมทั้งคู่มือการรับนักเรียน ไปให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศได้ปฏิบัตินั้น ตนได้ติดตามการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาทั้งในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ตลอดจนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พบว่าในการเตรียมการรับนักเรียนไม่พบปัญหาอะไร ซึ่งในส่วนของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่จะมีการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) ในวันที่ 6 มี.ค.นี้ ที่สนามสอบเมืองทองธานี เพียงสนามเดียว โดยจะมีผู้เข้าสอบประมาณ 20,000 กว่าคน มีการจัดห้องสอบโดยแบ่งสีจังหวัดของผู้เข้าสอบ ตามลำดับสถานการณ์ความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) เช่น หากมาจากจังหวัดสีแดงสอบกลุ่มสีแดง มาจากจังหวัดสีเหลืองก็สอบกลุ่มสีเหลือง เป็นต้น ทั้งนี้ ได้มีการขออนุญาตดำเนินการจัดสอบกับศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เรียบร้อยแล้ว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับโรงเรียนกลุ่มอื่นๆ ก็ดำเนินการสอบไปตามปฏิทินการรับนักเรียน เช่น โรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ จะรับสมัครนักเรียนระดับก่อนประถมศึกษา และประถมศึกษาปีที่ 1 (ป.1) ในระหว่างวันที่ 6 – 10 มี.ค.นี้ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในส่วนของปฏิทินการรับนักเรียนได้มีการเลื่อนวันจับฉลาก วันประกาศผล และวันรายงานตัว ของนักเรียนระดับชั้นก่อนประถมศึกษา จากวันที่ 28 มี.ค.ซึ่งตรงกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี เป็นวันที่ 4 เม.ย.และกำหนดวันมอบตัวจากวันที่ 4 เม.ย.เป็นวันที่ 6 เม.ย.64 นอกนั้นคงเดิม

ดร.อัมพร กล่าวด้วยว่า จากการประกาศเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบเรื่องคณะกรรมการรับนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษานั้น สพฐ.ได้แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ต่างๆ ออกคำสั่งรองรับการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติทั้งหมดไปแล้ว สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สพฐ.ได้มอบอำนาจให้คณะกรรมการเขตพื้นที่ฯ ไปออกแบบแก้ไขปัญหาให้มีความคล่องตัวและตรงกับบริบทของแต่ละจังหวัด แต่ต้องไม่ขัดกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการรับนักเรียนที่ สพฐ.กำหนด รวมถึงกำชับให้เขตพื้นที่ฯสอดส่องดูแลให้สถานศึกษาดูแลเรื่องการรับนักเรียนด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างเคร่งครัด

“สำหรับข้อกังวลของนักเรียนและผู้ปกครอง ว่า ความรู้จะไม่เพียงพอต่อการสอบ เพราะต้องเรียนออนไลน์เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น เรื่องความวิตกกังวลห้าม ไม่ได้แต่อยากสื่อสารไปยังผู้ปกครองและนักเรียน ว่า อย่าวิตกกังวล การสอบปีนี้ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนออกเนื้อหาในการสอบเข้าเรียนต่อ โดยคำนึงถึงเนื้อหาในภาคเรียนที่ 1 หรือ ชั้น ม.1 , ม.2 เป็นหลักในการสอบเข้าเรียนต่อ ชั้น ม.4 หรือ สอบถ้าสอบชั้น ม.1 ก็ดูเนื้อหาชั้น ป.6 ภาคเรียนที่ 1 หรือเนื้อหาของชั้น ป. 4 , ป.5 เป็นเนื้อหาในการสอบมากขึ้น เพื่อไม่ให้นักเรียนเหลื่อมล้ำกันมาก ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าปีนี้ไม่ปกติ และคนออกข้อสอบก็คำนึงถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว” ดร.อัมพร กล่าว

บพค.เร่งสร้างความเข้าใจ ‘เอไอ’ ไม่แย่งงานคน ส่ง ‘ฟีโบ้’ ตีปี๊บชวนคนไทยอัพสกิล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557058

บพค.เร่งสร้างความเข้าใจ‘เอไอ’ไม่แย่งงานคน ส่ง‘ฟีโบ้’ตีปี๊บชวนคนไทยอัพสกิล

บพค.เร่งสร้างความเข้าใจ‘เอไอ’ไม่แย่งงานคน ส่ง‘ฟีโบ้’ตีปี๊บชวนคนไทยอัพสกิล

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.58 น.

บพค.เร่งสร้างความเข้าใจ‘เอไอ’ไม่แย่งงานคน ส่ง‘ฟีโบ้’ตีปี๊บชวนคนไทยอัพสกิล

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือ ฟีโบ้ (FIBO) จัดเสวนา FIBO Talk Series ผ่านทางเฟซบุคไลฟ์เพจ FIBO AI/Robotics for All โดยจะมีการจัดขึ้นทุกวันเสาร์เวลา 19.00 – 20.00 น. โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 ได้มีการเสวนาในหัวข้อ “ชวนคนไทยมารู้จักและเข้าใจ AI” กับ โครงการ AI ไทยสามารถ by AI for All โดยมี ดร.ศิรวัจน์ อิทธิภูริพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยา นักวิจัยพัฒนาการด้านสมอง กระบวนการเรียนรู้ และความจำ สถาบันการเรียนรู้ และ ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นวิทยากร

ดร.อัญชลิสา กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ AI ไทยสามารถ ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงความสำคัญ ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยได้รับทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยก่อนเริ่มโครงการ เราได้ทำการวิจัยทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐ เอกชน หรือถึงสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ว่าถ้าจะเราทำโครงการนี้เพื่อให้คนไทยเข้าใจเรื่องของปัญญาประดิษฐ์มากยิ่งขึ้น เราควรต้องทำอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ยังได้เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์จากลุ่มตัวอย่าง 400 คนใน 4 จังหวัดใหญ่ได้แก่ กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา โดยแบ่งเป็นประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการธุรกิจ ว่าคนไทยเข้าใจ ได้ยิน หรือรับรู้เรื่องเอไอมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคำตอบทำให้เราประหลาดใจคือ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก และไม่รู้ด้วยว่าเอไอจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างไร ทั้งที่ความจริงแล้วเอไอเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ในขณะที่กลุ่มของนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการ จะรู้จักเกิน 80% แต่ก็มีบางส่วนที่รู้จักในรูปแบบของหุ่นยนต์ที่เห็นในภาพยนตร์ ทั้งที่เอไออยู่รอบตัวเราตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยเฉพาะแทบทุกคนมีสมาร์ทโฟนใช้ ทั้งการซื้อของออนไลน์ การใช้กูเกิลแม็ป และอื่น ๆ อีกมากมาย

“เมื่อถามถึงปัญหาอุปสรรคต่อการรับรู้ ส่วนใหญ่จะตอบเหมือนกันว่า ไม่มีการสื่อสารที่ถูกต้อง จึงไม่เกิดการรับรู้และเข้าใจ เราจึงต้องทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อสื่อสารโดยแบ่งเป็น 3 แกนหลักคือ 1.ไทยสบาย สำหรับสื่อสารกับกลุ่มคนทั่วไป ที่เราอยากให้เขารู้ว่าเอไอเป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถใช้มันทำให้ชีวิตง่ายและสบายสำหรับเขา 2.ไทยล้ำ สำหรับนักเรียน นักศึกษาที่เกิน 80% รู้จักเอไออยู่แล้ว ให้ใช้เป็นแหล่งข้อมูลว่าเขาจะศึกษาเรื่องเอไอ หรือเรียนต่อด้านนี้จะหาจากไหน มีคณะไหนที่สอนบ้าง และสุดท้ายคือ 3. ไทยรวย จะสื่อสารกับพวก เอสเอ็มอี เจ้าของกิจการ ถ้าเขาจะใช้เอไอเขาต้องทำอย่างไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้คนไทยรู้จักและเข้าใจ ในการใช้เอไออย่างสมาร์ท หรือสามารถนั่นเอง” ดร.อัญชลิสา กล่าว

นอกจากนี้ ดร.อัญชลิสา ยังได้ดำเนินการผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ เพื่อให้คนเข้าถึงและสนใจเอไอ คือ 1. Blast หรือการปลุกกระแส (On Line Hero VDO) สร้างสื่อให้เข้าใจง่าย ๆ โดยได้ปล่อยคลิปวีดีไอไปแล้วคือ  AI ไทยสามารถ by AI For All – YouTube ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก และได้โพสต์ไปที่ KOL (Key Opinion Leader) ดัง ๆ เพื่อช่วยกันสื่อสารว่าเอไอไม่ใช่เรื่องไกลตัว เขามาทุ่นแรงไม่ได้มาแย่งงาน 2. Blend เพื่อให้เข้าใจว่าเอไอช่วยใหชีวิตเขาดีขึ้นอย่างไร และเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยร่วมกับ KOL ดัง ๆ ในช่องทางต่าง ๆ  รวมถึงการทำซีรีส์ และออกข่าวในรายการข่าวที่มีชมสูงสุดเราก็ทำมาแล้ว และได้รับความสนใจอย่างมาก และ 3 Built โดยการทำ Podcast เพื่อเป็นตัวกลางในการสร้างความตระหนักรู้อย่างยั่งยืน โดยร่วมกับรายการ Mission to the moon โดยได้มีการเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญโดยตรงมาแลกเปลี่ยน และในอนาคตอันใกล้ เราสร้างกลุ่มในเฟซบุค เป็นกลุ่มของคนที่ไม่รู้จักเอไอ แต่สนใจเอไอ ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนสอบถามแบบเป็นกันเอง เพราะที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเทคนิคมากกว่า

นอกจากนี้ ยังสนใจที่จะตั้งกลุ่มเพื่อพูดคุยใน Club house ด้วย และนี่คือกิจกรรมทั้งหมดในการพยายามสื่อสารให้คนไทยรู้จักเข้าใจ เพื่อใช้เอไออย่างสามารถ ขณะเดียวกัน ยังหวังว่า เราจะมีทรัพยากรมนุษย์ ที่เข้าใจด้านนี้ และมีนักเรียนที่สนใจมากขึ้นเพื่อมาช่วยกันทำโมเดลต่าง ๆ ถ้าเรามีคนแบบนี้มาก ๆ จะเป็นฐานขับเคลื่อนประเทศที่แข็งแกร่งและหากภาคธุรกิจหันมาใช้เอไอ ก็จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้ 

ด้าน ดร.ศิรวัจน์ กล่าวว่า การทำโครงการดังกล่าว นอกจากเพื่อสร้างการรับรู้แล้ว ยังสร้างความเข้าใจด้วยว่า เอไอไม่ได้เข้ามาแย่งงาน แต่เป็นโยกย้ายคนไปยังส่วนอื่นที่จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากกว่า นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้ทำงาน ส่งเสริมธุรกิจ ขณะเดียวกันเรายังเน้นเรื่องการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้หันมาสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะในอนาคตหรือแม้แต่ในปัจจุบันนี้ มีความต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับเอไอมากมาย เราจึงต้องมีช่องทางในการสื่อสารผ่านในหลาย ๆ ทาง โดยหนึ่งในช่องทางที่ดีมากคือเว็บไซต์ http://www.learn-ai.in.th ซึ่งมีการรวบรวมบทความดี ๆ มีเกร็ดความรู้ง่าย ๆ ในมิติต่าง ๆ ที่เป็นภาษาไทย

นอกจากนี้  ฟีโบ้ ยังมีการสอนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสามารถสร้างโมเดลเอไอขึ้นมาได้  ซึ่งสามารถเรียนได้ฟรี และได้รับเกียรติบัตรภายหลังการอบรมด้วย โดยสามารถสอบถามและติดตามได้จากเว็บดังกล่าว ทั้งนี้เชื่อว่าหากเราสามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์ และประชาชนคนไทย ตลอดจนผู้ประกอบการต่าง สามารถที่จะมารีสกิล และอัพสกิล ด้านเอไอกันแล้ว แม้เราจะไม่รู้ว่าเอไอจะพัฒนาไปถึงขั้นไหน แต่อย่างน้อยเราได้รู้จักและใช้เอไอเป็น ก็จะเป็นฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้