‘ในหลวง’ ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556068

'ในหลวง'ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

‘ในหลวง’ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.20 น.

1 มีนาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานคณะประธานาธิบดีแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในโอกาสวันเอกราชของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ซึ่งตรงกับวันที่ 1 มีนาคม 2564 ความว่า 

ฯพณฯ นายมิลอราด ดอดิก ประธานคณะประธานาธิบดีแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา กรุงซาราเยโว ในโอกาสวันเอกราชของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีด้วยใจจริง เพื่อท่านมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

ข้าพเจ้าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า สัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศของเราทั้งสองจะเจริญรุดหน้ายิ่งขึ้นไป อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและประโยชน์สุขร่วมกันของประเทศและประชาชน ทั้งสองฝ่าย 

(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วัคซีนโควิด-19โดยคนไทย ก้าวแรกในการพึ่งพาตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556042

วัคซีนโควิด-19โดยคนไทย ก้าวแรกในการพึ่งพาตัวเอง

วัคซีนโควิด-19โดยคนไทย ก้าวแรกในการพึ่งพาตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.28 น.

แม้ว่าวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาโดยคนไทยยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลอง ขณะที่เริ่มมีวัคซีนจากผู้ผลิตหลายรายออกสู่ตลาดแล้ว แต่ความพยายามนี้ไม่สูญเปล่าเพราะเป็นก้าวสำคัญของการพึ่งพาตัวเอง และเป็น

การทดสอบความพร้อมรับมือกับโรคระบาดอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาในอนาคต รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการผลักดันงานวิจัยออกไปสู่ภาคอุตสากรรมอีกด้วย 

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ให้แก่ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งได้มอบหมายให้ ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาวัคซีน ChulaCov19 และมี ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม เป็นผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจาก ทุนศตวรรษที่สอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเงินบริจาคจากสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ กองทุนบริจาควิจัยวัคซีน สภากาชาดไทย วัคซีน ChulaCov19 เป็นวัคซีนชนิด mRNA ที่สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิด-19 

เมื่อฉีดเข้าร่างกายจะทำให้ร่างกายสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนปุ่มหนามของไวรัส และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไว้ต่อสู่กับไวรัสเมื่อสัมผัสเชื้อไวรัส หลังจากวัคซีนชนิด mRNA กระตุ้นให้สร้างกายสร้างโปรตีนดังกล่าวแล้ว ชิ้นส่วน mRNA จะถูกสลายไปในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนชนิดนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินแล้วในหลายประเทศ และมีการฉีดให้แก่ประชาชนแล้วกว่า 140 ล้านโดสทั่วโลก

ขณะนี้วัคซีน ChulaCov19 ผ่านการทดลองเข็มที่สองในลิง ซึ่งพบว่าลิงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ในระดับสูงและมีสุขภาพดี และจากผลทดสอบในหนูชนิดพิเศษที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้พบว่าวัคซีน ChulaCov19 สามารถป้องกันหนูไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคได้ 100% และยับยั้งเชื้อไม่ให้เข้ากระแสเลือดได้ 100% รวมทั้งสามารถลดจำนวนเชื้อที่ใส่เข้าไปในจมูกของหนูทดลองและเชื้อในปอดลงไปได้มากกว่า 10,000,000 เท่า หลังจากนั้นจะเข้าสู่การทดลองในมนุษย์ซึ่งเป็นอาสาสมัครต่อไปประมาณปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ 

ถึงแม้ความสำเร็จของวัคซีนโควิด-19 โดยคนไทยจะสำเร็จช้ากว่าผู้ผลิตวัคซีนจากต่างประเทศหลายราย แต่ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ให้ความเห็นว่า การวิจัยครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยสามารถผลิตวัคซีนได้เองทุกขั้นตอน ต่างจากในอดีตที่งานวิจัยมีเป้าหมายแค่เพื่อตีพิมพ์ แต่สำหรับงานวิจัยวัคซีนครั้งนี้ยังมีเป้าหมายขับเคลื่อนไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมด้วย
 

ศบค.แถลงไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 80 ราย รวมป่วยสะสม 26,031 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555956

ศบค.แถลงไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 80 ราย รวมป่วยสะสม 26,031 ราย

ศบค.แถลงไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 80 ราย รวมป่วยสะสม 26,031 ราย

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 11.39 น.

วันที่ 1 มีนาคม 2564 เวลา  11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงสถานการณ์ประจำวัน ว่า

วันนี้ไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 80 ราย เป็นผู้ป่วยในประเทศ  64 ราย ที่มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 28 ราย จากการค้นหาเชิงรุก 36 ราย และมาจากผู้ที่เดินทางมาจากประเทศ 16 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 26,031 ราย หายป่วยแล้ว 25,324 ราย หายป่วยวันนี้ 196 ราย ยังรักษาตัวอยู่ 624 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ยอดผู้เสียชีวิตสะสม 83 คน 

‘วิศวะมธ.’ คิดค้น ‘เสารังสียูวีซี’ ส่งมอบฆ่าเชื้อโควิดตลาดปทุมธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555813

‘วิศวะมธ.’คิดค้น‘เสารังสียูวีซี’  ส่งมอบฆ่าเชื้อโควิดตลาดปทุมธานี

‘วิศวะมธ.’คิดค้น‘เสารังสียูวีซี’ ส่งมอบฆ่าเชื้อโควิดตลาดปทุมธานี

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดตัว “เสาฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวีซี (UVC Sterilizer)” มีลักษณะเป็นเสาสูง 1.2 เมตร พร้อมติดตั้งหลอดไฟ 4 ด้าน ที่มีกำลังสูงพอที่จะทำลายผนังเซลล์ของไวรัสโควิด-19 โดยหลอดไฟจะทำมุม 20 องศา ซึ่งจะทำให้สามารถฉายแสงลงถึงพื้นผิวดินหรือผิวถนนได้ เหมาะกับการใช้ทำความสะอาดสถานที่กว้างในช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่

ผศ.ดร.ปรัชญา เปรมปราณีรัชต์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ซึ่งเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมนี้ กล่าวว่า เสาฆ่าเชื้อดังกล่าวเหมาะสำหรับฉายแสงฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในพื้นที่กว้าง เช่น ตลาด หรือพื้นผิวต่างๆ เนื่องจากแสง UVC มีศักยภาพที่จะฆ่าไวรัสโควิด-19 ได้แบบ 100% ได้ออกแบบให้สามารถตั้งเวลาถอยหลังได้ คือเมื่อเปิดใช้งานแล้ว เครื่องจะเริ่มทำงานหลังจากนั้น 5-10 นาที ซึ่งทำให้ผู้เปิดใช้งานถอยออกมาได้

จากนั้นเครื่องจะทำงานอย่างอัตโนมัติอีกเป็นเวลาราว 20 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรคโดยรัศมีของแสงจะห่างจากจุดติดตั้งเสาประมาณ 2 เมตร ทั้งนี้ แสง UVC เป็นแสงที่มีอันตรายมาก เพราะสามารถทะลุผ่านเซลล์ผิวหนังมนุษย์ได้ หรือหากจ้องมองนานเกิน 5 นาที อาจทำให้ตาบอดได้ ฉะนั้นต้องใช้อย่างระมัดระวังภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยผู้ใช้ต้องถอยออกมาจากพื้นที่ฉายแสงอย่างน้อย 10 เมตร

รศ.ดร.ธีร เจียรศิริพงษ์กุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. กล่าวว่า เสาฆ่าเชื้อด้วยแสง UVC เหมาะสำหรับนำไปใช้ในพื้นที่กว้าง เช่น ตลาด แผงค้า ห้างสรรพสินค้า สนาม พื้นที่สาธารณะ ฯลฯ ในช่วงเวลาที่ปิดให้บริการไม่มีคนเข้าไปอยู่บริเวณนั้น โดยใช้งานง่ายเพียงนำไปตั้งตามจุดต่างๆ เปิดคำสั่งอัตโนมัติ และถอยออกมา เมื่อเครื่องทำงานเสร็จในแต่ละรอบก็จะดับไปเอง ทำให้สามารถย้ายไปยังจุดอื่นๆ ได้ต่อไป ข้อดี คือเชื้อไวรัสจะตาย 100% ในทุกๆ ที่ที่แสงส่องถึง โดยเครื่องนี้มีต้นทุนการผลิตราว 3,000-4,000 บาทเท่านั้น

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. กล่าวเสริมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มธ.ได้มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการให้บริการทางวิชาการ โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่ง จ.ปทุมธานี (ที่ตั้งของ มธ. ศูนย์รังสิต) ได้รับผลกระทบจนมีการประกาศปิดตลาดและควบคุมพื้นที่อย่างเข้มข้น นั่นจึงเป็นภารกิจของ มธ. ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการคลี่คลายปัญหาด้วย

ดังนั้น คณะทำงาน มธ. จึงได้ร่วมมือกันคิดค้น และผลิตเสาฆ่าเชื้อด้วยแสง UVC ออกมาจำนวน 4 เครื่อง โดยมอบให้กับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินโรคโควิด-19 ตลาดพรพัฒน์ เพื่อนำไปใช้ฆ่าเชื้อหลังการพ่นยาในบริเวณตลาดพื้นที่เสี่ยง โดยมี นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 สระบุรี และทีมบุคลากรฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ซึ่งคณะทำงานของ มธ. ใช้เวลาประดิษฐ์เครื่องนี้เพียง 2-3 วันหลังได้รับการประสานจากสำนักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 4 เพื่อให้ทันต่อการใช้งาน

คณบดี ‘CADT มธบ.’ เชื่อวัคซีนโควิด คลี่คลายวิกฤติ-อุตสาหกรรมการบินฟื้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555816

คณบดี‘CADT มธบ.’เชื่อวัคซีนโควิด  คลี่คลายวิกฤติ-อุตสาหกรรมการบินฟื้น

คณบดี‘CADT มธบ.’เชื่อวัคซีนโควิด คลี่คลายวิกฤติ-อุตสาหกรรมการบินฟื้น

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 และแนวโน้มทิศทางการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินในอนาคตว่า ในปี2562 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้โดยสารที่ใช้การเดินทางทางอากาศในประเทศไทยมีจำนวนกว่า 160 ล้านคนต่อปี มีเที่ยวบินประมาณกว่า 1 ล้านเที่ยวบิน

แต่ภายหลังจากการระบาดดังกล่าว การขนส่งทางอากาศโดยเฉพาะการเดินทางระหว่างประเทศ ได้รับผลกระทบทางตรง เนื่องจากผู้โดยสารหายไปกว่าครึ่ง ส่งผลให้บุคลากรที่ทำงานในอุตสาหกรรมการบินเกือบ 3 ล้านคนได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น นักบิน แอร์โฮสเตส รวมถึงพนักงานที่ให้บริการในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) มองว่า เมื่อประชากรทั่วโลกได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะทำให้ความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศกลับมา

ส่วนปัจจัยที่จะทำให้คนมั่นใจและกลับมาเดินทางด้วยสายการบินอีกครั้ง คือ มาตรฐานทางด้านสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งอาจดูได้จากจำนวนของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ลดลง นอกจากนี้ สองหน่วยงานข้างต้นยังได้หาแนวทางสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร ด้วยแนวคิดการทำหนังสือเดินทางโควิด (COVID Passport) หรือโควิดพาสปอร์ต เพื่อใช้แสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองควบคู่กับหนังสือเดินทางหลัก

“ภายในพาสปอร์ตดังกล่าวนั้นจะมีบันทึกการตรวจสุขภาพของผู้โดยสาร และคาดว่าแนวคิดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2564 ที่สำคัญสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเอาจริงเอาจังจากทุกประเทศทั่วโลก ในส่วนของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกมาตอกย้ำว่า หากไทยเริ่มมีการใช้วัคซีนโควิดในปี 2564 จะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมการบิน และหากคนทั่วโลกได้รับวัคซีนอย่างแพร่หลายแล้วในปี 2565 การเดินทางด้วยสายการบินจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง” น.ต.ดร.วัฒนา กล่าว

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยนั้นได้เปรียบในเรื่องการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดี โดยการจัดลำดับจากสถาบันโลวี (Lowy Institute) ประเทศออสเตรเลีย จัดลำดับให้ไทยเป็นอันดับที่ 4 จากทั้งหมด 98 ประเทศ จึงเชื่อว่าหลังจากประเทศต่างๆ อนุญาตให้มีการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องอยากมาประเทศไทย เพราะมีศักยภาพหลายเรื่อง ทั้งความพร้อมของบุคลากรทางด้านการแพทย์ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คนเป็นมิตร มีวัฒนธรรมที่โดดเด่น เป็นต้น

ซึ่งในส่วนของ CADT DPU ได้เตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยนำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการขนส่งทางอากาศในอนาคตมาปรับหลักสูตร รวมถึงสร้างองค์ความรู้ผ่านการอบรม ให้นักศึกษาสามารถปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เนื่องจาก IATA มองว่า หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รูปแบบการขนส่งทางอากาศและการให้บริการบนเครื่องบินจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการและผู้ให้บริการ

“สำหรับสาขาการเรียนของ CADT มี 2 สาขาได้แก่ สาขาธุรกิจการบิน ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่ที่มาเรียนอยากจะเป็นเจ้าหน้าที่ให้บริการในท่าอากาศยาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รวมถึงพนักงานบริการภาคพื้นซึ่งจะเน้นการให้บริการเป็นหลัก ส่วนสาขาการจัดการเทคโนโลยีการบิน เป็นสาขาที่นักศึกษาตั้งใจมาเรียน เพื่อทำอาชีพพนักงานอำนวยการบิน ซึ่งเป็นอาชีพที่มี License สามารถไปทำงานที่ต่างประเทศได้ หรือจะไปศึกษาต่อยอดประกอบอาชีพเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศหรือนักบินได้เช่นเดียวกัน” น.ต.ดร.วัฒนา ระบุ

คณบดี CADT DPU ยังกล่าวอีกว่า หลักสูตรของ CADT สอดรับกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่เน้นปลูกฝังทักษะความเป็นผู้ประกอบการให้นักศึกษาสามารถปรับตัวให้อยู่ได้ทุกการเปลี่ยนแปลง พร้อมนี้ยังผนวกไปด้วยการใช้หลักการของ Competencis มาประยุกต์ใช้ในการเรียนที่ใช้ได้ผลในธุรกิจสายการบินมากว่า 20 ปี ประกอบด้วย 1.Knowledge (K)
องค์ความรู้ที่ได้จากภาคทฤษฎี

2.Skill (S) ทักษะที่เกิดจากการฝึกปฏิบัติและประสบการณ์ และ 3.Attitude (A) ทัศนคติที่ดีในการทำงาน โดยจากการติดตามนักศึกษาที่จบไปรุ่นแรกในปีการศึกษา 2563 พบว่า ส่วนใหญ่ไปทำธุรกิจส่วนตัวและมีบางส่วนทำงานอยู่ในท่าอากาศยาน ซึ่งถือว่านักศึกษาปรับตัวได้ดีต่อสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ทั้งนี้ นักศึกษาหลายคนยังรอโอกาสในการทำงานกับสายการบิน เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

อนึ่ง นอกจากหลักสูตรปริญญาตรีแล้ว มธบ.ยังมีสถาบันการบิน (DPU Aviation Academy) หรือ DAA ซึ่งเป็นศูนย์อบรมทางด้านการบินแบบครบวงจรสำหรับนักศึกษา บุคคลทั่วไป ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ให้กับบุคลากรการบินที่รองาน เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เกี่ยวกับสายธุรกิจการบิน ด้วยความมุ่งหมายให้ CADT DPU เป็นศูนย์รวมทุกอย่างด้านธุรกิจการบิน หรือ One Stop เพราะมีความพร้อมด้านการบินด้วยอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย ฝึกปฏิบัติจริงด้วยเครื่องบินจริง

เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่มาจากสายงานการบิน นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรนักบินส่วนบุคคล (PPL) มีเครื่องช่วยฝึกบินจำลอง (Flight Simulator) ที่ทันสมัยและเหมือนขับเครื่องบินจริง อีกทั้ง CADT ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) หรือ สคช. ให้จัดทดสอบนักศึกษาเพื่อรับประกาศนียบัตรรับรองว่าเป็นผู้มีความรู้วิชาชีพด้านสาขาการต้อนรับบนเครื่องบิน

CADT ยังเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินที่ได้รับการรับรองจาก IATA โดยเริ่มจัดอบรมตั้งแต่ปี 2559 ใน 4 หลักสูตร คือ 1.หลักสูตรพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 2.หลักสูตรการปฏิบัติงานในท่าอากาศยาน 3.หลักสูตรด้านนิรภัยการบิน และ 4.หลักสูตรการสร้างความตระหนักในการรักษาความปลอดภัยด้านการบิน ทั้งนี้ ทางวิทยาลัยได้เตรียมหลักสูตรอบรมเพื่อ
สอบใบประกอบวิชาชีพด้านการบินที่จำเป็นสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เรียนจบจาก CADT DPU ในโครงการ CADT ++ (CADT พลัส พลัส)

เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นบุคลากรที่มีความพร้อมสู่สายงานด้านการบิน ประกอบด้วย +Plus ที่ 1 :
โครงการสอบคุณวุฒิวิชาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ชั้น 4 ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (TPQI) และ +Plus ที่ 2 : ใบประกาศนียบัตรจาก IATA Training และในปี 2564 ยังมีโครงการให้ทุนสร้างฝันเด็กการบิน ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษาในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง โดยทุนมีมูลค่ารวมกว่า 65,000 ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ https://cadt.dpu.ac.th/

“เวลานี้นักเรียนและผู้ปกครองอาจขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจเรียนด้านการบิน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพทางด้านนี้ แต่เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ผมเชื่อว่าการเดินทางทางอากาศจะกลับมาเป็นที่นิยมเหมือนเดิมเนื่องจากในห่วงโซ่ธุรกิจ ต้องมีการติดต่อการค้าระหว่างประเทศ มีการท่องเที่ยวรวมถึงการทูตต่างๆ ที่สำคัญสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ทั่วโลกเตรียมตัวตั้งรับได้ดีขึ้น ยิ่งเมื่อมีการฉีดวัคซีนป้องกันเกิดขึ้น โควิด-19 ก็จะกลายเป็นตำนานเหมือนโรคติดต่ออื่นๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต” น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวในท้ายที่สุด

เชิดชูผู้ทุ่มเทเพื่องานวิชาการ ‘วช.’ เตรียมมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555814

เชิดชูผู้ทุ่มเทเพื่องานวิชาการ  ‘วช.’เตรียมมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นปี’64

เชิดชูผู้ทุ่มเทเพื่องานวิชาการ ‘วช.’เตรียมมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นปี’64

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ว่า เป็นรางวัลที่มอบให้นักวิจัยที่มีสัญชาติไทย ซึ่งได้อุทิศตนให้แก่การวิจัย
ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่องในกลุ่มวิชาการหรือสหวิทยาการอย่างต่อเนื่อง มีผลงานวิจัยดีเด่นที่แสดงถึงความคิดริเริ่ม เป็นผลงานวิจัยที่ทำสะสมกันมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และเป็นผู้ที่มีจริยธรรมของนักวิจัยจนเป็นที่ยอมรับและยกย่องในวงวิชาการนั้นๆ

โดยผลงานวิจัยสร้างคุณูปการและเกิดประโยชน์ในเชิงวิชาการ เชิงเศรษฐกิจ เชิงชุมชน สังคม และเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง สมควรเป็นแบบอย่างแก่นักวิจัยรุ่นหลังได้ โดยในปีนี้ วช. ได้แบ่งรางวัลออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ และรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งรางวัลดังกล่าวจะมีพิธีมอบรางวัลฯ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564

และเพื่อเป็นการแนะนำนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติที่ได้รับรางวัลในปีนี้ วช. จึงได้จัดกิจกรรมแถลงข่าวเรื่อง “Kick off กิจกรรมเปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT (In-House) : 1 ในนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2564” ขึ้น ซึ่ง วช. ได้มีการเปิดตัว 1 นักวิจัย ผู้ที่ได้รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564 จากจำนวน 7 ท่าน ใน 5 สาขา อาทิ ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำปี 2564

ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต นักวิจัยที่ได้อุทิศตนเพื่องานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยศึกษาวิจัยทางด้านโลหิตวิทยาและธาลัสซีเมีย มุ่งมั่นที่จะพัฒนาการวิจัยและแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อช่วยพัฒนาให้การดูแลรักษาผู้ป่วยทางโลหิตวิทยาและโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียให้ดียิ่งขึ้นไป โดยมีโครงการวิจัยที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการในปัจจุบันจำนวนมาก เพื่อที่จะแสวงหาคำตอบและการพัฒนาการวินิจฉัย และการรักษาผู้ป่วยในประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป

ผลจากการพัฒนาองค์ความรู้ นำไปสู่การพัฒนาการให้บริการ การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียให้มีมาตรฐานสูงสุด ทำให้ศูนย์ธาลัสซีเมีย ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องและได้รับรางวัล โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียนานาชาติ “สุลต่าน บิน คาลิฟา” (Sultan Bin Khalifa International Award : SITA) ในฐานะศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านการดูแลผู้ป่วยธาลัสซีเมีย (Best Centre of Excellence on Thalassaemia Care)

นักวิจัยที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จะได้เหรียญรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ พร้อมประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติคุณ และเงินรางวัลในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค. 2564 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

อนาคตศิลปิน! พาเด็กวาดภาพลายเส้นท่ามกลางธรรมชาติริมน้ำ ‘สวนโควินท์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555654

อนาคตศิลปิน! พาเด็กวาดภาพลายเส้นท่ามกลางธรรมชาติริมน้ำ 'สวนโควินท์'

อนาคตศิลปิน! พาเด็กวาดภาพลายเส้นท่ามกลางธรรมชาติริมน้ำ ‘สวนโควินท์’

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 15.09 น.

วันที่ 27 ก.พ.64 ดร.บุศรินทร์ สิริปัญญาธร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดพิกุลทอง (แปลกประชาคาร) พร้อมด้วยคณะครูได้นำนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาเรียนวิชาศิลปะวาดภาพลายเส้นระบายสีที่ศูนย์วิสาหกิจชุมชนคนคลองบางป่า (สวนโควินท์) หมู่ที่ 2 ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีนางสาววิภาดา โควินท์ ประธานวิสาหกิจชุมชนคนคลองบางป่า นายธนกร ขุนทองแก้ว อดีตปลัดเทศบาลตำบลกระจับ อ.บ้านโป่ง นายเขมชาติ สถิตย์ตันติเวช ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้การต้อนรับและร่วมสนับสนุนผลไม้ น้ำดื่ม ขนม อาหารกลางวันแก่เด็ก ๆ ฟรีในมื้อกลางวัน 

โดยมีอาจารย์อุดม นิลรัตน์สุวรรณ อดีตข้าราชการบำนาญ นักวิชาการและครูสอนศิลปะจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นครูสอนพิเศษให้ความรู้เบื้องต้นวิชาศิลปะฟรีไม่คิดค่าใช้จ่าย ทำให้เด็ก ๆ เกิดทักษะการวาดภาพจากลายเส้นตามจินตนาการ ได้แสดงออกมาด้วยความคิดของตนเองอย่างสร้างสรรค์และไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งการฝึกการจับดินสอ การเริ่มการเขียนรูปทรง วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงรี การลงน้ำหนักของการวาดแต่ละจุดไปจนถึงขั้นตอนของการระบายสี

สำหรับกิจกรรมการเรียนวิชาศิลปะของโรงเรียนวัดพิกุลทอง (แปลกประชาคาร) ถือเป็นโรงเรียน 1 ใน 27 แห่งที่อยู่รอบพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งให้การสนับสนุนงบประมาณในการเรียนการสอน เพื่อนำครูสอนศิลปะที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาสอนให้กับนักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่ได้มีความรู้ เกิดทักษะ ซึ่งนอกจากเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้วิชาศิลปะแล้ว โรงเรียนต่าง ๆ รอบพื้นที่โรงไฟฟ้ายังได้นำนักเรียนไปเรียนการปั้นกระถาง รากุ สไตล์ญี่ปุ่น การทำขนมปัง การนำขยะมาทำหุ่นศิลปะที่น่ารักเก๋ไก๋

อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาด้านขยะและสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน และยังช่วยปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนได้รู้จักการนำขยะที่เหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ ทำเป็นชิ้นงานประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้กับตัวเองอีกด้วย 
                            

รวมพลังผลักดัน ‘พิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย’ แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555410

รวมพลังผลักดัน'พิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย'แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก

รวมพลังผลักดัน’พิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย’แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 19.28 น.

25 กุมภาพันธ์ 2564 ที่โอลด์ทาวน์แกลเลอรี่ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกับ  เครือข่ายการ์ตูนไทยสร้างสรรค์สังคม สมาคมการ์ตูนไทย สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)  สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และ Old Town Gallery  จัดเวทีเสวนา “พิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย : พื้นที่สร้างสรรค์การอ่าน การเรียนรู้ สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ” เพื่อร่วมกันหาแนวทางผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย มุ่งเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาเด็กและเยาวชน เพราะวิกฤตโควิด-19 ทำให้เด็กเยาวชนขาดการพัฒนาและการเรียนรู้มากขึ้น

นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิก กทม. กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวว่า ขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย ซึ่งจะเป็นพื้นที่สร้างสรรค์การอ่าน การเรียนรู้ของเด็กๆ เด็กเหมือนกระดาษที่เปื้อนสีได้ง่ายตามสิ่งแวดล้อมรอบตัว วัยเด็กจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต การสร้างพื้นที่เรียนรู้ จะช่วยแต่งแต้มสีสันอันงดงามให้กับกระดาษสีขาว จึงเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของสังคม

“การ์ตูนเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่เข้าถึงความรู้สึก นึกคิดและ จินตนาการของเด็กได้ง่ายที่สุด การ์ตูนที่ดีสักเรื่องหนึ่งสามารถบ่มเพาะต้นกล้าเล็กๆให้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงงดงามได้ จึงควรมีพื้นที่สื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กให้มากขึ้น” นางสาวรสนา กล่าว

ทางด้าน นางสุดใจ  พรหมเกิด  ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. อดีตประธานอนุกรรมการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย กรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้ อาทิ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, ห้องสมุด ฯลฯ เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เพราะหากเด็กๆขาดการเรียนรู้ จะส่งผลกระทบทั้งในด้านความเป็นอยู่ภายในครอบครัว สังคม และจิตใจ  มีงานวิจัยพบว่า ยิ่งเด็กๆกลุ่มเปราะบาง ขาดโอกาสในการศึกษาการเรียนรู้  ก็จะมีโอกาสเข้าสู่วงจรอาชญากรรมสูงถึงร้อยละ 60

“แม้การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทยต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่จะให้ผลตอบแทนในระยะยาว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในอนาคต และเป็นพันธกิจเดียวที่กรุงเทพมหานคร ยังไม่สามารถดำเนินงานได้ลุล่วง ตามพันธกิจที่เสนอต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)” นางสุดใจ กล่าว

ขณะที่ นายพลเดช วรฉัตร อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาและประเทศมัลดีฟส์ ให้ความเห็นว่า การ์ตูนไทยเป็นสื่อที่สำคัญยิ่ง  หากเรามีพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทยจะได้เป็นแหล่งรวบรวมเผยแพร่ประวัติการ์ตูน  ความเป็นมา  และวิวัฒนาการของการ์ตูนไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน  เพื่อสร้างการรับรู้และตระหนักต่อทรัพยากรสารสนเทศ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติในสาขานี้ เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ของโลกที่ภาคภูมิใจในศาสตร์และศักยภาพของสื่อการ์ตูน ที่มีความหลากหลาย ทั้งรูปแบบ เนื้อหา การสื่อสาร ฯลฯ บนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

เซีย ไทยรัฐ อุปนายกสมาคมการ์ตูนไทยและประธานเครือข่ายการ์ตูนไทยสร้างสรรค์สังคม กล่าวว่า ก่อนนี้เรามีประชุมระดมความคิดในเครือข่ายการ์ตูนไทยกันบ่อยมาก เพื่อร่วมนำเสนอการออกแบบจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย ทั้งการศึกษา รวบรวมข้อมูลสภาพปัญหา และยุคทองของการ์ตูนไทยตั้งแต่แรกเริ่ม จนเข้าสู่รูปแบบและเพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยได้รับความร่วมมือจากนักการ์ตูนเยาวชนและนักการ์ตูนชั้นครูมากมาย  เพื่อหวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้  เป็นพื้นที่ที่มีชีวิต มีรายการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการ์ตูนไทย การแสดงศิลปะการวาดการ์ตูน การแข่งขันศิลปะการ์ตูนตั้งแต่รุ่นเล็ก มืออาชีพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากการ์ตูน การนำการ์ตูนไปรับใช้สังคม ร่วมรณรงค์ในประเด็นต่างๆ ฯลฯ

ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าว ได้มีการจัดนิทรรศการ Cartoon ไทย in Old Town จากนักการ์ตูนชั้นครูและนักการ์ตูนรุ่นใหม่ 30 คน กว่า 200 ภาพ เพื่อแสดงความร่วมมือของศิลปินการ์ตูนที่พร้อมจะร่วมสนับสนุนกิจกรรมดีๆ หากมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย และเรียกร้องให้รัฐยังสนับสนุนและให้ความสำคัญกับศิลปะแขนงนี้

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมและบริจาคหนังสือนิทานเพื่อจัดตั้งธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยในชุมชนคนจนเมืองได้จนถึง วันที่  28 กุมภาพันธ์ 2564 นี้

‘เณร3นิ้ว’ โดนแล้ว! มติมหาเถรสมาคมแจ้งจับข้อหาหนัก ทำวงการสงฆ์เสื่อมเสียแตกแยก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555351

'เณร3นิ้ว'โดนแล้ว! มติมหาเถรสมาคมแจ้งจับข้อหาหนัก ทำวงการสงฆ์เสื่อมเสียแตกแยก

‘เณร3นิ้ว’โดนแล้ว! มติมหาเถรสมาคมแจ้งจับข้อหาหนัก ทำวงการสงฆ์เสื่อมเสียแตกแยก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 18.00 น.

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เผยมหาเถรสมาคมมีมติให้ดำเนินการตามกฏหมาย”สามเณร3นิ้ว”ร่วมชุมนุมม็อบ มีพฤติการณ์หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายสมเด็จพระสังฆราช ใส่ความคณะสงฆ์ให้เสื่อมเสียหรือแตกแยก

25 ก.พ.64 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เผยแพร่เอกสารข่าวกรณีการตรวจสอบสามเณรมีพฤติกรรมขัดต่อคำสั่งมหาเถรสมาคม โดยระบุว่า

เมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.00 น.-15.00 น. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกลุ่มคุ้มครองพระพุทธศาสนา สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ร่วมกับพระครูสถิตปริยัติวงศ์ วัดประตูธรรมาธิปัตย์ เจ้าคณะแขวงบางชื่อ พระวินยาธิการ ออกตรวจตราตามที่ได้รับรายงานข่าว และแจ้งเบาะแส กรณีพบเห็นสามเณรมีพฤติกรรมขัดต่อคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามภิกษุ
สามเณรเเที่ยวเตรดเตร่ และพักค้างแรมตามบ้านเรือน พ.ศ. 2521, คำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ. 2538, ประกาศคณะสงฆ์ เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรพักแรมในสถานที่เป็นที่รังเกียจทางพระวินัย ลงวันที่ 31 มกราคม 2501 และอาจเข้าข่ายขัดต่อประกาศมหาเถรสมาคมเรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรไม่ให้เป็นสมาชิกในสมาคม หรือสโมสรคฤหัสถ์ ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2476 ซึ่งประกาศห้ามภิกษุสามเณรเข้าเป็นสมาชิกในสมาคม หรือสโมสรคฤหัสถ์ เพราะไม่สมควรเกี่ยวข้องในกิจ
ที่ไม่ควรแก่บรรพชิต เป็นการสร้างความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา และเป็นที่ติเตียนวิพากษ์วิจารณ์ของพุทธศาสนิกชนถึงความไม่เหมาะสม

ภายหลังจากที่เจ้าคณะผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่ละแวกบ้านพักนักกิจกรรมแนวร่วมราษฎร ย่านตาปูน ตรวจสอบตามที่ได้รับรายงาน โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ประกอบกับข้อมูลที่ได้รับจากสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า สามเณรรูปดังกล่าว คือ สามเณรสหรัฐ สุขคำหล้า หรือ โฟล์ค ไม่มีสังกัด ซึ่งเป็นบุคคลตามมติมหาเถรสมาคม ที่ 47/2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2564
เมื่อวันที่ 20 มกราด 2564 เรื่อง กรณีสามเณรเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยเข้าร่วมชุมนุมและปราศรัยกับกลุ่มผู้ชุมนุมทางการมืองหลายครั้ง ทั้งในระหว่างการชุมนุมยังแสดงพฤติกรรมละเมิดองค์แห่งพระวินัยปิฎก กล่าวติพระธรรม กล่าวติพระสงฆ์ มีความเห็นผิด ไม่เหมาะสมในสมณะแห่งพระพุทธศาสนา มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอามาตมาดร้ายสมเต็จพระสังฆราช ใส่ความคณะสงฆ์ให้เสื่อมเสียหรือแตกแยก

มหาเถรสมาคมจึงมีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้แจ้งมติมหาเถรสมาคมนี้ ไปยังเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด และจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อดำเนินการตามแนวทางการลงทัณฑกรรมแก่สามเณร พร้อมแจ้งขอความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแจ้งสถานีตำรวจในท้องที่ต่าง ๆ หากพบเห็น
สามเณรดังกล่าว ให้นำเข้าพบเจ้าคณะผู้ปกครองในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมแล้ว

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งข่าว และขอความร่วมมือ พุทธศาสนิกชนทุกท่าน หากพบเห็นพระภิษุสามเณรที่มีพฤติกรรมเช่นดังกล่ว หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในความเป็นสมณะ และในลักษณะอื่นที่อาจเข้าข่าย และเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา โปรดแจ้งข่าวและเบาะแส มาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โทร 02-4417992, 024417936 หรือในช่องทางต่าง ๆเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fwww.onab.go.th%2Fposts%2F2511133115858641&width=500&show_text=true&height=592&appId

‘บอร์ด กอศ.’ เร่งเสริมจุดแข็งอาชีวะ เป็นกำลังหลักสร้างโอกาสให้ประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555304

'บอร์ด กอศ.'เร่งเสริมจุดแข็งอาชีวะ เป็นกำลังหลักสร้างโอกาสให้ประเทศ

‘บอร์ด กอศ.’เร่งเสริมจุดแข็งอาชีวะ เป็นกำลังหลักสร้างโอกาสให้ประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 15.43 น.

25 ก.พ.64 นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยผลการประชุม กอศ. เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนอาชีวศึกษา เช่น เรื่องเกี่ยวกับระเบียบ  เรื่องแผนงานการพัฒนากำลังคน แผนงานการเพิ่มผู้เรียนจะมีทิศทางอย่างไร และเห็นทิศทางการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา (Excellent Center College) ก็ต้องมาดูว่าจะหาทางยกระดับวิทยาลัยที่จะเป็นศูนย์ความเป็นเลิศฯได้อย่างไร โดยที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าควรจะยกโรงเรียนพระดาบส ขึ้นเป็นตัวอย่างในการพัฒนาให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา เพื่อสอนให้ผู้เรียนมีความรู้เชิงลึกในสาขาวิชาที่ตนถนัด โดยจะต้องรู้ลึกและสามารถต่อยอดในสิ่งที่ตนถนัดได้

นายรอยล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ที่ประชุมหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรที่จะยกระดับของอาชีวะ เพราะปัจจุบันคนตกงานจำนวนมาก ภาคเกษตร และการช่าง กลายเป็นสาขาอาชีพที่สำคัญระดับประเทศ  ซึ่งถือเป็นโอกาสของประเทศ ทำให้สอศ.ต้องเร่งสร้างจุดแข็งด้านเกษตรสมัยใหม่ ด้านการช่างเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการนโยบายและกฎหมายการบริหารจัดการอาชีวศึกษา คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักสูตรและผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษา คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือและทวิภาคี และคณะอนุกรรมการตรวจติดตามการประเมิน โดยคณะอนุกรรมการทั้ง 4 จะเริ่มทำงานทันที เพื่อขับเคลื่อนงานอาชีวศึกษาต่อไป

“สิ่งที่ผมคิดว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เราได้เห็นโอกาสและจุดแข็งของอาชีวะ ดังนั้น เราต้องเร่งพัฒนาจุดแข็งเพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างโอกาสให้กับประเทศ เช่น เรื่องเกษตรสมัยใหม่ การส่งออกสินค้าเกษตร และเรื่องช่าง ที่จะต้องเร่งผลักดัน ส่วนการปรับเปลี่ยนหลักสูตรอาชีวะให้ทันสมัยนั้น ผมมองว่าปัจจุบันหลักสูตรของอาชีวะมีความยืดหยุ่น มีความทันสมัย และมีมาตรฐานอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเราขาดแคลนครูที่สอน ดังนั้น สอศ.จะต้องแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูอาชีวศึกษา โดยร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในการผลิตครู” นายรอยล กล่าว