‘NCDs’ ภัยเงียบร้ายกว่าโควิด แนะปรับวิถีชีวิตลดป่วย-ตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556334

‘NCDs’ภัยเงียบร้ายกว่าโควิด แนะปรับวิถีชีวิตลดป่วย-ตาย

‘NCDs’ภัยเงียบร้ายกว่าโควิด แนะปรับวิถีชีวิตลดป่วย-ตาย

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย (Association of Thai NCD Alliance) และภาคีเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงร่วม (MOU) ระหว่างองค์กรวิชาชีพ หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านโรคไม่ติดต่อ ตั้งเป้าสนับสนุนขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สู่วาระแห่งชาติ

ศ.(เกียรติคุณ) พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย กล่าวว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อ (Non-communicable diseases; NCDs) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และ โรคปอดเรื้อรัง เป็นภัยเงียบในใช้ชีวิตประจำวันที่ร้ายแรงกว่าไวรัสโควิด-19 หลายเท่าตัว เพราะพบผู้เสียชีวิตจากโรคนี้วันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน คิดเป็นมูลค่ามหาศาลที่ระบบบริการสาธารณสุขต้องจ่ายเพื่อดูแลผู้ป่วย เช่น ค่าบุคลากรทางการแพทย์ ยา และเครื่องมืออุปกรณ์

“การควบคุมและป้องกันโรค NCDs คือ ลดปัจจัยเสี่ยงจากการบริโภคที่ไม่จำเป็น ไม่ยุ่งกับอบายมุข ส่งเสริมปัจจัยที่ทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วยการมีกิจกรรมทางกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน วิกฤติโควิด-19 คือโอกาสที่เราควรปรับวิธีดำเนินชีวิต และปรับสิ่งแวดล้อมให้ลดปัจจัยเสี่ยง ซึ่งต้องอาศัยนโยบายยับยั้งปัจจัยเสี่ยงและส่งเสริมปัจจัยคุ้มครอง จึงเสนอฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญแก้ปัญหาโรค NCDs อย่างจริงจัง และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.(เกียรติคุณ) พญ.วรรณี กล่าว

ขณะที่ รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มและนายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ระบุว่า แม้ตามหลักแล้วไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือเทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชาหรือ 5 กรัม) แต่ความจริงพบว่า คนไทยบริโภคเกินมาตรฐานกว่า 3 เท่า โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งที่มีโซเดียมสูงสุดอันดับ 1 ซึ่งการบริโภคโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 49 ชิ้นต่อคน ในขณะที่ทั่วโลกบริโภคเฉลี่ยที่ 13.3 ชิ้นต่อคนต่อปี (ข้อมูลจาก World Instant Noodles Association ในปี พ.ศ. 2560)

ส่วนกลุ่มขนมขบเคี้ยว ขนมจำพวกปลาเส้นมีปริมาณโซเดียมสูงสุด รองลงมาเป็นสาหร่ายอบ/ทอดกรอบ และขนมจำพวกข้าวเกรียบและมันฝรั่งอบ/ทอดกรอบ จึงเสนอให้รัฐใช้มาตรการภาษีอาหารที่มีเกลือโซเดียมในปริมาณที่สูงต่อหนึ่งหน่วยบริโภค กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมให้ปรับเปลี่ยนสูตรผลิตภัณฑ์อาหารให้มีโซเดียมน้อยลง เพราะเป็นสาเหตุหลักของโรคความดันโลหิตสูงและโรคไตของคนไทย

ด้าน นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 5 สสส. และรองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า เป้าหมายของ สสส. คือ ขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมที่ลดการบริโภคไม่จำเป็น และส่งเสริมให้ประชาชนหันมารักสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากโรค NCDs โดยในปี 2564 สสส. และ ภาคีเครือข่ายจะติดตามและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างน้อย 4 ด้าน คือ 1.การจัดบริการผู้ป่วย ผู้ที่เสี่ยงต่อ NCDs แบบวิถีใหม่ ลดความแออัด ลดการรอคอย และผู้ป่วยมีข้อมูลใช้ติดตามและปรับเปลี่ยนสุขภาพของตนเองได้

2.ด้านการควบคุมสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่-ยาเส้น, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์,อาหารหวาน มัน เค็ม 3.ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ด้วยการเดิน โดยส่งเสริมการใช้รถขนส่งมวลชน พัฒนาสวนสาธารณะและทางเดินเท้าในเมืองและทุกท้องถิ่นให้ปลอดภัย เข้าถึงง่ายกับประชาชนทุกเพศ ทุกวัย และ 4.การส่งเสริมหน่วยงาน/องค์กรให้ดูแลสุขภาพบุคลากรในหน่วยงาน/องค์กร เพื่อให้ปราศจาก NCDs และเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ

บทความพิเศษ : นโยบาย ‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ ต้องทำเป็น และเห็นปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556361

บทความพิเศษ : นโยบาย‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ต้องทำเป็น และเห็นปัญหา

บทความพิเศษ : นโยบาย‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ต้องทำเป็น และเห็นปัญหา

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.ประเด็นในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กนั้น เป็นปัญหาสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการแก้ไขไม่ได้ ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาอยู่ 3 เรื่อง คือ หนึ่ง บริบทหรือเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมหรือชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่เป็นอย่างไร และมีเหตุผลให้สมควรควบรวมหรือต้องรักษาโรงเรียนแห่งนั้นเอาไว้หรือไม่สอง กรณีที่มีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก กระทรวงศึกษาธิการสมควรที่จะต้องดำเนินการอะไรบ้าง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หรือจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการควบรวมดังกล่าว และสาม กรณีที่ไม่มีการควบรวม และปล่อยโรงเรียนขนาดเล็กให้ดำเนินการเรียนการสอนต่อไป กระทรวงศึกษาธิการจะต้องบริหารจัดการอะไร และอย่างไรบ้าง เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ และดำรงอยู่ได้

ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมีคำตอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามประเด็นทั้ง 3 ได้สำเร็จ การควบรวมหรือการคงไว้ของโรงเรียนขนาดเล็ก ก็จะเกิดปัญหาน้อยลง และที่สำคัญคือนักเรียนจะได้รับประโยชน์จากโรงเรียนที่เขาศึกษา (ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเดิม หรือโรงเรียนใหม่) ดังนั้น ผมจึงถือโอกาสขอแลกเปลี่ยนแนวทางนโยบายต่อโจทย์ทั้ง 3 ดังนี้

2.ประเด็นที่ 1 บริบทหรือเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมหรือชุมชนที่โรงเรียนขนาดเล็กตั้งอยู่ แบ่งเป็น 2 กรณีสำคัญ คือ ก. โรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนที่มีความเจริญ การคมนาคมสะดวก และมีโรงเรียน หลายแห่งตั้งอยู่ในชุมชนนั้น หรือในชุมชนข้างเคียง แต่จำนวนนักเรียนในโรงเรียนเหล่านั้นมีน้อย จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และ ข. กรณีโรงเรียนตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลไม่มีโรงเรียนอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง นักเรียนไม่สามารถเดินทางไปอีกโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลได้ ซึ่งปัญหาพื้นฐานคือการคมนาคมระหว่างโรงเรียนไม่สะดวก มีความเสี่ยงต่ออันตรายจากการเดินทาง จนถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง จึงทำให้นักเรียนไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนใกล้เคียงได้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องเก็บรักษาโรงเรียนขนาดเล็กนั้นไว้

ประเด็นที่ 2 กรณีที่ต้องมีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กสำหรับประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการให้น้ำหนัก ไปอยู่ที่เรื่องการเดินทาง หรือการเคลื่อนย้ายนักเรียนออกจากโรงเรียนที่ถูกควบรวมไปยังโรงเรียนหลัก จึงเกิดการเสนอมาตรการเคลื่อนย้ายนักเรียนขึ้นมา ตั้งแต่การจัดซื้อรถตู้เพื่อรับส่งนักเรียน ไปจนถึงการให้ค่ารถกับนักเรียนเพื่อขึ้นรถรับจ้างในชุมชนไปโรงเรียนได้เอง แต่ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การจัดซื้อรถตู้ต้องมีคนขับและค่าบำรุงรักษา ไปจนถึงค่าน้ำมันรถปรากฏว่ามาตรการสนับสนุนดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนนักเรียนเรียนจบหลักสูตรของโรงเรียนได้หรือปัญหาการจัดงบประมาณเป็นค่ารถให้นักเรียนทำได้เพียง 1-2 ปี แล้วหลังจากนั้นงบประมาณส่วนนั้นก็หายไป และค่ารถไปโรงเรียนจึงต้องตกเป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือต่อนโยบายจ่ายค่าเดินทางให้นักเรียนในกรณีควบรวมโรงเรียนหมดลง และอีกหนึ่งความกังวลก็คือ นักเรียนต้องเดินทางไปโรงเรียนในอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักเรียนจะเดินทางไปไม่ถึงโรงเรียน เช่น การหลบหนีเที่ยว การแวะหาเพื่อนและไม่ไปโรงเรียน จนนำไปสู่การหลุดออกไปจากระบบของโรงเรียน

3.ประเด็นที่ 3 กรณีที่ไม่มีการควบรวม แล้วโรงเรียนขนาดเล็กต้องจัดการเรียนการสอนต่อไป นั่นแสดงว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาโรงเรียนนั้นไว้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการย่อมทราบดีแล้ว ว่าโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มีความขาดแคลนมากมาย ที่สำคัญคือ ขาดแคลนงบประมาณ และขาดแคลนครูซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ถ้าการไม่ควบรวมโรงเรียนนี้คือการปล่อยให้โรงเรียนต้องดิ้นรนด้วยการอยู่รอดของตนเอง การอยู่รอดของโรงเรียนดังกล่าวนี้ก็จะไปขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้อำนวยการและครูของโรงเรียน ที่จะขอความร่วมมือกับชุมชน โดยเฉพาะวัด และมูลนิธิ หรือผู้ใจบุญทั้งหลาย ให้ช่วยกันระดมทุนผ่านการบริจาคให้กับกิจกรรมการกุศลที่โรงเรียนจัดขึ้น เช่น การทอดผ้าป่า การขอบริจาค การร่วมลงแรงซ่อมแซมอาคารเรียนหรือห้องน้ำ เป็นต้น

การปล่อยให้โรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ต้องควบรวม ดำเนินการต่อไปเช่นที่สาธยายมานี้ ปัญหาก็คือ ถ้าปีใดไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือเพียงพอต่อกิจการของโรงเรียน โรงเรียนก็ต้องรับสภาพจัดการเรียนการสอนตามเงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่สามารถพอทำได้แก่นักเรียน เช่น การจ้างครูช่วยสอน การซ่อมแซมห้องน้ำ การจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นต้น ดังนั้น การปล่อยให้โรงเรียนต้องช่วยเหลือตัวเองเช่นนี้ ท้ายที่สุด โรงเรียนก็ไม่สามารถคงสภาพการเรียนการสอนได้นาน เดี๋ยวก็ต้องปิดโรงเรียนโดยปริยาย

4.สำหรับผมแล้ว การไม่ควบรวมโรงเรียน แต่ก็ไม่ช่วยเหลือโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้ จึงเท่ากับเป็นการปิดโรงเรียนไปโดยปริยาย นี่คือความจริงและชะตากรรมของโรงเรียนขนาดเล็กที่กระทรวงศึกษาธิการปฏิเสธไม่ได้ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงควรต้องทำก็คือ การจัดงบประมาณให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถคงสภาพโรงเรียนไว้ได้ เช่นงบประมาณเพื่อการจัดครูช่วยสอนในพื้นที่ ค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารักษาความสะอาด และความปลอดภัยของนักเรียน รวมไปถึงค่าอาหารเช้าและอาหารกลางวันที่โรงเรียนสามารถจัดอาหารที่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอต่อนักเรียนให้สามารถรับประทานอิ่มได้ เป็นต้น

การจัดงบประมาณให้เพียงพอต่อความจำเป็นเพื่อการคงสภาพโรงเรียนเอาไว้ได้ คือบทพิสูจน์ความจริงใจและความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการในการรักษาโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ และสามารถสร้างความเป็นพลเมืองดีให้กับนักเรียนได้ นี่เป็นบทสรุปที่ผมอยากเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ในกรณีโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อการจัดการเรียนการสอนที่นำไปสู่การเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีคุณภาพในโรงเรียนเช่นนี้ให้ได้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ และยังเป็นการยกระดับการใช้งบประมาณที่สร้างความคุ้มค่าอันจริงแท้ กว่าการมุ่งเพียงแต่จะอัดเงินลงไปเพื่อให้เกิดแค่การควบรวมโรงเรียนเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น

นี่คือ วิสัยทัศน์ (Vision) และกระบวนทัศน์ (Paradigm)เกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กที่ ผมอยากให้กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจและเปลี่ยนแปลงครับ

กนก วงษ์ตระหง่าน

ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ลดคดีล้นศาล-สร้างสังคมสมานฉันท์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556340

ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ลดคดีล้นศาล-สร้างสังคมสมานฉันท์

ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ลดคดีล้นศาล-สร้างสังคมสมานฉันท์

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อลดการนำคดีเข้าสู่ศาลโดยไม่จำเป็น และลดบรรยากาศความขัดแย้งในสังคม จึงเปิดช่องทางให้คู่กรณีในข้อพิพาททางแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่มากนักและข้อพิพาททางอาญาบางประเภท สามารถไกล่เกลี่ยโดยมี “ผู้ไกล่เกลี่ย” เป็นคนกลาง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้บุคคลที่ต้องการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยต้องได้รับการขึ้นทะเบียนด้วย

ทัศนีย์ เปาอินทร์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.)กำหนดให้ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ต้องผ่านหลักสูตรการอบรมเป็นเวลา 36 ชั่วโมง โดยจะได้รับการประกาศรับรองจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 4,025 คน และมาขึ้นทะเบียนกับกรมคุ้มครองสิทธิ์แล้ว 1,253 คน นอกจากนี้ยังมีภาคประชาชนมาขึ้นทะเบียนกับศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนอีก 1,398 คน

ซึ่งผู้ไกล่เกลี่ยที่ขึ้นทะเบียนไว้สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับทางแพ่ง เกี่ยวกับที่ดินที่ไม่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ข้อพิพาทระหว่างทายาทและทรัพย์มรดก ข้อพิพาททางแพ่งอื่นที่ มีทุนทรัพย์ไม่เกิน5 ล้านบาท หรือ ข้อพิพาท ความผิดอาญาอันยอมความได้ เป็นความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่มีโทษสูงสุดไม่เกิน 3 ปี ซึ่งรัฐไม่ใช่ผู้เสียหาย

“ข้อดีของผู้ไกล่เกลี่ยตาม พ.ร.บ.นี้ ก็คือข้อตกลงระหว่างคู่กรณีที่เข้ามาโดยสมัครใจ เมื่อมีผู้ไกล่เกลี่ย ที่ขึ้นทะเบียนไว้เป็นคนกลาง ก็จะมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย หมายความว่าถ้าหากมีคนไม่ยอมปฏิบัติตามก็สามารถนำข้อตกลงนี้ไปยื่นต่อศาล เพื่อให้ออกหมายบังคับคดีต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นข้อหนึ่งที่ทำให้กระบวนการนี้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในการที่จะบังคับข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี” ทัศนีย์ กล่าว

รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนไว้ หากบุคคลใดมีศักยภาพก็สามารถเปิดเป็น ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ซึ่งศูนย์นี้จะมีหน้าที่เป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในชุมชน โดยปัจจุบันทั่วประเทศ มีศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน 222 แห่ง ในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ 71 แห่ง และกรมตั้งเป้าไว้ว่าจะตั้งให้ครอบคลุม 180 แขวงของกรุงเทพฯ และ 8,887 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการสมานฉันท์ สร้างวัฒนธรรมการไกล่เกลี่ยในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ กระบวนการไกล่เกลี่ยแบบเดิมที่ดำเนินการผ่าน ศูนย์ยุติธรรมชุมชน ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาสู่การดำเนินการที่มีผลตามกฎหมาย จึงต้องให้ศูนย์ฯ ทุกแห่งเป็นไปตามระบบและมาตรฐานเดียวกัน โดยหากศูนย์ยุติธรรมชุมชนแห่งใดได้รับการยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนแล้ว เมื่อคู่กรณีพิพาทสมัครใจที่จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว จากนั้นก็ทำความตกลงจะเลือกผู้ไกล่เกลี่ยคนใดก็ได้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับกรมฯ

เมื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยผู้ไกล่เกลี่ยได้ดำเนินการเจรจาจนได้ข้อตกลงเป็นที่ยุติทั้งสองฝ่ายแล้ว และทำบันทึกข้อตกลงก็ถือว่าจบกระบวนการ และบันทึกนี้จะมีผลตามกฎหมายทันที หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามตามข้อตกลงดังกล่าวสามารถส่งเรื่องต่อศาลเพื่อออกหมายบังคับคดีให้มีผลปฏิบัติเป็นไปตามบันทึกข้อตกลงได้ทันที โดยที่ไม่ต้องมีการยื่นฟ้องศาลให้สืบพยานในชั้นศาลอีก

“การที่จะสามารถตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนมีระดับขนาดเล็กมีคณะทำงานรวม 10 คน ขนาดกลาง 20 คน และขนาดใหญ่มากกว่า 20 คนขึ้นไปโดยพิจารณาจากจำนวนคนในชุมชน รวมทั้งต้องมีองค์ประกอบการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย ซึ่งแต่ละศูนย์จะต้องมีผู้ที่ได้รับการอบรมหลักสูตร1 คน เป็นอย่างน้อยประจำศูนย์ฯ โดยขณะนี้กรุงเทพฯ มีผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้มากกว่า 500 คน คนกลุ่มนี้สามารถทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยได้ในทั้ง 71 ศูนย์ฯ ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ

โดยเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นคู่พิพาทก็สามารถจะเลือกใครก็ได้ที่อยู่ใน 500 คนนี้ มาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้ หรือจะให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้เลือกให้ก็ได้ ขณะที่ในต่างจังหวัดมีผู้ที่ได้รับการอบรมไกล่เกลี่ยและขึ้นทะเบียนไว้มีอยู่ประมาณ 5-10 คนโดยประชาชนสามารถยื่นขอบริการไกล่เกลี่ยได้ทุกพื้นที่ ไม่จำกัดพื้นที่เหมือนเขตอำนาจศาลเป็นตัวกำหนด”ทัศนีย์ อธิบาย

อนึ่ง หลักสูตรการอบรมผู้ไกล่เกลี่ยตาม พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกับสถาบันพระปกเกล้า มีการนำหลักสูตรไปทำประชาพิจารณ์ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เนื้อหาในหลักสูตรผู้ที่ได้รับการอบรมจะต้อง 1.มีความรู้ด้านกฎหมายทั่วไป 2.เข้าใจเทคนิคทางกฎหมายทั้งแพ่งและอาญาว่าอะไรที่ทำได้-ทำไม่ได้ 3.มีทักษะด้านจิตวิทยาการไกล่เกลี่ย ทั้งการพูด เข้าใจ วิเคราะห์ปัญหา และ 4.ทักษะการลงมือปฏิบัติ (Role Play)

ขณะที่การฝึกอบรม นอกจากสถาบันพระปกเกล้าแล้ว ในกรุงเทพฯ ยังมีทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกริก ส่วนในต่างจังหวัด จะมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยบูรพาที่จะเข้ามาร่วมช่วยอบรมหลักสูตร ให้กับผู้ที่มีจิตอาสาและมีความสนใจด้านการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้มีทักษะและมีความรู้

“สำหรับการศึกษาหลักสูตรดังกล่าวนี้ ใช้ระยะเวลา การอบรมอย่างน้อย 36 ชั่วโมง เช่น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เติม เนื้อหาหลักสูตรวิถีพุทธ 12 ชั่วโมงจึงทำให้รวม 48 ชั่วโมง ม.ขอนแก่น ทำการอบรมให้กับแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี เติมการอบรมวิถีทางแพทย์เข้าไปด้วย ซึ่งปัญหาทางการแพทย์ มีเรื่องของการฟ้องร้อง จึงมีการเรียนเพื่อทำการไกล่เกลี่ย เรื่องการฟ้องร้องทางการแพทย์ ซึ่งมีประมาณ 40 คนที่อบรมเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ ยื่นสมัครขึ้นทะเบียนผู้ไกล่เกลี่ยกับกรมคุ้มครองสิทธิ์”รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพระบุ

ปัจจุบันหลักสูตรฝึกอบรมผู้ไกล่เกลี่ยได้รับความสนใจจากหลากหลายหน่วยงาน นอกจากกระทรวงสาธารณสุขที่มักพบปัญหาข้อพิพาทระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับคนไข้หรือญาติผู้ป่วย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับสภาทนายความที่เป็นด่านหน้าเผชิญกับคดีความต่างๆ แล้ว “องค์กรศาสนา” ก็เป็นอีกภาคส่วนที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส) ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

มีความร่วมมือกันระหว่าง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อนำหลักสูตรไปอบรมให้กับผู้นำศาสนาทุกมัสยิด ช่วยดำเนินการไกล่เกลี่ยโดยใช้กฎหมายนี้โดยเฉพาะในคดีมรดกของชาวมุสลิม และทางสำนักจุฬาราชมนตรีก็เห็นประโยชน์เช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างเนื้อหาที่จะทำบันทึกความตกลง (MOU) ร่วมกัน เช่นเดียวกับในส่วนของศาสนาพุทธ มหาเถรสมาคมก็ต้องการให้มีศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน อยู่ในกลไกของวัดจำนวน 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

“สำหรับศูนย์ไกล่เกลี่ยที่จะเปิดนี้จะต้องมีการฝึกอบรมให้ก่อน3 วัน เหมือนกับ ก่อนที่จะเปิดร้านยาจะต้องรู้ว่าขายยายังไงขายยาอะไรได้บ้าง ต้องออกใบเสร็จยังไงซึ่งเราจะต้องมีการสอน หลังจากนั้นก็จะมีการมอบป้ายเปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน” รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวในท้ายที่สุด

สิริพร พานทองถาวร

สอศ.ประชุมเข้ม สร้างความเข้มแข็งสถาบันอาชีวะพร้อมขับเคลื่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556443

สอศ.ประชุมเข้ม สร้างความเข้มแข็งสถาบันอาชีวะพร้อมขับเคลื่อน

สอศ.ประชุมเข้ม สร้างความเข้มแข็งสถาบันอาชีวะพร้อมขับเคลื่อน

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.53 น.

สอศ.รับโอนย้ายครู จัดทุนให้เรียนต่อ รับสมัครครูเพิ่ม สร้างความเข้มแข็งสถาบันอาชีวะพร้อมขับเคลื่อน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการผู้อำนวยการสถาบันอาชีวศึกษา ครั้งที่ 1/2564 ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสถาบันการอาชีวศึกษา จะต้องดำเนินการร่วมกันในการส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งและขับเคลื่อนการบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษา โดยเริ่มจากสร้างความเป็นเอกภาพของสถาบันการอาชีวศึกษา การสรรหานายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการสภาสถาบันการอาชีวศึกษาตามลำดับ รวมถึงวางแผนในการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรในสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการและตอบโจทย์กับการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ อย่างมีคุณภาพมาตรฐานและเป็นไปตามเกณฑ์ของการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ (ทล.บ.)

“โดยเบื้องต้น จะดำเนินการ การรับโอนย้ายครูที่มีคุณสมบัติตรงกับตำแหน่งงาน พร้อมทั้งให้ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.) หาแนวทางจัดสรรทุนการศึกษาให้กับครูในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก เพื่อให้สามารถกลับมาสอนในสถาบันการอาชีวศึกษาได้ รวมไปถึงการเปิดรับสมัครคัดเลือกครูและบุคลากรของสถาบันเพิ่มในอนาคต” นายสุเทพ กล่าว

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาหลักสูตรของสถาบันการอาชีวศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงานและสถานประกอบการ โดยการลดกระบวนการในการอนุมัติหลักสูตร เพื่อให้ทันสำหรับการเปิดเรียนในปีการศึกษาใหม่ที่จะถึงนี้ รวมทั้งการให้สถานประกอบการมาร่วมพัฒนาหลักสูตรให้ตรงต่อความต้องการของภาคเอกชน นอกจากนี้ ได้มีการหารือในเรื่องของสิทธิประโยชน์ของผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเงินอุดหนุน ซึ่ง สอศ.จะนำไปศึกษาในรายละเอียดและหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการในลำดับต่อไป

‘คุณหญิงกัลยา’ เผยยังไม่เคยได้ยินใครเขย่าเก้าอี้เพราะไร้ผลงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556349

'คุณหญิงกัลยา'เผยยังไม่เคยได้ยินใครเขย่าเก้าอี้เพราะไร้ผลงาน

‘คุณหญิงกัลยา’เผยยังไม่เคยได้ยินใครเขย่าเก้าอี้เพราะไร้ผลงาน

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.05 น.

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รก.รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวที่ว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์ เขย่าตำแหน่งตน เพราะมองว่ายังไม่มีผลงานเด่นชัดมากพอ ว่า ตนยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครว่าอะไร ซึ่งเราก็ทำงานเต็มที่และเป็นรูปธรรมในหลายเรื่อง ทราบแต่เพียงว่า นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุยกันแล้วว่าทางพรรคได้โคตาเท่าเดิมหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนก็ไม่ได้มีสัญญาใจในพรรคว่าแต่ละคนจะได้ทำงานกี่ปี ก็แล้วแต่ความเหมาะสมและเหตุการณ์ทางการเมือง

‘อรรถพล’ เล็งตั้ง กก.ควบคุม ร.ร.เอกชนในระบบ กว่า 150 แห่ง หลังปิดกิจการไม่แจ้ง สช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556256

'อรรถพล'เล็งตั้ง กก.ควบคุม ร.ร.เอกชนในระบบ กว่า 150 แห่ง หลังปิดกิจการไม่แจ้ง สช.

‘อรรถพล’เล็งตั้ง กก.ควบคุม ร.ร.เอกชนในระบบ กว่า 150 แห่ง หลังปิดกิจการไม่แจ้ง สช.

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.29 น.

วันที่ 2 มีนาคม 2564 นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า จากที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศปฏิทินรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564  เข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดย ม. 1 สมัครระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน สอบคัดเลือกวันที่ 1 พฤษภาคม ประกาศผลวันที่ 5 พฤษภาคม มอบตัววันที่ 8 พฤษภาคม มัธยมศึกษาปีที่ 4 สมัครวันที่ 24-28 เมษายน สอบคัดเลือกวันที่ 2 พฤษภาคม ประกาศผลวันที่ 6 พฤษภาคม มอบตัววันที่ 9 พฤษภาคมนั้น 

ในส่วนของการรับนักเรียนของโรงเรียนเอกชนไม่มีปัญหามากเพราะมีโรงเรียนเอกชน ฝจำนวนหนึ่งที่ได้รับความนิยม ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะรับนักเรียนล่วงหน้าอยู่แล้ว ส่วนโรงเรียนเอกชนบางส่วนจะรับนักเรียนไปพร้อมกับที่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. และจะมีโรงเรียนเอกชนบางส่วนจะรอเก็บตกจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 

“ที่น่ากังวลคือ การรับนักเรียนอนุบาล 3 ขวบ ที่โรงเรียน สพฐ.อาจจะมาแย่งรับ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับโรงเรียนเอกชนอย่างมาก เพราะทำให้โรงเรียนเอกชนประมาณการ และบริหารจัดการในการรับนักเรียนค่อนข้างยาก ผมจะประสานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ดูแลต่อไป ” นายอรรถพล กล่าว 

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันจำนวนประชากรลดลงจะส่งผลกระทบต่อโรงเรียนเอกชนหรือไม่นั้น มองว่าโรงเรียนเอกชนสามารถอยู่ได้ เพราะโรงเรียนจะอยู่ได้ด้วยคุณภาพ  แต่จะมีโรงเรียนเอกชนบางประเภทที่ได้รับผลกระทบจากการที่นักเรียนลดลงบ้าง แต่ตนมองว่า ต่อไปโรงเรียนเอกชนจะต้องอยู่ได้ด้วยคุณภาพ ไม่ใช่อยู่ได้เพราะความช่วยเหลือของใคร ดังนั้นโรงเรียนจะต้องยกระดับของตนขึ้นมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน 

เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะจัดระเบียบโรงเรียนเอกชนนอกระบบ โดยจะจัดทำแอพพิเคชั่นให้ประชาชนร้องเรียนโรงเรียนเถื่อน และสช.จะติดตามเอาผิดโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่ทำผิดกฎหมาย โดยขณะนี้ สช.ได้สั่งปิดโรงเรียนนอกระบบกว่า 1 พันแห่งแล้ว และสช.กำลังจะไล่บี้โรงเรียนเอกชนในระบบ 157 แห่ง ที่ไม่ประกอบกิจการแล้วแต่ไม่แจ้งเลิกกิจการกับสช. ถ้าโรงเรียนเหล่านี้ไม่เข้ามาแจ้งเลิกกิจการ สช.จะตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียน เพื่อให้คณะกรรมการคุมควบ สั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเหล่านี้ต่อไป 

ม.วลัยลักษณ์ เผย ‘พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา’ โดดเด่นทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ และมรดกภูมิปัญญา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556079

ม.วลัยลักษณ์ เผย ‘พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา’ โดดเด่นทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ และมรดกภูมิปัญญา

ม.วลัยลักษณ์ เผย ‘พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา’ โดดเด่นทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ และมรดกภูมิปัญญา

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและยุทธศาสตร์การพัฒนา เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดสร้างก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา(Natural History Museum Walailak University) ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) โดยมุ่งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ของ จ.นครศรีธรรมราช ว่า เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้สืบสานพระปณิธานในงานอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศ ด้วยเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนมีฐานทรัพยากรท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ และมรดกภูมิปัญญา มีพื้นที่ติดเทือกเขาหลวงและทะเลฝั่งอ่าวไทย เป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ โดยมีรูปแบบของอาคารเป็นเลข 8 มีคอร์ทน้ำตกกรุงชิงและคอร์ทชายหาดตามแนวคิด “ตามรอยเจ้าฟ้าจากยอดเขาถึงใต้ทะเล” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ด้วยงบประมาณการก่อสร้างกว่า 300 ล้านบาท โดยขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างไปแล้วประมาณ 30% และจะเปิดให้บริการอย่างสมบูรณ์ในปี 2565”

ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัยกล่าวอีกว่า “ลักษณะตัวอาคารตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ภายในอุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งมีฉากหลังเป็นเทือกเขาหลวง มีการจัดแสดงนิทรรศการ 6 กลุ่ม คือ 1) ห้องเขาหลวงทรัพยากรมากมี : แสดงนิทรรศการของทรัพยากรกายภาพของเทือกเขาหลวง พืชพรรณ สัตว์ นก เห็ด รา และจุลินทรีย์ แสดงวิธีการนำทรัพยากรไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 2) ห้องวิถีชนเผ่า-วัฒนธรรมพื้นบ้าน : นำเสนอเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (EthnoBotany) คือการนำพืชพรรณมาใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของชนพื้นเมืองชนเผ่า ที่จะแสดงวิถีชีวิตตามภูมิปัญญาของชนเผ่าซาไก มอแกน และชาวไทยทรงดำ 3) ห้องการจัดการลุ่มน้ำปากพนัง : แสดงผลการดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอย่างยั่งยืน 4) ห้องชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ : แสดงกายภาพและชีวภาพของชายหาด เพื่อให้เข้าใจการใช้ประโยชน์ของวัตถุดิบชุมชนชายฝั่งเพื่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน การเข้าใจทางกายภาพของชายหาดแต่ละรูปแบบ การประมงพื้นบ้าน และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศชายฝั่ง5) ห้องบริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทย :จัดแสดงองค์ความรู้ ด้วยการใช้ตู้แสดงสัตว์น้ำ 4 ตู้หลักเสมือนจริงคือ ตู้ปลาฉลามหรือปลาดุร้ายตู้เต่าทะเล ตู้ปะการังและปลาสวยงามพร้อมจัดระบบแสง สี เสียง ให้ผู้ชมได้ยินเสียงการสื่อสาร หรือการเวียนว่ายของสัตว์เหล่านั้น 6) ห้องเกริกไกรเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ : เป็นห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในการทรงงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร 3 ฐาน คือ ด้านกายภาพ ชีวภาพ วัฒนธรรมและภูมิปัญญา ตลอดจนผลการดำเนินงานภายใต้โครงการ อพ.สธ. ที่จัดแสดงความคิดรวบยอดจากการเข้าชมและตอกย้ำถึงความมุ่งหมายของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ตามพระราโชวาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันพุธที่ 19 ตุลาคม 2548 ว่าท้ายที่สุดแล้วต้องการให้ทุกคนตระหนักและเห็นคุณค่าของทรัพยากรของท้องถิ่น รู้จักอนุรักษ์และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน การศึกษาเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
อื่นด้วย เช่น ดิน หิน แร่ และสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนแต่มีความเกี่ยวพันกัน สิ่งหนึ่งสิ่งใดขาดไปก็จะกระทบต่อการดำรงอยู่ของชาติและประชาชน นอกจากศึกษาสภาวะของทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การให้ความรู้แก่ประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างยั่งยืนตลอดไป”

ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแล้วภายในพื้นที่อุทยานพฤกษศาสตร์ยังมีอาคารที่พักสำหรับผู้เข้าพักเป็นแบบหมู่คณะ พื้นที่ลานกางเต็นท์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และมี Top Tree Tower เชื่อมระหว่าง Canopy Walkway จะมีพันธุ์สัตว์สวยงามให้ศึกษาและเยี่ยมชมในป่าพื้นล่าง นอกจากนี้อุทยานพฤกษศาสตร์มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถจัดกิจกรรมหรือกีฬาทางน้ำสำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว อุทยานพฤกษศาสตร์เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงวิชาการ และการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรและภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และยังได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์สนับสนุน“ชาติพันธุ์มานิ” (ซาไก) โดยได้รับทุนสนับสนุนจัดสร้างเบื้องต้นจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตด้านชาติพันธุ์ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตท่ามกลางทรัพยากรป่าไม้ บนฐานของการพึ่งพิงอย่างสมดุลและพอเพียง”

มรส.อบรม ‘ทักษะวิศวกรสังคม’ ในพื้นที่ จ.ชุมพร ลดรายจ่าย พร้อมสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ที่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556081

มรส.อบรม ‘ทักษะวิศวกรสังคม’ ในพื้นที่ จ.ชุมพร  ลดรายจ่าย พร้อมสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

มรส.อบรม ‘ทักษะวิศวกรสังคม’ ในพื้นที่ จ.ชุมพร ลดรายจ่าย พร้อมสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.พลกฤต แสงอาวุธ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) เปิดเผยถึงรายละเอียดในการเปิดอบรม ปฏิบัติงานโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ(มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) ว่า ผู้ที่เข้ารับการอบรมจะเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้ปฏิบัติงานโครงการฯมาแล้ว ซึ่งมีทั้งหมด 5 รุ่น ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานีชุมพร และระนอง โดยที่ผ่านมาได้จัดอบรมให้กับผู้รับการจ้างในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปแล้วจำนวน 3 รุ่น ณมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และในครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 4ที่ได้กำหนดจัดขึ้นให้กับผู้รับการจ้างงานในพื้นที่จังหวัดชุมพร แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้รับการจ้างงานได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 มหาวิทยาลัยจึงได้กำหนดแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อลดรายจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พัก ของผู้เข้าร่วมอบรม ทางมหาวิทยาลัยจึงได้นำทีมผู้บริหาร ทีมวิทยากร และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมาจัดอบรมในพื้นที่จังหวัดชุมพรแทน โดยได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จัดอบรมจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร เป็นอย่างดี

ดร.พลกฤต กล่าวต่อไปว่า ผู้รับการจ้างงานจะได้รับการฝึกทักษะการเป็นวิศวกรสังคมในการทำงานกับชุมชนบนฐานข้อมูลชุมชน เพื่อสร้างนวัตกรรมและสร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งโครงการจะมีการทบทวนและปรับปรุงแผนเป็นระยะๆ ให้สอดรับกับความจำเป็นและความต้องการของชุมชน โดยกิจกรรมต่างๆ นั้น จะแบ่งเป็นกรอบใหญ่ๆ อาทิ กิจกรรมในด้านการพัฒนาสัมมาชีพ การพัฒนาการท่องเที่ยวการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นต้น โดยกิจกรรมในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมนี้ จะดำเนินการผ่านผู้ที่ได้รับการจ้างงานภายใต้การชี้แนะให้คำปรึกษา จากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในมหาวิทยาลัยซึ่งมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็น System Integrator ให้เกิดการพัฒนาตามปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยมีการจ้างงานประชาชนทั่วไป บัณฑิตจบใหม่ และนักศึกษา 1,640 อัตรา ให้มีงานทำและฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกทั้งเป็นการจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ของชุมชน (CommunityBig Data) เป็นระยะเวลา 1 ปี ในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จํานวน 82 ตำบล ได้แก่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 63 ตำบล จังหวัดชุมพร 7 ตำบลและจังหวัดระนอง 12 ตำบล จากบุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 

มมส.เปิดมาตรการช่วยเหลือนิสิต จากโควิด-19 ฉบับที่ 2 ครอบคลุมทั้งสี่ด้าน สุขภาพ-ทุนการศึกษา-ค่าใช้จ่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556078

มมส.เปิดมาตรการช่วยเหลือนิสิต จากโควิด-19 ฉบับที่ 2   ครอบคลุมทั้งสี่ด้าน สุขภาพ-ทุนการศึกษา-ค่าใช้จ่าย

มมส.เปิดมาตรการช่วยเหลือนิสิต จากโควิด-19 ฉบับที่ 2 ครอบคลุมทั้งสี่ด้าน สุขภาพ-ทุนการศึกษา-ค่าใช้จ่าย

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.พลกฤต แสงอาวุธ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) เปิดเผยถึงรายละเอียดในการเปิดอบรม ปฏิบัติงานโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ(มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) ว่า ผู้ที่เข้ารับการอบรมจะเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้ปฏิบัติงานโครงการฯมาแล้ว ซึ่งมีทั้งหมด 5 รุ่น ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานีชุมพร และระนอง โดยที่ผ่านมาได้จัดอบรมให้กับผู้รับการจ้างในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปแล้วจำนวน 3 รุ่น ณมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และในครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 4ที่ได้กำหนดจัดขึ้นให้กับผู้รับการจ้างงานในพื้นที่จังหวัดชุมพร แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้รับการจ้างงานได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 มหาวิทยาลัยจึงได้กำหนดแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อลดรายจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พัก ของผู้เข้าร่วมอบรม ทางมหาวิทยาลัยจึงได้นำทีมผู้บริหาร ทีมวิทยากร และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมาจัดอบรมในพื้นที่จังหวัดชุมพรแทน โดยได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จัดอบรมจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร เป็นอย่างดี

ดร.พลกฤต กล่าวต่อไปว่า ผู้รับการจ้างงานจะได้รับการฝึกทักษะการเป็นวิศวกรสังคมในการทำงานกับชุมชนบนฐานข้อมูลชุมชน เพื่อสร้างนวัตกรรมและสร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งโครงการจะมีการทบทวนและปรับปรุงแผนเป็นระยะๆ ให้สอดรับกับความจำเป็นและความต้องการของชุมชน โดยกิจกรรมต่างๆ นั้น จะแบ่งเป็นกรอบใหญ่ๆ อาทิ กิจกรรมในด้านการพัฒนาสัมมาชีพ การพัฒนาการท่องเที่ยวการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นต้น โดยกิจกรรมในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมนี้ จะดำเนินการผ่านผู้ที่ได้รับการจ้างงานภายใต้การชี้แนะให้คำปรึกษา จากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในมหาวิทยาลัยซึ่งมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็น System Integrator ให้เกิดการพัฒนาตามปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยมีการจ้างงานประชาชนทั่วไป บัณฑิตจบใหม่ และนักศึกษา 1,640 อัตรา ให้มีงานทำและฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกทั้งเป็นการจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ของชุมชน (CommunityBig Data) เป็นระยะเวลา 1 ปี ในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จํานวน 82 ตำบล ได้แก่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 63 ตำบล จังหวัดชุมพร 7 ตำบลและจังหวัดระนอง 12 ตำบล จากบุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 

‘สพฐ.’ เลื่อนจับสลากเข้าอนุบาล เหตุตรงเลือกตั้งท้องถิ่น ศบค.อนุมัติให้ร.ร.เตรียมอุดมฯจัดสอบ 6 มี.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556076

'สพฐ.'เลื่อนจับสลากเข้าอนุบาล เหตุตรงเลือกตั้งท้องถิ่น ศบค.อนุมัติให้ร.ร.เตรียมอุดมฯจัดสอบ 6 มี.ค.นี้

‘สพฐ.’เลื่อนจับสลากเข้าอนุบาล เหตุตรงเลือกตั้งท้องถิ่น ศบค.อนุมัติให้ร.ร.เตรียมอุดมฯจัดสอบ 6 มี.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.38 น.

‘สพฐ.’ เลื่อนจับฉลากเข้าอนุบาล เป็น 4 เม.ย. มอบตัว 6 เม.ย. เหตุตรงวันเลือกตั้งท้องถิ่น  ด้าน ‘ศบค.’ อนุญาติให้ ร.ร.เตรียมอุดมฯจัดสอบ 6 มี.ค.นี้ได้

วันที่ 1 มีนาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆนี้ ตนส่งหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขต เรื่อง เลื่อนกำหนดวันรับนักเรียนระดับชั้นก่อนประถมศึกษา สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา 2564  เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี ในวันที่ 28 มีนาคม 2564  ซึ่งตรงกับวันจับฉลาก วันประกาศผล และวันรายงานตัว ของนักเรียนระดับชั้นก่อนประถมศึกษา  ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี โดยให้ความร่วมมือในการใช้สถานศึกษาเป็นหน่วยเลือกตั้ง  สพฐ.จึงเลื่อนวันจับฉลาก วันประกาศผล และวันรายงานตัว ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา  จากเดิมกำหนดวันที่ 28 มีนาคม เป็นวันที่ 4 เมษายน 2564  ส่วนวันมอบตัว จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 4 เมษายน เป็นวันที่ 6 เมษายน 2564

นายอัมพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สพฐ. ได้เสนอแนวทางการจัดสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2564 และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. พิจารณาอนุมัติให้จัดสอบในวันที่ 6 มีนาคม นี้ โดยวันนี้ ทาง ศบค.ได้มีมติเห็นชอบแล้วให้จัดสอบในวันที่กำหนด แต่เปลี่ยนเวลาจัดสอบใหม่ จากเดิมสอบเวลา 08.30 – 16.00 น. เป็น 08.30 – 14.00 น. เพื่อลดความหนาแน่นบริเวณพื้นที่พักคอย เพราะอาจจะมีผู้ปกครองเข้ามารับนักเรียนจำนวนมาก นอกจากนี้ กำหนดให้นักเรียนเข้าสอบครั้งเดียวจนเสร็จ  จึงจะสามารถออกจากห้องสอบได้ โดยโรงเรียนจะบริการอาหารว่างให้แก่นักเรียนที่เข้าสอบในช่วงเวลาพัก เพื่อลดการสัมผัสและรวมกลุ่มกัน

 “การสอบจะขยายพื้นที่ จากเดิมที่ใช้ 1 อาคาร เพิ่มเป็น 2 อาคาร  แบ่งเป็น อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม จำนวน 6,624 ที่นั่ง  และอาคาร Hall 5- 8 จำนวน 6,624 ที่นั่ง รวม 13,248 ที่นั่ง  เพื่อลดจำนวนนักเรียนเข้าสอบต่อห้อง  ซึ่งการจัดสอบจะมีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลไม่น้อยกว่า 1 เมตร พร้อมกับแบ่งพื้นที่จัดสอบ อย่างไรก็ตาม จะมีห้องให้นักเรียนที่เดินทางมาจาก จ.สุมทรสาคร แยกสอบเป็นการเฉพาะ  เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ส่วนสาเหตุที่ไม่สามารถจัดสอบให้นักเรียนที่จังหวัดสมุทรสาครได้ เพราะป้องกันการรั่วไหลของข้อสอบ ส่วนโรงเรียนดังในต่างจังหวัด หากจำเป็นต้องมีการสอบแข่งขัน ให้โรงเรียนเสนอ ศบค.จังหวัดพิจารณาอนุญาต ทั้งนี้ ทุกโรงเรียนจะต้องดำเนินการตามมาตรการที่ ศบค.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดอย่างเคร่งครัด” นายอัมพร กล่าว 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาที่หลายคนกังวลว่าอาจจะมีการฝากเด็กในช่วงที่มีการรับนักเรียน นั้น ตนมองว่าตามระบบและกระบวนการที่ สพฐ.กำหนดไว้ โรงเรียนไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็คอยจับตาเรื่องนี้อยู่ แต่ถ้ามีการฝากเด็ก หรือโรงเรียนไม่ปฏิบัติตามคู่มือและแนวทางที่ สพฐ.กำหนด ผู้กระทำก็ต้องรับผิดชอบ และสพฐ.จะดำเนินการตรวจสอบตามมาตรการที่กำหนดไว้