ผลสำรวจเผย ‘สูงวัย’ กลุ่มเสี่ยง ‘ไม่รู้เท่าทันสื่อ’ ห่วงเชื่อ ‘ข่าวปลอม’ เรื่องดูแลสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555023

ผลสำรวจเผย‘สูงวัย’กลุ่มเสี่ยง‘ไม่รู้เท่าทันสื่อ’ ห่วงเชื่อ‘ข่าวปลอม’เรื่องดูแลสุขภาพ

ผลสำรวจเผย‘สูงวัย’กลุ่มเสี่ยง‘ไม่รู้เท่าทันสื่อ’ ห่วงเชื่อ‘ข่าวปลอม’เรื่องดูแลสุขภาพ

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.54 น.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน หัวหน้ากลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดำเนินการสำรวจสถานการณ์การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลของประชาชนไทย พ.ศ. 2563-2564 ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสำรวจ 5,239 คน พบว่า ประชาชนไทยมีคะแนนการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับดี (70%) 

โดยการสำรวจแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงอยู่ในระดับดี (66%) การประเมินวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข่าวสารอยู่ในระดับดี (74%) และการสร้างสื่อด้วยความตระหนักถึงผลที่จะตามมาอยู่ในระดับดี (71%) ซึ่งผลการสำรวจชี้ให้เห็นความสำคัญของการตระหนักรู้เท่าทันสื่อให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย และต่อไปอาจใช้วิธีให้ Influencer ที่มีอิทธิพลเป็นแบบอย่างที่ดีต่อประชาชนในการนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์และสื่อดั้งเดิม (โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์) การเปิดช่องโทรทัศน์ดาวเทียมเพื่อเป็นอีกช่องทางในการถ่ายทอดเนื้อหาการรู้เท่าทันสื่อ 

การให้ข้อเท็จจริง และแนะนำการใช้อินเทอร์เน็ตแก่ประชาชน รวมถึงแผนในอนาคตจะมีการพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชัน “รู้เท่าทันสื่อ” (Media Information and Digital Literacy Assessment : MIDL-A) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อให้กับประชาชน มีการประเมินระดับการรู้เท่าทันสื่อด้วยตนเอง พร้อมรายงานผล และได้รับใบรับรอง (Certificate) เมื่อผ่านการประเมินตลอดจนการแนะนำสิ่งที่ควรเรียนรู้เพิ่มเติมจากผลการประเมิน

ขณะที่ นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  ระบุว่า จากผลสำรวจกลุ่มเด็กและเยาวชน มีคะแนนการรู้เท่าทันสื่อสูงที่สุดอยู่ในระดับดี (72%) และมีพฤติกรรมการใช้สื่อหลากหลายช่องทาง ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่าการใช้สื่อหลายช่องทาง มีแนวโน้มการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศดีขึ้น ดังนั้นแนวทางการพัฒนาควรยกระดับส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้มีการรู้เท่าทันสื่อเพิ่มขึ้นให้อยู่ในระดับดีมาก (80%) ขึ้นไป) โดยการเสริมเนื้อหาการรู้เท่าทันสื่อในหลักสูตรการจัดกิจกรรมส่งเสริม 

อาทิ กิจกรรมฝึกฝนทักษะการใช้สื่อ การประกวดผลิตสื่อ โดยการศึกษานี้ จะเน้นเรื่องภัยสื่อลามก การบูลลี่ การหลอกลวง และการละเมิดข้อมูลนำข้อมูลคนอื่นมาใช้ ซึ่งกลุ่มเด็กและเยาวชนจะต้องเข้าใจข้อมูลและใช้สติในการเสพข้อมูล ไม่หลงเชื่อเฟคนิวส์ ส่วนปัญหาของเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ที่พบ คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้งานอินเทอร์เน็ต จึงควรให้การสนับสนุนบริการอินเทอร์เน็ตจากทั้งภาครัฐและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

ส่วนในกลุ่มคนวัยทำงาน มีคะแนนการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับดี (64 -70%) ส่วนใหญ่พบปัญหาการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว จึงควรส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อให้กับบุคลากรในหน่วยงาน ส่งเสริมให้เข้าใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันรู้เท่าทันสื่อ จัดการอบรมให้ความรู้โดยหน่วยงานภาครัฐ อาทิ การอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และภาครัฐให้การสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี แก่นิติบุคคลหรือบริษัทที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ ให้สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีได้

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีคะแนนคะแนนการรู้เท่าทันสื่อต่ำที่สุด อยู่ในระดับพื้นฐาน (63%) มีพฤติกรรมใช้สื่อสังคมออนไลน์ Facebook และ Line ในการรับชมสื่อ ติดต่อสื่อสาร และค้นหาข้อมูลออนไลน์เป็นหลัก ช่องทางดังกล่าวเป็นแหล่งข้อมูลที่ยังขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิด หลงเชื่อ ไปจนถึงการถูกหลอกลวงได้ โดยเฉพาะประเด็นเนื้อหาด้านสุขภาพ เช่น กินยาหรือสมุนไพรนี้แล้วจะหายจากโรค ทั้งที่ไม่เป็นจริง หรือการถูกหลอกลวงขายสินค้า 

ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุยังขาดประสบการณ์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงจำเป็นต้องพัฒนาส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเกิดการรู้เท่าทันสื่อ อย่างแท้จริง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและภาคีที่เกี่ยวข้อง ได้เสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในผู้สูงอายุ เช่น เริ่มจากส่งเสริมภายในชุมชน โดยการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) เป็นตัวแทนถ่ายทอดความรู้ต่อให้ผู้สูงอายุในชุมชน และส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กเยาวชนและผู้สูงอายุ เน้นให้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ รวมถึงสร้างการตระหนักรู้ผ่านสื่อดั้งเดิมด้วยเนื้อหาที่ผู้สูงอายุสนใจ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง หลงเชื่อจากสื่อออนไลน์

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แนวทางในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อข้างต้นเกิดประสิทธิภาพ ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ กิจกรรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อต่างๆ จนเกิดการพัฒนา พร้อมก้าวเข้าสู่เป้าหมาย “ความเป็นพลเมืองในยุคดิจิตอล” ได้อย่างภาคภูมิ ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสนับสนุนมาตรการส่งเสริมสนับสนุนการรู้เท่าทันสื่อดังกล่าว รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนต่อไป

เปิดโปรฯ ‘524 รร.เอกชน’ คืนค่าธรรมเนียมผู้ปกครอง 561 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555013

เปิดโปรฯ '524 รร.เอกชน' คืนค่าธรรมเนียมผู้ปกครอง 561 ล้านบาท

เปิดโปรฯ ‘524 รร.เอกชน’ คืนค่าธรรมเนียมผู้ปกครอง 561 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.39 น.

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า จากที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ส่งหนังสือแจ้งให้โรงเรียนเอกชน คืนค่าธรรมเนียมการศึกษา และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ให้กับผู้ปกครองนักเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นั้น สช.ได้รับรายงานว่า มีโรงเรียนเอกชนจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาคืนให้ผู้ปกครองแล้ว จำนวน 524 แห่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 561,853,934 บาท

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะคืนในส่วนของค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารเสริมนม ค่าอาหารว่าง ค่ารถรับส่ง ค่าทัศนศึกษา ค่าเรียนดนตรี กีฬา ศิลปะ ค่าเรียนคอมพิวเตอร์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าเรียนเสริมภาษาต่างประเทศ ค่าเรียนว่ายน้ำ ค่าค่ากิจกรรมค่ายต่างๆ ที่ไม่สามารถจัดได้ เป็นต้น โดยการคืนนี้จะมี 2 ลักษณะคือ คืนกลับเป็นเงินสดให้ กับคืนเป็นเครดิตไว้สำหรับลดค่าใช้จ่ายในภาคเรียนต่อไป

‘บอร์ด กช.’ อนุมัติเพิ่มเงินอุดหนุน ‘นักเรียนพิการ’ โรงเรียนเอกชน 35% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555008

'บอร์ด กช.'อนุมัติเพิ่มเงินอุดหนุน'นักเรียนพิการ'โรงเรียนเอกชน 35%

‘บอร์ด กช.’อนุมัติเพิ่มเงินอุดหนุน’นักเรียนพิการ’โรงเรียนเอกชน 35%

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.33 น.

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 2/2564 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการกำหนดค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนพิการ ในโรงเรียนเอกชน โดยจะปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายบุคคลสำหรับนักเรียนพิการขึ้นจากฐานเดิม 35%

ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) พบว่า โรงเรียนเอกชนมีนักเรียนผู้พิการทั้งหมด จำนวน 4,476 คน ปีการศึกษา 2562 สช.จ่ายเงินอุดหนุนรายบุคคลให้นักเรียนพิการ จำนวน 100 ล้านบาท แต่ถ้ามีการปรับเพิ่มขึ้น 35% จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 35 ล้านบาท ส่วนวิทยาลัยอาชีวะเอกชน จากข้อมูลมีนักเรียนพิการอยู่จำนวน 1,718 คน แต่ละปีจะจ่ายเงินอุดหนุนรายบุคคลประมาณ 75 ล้านบาท ถ้าปรับเงินอุดหนุน ก็จะจ่ายเงินเพิ่มอีกจำนวน 25 ล้านบาท

“สช.จะนำเรื่องนี้เสนอให้สำนักงบประมาณ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป ไม่เพียงนักเรียนพิการในสังกัด สช.เท่านั้น ดิฉันมอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ผลักดันการเพิ่มเงินอุดหนุนให้กับนักเรียนพิการในสังกัดอื่นๆ ด้วย เช่น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำ” นางกนกวรรณ กล่าว

เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ปี 63 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554848

เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ปี 63 

เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ปี 63 

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 17.38 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2563 ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ จำนวน 12 คน ประกอบด้วย

1.สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 4 คน ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณกำจร สุนพงษ์ศรี (จิตรกรรม) นายอำมฤทธิ์  ชูสุวรรณ (จิตรกรรม-สื่อผสม) นายประภากร  วทานยกุล (สถาปัตยกรรมร่วมสมัย) นายสำเริง  แดงแนวน้อย (ประณีตศิลป์-แกะสลักไม้)

2.สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 2 คน ได้แก่ นายอเนก  นาวิกมูล และ นางสาวอรสม  สุทธิสาคร

3.สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 6 คน ได้แก่ นายประทีป  สุขโสภา (เพลงพื้นบ้าน) นายประเมษฐ์  บุณยะชัย (นาฏศิลป์ – โขน) นายปี๊บ  คงลายทอง (ดนตรีไทย) นางสุดา  ชื่นบาน (ดนตรีไทยสากล – ขับร้อง)  นางรุ่งฤดี  เพ็งเจริญ (ดนตรีไทยสากล – ขับร้อง) นายปง  อัศวินิกุล (ผู้กำกับระบบเสียง – สร้างสรรค์ และบันทึกเสียงภาพยนตร์)

นายอิทธิพล กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จะได้เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานเข็มและ โล่เชิดชูเกียรติ และรับค่าตอบแทน เดือนละ 25,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่  ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีกภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปีงบประมาณ ค่าช่วยเหลือเมื่อประสบสาธารณภัย ครั้งละไม่เกิน 50,000 บาท ต่อครั้ง ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000  บาท ต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท  เป็นต้น  

นายอิทธิพล เปิดเผยถึงเกณฑ์การคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ประกอบด้วย 3 หลักเกณฑ์ใหญ่ ดังนี้ เกณฑ์ที่ 1. คุณสมบัติของศิลปินแห่งชาติ  มี 6 ประการ  ได้แก่ เป็นผู้มีสัญชาติไทยและยังมีชีวิตอยู่ในวันประกาศยกย่อง  เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ และมีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปะในสาขานั้น  เป็นผู้สร้างสรรค์และพัฒนาศิลปะในสาขาที่ได้รับการประกาศยกย่อง  เป็นผู้ผดุง ถ่ายทอด เผยแพร่ หรือเป็นต้นแบบศิลปะในสาขาที่ได้รับการประกาศยกย่อง  เป็นผู้มีคุณธรรม ทุ่มเท และเสียสละเพื่องานศิลปะ  และเป็นผู้มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและมนุษยชาติ

เกณฑ์ที่ 2 คุณค่ามาตรฐานผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ  ผลงานต้องสื่อให้เห็นถึงคุณค่าในความดี ความจริง ความงาม อารมณ์ และคุณค่าทางจิตวิญญาณ แสดงออกถึงแนวคิด สร้างพลังความรู้และพัฒนาสติปัญญาแก่มนุษยชาติ ก่อให้เกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ และส่งเสริมจินตนาการ และเป็นผลงานสร้างสรรค์มีเอกลักษณ์ มีทักษะสูงส่ง มีกลวิธีเชิงสร้างสรรค์ ไม่แสดงเจตนาหรือจงใจคัดลอกหรือเลียนแบบผลงานของผู้อื่นทั้งเปิดเผยและแอบแฝง

เกณฑ์ที่ 3 การเผยแพร่และการยอมรับคุณค่าผลงานของศิลปินแห่งชาติ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นศิลปินแห่งชาติ จะต้องมีการเผยแพร่ผลงานและได้รับการยอมรับ คุณค่าในผลงาน ดังนี้ เป็นผลงานที่ได้รับการจัดแสดง ถ่ายทอดหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง มีหลักฐาน อ้างอิง โดยเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงแนวคิด พัฒนาการทางงานศิลปะอย่างเด่นชัด และเป็นผลงานได้รับรางวัล หรือเกียรติคุณระดับภูมิภาค ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ  ซึ่งการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ นี้ จะทำการคัดเลือกใน 3 สาขา ได้แก่

1. สาขาทัศนศิลป์ หมายถึง ศิลปะที่มองเห็นได้ด้วยตา แบ่งเป็น วิจิตรศิลป์ และประยุกต์ศิลป์  วิจิตรศิลป์ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สื่อผสม และภาพถ่าย ส่วนประยุกต์ศิลป์ ได้แก่ สถาปัตยกรรมแบบประเพณีและร่วมสมัย  มัณฑนศิลป์  การออกแบบผังเมือง  การออกแบบอุตสาหกรรม และประณีตศิลป์ เป็นต้น
2. สาขาวรรณศิลป์ หมายถึง บทประพันธ์ที่แต่งอย่างมีศิลปะทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ความรู้สึกสะเทือนใจ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการและกลวิธีเสนอเรื่องที่น่าสนใจ 3. สาขาศิลปะการแสดง หมายถึง ศิลปะที่มีการแสดง ที่เป็นได้ทั้งวิจิตรศิลป์ ประยุกต์ศิลป์ รวมทั้งศิลปะพื้นบ้าน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท  ได้แก่  1.ดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทยและศิลปะการแสดงพื้นบ้าน  2.ดนตรีสากลและนาฏศิลป์สากล  3.ภาพยนตร์และละคร

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มโครงการศิลปินแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2527 มีศิลปินแห่งชาติ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2562 แล้วจำนวน 319 คน และในปี พ.ศ. 2563 จำนวน 12 คน รวมทั้งสิ้น 331 คน  ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว 154 คน โดยยังมีชีวิตอยู่ 165 คน โดยกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2563 ทั้ง 12 คน เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเข็มและโล่เชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะได้จัดงานเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ  อันประกอบด้วย งานเลี้ยงแสดงความยินดี งานนิทรรศการและสื่อเผยแพร่ชีวประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ ผ่านสื่อต่างๆ ต่อไป

สำหรับเยาวชนและประชาชนผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติเพิ่มเติมได้ที่ http://www.culture.go.th หรือ http://www.facebook.com/DCP.culture และ line@วัฒนธรรม

กมธ.ตำรวจ ลงพื้นที่ 3 ร.ร.ตชด.ประจวบฯ-เมืองเพชร มอบสิ่งของเติมเต็มสุขศาลา ผลักดันค่าอาหารเด็กประจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554820

กมธ.ตำรวจ ลงพื้นที่ 3 ร.ร.ตชด.ประจวบฯ-เมืองเพชร มอบสิ่งของเติมเต็มสุขศาลา ผลักดันค่าอาหารเด็กประจำ

กมธ.ตำรวจ ลงพื้นที่ 3 ร.ร.ตชด.ประจวบฯ-เมืองเพชร มอบสิ่งของเติมเต็มสุขศาลา ผลักดันค่าอาหารเด็กประจำ

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.30 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10.00 น. นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พล.ต.ท.วิชิต ปักษา ผบช.ตชด. พล.ต.ต.ณัฐ สิงห์อุดม รอง ผบช.ตชด. พ.ต.อ.ภูมิชาย พันธ์กล้า ผกก.ตชด.14 นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส ประจวบคีรีขันธ์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปยัง ศกร. ตชด. บ้านคีรีล้อม อ. บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร.ร.ตชด.นเรศวรป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ รร.ตชด.บ้านปาเกอะญอ (อินทรีอาสา ศกร) อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังได้มอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา พร้อมมอบแอลกอฮอล์สเปรย์ หน้ากากอนามัย และอาหารกลางวันอีกด้วย อีกทั้งในวันนี้ยังได้รับความร่วมมือจากเกษตรและประมงจังหวัด ในการมอบพันธุ์ปลานิล พันธุ์ปลาดุก เมล็ดพันธุ์ผัก พันธุ์ไม้ ปุ๋ยคอก ท่อน้ำวางระบบ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกด้วย

พล.ต.ท. วิชิต ปักษา ผบช.ตชด. กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมรับฟังการบรรยายสรุปร่วมกับ กมธ.ตำรวจฯ ในวันนี้ ซึ่งจะได้เห็นสภาพและปัญหาที่แท้จริง ซึ่ง ร.ร. ตชด. จะไม่ได้ให้แค่การศึกษาเท่านั้น ครูจะต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชน เพื่อขยายผลสู่ชุมชน อันจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้ ร.ร.ตชด. เป็นศูนย์บริการความรู้สู่ชุมชนต่อไป

นางสาวจิตภัสร์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนฯ ให้เดินทางมาเยี่ยม และรับทราบเกี่ยวกับ การดำเนินงานของศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั้งสามแห่ง ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน งบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ซึ่งที่ผ่านมาในงบประมาณปี 64 ได้อภิปรายในส่วนของค่าตอบแทนผู้ดูแลเด็ก ของ ร.ร.ตชด. ในวุฒิ ป.ตรี จาก 9,000 บาท เพิ่มเป็น 12,000 ต่อเดือน ต่ำกว่าวุฒิ ป.ตรี เพิ่มเป็น 9,000 บาท ซึ่งสภาได้อนุมัติงบ ทำการเบิกจ่ายเป็นที่เรียบร้อย นอกเหนือจากนี้ หลายโรงเรียน ยังขาดในเรื่องอุปกรณ์ปฐมพยาบาล โดยจะนำเสนอรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในเรื่อง “โครงการ สุขศาลา” ซึ่งทุกโรงเรียนจะได้รับอุปกรณ์ปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน ให้ครบทุกโรงเรียน

ในส่วนของค่าอาหารสำหรับนักเรียนประจำ ในวันเสาร์ – อาทิตย์ จะเพิ่มค่าอาหารเป็น 3 มื้อ / 20 บาท และเด็กไม่ประจำ 1 มื้อ / 20 บาท โดยในงบประมาณปี 65 จะผลักดัน งบประมาณให้ เทียบเท่า สพฐ. และจะเพิ่มมื้อเช้าและเที่ยงสำหรับเด็กไม่ประจำอีกด้วย นอกจากนี้ จากการที่ได้มารับฟังปัญหา ของ ร.ร ตชด. ที่ผ่านมา ยังการขาดแคลนรถยนต์ที่สามารถเข้าไปพื้นที่ที่ยากลำบาก การขาดแคลนกำลังพล การบรรจุผู้ดูแลเด็ก สวัสดิการเป็นข้าราชการตำรวจ การบรรจุผู้ดูแลเด็ก เป็นต้น

ปัจจุบัน คณะ กมธ. การตำรวจ สภาผู้แทนฯ จะการทำงานเชิงรุก “ไม่รับฟังปัญหา อย่างเดียว” แต่จะดำเนินการประสานงาน ช่วยเหลือ “ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” และจะพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง คณะ กมธ. การตำรวจ สภาผู้แทนฯ ตระหนักถึงความสำคัญของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการป้องกันประเทศการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยตามแนวชายแดน อีกทั้ง ยังมีภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ภารกิจการ แก้ไขปัญหาการขาดโอกาสของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร หรือพื้นที่ที่มีปัญหาด้านความมั่นคงให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเสมอภาค โดยเฉพาะครูตำรวจตระเวนชายแดน ที่อุทิศตน อุทิศเวลาทำงาน ในการให้ความรู้ อบรม สั่งสอนเด็กและเยาวชน เพื่อที่จะได้เป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองในอนาคต

อัพสกิล ‘ครูพี่เลี้ยง’ กสศ.รู้ทันโซเซียล ใช้สื่อเพื่อสังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554675

อัพสกิล‘ครูพี่เลี้ยง’กสศ.รู้ทันโซเซียล ใช้สื่อเพื่อสังคม

อัพสกิล‘ครูพี่เลี้ยง’กสศ.รู้ทันโซเซียล ใช้สื่อเพื่อสังคม

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 10.52 น.

โครงการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา โดยเครือข่ายเชิงพื้นที่ : ภาคตะวันออก (จังหวัดปราจีนบุรี) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับกลุ่มสหภาพแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี จัดกิจกรรมระดมความคิดเห็นมาตรการคุ้มครองทางสังคมด้านการศึกษาแก่เยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพแบบรายกลุ่ม

ทั้งนี้ อาทิ ช่างแอร์ ช่างยนต์ เบเกอรี่ และขายของออนไลน์เพื่อให้เยาวชนวัยแรงงาน 18 – 25  ปี ได้มีอาชีพเสริมระหว่างทำงานประจำเผื่อไว้เป็นทางเลือกหากได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 หรือ อนาคตความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด (Disruptive Technology) เข้ามาทดแทนแรงงานคนอนาคตอาจต้องถูกออกจากงาน หรือ ปรับเปลี่ยนอาชีพใหม่ พร้อมกับแลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างไรให้เกิดประโยชน์เชิงสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และ การศึกษา เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือระดมพลังความร่วมมือจากกลุ่มสมาชิกของแต่ละสหภาพที่มีอยู่กว่า 5 – 6 พันคน ที่ทำงานอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษาให้ได้เข้ามามีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิต

สำหรับแนวทางการสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพแก่เยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษาของโครงการฯ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1. “ทุนหมุนเวียน” ในการตั้งต้นการประกอบอาชีพเสริม 2. “จัดซื้ออุปกรณ์ประกอบอาชีพ” ตามความต้องการ และ 3. “จัดกิจกรรม” เป็นการให้ความรู้ประกอบการฝึกปฏิบัติจริง พร้อมกับสอดแทรกข้อคิดด้านทักษะชีวิตด้วยการนำบุคคลตัวอย่างมาบอกเล่าความสำเร็จจากการประกอบอาชีพเสริมว่าเกิดประโยชน์และเป็นผลดีอย่างไร จนสามารถประคับประคองชีวิตท่ามกลางเศรษฐกิจอันเปราะบางจากวิกฤตโควิด-19 หรือ การเปลี่ยนผ่านการใช้แรงงานคนไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ หุ่นยนต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

โครงการฯ ได้กำหนดตารางการจัดฝึกอบรม ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ ไว้ดังนี้ ในวันที่ 7 มี.ค. 2564 ฝึกอบรมช่างแอร์ และ เบเกอรี่ โดยจะเชิญวิทยากรที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากโรงงานไฮเออร์และฮิตาชิผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตั้งแต่การผลิตแอร์จากโรงงาน ขั้นตอนการติดตั้ง การล้างแอร์ และ การซ่อมแอร์ นอกจากนี้ได้เชิญพนักงานโรงงานที่ประสบผลสำเร็จจากการทำธุรกิจขนมหรือของว่างมาเจาะลึกถึงเคล็ดลับการเริ่มต้นธุรกิจ การบริหารจัดการต้นทุน พร้อมกับแนะนำวิธีพิชิตปัญหาอุปสรรคการตลาดและการหาลูกค้า เป็นต้น จากนั้นในวันที่ 14 มี.ค. 2564 ฝึกอบรมช่างยนต์และขายของออนไลน์ โดยเชิญวิทยากรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี มาให้ความรู้และเทคนิคการเปิดหน้าร้านหรือให้บริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างไรให้ปัง อาทิ เสื้อผ้ามือหนึ่งหรือเสื้อผ้ามือสอง เครื่องสำอาง หรือ สินค้าจิปาถะต่าง ๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวในการหารายได้เสริม

นายพิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการสำนักข่าว IGreen กล่าวถึงแนวทางการใช้สื่อให้เข้มแข็งและทรงพลังเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการแรงงานจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย และ เนื้อหาสาระที่จะสื่อสารออกไปประเด็นต้องมีความชัดเจน เพื่อนำมากำหนดขอบเขตการนำเสนอ เนื้อหา ภาพ คลิปวีดีโอ การ์ตูน อินโฟกราฟฟิค หรือแพลตฟอร์มได้ตรงตามความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น IGreen เป็นพื้นที่แบ่งปันข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นประชาชนทั่วไปที่สนใจข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อม คือ กลุ่มเป้าหมายที่มีคาดหวังต้องการติดตาม ข่าว บทความ สกู๊ปพิเศษ หรือ บทสัมภาษณ์พิเศษจากแพลตฟอร์ม IGreen อย่างต่อเนื่อง ความน่าเชื่อถือของเนื้อหาสาระกับทีมงานผู้ผลิตจำเป็นต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความถี่ของการโพสต์ต้องมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะประชาชนที่ติดตามมีความคาดหวังสูงต่อ IGreen ในฐานะเพจที่เป็นพื้นที่แบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ 

สำหรับเทคนิคการสร้างความน่าสนใจต่อเพจหรือแพลตฟอร์มทั้งในรูปแบบ “กลุ่มปิด” หรือ “กลุ่มเปิด” อันดับแรก คือ   “การสร้างภาพจำ” ด้วยการใช้ โลโก้ ตัวหนังสือ (Front) ภาพประกอบ โทนสี หรือ การใช้เทคนิคกราฟฟิคต่าง ๆ ต้องมีความเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เช่น เขียนข้อความสั้นกระชับทับลงบนภาพโดยไม่จำเป็นต้องใส่เนื้อหาที่ยืดยาวใต้ภาพประกอบจำนวนมาก ๆ แต่สามารถดึงดูดความน่าสนใจจากผู้อ่านได้ดี หรือ เปลี่ยนการใช้ Front และ โทนสี บนภาพอยู่เสมอเพื่อบ่งบอกถึงความทันสมัยไม่จำเจ

ต่อมา คือ “ความถี่ของการโพสต์” กิจกรรม เนื้อหาหรือภาพต่าง ๆ ที่ต้องการสื่อสารต่อกลุ่มเป้าหมาย จำเป็นต้องใช้กำลังคนในการผลิต ซึ่งอาจจะแบ่งการทำงานในแต่ละคนรับผิดชอบประเด็นใดมานำเสนอในแต่ละวัน นอกจากนี้ “ความเชื่อมโยง” ในประเด็นที่ต้องการนำเสนอที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการสื่อสารต่อกลุ่มเป้าหมายสามารถนำมาเสนอบนเพจของตัวเองได้ อาทิ ข้อเรียกร้อง สิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน  ชีวิตของผู้ใช้แรงงาน กิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ หรือ อาชีพเสริมของผู้ใช้แรงงาน สามารถนำมาเสนอบนแพลตฟอร์มซึ่งมีผู้ติดตามอยู่เป็นจำนวนมากให้กลายเป็นตลาดออนไลน์สำหรับผู้ใช้แรงงานกลายเป็นช่องทางใหม่ในการหารายได้ ทั้งหมดเพื่อสร้างความเคลื่อนไหวของเพจโดยต้องไม่เป็นเนื้อหาที่กระทบต่อกฎหมายหรือเป็นการสื่อสารเชิงลบต่อองค์กร

‘MALLO’ แอปฯมหัศจรรย์เพื่อการเรียนภาษา ตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ โหลดแอปฯฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554529

‘MALLO’แอปฯมหัศจรรย์เพื่อการเรียนภาษา  ตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ โหลดแอปฯฟรี

‘MALLO’แอปฯมหัศจรรย์เพื่อการเรียนภาษา ตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ โหลดแอปฯฟรี

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรพิมล ศุขะวาที ภาควิชาหลักสูตรและการสอน สาขาการสอนภาษาต่างประเทศ และรองศาสตราจารย์ ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชั่น MALLO (Mobile Assisted Language Learning Open Resources) เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ โดย MALLO เป็นแอปพลิเคชั่นพอร์ทัล จะเปรียบเสมือนประตูเปิดสู่แหล่งเรียนรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนและผู้เรียนสามารถเลือกแอปฯ มาบรรจุในรายการโปรดของตนจาก CEFR (CommonEuropean Framework of Reference for Languages) ซึ่งเป็นแหล่งรวมแอปฯ มาตรฐานการวัดระดับความสามารถทางด้านภาษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรพิมล ศุขะวาที กล่าวว่า MALLO จะเป็นตัวเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้แก่ผู้เรียนโดยใช้หลักการของเกม และการให้รางวัล ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกเหมือนได้เล่นเกมทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน คำศัพท์ และไวยากรณ์จากแหล่งการเรียนรู้แบบเปิด (Open Resources) เป้าหมายสำคัญคือการสะสมความสำเร็จในแฟ้มงาน(E-Portfolio) โดยจะต้องผ่าน 4 สถานะ จากไข่ไปสู่ตัวหนอน ดักแด้ และผีเสื้อในที่สุด ผู้เรียนจะได้รับรางวัลเป็นเหรียญบรอนซ์ เหรียญเงินและทอง ซึ่งถ้าอยากจะแชร์ความสำเร็จของตนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ก็ทำได้ นอกจากนี้ MALLO ยังจัดอันดับผลงานของเราใน Hall of Fame ซึ่งอัพเดททุกสัปดาห์ด้วย

เทคโนโลยีวันนี้เปลี่ยนเร็ว การเรียนด้วยตนเองจึงสำคัญ ระยะเวลาเรียน 50 นาที ถึง 3 ชั่วโมงที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยย่อมไม่พอ ขณะที่ผู้เรียนแต่ละคนก็มีพื้นฐานหรือศักยภาพการเรียนรู้ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสนับสนุนให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะด้านภาษาได้ด้วยตนเองดังเช่น MALLO แอปฯ ภาษาอังกฤษเรียนสนุก เรียนได้ทุกที่ทุกเวลาผู้สนใจสามารถค้นหาและดาวน์โหลดแอปฯ MALLO ได้แล้ว ใช้ได้ทั้งระบบ Android และ iOS

มมส เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างงานอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554530

มมส เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมฯ  ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างงานอย่างยั่งยืน

มมส เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างงานอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีรัตน์ วงษ์ซิ้มประธาน “โครงการหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (SocialInnovation Driving Unit) หรือ SID-ESAN”เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน การสร้างรายได้ การยกระดับการแข่งขันของสินค้าชุมชนเข้าสู่ระดับสากล ให้เกิดการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน จึงได้จัดโครงการนี้ขึ้นโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบนวัตกรรมสังคม ที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง 12 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม นครพนม บึงกาฬ มุกดาหาร เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี สร้างนวัตกรรมด้านสังคมผ่านการบ่มเพาะ และให้คำปรึกษา ภายใต้ระบบพี่เลี้ยง เพื่อไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและชุมชน ด้วยการนำนวัตกรรมไปแก้ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบหรือโครงการนำร่องเป็นผลงานนวัตกรรมเพื่อสังคมที่สร้างผลกระทบเชิงสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมในกลุ่มจังหวัดภายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ตลอดจนสร้างหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม และเครือข่ายนวัตกรรมเพื่อสังคมให้สามารถทำงานเชิงบูรณาการ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม
ที่เอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรมอย่างยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม 

“โครงการหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางเพราะจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา และการเข้าถึงบริการและสวัสดิการของรัฐ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เสมอภาค ในการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการแก้ปัญหาสังคมนั้น อาจจะเป็นกระบวนการ เครื่องมือ การดำเนินงาน หรือสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้สังคมดีขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการของสังคม โดยไม่จำกัดขอบเขตหรือความหมายในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม พัฒนาการเรียนรู้และเสริมสร้างความเข้มแข็งก่อให้เกิดผลดีต่อชุมชน ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามศักยภาพ

Dow หนุนคอร์สเรียนเสริมเคมีออนไลน์ฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554524

Dow หนุนคอร์สเรียนเสริมเคมีออนไลน์ฟรี

Dow หนุนคอร์สเรียนเสริมเคมีออนไลน์ฟรี

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท ดาว (Dow) ผู้นำด้านแมททีเรียลส์ ไซแอนซ์ ระดับโลกร่วมสนับสนุน Open Learning Initiative (OLI) มหาวิทยาลัยCarnegie Mellon (CMU) ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดคอร์สเรียนเสริมวิชาเคมีแบบออนไลน์ให้คุณครูและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและมหาวิทยาลัยสามารถเรียนเพิ่มเติมได้ฟรีผ่านเว็บไซต์โดยมีเนื้อหาการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษประกอบด้วย ห้องทดลองออนไลน์ การทดลองแบบเสมือนจริง และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องต่างๆ อธิบายควบคู่ไปกับการสาธิตเพื่อให้เข้าใจและจดจำได้ง่าย พร้อมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษไปในตัวเพื่อการต่อยอดในอนาคต ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเรียนเสริมวิชาเคมีออนไลน์ได้ฟรีที่ https://oli.cmu.edu/courses/general-chemistry-1-open-free/  (คอร์ส 1 :สมัครสร้าง account ใหม่ฟรีในการเข้าใช้งานครั้งแรก จากนั้น sign in เข้าเรียนได้ฟรี)และ https://oli.cmu.edu/courses/general-chemistry-2-open-free/ (คอร์ส 2-ควรเรียนจบคอร์ส 1 ก่อน)

มรภ.สงขลา ประชุมระดับชาติด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย 4 สาขา ผลักดันสู่ความเป็นสากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554528

มรภ.สงขลา ประชุมระดับชาติด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น  เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย 4 สาขา ผลักดันสู่ความเป็นสากล

มรภ.สงขลา ประชุมระดับชาติด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย 4 สาขา ผลักดันสู่ความเป็นสากล

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา เปิดการประชุมวิชาการระดับชาติด้านศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น ครั้งที่ 1  จัดโดยสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา เพื่อ เป็นการร่วมผลักดันงานวิจัยและวิชาการในระดับสากลผ่านระบบการประชุมแบบออนไลน์ (Zoom Application) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน รักษา และเผยแพร่ผลงานด้านวิชาการและผลงานสร้างสรรค์ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีคุณภาพ ให้เป็นเวทีส่งเสริมอาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิชาการ และยังเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดด้านวัฒนธรรมและศิลปะ เป็นสื่อเชื่อมโยงบุคลากรในวิชาชีพศิลปกรรม โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากผลงาน 4 สาขา ประกอบด้วย สาขาภาษาและวรรณกรรม สาขาวัฒนธรรมในลักษณะอื่นๆ สาขาศิลปะ
งานช่าง และการออกแบบ สาขานาฏ-ดุริยศิลป์และงานสร้างสรรค์ รวม 48 บทความจากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมนำเสนอผลงานในครั้งนี้อย่างคับคั่ง ทั่งนี้ บทความที่ได้รับประเมินในระดับสูงจากผู้ทรงคุณวุฒิ จะได้รับการตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในวารสารสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา ต่อไป