อเมริกา/อังกฤษ ตกกระป๋อง นร.ไทยหนีเสี่ยงโควิด นิวซีแลนด์และแคนาดา มาแรงได้รับความนิยมมากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554526

อเมริกา/อังกฤษ ตกกระป๋อง นร.ไทยหนีเสี่ยงโควิด  นิวซีแลนด์และแคนาดา มาแรงได้รับความนิยมมากขึ้น

อเมริกา/อังกฤษ ตกกระป๋อง นร.ไทยหนีเสี่ยงโควิด นิวซีแลนด์และแคนาดา มาแรงได้รับความนิยมมากขึ้น

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากข้อมูลของ International Education Solutions (IES) สถาบันผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาต่อต่างประเทศเผยว่านักเรียนไทยที่วางแผนศึกษาต่อต่างประเทศในปี 2564 นี้ตัดสินใจเลือกเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยและโรงเรียนในต่างประเทศที่มีความปลอดภัยด้านการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดมากกว่าอย่างนิวซีแลนด์และแคนาดาแทนประเทศยอดฮิตอย่างสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านการอนุมัติวีซ่านักเรียนของสหรัฐอเมริกาและสถาบันที่รองรับนักศึกษาต่างชาติของประเทศอังกฤษร่วมกับปัจจัยด้านการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดส่งผลให้นักเรียนต้องปรับแผนในการเลือกประเทศที่จะเดินไปศึกษาต่อ

ในแต่ละปีมีนักเรียนไทยกว่า 15,000 คน เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดย 80% เลือกเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร ซึ่งสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก โดย Higher Education Policy Institute ของประเทศอังกฤษ ประเมินรายได้ดังกล่าวไว้ที่ 2 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาคาดว่าจำนวนเงินดังกล่าวสูงถึง 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันส่งผลให้นักเรียนหลายคนตัดสินใจเลื่อนกำหนดการเดินทางศึกษาต่อไปจนถึงปีหน้า ซึ่งจะสามารถทำได้กรณีที่มหาวิทยาลัยยินยอมเก็บโควตาที่นั่งเรียนไว้ให้หรือคืนเงินที่ได้ชำระไว้แล้ว ซึ่งทางมหา’ลัยเองก็ไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก เนื่องจากไม่ต้องการสูญเสียรายได้จำนวนมากในปีการศึกษานี้

สอวช.ไขคำตอบ BCG Economy Model สำคัญอย่างไร ทำไมเป็นวาระแห่งชาติ.? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554626

สอวช.ไขคำตอบ BCG Economy Model สำคัญอย่างไร ทำไมเป็นวาระแห่งชาติ.?

สอวช.ไขคำตอบ BCG Economy Model สำคัญอย่างไร ทำไมเป็นวาระแห่งชาติ.?

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 20.26 น.

สอวช.ไขคำตอบ BCG Economy Model สำคัญอย่างไร ทำไมเป็นวาระแห่งชาติ.?

22 กุมภาพันธ์ 2564 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยถึงความสำคัญของ BCG Economy Model ที่นำไปสู่การประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในรูปแบบเดิม มีข้อสังเกตด้านปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนคือ ประเทศไทยเน้นการพัฒนาโดยใช้ข้อได้เปรียบด้านทรัพยากร และแรงงานราคาถูก เพื่อผลิตสินค้าที่มีราคาไม่แพง แต่การพัฒนาในภาพรวมยังต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป อีกทั้งการกระจายรายได้ กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะ มีศักยภาพในการผลิตสูง เห็นได้จากกลุ่มผู้ส่งออก ที่ยังเป็นบริษัทรายใหญ่ หรือบริษัทต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ประเทศไทยต้องพิจารณาในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ที่ต้องอาศัยการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังคงติดอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางมาเป็นเวลาหลายปี โดยมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 8,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปี หากต้องการขยับขึ้นข้ามเส้นแบ่งของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขึ้นสู่ประเทศรายได้สูง จะต้องมีรายได้อยู่ที่ 12,500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปี การผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด จึงต้องอาศัยการนำกลไกขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ๆ มาใช้ รวมไปถึง BCG Economy Model ที่จะเข้ามาช่วยให้เกิดการสร้างรายได้ให้ประเทศ และกระจายรายได้เข้าสู่กลุ่มคนจำนวนมาก

BCG Economy Model แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

– B ย่อมาจาก Bio Economy เป็นการสร้างการเติบโตโดยอาศัยฐานทรัพยากรของชาติด้านชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การท่องเที่ยว ครอบคลุมไปถึงการใช้วัฒนธรรมเป็นฐาน หรือวัฒนธรรมสร้างชีวิต

– C ย่อมาจาก Circular Economy เป็นความพยายามในการยืดอายุการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้ยาวนานที่สุด ซึ่งทำได้หลากหลายวิธี เช่น การรีไซเคิล, หรือการ sharing ใช้ยานพาหนะ ใช้รถยนต์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

– G ย่อมากจาก Green Economy เป็นการพัฒนาที่ดูความสมดุลระหว่างการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ กิจกรรมทางด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การผลิต หรือการบริการ ที่สมดุลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับการพัฒนาจะมองเป็น 2 ส่วน คือยอดและฐานของพีระมิด ส่วนที่เป็นยอดพีระมิดเป็นกลุ่มคนที่จะใช้ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนาด้านการผลิตอย่างเข้มข้น ซึ่งมีคนทำได้ในจำนวนน้อย เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทอาหารเชิงฟังก์ชั่น หรือ functional food เป็นอาหารที่กินเพื่อให้สุขภาพดี โดยผลิตให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ต้องเลี่ยงอาหารน้ำตาลสูง, นักกีฬา ต้องการโปรตีน ทำให้สินค้าเหล่านี้สามารถนำไปขายได้ในราคาสูงขึ้น

ส่วนฐานของพีระมิด ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก จะใช้เทคโนโลยี หรือความรู้ในระดับที่ไม่สูงนัก แต่ต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้เป็นฐานสนับสนุนการผลิต เช่น การปลูกมะม่วง มีการนำเอาความรู้เข้าเรื่องธาตุอาหารในดิน การดูแลเรื่องความชื้น หรือการทำแพคเกจห่อหุ้มผลมะม่วงเพื่อรักษาผิวระหว่างออกผลเข้าไปช่วย ซึ่งมีราคาไม่สูง เกษตรกรสามารถจับต้องได้ จะช่วยทำให้สามารถขายสินค้าส่งออกได้ในราคาสูงและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร

หากสามารถดำเนินการตามแนวทางของ BCG Economy Model ได้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถ้านำแนวคิดเรื่อง BCG มาใช้ จะทำให้คนตกงาน เริ่มหันกลับมาสนใจการทำงานในภาคการเกษตร ช่วยลดภาวะการว่างงาน และทำให้เกิดความก้าวหน้าด้านเกษตรอาหารของประเทศ

ด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารในระดับที่ดี ในแง่ของการผลิต ไทยผลิตอาหารได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลิตอาหารประเภทส่วนเกิน คือ กลุ่มอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้ง น้ำตาล ในจำนวนมาก ขณะที่อาหารประเภทโปรตีน กลับผลิตได้ไม่เพียงพอ จึงต้องพยายามปรับให้การผลิตอาหารประเภทส่วนเกินมาเป็นโปรตีน เพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศ ด้วยการนำแนวทาง BCG เข้าไปช่วย และทำให้กลุ่มคนทุกระดับ ได้รับสารอาหาร และสามารถเข้าถึงอาหารได้ จะเกิดความมั่นคงทางด้านอาหารได้ในที่สุด

ด้านพลังงาน ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาแก๊สธรรมชาติเยอะมาก โดยการผลิตไฟฟ้ามีการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึง 60% และมีแนวโน้มว่าจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากในอนาคต BCG จะเข้ามาช่วยให้ไทยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน จากเดิมร้อยละ 16.5 ในปี 2562 เพิ่มเป็นร้อยละ 20

ด้านสุขภาพ ในแต่ละปีประเทศไทยนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มยา และเวชภัณฑ์ ในปัจจุบันทางด้านการวิจัยและนวัตกรรมกำลังศึกษาเรื่องการผลิตยา เช่น ยารักษาโรคสะเก็ดเงิน ยาเพิ่มเม็ดเลือดแดง ยารักษาโรคมะเร็ง เพื่อลดการนำเข้ายาในอนาคต เช่นเดียวกับวัคซีนที่อยู่ในขั้นการทดลอง เพื่อนำมาใช้จริง

ด้านความยั่งยืน เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ คาดหวังว่าเมื่อทำ BCG ได้แล้ว จะสามารถลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติลงไป อีกทั้งยังสามารถลดมลพิษ เช่น PM 2.5 ขยะ น้ำเสีย การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดูแลสัตว์สูญพันธุ์

ด้านการท่องเที่ยว ในรูปแบบเดิมอาจทำให้ธรรมชาติสึกหรอ แต่เมื่อมีการวางแผนการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติ จะทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวเกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เมื่อมองในภาพใหญ่ของประเทศ BCG เป็นส่วนแบ่งของ GDP ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท หากดำเนินการตามแผนที่วางไว้ได้ คาดว่าภายใน 5 ปี จะสามารถเพิ่มจำนวนส่วนแบ่ง GDP เป็น 4.4 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นปีละ 2 แสนล้านบาท และเพิ่มอัตราการจ้างงานจากเดิม 16.5 ล้านคน เป็น 20 ล้านคน เมื่อเกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก จะเกิดการกระจายรายได้สู่ภาคประชาชน และกลุ่มคนฐานะปานกลาง ไปจนถึงฐานะยากจนได้มากขึ้น นำไปสู่การสร้างความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในระยะยาว

‘สอศ.’ จับมือ ‘นิปปอนเพนต์’ พัฒนาบุคลากรด้านช่างสีรถยนต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554589

'สอศ.' จับมือ 'นิปปอนเพนต์' พัฒนาบุคลากรด้านช่างสีรถยนต์

‘สอศ.’ จับมือ ‘นิปปอนเพนต์’ พัฒนาบุคลากรด้านช่างสีรถยนต์

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 18.36 น.

22 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ห้องประชุม 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ร่วมกับ บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีพ่นรถยนต์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้างช่างสีรถยนต์และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีหน้าที่ในการจัดอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในด้านวิชาชีพระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี รวมทั้งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการอาชีวศึกษาของประเทศไทย ในการส่งเสริม สนับสนุนการผลิต และพัฒนาบุคลากรด้านช่างสีรถยนต์ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง โดยประสานความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคี การพัฒนาครูในสาขาช่างสีรถยนต์ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งการสนับสนุนการผลิต และพัฒนาบุคลากรด้านช่างสีรถยนต์ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงจากการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา เพราะจะได้เรียนรู้จากวัสดุอุปกรณ์จริงๆ เป็นเทคโนโลยีแบบทันสมัย มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้ความรู้ ทำให้มีความพร้อมในการออกไปประกอบอาชีพแบบมืออาชีพจริงๆ ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ มีระยะเวลา 3 ปี 

ด้านนายนพดล ศรีสินรุ่งเรือง ผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจสีพ่นซ่อมรถยนต์ บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน บริษัท ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีพ่นรถยนต์ มีความพร้อมที่จะสร้างและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และมีทักษะวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนการผลิตบุคลากรด้านช่างสีรถยนต์และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ โดยบริษัทจะสนับสนุนการพัฒนาด้านวิชาการ สื่อการสอน และการบริการสังคม การร่วมกันพัฒนาบุคลากร และจัดทำหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งออกใบรับรองการฝึกอาชีพให้กับนักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

‘ครูตั้น’ เล็งปรับหลักสูตรประวัติศาสตร์ไทยให้น่าภูมิใจ หวังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554588

'ครูตั้น'เล็งปรับหลักสูตรประวัติศาสตร์ไทยให้น่าภูมิใจ หวังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

‘ครูตั้น’เล็งปรับหลักสูตรประวัติศาสตร์ไทยให้น่าภูมิใจ หวังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 18.31 น.

‘ครูตั้น’ เล็งปรับหลักสูตรประวัติศาสตร์ให้น่าสนใจภูมิใจแก่ผู้เรียน เชื่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่น -ภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถพัฒนาผู้เรียนสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าในท้องถิ่นตนเองเพื่อดึงคนไปท่องเที่ยว

22 กุมภาพันธ์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปรับหลักสูตรการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพราะตนมองว่าการเสนอและการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทยต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ โดยจะต้องนำเสนอให้มีความน่าสนใจและทำให้ผู้เรียนซึมซับความภูมิใจในความเป็นไทย การปรับหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์จะผสมผสานกับแผนบูรณาการการศึกษา ที่ศธ.ได้ทำเตรียมเอาไว้ 

โดยให้โรงเรียนคุณภาพชุมชน นำความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเข้ามาให้ความรู้กับผู้เรียน แม้จะเป็นเสี้ยวหนึ่งของการบูรณาการการศึกษา แต่ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะในอนาคตเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น จะสามารถทำให้ผู้เรียนพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าในท้องถิ่นของตนได้ ดังนั้น ศธ.จะต้องวางรากฐานเรื่องเหล่านี้ให้มีความเข้มแข็งไว้ตั้งแต่วันนี้

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ จะทำงานร่วมกับฝ่ายวิชาการของ สพฐ. และคณะทำงานปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ตั้งขึ้นมาจะได้หารือร่วมกันว่าจะมีวิธีการปรับหลักสูตรการเรียนประวิตศาสตร์นี้อย่างไร และสามารถ ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้อย่างไร ส่วนครูจะต้องพัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละจังหวัดด้วย และถ้า ศธ.สามารถบูรณาการจัดระบบองค์ความรู้ของแต่ละจังหวัดได้ จะช่วยให้ครูเข้าใจประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นได้  ส่วนวิธีการนำเสนอและวิธีการสอนประวัติศาสตร์ ตนเชื่อว่าครูสามารถปรับเปลี่ยนการสอนให้น่าสนใจได้อยู่แล้ว

“ผมอยากให้เด็กได้ซึมซับประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์มีเสน่ห์หลายอย่าง ไม่ใช่การสู้รบเพียงอย่างเดียว และต่อไปประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ ศธ.จะต้องโปรโมทอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ให้เหมือนกับที่เราไปเที่ยวประเทศอื่น ก็เพราะมีประวัติศาสตร์น่าสนใจ วันนี้ก็มีการเรียนประวัติศาสตร์อยู่ แต่อาจจะยังเข้มข้น และไม่มีแรงจูงใจทำให้คนมาเที่ยวได้มากพอ แต่หากเราสามารถยกระดับความสวยงามของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นทั่วประเทศได้อย่างแท้จริงผ่านกระบวนการการศึกษาได้ ในอนาคตก็น่าจะสามารถต่อยอดช่วยประเทศได้เป็นอย่างดี” นายณัฏฐพล กล่าว
 

พร้อมทุกด้าน! ‘อว.-สธ.’ ระดมนักวิชาการชั้นนำ ติดตามความปลอดภัยวัคซีนโควิดตั้งแต่ล็อตแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554520

พร้อมทุกด้าน! 'อว.-สธ.'ระดมนักวิชาการชั้นนำ ติดตามความปลอดภัยวัคซีนโควิดตั้งแต่ล็อตแรก

พร้อมทุกด้าน! ‘อว.-สธ.’ระดมนักวิชาการชั้นนำ ติดตามความปลอดภัยวัคซีนโควิดตั้งแต่ล็อตแรก

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 15.16 น.

อว.–สธ. ย้ำ “ไทยพร้อมทุกด้าน ระดมนักวิชาการชั้นนำติดตามความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่ลอตแรก”

22 กุมภาพันธ์ 2564 ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนักวิชาการชั้นนำของประเทศ แถลงเกี่ยวกับการบริหารจัดการและให้วัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทยอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเชื่อมั่นและลดความกังวลแก่ประชาชน พร้อมระบุเมื่อเริ่มใช้วัคซีนในปลายเดือน ก.พ. นี้ ได้จัดระบบในการติดตามและศึกษาวิจัยให้แน่ใจว่าประชาชนมีความปลอดภัยและได้รับประโยชน์จากวัคซีน และย้ำว่า “ไทยพร้อมทุกด้านที่จะใช้วัคซีนโดยมีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย”

ศาสตราจารย์ ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า เมื่อวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ลอตแรกเข้ามาในประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนด้านวิชาการและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในเรื่องวัคซีนโควิด-19 ในประเทศ โดยร่วมกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนแผนงานวัคซีนแบบครบวงจรในทุกมิติ ที่ช่วยสนับสนุนกลไกในการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง อว. จะให้การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสู้ภัยโควิด-19 นี้ไปอย่างต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือโดยนักวิชาการชั้นนำของประเทศในการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งตอบคำถามของสังคมตามหลักวิชาการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความกังวลให้กับประชาชนในการใช้วัคซีนต่อไป

“มีข่าวดีว่าผลการใช้วัคซีนโควิดออกมาได้ผลดี และประเทศไทยมาถูกทางแล้วในเรื่องนโยบายรวมทั้งการบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับวัคซีน รวมทั้งเมื่อเริ่มใช้วัคซีนในปลายเดือน ก.พ. นี้ เราจะมีระบบในการติดตาม เก็บข้อมูลและประมวลผลจากการใช้วัคซีนให้แน่ใจว่าประชาชนมีความปลอดภัยและได้รับประโยชน์จากวัคซีน ซึ่งทาง อว. โดย วช. จะสนับสนุนชุดโครงการวิจัยขนาดใหญ่โดยมีนักวิชาการชั้นนำของประเทศจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมมือกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อประมวลผลของการใช้วัคซีนในทุกมิติ ได้แก่ การติดตามความปลอดภัยของวัคซีนทั้งระยะสั้นและระยะยาว, การศึกษาประสิทธิภาพ ว่ามีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นหรือไม่และนานแค่ไหนในประชากรกลุ่มต่างๆ, การติดตามประสิทธิผล โดยวิเคราะห์ว่าสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการตายได้หรือไม่, การติดตามการกลายพันธุ์และเฝ้าระวังว่ามีสายพันธุ์แปลกๆ ที่ไม่ได้ผลหรือไม่ และการจัดระบบการบริหารจัดการวัคซีนและผลที่เกิดขึ้นเพื่อผ่อนปรนมาตรการ เช่น การใช้วัคซีนพาสปอร์ต การปรับระยะเวลากักกันหรือกักตัว การดูแลการเดินทางระหว่างประเทศ เป็นต้น” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล กล่าว 

ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สธ. มีบทบาทสำคัญในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตั้งแต่เริ่มระบาดในระยะแรกจนถึงปัจจุบันที่เกิดการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ดี แม้ระลอกใหม่จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากแต่ก็สามารถควบคุมได้ในระยะเวลาอันสั้น และสิ่งที่จะดำเนินการต่อไปคือเรื่องการใช้วัคซีนโควิด-19 ซึ่งในช่วงแรกต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่ามีคุณภาพและความปลอดภัย โดยเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขคือต้องการใช้วัคซีนเพื่อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันในระดับประเทศ โดยไทยได้เตรียมการเพื่อให้ได้รับวัคซีนอย่างครอบคลุมโดยเร็วที่สุด โดยมีการจองวัคซีนโควิด-19 แล้วถึง 63 ล้านโดส กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อฉีดให้ครบทั้ง 63 ล้านโดสภายในปีนี้ เพราะหากไม่เกิดภูมิคุ้มกันระดับประเทศ เราก็เปิดประเทศไม่ได้ และเมื่อมีภูมิคุ้มกันระดับประเทศก็สามารถทำให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ 

ทั้งนี้ สธ. ได้วางแผนการฉีดวัคซีนตั้งแต่ปี 2563 และมีเป้าหมายสำคัญ คือ

1. ลดอัตราการป่วยและเสียชีวิต ซึ่งวัคซีนของแอสตราเซเนกาและซิโนแวค ได้ผ่านการพิสูจน์เรียบร้อยแล้ว

2. เพื่อปกป้องระบบสุขภาพของประเทศ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ จัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงจากการทำงาน จึงต้องฉีดเพื่อป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย

3. เพื่อให้คนไทยกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูการท่องเที่ยวของประเทศไทย

และที่สำคัญต้องฉีดให้ครอบคลุมคนไทยมากที่สุด เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศและจะไม่เกิดการระบาดของโรคต่อไป โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 3 ระยะ คือ ระยะแรก ที่มีวัคซีนปริมาณจำกัด เมื่อผ่านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ อย. แล้วจะฉีดให้คนไทยกลุ่มเสี่ยงทันที โดยในระยะนี้จะฉีดในช่วงกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2564 ระยะที่ 2 เมื่อมีวัคซีนมากขึ้น และระยะที่ 3 เมื่อมีวัคซีนอย่างกว้างขวาง เริ่มตั้งแต่ มิถุนายนเป็นต้นไป และจะเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้ได้เร็วและครอบคลุมมากที่สุด 

“กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดตั้งคณะทำงานด้านวิชาการขึ้นมาเนื่องจากวัคซีนนี้เป็นของใหม่ ยังต้องมีความรู้ จำเป็นต้องมีคณะทำงานเพื่อศึกษาและติดตามให้เกิดการใช้วัคซีนอย่างเหมาะสมกับการรับวัคซีนโควิด-19 ที่ระยะแรกมีอย่างจำกัด และการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมในระยะต่อไป ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ในฐานะประธานคณะทำงานด้านวิชาการจึงได้จัดทำแผนงานวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการโครงการวิจัยวัคซีนและประเมินประสิทธิผลเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย” เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่จำเป็นในการตัดสินใจเชิงนโยบายและบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ให้มีประสิทธิภาพต่อไป โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการของมหาวิทยาลัยและของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ และต้องขอบคุณกระทรวง อว. ที่ทำงานหนักร่วมกันมาโดยตลอด” นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต กล่าว 

ในส่วน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่าในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้วัคซีนโควิด-19 ลอตแรกจากประเทศจีน ได้แก่ ซิโนแวคจำนวน 2 แสนโดสจะมาถึงประเทศไทย วช. ในฐานะศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์และการวิจัยและพัฒนา ของ ศบค. โดย อว. และ สธ. เห็นร่วมกันว่าควรมีการสนับสนุนและเร่งศึกษาเพื่อติดตามและประมวลผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและผลข้างเคียงของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ยังต้องการข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศ  การศึกษาวิจัยให้ได้ข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้อง แม่นยำและเชื่อถือได้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัคซีนจึงมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการดำเนินการบริหารการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนไทย โดยให้ความสำคัญกับระยะเวลาที่มีการให้วัคซีนเร่งด่วน รวมถึงการติดตามผลลัพธ์และผลกระทบไปข้างหน้า 

ทั้งนี้ วช. ภายใต้ อว. โดยคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้พิจารณาความสำคัญ และสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นที่สำคัญทุกมิติ โดยมี นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้บริหารแผนงานดังกล่าวใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ด้านนโยบาย และระบบสุขภาพ

2. ด้านประสิทธิผล และภูมิคุ้มกัน

3. ด้านการบริหารแผนงานให้วัคซีน

4. ด้านการประกัน ควบคุมคุณภาพ และความปลอดภัย

5. ด้านการสื่อสาร

6. ด้านการติดตามการกลายพันธุ์

ข้อมูลจากการศึกษาอย่างเป็นระบบที่ได้นี้ จะช่วยยืนยันถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยของวัคซีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายและบริหารจัดการวัคซีนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิผลและปลอดภัย ทำให้ทั้งประเทศลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเสียชีวิตจากโควิด-19 และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเต็มกำลัง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง แจกแจงเพิ่มเติมว่าแผนงานวิจัยดังกล่าวมีนักวิจัยที่เชี่ยวชาญเป็นผู้วิจัย ภายใต้แผนงานจากหลากหลายสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งในวันนี้มีโครงการมาแสดงตัวอย่างเช่น
1.  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ในประเด็นความปลอดภัย และผลกระตุ้นภูมิต้านทานของวัคซีนโควิด-19 ในประชากรผู้ใหญ่ พร้อมทั้งการจำแนกสายพันธุ์ย่อยของไวรัสและการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ

2. กรมการแพทย์ โดย รอ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ในประเด็นการประเมินอัตราการแพร่เชื้อไวรัสในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ และมีอาการไม่รุนแรง

3. กรมการแพทย์ โดย นพ.เมธา อภิวัฒนากุล ในประเด็นอุบัติการณ์ของภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะทางระบบประสาทจากการฉีดวัคซีนโควิด-19

4. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รศ.พญ.ณสิกาญจน์ อังคเศกวินัย ในประเด็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ในบุคลากรทางการแพทย์

5. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ผศ.นพ.จักรพงษ์ บรูมินเหนทร์ ในประเด็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อไวรัสหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่นกรณีโรคไตเรื้อรังและผู้ป่วยปลูกถ่ายไต

6. โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ โดย ภญ.เบญจรินทร์ สันตติวงศ์ไชย ในประเด็นการจัดตั้งเครือข่ายวิจัยเพื่อสนับสนุนนโยบายโควิดวัคซีนโควิดของประเทศไทยและในอาเซียน 

‘เทคนิคพิจิตร’ คิดค้นต่อยอด ประดิษฐ์กล่องชุดแรงดันบวก-ลบ ป้องกันโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554417

'เทคนิคพิจิตร'คิดค้นต่อยอด ประดิษฐ์กล่องชุดแรงดันบวก-ลบ ป้องกันโควิด

‘เทคนิคพิจิตร’คิดค้นต่อยอด ประดิษฐ์กล่องชุดแรงดันบวก-ลบ ป้องกันโควิด

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 10.51 น.

วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร ประดิษฐ์กล่องควบคุมแรงดันบวกและแรงดันลบแบบเคลื่อนที่ป้องกันไวรัสโควิด-19 โดยมีประสิทธิภาพกรองอากาศให้สำหรับผู้ป่วยและแพทย์ ซึ่งนำเอาวัสดุในประเทศดัดแปลง มีราคาต้นทุนการผลิตเพียง 4-5 พันบาท

22 กุมภาพันธ์ 2564 ที่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร อาจารย์และนักศึกษาแผนกวิชาช่างไฟฟ้า ต่อยอดคิดค้นประดิษฐ์ ชุดกล่องควบคุมแรงดันบวกให้กับทีมแพทย์พยาบาลและกล่องควบคุมแรงดันลบ สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ป้องกันไวรัสโควิด ในสถานบริการทางการแพทย์ ซึ่งดัดแปลง จากวัสดุภายในประเทศ ทั้งหน้ากากดำน้ำ และ อุปกรณ์ตกปลา มาดัดแปลง ทำชุดกล่องควบคุมแรงดัน แบบเคลื่อนที่แทนการใช้เตียงผู้ป่วยแรงดันลบ

นายสมศักดิ์ หมอแสง อาจารย์แผนกวิชาช่างไฟฟ้า กล่าวว่า “ กล่องควบคุมแรงดันบวก และ แรงดันลบ แบบเคลื่อนที่ ป้องกันไวรัสโควิด ทางวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร อาจารย์ และนักศึกษาแผนกวิชาช่างไฟฟ้า ต่อยอดคิดค้นประดิษฐ์ จากกล่องต้นแบบ ของโรงพยาบาลนวมินทร์ มาทำการต่อยอด โดยเพิ่มวัสดุอุปกรณ์ที่ง่ายต่อการพกพา เคลื่อนที่ เพื่อเติมหลอดแสง UV-C และกรองอากาศ ผ่านชุดคอนโทรล ปรับแรงดันด้วยมือ เพื่อความสะดวกกับทางคณะแพทย์

โดยชุดกล่องความดันลบ (สีแดง) เป็นชุดกล่องที่ออกแบบมาสำหรับผู้ป่วยฯ ซึ่งทำหน้าที่ นำสารคัดหลั่งไม่ว่าจะเป็นจากการไอ จามและหายใจของผู้ป่วยนั้น ดูดมาภายในกล่อง โดยผ่านหน้ากากดำน้ำ ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และทำการฆ่าเชื้อด้วยแสง UV-C ที่มีความเข้มแสงตามค่ามาตรฐานที่ทางการแพทย์ยอมรับ จากนั้น นำไปผ่านชุดกรองเชื้อไวรัสแบบไฟฟ้าสถิต ที่สามารถกรองเชื้อไวรัสได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ พร้อมชุดกรองอากาศ แล้วจึงปล่อยออกสู่อากาศภายนอก

ส่วนชุดกล่องความดันบวก (สีเหลือง) ได้ออกแบบมาเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้สวมใส่ เพื่อเข้าทำการรักษาผู้ป่วยโรคติดต่อทางระบบหายใจ (covid-19) ซึ่งทำหน้าที่นำอากาศที่อยู่ ภายนอก หรือพื้นที่อากาศเปิด มาผ่านชุดกรองแบบไฟฟ้าสถิต ที่สามารถกรองเชื้อไวรัสได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์แล้วส่งอากาศที่ผ่านการฆ่าเชื้อไวรัสแล้วเข้ามาในหน้ากากที่สวมอยู่กับชุด PE ที่ทางการแพทย์สวมใส่ เพื่อให้แพทย์ผู้สวมใส่มีอากาศที่ปราศจากเชื้อไวรัสและสามารถทำการเข้ารักษาผู้ป่วย ที่สันนิษฐานว่ามีหรือติดเชื้อไวรัสโควิค-19

การประดิษฐ์กล่องควบคุมแรงดันบวก และ แรงดันลบ ซึ่งทางโรงพยาบาลพิจิตร ได้สนับสนุน ในการประดิษฐ์และ เป็นที่ยอมรับของทางการแพทย์และมีความสะดวกต่อการทำงานในห้องปฎิบัติการและการนำผู้ป่วยออกมาทำการรักษา ส่วนราคาการประดิษฐ์กล่องควบคุมแรงดันอยู่ที่ชุดละ 4000-5000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ถูกว่าท้องตลาด

สำหรับกล่องแรงดันบวกและแรงดันลบ ซึ่งทางวิทยาลัยเทคนิคพิจิตรได้ทำการประดิษฐ์และส่งมอบให้กับโรงพยาบาลพิจิตร จำนวน 26 ชุด รวมถึง ทางคณะครูจากวิทยาลัยสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร มาเรียนรู้ต่อยอดเพื่อทำการผลิตให้กับทางคณะแพทย์ในพื้นที่ต่อไป

คณบดี ‘CITE’ มธบ.เตือนท่องเว็บ ระวังติดมัลแวร์ใช้คอมพ์ขุดเงินคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554281

คณบดี‘CITE’มธบ.เตือนท่องเว็บ  ระวังติดมัลแวร์ใช้คอมพ์ขุดเงินคริปโต

คณบดี‘CITE’มธบ.เตือนท่องเว็บ ระวังติดมัลแวร์ใช้คอมพ์ขุดเงินคริปโต

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า ในช่วงเวลา 4 ถึง 5 เดือนที่ผ่านมามูลค่าของสกุลเงินคริปโตต่างๆ มีมูลค่าสูงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้มัลแวร์ขุดเงินคริปโตกลับมาระบาดอีกครั้ง ซึ่งโดยปกติวิธีการหากำไรจากสกุลเงินคริปโตหลักๆ ทำได้ 2 วิธี คือ การเทรดและการขุด

ซึ่งการขุดนั้นจำเป็นต้องมีการลงทุนอุปกรณ์และมีภาระค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าว จึงมีแฮกเกอร์ที่ต้องการขุดเหรียญคริปโต โดยวิธีการแอบฝังมัลแวร์ไว้ที่คอมพิวเตอร์ที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ทำให้ผู้ที่เปิดหน้าเว็บไซต์ของเว็บเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ทำหน้าที่ขุดเงินคริปโตแทนโดยที่ไม่ได้ยินยอมหรือไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีการลักษณะนี้จะเรียกว่าเป็นการทำคริปโตแจ๊คกิ้ง (Cryptojacking)

นายชัยพร กล่าวต่อไปว่า ในอดีต เคยมีบริการขุดเงินคริปโตสกุล Monero ผ่านเว็บไซต์ Coinhive โดยให้เว็บไซต์ทั้งหลายฝังโค้ดโปรแกรมที่เว็บของตนเองแลกกับเงินคริปโตแต่ Coinhive ได้ปิดตัวไปในปี 2561 เนื่องจากการตกต่ำของเงินคริปโต แต่การขุดเงินคริปโตผ่านเว็บก็ไม่ได้หมดไปเนื่องจากเคยพบว่ามีการทำคริปโตแจ็คกิ้งครั้งแรกประมาณปี 2561 จากนั้นช่วงปลายปี 2563 พบเว็บไซต์ติดมัลแวร์ประเภทคริปโตแจ๊คกิ้งนี้มากขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับปี 2562

โดยเว็บไซต์ที่เป็นเป้าหมายหลักของเหล่าแฮกเกอร์ ได้แก่ เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าใช้งานสม่ำเสมอหรือมีผู้เปิดอ่านจำนวนมาก รวมถึงเว็บไซต์ที่มีการเปิดหน้าเว็บทิ้งไว้หรือเปิดใช้งานนาน อาทิ เว็บ portal เว็บดูหนังหรือฟังเพลง รวมทั้งเว็บขององค์กรหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ เป็นต้น ทั้งนี้จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าเว็บหลายแห่งของไทยที่เป็นที่นิยม มีการติดมัลแวร์ประเภทนี้หลายแห่ง

ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ อาจถูกแฮกหรือโปรแกรมเมอร์ประมาทเองหรือจงใจฝังโค้ดโปรแกรมไว้ในเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทำงานขุดเงินคริปโต โดยให้ผู้ใช้งานที่เข้าเปิดเว็บดังกล่าวเสียค่าบริการด้วยการช่วยขุดเงินคริปโตแทน อย่างไรก็ตามจากข้อมูลงานวิจัยระบุว่าหากมีผู้ใช้งานเปิดหน้าเว็บที่ติดมัลแวร์ดังกล่าวพร้อมกัน 1,000 หน้า จะเทียบเท่ากับเครื่องขุดเงินที่ใช้การ์ดจอแรงๆ จำนวน 1 เครื่องเลยทีเดียว

นายชัยพร ยังกล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการทำคริปโตแจ๊คกิ้ง คือ การฝังโค้ดโปรแกรมจำพวกไคลเอนต์สคริปต์ เช่น Javascript ไว้ในโค้ดของโปรแกรมของเว็บไซต์ ซึ่งวิธีการฝังมีตั้งแต่การเจาะผ่านระบบเข้าไปที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์แล้วนำโค้ดโปรแกรมขุดเงินคริปโตไปใส่ไว้ในโค้ดโปรแกรมของเว็บนั้นโดยตรง หรือการนำโค้ดโปรแกรมที่ใช้เรียกโปรแกรมขุดเงินคริปโต ลงไว้ในไลบรารีที่เปิดให้ใช้งานฟรี ส่วนใหญ่เผยแพร่ไว้บนอินเตอร์เนตหรือโลกออนไลน์ เช่น Git เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเว็บเซิร์ฟเวอร์หลายแห่งมักจะมีระบบป้องกันที่ดีทำให้แฮกเกอร์เจาะผ่านระบบเข้าไปได้ยาก ดังนั้นจึงพบว่าลักษณะของมัลแวร์ที่เว็บไซต์หลายแห่งติดมาจากผู้พัฒนาเว็บหรือโปรแกรมเมอร์ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ และเขียนโค้ดโปรแกรมเว็บโดยมีโค้ดโปรแกรมบางส่วนที่นำโค้ดที่ถูกเผยแพร่บนอินเตอร์เนตมาใช้งานโดยมักไม่มีการตรวจสอบเพียงพอ

ซึ่งในอดีตมัลแวร์ประเภทนี้จะทำงานโดยจะขุดเงินคริปโตให้กับแฮกเกอร์โดยพยายามใช้ทรัพยากรเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานเกือบทั้งหมด มัลแวร์ที่ทำงานเช่นนี้จะทำให้เครื่องผู้ใช้งานหยุดทำงานลงในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นแฮกเกอร์จึงพัฒนาวิธีการใหม่โดยกำหนดให้มัลแวร์ทำงานโดยใช้ซีพียูน้อยลงและควบคุมจำนวนเทรด ทำให้ผู้ใช้งานไม่ค่อยรู้ตัว

“สำหรับผลกระทบของผู้ใช้งานที่เปิดเว็บไซต์ที่ติดมัลแวร์ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานจะทำงานช้าลง จนบางครั้งถึงกับทำให้เครื่องเกิดอาการค้าง สังเกตได้จากหลังการเข้าหน้าเว็บไซต์แล้วเครื่องเริ่มมีอาการหน่วง พัดลมซีพียูเริ่มทำงาน หรือแบตเตอรี่หมดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ใช้งานที่ไม่ทันระวังตัวอาจต้องคอยสังเกตการทำงานของคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเมื่อเข้าไปเปิดเว็บไซต์ต่างๆ หากเครื่องเริ่มมีอาการดังกล่าวต้องรีบตรวจสอบทันที”คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มธบ. กล่าว

‘ม.มหิดล’ จัดงบช่วยนักศึกษา มอบ 700 ทุนบรรเทาวิกฤติโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554278

‘ม.มหิดล’จัดงบช่วยนักศึกษา  มอบ700ทุนบรรเทาวิกฤติโควิด-19

‘ม.มหิดล’จัดงบช่วยนักศึกษา มอบ700ทุนบรรเทาวิกฤติโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ร.ท.ทพ.ชัชชัย คุณาวิศรุต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหิดลมีนโยบายช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 โดยจัดสรรงบประมาณเกือบ 4 ล้านบาท เพื่อมอบเป็นทุนช่วยเหลือแก่นักศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า 700 ทุน ทุนละ 5,000 บาท นอกเหนือจากการช่วยเหลือโดยให้ผ่อนผันชำระค่าเทอม การคืนค่าเทอมบางส่วน การให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาปลอดดอกเบี้ย การยกเว้นค่าน้ำค่าไฟสำหรับนักศึกษาที่อยู่หอพัก รวมทั้งการให้นักศึกษาที่เรียนออนไลน์สามารถคืนหอพักได้โดยไม่เสียค่าปรับ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังดูแลสุขภาพของนักศึกษาและบุคลากรทุกคนเป็นอย่างดี โดยมอบสวัสดิการประกันโควิด-19 ให้เป็นรายปี โดยเฉพาะนักศึกษาที่เรียนออนไลน์นั้นยังสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่เกินสิทธิ์ 30 บาท รักษาทุกโรคได้โดยไม่ต้องย้ายสิทธิ์ในวงเงินที่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี ตลอดจนได้จัดบริการ “Mahidol Friends” เพื่อให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต และความเครียดที่เกิดจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 และการเรียน รวมทั้งบริการ Hotline ที่นักศึกษาสามารถโทรมาปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง และนักศึกษาระดับปริญญาตรี ยังสามารถใช้บริการแอปพลิเคชั่น OOCA เพื่อใช้วีดีโอคอลปรึกษาปัญหากับจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยามืออาชีพได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

“ขณะนี้มหาวิทยาลัยมหิดลกำลังพัฒนาระบบที่เรียกว่า Career Support Service เพื่อช่วยเหลือนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลหางานทำในระบบออนไลน์ และจัดสรรงบประมาณสำหรับให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลได้เข้าถึงบทเรียนออนไลน์ LinkedIn Learning เพื่อเพิ่มศักยภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลอย่างรอบด้าน ซึ่งจะสามารถเข้าถึงได้จากแอปพลิเคชั่น We Mahidol โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยเหลือนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลได้อย่างยั่งยืน และคาดว่าระบบดังกล่าวจะพร้อมใช้ภายในเดือนพ.ค. 2564 จะสามารถส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติในภาพรวมได้ส่วนหนึ่งต่อไป” ผศ.ร.ท.ทพ.ชัชชัย กล่าว

อนึ่ง นอกจากทุนช่วยเหลือนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ COVID-19 แล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลยังได้จัดสรรทุนเพื่อช่วยเหลือนักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งแบบให้ครั้งเดียว 50,000 บาท และแบบให้อย่างต่อเนื่องปีละ 50,000 บาท จนจบการศึกษา อีกเกือบ 300 ทุน โดยพิจารณาจากนักศึกษาที่มีผลการเรียนสะสม หรือ GPA ไม่ต่ำกว่า 2.25 และคัดเลือกจากใบสมัครและการสัมภาษณ์

ขณะที่ “น้องเติ้ล” นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 ในวิทยาเขตต่างจังหวัดแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตนนำทุนที่ได้รับไปซื้ออุปกรณ์เพื่อการเรียนในระบบออนไลน์ในราคาที่ไม่แพงนัก รวมทั้งได้ใช้เพื่อเป็นค่าครองชีพของครอบครัวในระหว่างที่ผู้ปกครองต้องหยุดพักทำงานเนื่องจากวิกฤติโควิด-19 ซึ่งตนได้มีการปรับตัวโดยฝึกวางแผนให้ใช้จ่ายอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น รวมทั้งได้มองหางานพิเศษทำเพื่อจุนเจือครอบครัวในยามที่ขาดแคลนรายได้โดยทุนที่ได้รับ 5,000 บาทนั้น สามารถต่อชีวิตของครอบครัวในยามขาดแคลนได้

เช่นเดียวกับ “น้องมิมม์” นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยมหิดลหนึ่งในผู้ได้รับทุน ซึ่งมาจาก
ต่างจังหวัด และเดินทางคนเดียวเข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรกตั้งแต่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหิดลและใช้ชีวิตโดยเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ไม่เกี่ยงแม้งานขายรองเท้าในตลาดนัด โดยเชื่อมั่นว่าทุกงานให้ประสบการณ์แก่ชีวิตได้เหมือนกัน โดยตอนเห็นประกาศชื่อตัวเองได้รับทุน 50,000 บาทรู้สึกเหมือนมี “รถฟักทอง” มาจอดรอตรงหน้า ทำให้ชีวิตที่กำลังติดขัด เหมือนอยู่ในทางตัน ได้เห็นทางสู่แสงสว่างอีกครั้ง

‘เซนต์สตีเฟ่นส์’ ชวนชิงทุนการศึกษา ในงาน ‘Scholarship Day’ 13 มีนาคมนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554279

‘เซนต์สตีเฟ่นส์’ชวนชิงทุนการศึกษา  ในงาน‘Scholarship Day’13มีนาคมนี้

‘เซนต์สตีเฟ่นส์’ชวนชิงทุนการศึกษา ในงาน‘Scholarship Day’13มีนาคมนี้

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์กรุงเทพฯ ขอเชิญผู้ปกครองและนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เข้าร่วมงาน Scholarship Day ในวันเสาร์ที่ 13 มี.ค. 2564 ตั้งแต่เวลา 08.45 น. เป็นต้นไป โดยทางโรงเรียนมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนทั้งจากโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนไทย ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับชั้น Sixth Form (อายุ 16-18 ปี) สำหรับปีการศึกษา 2021-2022 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดที่หมายเลขโทรศัพท์ 092-6982288 หรือ 02-5130270-1 หรือดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.sis.edu/bangkok

ปั้น ‘พระนิสิต’ เมียนมา ช่วย ‘แรงงานข้ามชาติรับมือโควิด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554286

ปั้น‘พระนิสิต’เมียนมา  ช่วย‘แรงงานข้ามชาติรับมือโควิด

ปั้น‘พระนิสิต’เมียนมา ช่วย‘แรงงานข้ามชาติรับมือโควิด

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใดกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ในประเทศไทย ซึ่งครั้งนี้การติดเชื้อจำนวนมากเกี่ยวข้องกับแรงงาน
ข้ามชาติ โดยเฉพาะที่ จ.สมุทรสาคร และ
ใกล้เคียง ทั้งนี้ นอกจากการมาตรการตรวจคัดกรองและรักษาแล้วอย่าง
ต่อเนื่องแล้ว การให้ความรู้ด้านการดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดกิจกรรม “อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาพระนิสิต
จิตอาสาเพื่อสร้างเสริมฟื้นฟูสุขภาวะแก่แรงงานต่างชาติที่ได้รับผลกระทบ
จากโควิด-19 ระลอกใหม่” ให้กับ
พระนิสิตชาวเมียนมา 50 รูป ซึ่งศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย (มจร.) จ.พระนครศรีอยุธยา
โดย พระเทพวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดี
มจร. กล่าวว่า มจร. ตระหนักเป็นอย่างดี
ถึงปัญหาการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงาน
ข้ามชาติในปัจจุบันว่าเป็นเรื่องสำคัญ

โดยเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564 ได้หารือร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ
แห่งชาติ (สช.) และภาคีสุขภาพพระสงฆ์
ถึงแนวทางความร่วมมือการสื่อสารและช่วยเหลือแรงงานเมียนมา และมีมติเห็นชอบการดำเนินงานใน 4 ข้อ ดังนี้ 1.สช. จะเป็นกลไกประสานหน่วยงานภาคีต่างๆ สนับสนุนให้พระนิสิตเมียนมามีบทบาทช่วยเหลือ 2.สสส.สนับสนุน
การจัดอบรมพระนิสิตเมียนมาให้มีความรู้
ความเข้าใจด้านสุขภาพโดยเฉพาะการป้องกันโควิด-19

3.สสส. ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS และองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมกับพระนิสิต สร้างเครือข่ายการสื่อสาร และผลิตสื่อ และ 4.ให้พระนิสิต
เมียนมาช่วยสื่อสารความรู้ความเข้าใจต่อแรงงานเมียนมาให้มีความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 ซึ่งขณะนี้พระนิสิตเมียนมา 50 รูป พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้านการสื่อสารสร้างความรู้ด้านสุขภาพและให้กำลังใจแรงงานชาวเมียนมาด้วยกันเป็นอย่างมาก

ขณะที่ ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติซึ่งเกิดขึ้นมากกับชาวเมียนมาในช่วงโควิด-19 ระลอกใหม่ นอกจากนั้นประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารระหว่างบุคลากรชาวไทยและแรงงานชาวเมียนมา โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตามมาตรการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ ทำให้ สสส. ร่วมกับภาคีพระสงฆ์ สนับสนุนจัดอบรมการผลิตสื่อที่จะช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องโควิด-19

โดยเน้นผลลัพธ์ 2 ประการ คือ 1.สามารถผลิตเป็นคลิปวีดีโอสั้นเพื่อใช้สื่อสารได้ด้วยตนเอง และ 2.มีช่องทางการเผยแพร่ขั้นพื้นฐานทางสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ ยูทูบ เฟซบุ๊ค ให้พระสงฆ์สามารถเป็นที่พึ่งส่งต่อกำลังใจแก่แรงงานชาวเมียนมา ด้วยความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพ มาตรการการเฝ้าระวัง ควบคุมและป้องกันโรคที่สอดคล้องกับมาตรการรัฐและนโยบายที่ประเทศไทยวางไว้ และเพื่อสนับสนุนให้พระสงฆ์เข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือนโยบายภาครัฐ ทั้งเรื่องการสื่อสารและเยียวยาด้านจิตใจแก่แรงงานเมียนมาในประเทศไทย

ด้าน นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สช. เข้ามามีบทบาทในฐานะหน่วยงานกลางสานพลังความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพระนิสิตชาวเมียนมา เพื่อช่วยเหลือด้านการสื่อสาร เป็นที่ปรึกษา (Counsellor) และผู้นำทางความคิด (Influencer) ให้กับแรงงานชาวเมียนมา อันจะเป็นจุดเชื่อมโยง
ที่สำคัญในการเฝ้าระวัง ช่วยเหลือ และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่

โดยเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ได้หารือการทำงานพระนิสิตช่วยเหลือแรงงานเมียนมา ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งมีข้อสรุปบทบาทพระนิสิตเมียนมา 3 ข้อ คือ 1.ช่วยเป็นล่าม แปลภาษาสอบสวนโรคกรณีพบผู้ติดเชื้อด้วยการคุยสามสายและการร่วมทำ Timeline 2.ช่วยสื่อสารให้ความรู้การป้องกัน ดูแลสุขภาพกับแรงงานเมียนมา
และ 3.ลงพื้นที่ให้กำลังใจ ข้อแนะนำ คำปรึกษา ช่วยเหลือด้านคุณภาพชีวิต (อาหาร) ตลอดจนกิจกรรมด้านจิตใจ

มีแนวทางการทำงาน คือ 1.พระนิสิตร่วมกันผลิตสื่อให้กับแรงงานเมียนมาเป้าหมาย โดยให้ความรู้ด้านโควิด-19 ผนวกกับความรู้ทางธรรมะ 2.ลงพื้นที่ที่มีแรงงานเมียนมาจำนวนมาก และพื้นที่วัดที่แรงงานเมียนมานิยมไปทำบุญ จำนวน 6 เขต ได้แก่ บางขุนเทียน (วัดพรหม) บางบอน ภาษีเจริญ (วัดรางบัว/วัดเมืองมะริ) บางแค (วัดสิงห์) จอมทอง (วัดสิงห์) หนองแขม (วัดหนองแขม) และ 3.เชื่อมกลไกการทำงานของเครือข่าย โดยร่วมกับมหาเถรสมาคมจัดประชุมออนไลน์กับวัดในพื้นที่

สำหรับกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาพระนิสิตจิตอาสาเพื่อสร้างเสริมฟื้นฟูสุขภาวะแก่แรงงานต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระลอกใหม่ เป็นความร่วมมือกันของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) และกรุงเทพมหานคร (กทม.)!!!