สนามเด็กเล่น Sim Agency ยืนเด่นบนเวทีสื่อดิจิทัล โอกาสเปิดกว้างสำหรับนร.ดีให้ได้มาตามหาความฝัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546272

สนามเด็กเล่น Sim Agency ยืนเด่นบนเวทีสื่อดิจิทัล โอกาสเปิดกว้างสำหรับนร.ดีให้ได้มาตามหาความฝัน

สนามเด็กเล่น Sim Agency ยืนเด่นบนเวทีสื่อดิจิทัล โอกาสเปิดกว้างสำหรับนร.ดีให้ได้มาตามหาความฝัน

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เปิดเวทีกิจกรรมสนามเด็กเล่น Sim Agency  มาจนครบ 3 ปี และในปีนี้ กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ผลงานปรากฏเด่นชัดเป็นที่ยอมรับจากสื่อสังคมดิจิทัลว่า นักศึกษาที่ผ่านออกมาจากสนามนี้ ล้วนแล้วแต่มีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบรรดามืออาชีพเลย

นายณัฐชนน ดีประเสริฐหรือเกมส์ เรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล ชั้นปีที่ 3ปัจจุบันเป็นประธาน Sim Agency รุ่นที่ 2 รับผิดชอบด้านการจัด Event และProduction ได้เล่าบรรยากาศที่ผ่านมาให้ฟังว่า Sim Agency พูดง่ายๆ คือเป็นบริษัท Agency จำลอง ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาตามหาความฝัน ได้เข้ามาฝึกประสบการณ์ทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถ่ายทำ Production อาทิ หนังสั้น MV รายการ, การจัด Event, การคิด Content รวมไปถึงการทำ Marketing Online เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สร้างสรรค์แบบครบวงจรมากๆ เปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นที่ให้ทุกคนได้ลองมาตามหาความฝันลองทำในสิ่งใหม่ๆ โดยได้ลงสนามการทำงานจริง เจอลูกค้าจริง แถมยังมีรายได้ระหว่างเรียนอีกด้วย

ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ Sim Agency ได้เปิดมาแล้ว มีสมาชิกมากกว่า 60 คน โดยเราได้รับโอกาสต่างๆ จากทางคณะนิเทศศาสตร์ SPU รวมไปถึงลูกค้าจากบริษัทระดับชั้นนำต่างๆ มากมายที่ไว้ใจเรา ให้ผลิตผลงานต่างๆ โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแล ให้คำปรึกษาจากคณาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ ที่คอยผลักดัน สนับสนุนเปิดพื้นที่นี้ให้เราได้ทำงานจริง อย่างมืออาชีพ

เกมส์ เล่าถึงงานที่เขาภาคภูมิใจ ซึ่งได้รับจากโครงการนี้ว่า งานดังกล่าวคืองานคือการทำ Event รูปแบบ Online ในการรับจัดงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ Dek63SPU เพราะ Event รูปแบบ Online ถือเป็นสิ่งใหม่ และท้าทายสำหรับพวกเรามากๆ พวกเราได้ทำงานกันอย่างหนักตั้งแต่การคิด Concept ของงาน การขายงาน การประสานงานกับทีมงานร่วมร้อยกว่าคนการศึกษาระบบ Streaming การที่ได้เป็นหนึ่งในทีมจัดงาน ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจ เป็นการพิสูจน์ว่าเราสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ งานนี้เป็นงานที่ทำให้พวกเราได้พัฒนาเข้าใกล้คำว่ามืออาชีพมากขึ้น

สำหรับ เกมส์ ในวันนั้นรับหน้าที่อยู่ในฝ่ายระบบ Streaming ซึ่งต้องคอยรันคิวบนเวที ดูแลการถ่ายทอดสดบน Facebook Live ดูแลเรื่อง Switcher การสลับกล้องต่างๆ รวมไปถึงการปล่อยคิวหน้างาน ซึ่งเราต้องทำงานร่วมกับทีมงานอีกกว่า 100 ชีวิต ที่แบ่งหน้าที่กันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย Productionออกแบบแสง สี เสียง ฝ่ายประสานงานฝ่ายการแสดง ฝ่ายโครงสร้างเวที ซึ่งทุกฝ่ายล้วนเป็นนักศึกษาทั้งสิ้น 100% ด้วยการที่การจัด Event Online เป็นสิ่งที่ใหม่มากสำหรับพวกเรา ทำให้เราต้องมีการวางแผน จัดการงานอย่างเป็นระบบให้มากที่สุด เพื่อที่ให้ภาพรวมนั้นออกมาดีอย่างที่ทุกคนหวังไว้ โดยเราทำงานแข่งกับเวลาเพียงแค่ 1 เดือน ตั้งแต่เริ่มศึกษาระบบการถ่ายทอดสด ศึกษาเรื่องอุปกรณ์ เรื่องรูปแบบเวที ซึ่งทั้งหมดนี้เราได้รับการสนับสนุนจากทางคณาอาจารย์ที่ดูแลพวกเราอย่างใกล้ชิด

เกมส์กล่าวปิดท้ายว่า ตั้งแต่วันแรก ที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งใน Sim Agency ต้องบอกเลยว่าเป็นการคิดที่ถูกต้องมากๆเพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เกมส์ได้ก้าวเข้ามาก็ได้ลองถ่ายทำรายการ อย่างรายการ Shake Put Up ซึ่งเป็นรายการประจำมหาวิทยาลัย ได้ออกกองทำ Production ได้จัดคอนเสิร์ต ได้เรียนรู้อุปกรณ์ การสร้างสรรค์ Content นับตั้งแต่วันนั้นมา ทำให้เกมส์รู้สึกว่า เกมส์โตขึ้น มีไหวพริบ กล้าที่จะพูด กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น ไม่กลัวที่จะเผชิญกับปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกมส์ว่า มันจำเป็นอย่างมากในโลกของการทำงานเมื่อเราเรียนจบไป ซึ่ง Sim Agency ได้ฝึกเราให้เผชิญกับแรงกดดัน เผชิญกับปัญหา เพื่อให้เราพร้อมรับมือกับโลกการทำงานจริงได้เป็นอย่างดี

สารคามพิทยาคม รร.ต้นแบบ ‘Thailand Learning’ ไม่มีคำ ‘lockdown’ สำหรับมูลนิธิเอเชียเพื่อการเรียนรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546275

สารคามพิทยาคม รร.ต้นแบบ ‘Thailand Learning’  ไม่มีคำ ‘lockdown’ สำหรับมูลนิธิเอเชียเพื่อการเรียนรู้

สารคามพิทยาคม รร.ต้นแบบ ‘Thailand Learning’ ไม่มีคำ ‘lockdown’ สำหรับมูลนิธิเอเชียเพื่อการเรียนรู้

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“มูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย”ตระหนักถึงรูปแบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงได้ร่วมมือกับ สถานทูตออสเตรเลีย วิจัยและคิดค้น www.thailandlearning.org เว็บพอร์ทัลขึ้นมารวบรวมแหล่งข้อมูลการเรียนรู้จากทั่วทุกมุมโลก ให้นักเรียนไทยได้เติบโตทางความคิด พัฒนาทักษะการเรียนรู้แม้ในช่วงเวลาวิกฤติ โดย แหล่งเรียนรู้นี้เป็นแหล่งเรียนรู้เคลื่อนที่ ที่ยิ่งเรียน ยิ่งรู้ยิ่งฝึกฝน ยิ่งได้

ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและนโยบายของมูลนิธิเอเชียกล่าวว่า “การเรียนรู้มีอยู่ทุกที่ไม่มีที่สิ้นสุด www.thailandlearning.org คือการรวบรวมเนื้อหาการเรียนการสอนครอบคลุมทุกวิชาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงเนื้อหาความรู้นอกห้องเรียนที่สำคัญต่อพัฒนาการเรียนรู้ จึงเป็นเหมือนศูนย์กลางความรู้ที่หลากหลาย เพราะมีองค์ความรู้จากทั่วทุกมุมโลก โดยผู้เข้าชมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ นักเรียนนักศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสบนหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลต

ดร.รัตนา แซ่เล้า กล่าวต่อไปว่าเพื่อให้ www.thailandlearning.org เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จึงได้เกิดโครงการนำร่อง ที่ใช้ชื่อว่า “สารคามพิทยาคมโมเดล” ซึ่งได้นักเรียนจาก โรงเรียนสารคามพิทยาคม เข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร ร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ค้นคว้าหาความรู้ในหัวข้อที่ตนเองสนใจผ่านพอร์ทัล www.thailandlearning.org แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน นักเรียนส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องถึงการเรียนรู้บนโลกออนไลน์ที่ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากในห้องเรียน ที่สำคัญคือใช้งานได้ง่าย ไม่มีข้อจำกัดทางด้านเวลาและสถานที่ ส่งผลให้นักเรียนสามารถจัดสรรเวลา เสริมสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองแม้ไม่ได้อยู่ในสถานศึกษา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักเรียนอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ สนับสนุนเกี่ยวกับแนวทางการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป คือ การช่วยเหลือทางด้านอุปกรณ์และการเข้าถึงอินเตอร์เนตที่ทั่วถึงและเพียงพอ เพื่อทำให้การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความเสมอภาคกับผู้เรียน

ปิดท้ายด้วยเสียงเล็กๆ ของผู้เข้าร่วมโครงการ ได้กล่าวถึง www.thailandlearning.org ว่า

“นิยามของการเรียนรู้ของหนู คือการหาประสบการณ์ที่มากกว่าในห้องเรียน มันเกิดขึ้นได้ทุกที่ เช่น เวลาหนูช่วยแม่ทำกับข้าวในครัว หนูอยากรู้สรรพคุณของผักบางชนิด หนูทำการค้นหาและอ่านข้อมูลผ่าน www.thailand learning.org นั่นก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้แล้วค่ะ”

“การเรียนรู้ของหนูไม่มีวันสิ้นสุด และเกิดขึ้นได้จากทุกที่ของโลกใบนี้ มันเป็นได้มากกว่าการเรียนจากตำรา การเรียนรู้เป็นได้ทุกรูปแบบ เช่น จากการสังเกต การรับรู้และการนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ต่อ วันนี้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากทุกที่ เพียงแค่คลิกเข้ามาที่ www.thailandlearning.org”

‘ครูพี่โอ๊ะ’ รับมอบหนังสือ ‘วรรณกรรมเยาวชน’ หวังกระตุ้นนิสัยรักการอ่าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546293

'ครูพี่โอ๊ะ'รับมอบหนังสือ'วรรณกรรมเยาวชน' หวังกระตุ้นนิสัยรักการอ่าน

‘ครูพี่โอ๊ะ’รับมอบหนังสือ’วรรณกรรมเยาวชน’ หวังกระตุ้นนิสัยรักการอ่าน

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 18.43 น.

“ครูพี่โอ๊ะ”รับมอบหนังสือ”วรรณกรรมเยาวชน” หวังกระตุ้นนิสัยรักการอ่าน-ตอบโจทย์ความต้องการผู้เรียน โรงเรียนพื้นที่โครงการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานรับมอบหนังสือวรรณกรรมเยาวชน จากบริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด นำโดย นายวรพันธ์ โลกิตสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ดร.สุภัคชญา โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการ โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รับมอบหนังสือเพื่อส่งต่อให้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมี นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ กพฐ.เป็นผู้แทนรับมอบนำไปให้แก่ห้องสมุดในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมการรักการอ่านทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และโรงเรียนเอกชน ใน 3 จังหวัดตามโครงการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ประกอบด้วย จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก และจังหวัดสระแก้ว รวมจำนวน 25 โรงเรียน มูลค่ากว่า 3,000,000 บาท ทั้งนี้ มี นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. , นายณัทชัย ใจเย็น ศึกษาธิการจังหวัดปราจีนบุรี , ว่าที่ร้อยตรีพูนศักดิ์ พระรัตภูมี ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก และ ดร.ไสว สารีบท ศึกษาธิการจังหวัดสระแก้ว ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยาน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการทำงานสถานศึกษาและหน่วยงานในกำกับทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ได้รับฟังความต้องการและข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษาจากผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งพบว่าในเรื่องของการส่งเสริมการอ่านในสถานศึกษา ห้องสมุด และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ผู้เรียนส่วนใหญ่มีความสนใจอ่านวรรณกรรมและนวนิยาย และต้องการให้เพิ่มหนังสือและสื่อต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบสะเต็มศึกษาสู่โลกอาชีพ (Career Academies) ที่โรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา พร้อมทั้งจุดประกายและเตรียมความพร้อมการเข้าสู่โลกอาชีพ ครูโอ๊ะจึงต้องการจะช่วยสานฝันแก่นักเรียนที่เป็นนักอ่าน ที่มีความชอบและความถนัดในการขีดเขียน ให้สามารถก้าวสู่เส้นทางนักเขียนอาชีพ โดยเลือกพื้นที่ที่รับผิดชอบในโครงการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน เพื่อใช้การศึกษาเป็นตัวนำพัฒนาเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ 3 จังหวัด คือ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว

จึงเป็นโอกาสดี ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 (พ.ศ.2564) ของบริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด ซึ่งต้องการจะมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอ่านของสังคมไทย เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงการอ่านมากขึ้น โดยการมอบหนังสือที่เปี่ยมด้วยสาระ ความรู้ จรรโลงจิตใจ และความบันเทิง รวมมูลค่า 3,000,000 บาท แก่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นองค์กรหลักของประเทศในการเผยแพร่สาระความรู้แก่คนในชาติ กระจายหนังสือสู่ชุมชนและผู้รักการอ่านอย่างทั่วถึง โดยบริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด หวังว่าหนังสือที่มอบให้นั้นจะสร้างความสุขและรอยยิ้มแก่ผู้อ่าน เช่นเดียวกับ 21 ปีที่ผ่านมา ที่ได้รับการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากผู้รักการอ่านทุกคน และเชื่อว่าบริษัทสถาพรบุ๊คส์ ก็จะสร้างสรรค์หนังสือดีๆ ออกมาเพื่อตอบแทนนักอ่านทุกท่านตลอดไป

ทั้งนี้ สำหรับโรงเรียน 25 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียน ในจังหวัดปราจีน 12 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง 2.โรงเรียนปราจีนกัลยาณี 3.โรงเรียนกบินทร์วิทยา 4.โรงเรียนวังตะเคียนวิทยาคม 5.โรงเรียนมณีเสวตรอุปถัมภ์ 6.โรงเรียนชิตใจชื่น 7.โรงเรียนประจันตราษฎร์บำรุง 8.โรงเรียนศรีมหาโพธิ 9.โรงเรียนศรีมโหสถ 10.โรงเรียนชุมชนวัดหนองจวง (ประถม) 11.โรงเรียนมารีวิทยา ปราจีน 12.โรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง จังหวัดนครนายก 5 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนนครนายกวิทยาคม 2.โรงเรียนปิยชาติพัฒนาในพระบรมฯ 3.โรงเรียนปากพลีวิทยาคาร 4.โรงเรียนบ้านนา นายกพิทยากร 5.โรงเรียนองครักษ์ และจังหวัดสระแก้ว 8 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม 2.โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม 3.โรงเรียนสระแก้ว 4.โรงเรียนวังสมบูรณ์วิทยาคม 5.โรงเรียนอรัญประเทศ 6.โรงเรียนร่มเกล้าวัฒนานคร สระแก้วฯ 7.โรงเรียนตาพระยา และ 8.โรงเรียนทัพพระยาพิทยา

‘เสมา1’ ชูแผนบูรณาการ การศึกษาทั่วประเทศ หวังพลิกการศึกษาทุกตารางนิ้วของประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546237

'เสมา1'ชูแผนบูรณาการ การศึกษาทั่วประเทศ หวังพลิกการศึกษาทุกตารางนิ้วของประเทศ

‘เสมา1’ชูแผนบูรณาการ การศึกษาทั่วประเทศ หวังพลิกการศึกษาทุกตารางนิ้วของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.39 น.

“เสมา1″ชูแผนบูรณาการการศึกษาทั่วประเทศ หวังพลิกการศึกษาทุกตารางนิ้วของประเทศ

18 มกราคม 2564 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายแผนบูรณาการด้านการศึกษาทั่วประเทศเป็นนโยบายกลักในป่ 2564 โดยมีเป้าหมายเพื่อพลิกการศึกษาทุกตารางนิ้วของประเทศ ด้วยการบริหารตัดการที่มีประสิทธิภาพเชื่อมโยงทั้งองค์กร อิงแผนยัทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี เน้นความสอดคล้องบริบทของแต่ละจังหวัด ให้กับผู้บริหารระดับสูงและศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั่วประเทศ ว่า จากที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มา 18 เดือน ได้ลงพื้นที่ ได้เห็นปัญหาครบวงจรและได้รับทราบข้อมูลการศึกษาที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา เราอย่าไปสนใจว่าในอดีตการศึกษาเป็นอย่างไร เราต้องสนใจว่าจะเตรียมเยาชนในปัจจุบันให้มีความพร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างไร  ซึ่งทุกการเปลี่ยนแปลงจะเกี่ยวข้องกับงบประมาณ ที่ต้องดำเนินการ ซึ่งหลายคนบอกว่า ศธ.เป็นกระทรวงที่ได้งบจำนวนมาก แต่เมื่อตนได้ดูการใช้งบย้อนหลัง 3 ปี  พบว่าการใช้งบยังไม่สามารถบริหารจัดการงบฯได้ตรงจุด ตรงความต้องการกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ธนาคารโลก ได้วิจัยออกมาว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019  หรือโควิด-19 ทำให้การศึกษาเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เราต้องนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมกับลงทุนพัฒนาครู โดยการฝึกอบรมความรู้ทางด้านวิชาชีพ  และรัฐจะต้องลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา  ต้น โดยมีแผนบรูณาการพัฒนาโรงเรียน  3 รูปแบบ คือ 1.เพิ่มคุณภาพให้โรงเรียนสแตนอโลน ในสังกัด สพฐ. ที่มีประมาณกว่า 1 พันแห่ง ให้มีคุณภาพ  2.ยกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง โดยพัฒนาโรงเรียนมัธยมให้มีคุณภาพเท่ากับโรงเรียนในตัวเมืองเพื่อกระจายนักเรียนลดความแออัดในโรงเรียน และ 3.สร้างโรงเรียนคุณภาพให้ชุมชน โดยการเลือกโรงเรียนและทุ่มงบพัฒนาเพื่อดึงดูดนักเรียนจากโรงเรียนโดยรอบให้เข้ามาเรียน ซึ่งการสร้างโรงเรียนของชุมชนเป็นการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กไปในตัว แต่จะต้องพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพ

“วันนี้เป็นการรวมพลังครั้งนิ่งใหญ่ของทุกหน่วยงานใน ศธ.เพื่อวางแผนร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการสร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพในทุกจังหวัด เพื่อเป็นการยกระดับสร้างโอกาส และยกระดับรายได้ของจังหวัดผ่านการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่เราคำนึงถึงความต้องการของตลาด และความต้องการของประเทศ  จึงค้องวางแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอีก 5-10 ปีนี้ จึงต้องวางแผนให้ผู้บริหารประเทศเห็นว่าถ้าต้องการยกระดับรายได้ของแต่ละจังหวัด ถ้าต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ จะต้องใช้งบประมาณและระยะเวลาเท่าไหร่ โดยผมจะนำเสนอแผนนี้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นแผนนี้ต่อไป เพื่อให้ผู้บริหารประเทศเห็นภาพการศึกษา โดยยกแนวทางการพัฒนาโรงเรียนใน จ.ภูเก็ต เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าในโรงเรียนที่แตกต่างกันควรจะจัดสรรงบประมาณแบบไหน เพื่อให้มีความพร้อม ศธ.มีความจำเป็นต้องวางแผนให้เห็นชัด ๆเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หากทำทุกอย่างเดินตามแผนนี้ได้ คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2565 จะเห็นโรงเรียนตัวอย่างในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และในงบปี 2565 ศธ.ได้วางรากฐานการใช้งบในแต่ละจังหวัดแล้ว และในปี 2565 จะเริ่มทำในทุก ๆจังหวัด ส่วนการดำเนินการคาดว่าในจังหวัดเล็ก ๆ จะใช้เวลาวางแผน 1 เดือน จังหวัดขนาดกลางใช้เวลาวางแผน 2 เดือน ส่วนจังหวัดขนาดใหญ่ จะทำแผนพัฒนาให้เสร็จภายใน 3 เดือน 

‘ณัฏฐพล’ เตรียมชงศบค. เปิดเรียนก่อนชั้น ‘อนุบาล-ประถม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546229

‘ณัฏฐพล’เตรียมชงศบค. เปิดเรียนก่อนชั้น‘อนุบาล-ประถม’

‘ณัฏฐพล’เตรียมชงศบค. เปิดเรียนก่อนชั้น‘อนุบาล-ประถม’

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.17 น.

‘ณัฏฐพล’ เล็งเสนอ ศบค.ให้ ‘อนุบาล-ประถม’ เปิดเรียนก่อนได้ ย้ำ ณ เวลานี้ยืนยันให้เปิดเรียนตามกำหนดเดิม 1 ก.พ.

18 มกราคม 2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดงจำนวน 28 จังหวัด ถึงวันที่ 31 มกราคม นี้ ตนเข้าใจดีว่าการจัดการเรียนการสอนในเวลานี้ มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเกิดขึ้น ตนจึงได้เซ็นประกาศ ศธ. ไม่นำผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ในระดับชั้น ป.6 และ ม.3 มาพิจารณาในการสอบเข้า ม.1 และ ม.4 โดยให้นักเรียนเข้าสอบตามความสมัครใจ และตนเข้าใจดีว่าการเรียนการสอนในช่วงโควิด-19 จะต้องมีความยืดหยุ่น

“ขณะนี้มีข้อเรียกร้องมากว่าเนื่องจากสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ระดับหนึ่งแล้ว สามารถเปิดเรียนเฉพาะเด็กอนุบาล และประถมศึกษาได้หรือไม่ เพราะเด็กกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องเรียนในห้องเรียน เรื่องนี้ต้องร่วมกันตัดสินใจให้หลายๆภาคส่วน ผมเตรียมจะเสนอ ศบค.ชุดเล็ก แต่ขณะนี้ยังยืนยันที่จะเปิดเรียนตามกำหนดเดิม คือ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ แต่จะต้องประเมินสถานการณ์โควิด-19 อย่างรอบด้านก่อน ซึ่งวันนี้รัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีอยู่ เพราะมีการติดเชื้อโควิด-19 วันละ 150-200 รายอยู่ และส่วนใหญ่เป็นการแพร่ระบาดเฉพาะกลุ่ม จึงสามารถสอบสวนโรคได้” นายณัฏฐพล กล่าว

‘ครูกัลยา’ สู้วิกฤตโควิด-19 เดินหน้าขับเคลื่อน 4 นโยบายการศึกษายุค New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546174

‘ครูกัลยา’สู้วิกฤตโควิด-19 เดินหน้าขับเคลื่อน4นโยบายการศึกษายุค New Normal

‘ครูกัลยา’สู้วิกฤตโควิด-19 เดินหน้าขับเคลื่อน4นโยบายการศึกษายุค New Normal

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 11.37 น.

เปิดศักราชใหม่ 2564 “ครูกัลยา” มุ่งพัฒนาการศึกษาไทย สู้วิกฤตโควิด-19 เดินหน้าขับเคลื่อน 4 นโยบายการศึกษายุค New Normal สู่ความท้าทาย

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผย ว่า ปี 2564 นี้ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของการศึกษาในรูปแบบใหม่ จากพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนเองจะขับเคลื่อนแนวนโยบาย 4 เรื่องหลัก คือ โค้ดดิ้ง, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย และอาชีวะเกษตร     

สำหรับการขับเคลื่อนทั้ง 4 นโยบายหลักในปีที่ผ่านมานับว่ามีความสำเร็จและมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งมีสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้ง ซึ่งในปี 2564 นี้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะมุ่งเน้นการเรียนการสอนโค้ดดิ้งไปที่ครูและนักเรียนเท่านั้น แต่จะกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “Coding for All” รวมไปถึงได้สั่งเร่งจัดทำหลักสูตรโค้ดดิ้ง สำหรับคนตกงาน เพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ช่วยประชาชนให้สามารถ คิด-วิเคราะห์-วางแผน หางานและรายได้ให้กับตัวเอง

“ปีนี้ยังเป็นปีแห่งความท้าทายและการปรับตัวเข้าสู่การศึกษาในรูปแบบใหม่แบบ New Normal ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่จะต้องทำให้เด็กของเราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากเรียน ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจ แต่ถึงกระนั้นก็ตามการเรียนรู้จะต้องปูพื้นฐานของการศึกษาตลอดช่วงวัยเรียนให้มีความเข้มข้น ทันสมัย และทันต่อสถานการณ์ โดยช่วงปีที่ผ่านมาได้ทุ่มเทเวลาและให้โอกาสไม่เฉพาะกับโรงเรียนต่าง ๆ ให้นำโค้ดดิ้ง ไปใช้ในการเรียนการสอน แต่รวมไปถึงทุกกลุ่ม ทุกอาชีพให้ได้เรียนรู้ รู้จักคิดวิเคราะห์”ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ส่วนนโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอน : STI (Science /Technology/Innovation) รวมถึงให้การสนับสนุนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่งทั่วประเทศเพื่อขยายโอกาสให้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้สูงทัดเทียมกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก เป็นตัวป้อนนักเรียนที่มีคุณภาพสูงเยี่ยมเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นนักประดิษฐ์ นักคิดค้นของประเทศชาติต่อไป ในอนาคต

ด้านนโยบายการอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย ยังเดินหน้าเน้นให้ครูปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และกระบวนการเรียนการสอนด้วยการมีนวัตกรรมและสื่อการสอนที่ทันสมัยให้นักเรียนเรียนประวัติศาสตร์ไทยด้วยความสนุก ผ่านรูปแบบสื่อที่สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชน ที่สอดคล้องตามบริบทท้องถิ่นของแต่ละแห่ง สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 และโลกในศตวรรษที่ 21  ซึ่งจะส่งเสริมเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ มีความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตยและอยากให้เยาวชนมีความเข้าใจ รัก อยากเรียนประวัติศาสตร์ โดยผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย สอดคล้องกับยุคสมัย ทำให้รู้สึกสนุก อยากเรียน ในขณะที่ครูผู้สอนก็จะมีเครื่องมือมาช่วยในการสอนด้วยเช่นกัน

และนโยบายอาชีวะเกษตร ที่ได้เดินหน้าเพื่อยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างผู้ประกอบการภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ด้วยการพัฒนาสถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมงเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอด ทางเทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตร (Digital Agri College) รวมไปถึงการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าไปอย่างมาก ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม ล่าสุดได้มีการขยายผลไปยังชุมชนจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ชลกรชุมชน” ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีแกนนำ “ชลกร” จาก 5 จังหวัด คือจังหวัดร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เข้าร่วมอบรมกว่า 60 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ถึงเท่าตัว พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการขุดบ่อกว่า 1,500 บ่อ ภายในไตรมาสแรกของปี 2564 ภายใต้หลักคิด ประหยัด ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ เพื่อแก้ปัญหา ภัยแล้ง และแก้จน

แพทย์ห่วงเด็ก-เยาวชนสูบบุหรี่ จุดเริ่มต้นสู่ริลองยาเสพติดร้ายแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546029

แพทย์ห่วงเด็ก-เยาวชนสูบบุหรี่  จุดเริ่มต้นสู่ริลองยาเสพติดร้ายแรง

แพทย์ห่วงเด็ก-เยาวชนสูบบุหรี่ จุดเริ่มต้นสู่ริลองยาเสพติดร้ายแรง

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในฐานะกุมารแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวในแถลงข่าวและเสวนาออนไลน์เรื่องพฤติกรรมวัยรุ่นกับสารเสพติด หัวข้อ “บุหรี่ต้นทางสู่ยาเสพติดกับกรณีเคนมผง” เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ในทางการแพทย์สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าเด็กหรือเยาวชนคนใดที่มีพฤติกรรมเสพติดบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าและรับนิโคตินเข้าไปเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อสมองให้เปิดรับยาเสพติดอื่นๆ ผ่านการกระตุ้นจากฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนที่สร้างความสัมพันธ์การยอมรับจากหมู่เพื่อนของวัยรุ่นผ่านคำพูดต่างๆ เช่น เพื่อนทำได้ ของแบบนี้ต้องลอง เจ๋ง สุดยอดเลยเพื่อน

ซึ่งนิโคตินในบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าจะวิ่งเข้าสู่สมองภายในไม่เกิน 10 วินาที และเข้าไปบ่มเพาะสมองของเด็กและเยาวชนให้ไวต่อสารเสพติดต่างๆ รวมถึงกระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ตนจึงอยากเตือนไปยังเยาวชนทุกคนให้นึกถึงสุขภาพของตนเองเป็นหลัก เพราะหากสมองเราถูกทำลายไปแล้วจากสิ่งเสพติด อาจทำให้การคิดวิเคราะห์ การควบคุมอารมณ์ การอยู่ร่วมกันทางสังคม ของเราสูญเสียไปโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนาผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าส่วนประกอบของยาเคนมผงที่มีการนำมาใช้เป็นยาเสพติด พบว่ามีความอันตรายถึงชีวิต ส่วนผสมของยาเคนมผง มียาเคหรือเคตามีน(Ketamine) เป็นส่วนประกอบหลักร่วมกับยาไอซ์ เฮโรอีนและยานอนหลับที่เรียกว่าโรเซ่ นำมาผสมและบดรวมกันจนละเอียดจะมีลักษณะคล้ายนมผง จึงเป็นที่มาของการเรียกว่ายาเคนมผง

โดยผู้ที่นำเคตามีนไปใช้เสพติด จะมีผลข้างเคียงที่อันตรายได้ เช่น อาการกดระบบประสาทรุนแรง คล้ายคนเมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภาพแสงหรือเสียงเปลี่ยนแปลงไป ระบบการทำงานของหัวใจและการหายใจผิดปกติ รวมไปถึงส่งผลต่อ อาการทางจิต เช่น ฝันร้าย เพ้อคลั่ง ประสาทหลอน จนนำไปสู่คนวิกลจริตได้

ภายในงานดังกล่าว ยังได้รับเกียรติจาก นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม
สุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 เป็นประธานกล่าว เปิดงาน โดย นายสาธิต ระบุว่า จากกรณีที่พบผู้เสียชีวิต 9 ราย จากการรวมกลุ่มเสพเคนมผง ซึ่งมีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ด้วยนั้นสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ

โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีการเฝ้าระวังการรวมกลุ่มหรือจัดกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้บุคลากรสาธารณสุข ต้องมีภาระเพิ่มขึ้นในการรักษาโรคจากการเสพยาเสพติดของเด็กและเยาวชน ซึ่งข้อมูลการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561-31 พ.ค. 2562 พบผู้ป่วยทั้งหมด 3,803 คน เป็นเพศชาย 3,256 คน และเพศหญิง 547 คน กลุ่มที่มากที่สุดอยู่ในช่วงวัยรุ่นอายุ 20-24 ปี 726 คน รองลงมาได้แก่ ช่วงอายุ 25-29 ปี 692 คน

“เด็กและเยาวชนเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากลอง แต่จะทำอย่างไรให้การอยากรู้ อยากลองเป็นอยู่ในขอบเขตของความถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่วนราชการมีนโยบายการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มีการจับกุมดำเนินกับผู้จำหน่าย และการให้ความรู้ผ่านสถานศึกษาหรือกิจกรรมต่างๆ สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบดูแลบุตรหลาน ซึ่งอาจเริ่มต้นได้จากการสร้างความตระหนักรู้จากการไม่สูบบุหรี่ เพราะบุหรี่อาจเป็นต้นทางสู่ยาเสพติดชนิดอื่นๆ ของวัยรุ่นไทย เห็นได้จากรายงานการสำรวจของศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ ปี 2547 พบว่านักเรียนที่สูบบุหรี่ กว่า 100 คน จะมีพฤติกรรมเสี่ยงใช้ยาเสพติดสูงถึง 10 คน” นายสาธิต กล่าว

‘อว.-ม.มหิดล’ เจ้าภาพ ‘ไทย’ จัดแข่ง หุ่นยนต์ระดับโลก ‘RoboCup 2022’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546031

‘อว.-ม.มหิดล’เจ้าภาพ‘ไทย’จัดแข่ง หุ่นยนต์ระดับโลก‘RoboCup 2022’

‘อว.-ม.มหิดล’เจ้าภาพ‘ไทย’จัดแข่ง หุ่นยนต์ระดับโลก‘RoboCup 2022’

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการที่ประเทศไทย โดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก RoboCup 2022 ภายใต้ชื่องาน RoboCup 2022, Bangkok, Thailand ณ หอประชุมไบเทค ในเดือน มิ.ย. 2565 ว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดงานระดับโลก เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และวิศวกรรมของประเทศไทยบนเวทีโลก

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ในการเสริมสร้างพัฒนาบุคลากร และเพิ่มจำนวนบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถในด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ของประเทศ ให้มีความสามารถในระดับสากล และสามารถพัฒนาต่อยอดงานวิจัย รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจจุดประกายการพัฒนาความสามารถของนักประดิษฐ์ ผู้ประกอบการ นักเรียน และนักศึกษาไทย ให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างประเทศ เช่น ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และรองรับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล และ EEC อีกด้วย มหาวิทยาลัยมหิดล โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มีความพร้อมในการดำเนินการจัดงานตามแนวทางนโยบายของกระทรวง อว. อย่างเต็มที่

ขณะที่ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการ RoboCup Board Trustee กล่าวถึงความเป็นมาและการมีส่วนร่วมของประเทศไทย ว่า หุ่นยนต์และโรโบติกส์ในปัจจุบันและอนาคตทวีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน และการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม จนถึงสุขภาพและการแพทย์ในยุคการเปลี่ยนผ่านด้วยดิจิทัลและนวัตกรรม

ซึ่งการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก RoboCup ริเริ่มจัดโดยสมาพันธ์ RoboCup นานาชาติ (International Robocup Federation) จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2540 เพื่อส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาด้านหุ่นยนต์ของโลก โดยเริ่มจากการแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล ซึ่งต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และพหุศาสตร์หลายๆ ด้าน เช่น กลไกของหุ่นยนต์ การควบคุมการเคลื่อนที่ การรับรู้ของหุ่นยนต์ และการวางแผนการทำงาน เป็นต้น เหล่านี้จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้นักวิจัยและนักพัฒนาเล็งเห็นความสำคัญและให้ความสนใจการแข่งขันนี้

รวมถึงประเทศไทยที่ให้ความสนใจและได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขัน RoboCup อย่างต่อเนื่อง จนได้รับความสำเร็จสามารถครองแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยและหุ่นยนต์เตะฟุตบอลขนาดเล็ก ในปี 2545 ซึ่งครั้งนั้นตนเป็นผู้นำทีม ต่อมาในปี 2559 ตนก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง Trustee ของ International RoboCup Federation โดยจัดการแข่งขัน RoboCup การแข่งขันวิชาการหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ ในปี 2559 ประเทศไทยได้รับการทาบทามให้จัดการแข่งขันหุ่นยนต์ในระดับภูมิภาคเป็น Super Regional RoboCup ภายใต้ชื่อ RoboCup AsiaPacific (RCAP) 2017 ขึ้นในประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน จาก 25 ประเทศทั่วโลก และในปี 2560 ทางสมาพันธ์ RoboCup นานาชาติ ได้ประจักษ์ถึงศักยภาพของประเทศไทย จึงเชิญให้เข้าร่วมคัดเลือกเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก RoboCup ครั้งที่ 25 แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 จึงได้เลื่อนการจัดงานออกไป และต่อมาได้สรุปกำหนดจัดงานในช่วงเดือน มิ.ย. 2565 ภายใต้ชื่องาน RoboCup 2022, Bangkok, Thailand

“การพัฒนาวิทยาการด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม New S-Curves ของประเทศไทย การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน RoboCup 2022, Bangkok, Thailand นั้น จึงเป็นการตอบรับต่อนโยบายของภาครัฐสู่การเป็น Thailand 4.0 ซึ่งจะเป็นการสร้าง Ecosystem ขนาดใหญ่ของประเทศ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย”รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

‘เภสัชฯม.มหิดล’ ปรับการสอน ‘นศ.’ เรียน ‘แล็บออนไลน์’ ช่วงโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546028

‘เภสัชฯม.มหิดล’ปรับการสอน‘นศ.’  เรียน‘แล็บออนไลน์’ช่วงโควิดระบาด

‘เภสัชฯม.มหิดล’ปรับการสอน‘นศ.’ เรียน‘แล็บออนไลน์’ช่วงโควิดระบาด

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้คณะฯ ได้ตัดสินใจและแจ้งให้นักศึกษาทราบตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 2563 ว่า การเรียนในภาคการเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2563 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2564 จะดำเนินการผ่านการเรียนออนไลน์ทั้งหมด จนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

แต่ความท้าทายที่สุดของการเรียนออนไลน์ คือวิชาปฏิบัติการ ซึ่งปกติเป็นการเรียนในห้องปฏิบัติการกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือทำและเสริมสร้างให้เกิดทักษะ (skills) จากความรู้ที่ได้เรียนในทางทฤษฎี ซึ่งจากการระดมสมองหารือกันภายในคณะฯ จึงได้ออก 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.การจัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบปฏิบัติการ (lab) ออนไลน์ โดยมี ผศ.ดร.ภก.จตุรงค์ ประเทืองเดชกุล หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา เป็นแกนนำในการริเริ่มส่งอุปกรณ์เรียนแล็บออนไลน์ให้นักศึกษาทางไปรษณีย์

ให้นักศึกษาได้ทดลองประกอบการศึกษาคู่มือและคลิปวีดีโอการสอน เพื่อฝึกทักษะพื้นฐาน 2.ปรับลำดับของหัวข้อการเรียนปฏิบัติการที่ต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่และสำคัญกับทักษะวิชาชีพไปไว้ช่วงปลายเทอม เพื่อที่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นนักศึกษาจะได้เข้ามาใช้เครื่องมือเหล่านั้นได้ และ 3.เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นและได้กลับมาเรียนตามปกติ จะจัดให้มีการทำแล็บซ้ำเพื่อทบทวนและเสริมทักษะของนักศึกษาโดยเฉพาะทักษะที่สำคัญของวิชาชีพ

“ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นในมาตรการที่ทางมหาวิทยาลัยมหิดล กำหนดให้คณะเภสัชศาสตร์ และทุกคณะจำเป็นต้องเรียนออนไลน์ เนื่องจากเราคำนึงถึงความปลอดภัยของนักศึกษาและครอบครัว รวมถึงทุกคนในสังคมไทยเป็นประการสำคัญ ซึ่งการเรียนออนไลน์จะทำให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกทักษะพื้นฐานได้ด้วยตนเอง เพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อให้ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ได้ประโยชน์มากที่สุด” รศ.ภก.สุรกิจ กล่าว

ผศ.ดร.ภก.จตุรงค์ ประเทืองเดชกุล หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า เดิมทางภาควิชาฯ ตั้งใจจะให้ศึกษาจากคลิปวีดีโอการสอนทั้งหมดก่อน แล้วจึงให้ฝึกปฏิบัติหลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น แต่เกรงว่านักศึกษาจะไม่ได้รับความรู้อย่างเต็มที่ จึงได้จัดการเรียนการสอนแบบปฏิบัติการออนไลน์โดยวิธีการสาธิต (Lab Demonstration) ที่ให้นักศึกษาได้ลงมือทำไปพร้อมกับอาจารย์ แล้วประเมินผลโดยให้นักศึกษาส่งคลิปวิดีโอที่ได้ฝึกทดลอง กลับมายังอาจารย์ผู้สอน โดยมีการส่งอุปกรณ์การฝึกปฏิบัติให้นักศึกษาทางไปรษณีย์

รวมทั้งให้นักศึกษาได้ประยุกต์ใช้จากสิ่งที่หาได้รอบตัว และได้มีการขยายผลรูปแบบการเรียนแล็บออนไลน์สู่ภาควิชาอื่นๆ ของคณะฯด้วย ซึ่งการศึกษาทางจุลชีววิทยาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับเชื้อจุลชีพไม่สามารถจัดส่งได้ทางไปรษณีย์ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตราย เราจึงได้ให้นักศึกษาใช้ตัวช่วยจากการเตรียมสารสมมุติที่ทำขึ้นเองง่ายๆ จากการนำเอาแป้งฝุ่นมาผสมน้ำปริมาณเล็กน้อยเพื่อให้เป็นสารละลายที่มีความขุ่นใช้แทนเชื้อจุลชีพจริง และฝึกเทคนิคการเตรียม smear บน glass slide หรือฝึกเทคนิคการ streak plate บนวุ้นในจานเพาะเชื้อพลาสติก

ผศ.ดร.ภญ.อัญชลี จินตพัฒนากิจ อาจารย์ผู้อำนวยการสอนวิชาปฏิบัติการเภสัชการ 3 ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ในการจัดการเรียนการสอนจะเป็นการเตรียมตำรับยาที่นักศึกษาต้องใช้ในการสอบใบประกอบโรคศิลปะ ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในครัวเรือนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำที่สามารถนำมาใช้แทนบีกเกอร์ ตะเกียบหรือหางช้อนที่สามารถนำมาใช้แทนแท่งคนสารละลาย หรือแม้กระทั่งเจล ซึ่งสามารถเตรียมได้จากวุ้นหรือเจลาติน ฯลฯ

“เมื่อนักศึกษาได้กลับเข้ามาเรียนที่คณะฯจะได้มาเตรียมตำรับจริงเพื่อดูขั้นตอนการผสมยาว่า ถ้ามีสารหลายตัวจะมีลำดับในการเติมอย่างไร ซึ่งการเรียนแล็บออนไลน์จะบอกถึงเทคนิคพื้นฐาน
ที่นักศึกษาต้องฝึกทำให้คล่องที่บ้าน โดยมีการกำหนดว่ายาตำรับใดที่นักศึกษาจะต้องทำเป็น และจะให้นักศึกษาได้กลับมาฝึกทำซ้ำที่คณะฯ เพื่อใช้ในการสอบใบประกอบโรคศิลปะต่อไป” ผศ.ดร.ภญ.อัญชลี ระบุ

ผศ.ดร.ภญ.ปัทมพรรณ โลมะรัตน์ หัวหน้าภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นักศึกษาเภสัชศาสตร์นอกจากความรู้เรื่องยาแล้ว การมีความรู้เรื่องอาหาร ทั้งด้านคุณภาพของอาหารและความปลอดภัยของอาหาร จะทำให้นักศึกษาสามารถดูแลผู้ป่วย/ประชาชน ดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้แบบองค์รวม โดยต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ วิเคราะห์ และควบคุมคุณภาพอาหาร เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในการเรียนแล็บออนไลน์ได้มีการส่งชุดทดสอบ หรือ test kit ที่หาซื้อได้โดยทั่วไป และมีราคาไม่แพง ให้นักศึกษาได้ทดลองใช้ด้วยตนเองที่บ้าน

เช่น ชุดทดสอบสารฟอร์มาลินในอาหาร ซึ่งมักพบมากในถั่วงอกที่ขายตามท้องตลาดโดยทั่วไป ที่ทำให้ถั่วงอกขาวน่ารับประทาน นักศึกษาสามารถใช้ช้อนที่มีอยู่แล้วในครัวสับถั่วงอกตัวอย่าง แล้วนำมาทดสอบกับ test kit ที่ทางคณะฯ ส่งไปให้นักศึกษาตัวแทนกลุ่มได้เปิดกล้องและทดลองทดสอบจริงให้เพื่อนนักศึกษาในชั้นเรียนออนไลน์ได้วิเคราะห์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งนักศึกษาจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันต่อไปได้อีกด้วย

ผศ.ดร.ภก.ภานุพงษ์ พงษ์ชีวิน หัวหน้าภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เดิมปีนี้กำหนดให้เป็นปีแรกของหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ปี 2563 ที่จะให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เรียนวิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ ที่โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งปรับจากหลักสูตรเดิมที่จัดให้เรียนในชั้นปีที่ 3

แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จึงจำเป็นต้องปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ และจัดกิจกรรมเสริมโดยส่งเมล็ดพันธุ์พืชสมุนไพรชุมเห็ดไทยทางไปรษณีย์ เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองปลูก และเตรียมวัตถุดิบสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง พร้อมสังเกตและบันทึกพัฒนาการของพืชสมุนไพรชนิดดังกล่าว และแชร์ในชั้นเรียนออนไลน์กับเพื่อนๆ โดยชุมเห็ดไทยจะงอกภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากเพาะเมล็ด และโตเต็มที่พร้อมติดดอกออกผลในระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนเศษ

ซึ่งสอดคล้องกับแผนการเรียนการสอนที่จัดลำดับเนื้อหา เริ่มจากสัณฐานวิทยาของพืชส่วนต่างๆ ไปจนถึงกระบวนการระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชตามหลักพฤกษศาสตร์ นอกจากนักศึกษาจะได้เรียนรู้จากพืชจริงเปรียบเทียบกับเนื้อหาบรรยายแล้ว การจัดการเรียนการสอนครั้งนี้ยังเป็นการจัดกิจกรรมที่ช่วยสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับนักศึกษาและเกิดความรักธรรมชาติ ซึ่งจะสอดคล้องกับ Environmental Literacy ที่มหาวิทยาลัยมหิดลกำหนดไว้

อย่างไรก็ดี หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายแล้ว นักศึกษาจะสามารถเข้ามาเรียนรู้พืชสมุนไพรที่โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล รวบรวม
ในรูปแบบของ living collection มากกว่า 700 ชนิดเพื่อให้นักศึกษามีความรู้ด้านพืชสมุนไพรและสามารถนำความรู้ไปใช้ในวิชาชีพเภสัชกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต

จุฬาฯประกาศเทอมปลายนี้ ให้เรียนออนไลน์ทั้งหมด ป้องกันแพร่ระบาดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545864

จุฬาฯประกาศเทอมปลายนี้ ให้เรียนออนไลน์ทั้งหมด ป้องกันแพร่ระบาดโควิด-19

จุฬาฯประกาศเทอมปลายนี้ ให้เรียนออนไลน์ทั้งหมด ป้องกันแพร่ระบาดโควิด-19

วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.53 น.

วันที่ 16 มกราคม 2564 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกประกาศแนวปฏิบัติในการจัดการการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลการศึกษาสำหรับภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 ยังไม่กลับสู่สภาวะปกติและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อต่อไป 

แต่เพื่อให้การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มหาวิทยาลัยโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินโควิด-19 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.64 จึงเห็นสมควรปรับแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลการศึกษา เพื่อรองรับการเปิดภาคการศึกษา สำหรับภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2563 ให้เป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้