ปชช.-คณะบุคคลหน่วยงานต่างๆ ลงนามถวายพระพร ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546839

ปชช.-คณะบุคคลหน่วยงานต่างๆ ลงนามถวายพระพร'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

ปชช.-คณะบุคคลหน่วยงานต่างๆ ลงนามถวายพระพร’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 18.13 น.

ประชาชน-คณะบุคคลจากหน่วยงานต่างๆ ลงนามถวายพระพร”กรมสมเด็จพระเทพฯ” ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรตลอดทั้งวัน

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ช่วงเช้ามีราชสกุล, ข้าราชการ, คณะผู้บริหาร ครู อาจารย์ และนักเรียนสถานศึกษาต่างๆ รวมถึงมูลนิธิ สมาคม ชมรม ร่วมกันนำ พวงมาลัย สิ่งของ และแจกันดอกไม้ ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย แสดงออกถึงความจงรักภักดี พร้อมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา ฉะเชิงเทราเขต1, โรงเรียนวัดเปรมประชากร สพป ปทุมธานี เขต1,  ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค , คณะครูและนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ , สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ , สมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญศึกษา และองค์กร สมาชิกสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจ และวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ , สถาบันคุ้มครองเงินฝาก, สมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์,โรงเรียนเทศบาล 1 (นาเริ่งราษฎร์บำรุ่ง) และโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดเสนานฤมิตร) , มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษฎ์ จังหวัดนครปฐม,คณะกรรมการบริหารผู้พิพากษาสมทบ พร้อมด้วยคณะ ผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ,โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ จังหวัดนครปฐม , สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม , คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพระบรมราชูปถัมภ์ , สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ , โรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ , มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ ในพระราชูปถัมภ์ , บริษัท ช การช่าง จำกัด มหาชน , สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร , บริษัทกรุงเทพน้ำกลั่นบริการ 1969 จำกัด , ชมรม รัชฯ ประชาเทิดพระเกียรติ เพื่อผู้ป่วยยากไร้ , สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร องค์การมหาชน , คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์ , การยางแห่งประเทศไทย / สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ , องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ , สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมภริยาแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์, สมาคมส่งเสริมความปลอดภัย และอนามัยในการทำงาน ประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ , โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี , สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม , ราชสกุลจักรพันธ์, ชมรมรวมใจภักดิ์ ในนามราชสกุลทองแถม และราชสกุลเสนีย์วงศ์

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนทั่วไปจากเขตต่าง ๆของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ที่ทราบข่าว แล้วตั้งใจเดินทางมาลงนามถวายพระพร ด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.โปรดแต่งกายด้วยชุดสุภาพ และปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 โดยเคร่งครัด

‘กัญชง’ ลงแปลงที่ ‘ม.ขอนแก่น’ วิจัยต่อยอด ‘การแพทย์-อุตสาหกรรม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546521

‘กัญชง’ลงแปลงที่‘ม.ขอนแก่น’  วิจัยต่อยอด‘การแพทย์-อุตสาหกรรม’

‘กัญชง’ลงแปลงที่‘ม.ขอนแก่น’ วิจัยต่อยอด‘การแพทย์-อุตสาหกรรม’

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.09 น.

เป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทยกับกัญชาและกัญชงทางการแพทย์ เพราะแม้จะเคยมีการกล่าวถึงในตำราแพทย์แผนโบราณ แต่การค้นคว้าพัฒนาต่อยอดได้หยุดชะงักไปหลายสิบปีในช่วงที่พืชทั้ง 2 ชนิดถูกกำหนดให้เป็นยาเสพติดให้โทษ ซึ่งผู้ผลิต ค้า ครอบครองและเสพจะมีความผิดตามกฎหมาย กระทั่งเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2563 มีการเผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 ในราชกิจจานุเบกษา “คลายล็อก” เปิดช่องให้นำกัญชาและกัญชงมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์โดย
ไม่จัดเป็นยาเสพติด

ไม่ว่าจะเป็นใบที่ไม่ติด กับช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่ง ก้าน ราก เมล็ดกัญชง น้ำมัน สารสกัดเมล็ดกัญชง สารสกัด CBD และในส่วน สาร THC ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด ยกเว้นช่อดอกและเมล็ดกัญชา ซึ่ง “กัญชง (เฮมพ์-Hemp)” ในประเทศไทยถูกจำแนกเป็นยาเสพติดประเภท 5 เช่นเดียวกับกัญชา ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เพราะพืชกลุ่มนี้มี
สาร Tetrahydrocannabinol (THC) สารเสพติดที่ออกฤทธิ์
กระตุ้นประสาท Cannabinol (CBN) และ Cannabidiol
(CBD) สารต้านการออกฤทธิ์ของสาร THC

อย่างไรก็ตาม กัญชา มีปริมาณของสาร THC ต่ำกว่า
กัญชามาก และมีสาร CBD ในเมล็ด ซึ่งปัจจุบัน งานวิจัย
ทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับกัญชงจากทางลบกลายเป็นบวก นอกจากนี้ กัญชงยังเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่โดดเด่นเรื่องของเส้นใย ให้ผลผลิตมากกว่าฝ้าย ให้คุณภาพสูงกว่า ใช้แรงงานในการปลูกน้อยกว่า ไม่ต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชปริมาณมาก
เจริญเติบโตได้ง่าย ได้รับความสนใจในการนำเส้นใยกัญชง
เข้ามาทดแทนเส้นใยสังเคราะห์ทั้งหมดในอนาคต สาเหตุมาจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัญหาสุขภาพ

กัญชงอาจสร้างมูลค่านับแสนล้านบาทจากการนำ
ทุกส่วนไปแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท
ในระดับอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอเครื่องนุ่มห่ม อาหารมนุษย์ อาหารสัตว์ เครื่องสำอาง ผลิตกระดาษ ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือน และผลิตพลังงานชีวมวลในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น ทำให้ต้องมีการส่งเสริมการปลูก ผลิต และจำหน่ายมากขึ้น แต่เนื่องจากพื้นที่ปลูกในประเทศไทยมีสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศค่อนข้างร้อน ส่งผลต่อปริมาณของสาร THC โดยตรง อาจทำให้ปริมาณของสาร THC ในกัญชงที่ปลูกนั้นมีปริมาณค่อนข้างสูง

ปัจจุบันปลูกได้ใน 6 จังหวัด 15 อำเภอของภาคเหนือ
ของประเทศไทย การจะเริ่มต้นปลูกกัญชงแบบอุตสาหกรรม
เส้นใยได้นั้น ต้องเป็นไปตามที่กฎกระทรวงระบุไว้ซึ่งต้องมีปริมาณ Tetrahydrocannabinol (THC) ไม่เกิน
ร้อยละ 1.0 ต่อน้ำหนักแห้ง การปลูกจึงเน้นระยะห่างระหว่างต้นให้ใกล้กันที่สุดซึ่งจะไปกระตุ้นให้มีลำต้นยาวตรงสูงมากกว่า 2 เมตร ปล้อง หรือข้อยาว เพื่อนำเส้นใย แกนลำต้น เมล็ดและใบ มาใช้ประโยชน์

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีปลูกกัญชงเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์แปลงปฐมฤกษ์ สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ ณ หมวดพืชผัก สาขาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ โดยมี รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี โดย รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวว่า สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการวิจัย และพัฒนาพืชกัญชาและกัญชง เพื่อการนำไปใช้เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ ในมนุษย์และสัตว์

รวมไปถึง การนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ นอกจากนี้ปัจจุบัน สถาบันวิจัยแคนนาบิส
ครบศาสตร์ ได้ดำเนินโครงการวิจัย การประเมินและพัฒนาสายพันธุ์กัญชง เพื่อการแพทย์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อการวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์ การวิเคราะห์สารสำคัญ ในรูปแบบยา และการวิจัยคลินิกทางการแพทย์ และสัตวแพทย์ ศึกษาวิจัยการประเมินสายพันธุ์กัญชง เพื่อการแพทย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือเป็นที่แรก
ในจังหวัดขอนแก่น ที่มีการปลูกกัญชงเพื่อการประเมิน และพัฒนาสายพันธุ์กัญชงเพื่อการแพทย์

“การปลูกครั้งนี้ เป็นการปลูกรอบแรก ซึ่งจะนำไปใช้ในการวิจัย ประเมิน และพัฒนาสายพันธุ์กัญชง
เพื่อการแพทย์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าการศึกษาวิจัยพืชกัญชงของมหาวิทยาลัยขอนแก่นนี้
จะเป็นประโยชน์ทางการแพทย์ รวมไปถึงการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องด้านต่างๆ มีการส่งเสริม
และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชง ให้กับวิสาหกิจ
ชุมชน ชุมชน หน่วยงาน ภาครัฐบาล เอกชน และการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตามกฎหมายที่บังคับใช้ ตลอดจนเป็นสถาบันวิจัยที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล เพื่อเผยแพร่ความรู้ ข่าวสารต่างๆ ให้กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสาธารณชน ของจังหวัดขอนแก่นต่อไป” รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ในการจัดพิธี “กัญชงลงแปลง” สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นครั้งนี้
ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา และ
กองบริหารงานวิจัย โดยที่สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีภารกิจหลักในการดำเนินโครงการวิจัยกัญชงกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และอุตสหกรรมที่เกี่ยวข้อง

และมีแผนที่จะดำเนินงานวิจัยพืชกัญชง และกัญชา
แบบบูรณาการครบศาสตร์ จากต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่ทีมคณะเกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัยด้านการปลูก ปรับปรุงพันธุ์ และพัฒนาสายพันธุ์ ทีมคณะวิทยาศาสตร์ดำเนินการศึกษาวิจัยสกัดน้ำมันกัญชงและกัญชา วิเคราะห์สารองค์ประกอบสำคัญ ทีมจากคณะเภสัชศาสตร์ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อเตรียมรูปแบบ ขนาด ผลิตภัณฑ์ยา เพื่อส่งต่อให้ทีมคณะแพทยศาสตร์ นำไปวิจัยด้านคลินิกในผู้ป่วยเฉพาะโรค

เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ยาที่รักษาเฉพาะโรค หรือเฉพาะรายบุคคล หรือ Personalized Medicine และทีมคณะสัตวแพทย์ มีการศึกษาวิจัยด้านการนำวัสดุเศษเหลือจากการศึกษาวิจัยด้านต่างๆ ไปพัฒนาเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งขณะนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับหนังสือแสดงการอนุญาตผลิต (ปลูก) กัญชง (ตามหนังสือสำคัญที่ 19/2563 เมื่อเดือนต.ค. 2563) ในการปลูก เก็บเกี่ยวหรือแปรสภาพเฮมพ์

สำหรับการศึกษาวิจัย พื้นที่ จำนวน 1,664 ตารางเมตร โดยใช้เมล็ดพันธุ์จากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จำนวน 3 สายพันธุ์ คืออาร์พีเอฟ 1 อาร์พีเอฟ 3 จำนวนสายพันธุ์ละ 2 กิโลกรัม และอาพีเอฟ 4 จำนวน 50 เมล็ด กัญชงที่นำมาปลูกเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยการประเมิน พัฒนาสายพันธุ์กัญชงเพื่อการแพทย์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับใบอนุญาตในผลิต (ปลูก) กัญชง

“มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือเป็นที่แรกในจังหวัดขอนแก่น ที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกในการใช้ช่อดอกในการวิจัยประเมินสายพันธุ์ ซึ่งนักวิจัยได้ทำการเพาะต้นกล้าจากเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค. 2563 จำนวนกว่า 700 ต้น ซึ่งจะครบกำหนดย้ายต้นกล้าลงแปลงในวันนี้ โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 120-150 วัน ที่จะผลิตดอก และครบกำหนดเก็บเกี่ยวดอก เพื่อนำไปวิจัย ประเมิน และพัฒนาสายพันธุ์เพื่อการแพทย์ต่อไป” ศ.ดร.มนต์ชัย กล่าว

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่มีการศึกษาค้นคว้างานวิจัยทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีทั้งงานวิจัยพื้นฐาน และงานวิจัยประยุกต์และทางคลินิก ตลอดจนมีนักวิจัย และเครื่องมือการวิจัยที่มีศักยภาพที่จะดำเนินการวิจัยต่างๆ ทุกด้านและทุกสาขาวิชา จึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์เพื่อดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับพืชกัญชง และกัญชา

และได้มีการศึกษาวิจัยกัญชง เพื่อปลูกประเมินลักษณะประจำพันธุ์ และปริมาณสาระสำคัญในกัญชง (THC) และ (CBD) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพัฒนาระบบการผลิตกัญชงให้เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะเป็นประโยชน์ทางการแพทย์แล้วยังทำหน้าที่ในการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชง เป็นศูนย์กลางข้อมูล เพื่อเผยแพร่ความรู้ ข่าวสารให้กับวิสาหกิจชุมชน ชุมชน หน่วยงาน ภาครัฐบาล เอกชน

ให้เกิดการต่อยอดสู่การอุตสาหกรรม!!!

สพฐ.เตรียมพร้อมเปิดเรียน 1 ก.พ.นี้ ย้ำโรงเรียนระวังความเหลื่อมล้ำการออกข้อสอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546762

สพฐ.เตรียมพร้อมเปิดเรียน 1 ก.พ.นี้ ย้ำโรงเรียนระวังความเหลื่อมล้ำการออกข้อสอบ

สพฐ.เตรียมพร้อมเปิดเรียน 1 ก.พ.นี้ ย้ำโรงเรียนระวังความเหลื่อมล้ำการออกข้อสอบ

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.39 น.

วันที่ 20 มกราคม 2564 เวลา 09.00 น. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( เลขาธิการ กพฐ. ) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า เป็นการประชุมเพื่อขับเคลื่อนและเร่งรัดงาน และการจัดทำคำของบประมาณ ปี 2565 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพชุมชน  โรงเรียนดีสี่มุมเมือง และโรงเรียนสแตนอโลน โดยให้ปรับงบประมาณ ปี 2565 ให้สัมพันธ์กับนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงเรื่องเร่งรัดการดำเนินการเบิกจ่าย และการดำเนินงานตามแผนงานปี 2564 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า ในฐานะที่ สพฐ.เป็นกน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงในการพัฒนาโรงเรียนสแตนอโลน โรงเรียนดีสี่มุมเมือง และโรงเรียนคุณภาพชุมชน  สพฐ.จึงแบ่งงานและมอบหมายภาระกิจให้กับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญที่จะจัดส่งบุคลากรลงไปช่วยขับเคลื่อนในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับจังหวัด เพื่อก่อนที่คณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะลงไปติดตามความเป็นไปได้และความเหมาะสมของโรงเรียนทั้ง 3 แบบ สพฐ.จึงจะส่งบุคลากรลงไปช่วยเหลือติดตามเบื้องต้นก่อน 

นายอัมพร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ได้หารือจากปัญหาที่คุณครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอนอยู่จำนวนมากนั้น ดังนั้น เพื่อลดภาระของคุณครู สพฐ.จึงได้จัดทำรูปแบบการพัฒนางาน หรือการปรับปรุงงานเร่งด่วน เพื่อจะลดภาระงานครูทั้งระบบ  ตั้งแต่ลดภาระงานของเขตพื้นที่การศึกษา  ลดภาระงานโรงเรียน และลดภาระงานของคุณครู โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คุณครูมีเวลาจัดการเรียนการสอนได้มากขึ้น 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงการเตรียมการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 ก.พ.นี้ กับเรื่องการเตรียมการสอบของนักเรียนระดับต่าง ๆ ส่วนเรื่องการเปิดภาคเรียนนั้น หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีแน้วโน้มที่ดีขึ้น และทางศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)มีมติเห็นชอบว่าให้โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนได้ สพฐ.ก็พร้อมเปิดเรียนในวันที่ 1 ก.พ.นี้ 

“วันนี้ ผมก็สื่อสารไปถึงโรงเรียนทุกแห่งแล้วว่าให้เตรียมการทำความสะอาดโรงเรียน หรือออกแบบมาตรการรองรับในการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1. ก.พ.นี้  ส่วนรูปแบบการเปิด สพฐ.ก็ให้ทางเลือกโรงเรียนไว้หลายทาง เช่น  1. กรณีโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.6 แต่ถ้าเปิดไม่ได้ทั้งหมด ก็อยากให้โรงเรียนเปิดสำหรับเด็กเล็กก่อน เพราะเด็กเล็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องอาศัยครูดูแล เพื่อแบ่งเบาภาระให้ผู้ปกครองไปทำงาน แต่ถ้าเปิดได้ทุกระดับชั้น ก็ให้เปิดเรียนได้ในวันที่ 1 ก.พ. โดยให้คำนึงถึงประกาศของ ศบค.แต่ละจังหวัดเป็นฐานในการตัดสินใจ สำหรับในส่วนของครูมีความพร้อมแล้ว เว้นแต่จังหวัดหรือพื้นที่ใด ศบค.ยังห้ามอยู่ก็ขอให้โรงเรียนถือปฏิบัติตาม ศบค.ต่อไป”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า เนื่องจากผู้ปกครองมีความห่วงใยเรื่องการสอบต่าง ๆของผู้เรียนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จะมีการจัดสอบอย่างไร นั้น ขอชี้แจงว่า สพฐ.ได้เตรียมการจัดสอบในปีนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือการทดสอบ ซึ่งเป็นอำนาจของโรงเรียน หรือเรียกว่าการทดสอนระดับสถานศึกษา เช่น สอบกลางภาค และสอบปลายภาค เพื่อเลื่อนชั้น โดยการสอบปลายภาคนั้น โรงเรียน คุณครูจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะสอบวันไหน และเครื่องมือวัดก็ไม่ได้ใช้แบบทดสอบ อาจจะใช้เป็นใบงานเพื่อมอบหมายงานให้ทำส่งชิ้นงาน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานตัวชี้วัดแต่ละวิชา  ส่วนการสอบปลายภาค และการสอบเลื่อนชั้นนั้น ปีนี้ สพฐ.ออกประกาศว่าไม่เอาคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ  (O-NET)
 มาตัดสินผลการเรียนแล้ว และให้นักเรียน ป.6 และ ม.3 สอบโอเน็ตตามความสมัครใจ โดยให้ถือเป็นสิทธิส่วนตัวโดยเฉพาะของนักเรียน ดังนั้นโรงเรียนสามารถกำหนดการสอบปลายภาคได้เอง ว่าจะใช้การทดสอบแบบไหน อาจจะใช้แบบทดสอบ ที่ สพฐ.ทำไว้ส่วนกลาง หรือโรงเรียนจะออกแบบทดสอบเอง หรือจะประเมินด้วยวิธีอื่นก็ได้ 

“มีหลายคนถามว่า ให้นักเรียนเลื่อนชั้นเลยโดยไม่ต้อประเมินได้หรือไม่นั้น สพฐ.ตอบตรงๆเลยว่าให้นักเรียนเลื่อนชั้นได้ แต่ต้องมีการประเมิน แต่วิธีการประเมินไม่ต้องใช้แบบทดสอบเสมอไป อาจจะใช้วิธีประเมินหลายๆอย่างในการวัดและประเมิผล และผู้ปกครองก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกไม่ได้เรียนแล้วลูกจะไม่ได้เลื่อนชั้น 

เพราะการประเมินนักเรียนต้องประเมินตามศักยภาพ ของนักเรียนแต่ละคนเป็นสำคัญ  โดยไม่ต้องยึดมาตรฐานกลาง เพราะวันนี้ยึดมาตรฐานกลางไม่ได้ เนื่องจากนักเรียนไม่ได้เรียนเท่ากัน และเครื่องมือที่ใช้เรียนก็ไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดังนั้น จึงให้โรงเรียนดูที่พัฒนาการของนักเรียนเป็นรายบุคคลเป็นหลัก” นายอัมพร กล่าว 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนการสอบโอเน็ตของนักเรียนชั้น ม.6  ที่กำหนดให้นักเรียน ม.6 เข้าสอบทุกคน โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กำหนดจัดสอบ ในวันที่ 27-28 มีนาคม นี้ ซึ่งตนคาดว่าในช่วงเวลานั้นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเบาบางลงแล้วและสามารถจัดสอบได้ เว้นแต่จะมีวิกฤต และมีการเปลี่ยงแปลงเกิดขึ้น ทุกหน่วยงานก็จะหารือกันอีกครั้ง ส่วนนักเรียน ป.6 และ ม.3 ที่สมัครใจจะทำการทดสอบโอเน็ต เพื่อให้ทราบว่าตนเองมีองค์ความรู้อยู่ระดับใดนั้น ก็ต้องให้โอกาสนักเรียน โดย สทศ.กำหนดให้ สพฐ.แจ้งนักเรียนที่ประสงจะสอบโอเน็ต ให้สมัครผ่านระบบออนไลน์ โดยให้คุณครูช่วยดำเนินการดูแลให้  และให้กรอกข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ก.พ.นี้ 

“ผมไม่อย่ากให้ผู้ปกครองนักเรียนที่อยู่ในเขต 28 จังหวัด ที่ไปสอบแข่งขั้นจังหวัดอื่นๆกลัวจะเกิดความเหลื่อมล้ำกับเพื่อนที่อยู่ในจังหวัดอื่น หรือกลัวไม่ได้เลื่อนชั้น ผมขอแจ้งว่าจะไม่มีผลต่อการเลื่อนชั้นของนักเรียน ส่วนการสอบเข้า ม.1 ,ม.4  ผมได้รับนโยบายจาก รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ที่มีความห่วงใยเนื่องจากนักเรียนในแต่ละจังหวัดเรียนไม่เท่ากันเกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะโรงเรียนแข่งขันสูง ออกข้อสอบโดยไม่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงเกรงว่าจะเกิดปัญหาเกิดผมจึงสื่อสารไปยังโรงเรียนต่างๆ ว่า หากโรงเรียนใดมีการทดสอบเพื่อรับนักเรียนเข้าเรียน ก็ให้พยายามหลีกเลี่ยงข้อสอบที่เป็นความรู้ในเทอมสุดท้ายนี้ เช่น การสอบเข้า ม.1 โรงเรียนไม่จำเป็นต้องเอาเนื้อหาเทอมปลายของ ป.6  มาออกข้อสอบ อาจจะอิ่งเนื้องหาของ ป.4,ป.5  หรือความรู้ของ ป.6ในเทอม 1  มาออก เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับนักเรียนที่มีการเรียนแตกต่างกัน ส่วนการสอบเข้า ม.4 ก็ไม่จำเป็นต้องเแาเนื้อหาเทอมปลายของ ม.3 มาออกข้อสอบ ให้เอาเนื้อหาในข่วงชั้น ม.1,ม.2 และเทอมแรกของ ม.3 มาออกข้อสอบ ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และเพื่อลดความเครียดความวิตกกังวลของผู้ปกครองและนักเรียน” เลขาธิการกพฐ. กล่าว 

‘บอร์ดกสศ.’ คลอดแผนภารกิจพัฒนาการเรียนรู้ลดเหลื่อมล้ำสู้ ‘โควิด19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546685

‘บอร์ดกสศ.’ คลอดแผนภารกิจพัฒนาการเรียนรู้ลดเหลื่อมล้ำสู้‘โควิด19’

‘บอร์ดกสศ.’ คลอดแผนภารกิจพัฒนาการเรียนรู้ลดเหลื่อมล้ำสู้‘โควิด19’

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 10.40 น.

บอร์ดกสศ. เห็นชอบแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กร เพื่อปฏิบัติภารกิจลดความเหลื่อมล้ำภายใต้สถานการณ์ COVID-19 พร้อมติดตามความเสี่ยงการหลุดออกนอกระบบการศึกษา และผลกระทบพัฒนาการด้านการเรียนรู้และสุขภาวะนักเรียนนักศึกษาทุนกสศ. 

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร กสศ. รับทราบมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่เห็นชอบตามความเห็นของสำนักงบประมาณและให้ กสศ.รับความเห็นของกระทรวงการคลังไปพิจารณาด้วย โดยเห็นควรที่กสศ.คงอัตราเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษในอัตราเท่าเดิมไปก่อนสำหรับปีการศึกษา 1/2565 โดยในปีการศึกษา 2/2564 กสศ.จะทำการวิจัยทดลองเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนในกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุดราว 30,000 คน ในอัตราใหม่ ได้แก่ อนุบาล จำนวน 4,000 บาท  ประถมศึกษา จำนวน 5,100 บาท  มัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 4,500 บาท  มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 9,100 บาท/คน/ปี และจะนำผลการติดตามประเมินผลการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาจัดทำคำของบประมาณในปีงบประมาณ 2566 เพื่อสนับสนุนนักเรียนยากจนพิเศษให้ได้ในปีการศึกษา 1/2566 ต่อไป

นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้เห็นชอบแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กร ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ทั้งด้านบุคลากร  ด้านสถานที่ปฏิบัติงาน  ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลสำคัญ ด้านวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ โดยแต่งตั้งคณะทํางานบริหารความต่อเนื่องของสำนักงาน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อกลุ่มเป้าหมาย  อาทิ การปรับวิธีการโอนเงินตรงสู่กลุ่มเป้าหมายโดยตรง เช่น กรณีปรับแผนมุ่งจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษตรงไปที่เด็กเพื่อเป็นค่าครองชีพทั้งหมดผ่าน ช่องทางระบบ prompt pay หรือรับเงินสดที่โรงเรียน  โดย กสศ.ได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้นักเรียนกลุ่มเก่าต่อเนื่องในสังกัด สพฐ. ตชด.เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดสรรสังกัด อปท.ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 ม.ค.2564 รวมจำนวนนักเรียนกลุ่มเก่าต่อเนื่องที่ได้รับการจัดสรร 929,455 คน

“สำหรับนักเรียนกลุ่มใหม่ (ทุกระดับชั้นที่ไม่เคยได้รับทุน)  ภายใต้ข้อจำกัดในการลงพื้นที่ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 กสศ.ได้ปรับแผนให้คุณครูสามารถ สํารวจ/สอบถามข้อมูลครัวเรือนจากผู้ปกครองแทนการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูล  ซึ่งสถานศึกษาได้ดําเนินการคัดกรองเฉพาะกลุ่มใหม่เมื่อวันที่ 4-15 ม.ค.2564 เรียบร้อยแล้ว  ขณะนี้ กสศ.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและตัดเกณฑ์ความยากจนด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม หรือ PMT เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนกลุ่มใหม่ต่อไป นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตาม (monitoring) ว่าวิกฤติครั้งนี้ได้กระทบคุณภาพการเรียนการสอนของนักเรียนนักศึกษาทุนหรือไม่ รวมถึงแนวโน้มความเสี่ยงการหลุดออกนอกระบบการศึกษาเพื่อช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีเป็นรายบุคคล” นพ.สุภกร กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการการคัดกรองและติดตามผลการจัดสรรอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขนักเรียนยากจนพิเศษ กล่าวว่า จากข้อมูลผลการวิจัยติดตามกลุ่มเป้าหมายของ กสศ. มามากกว่า 3 ปีการศึกษาพบว่า การปรับลดแผนการใช้เงินของกสศ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จากที่ กสศ.ขอไป จากเดิม 7,916.92 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงิน 6,556.8649 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 1,360 ล้านบาท จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษเดิม ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 886,852 คน จะมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นตามค่าครองชีพในแต่ละปี และรายได้ที่ลดลงจากวิกฤต COVID-19 นอกจากนั้น จะมีผลกระทบต่อกลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษที่ขาดโอกาสศึกษาต่อระดับมัธยมปลายสายสามัญ/ปวช.หรืออุดมศึกษาจำนวน  48,523 คน  ซึ่งปัจจุบันมีช่องว่างทางโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาของครัวเรือนยากจนที่สุดและครัวเรือนร่ำรวยที่สุดมากกว่า 20 เท่า

“กสศ.ควรเร่งพิจารณากรอบการวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบของเงินอุดหนุนและเสนอแนวทางการทดลองนำร่องการอุดหนุนในปีงบประมาณ 2565  เพื่อนำไปสู่การขยายผลรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณทั้งหมด รวมถึงการแนะนำการดำเนินนโยบายให้แก่หน่วยงานอื่นๆ”รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว

‘สาธิตเกษตรฯ’ รับสมัครนักเรียนชั้นป.1 ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546519

‘สาธิตเกษตรฯ’รับสมัครนักเรียนชั้นป.1ประจำปี2564

‘สาธิตเกษตรฯ’รับสมัครนักเรียนชั้นป.1ประจำปี2564

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำหนดการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564(ผู้สมัครต้องเป็นผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2557 ถึง 15 ธ.ค. 2558) โดยเปิดให้รับใบสมัครผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 25 ม.ค.-5 ก.พ. 2564 จากนั้นยื่นเอกสารการสมัครผ่านผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 ม.ค.-14 ก.พ. 2564 โดยทางโรงเรียนจะกำหนดให้มีการประเมินความพร้อมในวันที่ 23 มี.ค. 2564 จำนวน2 รอบ รอบที่ 1 เวลา 08.30-10.00 น.และรอบที่ 2 เวลา 10.15-12.15 น. และประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 3 เม.ย. 2564 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-9428800-9 หรือดูข้อมูลที่ http://www.kus.ku.ac.th

เพิกถอนใบอนุญาต 609 โรงเรียนเอกชนนอกระบบ หยุดกิจการเกิน 90 วันไม่แจ้งยกเลิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546543

เพิกถอนใบอนุญาต 609 โรงเรียนเอกชนนอกระบบ หยุดกิจการเกิน90วันไม่แจ้งยกเลิก

เพิกถอนใบอนุญาต 609 โรงเรียนเอกชนนอกระบบ หยุดกิจการเกิน90วันไม่แจ้งยกเลิก

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.52 น.

“สช.” สั่งเพิกถอนใบอนุญาต 609 โรงเรียนเอกชนนอกระบบ หลังตรวจพบหยุดกิจการเกิน 90 วันไม่แจ้งยกเลิก

19 มกราคม 2564 นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ตนได้ลงนามคำสั่งคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ 11/2564 เรื่อง เพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ในกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ด้วย พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 126 วรรคสอง กำหนดไว้ว่า เมื่อผู้อนุญาตตรวจพบว่าโรงเรียนนอกระบบแห่งใดหยุดดำเนินกิจการเกินเก้าสิบวันโดยไม่แจ้งเลิกกิจการตามวรรคหนึ่ง ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบดังกล่าวได้ ประกอบกับที่ผ่านมา สช. ได้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจติดตามมาตรการรองรับในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้ตรวจติดตามโรงเรียนนอกระบบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการเปิดเรียน ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโนา 2019 หรือ โควิด-19 พบว่า มีโรงเรียนนอกระบบจำนวนหนึ่งมิได้ ดำเนินกิจการโรงเรียนและไม่มีสภาพการเป็นโรงเรียนแล้ว หยุดดำเนินกิจการเกินกว่า 90 วันโดยไม่แจ้งให้ผู้อนุญาตทราบ และไม่สามารถติดต่อผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนให้มาดำเนินการเลิกกิจการโรงเรียนตามที่กฎหมายกำหนดได้  ฉะนั้นจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 126 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 สั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโงเรียนนอกระบบ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 609 โรง 

สำหรับผู้ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือได้รับผลกระทบจากคำสั่งของผู้อนุญาต หากไม่พอใจในคำสั่งดังกล่าว ให้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งจากผู้อนุญาตหรือวันที่ทราบคำสั่ง แล้วแต่กรณี เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 118 แห่ง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550

สกสค.เฮ! ‘ธนพร’ ปลดล็อก เปิดสอบเลื่อนขั้นหลายร้อยตำแหน่ง หลังเว้นกว่า 5 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546532

สกสค.เฮ! 'ธนพร'ปลดล็อก เปิดสอบเลื่อนขั้นหลายร้อยตำแหน่ง หลังเว้นกว่า 5 ปี

สกสค.เฮ! ‘ธนพร’ปลดล็อก เปิดสอบเลื่อนขั้นหลายร้อยตำแหน่ง หลังเว้นกว่า 5 ปี

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.27 น.

เห็นโอกาสก้าวหน้า! จนท.สกสค.เฮ “ธนพร”ปลดล็อก เปิดสอบเลื่อนขั้นหลายร้อยตำแหน่ง หลังเว้นกว่า 5 ปี

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้เข้ามาทำงานที่ สกสค. ด้ตรวจสอบปัญหาในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งพบว่า ปัญหาหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่ของ สกสค.ซึ่งทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการต่าง ๆของบุคลากร ไม่มีขวัญกำลังใจในการทำงาน  เพราะไม่มีโอกาสก้าวหน้าในการสอบเลื่อนขั้น จากระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ มาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับชำนาญการ เนื่องจากมีการยกเลิกการสอบเลื่อนขั้น มานานกว่า 5 ปี โดยผู้บริหารในช่วงนั้นให้เหตุผลในเรื่องข้อจำกัดทางงบประมาณ ดังนั้น ที่ผ่านมาตนจึงเข้าไปแก้ปัญหา ปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว โดยเกลี่ยงบบุคคลและงบประมาณจากภาครัฐที่ได้ มาบริหารจัดการ และเตรียมจะเปิดสอบให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการทั่วประเทศ เลื่อนขั้นเป็นระดับชำนาญการ เร็วๆ นี้

นายธนพร กล่าวต่อว่า คาดว่าจะมีผู้มีคุณสมบัติครบ ที่สมัครสอบหลายร้อยคน การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบการทำงานของ สกสค.ซึ่งบุคลากรเป็นส่วนสำคัญ ที่ต้องดูแลขวัญกำลังใจ เพราะหากบุคลากรมีขวัญกำลังใจในการทำงานแล้ว ก็จะไปทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้ดีขึ้น

“การดูแลเจ้าหน้าที่ สกสค.เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญในการปฏิรูป เพราะหากเราเห็นความก้าวหน้า ในอาชีพการทำงานแล้ว ก็จะมีขวัญกำลังใจ ที่ผ่านมา สกสค.มักจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ จากนี้ จะปรับมาใช้ในการดูแลบุคลากรให้มากขึ้น และต่อไปผมอยากให้เจ้าหน้าที่ทุกคน ทำหน้าที่ดูแลขวัญและกำลังใจข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดีที่สุด” นายธนพร กล่าว

ครม.อนุมัติกรอบวงเงินงบฯวิทยาศาสตร์ วิจัยฯปี65 จำนวน 24,400 ลบ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546506

ครม.อนุมัติกรอบวงเงินงบฯวิทยาศาสตร์ วิจัยฯปี65 จำนวน 24,400 ลบ.

ครม.อนุมัติกรอบวงเงินงบฯวิทยาศาสตร์ วิจัยฯปี65 จำนวน 24,400 ลบ.

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.38 น.

“ครม.” อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ปี 65 จำนวน 24,400 ลบ. เน้นสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมมุ่งใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ – เพิ่มขีดความสามารถภาคผลิตและบริการอย่างยั่งยืน – แก้ไขปัญหาด้านการพัฒนาสังคม สร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีรองรับการวิถีนิวนอร์มัล

19 มกราคม 2564 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยในฐานะผู้ช่วยเลขานุการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 24,400 ล้านบาท ตามที่ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ นำเสนอ เพื่อใช้เป็นงบประมาณในการขับเคลื่อนแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมประจำปี พ.ศ. 2563 – 2565 ฉบับปรับปรุง สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน จึงมีความจำเป็นต้องนำความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมมาช่วยแก้ไขปัญหา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ และแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสำคัญและเร่งด่วนของประเทศดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน โดยอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ประชุมจึงได้พิจารณาเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 และระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ดังกล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวถึงผลสำเร็จ ในปี 2563 ที่ผ่านมา โดยงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้นำไปใช้ตอบโจทย์ของการพัฒนากำลังคน  เศรษฐกิจ  สังคม  สาธารณสุข  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างตรงตามเป้าหมาย  โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 อาทิ การสร้างสรรค์ผลงานการพัฒนาหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและตรวจสอบคุณภาพหน้ากากอนามัย  การผลิตชุดตรวจเชื้อโควิด-19  โดยวิธี Real-Time (RT-PCR) จากน้ำลายซึ่งลดขั้นตอนการตรวจและทำให้ตรวจได้ในจำนวนที่มากขึ้น  การวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือต่อการระบาดของโรคโควิด-19 ในด้านวัสดุและเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment : PPE)  เครื่องช่วยหายใจ  โรงพยาบาลสนาม ห้องตรวจแยกแรงดันลบ ฯลฯ การพัฒนาศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติจนได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านการดูแล การเลี้ยง และใช้สัตว์ทดลอง ทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยและทดสอบยาและวัคซีนอย่างครบถ้วนและเป็นที่น่าเชื่อถือ  

ดร.กิติพงค์ กล่าวด้วยว่า งบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จในการพัฒนากำลังคนโดยอาศัยกลไกการพัฒนาความรู้ในทักษะเดิม (Re-skill) การยกระดับทักษะเดิม (Up-skill)  และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ (New skill)  เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายและข้อริเริ่มสำคัญ การพัฒนายารักษาโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งช่วยลดการนำเข้ายาราคาแพงและเพิ่มการเข้าถึงยาของประชาชน การพัฒนาระบบการแก้ไขปัญหาคนจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ การพัฒนาหุ่นยนต์ต้นแบบช่วยประเมิน ดูแล ฟื้นฟู บริการผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง  การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy – BCG Economy) ในด้านต่างๆ  รวมทั้งอุตสาหกรรมการแพทย์และบริการสุขภาพ โดยผลักดันแผนงานวิจัยจิโนมิกส์ประเทศไทย เพื่อให้เกิดศูนย์บริการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของประเทศ  ธนาคารทรัพยากรชีวภาพ (Biobank) เพื่อให้เกิดแหล่งศูนย์กลางในการเก็บรักษาทรัพยากรชีวภาพได้ปลอดภัยและมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล  รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีอวกาศจัดการกับปัญหา PM 2.5   

สำหรับแผนงานและเป้าหมายของปี 2565 (ร่าง) แผนด้านวิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2563-2565 ฉบับปรับปรุง  สำหรับปีงบประมาณ 2565 จะมุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง  และเพิ่มขีดความสามารถของภาคการผลิตและบริการบนรากฐานของการพึ่งพาตนเองแบบยั่งยืน  สามารถใช้แก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสังคมอย่างมีนัยสำคัญ  และสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีรองรับการดำรงชีวิตในวิถีใหม่ (New Normal) ทั้งนี้ การดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับการบรรลุผลลัพธ์ที่มีคุณค่าตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน และเน้นแนวการพัฒนาที่มี “คน” เป็นศูนย์กลาง เพราะคนเป็นหัวใจสำคัญของทุกเรื่อง

โดยกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2565 ประกอบด้วย งบสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) จำนวน 14,640 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนทุนแบบให้มีการแข่งขัน (Competitive Funding) สำหรับการทำวิจัยที่เน้นตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ โดยมีเป้าหมาย 4 แพลตฟอร์ม  17 โปรแกรมที่ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญ ตั้งแต่การพัฒนากำลังคน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ การปฏิรูประบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ และงบสนับสนุนงานพื้นฐาน (Fundamental Fund) จำนวน 9,760 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research Fund) และ Functional-based Research Fund เพื่อสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงาน โดยการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวเน้นความยืดหยุ่นและคล่องตัว

ศธ.เล็งวางพื้นที่ตัวอย่างรับนโยบาย ‘BCG Economy’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546494

ศธ.เล็งวางพื้นที่ตัวอย่างรับนโยบาย'BCG Economy'

ศธ.เล็งวางพื้นที่ตัวอย่างรับนโยบาย’BCG Economy’

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 14.55 น.

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบทางไกล ( VDO conference) ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ BCG Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งการขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ต้องปูพื้นฐานที่ ศธ.รวมทั้งจะรับแนวทางการวิจัยจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มาวางแผนด้วย เพื่อสร้างความคุ้นเคยเรื่องเหล่านี้ให้นักเรียนจึงถือเป็นเรื่องดีและเป็นโอกาศดีที่ ศธ.จะปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ให้กับนักเรียนได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินเศรษฐกิจในอนาคต เศรษฐกิจด้านนี้ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ถ้ารัฐบาลจะผลักดันอย่างเต็มที่ ก็จะต้องมีจำนวนนักเรียนและปริมาณนักเรียนที่มีความเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ศธ.ก็รับนโยบาย BCG Economy นี้มา ซึ่งเป็นการผลักดันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเป็นแนวทางของประเทศ ซึ่งในการขับเคลื่อนตรงนี้ ศธ.จะเป็นกระทรวงหลักในการวางพื้นฐานร่วมกับกระทรวงอื่น ๆเพื่อมุ่งเน้นเรื่องนี้ เพราะเรามีพื้นฐานเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ และการเกษตรรูปแบบต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งในอนาคตจะต้องเพิ่มขีดการแข่งขันของประเทศไทยด้วย

“ท่านนายกฯ คาดหวังว่า ศธ.จะสามารถนำเรื่องนี้ไปวางแผนปรับงบประมาณปี 2564 และ ปี 2565 เพื่อให้สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้เลย ดังนั้น ผมจะประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อเลือกพื้นที่ตัวอย่าง โดยกระจายไปหลายๆ ภูมิภาค หรืออาจทุกจังหวัด ซึ่งผมมองว่านโยบายนี้สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ.ที่เราวางแผนพัฒนาโรงเรียนคุณภาพของชุมชน เพราะโรงเรียนคุณภาพของชุมชนก็คำนึงถึงบริบทและความต้องการของจังหวัดนั้น ๆหรือพื้นที่นั้นๆ ในการทำตัวอย่าง ดังนั้น ก็อาจจะวางให้โรงเรียนคุณภาพของชุมชน และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการขับเคลื่อนนโยบาย BCG Economy นี้ให้เกิดขึ้นได้จริงในการวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับเยาวชนไทย” นายณัฏฐพล กล่าว

ฝึกนักเรียนดีให้เป็นบาริสต้ามืออาชีพ ผลงานเตะตาของโรงเรียนลิไทพิทยาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546277

ฝึกนักเรียนดีให้เป็นบาริสต้ามืออาชีพ  ผลงานเตะตาของโรงเรียนลิไทพิทยาคม

ฝึกนักเรียนดีให้เป็นบาริสต้ามืออาชีพ ผลงานเตะตาของโรงเรียนลิไทพิทยาคม

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ลิไทคาเฟ่” เป็นร้านคาเฟ่เล็กๆ ของโรงเรียนลิไทพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 38 ซึ่งโรงเรียนลิไทพิทยาคม ได้ดัดแปลงห้องสหกรณ์ร้านค้าเก่า รีโนเวทมุมเล็กๆเป็นมุมคาเฟ่ สไตล์ลอฟท์ทันสมัยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะอาชีพ เรียนรู้การเป็นบาริสต้า สร้างรายได้ระหว่างเรียน

เนื่องจากที่นี่ ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวเมืองมรดกโลก คืออุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวมากมาย การสร้างแนวทางการประกอบอาชีพให้กับนักเรียน เพื่อสนองกับความต้องการของตลาด และบริบทของท้องถิ่น โดยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้อาชีพเพื่อประกอบอาชีพได้จริงในอนาคต ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนลิไทพิทยาคม จึงจัดให้มี “ชุมนุมลิไทคาเฟ่” ซึ่งเด็กๆ ให้ความสนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกในชุมนุมเป็นอย่างมาก

นายวีระ พุ่มไม้ ผู้อำนวยการโรงเรียนลิไทพิทยาคม เปิดเผยให้ทราบว่า การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียน เราเน้นให้นักเรียน เรียนตามความถนัดและความสนใจ โดยครูเป็นผู้ใฝ่รู้ หาข้อมูลใหม่ๆ มาสอนนักเรียนเสมอ รวมถึงผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพสูงให้ออกไปสู่ชุมชนดังนั้นสิ่งที่เด็กนักเรียนได้จาก “ลิไทคาเฟ่” คือ การสร้างอาชีพ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในหลากหลายอาชีพที่นักเรียนให้ความสนใจ ในเรื่องของการค้าขายและทำธุรกิจ ประกอบกับโรงเรียนลิไทพิทยาคม ตั้งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว คือ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นเมืองมรดกโลก จึงอาจเป็นการจุดประกายให้นักเรียนอยากทำธุรกิจ เพื่อสนองกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย และหวังว่าเมื่อนักเรียนจบการศึกษาออกจากโรงเรียนแล้วก็จะสามารถประกอบธุรกิจสร้างอาชีพให้กับตนเองได้

นางสาววรัญญา บุญสง่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า การเข้ามาเป็นสมาชิกในชุมนุมลิไทคาเฟ่ ได้ฝึกฝนฝีมือการชงเครื่องดื่ม เพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ และเป็นการหารายได้เสริมในระหว่างเรียนโดยกิจกรรมของชุมนุมนี้จะฝึกให้นักเรียนได้ชงเครื่องดื่มในรูปแบบต่างๆ เช่น อิตาเลี่ยนโซดา กาแฟ นมชมพู นมเหนียว โกโก้เพื่อจำหน่ายให้กับนักเรียน และครูในโรงเรียน ราคาเพียงแก้วละ20 บาท มีการหัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย ต้นทุน กำไร การจัดการร้านค้า การรักษาความสะอาด การบริการ นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการสะสมแต้มแทนบัตรสะสม การใช้ QR Code ลดการสัมผัสเลี่ยงการติดเชื้อไวรัส