ไปรษณีย์ไทยออกแสตมป์ชุด ‘150 ปี สมโภชวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547042

ไปรษณีย์ไทยออกแสตมป์ชุด '150 ปี สมโภชวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม'

ไปรษณีย์ไทยออกแสตมป์ชุด ‘150 ปี สมโภชวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.11 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ออกแสตมป์ที่ระลึกเนื่องในศุภมงคลสมัย “150 ปี แห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” ซึ่งเป็นการรวมภาพอันเป็นมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับวัดมาจัดทำเป็นแสตมป์ 5 ดวง 5 แบบ ประกอบด้วย ภาพพระพุทธอังคีรส พระประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และต้นรัชกาลที่ 5 ภาพภายในพระอุโบสถตกแต่งแบบโกธิกคล้ายโบสถ์คริสต์ เป็นเอกลักษณ์ของวัดที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างไทยและตะวันตก ภาพสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการจัดทำแสตมป์สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ภาพพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ในพระอิริยาบถประทับบนพระราชยานพุดตานทอง ทรงเครื่องต้นอย่างขัตติยราชเสมือนในการเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และภาพด้านหน้าพระอุโบสถ

สำหรับชุดแสตมป์ดังกล่าวมี 2 ชนิดราคา คือ 5 บาท และ 10 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) นอกจากนี้ยังมีแผ่นชีตที่ระลึกแสตมป์ภาพสมเด็จพระสังฆราชในแบบพิเศษ ราคา 20 บาท ซองวันแรกจำหน่ายราคา 44 บาท จำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 22 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ที่ไปรษณีย์ทุกแห่ง พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร และทางออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทร 02-5735480 , 02-5735463 พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน โทร 02-2712439

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th

เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ทวิตเตอร์ : @Thailand_Post

ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post

ศธ.จับมือ กกต.สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547031

ศธ.จับมือ กกต.สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครอง

ศธ.จับมือ กกต.สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.56 น.

ศธ.จับมือ กกต.สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วันนี้ (21 มกราคม 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลักระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) และ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานประชุมการประสานงานระดับส่วนราชการเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยสำนักงาน กกต.ได้นำเสนอแนวทางการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สู่การผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ ผ่านศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับ กศน.จัดตั้ง ศส.ปชต.เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมวิถีชีวิตประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง จำนวน 7,517 แห่งทั่วประเทศ และยังมีเครือข่ายองค์กรต่างๆ มาร่วมดำเนินกิจกรรม เช่น ลูกเสืออาสา กกต. รด.จิตอาสา ดีเจประชาธิปไตย หมู่บ้านรณรงค์ไม่ขายเสียง เป็นต้น

ในส่วนของการสร้างความรู้ความเข้าใจในสถานศึกษา มีการจัดหลักสูตร 4 ช่วงชั้น (ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา) จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอน และหลักสูตรวิชาบังคับของนักศึกษา ม.ราชภัฏ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพ ทั้งนี้ สำนักงาน กกต.ต้องการร่วมมือกับ ศธ.เพื่อจัดหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงบรรจุในวิชาลูกเสือ และสนับสนุนการพัฒนาความรู้ด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างถูกต้องให้แก่สภานักเรียน

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานทั้งหมดอยู่ ทั้งด้านเนื้อหาและรูปแบบวิธีการ ดังนั้นสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) และ สพฐ.จะร่วมกันปรับหลักสูตรให้เหมาะสมตามที่สำนักงาน กกต.นำเสนอ พร้อมทั้งขอผู้แทนจากสำนักงาน กกต.มาร่วมกันหาช่องทางที่ดีที่สุดในการถ่ายทอดเนื้อหาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพเด็ก อันมีผลต่อการดำรงชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม

สำหรับเนื้อหาที่ต้องการให้บรรจุในวิชาลูกเสือนั้น ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติขึ้นแล้ว และจะนำเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาต่อไป ส่วนการสนับสนุนการพัฒนาความรู้ให้แก่สภานักเรียน ที่ทางสำนักงาน กกต.กำลังดำเนินการอยู่นั้น ศธ.ไม่มีข้อขัดข้อง พร้อมแนะนำให้จัดกิจกรรมโดยไม่กระทบต่อการเรียนการสอนของครูและนักเรียน

‘ณัฏฐพล’ นัดหารือบอร์ด กอศ.ชุดใหม่ ร่วมผลักดันอาชีวะเข้มข้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547002

'ณัฏฐพล'นัดหารือบอร์ด กอศ.ชุดใหม่ ร่วมผลักดันอาชีวะเข้มข้น

‘ณัฏฐพล’นัดหารือบอร์ด กอศ.ชุดใหม่ ร่วมผลักดันอาชีวะเข้มข้น

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 14.50 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบนโยบาย การประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ครั้งที่ 1/2564 ว่า ตนได้พูดคุยกับคณะกรรมการ กอศ.ชุดใหม่ให้รับทราบนโยบายความตั้งใจของตนที่จะผลักดันการอาชีวศึกษาให้มีความเข้มข้น พร้อมกับมอบนโยบายและแนวทางของศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา หรือศูนย์ Excellent Center และศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ HCEC รวมถึงแผนพัฒนาครูและความตั้งใจที่จะผลักดันการเกษตรอาชีวะ

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า คณะกรรมการฯได้แสดงความคิดอย่างหลากหลายที่เป็นประโยชน์ในการเข้าไปแก้ไขพัฒนาการศึกษาอาชีวศึกษา เช่น การผลักดันเรื่องการเกษตรแม่นยำ ที่ต้องขยายผลอย่างกว้างขวาง และผลักดันโครงการ 1 วิทยาลัย 1 เอกชน เพื่อนำสถานประกอบการภาคเอกชนมาเข้าร่วมวิทยาลัยสร้างคุณภาพการศึกษาให้ได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเรียนการสอนอาชีวะ ที่จะต้องสร้างคุณภาพนำปริมาณ แม้ปริมาณผู้เรียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะขณะนี้ยังขาดผู้เรียนอาชีวะอยู่ แต่เราต้องสร้างคุณภาพให้ผู้เรียนมีทักษะ มีฝีมือ เพราะถ้าสามารถสร้างให้ผู้เรียนมีคุณภาพได้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์

“วันนี้ถือเป็นการวางพื้นฐาน สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันกับคณะกรรมการ กอศ.จากนั้น นายรอยล จิตรดอน ประธาน กอศ.ก็จะแบ่งคณะทำงานเพื่อนำเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีวศึกษาต่อไป นอกจากนี้ ที่คณะกรรมการได้เสนอประสบการณ์การทำงานของแต่ละคน พร้อมกับเสนอให้ สอศ.เชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างอาชีวะกับกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น กลุ่มธุรกิจน้ำ การซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่อพัฒนาผู้เรียนอาชีวะร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งผมพูดอยู่เสมอว่า อะไรที่เราไม่มีความเขียวชาญก็อย่าทำ วันนี้ขอให้อาชีวะมีคุณาพ มีหลักสูตรที่มีความเข้มข้น และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ก็จะทำให้ได้ผู้เรียนมีคุณภาพและพร้อมที่จะออกไปทำงานได้” นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนหลักสูตรคณะกรรมการให้ความเห็นว่า หลักสูตรของอาชีวะต้องมีความยืดหยุ่น ซึ่ง นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ.ก็รับเรื่องนี้ไปดำเนินการ รวมถึงการที่เทียบมาตรฐานคุณวุฒิให้กับผู้เรียนอาชีวะ ที่จะต้องมีมาตรฐานเพื่อลดความซ้ำซ้อน และในขณะเดียวกันจะนำเทคโนโลยีมาช่วยจับความสามารถผู้เรียนตามช่วงชั้นเรียน เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนมีความสามารถด้านใดและทำการส่งเสริมต่อไป นอกจากนี้ จะสร้างธนาคารหน่วยกิต เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสะสมไปต่อยอดในอนาคตได้ตามความสะดวก และจะทำให้ผู้ที่เรียนจบอาชีวะมีความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้นด้วย

‘ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์’ 696 คน ร่วมบริจาคโลหิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546999

'ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์' 696 คน ร่วมบริจาคโลหิต

‘ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์’ 696 คน ร่วมบริจาคโลหิต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 14.46 น.

“ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์” 696 คน ร่วมบริจาคโลหิต 4 วัน ได้โลหิต รวม 297,850 ซีซี เพื่อนำไปเป็นโลหิตสำรอง

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้มีผู้เข้ารับการบริจาคโลหิตลดลง อีกทั้งโรงพยาบาลต่างๆ ยังมีความต้องการที่จะสำรองโลหิตไว้ เพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ในการนี้ ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ ได้น้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติ ในการเป็นแบบอย่างของการเป็นข้าราชการที่ดี มีจิตอาสา จิตสาธารณะ เสียสละอุทิศตน ทำความดีเพื่อส่วนรวม โดยต่างพร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต

วันนี้ (21 มกราคม 2564) เวลา 09.00 น.ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ จากเขตพระราชฐานพระที่นั่งอัมพรสถาน และวังศุโขทัย พร้อมใจเข้าร่วมบริจาคโลหิต ณ เขตพระราชฐานในพระองค์ฯ ราชวิถี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยตั้งแต่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ในประเทศไทยในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้บริจาคโลหิตลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้จำนวนโลหิตสำรองในโรงพยาบาลต่างๆ มีจำนวนลดน้อยลง ไม่เพียงพอกับการรักษาพยาบาล

ทั้งนี้ หน่วยราชการในพระองค์ และหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพื้นที่ต่างๆ อาทิ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 รักษาพระองค์ และกองพันทหารม้าที่ 2 กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ได้ร่วมบริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อส่งต่อโลหิตแก่ผู้ป่วย และโรงพยาบาลที่มีความประสงค์เพื่อใช้เป็นโลหิตสำรองอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ซึ่งในวันนี้ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ ได้พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิตเพื่อแสดงถึงการเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี เสียสละอุทิศตน ในการทำความดีเพื่อส่วนรวม สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข โดยในการเข้าบริจาคโลหิตของหน่วยราชการในพระองค์ ได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่และผู้บริจาค และส่งต่อโลหิตที่ปลอดภัยไปยังโรงพยาบาล เพื่อใช้เป็นโลหิตสำรองในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยต่อไป

สำหรับในวันนี้ มีหน่วยรับบริจาคโลหิต สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ คณะแพทย์ศาสตรวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เป็นหน่วยที่เข้ามารับบริจาคโลหิต มีข้าราชบริพารผ่านการคัดกรองร่วมบริจาคโลหิตได้ จำนวน 108 คน ได้โลหิต จำนวนรวม 48,600 ซีซี ตั้งแต่วันที่ 18 – 21 มกราคม 2564 รวม 4 วัน ผู้บริจาครวม จำนวน 696 คน ได้โลหิต จำนวนรวม 297,850 ซีซี ซึ่งจะได้นำไปเป็นโลหิตสำรอง สำหรับนำไปใช้ในการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยต่อไป

อว. เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 46.2 ล้านโดส อเมริกามากสุด 15.6 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546955

อว. เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 46.2 ล้านโดส อเมริกามากสุด 15.6 ล้านโดส

อว. เผยทั่วโลกฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 46.2 ล้านโดส อเมริกามากสุด 15.6 ล้านโดส

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 12.13 น.

 อว. สรุป ทั่วโลกฉีดวัคซีนไปแล้ว 46.2 ล้านโดส เพิ่มขึ้นวันละ 2.35 ล้าน คนอเมริกันได้รับแล้วมากที่สุด 15.6 ล้านโดส ในขณะที่คนอิสราเอลหนึ่งในสี่คนฉีดวัคซีนแล้ว 

20 มกราคม 2564 ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รายงานผลการประมวลข้อมูลเกี่ยวกับการใช้วัคซีนโควิด-19 ว่า “ขณะนี้ได้มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 46.2 ล้านโดส ใน 51 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นวันละ 2.35 ล้าน คนอเมริกันได้รับแล้วมากที่สุด 15.6 ล้านโดส ในขณะที่คนอิสราเอลหนึ่งในสี่คนฉีดวัคซีนแล้ว

ตามที่ได้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างรวดเร็วมาก และเริ่มมีการใช้วัคซีนในประชากรตั้งแต่ในเดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา ในขณะนี้ 51 ประเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนแล้ว รวมกันประมาณ 46.2 ล้านโดส จากหลายบริษัทผู้ผลิต 

สถิติสำคัญเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ณ วันที่ 20 มกราคม 2564 มีดังนี้

จำนวนที่ฉีดแล้ว (โดส)  : 46.2 ล้านโดส
จำนวนประเทศ : 51
อัตราการฉีด (โดสต่อวัน) : 2.35 ล้านโดสต่อวัน
ยอดการจองวัคซีนทั่วโลก (โดส) : 8,330 ล้านโดส

ประเทศสหรัฐอเมริกา
  เริ่มฉีด : 14 ธันวาคม 2563
  ฉีดแล้ว (โดส) : 15.6 ล้านโดส
  คนที่ฉีดครบ 2 เข็มแล้ว : 1.96 ล้านคน
  อัตราการฉีด (โดสต่อวัน) : 806,716

ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วจำนวนมากที่สุด 10 อันดับแรก
1. สหรัฐอเมริกา (15.59 ล้านโดส)
2. จีน (10 ล้านโดส)
3. สหราชอาณาจักร (4.72 ล้านโดส)
4. อิสราเอล (2.70 ล้านโดส)
5. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (2.01 ล้านโดส)
6. รัสเซีย (1.5 ล้านโดส)
7. เยอรมนี (1.22 ล้านโดส)
8. อิตาลี (1.21 ล้านโดส)
9. สเปน (0.97 ล้านโดส)
10. ตุรกี (0.95 ล้านโดส)

ประเทศที่ฉีดวัคซีน(สัดส่วนต่อประชากรสูงที่สุด 10 อันดับแรก) 
1. อิสราเอล (29.78%)
2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (19.21%)
3. บาห์เรน (9.62%)
4. สหราชอาณาจักร (7.07%)
5. สหรัฐอเมริกา (4.75%)
6. เดนมาร์ก (3.05%)
7. มอลตา (2.63%)
8. สโลวาเนีย (2.08%)
9. สเปน (2.08%)
10. อิตาลี (2.01%)

จำนวนการจัดหาวัคซีนทั่วโลก (เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ)
1. สหรัฐอเมริกา (1,010 ล้านโดส)
2. สหภาพยุโรป (1,405 ล้านโดส)
3. สหราชอาณาจักร (367 ล้านโดส)
4. จีน (300 ล้านโดส)
5. โครงการ COVAX (700 ล้านโดส)
6. อินเดีย (2,200 ล้านโดส)
7. ญี่ปุ่น (290 ล้านโดส)
8. เม็กซิโก (210 ล้านโดส)
9. ออสเตรเลีย (115 ล้านโดส)
10. รัสเซีย (160 ล้านโดส)
11. เกาหลีใต้ (84 ล้านโดส)
12. กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (75 ล้านโดส)
13. ประเทศอื่นๆ ที่เหลือ (266 ล้านโดส)

แหล่งข้อมูล Bloomberg Vaccine Tracker ประมวลข้อมูลโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

‘BISP’ กับความสำเร็จในโครงการ ‘CAS’ สร้างแขนเทียมมอบเด็กหญิงวัย5ขวบใน กทม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546789

‘BISP’กับความสำเร็จในโครงการ‘CAS’  สร้างแขนเทียมมอบเด็กหญิงวัย5ขวบใน กทม.

‘BISP’กับความสำเร็จในโครงการ‘CAS’ สร้างแขนเทียมมอบเด็กหญิงวัย5ขวบใน กทม.

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

โจนาธาน คลาร์ก (Jonathan Clark)หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และคอมพิวเตอร์ (Head of ICT & computing at BISP) ของโรงเรียนนานาชาติบริติช ภูเก็ต (British International School, Phuket :BISP) เปิดเผยว่า กลุ่มนักเรียนจากโครงการ CAS (Creativity, Action and Service) ของโรงเรียนนานาชาติบริติช ภูเก็ต ได้แก่ เมลานี พรีน (Melanie Preen) ไมเคิล ลาร์สสัน (Michael Larsson) และ อาร์เซนี บาร์บาชอฟ (Arsenii Barbashov)ได้ออกแบบและประดิษฐ์แขนเทียมจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติสำเร็จ และมอบให้กับเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งสูญเสียแขนตั้งแต่กำเนิดจากภาวะถุงน้ำคร่ำ สร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่เด็กน้อยและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

โจนาธาน คลาร์ก กล่าวต่อไปว่า การสร้างแขนขาเทียมด้วยการพิมพ์ 3 มิตินี้ เป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มขีดสามารถให้กับนักเรียนด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ ภายใต้วิสัยทัศน์การดำเนินงาน 3 ข้อ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การลงมือ (Action) และการบริการสังคม (Service) โดยนักเรียนจะนำเทคโนโลยีอันทันสมัยที่โรงเรียน BISP มีอยู่มาสร้างสรรค์เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับผู้คนและสังคมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การพิมพ์ 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เหมาะสำหรับมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ซึ่งสามารถออกแบบได้ฟรีผ่านโปรแกรมออนไลน์โดยไม่มีลิขสิทธิ์ ซึ่งนักเรียน BISP ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวบวกรวมกับความคิด สร้างสรรค์ จึงสามารถสร้างอวัยวะเทียมได้ในราคาเพียง 1,500 บาทซึ่งเทคโนโลยีนี้กำลังจะทำให้แขนขาเทียมราคาประหยัดกลายเป็นจริง ในขณะเดียวกันยังเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนลงมือทำแขนขาเทียมแบบโฮมเมดอีกด้วย อย่างไรก็ตาม วัสดุการพิมพ์ 3 มิติ ยังไม่สามารถแทนที่ความทนทานในระยะยาวของแขนขาเทียมที่ผลิตขึ้นแบบดั้งเดิมได้ แต่กลุ่มนักเรียน CAS ของ BISP คาดหวังว่า แนวปฏิบัตินี้จะมีอิทธิพลต่อตลาดผู้ผลิตระดับมืออาชีพ และกระตุ้นให้ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์จากทั่วโลกมีส่วนร่วมในการสร้างต้นแบบแขนขาเทียมด้วยการพิมพ์ 3 มิติ ที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาถูกลง ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องใช้งานมากยิ่งขึ้น

เมลานี ไมเคิล และอาร์เซนีเล่าถึงกระบวนการผลิตแขนเทียมด้วยการพิมพ์ 3 มิติ ว่า เริ่มจากการใช้รูปถ่ายขนาดแขนของเด็กหญิงเพื่อสร้างขนาดที่เหมาะสม จากนั้นก็ออกแบบกลไกการใช้งาน และรูปทรงที่สวยงามด้วยความคิดสร้างสรรค์ ก่อนจะใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) พิมพ์ด้วยโลหะคุณภาพสูง อาทิ ไททาเนียมและโลหะผสมอื่นๆ และนำมาประกอบกันเป็นแขนเทียมที่มีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันโครงการ CAS ยังคงทำงานร่วมกับผู้ใช้แขนเทียมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการใช้งานให้ง่ายและสะดวกสบายในการประกอบมากยิ่งขึ้น

โรงเรียนนานาชาติบริติชภูเก็ต (BISP) เป็นโรงเรียนนานาชาติขนาดกลางเปิดสอนระดับประถมและมัธยม ตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2539 วิทยาเขตครอบคลุมพื้นที่ 99 ไร่ ที่ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านวิชาการ กิจกรรมสันทนาการและกีฬา มีนักเรียนกว่า 60 สัญชาติ ที่ได้รับการเรียนการสอนภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นจะพัฒนานักเรียนให้เป็นคนเก่งและดี มีความทันสมัย เรียนรู้รอบด้าน พร้อมการช่วยเหลือสังคม BISP ได้รับความสำเร็จมากมายหลายด้านจากรุ่นสู่รุ่น อาทิ รางวัลด้านกีฬา วิชาการ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของ BISP ได้ที่ www.bisphuket.ac.th

นักวิจัย ม.อ.ติดอันดับ 1 ใน 9 ระดับโลก 6 ปีซ้อน มุ่งสู่ผู้นำวิชาการและนวัตกรรม พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546786

นักวิจัย ม.อ.ติดอันดับ 1 ใน 9 ระดับโลก 6 ปีซ้อน  มุ่งสู่ผู้นำวิชาการและนวัตกรรม พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

นักวิจัย ม.อ.ติดอันดับ 1 ใน 9 ระดับโลก 6 ปีซ้อน มุ่งสู่ผู้นำวิชาการและนวัตกรรม พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล

ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุลภาควิชาเทคโนโลยีอาหารคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คว้าอันดับ 1 ใน 9 นักวิจัย ที่ได้รับการอ้างอิงผลงานสูงสุดระดับโลก (Highly Cited Researcher) 6 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2015-2020 โดยเป็นนักวิจัยของประเทศไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการวิจัยคุณภาพอาหารทะเลและการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ และมีผลงานการวิจัยอื่นๆ เป็นจำนวนมากเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ซึ่งมีผลงานได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ได้แก่ รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น, รางวัลนักวิจัยแห่งชาติ, รางวัลศาสตราจารย์วิจัยดีเด่นจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), รางวัลวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจากมูลนิธิโทเร เพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 3 นักวิจัยแกนนำของไทย ประจำปี 2563 จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จากโครงการวิจัย “การใช้ประโยชน์สูงสุดจากวัสดุเศษเหลือจากการแปรรูปสัตว์น้ำ เพื่อเป็นส่วนประกอบอาหารฟังก์ชั่น/นิวตราซูติคอลและสารเติมแต่งอาหารชนิดใหม่” ซึ่งได้รับสนับสนุนงบประมาณการสร้างเครือข่ายวิจัยด้านการแพทย์และอาหาร จำนวน 20,000,000 บาทอีกด้วย

ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล กล่าวว่า ในฐานะเป็นนักวิจัยที่ปฏิบัติงานภายใต้สังกัด International Center of Excellence in Seafood Science and Innovation มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีความมุ่งมั่นงานวิจัยคุณภาพอาหารทะเล และการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปสัตว์น้ำสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่อีกทั้งยังช่วยลดส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพร้อมนำองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ที่มีอยู่มาถ่ายทอดและบ่มเพาะให้แก่นักศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพสู่ตลาดแรงงานต่อไป

สุดเขตประเทศไทย..ครูไทยไปถึง ไม่มีคำว่าทิ้งนักเรียนให้โดดเดี่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546784

สุดเขตประเทศไทย..ครูไทยไปถึง ไม่มีคำว่าทิ้งนักเรียนให้โดดเดี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรงเรียนท่าสองยางวิทยาคม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38ซึ่งเป็นพื้นที่ชายขอบ ที่ตั้งอยู่ติดกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จึงทำให้มีความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างตัวจังหวัดกับโรงเรียน และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดตาก เป็นจังหวัดหนึ่งในพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศให้ปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียน ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าว อีกทั้งเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและลดโอกาสการแพร่ระบาดใหม่ของโรค COVID-19 ตั้งแต่วันที่ 4-31 มกราคม 2564 ส่งผลให้เด็กนักเรียนที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ และบางส่วนเมื่อนักเรียนต้องเรียนรู้อยู่ที่บ้าน ทำให้หลายคนขาดอุปกรณ์ในการสื่อสาร รวมถึงสัญญาณอินเตอร์เนตที่ยังมีกันไม่ทั่วถึง

ด้วยปัญหาดังกล่าว นายกฤษณะเครืออยู่ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าสองยางวิทยาคม จึงนำคณะครู ลงพื้นที่แบ่งสายกันไปตามหมู่บ้านโดยแจ้งวันเวลาและจุดนัดหมาย เพื่อให้นักเรียนมารับใบงาน แบบฝึกหัด และถุงยังชีพทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียน ได้เรียนรู้อยู่ที่บ้าน ระหว่างที่โรงเรียนปิดภาคเรียนด้วยเหตุพิเศษนี้ โดยกิจกรรมดังกล่าวนี้ จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ครูไทยจะไม่ทิ้งนักเรียนเอาไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน ครูไทยไปถึงทุกแห่ง

สพป.พิษณุโลก เขต 2 เปิดอบรม Cloud Computing เพื่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและก้าวทันโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546788

สพป.พิษณุโลก เขต 2 เปิดอบรม Cloud Computing  เพื่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและก้าวทันโลก

สพป.พิษณุโลก เขต 2 เปิดอบรม Cloud Computing เพื่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและก้าวทันโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 เปิดเผยถึง การพัฒนาองค์กร เพื่อให้บุคลากรในสายงาน สามารถก้าวทันตามโลก ด้วยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างระบบ Cloud Computing เพื่อการปฏิบัติงาน และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศในระบบ Cloud ให้กับบุคลากรใน สพป.พิษณุโลก เขต 2 ว่าการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เราต้องก้าวให้ทันกับสังคมโลก โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การจัดอบรมในครั้งนี้ เป็นการอบรมเพื่อการปฏิบัติงาน และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ ในระบบ Cloudให้กับบุคลากรใน สพป.พิษณุโลกเขต 2 เพื่อให้บุคลากร สามารถใช้งาน Google Apps for Educationในการพัฒนาการปฏิบัติงาน การใช้งานอีเมล Google Apps การใช้งานอีเมลองค์กร @phitsanulok2.go.th ได้และบูรณาการทางด้านการศึกษาสู่ทักษะการใช้งานเทคโนโลยีและดิจิทัลแฟลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘อนุชา’ หารือ ‘มส.’ ดำเนินงานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาพื้นที่ 3 จชต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546888

'อนุชา'หารือ'มส.'ดำเนินงานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาพื้นที่ 3 จชต.

‘อนุชา’หารือ’มส.’ดำเนินงานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาพื้นที่ 3 จชต.

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 20.55 น.

“รมต.อนุชา”หารือ”มส.”ดำเนินงานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กิจการพระพุทธศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 20 มกราคม 2564 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะ ประกอบด้วย น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ากราบถวายสักการะ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) โดย สมเด็จพระวันรัต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคม โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำเรียนถวาย ข้อหารือมหาเถรสมาคม เกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล

นายอนุชา กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินงานร่วมกับมหาเถรสมาคมในการทำนุบำรุงศาสนาทุกด้าน ในส่วนของคณะสงฆ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย แต่อยู่ในระหว่างการหารือมาตรการเยียวยา ซึ่งต้องพิจารณาความเหมาะสมและการให้ความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกิจการพระพุทธศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่เป็นธรรมในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งที่ประชุม มส.ขอให้พี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้หลัก “รู้รัก สามัคคี” ให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ยอมรับในวิถีชีวิตของกันและกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

สำหรับกรณีที่พบว่ามีพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าเป็นเรื่องของคณะที่จะพอจารณาดำเนินการปกครองและการโทษทางพระวินัยให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และมติที่มหาเถรสมาคมกำหนด