เรื่องเล่าจาก 5 เมืองชั้นนำของไทย พัฒนาอย่าลืมคนจน – หาเช้ากินคํ่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544350

เรื่องเล่าจาก5เมืองชั้นนำของไทย  พัฒนาอย่าลืมคนจน-หาเช้ากินคํ่า

เรื่องเล่าจาก5เมืองชั้นนำของไทย พัฒนาอย่าลืมคนจน-หาเช้ากินคํ่า

วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ความเหลื่อมล้ำ” เป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย แม้การพัฒนาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาจะทำให้จำนวนคนจน หรือผู้ที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนลดลง (เกณฑ์ของธนาคารโลก หรือ World Bank หมายถึงผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.9 เหรียญสหรัฐ หรือ 57 บาทต่อวัน ส่วนเกณฑ์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์-สศช. หมายถึงผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 2,667 บาทต่อเดือน) แต่ช่องว่างระหว่างครัวเรือนรายได้น้อยกับรายได้สูงยังคงห่างกันมาก ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวว่า ไทยติดอันดับความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำคือ “นโยบายการพัฒนาที่ไม่นับรวมคนระดับล่างในสังคมเข้าไปเป็นตัวแปรในแผนหรือโครงการด้วย” ดังที่เมื่อช่วงปลายปี 2563ที่ผ่านมา มีการเสวนาหัวข้อ “สิทธิ-คนจนเมือง 2020” ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ (วิทยาเขตสงขลา) โดย ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกตัวอย่าง “คนจนเมือง” ซึ่งเมื่อเอ่ยคำคำนี้ หลายคนมักจะนึกถึงผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัดหรือสลัม แต่ในความเป็นจริงยังรวมไปถึงแรงงานในเมืองที่เช่าที่พักอาศัยราคาถูกด้วย

อาจารย์บุญเลิศ กล่าวว่า คนจนเมืองกลุ่มนี้อยู่ไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อนเหมือนกับชุมชนแออัด และเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจ โดยในปัจจุบันสังคมเมืองมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตเป็นอย่างมาก “พื้นที่ของเมืองถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ทางการค้ามากขึ้น แต่โอกาสของคนจนที่จะเข้าถึงพื้นที่การค้านั้นจะมีโอกาสได้เข้าถึงได้มากหรือน้อย” ซึ่งเป็นเรื่องที่สรุปไม่ได้ว่ากลุ่มคนจนเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยขนาดไหน จึงตั้งข้อสังเกตไว้ ได้แก่ 1.ด้านการศึกษา พบว่ากลุ่มคนวัยรุ่นมีการศึกษาที่สูงขึ้นอย่างน้อยจบมัธยมปลาย

แต่ในขณะเดียวกันมีจำนวนไม่น้อยที่ลาออกตั้งแต่มัธยมต้น2.ด้านอาชีพ กลุ่มคนวัยรุ่นประกอบอาชีพมากขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่ แต่ขณะเดียวกันก็มีประกอบอาชีพที่ไม่เป็นทางการ เช่น แม่ค้า ลูกจ้างรายวัน มากถึงร้อยละ 30 ซึ่งการพัฒนาเมืองที่ส่งเสริมให้คนลงทุนในปัจจุบัน อาจจะเป็นเรื่องยากกว่าอดีต คนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาไม่สูงพออาจจะเป็นเรื่องยากในการพัฒนาอาชีพให้สูงขึ้น จึงทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจต้องเข้าถึงกลุ่มคนจนอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องทำคือ มีบ้านอยู่ที่มั่นคง มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเมือง

จากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ สู่พื้นที่ภาคเหนือ “เชียงใหม่” หนึ่งในจังหวัดชั้นนำของไทยและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกเล่าถึงคนจนเมืองที่นี่ว่า แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ คนจนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนของ จ.เชียงใหม่ กับคนจนที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งในขณะที่การผลักดันการเปลี่ยนแปลงในเมืองส่วนใหญ่จะผลักดันโดยภาครัฐ แต่ที่ จ.เชียงใหม่ การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากภาคประชาสังคมเป็นหลัก

เห็นได้จากมีกลุ่มต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้ผลักดันเมืองให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแม้ด้านหนึ่งการพัฒนาและการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่ให้มีความเรียบร้อย ส่วนหนึ่งเกิดจากการผลักดันให้เป็นเมืองมรดกโลก แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้กลุ่มคนจนเมืองได้รับผลกระทบจากการถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัย ลำพังหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจจะพัฒนาพื้นที่ไม่สำเร็จ ต้องร่วมมือกับภาคประชาสังคมด้วย จำเป็นต้องผนวกกับกลุ่มชุมชนคนจนเมืองได้มีการแสดงความคิดเห็น อันจะทำให้เมืองเกิดความสมดุล

“ขอนแก่น” จังหวัดชั้นนำทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ที่ผ่านมามีโครงการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผศ.ดร.ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่า กลุ่มคนจนเมืองในชุมชนแออัด จ.ขอนแก่น พบว่าเดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่บุกรุกแถวบริเวณทางรถไฟ ต่อมายกระดับเป็นการเช่าพื้นที่โดยมีสัญญาเช่าอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันมีการพัฒนาพื้นที่พักอาศัยอยู่แบบถาวร โดยมี 4 ชุมชน ได้แก่ 1.ชุมชนโนนหนองวัดริมราง ซึ่งเป็นชุมชนแรกเริ่มในการตั้งถิ่นฐานของคนที่มาจากถิ่นอื่น

โดยจะเป็นกลุ่มใช้แรงงานขนของขึ้นรถไฟเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันอาชีพของชุมชนได้ยกระดับที่ดีขึ้น ได้แก่ เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยเฉพาะค้าขายทั้งอาหาร ขนม ผลไม้ รับจ้างซักรีด
รับเย็บผ้า ร้านเสริมสวย และพนักงานบริษัท 2.ชุมชนพรสวรรค์ ซึ่งเป็นชุมชนที่อาศัยพื้นที่ของการรถไฟฯเช่นกัน ในอดีตอาชีพของคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นคนหาปลา หรือเป็นแคดดี้แบกถุงกอล์ฟ แต่ในปัจจุบันอาชีพของชาวบ้านคือรับจ้างทั่วไป เป็นพนักงานในห้างต่างๆ อนึ่ง ชุมชนนี้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาย่านรถไฟ TOD จึงทำให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับผลกระทบเช่นกัน

3.ชุมชนหลักเมือง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาเมืองทำให้ชาวบ้านมีความต้องการและข้อเสนอ คือคนในชุมชนต้องการอาศัยอยู่ในเมือง ไม่ต้องการย้ายถิ่นฐานออกไป เนื่องจากบริเวณของชุมชนตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งสาธารณูปโภคที่สำคัญ จึงทำให้คนในชุมชนหวาดกลัวที่จะโดนรื้อที่พักอาศัยจากแนวทางการพัฒนาเมืองของภาครัฐ และ 4.ชุมชนหนองแวงใหม่ คนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าของเก่า ซึ่งถือเป็นชุมชนที่โดนกระทำซ้ำซากจากการพัฒนาเมือง โดยการย้ายชุมชนหลายรอบ ซึ่งย้ายจากบริเวณทางรถไฟทางคู่ให้ออกไปอยู่นอกเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร ล่าสุดมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเข้ามาจึงทำให้ต้องย้ายชุมชนอีกรอบ

ทั้งนี้ จากการศึกษาชุมชนเมืองในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ได้ข้อสรุป 5 ด้านคือ 1.ด้านการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของชุมชนแออัดและคนจนเมืองในขอนแก่น พบว่าพื้นที่ดั้งเดิมของเมืองขอนแก่นในอดีตเป็นชุมชนชนบทโบราณที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ตั้งอยู่รายรอบศูนย์กลางของเมือง เมื่อความเป็นเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนแออัดพร้อมที่จะมีอยู่ทุกที่ที่มีที่ว่าง

2.ด้านอาชีพของคนจนเมืองในขอนแก่น มีความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดย 1 ใน 3 ของคนที่ได้รับการศึกษาจะเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ซึ่งผันตัวจากแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ 3.ด้านสิทธิของความเป็นเจ้าของบ้าน พบว่าร้อยละ 55 สร้างบ้านที่มีความมั่นคงถาวร และมีการตกแต่อย่างดี หมายความว่าคนในชุมชนมั่นใจได้ว่าจะอยู่ในชุมชนได้อีกหลายปี สะท้อนให้เห็นว่าบ้านคือรากฐานของชีวิต

4.ด้านรูปแบบความสัมพันธ์ของเมือง พบว่าคนจนเมืองที่ขอนแก่นส่วนใหญ่ไม่ได้หลีกหนีวิถีชีวิตแบบเมือง เพียงแต่ว่าวิธีที่ใช้เป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่าย และ 5.ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง พบว่ามีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งถึงร้อยละ 97 จึงสะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านมีความหวังเกี่ยวกับประชาธิปไตย นอกจากนี้ร้อยละ 26.3คนในชุมชนต้องการพึ่งพาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สะท้อนได้อีกว่าคนในชุนชนก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่นเช่นกัน

จากอีสานลงมาที่ภาคตะวันออก “ชลบุรี” จังหวัดที่ครบเครื่องทั้งพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก และบางพื้นที่ก็ยังทำการเกษตร ผศ.ดร.ธนิตโตอดิเทพย์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ผลการศึกษาเรื่องคนจนเมืองที่เปลี่ยนในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภาคตะวันออก แบ่งเป็น
3 พื้นที่ “บางแสน-แหลมฉบัง-พัทยา” พบว่า จ.ชลบุรี ถูกพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2520 จึงมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมาก ซึ่งเป็นแรงงานต่างถิ่น

“แรงงานกลุ่มนี้กลายเป็นประชากรแฝงที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมฐานล่างที่ได้ค่าจ้างต่ำ แต่ต้องมีชีวิตอยู่ในเมืองที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะเมืองไม่ได้รองรับกลุ่มคนจนเมือง และการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องมีรถส่วนตัว ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้น และทำให้พบว่าคนจนเมืองชลบุรีมีคุณลักษณะที่ต่างกันแม้อยู่ในจังหวัดเดียวกัน” อาจารย์ธนิต กล่าว

อาจารย์ธนิต ให้ความเห็นว่า “การพัฒนาของประเทศไทยยังคงใช้รูปแบบดั้งเดิม ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกของรัฐ จึงทำให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมทั้งทุนชาติ และทุนข้ามชาติ ทำให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของท้องถิ่น และแรงงานที่เป็นกำลังในการผลิตหลัก ถูกผลักดันออกไปอยู่พื้นชายขอบของการพัฒนา” ทำให้คนจนเมืองไร้สิทธิในพื้นที่ของตนเอง จึงจำเป็นต้องทำแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบใหม่ โดยจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นแบบจริงใจ ไม่ใช่การจัดตั้งประชาชนมาเพื่อเป็นตราประทับรับรองให้กับกระบวนการพัฒนา

ปิดท้ายด้วยจังหวัดทางภาคใต้อย่าง “สงขลา” โดย รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า จากการศึกษากลุ่มคนจนเมืองในจังหวัดสงขลา พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เมืองสงขลาได้ถูกเลือกพัฒนาตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา ซึ่งการเป็นศูนย์กลางของ
เมืองหลัก จึงทำให้ประชาชนต่างถิ่นเข้าอาศัย 2.เมืองสงขลาถูกทำให้เมืองกลายเป็นสินค้า เพื่อสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว เห็นได้จากการผลักดันให้เมืองสงขลาให้เป็นมรดกโลก

และ 3.เมืองสงขลาตกอยู่ในอิทธิพลในการพัฒนาเมืองให้เป็น “เมืองอัจฉริยะ (Smart City)” ซึ่งทำให้พื้นที่ของคนจนเมืองถูกบีบให้ออกจากพื้นที่เดิม อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจก็พบว่า “คนจนเมืองสงขลามีที่อยู่อาศัยได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมได้รับการพัฒนามากขึ้น” ส่วนหนึ่งเกิดจากชาวบ้านที่มีความมั่นใจในการสร้างที่อยู่อาศัยให้มั่นคงมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากผู้บุกรุกกลายเป็นเป็นผู้เช่า

เช่นเดียวกับด้านการประกอบอาชีพที่พบว่า การประกอบอาชีพของชุมชนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก และเป็นพนักงานในสถานประกอบการต่างๆ นอกจากนี้การประกอบอาชีพอิสระอย่างไม่เป็นทางการในละแวกชุมชน โดยการสั่งสมประสบการณ์ชีวิต และเมื่อเข้าถึงเทคโนโลยีได้สามารถเชื่อมต่อชุมชนกับโลกได้ จึงทำให้สามารถมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ทำให้เกิดการยกระดับ เลื่อนสถานะทางสังคมให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ปี 2563 ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว หากเป็นไปได้..ในปีใหม่2564 นี้อยากให้ “ทิ้งปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงให้ผ่านพ้นไปกับปีเก่า” ด้วยการที่แผนหรือโครงการพัฒนาต่างๆ ซึ่งขับเคลื่อนโดยรัฐ (และ/หรือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่) นับรวมคนระดับล่างหาเช้ากินค่ำเข้าไปด้วย เพื่อที่คำว่า “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” จะได้กลายเป็นจริง จากการที่ช่องว่างระหว่างผู้มั่งมีกับยากไร้ลดลง!!!

‘มธบ.’ ปรับหลักสูตรแบบ ‘โมดูล’ เสริมทักษะผู้เรียนรับ ‘เมกะเทรนด์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544349

‘มธบ.’ปรับหลักสูตรแบบ‘โมดูล’  เสริมทักษะผู้เรียนรับ‘เมกะเทรนด์’

‘มธบ.’ปรับหลักสูตรแบบ‘โมดูล’ เสริมทักษะผู้เรียนรับ‘เมกะเทรนด์’

วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลากหลายภาคส่วนได้ชี้ว่า “5 เมกะเทรนด์(Mega Trend)” ที่เกิดขึ้นในปี 2020-2030 และมีความหมายต่อธุรกิจและการเติบโตของนวัตกรรม รวมถึงเป้าหมายของแต่ละองค์กรได้แก่ 1.การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางเศรษฐกิจจากประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตก เป็นมหาอำนาจตะวันออก เช่น จีน และ อินเดีย 2.ทรัพยากรขาดแคลน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมล้วนได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์

3.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งสปีดตัวเอง พัฒนากำลังคนให้เท่าทัน 4.การเปลี่ยนแปลงทางสังคม โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป เด็กน้อยลง ขณะที่ผู้สูงวัยมากขึ้น และ 5.การก้าวสู่การเป็นมหานครอย่างรวดเร็ว ภาคอุดมศึกษา ต้องทำความเข้าใจถึงการเกิดขึ้นของทั้ง 5 เมกะเทรนด์ เพื่อจะนำไปสู่การปรับตัว ปรับหลักสูตร กำหนดเป้าหมาย การผลิตทรัพยากรบุคคลของประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในปัจจุบันและโลกอนาคต แม้หลักสูตรที่เปิดสอนอยู่ขณะนี้
จะยังใหม่ แต่ผ่านไปปีเดียวก็อาจจะล้าหลังได้

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการศึกษาซึ่งต้องปรับตัวตามเทรนด์ของโลก ด้วยเป็นหน่วยงานในการพัฒนาผลิตกำลังคนให้มีความพร้อมก้าวสู่กระแสการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตร การพัฒนาคณาจารย์ การนำเทคโนโลยี นวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ เพื่อพัฒนาคนให้ตอบโจทย์กับ 5 เมกะเทรนด์ และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

“5 เมกะเทรนด์ เป็นสิ่งที่ทั่วโลกพบเจอเหมือนกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและชัดเจน ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคม การใช้ชีวิตของผู้คน และวัฒนธรรมแต่ละประเทศ เมื่อก่อน Globalization หรือโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยี การสื่อสารทำให้โลกเล็กลง แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าโลกเล็กลงไปอีก ประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ต้องเดินไปด้วยกัน ซึ่งทุกประเทศจะต้องมองเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) ว่าประเทศจะไปในทิศทางใด เพื่อทำให้ทุกคนสามารถออกแบบอนาคตของประเทศตนเองได้” ดร.ดาริกา กล่าว

อธิการบดี มธบ. กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในเรื่องการลดเนื้อหาของการเรียนรู้ แต่เพิ่มทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูล เนื้อหาที่มีอยู่มากมายและสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองสถาบันการศึกษาจึงต้องเป็นพื้นที่ในการพัฒนาทักษะ สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพวกเขาอีกทั้งพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ การเรียนเป็นสาขา คณะ รายวิชาอาจจะเหมาะสมในบางสาขาและคณะเท่านั้น ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพฤติกรรม
ที่เปลี่ยนไป

โดยให้นักศึกษาสามารถเลือกในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ และที่สำคัญมหาวิทยาลัยต้องทำให้ผู้เรียนได้ค้นหาตัวตนและเติมเต็มทักษะที่จำเป็นกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้แต่เป็นการให้อาวุธฝังเป็น DNA ที่จะติดตัวพวกเขาตลอดไป ซึ่ง มธบ. ได้ปรับหลักสูตรมาหลายปี โดยเปลี่ยนจากวิชาศึกษาทั่วไป เป็นรายวิชาที่จะเติมเต็มทักษะศตวรรษที่ 21

“อัตลักษณ์หรือ DNA ของเด็ก DPU เราเรียกว่า DPU Core ซี่งจะมีทั้งหมด 6 ทักษะ คือ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ใช่เพียงขายของเป็น แต่ต้องรู้จักกับการแก้ปัญหาขององค์กรที่เกิดขึ้น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะความรอบรู้เรื่องเทคโนโลยี ขณะเดียวกันในส่วนของการเรียนการสอน จะเน้นให้ความรู้ สร้างสมรรถนะ เน้นบูรณาการ เรียนรู้จากการปฏิบัติ การแก้ปัญหาจริง” ดร.ดาริกา กล่าว

ดร.ดาริกา ยังกล่าวอีกว่า มธบ. ได้ปรับหลักสูตรให้เป็นการเรียนแบบโมดูล (Module) โดยเป็นกลุ่มวิชาซึ่งมาจากหลากหลายคณะ อาจารย์จากหลายคณะร่วมกันสอนแบบบูรณาการ นักศึกษาสามารถเลือกเรียนเป็นกลุ่มวิชาที่ต้องการได้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่ตนเองเลือกเรียนนั้น จะนำไปสู่การประกอบอาชีพอะไร หรือเรียนแล้วสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างไรก็ดี การจัดหลักสูตรแบบโมดูลยังคงยึดตามกรอบเกณฑ์มาตรฐาน และโครงสร้างตามหลักวิชาชีพ

ทั้งนี้ การปรับหลักสูตรจะต้องทำอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นอาจไม่ทัน เพราะอนาคตเปลี่ยนเร็วมาก ขณะนี้ 1 ปี ต้องเปลี่ยนหลักสูตรแล้ว โดยหลักสูตรในรูปแบบโมดูลหรือกลุ่มวิชาที่ทางมหาวิทยาลัยดำเนินการ เป็นไปตาม 5 เมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้น โครงสร้างหลักสูตรมีความยืดหยุ่น ของเนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับเทรนด์โลกและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่

“อนาคตหลายคนอาจจะอยากหรือไม่อยากเรียน 4 ปี ในมหาวิทยาลัย แต่ DPU ยังคงพัฒนาหลักสูตรโดยทำเป็นจิ๊กซอว์โมดูลให้นักศึกษาได้เลือกเรียน จะทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้ศาสตร์หลากหลายจากคณาจารย์หลายคณะ ซึ่งจะตอบโจทย์การเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลภายใต้ห้องเรียนไฮบริด หรือห้องเรียนแห่งการปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ค้นหาคำตอบ แก้ปัญหาร่วมกัน” อธิการบดี มธบ. ระบุ

ดร.ดาริกา กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้นักศึกษาเลือกเรียนรู้ตามความสนใจความถนัด ทุกคนใช้การเรียนรู้ของตนเองในการคิดวิเคราะห์ หรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านออนไลน์ ขณะที่ได้มาฝึกปฏิบัติก็ร่วมแก้ปัญหาในห้องเรียนด้วยกันเพราะจะให้เรียนแบบออนไลน์ทั้งหมดคงไม่ได้โดยเฉพาะวิชาปฏิบัติ แต่การเรียนออนไลน์สามารถนำมาบูรณาการให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ ซึ่งการมาเรียนที่ มธบ. นอกจากรูปแบบการเรียนแบบ Module และ DPU Core ที่จะปลูกฝังทักษะอันจะทำให้นักศึกษาสามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบแล้ว

นักศึกษารุ่นใหม่จะเข้าใจถึงการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่กับการค้นหาตัวเอง เติมเต็มทักษะในสิ่งที่ตัวเองขาด อนึ่ง สำหรับงาน DPU Open House เปิดบ้าน
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในปีนี้ เราได้มีการปรับรูปแบบจากเดิมเป็นการจัดงานแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 โดยจะมีการอัพเดตเทรนด์การศึกษายุคใหม่ที่สอดคล้องกับเทรนด์โลกและอาชีพมาแรงแห่งอนาคต

เพื่อให้นักเรียน-นักศึกษา ระดับมัธยมปลายปวช. หรือ ปวส. ได้เห็นแนวทางในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยและสามารถอยู่ได้ทุกยุคของการเปลี่ยนแปลง โดยติดตามอัพเดทเทรนด์การศึกษายุคใหม่ DPU Open House Online ภายใต้ธีม “DPU MEGA TRENDS อยู่เป็นทุกการเปลี่ยนแปลง” ระหว่างวันที่ 12-13 ม.ค. 2564 นี้ ผ่านการรับชม live สดได้ที่ Facebook มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ DPU ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อนิรภัย ตรวจหาเชื้อที่ จ.ปทุมธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544188

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อนิรภัย  ตรวจหาเชื้อที่ จ.ปทุมธานี

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อนิรภัย ตรวจหาเชื้อที่ จ.ปทุมธานี

วันเสาร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.01 น.

วันที่ 9 มกราคม 2564 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีได้พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยจำนวน 2คัน มาตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด19 ให้กับกลุ่มคนงานต่างด้าวที่อยู่ในตลาดพรพัฒน์และตลาดสุชาติ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จิตอาสานายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และนายอำเภอธัญบุรี เจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ เข้าตรวจสอบและคัดกรองกลุ่มคนงานต่างด้าวที่เข้ามารับการตรวจคัดกรองด้วยการสวอตในครั้งนี้พร้อมกันนี้ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำ   ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์  (ทีเซลส์)อยู่ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว)พัฒนาร่วมกับ พญาไทย เปาโล รพ.ราชวิถี  คณะแพทย์รามา ศ.ดร.วสันต์ จันทรามิตย์ ได้นำรถMobile  Chest X-Ray AI มาตรวจหาเชื้อโรคและพันธุ์กรรมของเชื้อไวรัสโควิด19 ในครั้งนี้ด้วย

ด้านนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่าสถานการณ์ของจังหวัดปทุมธานีวันนี้มีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด19 ทั้งหมด 48 รายซึ่ง29รายมาจากตลาดพรพัฒน์และตลาดสุชาตินั้นก็แสดงว่าตรงจุดนี้เป็นจุดใหญ่ที่มีเชื้อไวรัสโควิด19 แพร่ระบาดเราต้องหยุดให้ได้ก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่ทางจังหวัดปทุมธานีได้เครื่องตรวจเชื้อติดเชื้อชีวนิรภัยมาตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด19 ซึ่งทั้งสองพระองค์เป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของคนทั้งประเทศไทยและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งในวันนี้มีเจ้าหน้าที่มาสนองงานมากมายรวมทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว)พัฒนาร่วมกับ พญาไทย เปาโล รพ.ราชวิถี  คณะแพทย์รามา ศ.ดร.วสันต์ จันทรามิตย์ ได้นำรถMobile  Chest X-Ray AI มาตรวจหาเชื้อโรคและพันธุ์กรรมของเชื้อไวรัสโควิด19 ในครั้งนี้ด้วยซึ่งในการนำเครื่อง Mobile  Chest X-Ray AI มาในครั้งนี้เพื่อตรวจหาเชื้อพันธุ์กรรม

และยังบอกเรื่องวัณโรคได้ด้วย ก็ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งแก่ประชาชนชาวไทยโดยชาวจังหวัดปทุมธานี ซึ่งในการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด19ซึ่งการที่ได้รถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยจะทำให้การตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด19 ได้มากขึ้นหลายเท่าและสร้างขวัญกำลังใจให้พี่น้องได้มากขึ้น เพราะทำก็เร็วและทำได้มากขึ้นส่วนพี่น้องที่ผ่านการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด19 แล้วก็ต้องอยู่ในที่พักอาศัยเป็นเวลา 14 วันเพื่อไม่ให้ปะปนกับบุคคลอื่นพร้อมกันนี้ก็ต้องทำตามมาตรการที่ทางรัฐบาลได้ออกมาเพื่อให้การหยุดยับยั้งเชื้อโรคไวรัสโควิด19 ได้โดยเร็วเพื่อเศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนไปได้โดยเร็ว

‘องคมนตรี’ เป็นประธานสอบชิงทุน ‘พระองค์ภาฯ’ ศึกษาต่อ ‘ม.คอร์เนล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544020

'องคมนตรี'เป็นประธานสอบชิงทุน'พระองค์ภาฯ' ศึกษาต่อ'ม.คอร์เนล'

‘องคมนตรี’เป็นประธานสอบชิงทุน’พระองค์ภาฯ’ ศึกษาต่อ’ม.คอร์เนล’

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 18.13 น.

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2564 ที่ห้องประชุมมหาวชิราวุธ เนติบัณฑิตยสภา ถ.กาญจนาภิเษก ศาสตราจารย์พิเศษ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี เป็นประธานในการสอบคัดเลือกผู้สมัครได้รับทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมายประจำปี 2563 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ , ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.จิรนิติ หะวานนท์ , ศาสตราจารย์พิเศษ เข็มชัย ชุติวงศ์ และคณาจารย์เป็นกรรมการ มีผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์เพียง 2 คน

ทั้งนี้ กองทุนพัชรกิติยาภา เป็นกองทุนที่เนติบัณฑิตยสภาตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 เนื่องจากพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระนามในขณะนั้น ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2545 และปี 2548 ตามลำดับ ขณะที่ทรงศึกษาทรงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้คณาจารย์และนักวิชาการของมหาวิทยาลัยมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ทางกฎหมาย เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระจริยวัตรในขณะที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ และเพื่อเป็นพระเกียรติแด่พระองค์ เนติบัณฑิตยสภาจึงร่วมกับมหาวิทยาลัยคอร์เนลจึงเห็นตรงกัน ตั้งกองทุนในนามพระองค์และขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญพระนามของพระองค์เป็นชื่อกองทุน และเริ่มให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล มาแล้วจำนวนทั้งสิ้น 12 คน

สำหรับคุณสมบัติของผู้รับทุนจะต้องจบการศึกษากฎหมายได้เกรดเฉลี่ยไม่น้อยกว่าเกรด 3 หรือร้อยละ 70 ต้องสอบไล่ได้ความได้ใช้ความรู้เป็นเนติบัณฑิต สอบ TOEFL ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 580 คะแนนเป็นต้น

‘ภูมิสรรค์’ นำทีมชูนโยบาย ‘คุณหญิงกัลยา’ นำโค้ดดิ่งเร่งขับเคลื่อนการศึกษาพิเศษรับปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544015

'ภูมิสรรค์'นำทีมชูนโยบาย'คุณหญิงกัลยา' นำโค้ดดิ่งเร่งขับเคลื่อนการศึกษาพิเศษรับปี64

‘ภูมิสรรค์’นำทีมชูนโยบาย’คุณหญิงกัลยา’ นำโค้ดดิ่งเร่งขับเคลื่อนการศึกษาพิเศษรับปี64

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.46 น.

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบาย สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และคณะทำงาน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยการประชุมในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2564–ปีงบประมาณ 2565

นายภูมิสรรค์ กล่าวว่า “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เห็นความสำคัญของการศึกษาพิเศษ โดยได้มอบนโยบายในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อให้เกิดผลเร็ว เกิดผลจริง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาพิเศษในทุกรูปแบบ ทั้งนี้ในที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางการดำเนินการตามนโยบายคุณหญิงกัลย ดังนี้ 1) ปีของการขับเคลื่อนงานเรียนรวม โดยการบูรณาการทุกภาคส่วน 2) การจัดทำข้อมูลสารสนเทศที่ชัดเจนของเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส 3) การโค้ชชิ่งเสริมสร้างครูให้มีจิตวิญญาณครูการศึกษาพิเศษ 4) เส้นทางชีวิตสู่ความสำเร็จ(เป้าหมายที่น้องๆใฝ่ฝัน) 5) คุณธรรม จริยธรรม ความกตัญญู การเขียนเรียงความ การแต่งเพลง วัฒนธรรมท้องถิ่น ธนาคารโรงเรียน 6) ศูนย์วิจัย 13 ศูนย์ 7) 1 ไร่ 1 แสน (Coding for farm) และ 8) ทักษะชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่อง(Coding for การศึกษาพิเศษ)”

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษิการ รับผิดชอบดูแลโรงเรียนการศึกษาพิเศษด้านต่างๆ ได้แก่ 1) โรงเรียนเฉพาะความพิการ 46 โรงเรียน ใน 37 จังหวัด 2) ศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อพัฒนาสมรรถภาพเด็กพิการ มี 77 ศูนย์ 3) โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 51 โรงเรียน ใน 43 จังหวัด

‘ครูตั้น’ พร้อมขับเคลื่อนทุกโครงการ สิ้นม.ค.นี้ โรงเรียนตัวอย่างเห็นภาพชัดเจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543991

'ครูตั้น'พร้อมขับเคลื่อนทุกโครงการ สิ้นม.ค.นี้ โรงเรียนตัวอย่างเห็นภาพชัดเจน

‘ครูตั้น’พร้อมขับเคลื่อนทุกโครงการ สิ้นม.ค.นี้ โรงเรียนตัวอย่างเห็นภาพชัดเจน

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.40 น.

8 ม.ค.64 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาผธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า เป็นการประชุม เรื่องโครงการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน ซึ่งเป็นการลงรายละเอียดเพิ่มเติมในโมเดลที่วางไว้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมขับเคลื่อนโครงการกับทุกภาคส่วนในวันที่ 18 ม.ค.นี้ รวมถึงเตรียมข้อมูลสำหรับนำเสนอต่อ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ถึงแนวทางในการพัฒนาการศึกษาที่จะทำให้มีครูครบชั้น ครบวิชา และมีความหลากหลายเรื่องหลักสูตร  ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องวิชาการแล้วจะมีเรื่องการพัฒนาทักษะ อาชีพ ด้วย 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับรายงานจาก สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ซึ่งลงพื้นที่เป้าหมายตรวจสอบข้อมูลและทำวิจัย ว่า ความต้องการต่าง ๆและปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดจาการผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือพัฒนาโรงเรียนคุณภาพของชุมชนมีอะไรบ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนในการพัฒนาต่อไป

ทั้งนี้ ตามแผนจะแบ่งการพัฒนายกระดับทั้ง 3 ส่วน คือ โรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา และโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ได้แก่ 1.โรงเรียนคุณภาพของชุมชน ซึ่งเป็นการพัฒนาโรงเรียนระดับประถมศึกษา 2.โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง เป็นการทำให้โรงเรียนมัธยมฯมีความหลากหลาย เพิ่มเติมด้านวิชาการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน และ 3.โรงเรียนสแตนอโลน ซึ่งมีจำนวนหลายพันโรงที่ต้องมีการจัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อพัฒนาให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ 

“สำหรับรายชื่อโรงเรียนที่จะนำร่องโครงการขณะนี้ยังต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วางแผนงบประมาณมาก่อน รวมถึงการเตรียมการจัดรถรับส่งนักเรียน สิ่งอำนวยความสะดวก การวางระบบเชื่อมต่อเทคโนโลยีต่างๆ โดยหวังว่าจะเห็นภาพความชัดเจนของโรงเรียนตัวอย่างหรือโรงเรียนเป้าหมายภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้ เพื่อให้ทั่วประเทศได้เห็นเป็นแนวทาง” นายณัฏฐพล กล่าว

อาชีวะสุดเจ๋ง คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติฮาร์บิน 2564 รูปแบบวิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543936

อาชีวะสุดเจ๋ง คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติฮาร์บิน 2564 รูปแบบวิถีใหม่

อาชีวะสุดเจ๋ง คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติฮาร์บิน 2564 รูปแบบวิถีใหม่

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 14.53 น.

8 ม.ค.64 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษา สุราษฎร์ธานี สร้างชื่อให้ประเทศไทย คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2021 (The 13th International Collegiate Snow Sculpture Contest 2021) รูปแบบวิถีใหม่ ระหว่างวันที่ 4-7 มกราคม 2564 ณ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด จาก 5 ประเทศ 50 ทีม ภายใต้ชื่อผลงาน “ความหวัง ชีวิตใหม่ เราจะก้าวไปด้วยกัน”  นำเสนอผ่านแนวคิด ความสัมพันธ์ของมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด โดยมีนายพฤติพงษ์ วงศ์วรรณา ครูผู้ควบคุมและนักเรียนสาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 3 คน ได้แก่ นายชยพล นุ่นเนียบ นางสาวนริศรา พริกนุ่น และนางสาวชนากานต์ ใจงาม นักเรียนระดับชั้น ปวช.1

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า พร้อมกันนี้ทีมจากวิทยาลัยสารพัดช่างตราด และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ร่วมกัน โดยวิทยาลัยสารพัดช่างตราด ชื่อผลงาน “ฟ้าหลังฝน” นำเสนอในแนวคิด All life is happy with dreams, hopes, encouragement. ทุกชีวิตมีความสุขด้วยความฝัน ความหวังและกำลังใจ โดยมีนางรุ่งนภา อุดมชลปราการ ครูผู้ควบคุม และนักศึกษาสาขาวิชาการโรงแรม 3 คน ได้แก่ นายชโยทิต สุขสวัสดิ์ นักศึกษาระดับชั้น ปวส.1 นายธวัชชัย สนธิพิณ และนางสาวน้ำฝน จันทร์จรูญ นักศึกษาระดับชั้น ปวส.2 และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จากผลงานที่ชื่อว่า “มหัศจรรย์ พลังรัก สร้างโลก” เป็นภาพช้างโอบกอดกัน สื่อถึงความสงบสุขของโลก ได้พัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และวิถีการดำเนินชีวิตของคนที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมี นายสุระชาติ พละศักดิ์ ครูผู้ควบคุม และนักเรียน นักศึกษาสาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 4 คน ได้แก่ นายพลรบ รูปคม นักศึกษาระดับชั้น ปวส. 1 นายอำพล ธรรมทอง นักเรียนระดับชั้น ปวช.2 นายชวลิต นามบุรี และนายสุภาพ ชารีเครือ นักเรียนระดับชั้น ปวช. 1

นอกจากนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากผลงาน “The beauty of nature and civilization that awaits you ความงามแห่งธรรมชาติและอารยธรรมที่รอคอยการมาเยือน” เป็นการเชิญชวนให้ทุกคนได้มาเยี่ยมชมความงามแห่งธรรมชาติและอารยธรรมอันล้ำค่าของประเทศไทย โดยมีนายอมรรัตน์ ศรีหิน ครูผู้ควบคุม และนักเรียนสาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 2 คน ได้แก่ นายนภดล ศรีอินกิจ และนายพัธนพงค์ จันทร์เตย นักเรียนระดับชั้น ปวช. 2 ซึ่งการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ถือเป็นการแสดงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษาให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เห็นถึงความสามารถ ทั้งยังเป็นการนำความรู้และทักษะวิชาชีพมาฝึกประสบการณ์ผ่านการแข่งขัน เพื่อที่จะได้นำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงในอนาคตต่อไป รวมทั้งยังเป็นการร่วมส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมของเมืองฮาร์บินในช่วงฤดูหนาว และสร้างความสัมพันธ์อันดีทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีนอีกด้วย

สำหรับการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2564 มีหัวข้อเกี่ยวกับการผสมผสานทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น สันติภาพ เทคโนโลยี  และการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องแกะสลักผลงานจากดินเหนียว พร้อมทั้งส่งผลงานเป็นภาพถ่ายในมุมมองต่างๆ และนำเสนอในรูปแบบคลิปวีดีโอโมเดล 3 มิติ ซึ่งคณะกรรมการจะตัดสินและให้คะแนนจากแนวความคิดและการนำเสนอผลงานจากคลิปวีดีโอ

รมว.ศธ.ลงนามยกเลิกสอบ ‘โอเน็ตป.6 ม.3’ เปิดให้นักเรียนสอบตามความสมัครใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543887

รมว.ศธ.ลงนามยกเลิกสอบ‘โอเน็ตป.6 ม.3’เปิดให้นักเรียนสอบตามความสมัครใจ

รมว.ศธ.ลงนามยกเลิกสอบ‘โอเน็ตป.6 ม.3’เปิดให้นักเรียนสอบตามความสมัครใจ

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 12.33 น.

“ณัฏฐพล” ลงนามยกเลิก “โอเน็ต ป.6 ม.3” ให้น.ร.เข้าสอบตามความสมัครใจ ด้าน “สพฐ.” ส่งหนังสือถึงเขตพื้นที่ฯ แจ้งยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6, ม.3

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2564  นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่าตน ได้ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)โดยระบุว่าตามที่ ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)ลงวันที่ 16 กันยายน 2562 นั้น

เนื่องจาก การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีสถานศึกษาหลายแห่งที่ต้องปิดทำการเรียนการสอนจากผลกระทบของการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งสถานศึกษาแต่ละแห่งในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการต้องใช้รูปแบบวิธีการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายแตกต่างกันตามสภาพความพร้อมของสถานศึกษา ดังนั้น การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติชั้นพื้นฐาน (O-NET)จึงไม่สามารถสะท้อนคุณภาพผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ประกอบกับมีนักเรียนเพียงบางกลุ่มที่ใช้ผลการทดสอบดังกล่าวไปใช้ประกอบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น รวมทั้ง ศธ.มีนโยบายลดภาระให้แก่นักเรียน นักศึกษา และลดความซ้ำซ้อนของการประเมินทางการศึกษา

อาศัยอำนางตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562 เฉพาะในการทดสอบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ทั้งนี้ การดำเนินการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้ถือเป็นสิทธิส่วนตัวโดยเฉพาะของนักเรียนที่จะเข้ารับการทดสอบตามความสมัครใจ

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามหนังสือเรื่อง นโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติชั้นพื้นฐาน (O-NET) ถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่ทางการศึกษาทุกเขต ระบุว่า ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) มีนโยบายลดและปรับเปลี่ยนรูปแบบการวัดและประเมินคุณภาพผู้เรียนในทุกระดับการศึกษา เพื่อลดความซ้ำซ้อนเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพการศึกษา และลดความเครียดของนักเรียน สำนักงานคณะกรรม

การการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอสรุปแนวทางการดำเนินการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ดังต่อไปนี้

1. กระทรวงศึกษาธิการประกาศ เรื่อง นโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติชั้นพื้นฐาน (O-NET)ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ให้ผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของสถานศึกษาในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)ตามความสมัครใจโดยให้ถือเป็นสิทธิส่วนตัวโดยเฉพาะของนักเรียน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป

2. สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะได้แจ้งรายละเอียดแนวทางการดำเนินงานการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ต่อไป

‘สามารถ’ ผุดไอเดียลดค่าเทอม 40% เหตุค่าใช้จ่ายสถานศึกษาลด แต่ภาระผู้ปกครองเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543843

'สามารถ'ผุดไอเดียลดค่าเทอม 40% เหตุค่าใช้จ่ายสถานศึกษาลด แต่ภาระผู้ปกครองเพิ่ม

‘สามารถ’ผุดไอเดียลดค่าเทอม 40% เหตุค่าใช้จ่ายสถานศึกษาลด แต่ภาระผู้ปกครองเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

สามารถผุดไอเดีย เสนอลดค่าเทอมเด็ก นักเรียน นักศึกษา 40% เหตุเรียนออนไลน์ค่าใช้จ่ายสถานศึกษาลด แต่ภาระนักเรียน นักศึกษาผู้ปกครองเพิ่ม อีกมาตรการคืนความสุขช่วยประชาชน  เน้นย้ำบิ๊กตู่ บิ๊กป้อมเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน

วันที่ 8 มกราคม 2564 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ได้เสนอแนวคิดควรจะลดค่าเทอมให้กับนักเรียนนักศึกษาอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดภาระให้กับผู้ปกครองและคืนความสุขให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในฐานะผู้ปกครองของน้องๆ นักเรียนนักศึกษาในการช่วยลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากสถานการณ์ช่วงโรคระบาดโควิด-19 เพราะสถานศึกษาทั้งโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยได้ปิดการเรียนการสอนและใช้วิธีการสอนทางออนไลน์แทน โดยตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่มีความเดือดร้อนจากกรณีดังกล่าวว่าควรจะมีข้อเสนอไปยังรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา เนื่องจากที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือในด้านอื่นๆ มาแล้ว แต่มาตรการเยียวยาทางด้านการศึกษายังพบว่าไม่มี

นายสามารถ เผยอีกว่า ตนได้หารือกับอดีตอธิการบดีหลายท่านก็เสนอแนวคิดว่าสามารถทำได้ที่จะลดค่าเทอมอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากค่าน้ำค่าไฟ ค่าบริหารจัดการ ค่าวัสดุอุปกรณ์นั้นไม่ได้มีการใช้งานเลยในช่วงปิดการเรียนการสอนแต่ใช้เรียนทางออนไลน์ เพราะที่ผ่านมาค่าน้ำค่าไฟในสถานศึกษานั้นถือว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมาก ยิ่งสถานศึกษาไหนมีการติดเครื่องปรับอากาศจำนวนมากค่าน้ำค่าไฟก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่เมื่อมีการเรียนออนไลน์แทนค่าน้ำค่าไฟจึงไม่ได้ใช้ ส่วนค่าเงินเดือนบุคลากรนั้นก็ตามเงื่อนไขเดิมอยู่แล้ว หากสอนแบบออนไลน์ได้ก็จะประหยัดทำให้ไม่มีต้นทุนเพิ่ม และก็ไม่มีการใช้ facility  ในสถานศึกษาเลยก็ทำให้ต้นทุนตรงนี้ก็ไม่ได้ใช้อีก 

“ส่วนภาระค่าใช้จ่ายนั้นจะตกอยู่กับผู้ปกครองหรือนักศึกษาเพราะการเรียนแบบออนไลน์จะทำให้ค่าไฟที่บ้านแพงขึ้น รวมทั้งมีค่าอินเทอร์เน็ต จึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในการช่วยเหลือเรื่องนี้ เพราะอย่าลืมว่าในค่าเทอมจะมีค่าบำรุงการศึกษาเป็นค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปเก็บและน่าจะลดคืนให้กับผู้ปกครองหรือนักศึกษา”

นายสามารถ เผยต่อว่า ตนพร้อมประสานเรื่องนี้เข้าหารือในวาระการประชุมกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีในการประชุมที่จะถึงนี้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีขึ้นมาเพื่อช่วยเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติเพราะได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีอยู่ในทุกกระทรวงอยู่แล้ว  ตนเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เล็งเห็นความเดือดร้อนของผู้ปกครองหรือนักศึกษาเป็นสำคัญ หากมาตรการใดที่จะช่วยเหลือได้ก็พร้อมหาทางออกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนควบคู่กับมาตรการป้องกันโควิด-19 ในส่วนด้านสถานศึกษาก็คงไม่ขาดทุนเพราะเป็นการลดค่าเทอมไม่ใช่เป็นการคืนค่าเทอมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้สามารถติดต่อมายังศูนย์ร้องทุกข์ พปชร. ได้เพื่อเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หรือประสาน ส.ส.ในพื้นที่ของท่าน

รร.นานาชาติ British Columbia กรุงเทพ ร่วมโครงการสัมมนาออนไลน์เพื่อความปลอดภัยของเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543735

รร.นานาชาติ British Columbia กรุงเทพ ร่วมโครงการสัมมนาออนไลน์เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

รร.นานาชาติ British Columbia กรุงเทพ ร่วมโครงการสัมมนาออนไลน์เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 18.03 น.

British Columbia International School Bangkok เข้าร่วมโครงการสัมมนาออนไลน์ “Kaspersky Safe Kids” สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก ๆ ในโลกออนไลน์ มอบโลกที่ปลอดภัยกว่าในสังคมยุคดิจิทัลปัจจุบัน

British Columbia International School Bangkokโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนด้วยหลักสูตรแคนาดาขนานแท้ที่ดีที่สุดระดับโลก นำโดยคณะผู้บริหารของโรงเรียน คุณฐิตาภรณ์ ฐานปัญญา และคุณศิริวกรณ์ โวยสิน เข้าร่วมพูดคุยในโครงการสัมมนาออนไลน์ Kaspersky Safe Kids กับแบรนด์ระดับโลกอย่างแคสเปอร์สกี (Kaspersky) กลุ่มผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่พัฒนาโดยบริษัท แคสเปอร์สกีแล็บ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศรัสเซีย สัมมนาออนไลน์ในครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 19 มกราคม 2564 ในเวลา 10.00 น – 11.00 น. นี้

British Columbia International School Bangkok เป็นโรงเรียนที่คำนึงถึงสังคมแห่งคุณภาพ สังคมแห่งการพัฒนา ศูนย์รวมแห่งความสุขของนักเรียน แต่ในขณะเดียวกันการเรียนรู้ และพัฒนาเหล่านั้นต้องอยู่ภายใต้ความปลอดภัย โรงเรียนจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญ และความปลอดภัยของเด็ก ๆ กับโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบัน เพราะการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เริ่มเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างง่ายดาย และอิสระ ในฐานะพ่อแม่ถือเป็นเรื่องยากที่จะปกครองเด็กๆ ได้โดยที่ไม่ปิดกั้นการเรียนรู้ต่างๆ ของพวกเขา จะเห็นได้ว่าการเข้าสังคมในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไปสู่หลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบเกมออนไลน์ การเข้าถึงสมาร์ทโฟนต่างๆ และช่องทางอื่นๆ เรียกได้ว่าพวกเขาเติบโตมากับโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง

โครงการจะเข้าร่วมโดยผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการศึกษา นักจิตวิทยา คุณ ซินดี้ สิริญญา และตัวแทนจากแบรนด์แคสเปอร์สกี โดยมีเนื้อหาเน้นให้พ่อแม่ยุคใหม่เกิดความเข้าใจในประเด็นที่ว่า สิ่งที่ควรมองหาในฐานะพ่อแม่คืออะไร วิธีเริ่มการสนทนากับเด็กๆ การแจ้งเตือนที่สำคัญขณะใช้อุปกรณ์สื่อสาร กลุ่มหรือสังคมออนไลน์ของเด็กๆ คือใคร สิ่งที่เด็กๆ พบเจอในโลกออนไลน์ที่พ่อแม่ไม่ได้เห็น ปฏิกิริยาของเด็ก ๆ ต่อพ่อแม่ของพวกเขาที่เฝ้าติดตามการใช้งานในโลกดิจิทัล รวมถึงวิธีสร้างความสัมพันธ์ออนไลน์ที่ดีต่อกัน โดยที่เด็ก ๆ และผู้ปกครองสามารถแชร์ข้อมูลร่วมกันได้อย่างสบายใจ อันตรายที่มากับอินเทอร์เน็ตที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กๆ ได้แก่ – บุคคลอันตรายที่ไม่พึงปรารถนา – เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นอันตราย – ซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายหรืออาจเข้าโจมตี – การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และ อื่นๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ แบ่งปัน แนวทางและให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง เพื่อเรียนรู้การรับมือเด็กๆ ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยเมื่อเข้าสู่สังคมโลกดิจิทัลในยุคปัจจุบัน

สามารถเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ได้แล้ววันนี้ ฟรี เพียงลงทะเบียน ที่https://www.eventbrite.com/e/133203520315 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่British Columbia International School Bangkokและhttps://www.thaikaspersky.com/Safekids