สพฐ.ย้ำพื้นที่เสี่ยงสูง 28 จว.เข้มป้องโควิด 3พันโรงเรียน 44 จว.ปิดเรียนแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543097

สพฐ.ย้ำพื้นที่เสี่ยงสูง 28 จว.เข้มป้องโควิด 3พันโรงเรียน 44 จว.ปิดเรียนแล้ว

สพฐ.ย้ำพื้นที่เสี่ยงสูง 28 จว.เข้มป้องโควิด 3พันโรงเรียน 44 จว.ปิดเรียนแล้ว

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 14.58 น.

สพฐ.ย้ำพื้นที่เสี่ยงสูง 28 จว.เข้มป้องโควิด 3พันโรงเรียน 44 จว.ปิดเรียนแล้ว  

5 มกราคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีความห่วงใยกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ย้ำให้โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง 28 จังหวัด ปฏิบัติตามประกาศของทาง ศบค. และประกาศของจังหวัดแต่ละแห่งอย่างเคร่งครัด ขณะนี้พบว่ามีโรงเรียนที่ปิดเรียนไปแล้ว 44 จังหวัด กว่า 3,000 โรงเรียน

ทั้งนี้ การระบาดในรอบนี้ สพฐ. จะไม่ให้เด็กมาโรงเรียน แต่การจัดการเรียนการสอนต้องดำเนินต่อไป โดยสอนออนไลน์ กรณีที่นักเรียนและครูมีความพร้อม ถ้าไม่มีความพร้อมให้ออนแอร์ผ่านระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV ถ้าเรียนทางไกลไม่พร้อม ให้ใช้วิธี ออนดีมานด์ อัดคลิปการสอนผ่านยูทูป หรือช่องทางอื่น ๆ  และหากไม่มีช่องทางจริง ๆ ให้ใช้ ออนแฮนด์ ทำเปเปอร์ ให้การบ้านนักเรียนกลับไปทำ  เสมือนว่านักเรียนได้เรียนปกติ การนับเวลาเรียนก็ไม่มีปัญหา

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องอื่นๆอย่างเช่นนมโรงเรียน ทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะนำนมไปส่งตามบ้านนักเรียน ส่วนอาหารกลางวันให้ผู้ปกครองรับผิดชอบจัดหาอาหารกลางวันให้นักเรียน โดยทางโรงเรียนจะจ่ายเงินค่าอาหารกลางวันให้ผู้ปกครอง 20 บาทต่อหัวต่อวัน

ครม.อนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ. 8 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543060

ครม.อนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ. 8 ราย

ครม.อนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ. 8 ราย

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.44 น.

วันที่ 5 มกราคม 2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 8 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง  ดังนี้ 

1. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 

2.นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ  

3. นายปรีดี ภูสีน้ำ รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 

4.นายทวีศักดิ์ เที่ยงธรรม รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

5. นายธนากร ดอนเหนือ รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ  

6. นายธฤติ ประสานสอน รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

7.นายประสิทธิ์ เขียวศรี รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 6 ดำรงตำแหน่ง ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 8  

8.นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 ดำรงตำแหน่ง ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

สพป.ตาก เขต 2 ขานรับนโยบายต้านโควิด ศธ. สั่งปิด รร.อำเภอชายแดนฝั่งตะวันตกทั้งหมด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542845

สพป.ตาก เขต 2 ขานรับนโยบายต้านโควิด ศธ.  สั่งปิด รร.อำเภอชายแดนฝั่งตะวันตกทั้งหมด

สพป.ตาก เขต 2 ขานรับนโยบายต้านโควิด ศธ. สั่งปิด รร.อำเภอชายแดนฝั่งตะวันตกทั้งหมด

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (สพป.ตาก เขต 2) ขานรับคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ให้ทุกสถานศึกษาใน เขต 2 ปิดโรงเรียนโดยด่วนด้วยเหตุพิเศษในพื้นที่ควบคุมสูงสุดใน
28 จังหวัด โดย นายปิลัทธ์ อุดมวงษ์ ผอ.สพป.ตากเขต 2 เปิดเผยว่า สพป.ตาก เขต 2 รับผิดชอบโรงเรียนในเขต 5 อำเภอชายแดนฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย อำเภอท่าสองยาง แม่ระมาด พบพระ อุ้มผาง และอำเภอแม่สอด ซึ่งอำเภอแม่สอด เป็นพื้นที่เสี่ยงที่สุด โดยมีการปิดโรงเรียนในอำเภอแม่สอดไปก่อนหน้านี้แล้ว ตามกำหนดในประกาศ ตั้งแต่วันที่ 4-31 มกราคม 2564 และให้มีการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบที่สถานกำหนดตามความเหมาะสมงดการใช้พื้นที่สถานศึกษาจัดกิจกรรมทุกชนิดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ปกติ สำหรับผู้เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดให้กักตัว 14 วัน หากมีเหตุจำเป็นให้รายงานผู้บังคับบัญชาเป็นรายกรณี ให้แจ้งผู้ปกครองดูแลและให้นักเรียนอยู่ภายในบ้านและเรียนตามรูปแบบที่สถานศึกษากำหนด ทั้งนี้ ให้จัดระบบการประสานงานกับผู้ปกครอง นักเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ เน้นความปลอดภัยของครู บุคลากร นักเรียน ตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

มมส. ออกมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด 8 ข้อ ต้องปฏิบัตอย่างเคร่งครัด ช่วงเทศกาลปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542840

มมส. ออกมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด 8 ข้อ ต้องปฏิบัตอย่างเคร่งครัด ช่วงเทศกาลปีใหม่

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ออกประกาศ เรื่อง มาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 และการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (ฉบับที่ 13) โดยให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้

1.ให้คณาจารย์ในคณะ หน่วยงาน ที่จัดการเรียนการสอนและมีรายวิชาที่ทําการเรียนการสอนในช่วง วันที่ 4-15 มกราคม พ.ศ. 2564 ให้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ สําหรับหลักสูตรประเภทวิชาชีพ หรือหลักสูตรที่จะต้องจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ ให้ทําหนังสือขออนุญาตผู้บังคับบัญชาเป็นการเฉพาะ หรือกรณีรายวิชาใดที่ไม่สามารถเตรียมการสอนออนไลน์ได้ทันในช่วงวันเวลาดังกล่าว คณาจารย์อาจนัดหมาย จัดการเรียนการสอนทดแทนในรายวิชานั้นๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป หรือคณาจารย์ผู้สอนสามารถ ออกแบบการเรียนการสอนให้แก่นิสิตโดยให้
ผู้เรียนมีกระบวนการคิด การเรียนรู้และการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ทั้งนี้ ให้คงไว้ซึ่งมาตรฐานการเรียนการสอนตามมาตรฐานของหลักสูตรอย่างเคร่งครัด 

2.ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ห้ามบุคลากร และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามเดินทาง ไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่สีแดง ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19ประกาศ หากทราบภายหลังว่าบุคลากร และคณาจารย์เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง ถือว่าไม่ปฏิบัติตามประกาศของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะต้องทําหนังสือชี้แจงต่อผู้บังคับบัญชาและต้องเข้ามาตรการกักตัว14 วัน ต่อไป 

3.ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ให้นักเรียนและนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หลีกเลี่ยงหรือชะลอ การเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่สีแดงตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประกาศ หากพบภายหลังว่า นักเรียนและนิสิตเดินทางไปในพื้นที่สีแดงต้องเข้ามาตรการกักตัว 14 วัน 

4.นักเรียน นิสิต บุคลากร และคณาจารย์ทุกคนที่เดินทางกลับบ้านหรือภูมิลําเนาตนเองในช่วงเทศกาลปีใหม่ ต้องกรอกข้อมูลในระบบคัดกรองนิสิตและบุคลากรมหาวิทยาลัย และระบบไทยชนะ และเมื่อกลับมาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามทุกคนต้องกรอกข้อมูลอีกครั้งในระบบให้เรียบร้อยก่อนเข้าพื้นที่ 

5.ให้นักเรียน นิสิต บุคลากรและคณาจารย์ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาที่เดินทาง กลับภูมิลําเนาและภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามในช่วงเทศกาลปีใหม่ และให้หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจล แอลกอฮอล์ และระหว่างพักที่บ้านหรือภูมิลําเนาต้องหลีกเลี่ยงไปในที่ชุมชน ผู้คนจํานวนมาก หากหลีกเลี่ยง ไม่ได้ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาและต้องรักษาระยะห่างทางสังคม 1-2 เมตร 

6.ให้โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามทั้งฝ่ายประถมและมัธยมดําเนินการตามประกาศ มหาวิทยาลัยมหาสารคามก่อนหน้านี้อย่างเคร่งครัดต่อไป 

7.ให้นิสิต บุคลากร และคณาจารย์ ติดตามประกาศมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิดหากมีการเปลี่ยนแปลง จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน 

8.หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถประสานที่ศูนย์ประสานงานเฝ้าระวังการแพร่ระบาด โรค COVID-19 ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หมายเลขโทรศัพท์ 089-619-6669, 085-778-7187, 087-635-5957, หรือฝ่ายเวชกรรมสังคมทีม SRRT โรงพยาบาลสุทธาเวช 0-4302-1021, 095-180-7712 

ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา รวมกูรูกัญชา เปิดอบรม ‘กัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542839

ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา รวมกูรูกัญชา เปิดอบรม ‘กัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร’

ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา รวมกูรูกัญชา เปิดอบรม ‘กัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร’

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เปิดอบรม “กัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร : ปลูก สกัด นำไปใช้” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านกัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร อาทิ ดร.สุเทพ สุวรรณเกต, อ.ประทีป ตั้งสหไมตรี, ดร.นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์, อ.ประกาศ เดชมาก ณ พัทลุง (ด.เดี่ยว หัวหน้าพรรคเขียว จรรโลงโลก), อ.ต้นน้ำ นิยมาภา (ทายาทลุงตู้ บิดาแห่งกัญชาไทย), อ.เอกฤทธิ์

จิตหาญ (ปลูกกัญชาอย่างไรให้ถูกกฎหมาย)รวมทั้ง วิทยากรรับเชิญจากกลุ่มผู้ป่วยที่หายด้วยน้ำมันกัญชา โดยคอร์สอบรมนี้ จะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 12 มกราคม 2564 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ผู้สนใจสามารถสมัครลงทะเบียนได้ล่วงหน้าที่ www.shorturl.at/jntMRค่าลงทะเบียน 500 บาท หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร 081-905-6832 หรือ 081-920-8747 

นักเคมีฯ มธ. ชำแหละ ‘พลุ’ งานฉลอง เต็มไปด้วยสารอันตรายอื้อ ต้นเหตุ PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542841

นักเคมีฯ มธ. ชำแหละ ‘พลุ’งานฉลอง  เต็มไปด้วยสารอันตรายอื้อ ต้นเหตุ PM 2.5

นักเคมีฯ มธ. ชำแหละ ‘พลุ’งานฉลอง เต็มไปด้วยสารอันตรายอื้อ ต้นเหตุ PM 2.5

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.จิรดา สิงขรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาเคมีประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า พลุที่เป็นที่นิยมในงานเฉลิมฉลองต่างๆ โดยเฉพาะพลุที่มีเสียงดัง มีความอันตรายมากกว่าควันบุหรี่ เนื่องจากมีทั้ง PM2.5 PAHs Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) ซึ่งมีปริมาณแก๊ส Carbon Dioxide และ Carbon monoxide ค่อนข้างสูงฉะนั้นจำเป็นต้องจุดในบริเวณที่อากาศเปิดเพื่อให้มีการถ่ายเทได้สะดวก เพราะหากบริเวณที่จุดมีออกซิเจนไม่เพียงพอจะทำให้รู้สึกมึนหัว ซึ่งก็ควรออกจากพื้นที่ดังกล่าวโดยทันที

รศ.ดร.จิรดา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาเคยมีงานวิจัยเกี่ยวกับการจุดพลุในช่วงฉลองวันชาติของสหรัฐอเมริกา โดยเทียบเคียงในช่วงก่อนและหลังการจุด24 ชั่วโมง พบว่าปริมาณฝุ่น PM2.5เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยถึง 42% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมถึงขณะจุดที่มีปัจจัยอื่นในการกระจายตัวของฝุ่นละอองด้วย อย่างไรก็ตามในประเทศไทยโชคดีที่ไม่ได้จุดพลุในปริมาณมหาศาล แต่ก็ยังมีการจุดตามเทศกาลบ้าง ข้อแนะนำคือควรจุดในบริเวณที่กว้าง โล่ง และไม่เข้าไปชิดบริเวณที่มีการจุดมากเกินไป การอยู่ในระยะที่ห่างถือว่าเป็นการป้องกันระดับหนึ่งแต่ไม่สามารถป้องกันมลพิษในท้องฟ้าได้

รศ.ดร.จิรดา กล่าวอีกว่า ในพลุมีสารที่เรียกว่า Oxidizing agent หรือ Oxidizer ได้แก่ Nitrate ที่อยู่ในรูปของ Potassium Nitrate ซึ่งเป็นสารก่อระเบิด ส่วนเชื้อเพลิงถ้าไม่ได้ใช้แก๊สก็จะใช้จำพวก Carbon, Sulphur หรือดินปืนแทน ดังนั้นเมื่อเกิดการเผาไหม้จะพบสารมลพิษ Carbon Dioxide มีลักษณะเป็นละอองฝุ่นเมื่อเกิดการเผาไหม้ก็จะเกิดเป็นมลพิษ นอกจากนี้ ในพลุยังมีแรงดันที่เรียกว่า Ballistic Effect คือเมื่อจุดแล้วแก๊สจะเกิดการขยายตัวเป็นแรงระเบิด Power of Explosion ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ใช้พัฒนาระเบิด ถ้าต้องการให้สูงมากเท่าไหร่ ก็จำเป็นต้องใช้พลังส่งตัวมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งบางประเทศก็จะมีข้อจำกัดของเสียงไม่ควรเกิน 125 เดซิเบล ในช่วง 4 เมตร เพื่อไม่ให้มนุษย์ได้รับเสียงที่ดังเกินไป

“พลุมีเศษกระดาษที่บางส่วนอาจยังไม่ถูกเผาไหม้ ทำให้ละอองพวกนี้ยังอยู่และกลายเป็นมลพิษทางอากาศ เช่นเดียวกับประเทศจีนที่เจอ Sulfur Dioxide และ Nitrogen Dioxide ซึ่งเมื่อสารพวกนี้ถูกแดดก็จะกลายเป็นสารอนุมูลอิสระที่ทำลายชั้นโอโซน และท้ายที่สุดก็จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์” รศ.ดร.จิรดา กล่าว

มรส. วางกฎเหล็ก 6 ข้อ คุมเข้มการระบาด COVID-19 ระดมกำลังพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกอาคาร ลดการแพร่เชื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542844

มรส. วางกฎเหล็ก 6 ข้อ คุมเข้มการระบาด COVID-19  ระดมกำลังพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกอาคาร ลดการแพร่เชื้อ

มรส. วางกฎเหล็ก 6 ข้อ คุมเข้มการระบาด COVID-19 ระดมกำลังพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกอาคาร ลดการแพร่เชื้อ

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สมปราชญ์ วุฒิจันทร์ รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารและจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ด้วยการฉีดพ่นแอลกอฮอล์ 80 % ณ อาคารต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในสถานที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเน้นย้ำให้บุคลากรและนักศึกษาปฏิบัติตามคำแนะนำ อย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้ 1.ไม่รับประทานอาหารและใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น 2.ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หมอน ผ้าห่ม แก้วน้ำ ช้อนส้อม 3.ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาทีหรือแอลกอฮอล์ 70% ลูบมือจนแห้ง 4.หลีกเลี่ยงการพูดคุย ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง 5.สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า 6.หากมีไข้และอาการทางเดินหายใจ ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าแล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่โดยทันที

จะเติบโตต้องกล้าเสี่ยง! รุ่นพี่สตาร์ทอัพให้กำลังใจรุ่นน้อง ‘เราทำได้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542971

จะเติบโตต้องกล้าเสี่ยง!รุ่นพี่สตาร์ทอัพให้กำลังใจรุ่นน้อง‘เราทำได้’

จะเติบโตต้องกล้าเสี่ยง!รุ่นพี่สตาร์ทอัพให้กำลังใจรุ่นน้อง‘เราทำได้’

วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564, 20.35 น.

จะเติบโตต้องกล้าเสี่ยง!! รุ่นพี่สตาร์ทอัพให้กำลังใจรุ่นน้อง “เราทำได้” ไปให้ถึงโมเมนท์ “อ๋อ” ยอมรับ และตกผลึก ขณะที่ สสวท. พร้อมพัฒนาแนวทางการปลดล็อคนักเรียนทุนให้ออกมาสร้าง Deep Tech Startup ได้

4 มกราคม 2564 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ตามนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เรื่อง “Deep Tech Startup Networking Forum : นักวิจัยสู่การสร้างสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือที่เรารู้จักในชื่อว่า Deep Tech Startup โดยมีผู้ประกอบการ นักวิจัย หน่วยงานสนับสนุนสตาร์ทอัพ และผู้สนใจในธุรกิจ Deep Tech Startup ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กว่า 60 คน 

โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 4 ท่านได้แก่ คุณนัตวิไล อุทุมพฤกษ์พร ผู้ก่อตั้งบริษัท Trik หญิงไทยผู้ซึ่งติดอันดับ Forbes 30 Under 30 ซึ่งจัดลำดับโดยนิตยสาร Forbes ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพสัญชาติไทย บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ผู้วิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จากใบพืชที่แรกในประเทศไทย รศ.ดร เจษฎา วรรณสินธุ์ เจ้าของรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ (2552) และรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี 2557 และผู้ก่อตั้งบริษัท GISSCO และ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยงานสนับสนุนทุน (พสวท.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

คุณนัตวิไล กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเองว่า เริ่มจากความไม่รู้ และพอได้มีโอกาสไปเรียนปริญญาโทก็เรียนด้านโกลด์บอล ดีไซน์ เอนจิเนียริ่ง มีการเปิดโอกาสให้ทุกคนเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาคิดมาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นโปรเจ็คจบของตัวเอง เราจึงมีเทคโนโลยีอยู่ในมือ แต่ไม่มีเงินทุน ต้องไปนำเสนอกับผู้ที่จะสามารถให้ทุนเราได้ ปรากฏว่ามีคนมาให้ทุนแต่ไม่ได้มากนัก แต่ด้วยความที่เรายังใหม่จึงเป็นความท้าทาย เพราะต้องเลือกระหว่างการกลับมาใช้ทุนที่เมืองไทย และในช่วงนั้นมีบริษัทเสนอให้ไปทำงาน สุดท้ายเราเลือกที่จะเดินบนเส้นทางสตาร์ทอัพที่ไม่มีโอกาสรู้เลยว่ามันจะไปรอดไหม โชคดีที่มีครอบครัวสนับสนุนให้เราเดินในเส้นทางใหม่มากในยุคเมื่อ 4-5 ปีก่อน ถือว่าเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์

“แต่เราก็เจอปัญหาว่า แม้เราจะมีเทคโนโลยีในมือ แต่ในสมัยนั้นคนที่บังคับโดรนได้ต้องมีทักษะและความชำนาญมาก ไม่เหมือนในปัจจุบันที่กดปุ่มสั่งการได้ เมื่อเรานำเทคโนโลยีไปเสนอก็เหมือนว่าเราจะไปแย่งงานและเขาอาจจะตกงานได้ มันเลยมาถึงจุดที่เราอ๋อ และยอมรับความจริงเพื่อตกผลึกความคิดว่า ถ้าคนชอบแต่ไม่อยากใช้ เราก็ไม่สามารถไปต่อได้ จึงคิดว่าถ้าเราเอาเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ภาพจากโดรนแบบสามมิติ เป็นการช่วยงานเขาให้ดีขึ้น ก็เลยไปนำเสนอปรากฎว่าลูกค้าชอบ สำคัญคือเราต้องทดลองเสนอราคา ทดลองขายเริ่มจากบาทเดียวก็ได้ ถ้าลูกค้าชอบร้อยบาทเขาก็ซื้อ แต่ถ้าเขาไม่ชอบบาทเดียวเขาก็ไม่ซื้อ ถ้าใครคิดว่ามีไอเดียดีๆ อยากให้กล้าลองทำเป็นสตาร์ทอัพดูสักครั้ง แต่อยากให้กำหนดเวลาให้ตัวเองอย่างชัดเจน ถ้าสองสามปีแล้วมันไปต่อไม่ได้ ก็อย่าลากยาวขอให้ปรับหรือเปลี่ยน ” ผู้ก่อตั้งบริษัท Trik กล่าว

อย่างไรก็ตาม คุณนัตวิไล ระบุว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ทั้งบุคลากร หน่วยงานให้ทุน แต่ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสตาร์ทอัพของอังกฤษ รวมถึงช่องทางในการจัดจำหน่ายมีพร้อมกว่าไทย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเว็บไซด์กลางที่สามารถนัดพบกันได้ระหว่างผู้ให้ทุนกับสตาร์ทอัพ ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีมากต่อทิศทางสตาร์ทอัพในประเทศไทย 

ดร.สุธีรา ผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพสัญชาติไทย บริษัท ใบยา กล่าวว่า ตัวเองมีพื้นฐานเป็นอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงแม้จะมาทำบริษัทใบยาแต่ก็ยังสอนหนังสืออยู่ และยังเป็นที่ปรึกษาในภาคอุตสาหกรรมในการวางกลยุทธ์ให้คนไข้เข้าถึงยาได้ ซึ่งทำให้เรารู้ว่าประเทศไทยไม่สามารถผลิตยาและวัคซีนได้ตั้งแต่ต้นน้ำ พอทางมหาวิทยาลัยฯ มีนโยบายนำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง และให้อาจารย์ทำสตาร์ทอัพได้เราจึงสนใจทำร่วมกับ ดร.วรัญญู พูลเจริญ อาจารย์จากคณะเดียวกัน เราเริ่มทำกันมาได้ 3 ปีแล้ว พอมีสถานการณ์โควิด-19 เราจึงคิดค้นวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 และแอนติบอดี้ยับยั้งเชื้อไวรัสจากใบยาสูบ โดยขณะนี้ได้ระดมทุนจากประชาชนเพื่อสร้างโรงงานในการผลิตมูลค่า 500 ล้านบาท ซึ่งโรงงานดังกล่าวมีความสำคัญและสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนให้กับประเทศจากในอดีตที่ไม่เคยมี อีกทั้งประชาชนก็จะได้ใช้วัคซีนในราคาที่ถูก

“อยากให้น้อง ๆ ที่เดินเข้าสู่เส้นทางสตาร์ทอัพ กล้าที่จะเปิดใจและลองทำ ไม่สำเร็จไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ได้เดิน” ดร.สุธีรา กล่าว

ด้าน ดร.เจษฎา วรรณสิน กล่าวว่า การที่เป็นอาจารย์ซึ่งติดทุนจากการเป็นนักเรียนทุนมาก่อนแล้วจะเริ่มทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยระบบไม่เอื้ออำนวย เราก่อตั้ง GISSCO ที่เริ่มจากศูนย์และทุบหม้อข้าวตัวเอง เป็นหนี้เป็นสิน กว่าจะผ่านแต่ละด่านและยืนได้ ไม่ใช่นักวิจัย หรือนักเรียนทุนอยากทำแล้วทำได้สำเร็จทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคนด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายและมีอุปสรรคและความเสี่ยงหลายอย่าง ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีว่าหลายมหาวิทยาลัยเริ่มมีการเปิดโอกาสให้อาจารย์ไปทำสตาร์ทอัพได้และมีหน่วยงานที่ให้ทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทางที่ส่งผลกระทบเชิงบวกให้กับ Deep Tech Startup สูง

“ผมยึดหลัก 4 P ในการทำสตาร์ทอัพเพื่อเป็นแนวทางให้น้อง คือ 1. Principle คือ ต้องการหลักการที่ชัดเจน 2. Passion เราต้องมีแรงผลักดันในการทำเราต้องรู้ว่าการทำสตาร์ทอัพไม่ง่าย 3. Perseverance คือต้องสู้ไม่ถอย มีความมุ่งมั่น และ 4. Pain Resistance ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดระหว่างทาง ต้องมีแรงต้านทาน ต้องคิดบวก ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ปรับ เพื่อไปสู่ความสำเร็จ” ดร.เจษฎา กล่าว

ดร.ชูกิจ ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า สสวท. เป็นหน่วยงานให้ทุนนักเรียนเพื่อไปศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และกลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และเป็นหน่วยงานแรกที่กำลังจะเปิดโอกาสให้นักเรียนทุนไปทำงานกับภาคเอกชนได้ โดยใช้ทุนในรูปแบบของตัวเงิน (In-cash) หรือรูปแบบความช่วยเหลือ (In kind) แทน ถึงแม้ว่าระยะแรกจะมีแรงต้านเพราะคิดว่าทุนที่สนับสนุนเป็นภาษีของประชาชน จึงได้ทำการเริ่มปลดล็อคด้วยการนำร่องส่งนักวิจัยไปทำงานให้กับรัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชน ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับรูปแบบการตอบแทนทุนที่เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักเรียนทุน สามารถทำงานกับภาคเอกชนได้ โดยให้นับเป็นเวลาใช้ทุน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ที่ช่วยผลักดันให้นักวิจัยสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล  

Deep Tech Startup Networking Forum เป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายสำหรับผู้ประกอบการ Deep Tech Startup และเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสเสนอแนะแนวทางปรับปรุงมาตรการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพของภาครัฐ ซึ่งทาง สอวช. ได้ริเริ่มขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการพัฒนานโยบายและสร้าง Ecosystem ที่เหมาะสมในการสนับสนุนธุรกิจ Deep Tech Startup ของประเทศไทย

‘อว.’ จัดทัพโร้ดโชว์แบบออนไลน์ Reinventing University ภาคอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542970

‘อว.’จัดทัพโร้ดโชว์แบบออนไลน์ Reinventing University ภาคอีสาน

‘อว.’จัดทัพโร้ดโชว์แบบออนไลน์ Reinventing University ภาคอีสาน

วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564, 20.26 น.

กระทรวง ‘อว.’ จัดทัพโร้ดโชว์แบบออนไลน์ Reinventing University ภาคอีสาน มุ่งหวังสร้างความเข้าใจ-แนะแนวทางสู่การเปลี่ยนแปลงระบบมหาวิทยาลัยไทยในอนาคต

4 มกราคม 2564 สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) โดยคณะอนุกรรมการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University ภายใต้กรอบนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทัพ Road Show ผ่านระบบออนไลน์ (online) ร่วมด้วยคณะผู้บริหารส่วนงานภาคการศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับงานประชุมสัมมนาวิชาการ   “พลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) เดินหน้าสู่อนาคต” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อชี้แจงแนวทางและข้อเสนอ หลักเกณฑ์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสถาบันอุดมศึกษาอย่างยั่งยืน โดยวางรูปแบบรองรับสถานการณ์โควิด-19 (COvid-19) อย่างปลอดภัยผ่านแพลตฟอร์ม Zoom และผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังผ่านทางเฟซบุ๊ก เพจ : Reinventing University ซึ่งมีผู้เข้าชมและผู้บริหารมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุมระบบ Zoom และ ผ่านเฟซบุ๊ก เพจ : Reinventing University เป็นจำนวนมาก

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  กล่าวว่า การจัดประชุมสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ ได้ทำการวางระบบออนไลน์ การสื่อสารผ่านระบบ Zoom และ เพจ Reinventing University โดยได้ปรับแผนรองรับสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ภายในงานให้มีการจัดที่นั่งเว้นระยะห่าง มีการคัดกรอง อุปกรณ์วัดไข้ อุปกรณ์ป้องกันสำหรับคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ซึ่งมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังผ่านระบบออนไลน์เป็นจำนวนมาก หลังกระทรวง อว. เปิดตัวโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน มีแผนในการเดินหน้าจัดประชุมสัมมนาวิชาการลงพื้นที่ 3 ภาค ที่ผ่านมาได้นำร่องในพื้นที่ภาคใต้ จัดที่จังหวัดสงขลาวันที่ 17 ธันวาคม 2563 และครั้งนี้ได้ปรับให้เข้าสถานการณ์โควิด-19 เน้นที่ระบบออนไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจและชี้แจงการเข้าร่วมโครงการฯ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยภาคตะวันเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น ทั้งนี้การดำเนินโครงการฯ กิจกรรมดังกล่าว ต้องการให้การศึกษาของไทยระดับอุดมศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรให้มีคุณภาพสอดคล้องการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวง อว. และพร้อมประกาศใช้กฎกระทรวงภายในปี 2564 นี้

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย จึงเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่จะทำให้เกิดการปฏิรูประบบอุดมศึกษาอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม พร้อมยังสามารถผลิตบัณฑิตที่เชื่อมโยงตอบโจทย์กับความต้องการของประเทศ   สำหับการดำเนินโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University ได้จัดกลุ่มมหาวิทยาลัยออกเป็น 5 กลุ่มตามความถนัด  เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจและเกิดความสับสนว่าสถาบันตัวเองควรอยู่กลุ่มไหน ทั้งนี้เพื่อให้นโยบายการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  และการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยทั้ง 5 กลุ่ม ให้มีทิศทางที่ชัดเจน

สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)  โดยคณะอนุกรรมการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย จึงได้จัดประชุมสัมมนาวิชาการ“Reinventing University” ขึ้นในพื้นที่ 3 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงแนวทางและสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนสถาบันอุดมศึกษาตามกลุ่มยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่มหาวิทยาลัยจะต้องประเมินตนเองในด้านความพร้อม โดยดูจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมไปถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัย มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการเลือกกลุ่ม

“ในส่วนการจัดประชุมสัมมนาวิชาการ “Reinventing University” ครั้งนี้ จัดขึ้นที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ร่วมบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายของ อว กับทิศทางของมหาวิทยาลัยในยุค new normal” พร้อมด้วย ศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานอนุกรรมการฯ เปิดประชุมสัมมนาด้วยการชี้แจงแนวทางการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย และรศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน อนุกรรมการฯ ให้ความรู้ในหัวข้อการสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย และนายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ร่วมให้ความรู้ในหัวข้อกฎกระทรวงการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา  พร้อมเปิดเวทีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย โดย ผศ.ดร.ศจี ศิริไกร อนุกรรมการฯ กับ  ผศ.ดร.ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ อนุกรรมการฯ และผศ.ไชยยันต์ ชนะพรมมา อนุกรรมการฯ  ปิดท้ายเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นในแต่ละสถาบันด้วย”

สำนักพระราชวังแจ้งปิดการเข้าชมพระราชฐาน-สถานที่ต่างๆ 5-31 ม.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542960

สำนักพระราชวังแจ้งปิดการเข้าชมพระราชฐาน-สถานที่ต่างๆ 5-31 ม.ค.นี้

สำนักพระราชวังแจ้งปิดการเข้าชมพระราชฐาน-สถานที่ต่างๆ 5-31 ม.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564, 20.01 น.

4 ม.ค.2564 สำนักพระราชวัง ขอแจ้งปิดการเข้าชมพระราชฐาน และสถานที่ต่างๆ ตั้งแตวันที่ 5 – 31 มกราคม 2564 ดังนี้

– พระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  

– พระราชวังบางปะอิน  

– พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ 

– โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ 

– พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

– พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน

– โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2010 (โควิด-19)