จาก KVIS – VISTEC สู่วังจันทร์วัลเลย์ กลุ่ม ปตท. ร่วมขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – จาก KVIS – VISTEC สู่วังจันทร์วัลเลย์ กลุ่ม ปตท. ร่วมขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม (naewna.com)

จาก KVIS - VISTEC สู่วังจันทร์วัลเลย์ กลุ่ม ปตท. ร่วมขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม

จาก KVIS – VISTEC สู่วังจันทร์วัลเลย์ กลุ่ม ปตท. ร่วมขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพราะ “นวัตกรรม” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ “กลุ่ม ปตท.” จึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน “วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี” อาทิ การก่อตั้ง สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ขึ้นที่ ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ในปี 2558 มุ่งเน้นการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีโดยเฉพาะ เปิดสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จำนวน 4 สำนักวิชา ได้แก่

1.สำนักวิชาวิทยาการพลังงาน (School of Energy Science and Engineering: ESE) 2.สำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล (School of Molecular Science and Engineering: MSE) 3.สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล (School of Biomolecular Science and Engineering: BSE) และ 4.สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (School of Information Science and Technology: IST) โดยตั้งเป้าหมายให้ติด 1 ใน 50 อันดับแรกของโลกด้านมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ

เช่นเดียวกับการก่อตั้ง โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) ที่เริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี 2558 เช่นกัน โดยโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในลักษณะของโรงเรียนประจำ รับผู้ที่มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มาบ่มเพาะพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพสู่การเป็นเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมชั้นนำของประเทศในอนาคต อีกทั้งจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อวางรากฐานสู่โอกาสการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลก

ปัจจุบัน สถาบันวิทยสิริเมธี มีนิสิตทั้งหมด 6 รุ่น จำนวน 247 คน นับเป็นปีที่ 5 แล้วที่เปิดการเรียนการสอน พร้อมด้วยผลงานอันน่าภาคภูมิใจ เช่น ได้รับการจัดอันดับจาก Nature Index ให้ขึ้นสู่อันดับ 1 มหาวิทยาลัยของประเทศไทยที่มีผลงานวิจัยชั้นเลิศในทุกสาขาวิชาด้าน Natural Sciences ทั้ง Physical Sciences, Life Sciences, Chemical Sciences และ Earth & Environmental Sciences

ส่วนในระดับภูมิภาคนั้นได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยอันดับที่ 1-3 เป็นของมหาวิทยาลัยจากประเทศสิงคโปร์ รวมถึงการครองอันดับที่ 1 ของประเทศไทย เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ในสาขา Chemical Sciences (ที่มา : ข้อมูลการจัดอันดับ ณ วันที่ 14 ก.ค. 2563) ขณะที่ ร.ร.กำเนิดวิทย์ มีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2562 มีจำนวน 65 คน

ในจำนวนนี้ไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศจำนวน 30 คน  และศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย 35 คน และยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันด้านวิชาการในต่างประเทศ อาทิ การแข่งขันฟิสิกส์สัประยุทธ์ระดับนานาชาติ การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับนานาชาติ รวมถึงมีผลงานทางด้านวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ และมีผลงานที่สามารถยื่นขอรับอนุสิทธิบัตรได้

นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้ง สถาบันวิจัยปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Research Institute Thailand) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิทยสิริเมธี กับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อเป็นศูนย์กลางให้บริการสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ครบวงจร โดยดำเนินการมาแล้วกว่า 1 ปี พัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลไปแล้วไม่น้อย 500 ราย จากหลักสูตรวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และ AI ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง

ศูนย์ความร่วมมืองานวิจัยและพัฒนา PTTEP-ARV-VISTEC R&D Collaboration Center (RDCC) เป็นการผนึกกำลังกันของ “ปตท.สผ.” บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) และ สถาบันวิทยสิริเมธี เพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนา และทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์

โครงการศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. (PTIC) ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ดำเนินกิจกรรมด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานใน EECi ให้นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง แบ่งแผนการก่อสร้างออกเป็น 3 ระยะ 1.เน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและสนามทดสอบอากาศยานไร้คนขับ 2.เป็นการพัฒนาด้านโรงงานต้นแบบและพื้นที่ทดสอบเพื่อรองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ และโครงการที่เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตปิโตรเลียม และ 3.เป็นการพัฒนาเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก และรองรับธุรกิจใหม่ รวมถึงโครงการ “วังจันทร์วัลเลย์” ศูนย์กลางด้านงานวิจัยและนวัตกรรม รองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0 และนำไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับวังจันทร์วัลเลย์ ได้รับการประกาศให้เป็นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบ Smart Natural Innovation Platform บนพื้นที่ 3,454 ไร่ แบ่งออกเป็นพื้นที่เพื่อการศึกษา (Education Zone) พื้นที่เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (Innovation Zone) และพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวก ที่พักอาศัยและสันทนาการ (Community Zone) ที่มีระบบนิเวศนวัตกรรมที่เป็นเลิศ

โดยมี อาคารศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ(Intelligence Operation Center หรือ IOC) ศูนย์กลางในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคของเมืองอย่างเบ็ดเสร็จและมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบปฏิบัติการและระบบติดตามที่ทันสมัย ผนวกกับการแสดงผลแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง สามารถควบคุมและวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันวิทยสิริเมธี ประจำปีการศึกษา 2562 ในระดับปริญญาโท จำนวน 4 ราย ระดับปริญญาเอก จำนวน 8 ราย และพระราชทานทุน “ศรีเมธี” ประจำปีการศึกษา 2563 ให้กับนิสิตของสถาบันฯ ที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม จำนวน 8 ราย

รวมทั้งพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้แทนนักเรียนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ที่สำเร็จการศึกษา รุ่นที่ 3 นอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดศูนย์ความร่วมมืองานวิจัยและพัฒนา PTTEP-ARV-VISTEC R&D Collaboration Center (RDCC) และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด อาคารศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligence Operation Center หรือ IOC)

จากหลากหลายการดำเนินงานข้างต้น นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้ก่อตั้งสถาบันวิทยสิริเมธีและโรงเรียนกำเนิดวิทย์ขึ้น เช่นเดียวกับวังจันทร์วัลเลย์ ที่คาดหวังว่าจะเป็นการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญ เพื่อร่วมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ครุศาสตร์ มสด. เพิ่มศักยภาพพี่เลี้ยงเด็ก ตระหนักถึงหน้าที่ จรรยาบรรณ และเป็นมืออาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ครุศาสตร์ มสด. เพิ่มศักยภาพพี่เลี้ยงเด็ก ตระหนักถึงหน้าที่ จรรยาบรรณ และเป็นมืออาชีพ (naewna.com)

ครุศาสตร์ มสด. เพิ่มศักยภาพพี่เลี้ยงเด็ก  ตระหนักถึงหน้าที่ จรรยาบรรณ และเป็นมืออาชีพ

ครุศาสตร์ มสด. เพิ่มศักยภาพพี่เลี้ยงเด็ก ตระหนักถึงหน้าที่ จรรยาบรรณ และเป็นมืออาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สิทธิพร เอี่ยมเสน คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) เปิดเผยถึงโครงการฝึกอบรมหลักสูตรพี่เลี้ยงเด็ก ปีการศึกษา 2563 ว่า “โครงการดังกล่าวเกิดจากความตั้งใจและเล็งเห็นความสำคัญบทบาท พี่เลี้ยงเด็ก รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี จึงมอบหมายให้คณะครุศาสตร์พัฒนาหลักสูตรพี่เลี้ยงเด็ก และผ่านการรับรองจากสภามหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 หลังจากนั้นได้ดำเนินการจัดอบรมเพิ่มศักยภาพให้แก่พี่เลี้ยงเด็กสังกัดโรงเรียนสาธิตละอออุทิศในกรุงเทพมหานคร วิทยาเขตสุพรรณบุรี ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง นครนายก และศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งลำปาง โครงการฝึกอบรมหลักสูตรพี่เลี้ยงเด็กมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พี่เลี้ยงเด็กตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ และมีความรู้ ความเข้าใจในการดูแลเด็กอย่างถูกวิธี สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดูแลเด็กได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ดร.สิทธิพร เอี่ยมเสน กล่าวว่า พี่เลี้ยงเด็ก ถือเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้ง 4 ด้าน อาทิ ด้านร่างกาย ส่งเสริมการเจริญเติบโตความแข็งแรงของร่างกายในการบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และปลูกฝังนิสัยทางสุขภาพอนามัย ด้านจิตใจและอารมณ์ ปลูกฝังให้รู้จักการควบคุมอารมณ์ มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส และฝึกให้มีจิตใจเมตตากรุณา รักเด็ก และรักในงานที่ทำ ด้านสังคม ปลูกฝังให้เด็กรู้จักเคารพตนเอง กล้าพูดกล้าแสดงออก รู้จักเล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น ด้านสติปัญญา รู้จักหาเหตุผล จนเกิดความเข้าใจและรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง ดังนั้น หากพี่เลี้ยงเด็กตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของตนในฐานะผู้ดูแลเด็ก และรู้จักวิธีการดูแลเด็กอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในทุกๆด้านอย่างเหมาะสมกับวัย เพื่อพร้อมรับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกิจกรรมฝึกอบรม เชิงปฏิบัติการ จำนวน 70 ชั่วโมง(10 วัน) รวม 6 รายวิชา อาทิ คุณลักษณะที่เหมาะสมกับการเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ธรรมชาติของเด็ก พฤติกรรมของเด็กและจิตวิทยาเด็ก บทบาทหน้าที่ของพี่เลี้ยงเด็ก โภชนาการสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย พัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย และการปฐมพยาบาลและดูแลอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น ฯลฯ ทั้งนี้พี่เลี้ยงเด็กที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรที่ได้รับการรับรองจากสภามหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อใช้อ้างอิงว่าผ่านการอบรมหลักสูตรพี่เลี้ยงเด็กจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านอัตลักษณ์ปฐมวัย สามารถไปทำงานที่อื่นได้ และในอนาคตอันใกล้ยังเตรียมเปิดอบรมแก่บุคคลทั่วไปที่สนใจเป็นพี่เลี้ยงเด็ก เพื่อลดปัญหาและช่องว่างอาชีพพี่เลี้ยงเด็กที่ขาดคุณลักษณะที่พึงประสงค์สืบไป

‘ณัฏฐพล’ ย้ำแก้ไขทุกเรื่องที่ร้องถึงศธ. ‘ทรงผมบังเพื่อน’ แค่หวังให้เข้าใจง่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ณัฏฐพล’ย้ำแก้ไขทุกเรื่องที่ร้องถึงศธ. ‘ทรงผมบังเพื่อน’แค่หวังให้เข้าใจง่าย (naewna.com)

‘ณัฏฐพล’ย้ำแก้ไขทุกเรื่องที่ร้องถึงศธ. ‘ทรงผมบังเพื่อน’แค่หวังให้เข้าใจง่าย

‘ณัฏฐพล’ย้ำแก้ไขทุกเรื่องที่ร้องถึงศธ. ‘ทรงผมบังเพื่อน’แค่หวังให้เข้าใจง่าย

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.25 น.

‘ณัฏฐพล’ย้ำแก้ไขทุกเรื่องที่ร้องถึงศธ. ‘ทรงผมบังเพื่อน’แค่หวังให้เข้าใจง่าย

25 พฤศจิกายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องระเบียบทรงผม ว่า ทันทีที่น้องๆนักเรียนมาเรียกร้องเรื่องเกี่ยวกับทรงผมและชุดนักเรียน ตนได้สั่งยกเลิกกฏระเบียบในข้อ 7 เกี่ยวกับทรงผมโดยไม่ให้อำนาจโรงเรียนในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรงผมนักเรียน และหลังจากนั้น ตนตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขึ้นมา เพื่อแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องทรงผมนักเรียน และเครื่องแบบนักเรียนแล้ว ขณะนี้ได้มีข้อเสนอขึ้นมาที่ตนและกำลังนำข้อเสนอนั้นมาพิจารณาร่วมกับฝ่ายปฏิบัติของทางโรงเรียนและคุณครู ว่าจะสามารถปฏิบัติได้จริงหรือเปล่า และมีปัญหาอะไรหรือไม่และมีความกังวลอะไรบ้าง

“กระบวนการแก้ไขเรื่องทรงผม รวมถึงเรื่องชุดนักเรียน ผมได้หาทางแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ต้องสื่อสารทำความเข้าใจว่า ศธ.ไม่ได้ละเลยในทุกๆเรื่องที่มีการหยิบยกจากกลุ่มที่มีข้อกังกลเกี่ยวกับการศึกษา” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดที่มีข้อเรียกร้องของนักเรียน คือ เรื่องของหลักสูตรการศึกษา เรื่องการพัฒนาการศึกษา และอนาคตของการศึกษาไทย ตนอยากให้ทั้งนักเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ การศึกษาจะพัฒนาให้ได้ดีไม่เกี่ยวกับทรงผมหรือเครื่องแต่งกาย ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องหลัก ๆคือหลักสูตรและการพัฒนาการศึกษา ซึ่ง ศธ.มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นและจะทำต่อไป เพราะศธ.ยังเห็นปัญหาการศึกษาอยู่ ขณะเดียวกัน ศธ.ก็ไม่ได้ละเลยในทุกๆเรื่องที่มีการยกประเด็นมาเป็นปัญหาของการศึกษาไทย แต่ผมอยากให้ดูด้วยว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องหลักที่เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจังและเข้มข้น

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการออกมาเรียกร้องว่าในโรงเรียนไม่ปลอดภัย นั้น ตั้งแต่ที่ตนได้เข้ามารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ได้พูดอยู่เสมอว่า เรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญ และศธ.ก็มีขบวนการที่จะป้องกันการคุกคามทางเพศมาอย่างต่อเนื่อง  มีการลงโทษครูที่กระทำผิดในเรื่องนี้ไปแล้ว และหากยังมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ผู้ถูกกระทำก็สามารถร้องเรียนเข้ามาได้หลายช่องทาง รวมถึงเว็บไซต์ของตน ซึ่งเราสามารถปกปิดข้อมูลของผู้ที่ถูกกระทำได้  และที่ผ่านมาก็มีหลายคนส่งข้อมูลเข้ามาและตนก็ดำเนินการให้ทุกเรื่อง

“โดยเฉพาะคนที่คุกคามทางเพศ ผมไม่ปล่อยไว้ในสถานศึกษา แต่ก็ต้องมีข้อมูลของคนที่กระทำความผิด หรือถูกกล่าวหา หลังจากที่มีการสอบสวนแล้ว เพราะผมไม่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของศธ.ในการแก้ปัญหาตรงนี้ แต่ผมไม่อยากให้เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง ว่า ศธ.ไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้ ซึ่งไม่จริงเลย เพราะ ศธ.สนใจมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาด้วยซ้ำ” รมว.ศธ. กล่าว

ส่วนกรณีที่มีทวิตเตอร์ทรงผมบังเพื่อน เผยแพร่ในโลกโซเชียวขณะนี้นั้น ตนมองว่าเรื่องนี้ต้องดูเจตนา ซึ่งตนคิดว่าผู้พูดต้องการยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ อย่างไรก็ตามก็ต้องฟังเหตุผลด้วยว่าที่พูดออกมาเช่นนั้นเพราะอะไร คงไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องตลก

อว.ชงของบปี65 หมื่นล้าน ดันโรดแมปพลิกโฉมมหาวิทยาลัย จัด 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อว.ชงของบปี65หมื่นล้าน ดันโรดแมปพลิกโฉมมหาวิทยาลัย จัด 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ (naewna.com)

อว.ชงของบปี65หมื่นล้าน ดันโรดแมปพลิกโฉมมหาวิทยาลัย จัด 5 กลุ่มยุทธศาสตร์

อว.ชงของบปี65หมื่นล้าน ดันโรดแมปพลิกโฉมมหาวิทยาลัย จัด 5 กลุ่มยุทธศาสตร์

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 13.21 น.

อว.ชงของบปี65หมื่นล้าน ดันโรดแมปพลิกโฉมมหาวิทยาลัย จัด 5 กลุ่มยุทธศาสตร์

25 พฤศจิกายน 2563 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เปิดเผยว่า ภาคการศึกษานั้นมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก โดยเป็นปัจจัยพื้นฐานในการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรให้มีคุณภาพ การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย(Reinventing University) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิรูประบบอุดมศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบนโยบายและกฎกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี 2564 เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศ สามารถผลิตบัณฑิตที่เชื่อมโยงกับความต้องการของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ มีการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะอาจารย์ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ ยังเป็นการยกระดับมหาวิทยาลัยของไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมในระดับนานาชาติ โดยมหาวิทยาลัยจะได้ใช้ความรู้ ความสามารถและศักยภาพของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ตามกลุ่มยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมีความถนัดและเชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยและยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศอีกด้วย

สำหรับโครงการ Reinventing University ได้กำหนดทิศทางโดยการแบ่งกลุ่มสถาบันอุดมศึกษามุ่งตามยุทธศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา การวิจัยระดับแนวหน้าของโลก(Global & Frontier Research) คือ สถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งการวิจัยที่มีคุณภาพในระดับแนวหน้าของโลกหรือเฉพาะทาง สร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพหรือทักษะสูง ให้สามารถคิดค้นผลงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือในระดับสากล ผลิตบัณฑิตที่เป็นนักวิจัยหรือผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก

กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม(Technology & Innovation) มุ่งเน้นพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและเสริมสร้างนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ สร้างบัณฑิตที่มีทักษะ ความรู้ ความชำนาญ ให้สามารถนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างพัฒนา หรือต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ บ่มเพาะกลุ่มคน Start Up พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมในการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและอุตสาหกรรมของประเทศ

กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่(Area-Based & Community) คือสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ด้วยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของท้องถิ่นและภูมิภาค โดยเป้าหมายของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มนี้ ต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในระดับครัวเรือนและชุมชน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตรวมถึงความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชนให้ดีขึ้น โดยการนำความรู้มาพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชนหรือเกษตรกร ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ในพื้นที่

กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักทางศาสนา(Moral & Intellectual Cultivation)  ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในหลายๆ ประเทศ มีการส่งเสริมให้นำหลักธรรมคำสอนทางศาสนา ผสมผสานเข้ากับวิชาการ เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติในการใช้ชีวิตที่ดีและทำงานอย่างมีความสุข จึงเห็นควรให้มีการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษานี้โดยเฉพาะ โดยสถาบันกลุ่มนี้มีพันธกิจหลักเน้นผลิตบัณฑิตที่มีปัญญาและคุณธรรม มุ่งพัฒนาทางด้านจิตใจ สติปัญญา รวมไปถึงพฤติกรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน เพื่อให้นักศึกษามีทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เกิดความรัก ความสามัคคีและมีน้ำใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

กลุ่มสุดท้าย กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาเฉพาะทาง(Specialized & Professional) เน้นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ ความรู้ ทัศนคติ สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ เสริมสร้างบุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการในตลาดหรือการประกอบอาชีพเฉพาะทาง ที่มีความเชี่ยวชาญในเชิงลึก อาทิ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยกีฬา วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ วิทยาลัยพยาบาล โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2565  อว.เตรียมเสนอของบประมาณในการผลักดันโครงการดังกล่าว จำนวน 11,000  ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการต้องผ่านการประเมินตนเองตามกลุ่มยุทธศาสตร์ที่ถนัดและเหมาะสม  ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/ReinventingUniversity/  

‘ม.ขอนแก่น’ ร่วมลงนาม MOU 3ฝ่าย พัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษผ่านออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ม.ขอนแก่น’ร่วมลงนามMOU3ฝ่าย พัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษผ่านออนไลน์ (naewna.com)

‘ม.ขอนแก่น’ร่วมลงนามMOU3ฝ่าย พัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษผ่านออนไลน์

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ตัวแทนจากมูลนิธิความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-แคนาดา และนายตันสมบูรณ์ทรัพย์ (Mr.Tan Soamboonsrup) ตัวแทนจากบริษัท เบรนคลาวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความตกลง (MOU) ร่วมมือทางวิชาการโครงการพัฒนาสมรรถนะภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา

โครงการนี้เป็นความร่วมมือกัน 3 ฝ่าย คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มูลนิธิความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-แคนาดา และบริษัท เบรนคลาวด์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชนในฐานะผู้ประกอบการ ในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน เพื่อให้มหาวิทยาลัยและเอกชนที่มีประสบการณ์ร่วมกันฝึกอบรมภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจ โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์

และเพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และการฝึกอบรมภาษาอังกฤษที่มีรูปแบบ Online Learning ซึ่งตามวัตถุประสงค์ที่ได้กล่าวมานั้น มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษา (Education Transformation) เพื่อส่งเสริมให้หลักสูตรของมหาวิทยาลัยมีการปรับเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนการสอนตามกระบวนทัศน์ใหม่

เน้นการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ (Online-Learning Course) และหลักสูตรใหม่ตามความต้องการของสังคมให้เป็นผู้ที่มีสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นในอนาคต ทั้งนี้ พิธีลงนามMOU 3 ฝ่ายดังกล่าว จัดขึ้นที่บ้านพักเอกอัครราชทูตแคนาดา กรุงเทพฯ โดยมี นางซาราห์ เทย์เลอร์(H.E. Mrs.Sarah Taylor) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ร่วมเป็นพยานในพิธี

‘แม่มอก หลั่นล้า อีโคโนมี’ นักบริบาลผู้สูงอายุโดยชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘แม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี’ นักบริบาลผู้สูงอายุโดยชุมชน (naewna.com)

‘แม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี’  นักบริบาลผู้สูงอายุโดยชุมชน

‘แม่มอก หลั่นล้า อีโคโนมี’ นักบริบาลผู้สูงอายุโดยชุมชน

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนเศษๆ ก็จะเข้าสู่ปี 2564 ซึ่งก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เปิดเผยว่า ในปีดังกล่าวประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนร้อยละ 20 หรือมากกว่าของประชากรทั้งหมด โดยหนึ่งในเรื่องน่ากังวลคือ “บุคลากรผู้ดูแลผู้สูงอายุยังขาดแคลน” เมื่อเทียบกับประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ติดตามคณะทำงานของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ไปยัง จ.ลำปางเพื่อเยี่ยมชมการทำงานของ “ชมรม แม่มอก หลั่นล้าอีโคโนมี” ที่เริ่มต้นจากคนในชุมชนด้วยเครื่องมือการพัฒนา ณ ต.แม่มอก อ.เถิน จ.ลำปาง โดย สุทธิดาเลี่ยมสุข ซึ่งมาเข้าร่วมกับทางชมรมฯ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยประกอบอาชีพค้าขาย กระทั่งมีชมรมดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกสนใจและเข้าร่วมเรียนรู้

“เราอยากมีความรู้ในการบริบาลผู้สูงอายุนอกจากนี้ยังเป็นการสร้างการดำเนินชีวิตใหม่ และเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงได้อีกทางหนึ่งด้วย ทำงานมาได้ 2 เดือน โดยใช้เวลาในการเรียนรู้หลักสูตรประมาณ 4 เดือน หลังจากที่ได้ทำงานด้านนี้ก็รู้สึกรักในการดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่อยู่ในการฟื้นฟู ซึ่งมีความรู้สึกภูมิใจที่ทำให้ผู้สูงอายุที่ดูแลมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นจากเดิม และมีกำลังใจที่จะทำงานนี้ต่อไป” สุทธิดา กล่าว

สุทธิดา เล่าต่อไปว่า นักบริบาลจะไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้านของผู้สูงอายุ จึงทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง โดยใช้เวลาทั้งวันและพักตอนผู้สูงอายุหลับ มีรายได้ประมาณ 2 หมื่นบาทต่อเดือนโดยผู้จ้างจะติดต่อผ่านชมรมฯ แล้วทางชมรมฯจะจัดสรรนักบริบาลผู้สูงอายุเข้าไปดูแล ทั้งนี้ แม้ในพื้นที่ต.แม่มอก อ.เถิน จ.ลำปาง จะมีผู้สูงอายุทุกหลังคาเรือนแต่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ใช่กลุ่มติดบ้านหรือติดเตียง

ด้าน ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ชมรมแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี เกิดขึ้นในปี 2560 เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มลูกหลานแม่มอกจิตอาสารักบ้านเกิด ทั้งอยู่ในและนอกชุมชนอย่างไม่เป็นทางการที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองแม่มอกให้สามารถพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเองและพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนร่วมกับรัฐ เพิ่มทางเลือกอาชีพงานบริการในอนาคต ที่ไม่ต้องรอพึ่งพาอาศัยการดูแลจากราชการแต่เพียงอย่างเดียว

การดำเนินการใช้แนวคิดทฤษฎี “หลั่นล้าอีโคโนมี” สร้างเศรษฐกิจชาติด้วยเศรษฐกิจฐานรากวัฒนธรรม พร้อมกับการสร้างวิชาชีพนักบริบาลผู้สูงอายุ จำนวน 90 ชีวิตใน 1 ตำบล ให้กับหญิงชาวนาที่ไม่ใช่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้บริการดูแลผู้สูงอายุรายชั่วโมงในโรงพยาบาลของรัฐ ให้บริการดูแล ผู้สูงอายุที่บ้านแบบรายวันหรือรายเดือน ผ่านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบของชมรมฯ โดยมีกลไกการทำงานแบ่งเป็นทีม 4 ทีม คือ

1.ทีมปฏิบัติการ ได้แก่ เครือข่ายนักบริบาลผู้สูงอายุที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุระดับพื้นฐาน 80 ชั่วโมง จำนวน 30 คน และหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุขั้นสูง 420 ชั่วโมง จำนวน 60 คน โดยอาศัยศาลาการเปรียญในวัดเป็นห้องเรียนภาคทฤษฎี โดยทุกครั้งที่มีรายได้จากการออกให้บริการจะพร้อมใจกันบริจาคคืนให้ชมรมฯ ผ่าน “กองทุนพัฒนานักบริบาลผู้สูงอายุแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี”ร้อยละ 5 ของรายได้ เพื่อรวบรวมจัดสวัสดิการให้กับนักบริบาลทั้งเครือข่าย

2.ทีมประสานงาน ประกอบด้วย ตัวแทนนักบริบาลผู้สูงอายุแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมีที่มีจิตอาสาช่วยประสานงานระหว่างเครือข่ายนักบริบาลกับผู้รับบริการในการจัดลำดับการให้บริการ การเบิกจ่ายค่าตอบแทนนักบริบาล การแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการให้บริการในเบื้องต้น ประสานระหว่างนักบริบาล3.ทีมอำนวยการ หรือทีมปรับปรุงงาน ประกอบไปด้วยตัวแทนของทีมปฏิบัติงานและทีมประสานงาน

สมาชิกชมรมแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมีหลากหลายวิชาชีพ ทำหน้าที่คอยให้การสนับสนุนทีมประสานงาน เอื้ออำนวยให้ทีมปฏิบัติงานสามารถออกให้บริการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในรูปแบบการหารายได้จากการให้บริการดูแลผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลตามความต้องการของญาติ และ 4.ทีมที่ปรึกษา ประกอบด้วยคณะผู้บริหารหน่วยงานราชการท้องที่ ท้องถิ่น ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในชุมชน ผู้บริหารและคณะอาจารย์ที่ทำการสอน

ครูพี่เลี้ยงจากแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพตลอดระยะเวลา 2 เดือน ของนักบริบาลก่อนจบการฝึกทั้ง 4 สถาบัน คือ โรงพยาบาลมะเร็งลำปาง ที่ทำการฝึกประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยเคมีบำบัด โรงพยาบาลแวนแซนต์วูร์ดลำปาง ที่ทำการฝึกประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุเชิงธุรกิจและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลเวชชารักษ์ลำปาง ที่ทำการฝึกกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ(ศพส.) จังหวัดลำปาง ที่ทำการฝึกประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุเชิงสงเคราะห์ทั้งระบบ

“รูปแบบของการหารายได้เสริมจากการทำเกษตรกรรมของหญิงชาวนา จนสามารถสร้างรายได้เพิ่มได้จริงด้วยวิชาชีพนักบริบาลผู้สูงอายุแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี ที่เกิดขึ้นจากเงินบริจาคทั้งหมด สู่การสร้างรายได้หลังการฝึกอบรมมากกว่า 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน ร่วมกับการออกให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ในรูปแบบจิตอาสาร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใน ต.แม่มอก อ.เถิน จ.ลำปาง

ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการดำเนินกิจการธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterpriseที่สามารถสร้างรายได้ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าในตัวเองด้วยการพัฒนากลไกที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขพร้อมรับสังคมสูงวัยภายใต้ความมีมาตรฐานแห่งวิชาชีพ เป็นที่ยอมรับของสังคมและสากล และถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่ของประเทศด้วยภาคประชาสังคมที่สำนึกในตัวตน มีความภาคภูมิใจในความเป็นชุมชนท้องถิ่น” ศ.ดร.เอนก กล่าว

ศ.ดร.เอนก ยังกล่าวอีกว่า ท้องถิ่นนิยมนั้นเทียบเท่ากับความรักชาติ ความภาคภูมิใจในชาติ หรือชาตินิยม มีความรับผิดชอบ ความเสียสละ และความมุ่งมั่นที่จะทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน มีสำนึกต่อการสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง ไม่รอรัฐ ไม่รังเกียจรัฐ ไม่แข่งรัฐ หากเป็นการพัฒนาสังคมร่วมกับรัฐอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่

เป็นแบบอย่างแห่งความสมดุลของการทำหน้าที่เพื่อหารายได้ กับการทำหน้าที่พลเมืองจิตสำนึกสาธารณะควบคู่กันตลอดเส้นทาง!!!

วิเคราะห์ ‘สุขภาพการเงิน’ ทางรอด ‘ธุรกิจท้องถิ่น’ ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – วิเคราะห์‘สุขภาพการเงิน’ ทางรอด‘ธุรกิจท้องถิ่น’ไทย (naewna.com)

วิเคราะห์‘สุขภาพการเงิน’  ทางรอด‘ธุรกิจท้องถิ่น’ไทย

วิเคราะห์‘สุขภาพการเงิน’ ทางรอด‘ธุรกิจท้องถิ่น’ไทย

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ให้ได้ว่าปัญหาที่แท้จริงของการดำเนินธุรกิจท้องถิ่นคืออะไร ไม่ใช่ดูแค่ความต้องการ เช่น หากเขาบอกเราว่าต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งหากจะทำจริงมันก็คือการลงทุน เพราะฉะนั้น ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น จำเป็นต้องรู้สถานการณ์จริงของวิสาหกิจแต่ละแห่งเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องสุขภาพทางการเงิน ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลของ SMEs ที่ผ่านมาจะสามารถแบ่งสุขภาพธุรกิจเป็น 3 กลุ่มคร่าวๆ คือ 1.รุ่ง ธุรกิจมีกำไร และมีสภาพคล่องทางการเงิน 2.รอด ธุรกิจมีกำไรแต่ไม่มีสภาพคล่อง หรือไม่มีกำไรแต่มีสภาพคล่อง และ 3.ร่อแร่ ไม่มีกำไรและไม่มีสภาพคล่อง”

คำกล่าวของ ผศ.ดร.บัณฑิตอินณวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST)ในฐานะหัวหน้าโครงการ “ศูนย์ประสานงาน/บริหารจัดการเพื่อยกระดับ เสริมศักยภาพของธุรกิจท้องถิ่นพร้อมกับการสร้างแพลตฟอร์มและกลไกการทำงานร่วมกัน มุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”ถึงการนำงานวิจัยเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งนักวิจัยจำเป็นต้องนำความต้องการของผู้ประกอบการมาวิเคราะห์หาปัญหาที่แท้จริงเสียก่อน

นั่นจึงเป็นที่มาของกรอบวิจัย “วิสาหกิจท้องถิ่น (Local Enterprise)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) มีเป้าหมายคือ การยกระดับและ
เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนของวิสาหกิจชุมชน ที่ผ่าน “การจัดการห่วงโซ่คุณค่าใหม่(New Value Chain)” โดยมีมหาวิทยาลัยที่ได้รับทุนวิจัยในปีงบประมาณ 2563 จำนวนทั้งสิ้น 15 มหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าวต่อไปว่ากระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างวิสาหกิจชุมชนและทีมนักวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกการดำเนินงานวิจัยของมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ในครั้งนี้ จะต้องเกิดการสร้างรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนในห่วงโซ่เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังต้องทำให้เกิดการกระจายรายได้ลงไปสู่กลุ่มเกษตรกร/ผู้ผลิตที่เป็นภาคีต้นน้ำอย่างน้อยร้อยละ 10 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยภายใต้กรอบวิจัยนี้ไม่ใช่การสร้างองค์ความรู้ (Knowhow)หรือสร้างความรู้ (Knowledge) ให้กับห่วงโซ่มูลค่าใหม่ (New Value Chain) แต่เป็นทุนสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยที่สามารถเข้าไปช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของธุรกิจท้องถิ่นได้จริง ดังนั้น การทราบถึงสุขภาพทางการเงินของวิสาหกิจชุมชนแต่ละแห่งตั้งแต่เริ่มต้น จะทำให้มีแนวทางในการทำวิจัยร่วมกับวิสาหกิจนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสม

“ผมได้สื่อสารกับทีมวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัย ในการทำการวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analysis)ให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนแต่ละราย เพื่อให้เขาเกิดความเข้าใจในศักยภาพของตนเองและสถานภาพทางการเงินที่แท้จริงเสียก่อน ว่าตัวเขาอยู่ในสถานะรุ่ง รอดหรือร่อแร่ ก่อนเราจะหนุนเสริมด้วยกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งเป็นการนำข้อมูลต่างๆ ทั้งด้านการขาย การผลิต การตลาด สภาพคล่องทางการเงิน

และอื่นๆ ที่ได้จากการทำ FinancialAnalysis มาวางแนวทางปฏิบัติใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละรายต่อไป ซึ่งจากประสบการณ์ที่นำวิธีการนี้ไปใช้กับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 50 ราย พบว่า กลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจนี้ สามารถช่วยผู้ประกอบการกว่า 30 ราย ลดหนี้ 10% หรือมีรายได้เพิ่มขึ้น 10% ได้ทันที โดยยังไม่มีการใส่นวัตกรรม เทคโนโลยี หรือกระบวนการใหม่ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการแต่อย่างใด” ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว

ผศ.ดร.บัณฑิต ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังจะถ่ายทอดแนวทางการทำกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ให้กับมหาวิทยาลัยที่รับทุนภายใต้กรอบวิจัย Local Enterpriseของ บพท. ซึ่งหากทีมวิจัยมีการนำไปใช้กับวิสาหกิจที่ร่วมในกระบวนการวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัยแล้ว จะเป็นส่วนที่ช่วยสนับสนุนในการบริหารจัดการงานวิจัยให้แต่ละวิสาหกิจชุมชนเป้าหมาย

สามารถเพิ่มรายได้ร้อยละ 10 ตามเป้าที่กำหนดไว้!!!

‘สสส.-สคอ.’ ดูงาน ‘เชียงราย’ ลดอุบัติเหตุบนถนนรับปีใหม่’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สสส.-สคอ.’ดูงาน‘เชียงราย’ ลดอุบัติเหตุบนถนนรับปีใหม่’64 (naewna.com)

‘สสส.-สคอ.’ดูงาน‘เชียงราย’  ลดอุบัติเหตุบนถนนรับปีใหม่’64

‘สสส.-สคอ.’ดูงาน‘เชียงราย’ ลดอุบัติเหตุบนถนนรับปีใหม่’64

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดประชุมขับเคลื่อนสื่อสารประชาสัมพันธ์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อเพิ่มศักยภาพบทบาทสื่อมวลชนและเครือข่ายด้านการสื่อสาร เผยแพร่ข้อมูล สร้างความตระหนักขับขี่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ รร.แกรนด์วิสต้า เชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย

นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม กล่าวว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นให้คิดเสมอว่าไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญหรือเวรกรรม แต่เกิดจากการกระทำที่ประมาท ขาดสติและสามารถป้องกันได้ โดยในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็จะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ 2564 ซึ่งเชียงรายเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของประเทศ จึงต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากพื้นที่มีเส้นทางที่เป็นภูเขา มีทางโค้งจุดเสี่ยงหลายจุด หากไม่ชำนาญทางหรือประมาท ก็จะเสี่ยงอันตรายเกิดอุบัติเหตุได้

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ Thai RSC ของบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด จนถึง ณ วันที่ 13 พ.ย. 2563 พบว่า จ.เชียงรายมีสถิติผู้บาดเจ็บ 12,024 ราย เสียชีวิต 266 ราย ขณะที่ต.ป่าตึง อ.แม่จัน ซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานครั้งนี้ มีพื้นที่เสี่ยงทางโค้ง ขึ้นเขาและเกิดอุบัติเหตุบ่อย และหน่วยงานในพื้นที่มีการจัดการแก้ไขปัญหาที่ได้ผล จึงได้นำคณะสื่อและเครือข่ายลงพื้นที่เรียนรู้ร่วมนำเสนอข้อมูล

ทั้งนี้ อยากฝากข้อควรระวังในการขับรถขึ้นเขา-ลงเขา สิ่งที่ต้องรู้คือ 1.ขาขึ้น-ลงเขา ควรใช้เกียร์ต่ำตลอดเส้นทาง 2.ทางโค้งต้องระวังและลดความเร็วลง 3.ห้ามแซงเพราะถนนแคบไม่สามารถมองเห็นรถอีกฝั่งได้ชัดและไม่ควรแซงในเขตห้ามแซง 4.ควรแตะเบรกเป็นระยะเพื่อชะลอความเร็วรถ แต่อย่าแตะเบรกแช่ยาวเพราะจะทำให้เบรกไหม้และเบรกไม่อยู่ และ 5.ควรตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมก่อนเดินทาง

นายทรงพล ชีวินมหาชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ป่าตึง อ.แม่จัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้พยายามลดปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ โดยติดตั้งกระจกโค้งในจุดเสี่ยงที่มองไม่ชัดเจน 50 จุด ติดตั้งเสาสัญญาณไฟกะพริบในทางแยก ทางร่วม 12 จุด ติดตั้งกล้องวงจรปิด 4 จุด ตั้งจุดบริการประชาชนลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาล พร้อมกับอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการขับขี่ปลอดภัยแก่นักเรียนและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ไขและปรับปรุงจุดเสี่ยงต่างๆ ที่เป็นอันตรายและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

นายแดนชัย สำราญพงษ์ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ฝ่ายวิศวกรรม กล่าวว่า ถนนโค้งบ้านทุ่งต่าง ม.1 ต.ป่าตึง อ.แม่จัน เป็นจุดเสี่ยงอันตรายบนทางหลวง 107 ตอนเมืองงาม-แม่จัน กม.227+950 เส้นทางราบสลับภูเขา มีทางโค้ง ถนน 2 ช่องจราจร ไม่มีเกาะกลาง มีความยาว 240 กว่ากิโลเมตร เชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง ปริมาณรถแต่ละวัน
ค่อนข้างมาก เคยเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บจนถึงเสียชีวิต

ส่วนใหญ่เกิดตอนกลางวันจากรถเสียการควบคุมข้ามช่องจราจรชนกับรถในทิศทางที่สวนมาหรือตกข้างทางเพราะใช้ความเร็วเกินกำหนดและไม่ชำนาญเส้นทาง ซึ่งได้ปรับปรุงแก้ไขโดยติดตั้ง
ราวเหล็กลูกฟูก เปลี่ยนป้ายเตือนทางโค้งให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ติดตั้งป้ายจำกัดความเร็ว และป้ายเขตชุมชน มีเครื่องหมายจราจรบนพื้นทางแถบชะลอความเร็ว และเส้นแถบลดความกว้างของช่องจราจรติดตั้งไฟกะพริบเตือน ตัดแต่งต้นไม้ข้างทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น

นายศักดิ์ดา ธานินทร์ สาธารณสุขอำเภอแม่จัน ระบุว่า อ.แม่จัน มี 11 ตำบล พบว่า 1 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์อุบัติเหตุในพื้นที่เกิดเหตุรวม 1,193 ครั้ง เสียชีวิต 31 ราย สาเหตุหลักจากขับเร็ว ดื่มแล้วขับและไม่สวมหมวกนิรภัย ทั้งนี้ เดือนธันวาคมจะเป็นช่วงที่เกิดเหตุค่อนข้างสูงเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ มีการเดินทางกลับบ้านของคนในพื้นที่ และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ชำนาญทางและดื่มฉลองสังสรรค์แล้วขับรถ

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า สสส.เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่ทำงานสร้างมาตรการความปลอดภัยทางทางถนนมาอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ได้ขยายการทำงานลงถึงระดับอำเภอและตำบล มุ่งสนองนโยบายตำบลขับขี่ปลอดภัยของกระทรวงมหาดไทย ด้วยการสนับสนุนให้เกิดพลังชุมชน/ท้องถิ่น ร่วมขบวนการสร้าง
ความปลอดภัยทางถนน ให้กับพื้นที่ตนเอง ซึ่งน่าจะทำให้ลดการตายได้ปีละกว่า 7,000 คน หากทุกท้องถิ่นทั้งประเทศขับเคลื่อนร่วมกัน

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานส.ค.ส.๒๕๖๔ ภาพวาดฝีพระหัตถ์ ‘สวัสดีปีฉลูวัว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานส.ค.ส.๒๕๖๔ ภาพวาดฝีพระหัตถ์’สวัสดีปีฉลูวัว’ (naewna.com)

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'พระราชทานส.ค.ส.๒๕๖๔ ภาพวาดฝีพระหัตถ์'สวัสดีปีฉลูวัว'

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานส.ค.ส.๒๕๖๔ ภาพวาดฝีพระหัตถ์’สวัสดีปีฉลูวัว’

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.32 น.

24 พฤศจิกายน 2563 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานบัตรอวยพรปีใหม่ ๒๕๖๔ เป็นภาพฝีพระหัตถ์ “สวัสดีปีฉลูวัว” พร้อมพระราชทานพรปีใหม่ แก่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานบัตรอวยพรปีใหม่ ๒๕๖๔ แก่ปวงชนชาวไทย เป็นภาพฝีพระหัตถ์ “สวัสดีปีฉลูวัว” รูปวัว หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ข้างๆ มีขวดนมสดสีขาว พร้อมทรงลงพระนามาภิไธย “สิรินธร” และพระราชทานพรปีใหม่ ความว่า

“ปีที่แล้วโรคร้ายหมายชีวิต

มีคนติดทั่วโลกอยู่มากหลาย

คนยังอยู่จนยากลำบากกาย

ที่ทุกข์คลายเพราะความรักสามัคคี

ปีฉลูวัวใจดีเข้ามาหา

มีนมมาให้ดื่มเป็นสุขี

สุขภาพของเด็กเติบโตดี

ผู้ใหญ่ที่ดื่มนมก็แข็งแรง”

สวัสดีปีฉลูวัว พ.ศ.๒๕๖๔

‘มรภ.สวนสุนันทา’ ประกาศปิดการเรียนการสอน เลี่ยงม็อบชุมนุมใหญ่ 25พ.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มรภ.สวนสุนันทา’ประกาศปิดการเรียนการสอน เลี่ยงม็อบชุมนุมใหญ่ 25พ.ย. (naewna.com)

'มรภ.สวนสุนันทา'ประกาศปิดการเรียนการสอน เลี่ยงม็อบชุมนุมใหญ่ 25พ.ย.

‘มรภ.สวนสุนันทา’ประกาศปิดการเรียนการสอน เลี่ยงม็อบชุมนุมใหญ่ 25พ.ย.

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.45 น.

24 พ.ย.63 เฟซบุ๊ก “มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา”  โพสต์ประกาศของมหาวิทยาลัย   เรื่องปิดมหาวิทยาลัและงดการเรียนการสอน โดยระบุข้อความว่า ตามที่มีการชุมนุมสาธารณะขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้มีการกําหนดพื้นที่ชุมนุมในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 นั้น

เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัย อาศัยอํานาจ ตามความในมาตรา 27 และมาตรา 31 (1) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 ให้ปิด มหาวิทยาลัยและงดการเรียนการสอน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เลขที่ 1 ถนนอู่ทองนอก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FSuanSunandhaUniversity%2Fposts%2F4738681459506845&show_text=true&width=552&height=658&appId