ด่วน!!!ศธ.ให้จนท.ทำงานที่บ้าน เลี่ยงม็อบบุกป่วนสนง.ทรัพย์สินฯ 25 พ.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ด่วน!!!ศธ.ให้จนท.ทำงานที่บ้าน เลี่ยงม็อบบุกป่วนสนง.ทรัพย์สินฯ 25 พ.ย. (naewna.com)

ด่วน!!!ศธ.ให้จนท.ทำงานที่บ้าน เลี่ยงม็อบบุกป่วนสนง.ทรัพย์สินฯ 25 พ.ย.

ด่วน!!!ศธ.ให้จนท.ทำงานที่บ้าน เลี่ยงม็อบบุกป่วนสนง.ทรัพย์สินฯ 25 พ.ย.

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 12.37 น.

ด่วน!!!ศธ.ให้จนท.ทำงานที่บ้าน เลี่ยงม็อบบุกป่วนสนง.ทรัพย์สินฯ 25 พ.ย.

24 พฤศจิกายน 2563 นายธนู ขวัญเดช ศึกษาธิการภาค 10 รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ” มีสาระสำคัญดังนี้…

ด้วยปรากฏข้อมูลว่ามีสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มราษฎร ณ บริเวณสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับกระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งได้รับการประสานจากหน่วยรักษาความปลอดภัยของทหารและตำรวจ เกี่ยวกับการเดินทางเข้าปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ชุมนุมในวันดังกล่าว

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้หารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง กระทรวงศึกษาธิการจึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติราชการอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติงานในที่พัก/บ้าน (Work from Home) ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เว้นแต่หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการให้บริการประชาชนโดยตรง ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นมอบหมายให้ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดมาปฏิบัติงานที่กระทรวงศึกษาธิการได้ไม่เกิน 25%

เสมา1ยกทีม ‘ศธ.’ ชุดใหญ่ลงภูเก็ต หารือเดินหน้าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เสมา1ยกทีม’ศธ.’ชุดใหญ่ลงภูเก็ต หารือเดินหน้าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งจังหวัด (naewna.com)

เสมา1ยกทีม'ศธ.'ชุดใหญ่ลงภูเก็ต หารือเดินหน้าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งจังหวัด

เสมา1ยกทีม’ศธ.’ชุดใหญ่ลงภูเก็ต หารือเดินหน้าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งจังหวัด

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 12.20 น.

“ณัฏฐพล” ยกทีมผู้บริหาร ศธ.ชุดใหญ่ลงพื้นที่ภูเก็ต หารือผู้ว่าฯ ตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกภูเก็ตเป็นโมเดล ก่อนเริ่มดำเนินงานทั่วประเทศ คาดไม่เกิน 3 ปี การศึกษาไทยมีคุณภาพ ลดเหลื่อมล้ำ

24 พฤศจิกายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  พร้อมด้วยผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงศีกษาธิการ ตัวแทน และคณะทำงาน อาทิ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นต้น ลงพื้นที่และเข้าร่วมหารือกับนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งข้าราชการศึกษาธิการจังหวัด ข้าราชการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดภูเก็ต ในการดำเนินงานตามแผนการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ จ.ภูเก็ต เป็นโมเดลตัวอย่างเพื่อดำเนินแผนงานในทุกจังหวัดทั่วประเทศ 

โดยระหว่างการหารือนายณัฏฐพล กล่าวว่า เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเกิดจากระบบการศึกษาเป็นหลัก ดังนั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการ​ (ศธ.) จึงมีแผนที่จะยกระดับรายได้ทุกจังหวัดทั่วประเทศด้วยการยกระดับการศึกษา ซึ่งหลังจากวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยได้รับการยอมรับในคุณภาพของระบบสาธารณสุขอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มีการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมของแรงงาน เพื่อสร้างศักยภาพของประเทศ โดยนอกจากนี้ การพัฒนาการศึกษาในแต่ละจังหวัดจะต้องคำนึงถึงบริบทของแต่ละจังหวัดด้วย

“ผมได้ลงไปดูทุกโรงเรียนใน จ.ภูเก็ตเรียบร้อยแล้ว และเหตุผลที่ผมเลือก จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดตัวอย่างก็เพราะว่ามีโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดมีจำนวนไม่มาก ขนาดของจังหวัดที่ไม่ใหญ่ และเอกชนในพื้นที่มีความเข้มแข็ง ทั้งนี้แผนในการพัฒนาการศึกษาจะต้องมีความเชื่อมต่อกันทั้งระบบ รวมทั้งการพัฒนาเด็ก ๆก็ต้องตอบโจทย์ของจังหวัด ซึ่งภูเก็ตมีจุดเด่นเรื่องของการท่องเที่ยวและบริการ เรื่องของภาษาจึงมีความจำเป็น โดยการหารือวันนี้ ก็เพื่อที่จะให้ทุกภาคส่วนได้มองเห็นถึงแผนงานและนโยบายที่เป็นภาพใหญ่ภาพเดียวกัน ผมเชื่อว่าถ้าพวกเราร่วมมือร่วมใจกันก็จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาได้” รมว.ศธ.กล่าว 

ด้านนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวแสดงความยินดีที่กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นความสำคัญของจังหวัดภูเก็ตในการศึกษาเพื่อสร้างต้นแบบการยกระดับคุณภาพการศึกษา เนื่องจากภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 จ.ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก มีปัญหาคนยากจนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนจนในเมือง เพราะว่ารายได้ของคนในจังหวัดส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยวและงานบริการ ซึ่งการแก้ปัญหาให้ยั่งยืน ต้องวางมาตรฐานการศึกษาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และรองรับโอกาสในอนาคต

“ผมชื่นชมรัฐมนตรีมากที่มีความกล้าหาญในการดำเนินการครั้งนี้ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงใน 4 เรื่องใหญ่ คือ เป็นการเปลี่ยนในด้านยุทธศาสตร์ เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เปลี่ยนบุคลากร และเป็นการเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมอีกด้วย” นายณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ ในการประชุมหารือ นายณัฏฐพลได้นำเสนอโมเดลการบริหารจัดการศึกษาในบางเขตพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในที่ประชุม โดยยืนยันว่า สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากจังหวัด เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเข้าใจถึงปัญหาในชุมชนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเป็นผู้วางแผนแม่บท และแนวทางการพัฒนาจังหวัด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องนำมาเป็นบริบทประกอบในการวางแผนการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา

สดร. ผนึกกำลังนักวิชาการ ตั้งภาคีวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สดร. ผนึกกำลังนักวิชาการ ตั้งภาคีวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งประเทศไทย (naewna.com)

สดร. ผนึกกำลังนักวิชาการ ตั้งภาคีวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งประเทศไทย

สดร. ผนึกกำลังนักวิชาการ ตั้งภาคีวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 11.32 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นแกนนำระดมคณาจารย์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจาก 3 องค์การมหาชน 1 หน่วยงานรัฐ   23 มหาวิทยาลัย และ 1 สมาคม ลงนามจัดตั้งภาคีความร่วมมือวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย (Thailand Consortium for Atmospheric Research : TCAR) เพื่อบูรณาการความร่วมมือการทำวิจัยแก้ปัญหาคุณภาพอากาศจากฝุ่นควัน PM 2.5 หรือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ส่งเสริมให้การศึกษา และพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศ และคุณภาพอากาศของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานในพิธีฯ  ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการ ว่าด้วยความร่วมมือภาคีวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจำนวน 28 สถาบัน เมื่อวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ณ ห้องกลมทิพย์บอลรูม โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร

ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า  สดร. ได้เล็งเห็นความสำคัญของการวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ  ซึ่งรวมถึงคุณภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังจากดำเนินการมาระยะหนึ่ง พบว่าในประเทศไทย ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศในประเทศไทยต่างกระจายอยู่ตามหน่วยงานรัฐ และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทำให้ผลงานวิจัยที่ได้กระจัดกระจาย ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับ มลภาวะทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 และการคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สดร. จึงเชิญคณาจารย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัยบรรยากาศในประเทศไทย

จนท้ายสุดทุกฝ่ายได้แสดงเจตจำนงร่วมกัน ในการจัดตั้งเป็นภาคีวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการและขยายขอบเขตความเชี่ยวชาญหลักของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงประสานความร่วมมืองานวิจัยด้านบรรยากาศและคุณภาพอากาศในประเทศไทย ให้มีการทำงานที่สอดประสานกัน เนื่องจากปัญหาด้านบรรยากาศมีความหลากหลายและซับซ้อนเกินกว่าหน่วยงานเดียวจะทำได้

ภาคีวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันจัดทำแผนที่นำทางของการวิจัยแบบบูรณาการ บูรณาการวิจัยบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับการศึกษาคุณภาพอากาศของประเทศและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ  จัดสร้างห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือที่ทันสมัยสนับสนุนการวิจัยบรรยากาศ พัฒนาระบบฐานข้อมูล สร้างนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์บรรยากาศ สร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยบรรยากาศ และผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง      

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ประธานในพิธีกล่าวว่า ปัจจุบันโลกต้องเผชิญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก เป็นเหตุให้นานาประเทศหันมาสนใจและตระหนักถึงผลกระทบและความเสียหายในด้านต่างๆ ที่จะตามมา สำหรับประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศ นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย และปัญหาการเกิดมลพิษอื่นๆ ซึ่งต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งหน่่วยงานและบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ นำองค์ความรู้มาบูรณาการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อศึกษาสาเหตุและกลไกการเกิดมลพิษทางอากาศ รวมทั้งหาแนวทางป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์

ขอขอบคุณหน่วยงานภาคีทั้ง 28 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษา และสมาคมที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นความสำคัญและมุ่งมั่น ตั้งใจ ผนึกกำลังกันก่อเกิดเป็นภาคีวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย ร่วมมือกันต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน ให้บรรลุเป้าหมายภารกิจร่วมกัน ตอบโจทย์คุณภาพอากาศของประเทศไทย ภายใต้นโยบาย “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” เพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาสามารถเดินหน้าไปได้โดยเร็ว ลดปัญหาและอุปสรรค ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สร้างและพัฒนาวงการวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศของไทยให้เข้มแข็ง พัฒนาบุคลากรให้เชี่ยวชาญ ก่อเกิดประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า  สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ GISTDA ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักด้านการใช้ประโยชน์ข้อมูลภูมิสารสนเทศและข้อมูลจากดาวเทียมจะใช้เทคโนโลยีจากอวกาศ  เพื่อติดตามมลภาวะทางอากาศ ที่จะแสดงให้เห็นถึงการนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ในการติดตามและบ่งชี้มลภาวะทางอากาศ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดของการใช้เครื่องมือตรวจวัดภาคพื้นดินได้เป็นอย่างดี โดยการนำข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีการตรวจวัดอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้อมูลดาวเทียมจากแหล่งต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมบูรณาการกันจะช่วยให้เข้าใจและเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นในการวางแผนแก้ไขปัญหา PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โดยรายนาม 28 หน่วยงาน ที่ร่วมลงนามความร่วมมือภาคีวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย (Thailand Consortium for Atmospheric Research: TCAR) มีดังนี้  สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ,  สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)  , สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)  , กรมควบคุมมลพิษ  ,  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  , มหาวิทยาลัยพะเยา  ,  มหาวิทยาลัยศิลปากร  , สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  , สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ,  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  ,  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  ,  มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  ,  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ,  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  , มหาวิทยาลัยทักษิณ  , มหาวิทยาลัยมหิดล  ,  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ,  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ,  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ,  มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง  , มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่  ,  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา  ,  มหาวิทยาลัยแม่โจ้  , มหาวิทยาลัยนเรศวร  , สถาบันพระบรมราชชนก  และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาสิ่งแวดล้อมไทย

‘ติวเตอร์กวดวิชา’ เผยเยาวชนสนใจ ‘การเมือง’ มากขึ้น ชี้ ‘สื่อออนไลน์’ ปัจจัยเร่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ติวเตอร์กวดวิชา’เผยเยาวชนสนใจ‘การเมือง’มากขึ้น ชี้‘สื่อออนไลน์’ปัจจัยเร่ง (naewna.com)

‘ติวเตอร์กวดวิชา’เผยเยาวชนสนใจ‘การเมือง’มากขึ้น ชี้‘สื่อออนไลน์’ปัจจัยเร่ง

‘ติวเตอร์กวดวิชา’เผยเยาวชนสนใจ‘การเมือง’มากขึ้น ชี้‘สื่อออนไลน์’ปัจจัยเร่ง

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 20.18 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน  2563 นายณัทธนัทธ์ เลี่ยวไพโรจน์ เจ้าของสถาบันสอนสังคมศึกษา “ครูป๊อป” เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2562-2563 พบเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมปลายเริ่มมีความสนใจในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง การพัฒนาสังคม รวมถึงงานในด้านสื่อและการผลิตเนื้อหา (Content) อย่างต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจข้อมูลเชิงลึกพบว่าความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disrupt) และการเติบโตของสื่อออนไลน์ (Social Network) โดยเฉพาะทวิตเตอร์ที่เป็นพื้นที่เสรีในการที่จะแสดงออกตัวตน ความชอบ และการแสดงความคิดเห็น

เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กสามารถพบเจอคนที่มีความคิด ความรู้สึกที่คล้ายๆ กันได้ง่าย โดยช่องทางดังกล่าวยังเปรียบเสมือนพื้นที่ที่ทำให้เรื่องการเมืองกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของเด็กๆ อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นหลังจากนี้ทั้งครอบครัวและสถาบันการศึกษาจะได้เห็นปรากฏการณ์การเลือกเรียนในสาขาวิชาดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น และยังจะเป็นตัวแปรให้ครู-อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์ต้องสอนเนื้อหาเหล่านี้เพิ่มเติมในชั้นเรียนมากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเด็กที่เติบโตมากับวิถีชีวิตออนไลน์จะสนใจเรื่องเกี่ยวกับการเมือง

โดยหมุดหมายสำคัญน่าจะเริ่มต้นที่การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร และการปกครองโดยรัฐบาลทหารมาเป็นเวลานาน เมื่อมีการเลือกตั้งก็ทำให้เกิดกลุ่มผู้ออกเสียงหน้าใหม่ (New Voters) ที่เป็นกลุ่มเด็กขึ้นมาซึ่งมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ๆ นอกเหนือพรรคเดิมๆ เพราะเด็กๆ เหล่านี้ ต้องการที่จะเลือกอนาคตที่ดีให้กับตนเอง และมีความเชื่ออย่างยิ่งว่าเสียงของพวกเขาจะมีผลในการเปลี่ยนแปลงอนาคตได้จริงๆ จึงทำให้เด็กๆ มีความสนใจในการเมืองเป็นอย่างมาก

ประกอบกับเมื่อผลการเลือกตั้งที่ออกมา และข่าวการเมืองต่างๆ ที่พวกเขามองว่ามีบางประเด็นน่าสงสัย จึงทำให้เกิดการสืบค้นข้อมูลนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์มากขึ้น หน้าข่าวสารออนไลน์เต็มไปด้วยเรื่องการเมืองมากขึ้นจึงทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าตัวเองใกล้ชิดเรื่องเหล่านี้ไปโดยปริยาย ยิ่งไปกว่านั้นการสร้างสรรค์เนื้อหาที่โดนใจ ยังเป็นแรงจูงใจให้เด็กๆ เริ่มมีความกล้าแสดงออก และต้องการที่จะเข้าไปมีตัวตนในพื้นที่ออนไลน์ หรือการผันตัวเป็นสื่อเพิ่มมากขึ้นอีกเช่นเดียวกัน

นายณัทธนัทธ์ กล่าวต่อไปว่า ความสนใจในประเด็นด้านสังคม ส่วนใหญ่ในสถาบันการศึกษาอาจยังไม่เท่าทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรายวัน จึงทำให้การถ่ายทอดเนื้อหาต่างๆ ยังไม่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ต้องการที่จะเรียนรู้ ภาพที่เห็นในปัจจุบันคือเด็กๆ จะเริ่มเสาะแสวงหาสิ่งที่แต่ละคนชอบหรือสนใจเป็นพิเศษจากนอกห้องเรียน รวมทั้งจะได้เห็นบุคคลในแวดวงอาชีพสายสังคมผันตัวมาให้ความรู้และประสบการณ์กับเด็กๆ เพื่อนำไปต่อยอดสำหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา รวมถึงการนำไปประกอบอาชีพในอนาคต

แต่อย่างไรก็ตามในการศึกษาต่อด้านการเมือง การปกครอง หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ยังต้องอาศัยองค์ความรู้และบางทฤษฎีที่อยู่ในตำราเรียน ซึ่งเด็กๆ ทุกคนก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้ จดจำ และนำไปใช้เพื่อการสอบเข้า โดยผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาต่อด้านสังคมศาสตร์องค์ความรู้สำคัญที่ควรจะมีคือองค์ความรู้ด้านสังคม และองค์ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่สำคัญในมุมมองอาจารย์ที่ต้องการฝากฝังเพิ่มเติมคือ Mindset (หลักคิด) ของเด็ก ที่ควรจะมี Growth Mindset (หลักคิดแบบเติบโต) หรือการคิดว่าเรามีความสามารถที่จะไปยังคณะ หรือมหาวิทยาลัยที่เรามีความมุ่งหวังที่จะไปได้อย่างไร ต้องไม่ดูถูกตัวเอง หรือเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ เพราะการคิดดูถูกหรือเปรียบเทียบกับคนอื่นๆจะทำให้เราปิดกั้นตัวเองต่อโอกาสต่างๆ ที่สมควรได้รับ” นายณัทธนัทธ์ กล่าว

ขณะที่ น.ส.คณาภรณ์ กิตติอนุกูล สตาร์ทอัพผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา กวดวิชาออนไลน์ “แอทโฮม : AT HOME” กล่าวว่า ปัจจุบันแอพพลิเคชั่นกวดวิชาออนไลน์ AT HOME มีเด็ก ๆ ในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายที่เรียนพิเศษออนไลน์อยู่ในระบบกว่า 40,000 คน พบว่าเด็ก ๆ ทั้งที่อยู่ในแผนการเรียนวิทย์คณิต และสายสังคมเริ่มมีความสนใจในเรื่องการเมือง และวิชาชีพในสายสังคมมากขึ้นจริง

ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า หลายคนต้องการให้มีการเปิดสอนทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์การเมือง การจัดคอร์สพิเศษที่ให้ความรู้นอกเหนือจากในห้องเรียนหรือที่มากกว่าการติวข้อสอบ นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้ทางสถาบันเพิ่มในส่วนของการแนะแนวอาชีพ และดึงผู้ที่มีประสบการณ์ในแต่ละสาขามาให้ความรู้เพื่อเป็นแนวทางให้น้องๆ ตัดสินใจเลือกเรียนในอนาคต โดยเฉพาะในสายสื่อมวลชน นักประชาสัมพันธ์ (PR) โฆษณา การเมืองและหน่วยงานราชการ และที่มาแรงที่สุดคือกลุ่มผู้นำทางความคิด (Influencer) รวมถึงผู้ผลิตเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ

น.ส.คณาภรณ์ กล่าวต่อไปว่า จากเดิมสายวิทย์อาจเป็นคำตอบของหลาย ๆ ครอบครัวที่มักเชื่อกันว่าเป็นแผนการเรียนด้านนี้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี มั่นคง และมีรายได้สูง แต่จากเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าการเมืองคือภาพกว้าง มีผลตกกระทบต่อทุกอาชีพ คือสิ่งที่ครอบทุกคนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงทำให้เด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกว่าอยากพาตัวเองเข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้มันดีขึ้นทั้งในปัญหาที่เล็กน้อย ไปจนถึงปัญหาระดับมหภาค

“สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นมิติทางการศึกษาที่ทั้งโรงเรียน รวมถึงสถาบันกวดวิชาต้องเร่งปรับตัว เพราะปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่เริ่มเห็นอะไรที่หลากหลายและเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งได้ทำให้วิชาชีพสายสังคมได้รับความนิยมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การปรับตัวให้สอดรับกับสิ่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงเพื่อผลกำไรทางธุรกิจ หรือการสร้างผลงาน แต่เป็นการชี้นำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยให้เด็กได้มีทางเลือกและไปในเส้นทางที่ชอบได้จริง พร้อมทั้งก้าวไปสู่จุดหมายได้อย่างมีความมั่นใจ” น.ส.คณาภรณ์ กล่าว

น.ส.คณาภรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ในยุคนี้การนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ในการศึกษา ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะมักถูกตั้งคำถามว่าจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ เด็กๆ จะเรียนรู้ได้จริงหรือเปล่า แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยต่างๆ ทำให้ทุกคนโดนบังคับให้ต้องรู้จักกับการเรียนออนไลน์ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าระบบนี้มีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังต้องพัฒนาอีกมาก

สิ่งนี้จึงเป็นประเด็นที่ AT HOME กำลังพัฒนาเพื่อให้ระบบการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้า พร้อมสร้างประสบการณ์ให้การเรียนนอกห้องเรียนให้เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับบทบาทจากการเป็นแพลตฟอร์มติวข้อสอบออนไลน์ สู่ระบบนำทางให้กับน้องๆ ที่มาเรียนกับ AT HOME ได้รู้จักกับตัวตน รู้ถึงสิ่งที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประสบการณ์ที่นอกเหนือจากในห้องเรียน และพร้อมที่จะเป็นช่องทางการเรียนรู้ที่ตอบทุกโจทย์การศึกษาแห่งอนาคต โดยสำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนงานสื่อสารการตลาด และประชาสัมพันธ์กวดวิชาออนไลน์แอทโฮม โทรศัพท์ 02-821-5669 เว็บไซต์ www.athometh.com เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/athometutoronline และ line : @athometh

‘ร.ร.เซนต์คาเบรียล’ ประกาศหยุดเรียนกรณีพิเศษ เลี่ยงม็อบวันที่ 25 พ.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ร.ร.เซนต์คาเบรียล’ประกาศหยุดเรียนกรณีพิเศษ เลี่ยงม็อบวันที่ 25 พ.ย. (naewna.com)

'ร.ร.เซนต์คาเบรียล'ประกาศหยุดเรียนกรณีพิเศษ เลี่ยงม็อบวันที่ 25 พ.ย.

‘ร.ร.เซนต์คาเบรียล’ประกาศหยุดเรียนกรณีพิเศษ เลี่ยงม็อบวันที่ 25 พ.ย.

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 18.19 น.

23 พ.ย.63 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ประกาศผ่านเฟชบุ๊กหยุดเรียนกรณีพิเศษ ในวันที่ 25 พ.ย. โดยทางสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ได้ขอความร่วมมือให้โรงเรียนเซนต์คาเบรียล หยุดเรียน เนื่องจากจะมีการชุมนุมทางการเมือง ณ บริเวณสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับโรงเรียน และจะมีการปิดเส้นทางการจราจรบริเวณโดยรอบการชุมชน ทางโรงเรียนจึงขอประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษทุกระดับชั้นในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 และเปิดเรียนตามปกติ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563

อนึ่ง ในช่วงสัปดาห์ดังกล่าวคือ วันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2563 ทางโรงเรียนกำหนดจัดงาน “วิชาการ 100 ปี เซนต์คาเบรียล” ทางโรงเรียนจึงขอปรับเปลี่ยนวันเวลาในการจัดงาน ดังนี้
1. พิธีเปิดงานวันวิชาการให้จัดในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563
2. กิจกรรมการแข่งขันต่างๆ ของวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ให้ไปจัดแข่งขันในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2563
3. กิจกรรมวันวิชาการของวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ให้จัดกิจกรรมตามกำหนดวันเดิมทุกกิจกรรม

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fsg.ac.th%2Fposts%2F3583359625044792&show_text=true&width=552&height=665&appId

จุฬาฯประกาศ8ข้อ ปรับการเรียน-การสอน เลี่ยงเส้นทางเสี่ยงไม่ปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – จุฬาฯประกาศ8ข้อ ปรับการเรียน-การสอน เลี่ยงเส้นทางเสี่ยงไม่ปลอดภัย (naewna.com)

จุฬาฯประกาศ8ข้อ ปรับการเรียน-การสอน เลี่ยงเส้นทางเสี่ยงไม่ปลอดภัย

จุฬาฯประกาศ8ข้อ ปรับการเรียน-การสอน เลี่ยงเส้นทางเสี่ยงไม่ปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.00 น.

23 พ.ย.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกประกาศ เรื่อง การจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 โดยระบุว่า

ตามที่มหาวิทยาลัยได้มีประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ไปแล้วนั้น มหาวิทยาลัยพิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีเหตุการณ์สืบเนื่องซึ่งส่งผลกระทบต่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางมายังมหาวิทยาลัยของนิสิตและบุคลากร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 จึงเห็นควรให้ดำเนินการดังนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ข้อ 2 ขอให้นิสิตและบุคลากรใช้ความระมัดระวังและพึงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยได้ โดยขอให้ศึกษาเส้นทางการเดินทางก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ข้อ 3 ขอให้บุคลากรมาปฏิบัติงานในเวลาทำการปกติหรือเวลาอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

หากหัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแล เห็นว่ามีความจำเป็นเกี่ยวกับความปลอดภัยและความสะดวกในการเดินทาง จะอนุญาตให้บุคลากรในสังกัดเดินทางกลับที่พักอาศัยเร็วกว่าเวลาปฏิบัติงานปกติก็ได้

ทั้งนี้ ขอให้ประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารให้บุคลากรและบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านสื่ออย่างเป็นทางการ

ในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแลจะสั่งและมอบหมายงานให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติ ณ ที่พักอาศัยของตนก็ได้ และถ้าหากมีคำสั่งเช่นว่านั้น บุคลากรนั้นจะต้อปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ รวมทั้งรักษาวินัยในการปฏิบัติงานโดยเคร่งครัด

ข้อ 4 ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาต่าง ๆ สำหรับนิสิต ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนงานว่า จะปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบใดเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยขอให้เน้นการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์

ข้อ 5 ในการจัดกิจกรรมหรือการดำเนินการอื่นนอกจากการเรียนการสอน ให้หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแล วินิจฉัยสั่งการหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร

ข้อ 6 ในการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรม หรือการดำเนินการอื่นใดสำหรับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย (ฝ่ายประถมและฝ่ายมัธยม) ให้คณบดีคณะครุศาสตร์ วินิจฉัยสั่งการหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร

ข้อ 7 ในการวินิฉัยสั่งการหรือการดำเนินการใด ๆ ตามข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 หรือข้อ 6 ขอให้หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแล คำนึงถึงความปลอดภัยตลอดจนความสะดวกในการเดินทางมาหรือเดินทางกลับของนิสิต นักเรียน และบุคลากรเป็นสำคัญ

ข้อ 8 กรณีที่มีปัญหาหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ ให้หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแล เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีความเปลี่นแปลงเป็นประการใด มหาวิทยาลัยจะประกาศให้ทราบโดยเร็ว

ครม.เตรียมจัดงาน ‘วันพ่อ’ เปิดสถานที่สำคัญให้ปชช.เข้าชม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ครม.เตรียมจัดงาน’วันพ่อ’ เปิดสถานที่สำคัญให้ปชช.เข้าชม (naewna.com)

ครม.เตรียมจัดงาน'วันพ่อ' เปิดสถานที่สำคัญให้ปชช.เข้าชม

ครม.เตรียมจัดงาน’วันพ่อ’ เปิดสถานที่สำคัญให้ปชช.เข้าชม

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.55 น.

23 พ.ย.63 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บุรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนากยรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.แจ้งให้ทราบว่าในช่วงวันที่ 1 – 6 ธันวาคม จะมีการจัดงานวันชาติ วันพ่อ และวันคล้ายเฉลิมพระชนม์พรรษาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โดยจะจัดงานที่ด้านหน้ากระทรวงกลาโหม ถนนสนามไชย หน้าทำเนียบองค์มนตรี สวนสราญรมย์ มิวเซียมสยาม และจะมีการเปิดให้เข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.30 น.

AI เสนอปรับกระบวนทัศน์การศึกษาเน้น ‘เทคโนโลยี – ความรู้เฉพาะราย’ ตอบโจทย์อนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – AI เสนอปรับกระบวนทัศน์การศึกษาเน้น‘เทคโนโลยี – ความรู้เฉพาะราย’ตอบโจทย์อนาคต (naewna.com)

AI เสนอปรับกระบวนทัศน์การศึกษาเน้น‘เทคโนโลยี – ความรู้เฉพาะราย’ตอบโจทย์อนาคต

AI เสนอปรับกระบวนทัศน์การศึกษาเน้น‘เทคโนโลยี – ความรู้เฉพาะราย’ตอบโจทย์อนาคต

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.16 น.

บัณฑิตเตะฝุ่นเพราะขาด ‘ทักษะโลกยุคใหม่’ นายกฯ สมาคม AI เสนอปรับกระบวนทัศน์การศึกษาเน้น ‘เทคโนโลยี – ความรู้เฉพาะราย’ ตอบโจทย์อนาคต

นายกสมาคม AI และราชบัณฑิต ชี้กระบวนทัศน์การศึกษาต้องเปลี่ยนให้สอดคล้องเทคโนโลยีที่ถาโถม สร้างบัณฑิตให้รับมือกับความต้องการของอนาคต ทั้งดิจิทัล-เอไอ-หุ่นยนต์-วัสดุศาสตร์          ผสานซอฟต์สกิลการเห็นอกเห็นใจ-ความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบกระบวนการเรียนรู้เฉพาะรายบุคคล   สร้างห้องเรียนยุคใหม่

สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดกิจกรรมสอบชิงทุนสำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเลิศ (OPS) ประจำปีการศึกษา 2564 พร้อมทั้งแสดงนิทรรศการ 9 สาขาวิชา และบรรยายพิเศษหัวข้อ Transform University : Learning for the Future โดย .ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง ศนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย และราชบัณฑิต ในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร SIIT ท่ามกลางความสนใจของนักเรียน ผู้ปกครอง จำนวนมาก

ศ.ดร.ธนารักษ์ เปิดเผยว่า การจัดการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยในโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทั้งในแง่ของการเรียน เนื้อหา เพื่อให้มีความสอดคล้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สังคม การดำเนินธุรกิจ และอุตสาหกรรม โดยตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา แวดวงการศึกษามีการพูดถึงวิกฤตการตกงานของบัณฑิตไทยที่อาจจะมีมากถึง 72% เพราะขาดทักษะที่เท่าทันกับยุคสมัย

ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กระบวนการความเปลี่ยนแปลงถูกเร่งให้รวดเร็วขึ้น เห็นได้จากบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ อูเบอร์ Airbnb ฯลฯ มีการปรับลดคนและนำกระบวนการใหม่ๆ เข้ามาใช้ในบริษัทมากขึ้น ดังนั้นคนที่มีทักษะแบบเก่าอาจไม่เป็นประโยชน์กับองค์กรอีกต่อไป คำถามในเมื่อเทคโนโลยีถูกนำเข้ามาใช้ในทุกๆ ด้านแล้ว อะไรคือทักษะที่โลกอนาคตต้องการ และสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย รวมถึงนักศึกษาจะปรับตัวอย่างไร

“ผมคิดว่าคณิตศาสตร์ยังเป็นทักษะสำคัญที่จะเป็นพื้นฐานของอีกหลายเรื่อง ควบคู่ไปกับองค์ประกอบของการสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะประยุกต์ให้เกิดเป็นไอเดียที่ผสมผสาน สอดรับกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาป่วนในโลกของการศึกษา ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ (Robotics) หรือวัสดุศาสตร์ (Materials Science)” ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าว

ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าวว่า นอกจากทักษะทางด้านเทคโนโลยี สิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในยุคถัดไปยังรวมไปถึงซอฟต์สกิล (Soft Skills) เช่น การเห็นอกเห็นใจ การเข้าใจความรู้สึก การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน รวมถึงทักษะเรื่องคน ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งบทบาทของการเรียนการสอนเหล่านี้ ครอบครัวและชุมชนก็จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริม ขณะที่สถานศึกษาก็จะต้องมีการออกแบบห้องเรียนในยุคใหม่ ออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคลตามความต้องการและจุดแข็งของผู้เรียน

ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันโลกของการศึกษาได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาผนวกรวมกับการเรียนการสอนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI เข้ามาใช้บริหารจัดการการเรียนการสอน การนำเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) Virtual Reality (VR) ระบบจำลอง (Simulation) เข้ามาประกอบสื่อการเรียน การจัดระบบห้องเรียนแบบออนไลน์ ซึ่งในส่วนของ SIIT หรือ มธ. เองก็มีหลักสูตรอย่าง GenNext Academy หรือ TUXSA หลักสูตรออนไลน์ปริญญาโท เป็นต้น

รศ.ดร.สุธาทิพย์ สวนมะลิ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีการจัดการ SIIT กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนของ SIIT ไม่ได้มีเพียงด้านวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังมีสาขาการจัดการ ที่รวมเอาศาสตร์และความรู้จากหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง ให้บัณฑิตมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ ขณะเดียวกันยังเป็นบรรยากาศการเรียนรู้ในสังคมนานาชาติ ที่มีนักศึกษาแลกเปลี่ยนหลายร้อยคนจากต่างประเทศมาร่วมเรียน เกิดเป็นความหลากหลายของสังคมแห่งการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน

รศ.ดร.สุธาทิพย์ กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งจุดเด่นของการศึกษาใน SIIT คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาปีสุดท้ายสามารถเลือกเส้นทางตามความต้องการในอนาคตได้ เช่น จะใช้เวลาในปีสุดท้ายในการทำโครงการวิจัยให้เกิดเป็นรูปธรรม หรือการฝึกงานระยะยาว 4-6 เดือนแบบทำงานจริง หรือแม้แต่การหาประสบการณ์ในการศึกษาต่อที่ต่างประเทศ

“SIIT ไม่ได้เป็นแค่สถาบันการเรียน แต่ยังเป็นสถาบันวิจัยที่เป็นพื้นฐานให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ บัณฑิตจบไปมีความรู้ที่ทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งจากการสำรวจพบว่านักศึกษาที่จบไปจากที่นี่ มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่อื่น และมีอัตราการหางานได้ถึง 95% และผลตอบรับจากนายจ้างถึงความพึงพอใจจากตัวบัณฑิต เป็นชื่อเสียงของ SIIT ที่นักศึกษาจบมาแล้วมีคุณภาพ ทั้งยังมีความสามารถในการปรับตัวด้วยสังคมการเรียนที่มีความหลากหลาย” รศ.ดร.สุธาทิพย์ กล่าว

ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯย้อนวัยแต่งชุดนร.ต้อนรับน้องๆ ม.1สอนให้ตอบแทนคุณแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯย้อนวัยแต่งชุดนร.ต้อนรับน้องๆ ม.1สอนให้ตอบแทนคุณแผ่นดิน (naewna.com)

ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯย้อนวัยแต่งชุดนร.ต้อนรับน้องๆ ม.1สอนให้ตอบแทนคุณแผ่นดิน

ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯย้อนวัยแต่งชุดนร.ต้อนรับน้องๆ ม.1สอนให้ตอบแทนคุณแผ่นดิน

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 13.56 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 23 พ.ย.63 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดกิจกรรม “มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบ” โดยมีศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ย้อนวัยกลับมาแต่งชุดนักเรียน และสลับกันขึ้นมาพูดบนเวทีเพื่อต้อนรับน้องๆ ม.1 ที่กำลังเข้ามาศึกษา โดยเนื้อหาที่พูดส่วนใหญ่จะเป็นการแนะนำเรื่องการศึกษาในโรงเรียน และสอดแทรกเรื่องการเคารพสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

พร้อมกันนี้ยังมี”บูมสวนฯ” มอบสายรัดข้อมือและหมวกสีชมพู-ฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำโรงเรียน โดยมีการระบุว่า โรงเรียนสวนกุหลาบ ถือกำเนิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันฯ จึงขอให้น้องๆ ตั้งใจเรียนเป็นการตอบแทน จะได้รู้ทันคนที่เข้ามายุยงปลุกปั่นในบ้านเมืองว่า อย่าไปเข้าร่วมกิจกรรมอย่างอื่น

เชิญชวนปชช.เฝ้าฯรับเสด็จ ‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จถวายผ้าป่า ณ วัดช่องแค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เชิญชวนปชช.เฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จถวายผ้าป่า ณ วัดช่องแค (naewna.com)

เชิญชวนปชช.เฝ้าฯรับเสด็จ'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จถวายผ้าป่า ณ วัดช่องแค

เชิญชวนปชช.เฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จถวายผ้าป่า ณ วัดช่องแค

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 13.12 น.

เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จถวายผ้าป่า ณ วัดช่องแค และเสด็จทอดพระเนตรโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่สระบ่อดินขาว จ.นครสวรรค์

ขอเชิญชวนประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าป่า ณ วัดช่องแค (หลวงพ่อพรหม) อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ และเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่สระบ่อดินขาว ต.พรหมนิมิต อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 นี้ เวลา 17.00 น.