RSP INNOVATION DAY 2020 ยกระดับงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – RSP INNOVATION DAY 2020 ยกระดับงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ (naewna.com)

RSP INNOVATION DAY 2020 ยกระดับงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์

RSP INNOVATION DAY 2020 ยกระดับงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.38 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจัดงาน RSP Innovation Day 2020
เพื่อยกระดับงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) จัดงานRegional Science Park Innovation Day 2020 (RSP Innovation Day 2020) ระหว่างวันที่ 17- 18 พฤศจิกายนนี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าวเพื่อเผยแพร่ผลงานความสำเร็จด้านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากการวิจัยและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในภูมิภาค รวมถึงแสดงความพร้อมในการให้บริการของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อส่งเสริมและรองรับกิจกรรมวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม ให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในภาครัฐและเอกชน พร้อมมอบรางวัล RSP InnovationAwards 2020ให้กับผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นผลักดันให้ผู้ประกอบการเกิดการตื่นตัวและสามารถพัฒนาต่อยอดสินค้าให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน

ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไลปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวว่า“กระทรวง อว.ได้จัดงาน RSP Innovation Day ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6โดย สป.อว. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง เปรียบเสมือนเป็นประตูผ่านเพื่อให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ผ่านเครือข่ายอุทานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่เป็นตัวกลาง และเชื่อมโยง ระหว่างมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการ และบุคลากร กับผู้ประกอบการในพื้นที่โดยผ่านกิจกรรมดังนี้ 1. การพัฒนาศักยภาพของห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรม, การให้เอกชนเช่าพื้นที่เพื่อทำวิจัย, การให้บริการด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาแก่ภาคอุตสาหกรรม, การให้บริการออกแบบนวัตกรรม, การให้บริการและช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร และฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2. การบ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม  3.การพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยี และวิจัยของภาคเอกชนในพื้นที่ 4. การวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และ 5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค

ซึ่งในปีนี้เราได้จัดงานภายใต้นโยบายการจัดงานในรูปแบบInnovation for NEXT NORMAL Lifestyleที่มีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาคม และสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยพัฒนาร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาอันจะนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมซึ่งมีศักยภาพสูงโดยความพิเศษของสินค้าและนวัตกรรมในปีนี้ เราได้มีการผลักดันให้ผู้ประกอบการมีการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์การตลาดยุคใหม่ ที่เน้นเรื่องของสินค้าแปรรูป สินค้าที่ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ สินค้าที่มีส่วนประกอบของสารลดความเครียด หรือจำพวกสมุนไพรเป็นหลักเพื่อตอบสนองกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในยุคนิวนอร์มัล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานRSP InnovationDay 2020จะเกิดการยกระดับมาตรฐานนวัตกรรมไทยให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนหรือผู้ที่มีความสนใจเข้ารับบริการของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมในระยะยาว รวมทั้งประชาชนที่สนใจทั่วไปได้รับรู้และตระหนักถึงนวัตกรรมที่เป็นความสามารถของคนไทย อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนต่อไป”

สำหรับการจัดงาน RSP Innovation Day 2020 ในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการทำงานร่วมกันของ สอว.อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและผู้ประกอบการในภูมิภาคตลอดจนการมอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรมแห่งปี RSP InnovationAwards 2020ที่เป็นรางวัลระดับประเทศ ให้แก่นักวิจัยและผู้ประกอบการที่ใช้บริการของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีผลงานเด่นทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประกอบด้วย สาขานักธุรกิจนวัตกรรม และสาขานวัตกรรม/กระบวนการเชิงพาณิชย์

ด้าน นายอนุสรณ์ ขวัญคงบุญ บริษัท โคโค่ อะกรีคัลเจอร์ จำกัดผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทนักธุรกิจนวัตกรรม กล่าวว่า “ขอขอบคุณ สอว. และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ที่ให้โอกาสเราได้เข้าประกวด รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นส่วนช่วยพัฒนาประเทศซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นเหมือนแรงผลักดันและกำลังใจที่จะรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ให้ดีมีคุณภาพในอนาคตทางบริษัทจะนำงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ส่งออกขายสู่ต่างประเทศทั่วโลก เพื่อขยายไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีแหล่งทรัพยากร อย่างมะพร้าว อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซียและศรีลังกา เป็นต้น และจะมุ่งมั่นพัฒนาต่อไปเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับในตลาดของไทยและต่อยอดก้าวไกลไปในตลาดสากล”

รศ.ดร.วาริน อินทนา จากสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ ไตรโคเดอร์มาไฟฝ์พลัส (ชีวภัณฑ์มาตรฐานสากล) Trichoderma5+ (Biocide OEDC standard) กล่าวเสริมว่า “ผมเองในฐานะบุคคลที่อยู่ในวงการเกี่ยวกับเกษตรกรรม นวัตกรรมและเทคโลโนยี เล็งเห็นว่าการจัดงานในครั้งนี้ เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่และมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาเพื่อให้เหล่าเกษตรกรหรือกลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรกรรม สามารถนำไปใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ และสร้างโอกาสให้เหล่าเกษตรกรมีผลิตภัณฑ์ทางเลือกมากยิ่งขึ้น”

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กเพจ www.facebook.com/MHESIThailand

‘ณัฏฐพล’ เร่งปรับฐานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เน้นยืดหยุ่น-ลดความซับซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ณัฏฐพล’เร่งปรับฐานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เน้นยืดหยุ่น-ลดความซับซ้อน (naewna.com)

'ณัฏฐพล'เร่งปรับฐานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เน้นยืดหยุ่น-ลดความซับซ้อน

‘ณัฏฐพล’เร่งปรับฐานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เน้นยืดหยุ่น-ลดความซับซ้อน

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.24 น.

“ณัฏฐพล”เร่งปรับฐานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เน้นยืดหยุ่น-ลดความซับซ้อน เอื้อการเทียบโอนตามมาตรฐานวิชาชีพต่างๆให้ผู้เรียน หวังสร้างแรงงานคุณภาพ

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้ ศธ.ให้ความสำคัญในการปรับฐานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการเทียบโอนตามมาตรฐานวิชาชีพต่างๆ โดยมีหลักสำคัญคือต้องลดความซับซ้อน เพราะขณะนี้ยังมีความซับซ้อนกันอยู่ เช่น เรียนด้านไฟฟ้า จากสถานบันในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อเรียนจบต้องไปผ่านมาตรฐานวิชาชีพของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรวงงานอีก ดังนั้น จำเป็นต้องมีการบูรณาการร่วมกันในหลายกระทรวง ถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างฐานแรงงานที่มีคุณภาพ

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ตนได้รับฟังความคิดเห็นจากคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คือ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบเครือข่ายฐานข้อมูล และคณะอนุกรรมการบริหารและกำกับติดตามการพัฒนากำลังคนในสาขาอาชีพที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเตรียมฐานข้อมูลในการพัฒนา 7 อุตสาหกรรมเร่งด่วน และเตรียมข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานร่วมกับโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทยของ ศธ.ที่ต้องการให้นักเรียนมีทางเลือกในสายวิชาชีพมากขึ้น ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนและประเทศ

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนการผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเร่งด่วน มีการจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนในสาขาอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ต่อการพัฒนาประเทศตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ พ.ศ.2562 – 2565 ใน 7 สาขา ประกอบด้วย สาขาอาชีพโลจิสต์โครงสร้างพื้นฐาน , สาขาอาชีพโลจิสติสและซัพพลายเชน, สาขาอาชีพหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ , สาขาอาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ , สาขาอาชีพอาหารและเกษตร , สาขาอาชีพโตรเคมี เคมีภัณฑ์พลังงานและพลังงานทดแทน และสาขาอาชีพแม่พิมพ์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้สอดคล้องกับศูนย์ความเป็นเลิศ หรือ EXCELLENT CENTER ของ สอศ.วางแนวทางการทำงานไว้อยู่แล้ว

“ในอนาคต ศธ.สามารถนำมาตรฐานวิชาชีพ 800 วิชาชีพ ที่สำนักงานกรอบคุณวุฒิวิชาชีพรองรับมาใช้เทียบวุฒิให้กับผู้เรียนใน สพฐ.ได้ ก็จะทำให้สามารถลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ผู้เรียนก็สามารถพัฒนาทักษะอาชีพ หรือทักษะชีวิตได้ ซึ่งจะทำให้นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นไป มีความคุ้นเคยกับวิชาชีพ หรือเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากวิชาการ แต่อย่ามองว่า ศธ.ให้นักเรียนได้เรียนรู้สายอาชีพแล้วจะทำให้นักเรียนขาดการเรียนรู้ด้านวิชาการไป เพราะวิธีนี้เป็นการต่อจิ๊กซอของ ศธ.ที่ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับการศึกษาอย่างแท้จริง” นายณัฏฐพล กล่าว

‘เอนก’ ย้ำ อว.เป็นกระทรวงแห่งสหวิทยาการ หนุนงานสังคม มนุษยศาสตร์และศิลปะ ควบคู่พัฒนาวิทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เอนก’ย้ำ อว.เป็นกระทรวงแห่งสหวิทยาการ หนุนงานสังคม มนุษยศาสตร์และศิลปะ ควบคู่พัฒนาวิทย์ (naewna.com)

'เอนก'ย้ำ อว.เป็นกระทรวงแห่งสหวิทยาการ หนุนงานสังคม มนุษยศาสตร์และศิลปะ ควบคู่พัฒนาวิทย์

‘เอนก’ย้ำ อว.เป็นกระทรวงแห่งสหวิทยาการ หนุนงานสังคม มนุษยศาสตร์และศิลปะ ควบคู่พัฒนาวิทย์

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 13.17 น.

“เอนก” รมว.การอุดมศึกษาฯ ย้ำ อว. เป็นกระทรวงแห่งพหุวิทยาการและสหวิทยาการ ตั้งใจทำนุบำรุงศิลปวิทยาการทุกด้าน หนุนงานสังคมศาสตร์ มนุษศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ ควบคู่พัฒนางานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทุ่มงบ 200 ล้านตั้ง 5 ศูนย์ คือ ศูนย์ช่างศิลป์ท้องถิ่น ศูนย์พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ ศูนย์วิเทศศาสตร์ ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง และศูนย์สุวรรณภูมิศึกษา สังกัดวิทยสถานด้าน สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย ถือเป็นการการลงทุนทางด้านวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของประเทศ 

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาบุคลากร
ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ของประเทศ เมื่อวันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ณ ห้อง Infinity Ballroom ชั้น 1 โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ โดย ศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวรายงาน และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายขับเคลื่อนการส่งเสริมวิชาการ การวิจัย และพัฒนาบุคลากรด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศ” 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า มีแนวคิดตั้งแต่รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าอยากทำนุบำรุงศิลปวิทยาการทุกด้าน โดย อว. มีงานวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่น แต่ อว.ไม่ควรเป็นแค่กระทรวงด้านอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์เท่านั้น อยากเห็นเป็นกระทรวงแห่งศิลปวิทยาการ โดยมีงาน 5 อย่างที่ตั้งใจอยากจะทำให้ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์เด่นชัดขึ้นมา ได้แก่ 1.ศูนย์ช่างศิลป์ท้องถิ่น 2.ศูนย์พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ 3.ศูนย์วิเทศศาสตร์ 4.ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง และ 5.ศูนย์สุวรรณภูมิศึกษา ซึ่งจะสังกัดวิทยสถานด้าน สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (Thailand Academy of Social Sciences, Humanities and Arts: TASSHA) ถ้าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เท่ากับเป็นการลงทุนทางด้านวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของประเทศ เป็นการยกระดับศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความหลากหลายของไทยขึ้นมาได้ ซึ่งขณะนี้ อว. มีงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดตั้ง 5 ศูนย์นี้กว่า 200 ล้านบาท และยังสามารถเจียดงบประมาณบางส่วนจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยที่มีกว่า 1,500 ล้านบาทมาสนับสนุนได้อีกด้วย 

รมว.อว.ย้ำว่า อยากเห็นความสำเร็จของศูนย์ช่างศิลป์ท้องถิ่นและพร้อมสนุบสนุนเต็มที่ เพราะช่างศิลป์ท้องถิ่นหลายๆ ที่กำลังจะตายไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าความรู้เหล่านี้หายไป โดยเบื้องต้นจะให้วิทยาลัยชุมชนเป็นเจ้าภาพ แต่หารือร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏด้วยก็ดี เพราะเก่งเรื่องท้องถิ่น อยากให้แต่ละจังหวัดไปค้นหาและฟื้นฟูช่างท้องถิ่น รวมถึงศูนย์พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติซึ่งมหาวิทยาลัยศิลปากรได้เก็บรวบรวมศิลปกรรมไว้ตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัย แต่คนอื่นไม่ได้ชื่นชม ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะเปิดแสดงให้คนทั้งประเทศได้ดื่มด่ำ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ประชาชนได้เข้าไปชมในช่วงวันหยุด นอกจากนี้ อยากให้มีการศึกษาประวัติศาสตร์ของคนไทยที่ย้อนไปถึงยุคสุวรรณภูมิเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน และการศึกษาไทยที่มีมิติของโลกมากขึ้น และการตั้งศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงที่เอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเสริมให้มีความยั่งยืนและคืนโภคทรัพย์กลับคืนชุมชน 

‘วรัท พฤกษาทวีกุล’ ปรับบทบาท ‘กศน.’ ลดเหลื่อมล้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘วรัท พฤกษาทวีกุล’ ปรับบทบาท‘กศน.’ลดเหลื่อมล้ำ (naewna.com)

‘วรัท พฤกษาทวีกุล’  ปรับบทบาท‘กศน.’ลดเหลื่อมล้ำ

‘วรัท พฤกษาทวีกุล’ ปรับบทบาท‘กศน.’ลดเหลื่อมล้ำ

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“การศึกษาคือประตูสู่โอกาส” ซึ่งสำหรับประเทศไทย นอกจากภาครัฐโดย กระทรวงศึกษาธิการ จะรับผิดชอบ “การศึกษาในระบบ” ทั้งสายสามัญ (ปฐมวัย-ม.6) และสายอาชีพ (ปวช.-ปวส.) แล้ว ยังมี “การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)” หรือชื่อเดิมคือการศึกษานอกโรงเรียนด้วย ซึ่งมีบทบาท “เก็บตก” คนทุกช่วงวัยที่หลุดออกจากการศึกษาในระบบไป โดยเมื่อเร็วๆ นี้ วรัท พฤกษาทวีกุล ซึ่งเพิ่งมารับตำแหน่ง “เลขาธิการ กศน.” คนล่าสุด ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ในงานสื่อสัญจร ณ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เกี่ยวกับสิ่งที่จะดำเนินการ

n ว่าด้วยการขับเคลื่อนงาน กศน. : ได้ให้แนวทางกับพี่ๆ กศน. ไปเมื่อต้นเดือนที่แล้ว (ต.ค. 2563) ที่จ.เชียงใหม่ ก็ขับเคลื่อนการดำเนินการหลักๆ อยู่ 12 เรื่องแต่สรุปสั้นๆ เรื่องแรกคือการขับเคลื่อนนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการ (ณัฏฐพลทีปสุวรรณ) ท่านให้แนวทางว่า กศน. น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการไปลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อที่จะให้คนที่ขาดโอกาสด้อยโอกาส ที่มีอยู่ในขณะนี้เข้ามาสู่ระบบการศึกษามากขึ้น โดย กศน. เป็นผู้จัดให้

ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านกนกวรรณ (กนกวรรณ วิลาวัลย์) ที่ดูแล กศน. ท่านก็ให้แนวทางของการฝึกอาชีพต่างๆ ให้กับประชาชนในชุมชนหมู่บ้านให้นโยบายหลายเรื่องเลย เรื่อง 1 อำเภอ1 อาชีพ แล้วก็การยกระดับสินค้าที่เกิดจากการฝึกอาชีพเป็นพรีเมียม(Premium) ขึ้นมา อันนี้เป็นนโยบายท่านรัฐมนตรีว่าการกับช่วยว่าการ ในส่วนของผมเองก็ได้ให้แนวทางว่า กศน. เราอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนที่สุด เรามีหน่วยงานระดับตำบล หมู่บ้าน แล้วก็อำเภอด้วย ก็เลยบอกว่า กศน. ต้องเข้าไปหาชุมชน เราคงรอให้ประชาชนเข้ามาหาเราไม่ได้

เราต้องทำงานเชิงรุก เข้าไปสแกน (Scan-ค้นหา) ดูว่าในหมู่บ้านจะมีใครที่ตกหล่นบ้าง มีคนพิการที่รอความช่วยเหลือที่ออกไปไหน เข้าสู่ระบบไม่ได้ เด็กเร่ร่อนต่างๆ เราไปสแกนแล้วก็ดึงเข้ามาเข้าสู่การให้บริการของ กศน. เรา รวมถึงการน้อมนำศาสตร์พระราชาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ที่ทรงให้แนวทางไว้สู่การปฏิบัติ ก็ได้มอบหมายเรื่องโคกหนองนาโมเดล ให้ไปศึกษาความรู้เรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ไปให้ความรู้กับประชาชน รวมถึงอาจจะมีตัวอย่างที่ดีๆ ก็ไปเผยแพร่ในสิ่งเหล่านี้

ซึ่งได้มอบหมายให้จังหวัดไปหา Best Practice (แนวปฏิบัติที่โดดเด่น) ต่างๆ ที่ดีๆ มาสู่ขยายผล อีกประเด็นหนึ่งคือการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของ กศน. เองให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้ผมมาอยู่ที่นี่เดือนหนึ่ง ก็ได้รับเสียงมาจากข้างนอกเยอะแยะเลย เรื่องของหลักสูตร กศน. นี่อาจต้องมีการทบทวนหน่อยเพราะมันเยอะมาก แล้วก็มีการเรียนที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่ว่าคงไม่ปรับทั้งหมด คงจะดูว่าตรงไหนที่มันเยอะไปก็จะปรับ เพื่อให้คนได้เข้ามาในระบบมากยิ่งขึ้น แต่คงคุณภาพมาตรฐานไว้ ไม่ได้ลดมาตรฐานคุณภาพ

ถัดไปคือเรื่องการพัฒนาข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งผมเน้นมากเรื่องนี้เพราะ กศน. เราดูแลคนหลายล้านคนที่เป็นลูกค้าเรา แล้วก็มีอัตรากำลังคนหลายหมื่นคน น่าจะ 2 หมื่นคน แล้วก็มีข้อมูลเยอะมาก ขณะนี้มันก็กระจายกันอยู่ ก็คงจะมีหน่วยงานขึ้นมาจัดการเรื่องนี้ ผมท้าทายเรื่องนี้กับพี่น้องว่า ท่านอยากรู้ข้อมูล กศน. ท่านยกมือถือขึ้นมามันจะมาปรากฏที่หน้ามือถือท่านเลย ผมท้าทายอย่างนั้น เดี๋ยวก็รอดูว่ามันจะได้อย่างไร รวมถึงการพัฒนา Content (เนื้อหา) ต่างๆ ของ กศน. ให้เป็นระบบที่มันเชื่อมโยงกัน

แล้วไป Plug-in (เชื่อมต่อ) กับทาง DEEP ของท่านรัฐมนตรีว่าการท่านทำอยู่ พัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ซึ่ง กศน. มีหลายหน่วยงานที่จัดการศึกษา เช่น สถาบันทางไกลต่างๆ ก็จะต้องมาร่วมกันให้หมด เพราะมันแยกๆ กันอยู่ขณะนี้ แล้วก็เรื่องของการให้กำลังใจพี่น้องเรา กศน. เรามีสโลแกน (Slogan-คำขวัญ) ว่า “คนสำราญงานสำเร็จ” ที่ผ่านมายังไม่ค่อยเวิร์กเท่าไร เดี๋ยวเราจัดกีฬา “กศน. เกมส์” เหมือนเดิม ปีนี้เราจัดที่ภาคกลาง ก็จะจัดต่อ แล้วคงมีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น

n กศน. ในการทำงานกับผู้ด้อยโอกาส : มีครูดูแลเด็กเร่ร่อน 28 คน ครูดูแลเด็กพิการ 500 คน แต่พวกนี้อัตราจ้างหมด ก็จะช่วยเขาให้ได้เป็นพนักงานราชการ ก็คงจะผลักดันเรื่องนี้ อาจจะต้องเสนอเรื่องไปยัง ครม. (คณะรัฐมนตรี) เพื่อที่จะมีค่าใช้จ่ายรายหัวของคนพิการ ตอนนี้เรายังไม่มี อันนี้กำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่ ส่วนการช่วยให้ได้เป็นพนักงานราชการ อัตรามันมีอยู่แล้ว แต่เราจัดสรรให้กลุ่มนี้ ที่ผ่านมา กศน. ขอมาเพียบเลย ตั้งแต่ครูบรรณารักษ์ ครูตำบลครูอาสา อันนี้เราจะเอาไปให้ตรงนี้ก่อน เพราะมีอัตรารองรับอยู่แล้ว ไม่ได้เพิ่มใหม่ เรามีพนักงานราชการประมาณ 14,000 อัตรา มันว่างอยู่ส่วนหนึ่ง ก็จะเกลี่ยไว้ให้ตรงนี้บ้าง

n ข้อร้องเรียนหรือเสียงสะท้อนเกี่ยวกับหลักสูตร กศน.ในช่วงเดือนเศษๆที่ผ่านมาหลังท่านเข้ารับตำแหน่ง และแนวทางการปรับปรุง : เรื่องของคุณภาพหลักสูตรมันมีวิธีการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหลายเรื่องที่รับ Feedback (ความคิดเห็น-ข้อแนะนำ) มา เช่น วิชาเลือกต่างๆ เยอะมาก แล้วเรามีเวลาเรียน มีการพบกลุ่มต่างๆ บางคนเขาไม่มีเวลาสะดวกมา ก็คงต้องมีการมาดูทั้งหมด เดี๋ยวคงตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อมาดูเรื่องนี้ทั้งระบบ ซึ่งไม่นานเพราะผมทำงานเร็ว ได้คือได้ไม่ได้คือจบแล้วก็แก้ไขปัญหา ข้อร้องเรียนเช่น จำนวนชั่วโมงจาก 200 เหลือ 100 ได้ไหม ประมาณนี้ แล้วบางคนที่เขาไม่สะดวกจะมาเรียนกับ กศน. เขาบอกว่าเขามาเรียนพบกลุ่มไม่สะดวก อย่างนี้เป็นต้น

n ระยะหลังๆ พบเยาวชนหลายคนไม่ขอเรียนในระบบ แต่ตัดสินใจย้ายมาใช้บริการ กศน. แทนมากขึ้น ด้วยเห็นว่าอยากเรียนจบไวๆ จะได้ไปต่อในระดับมหาวิทยาลัยและสำเร็จการศึกษาออกไปทำงานได้เร็วๆ กศน. จะปรับหลักสูตรรับตรงนี้อย่างไรเพื่อให้ทันสมัยขึ้น : ตอนนี้หลักสูตรที่ผมจะปรับปรุงคือไม่ใช่จะเลิกทั้งหมด แต่มันเยอะไปก็ปรับให้มันน้อยลง อันไหนกระชับได้ก็กระชับ แต่ยังคงคุณภาพอยู่ วิชาไหนที่มันล้าสมัยก็จะต้องปรับให้มันทันสมัยมากขึ้น แต่หลักการคือจบเร็วอยู่แล้วไม่ต้องห่วง

n การเชื่อมโยงระหว่าง กศน. กับมหาวิทยาลัย : เรื่องนี้อยู่ในแผน ตอนนี้ที่คุยกันคือเราคุยกับทางมหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ตอนนี้กำลังจะเชื่อมโยงกันเรื่อง “เครดิตแบงก์ (Credit Bank)” กำลังคุยกันอยู่ ยังไม่ตกผลึกเท่าไร มีสภาการศึกษา มี กศน. แล้วก็มีมหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี 3 ส่วนนี้จะคุยกัน กำลังให้ทีมงานคุยอยู่ ที่ราชมงคลธัญบุรีเขามี Project (โครงการ) อยู่แล้ว เพียงแต่เราไปช่วย

หมายเหตุ : เครดิตแบงก์ (Credit Bank) หรือธนาคารหน่วยกิต หมายถึงการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนให้จบครั้งเดียว 4-5 ปีเหมือนหลักสูตรปกติ แต่เป็นการเรียนเป็นรายวิชาหรือกลุ่มวิชา (Module) โดยเมื่อสำเร็จวิชาเหล่านี้ทางมหาวิทยาลัยจะเก็บหน่วยกิตไว้ให้ และเมื่อผู้เรียนสะสมรายวิชาหรือกลุ่มวิชาได้ครบถ้วนตามหลักสูตรก็จะได้รับวุฒิปริญญาตรี

ซึ่งปัจจุบันการเรียนลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องการเพิ่มพูนทักษะหรือปรับทักษะใหม่ (Upskill, Reskill) ให้เข้ากับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปรวมถึงผู้ที่เพิ่งมาค้นพบว่าตนเองชอบอะไรแล้วต้องการเปลี่ยนอาชีพไปทำงานสายนั้นๆ ขณะที่ DEEP (DigitalEducation Excellence Platform) เป็นแพลตฟอร์มที่ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการ เป็นฐานข้อมูลวิชาความรู้ต่างๆ สำหรับให้คนทุกช่วงวัยเข้ามาเรียนผ่านระบบออนไลน์เพื่อเพิ่มพูนทักษะของตนเองได้

สธ.จับมือ22หน่วยงาน สร้างตระหนักรู้ ‘ยาต้านจุลชีพ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สธ.จับมือ22หน่วยงาน สร้างตระหนักรู้‘ยาต้านจุลชีพ’ (naewna.com)

สธ.จับมือ22หน่วยงาน  สร้างตระหนักรู้‘ยาต้านจุลชีพ’

สธ.จับมือ22หน่วยงาน สร้างตระหนักรู้‘ยาต้านจุลชีพ’

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ 22 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ สมาคมและองค์กรวิชาชีพ เครือข่ายภาคประชาสังคม และองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมสัปดาห์ความตระหนักรู้เรื่องยาต้านจุลชีพโลก ปี 2563 (Thailand’s World Antimicrobial Awareness Week 2020) ระหว่างวันที่ 16-24 พ.ย. 2563 ซึ่งเป็นการจัดงานพร้อมกับอีกหลายประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม

โดยในพิธีเปิดงานเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2563 ที่ผ่านมา ณ รร.แกรนด์ริชมอนด์สไตลิส คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี นายอนุทินชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่าเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเป็นวิกฤติร่วมกันของทุกประเทศ มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึง 700,000 คนต่อปี ในไทยอยู่ที่ 38,000 คนต่อปี จากการติดตามในฐานะประธานกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ตระหนักเรื่องเชื้อดื้อยามากขึ้น มีอัตราการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 20) ในกลุ่มโรคที่ไม่จำเป็นต้องใช้

เช่น หวัด และโรคท้องร่วงเฉียบพลัน ซึ่งช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเพิ่มขึ้นประมาณ 600 แห่ง และจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2562 ในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี 54 ล้านคน พบว่า มีความรู้และเข้าใจเรื่องเชื้อดื้อยาและยาต้านจุลชีพในระดับที่ดีพอ ประมาณ 13 ล้านคน โดยประเด็นสำคัญคือการทำให้ประชาชนอีกกว่า41 ล้านคน มีความรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในทุกภาคส่วนได้

ขณะที่ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันดำเนินงานภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม และสนับสนุนกิจกรรมงาน World AntimicrobialAwareness Week ซึ่งประเทศไทยได้รับความร่วมมือจาก WHO FAO OIE USAID Fleming fund/UK Aid สนับสนุนการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยามาโดยตลอด

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากแผนงานภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งชุดกิจกรรมย่อยแบ่งเป็น 3 แพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นในการควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพในคนและสัตว์รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ประสบการณ์การดำเนินงานของภาครัฐและภาคเอกชน

ด้าน นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)กล่าวว่า สสส. ร่วมกับศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) ผลักดันความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาเชื้อดื้อยาตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับประเทศ ซึ่งนอกจากร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ “Antibiotic Awareness Day” ขึ้นในตั้งแต่ปี 2556 ยังคงดำเนินการขับเคลื่อนงานตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ปี 2560-2564 จัดทำสปอตโฆษณารณรงค์ผ่านช่องทางสื่อกระแสหลักจนทำให้ประชาชนเกิดการรับรู้และเข้าใจสูงถึงร้อยละ 82

รวมถึงสนับสนุนแผนงานการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือของประเทศไทยภายใต้กรอบองค์การอนามัยโลกตั้งแต่ปี 2560–2564 และมุ่งพัฒนากลไกเฝ้าระวังและจัดการความรู้ปัญหาเชื้อดื้อยา เพื่อให้ประชาชน มีสุขภาพที่ดี ลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำหรับการจัดกิจกรรมมีต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ตั้งแต่วันนี้ถึง 24 พ.ย. 2563 พร้อมกันทุกประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมของบุคลากรทางการแพทย์ สัตวแพทย์เกษตรกร และประชาชนทั่วไป

‘มธบ.’ จับมือ ‘มอ.’ พัฒนาหลักสูตร สร้างพยาบาลมีทักษะผู้ประกอบการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มธบ.’จับมือ‘มอ.’พัฒนาหลักสูตร สร้างพยาบาลมีทักษะผู้ประกอบการ (naewna.com)

‘มธบ.’จับมือ‘มอ.’พัฒนาหลักสูตร  สร้างพยาบาลมีทักษะผู้ประกอบการ

‘มธบ.’จับมือ‘มอ.’พัฒนาหลักสูตร สร้างพยาบาลมีทักษะผู้ประกอบการ

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่าCIBA DPU ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ(MOU) ร่วมกับ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) เพื่อพัฒนาหลักสูตรสร้างพยาบาลที่มีความเป็นผู้ประกอบการ สำหรับการลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของสองมหาวิทยาลัยที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการข้ามศาสตร์

โดย มอ.จะมีความโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น แพทยศาสตร์ และพยาบาลศาสตร์ ส่วน CIBA DPU มีความโดดเด่นด้านการสร้างความเป็นผู้ประกอบการให้กับนักศึกษา เมื่อผนึกทั้งสองศาสตร์รวมกันจะได้สมรรถนะใหม่ที่ตรงความต้องการของนักศึกษามากขึ้น ในส่วนของขั้นตอนการเรียน นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ต้องมาเรียนที่ วิทยาลัยCIBA DPU ใน 3 กลุ่มวิชา กลุ่มละ 15 หน่วยกิต ได้แก่กลุ่มวิชาความเป็นผู้ประกอบการ อาทิ วิชาการตลาดสำหรับการประกอบการสมัยใหม่ วิชาการเป็นผู้ประกอบการสมัยใหม่ เป็นต้น

กลุ่มวิชาดิจิทัล อาทิ วิชาการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพา วิชาการเขียนโปรแกรมธุรกิจ เป็นต้น และกลุ่มวิชานวัตกรรม อาทิ วิชาการเข้าถึงความรู้สึกของลูกค้าและการคิดเชิงออกแบบ วิชาการบริหารสมองสำหรับการสร้างสรรค์และนวัตกรรม เป็นต้น ทั้งนี้ที่ CIBA DPU จะเน้นการปลูกฝัง DNA ด้านธุรกิจ และฝึกทักษะความเป็นผู้ประกอบการ สอนโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละแขนงเข้ามาปลุกไอเดียธุรกิจให้นักศึกษาฝึกและจำลองการสร้างธุรกิจด้วยตนเองด้วย

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวต่อไปว่า ส่วนในชั้นปีที่2-4 นักศึกษาจะได้เรียนในสาขาวิชาชีพพยาบาลที่ มอ. (วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา) เพื่อฝึกวิชาชีพและฝึกปฏิบัติการ (ฝึกงาน) ตามหลักสูตร หลังสำเร็จการศึกษานักศึกษาจะได้รับปริญญาในสาขาพยาบาลศาสตร์นานาชาติและหลักสูตรบริหารธุรกิจ ทั้งจาก มธบ. และ มอ. ซึ่งคาดว่าหลักสูตรนี้จะเปิดให้นักศึกษาเข้ามาสมัครเรียนได้ในปีการศึกษา 2564 โดยรุ่นแรกเปิดรับสมัครจำนวน 30 คน

ทั้งนี้ สายวิชาชีพพยาบาลเป็นที่ต้องการสูงของตลาดแรงงานไทยและต่างประเทศ เมื่อผนวกกับความเป็นผู้ประกอบการเข้าไป ทำให้หลักสูตรนี้มีความพิเศษมากขึ้น ซึ่งข้อดีคือหลังเรียนจบสามารถเลือกประกอบอาชีพพยาบาลหรืออาชีพอื่นได้อย่างหลากหลาย หรือสร้างธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวกับวิชาชีพพยาบาล อาทิ เปิด Healthcare หรือเปิดสถานความงาม เป็นต้น โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการรับสมัครเรียนได้ที่ https://ciba.dpu.ac.th/ หรือที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ CIBA วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

‘ENTER’ แอนิเมชั่น 2 มิติ ผลงาน นศ.มจธ. ชนะเลิศ สื่อการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ENTER’ แอนิเมชั่น 2 มิติ ผลงาน นศ.มจธ. ชนะเลิศ สื่อการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด (naewna.com)

‘ENTER’ แอนิเมชั่น 2 มิติ ผลงาน นศ.มจธ.  ชนะเลิศ สื่อการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด

‘ENTER’ แอนิเมชั่น 2 มิติ ผลงาน นศ.มจธ. ชนะเลิศ สื่อการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ENTER” แอนิเมชั่น 2 มิติ ผลงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์-มัลติมีเดีย สาขาวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)ประกอบด้วย นางสาวดวงกมล บัวบาน (เบลล์),นางสาวสวรส ทองแก้ว (เบลล์)และนางสาวโสรญา คล้ายผล (โย)ในชื่อทีม “เลี่ยงได้เลี่ยง อย่าเสี่ยงเลยครับ” ได้รับ รางวัลชนะเลิศประเภทแอนิเมชั่น โดยการแข่งขันในประเภทนี้มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวม 27 ทีม

การประกวดโครงการประกวดผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์การสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด หัวข้อ“สร้างพื้นที่ปลอดภัยลดนักเสพหน้าใหม่เยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด (Save Zone,No New Face)” ครั้งนี้จัดโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดขึ้นโดยมีโจทย์ให้ทำเป็นแอนิเมชั่นไม่เกิน 3 นาที เปิดโอกาสให้นักศึกษาสร้างสรรค์ผลงานสื่อทางเลือกที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนตื่นตัว เห็นความสำคัญหันมาสนใจกับปัญหาและมีส่วนร่วมในการป้องกันยาเสพติด สนใจผลงาน สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://bit.ly/clipENTER

สพฐ. ผนึกเครือข่าย จัด ‘ค่ายเยาวชน…รักษ์พงไพร’ เรียนรู้แนวใหม่บนฐานรูปแบบ ‘นิว นอร์มอล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สพฐ. ผนึกเครือข่าย จัด ‘ค่ายเยาวชน…รักษ์พงไพร’ เรียนรู้แนวใหม่บนฐานรูปแบบ ‘นิว นอร์มอล’ (naewna.com)

สพฐ. ผนึกเครือข่าย จัด ‘ค่ายเยาวชน...รักษ์พงไพร’  เรียนรู้แนวใหม่บนฐานรูปแบบ ‘นิว นอร์มอล’

สพฐ. ผนึกเครือข่าย จัด ‘ค่ายเยาวชน…รักษ์พงไพร’ เรียนรู้แนวใหม่บนฐานรูปแบบ ‘นิว นอร์มอล’

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย 13 องค์กร จัดกิจกรรม “ค่ายเยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในรูปแบบ New Normalเพื่อปลูกฝังเด็กและเยาวชนในยุคนี้ให้มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ และมีเจตคติที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรียนรู้พรรณไม้และสัตว์ป่า ตลอดจนความรู้ทางการเกษตรและสหกรณ์ โดยบูรณาการองค์ความรู้และทักษะผ่านกิจกรรมแบบ Active Learning ภายใต้แนวคิด “3 รัก” คือ รักชาติ รักศาสน์ รักกษัตริย์

นักเรียนที่เข้าค่ายร่วมกันในครั้งนี้ มาจากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา โดยค่ายนี้จัดขึ้นที่ มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสด (Live) เปิดโอกาสให้เยาวชนในภูมิภาคต่างๆเรียนรู้และรับชมไปพร้อมกันผ่านการLive สด ช่องทาง“แฟนเพจเฟซบุ๊ค โครงการค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร และค่ายเยาวชน รักษ์พงไพร สพฐ.”

ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ของเด็กไทยถือว่ามีความสำคัญ และเกี่ยวข้องกับชาติเรามาก และหลายโครงการที่ผ่านมาเกิดจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ และนี่คือพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงประทานไว้ให้กับคนไทย

เหมยลี่-เด็กหญิงอมรรัก เปลี่ยนแพ นักเรียนชั้น ป.4 จากโรงเรียนอนุบาลสามเสน เล่าให้ฟังว่าการมาเข้าค่ายเยาวชนรักษ์พงไพรครั้งนี้ สนุก ได้ความรู้ ชอบกิจกรรมปลูกต้นไม้ ปลูกพืชสวน แล้วยังได้เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตตามต้นไม้ต่างๆ เรียนรู้เรื่องดินและการทำปุ๋ยหมักได้รับฟังความรู้เกี่ยวกับงานสหกรณ์ ถ้ากลับโรงเรียนจะนำความรู้ไปบอกเพื่อนๆ และนำความรู้ไปใช้ที่บ้าน อย่างเช่น การทำกระถางต้นไม้จากขวดน้ำพลาสติก ซึ่งเป็นการนำขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์

นีโอ-เด็กชายธรรมรัตน์พิมพ์ศิริ ชั้น ป.6 จากโรงเรียนอนุบาลสามเสน เช่นเดียวกัน เล่าว่าได้เรียนรู้จากฐานกิจกรรมต่างๆ มีบอร์ดความรู้มากมาย ที่ชอบมากที่สุดคือฐานเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวกับผ้าไหม ซึ่งไม่เคยเห็นตัวหนอนไหมตัวเป็นๆมาก่อน ได้เห็นตัวจริงไม่คิดว่าผ้าไหมจะมาจากตัวหนอนไหม ซึ่งตื่นเต้นมากถ้ากลับไปโรงเรียน ก็จะเล่าให้เพื่อนๆ ฟังเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่า การปลูกต้นไม้ การปลูกพืชต่างๆ อย่างเช่นวันนี้ ได้ปลูกพืชผักสวนครัวหลายชนิด แล้วก็ดีใจที่ได้รับเมล็ดพันธุ์ผักจากพี่ๆ นำกลับไปปลูกที่บ้านด้วย

โครงการ “ค่ายเยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ครั้งนี้เป็นปีที่ 5ขับเคลื่อน พัฒนามาอย่างต่อเนื่องปัจจุบันมีเยาวชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 4 หมื่นคน และกว่า 500 โรงเรียน ได้นำไปต่อยอดขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

หัวเว่ย คัดเลือกเยาวชนไทย เสริมความรู้ไอซีที เพื่อเพิ่มทักษะ ความพร้อม สำหรับตลาดงานในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – หัวเว่ย คัดเลือกเยาวชนไทย เสริมความรู้ไอซีที เพื่อเพิ่มทักษะ ความพร้อม สำหรับตลาดงานในอนาคต (naewna.com)

หัวเว่ย คัดเลือกเยาวชนไทย เสริมความรู้ไอซีที เพื่อเพิ่มทักษะ ความพร้อม สำหรับตลาดงานในอนาคต

หัวเว่ย คัดเลือกเยาวชนไทย เสริมความรู้ไอซีที เพื่อเพิ่มทักษะ ความพร้อม สำหรับตลาดงานในอนาคต

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด คัดเลือกนิสิตนักศึกษาจำนวน 15 คน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีมาเข้าร่วม “Seeds For the Future 2020” คอร์ส การฝึกอบรมด้านไอซีที เพื่อให้ความรู้ เทคโนโลยี 5G, AI, อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์, คลาวด์ และ Huawei Mobile Services (HMS) โดยผู้เชี่ยวชาญหัวเหว่ย ได้มาแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมและประสบการณ์ส่วนตัวในการช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการทรานสฟอร์มด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงทีมงานจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีไอซีทีในการพัฒนาโซลูชั่นและบริการต่างๆ สำหรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย

นิสิต นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้ไปศึกษาดูงานด้านไอซีทีที่ประเทศจีนเป็นระยะเวลา2 สัปดาห์ ร่วมกับนักศึกษาจากอีก 125 ประเทศทั่วโลก พร้อมเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้และเทคโนโลยีของหัวเว่ยในเมืองเซินเจิ้นและปักกิ่งอีกด้วย

ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามความก้าวหน้า การจัดตั้งโรงเรียนศึกษาพิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามความก้าวหน้า การจัดตั้งโรงเรียนศึกษาพิเศษ (naewna.com)

ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ จ.ตาก  ติดตามความก้าวหน้า การจัดตั้งโรงเรียนศึกษาพิเศษ

ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามความก้าวหน้า การจัดตั้งโรงเรียนศึกษาพิเศษ

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวัลลพ สงวนนาม ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะ ได้ลงพื้นที่สำรวจโรงเรียนบ้านห้วยไม้แป้น โรงเรียนบ้านแม่ปะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โรงเรียนบ้านแม่ปะวิทยาคม โรงเรียนด่านแม่ละเมาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อประชุมวางแผนและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนศึกษาพิเศษตาก ทั้งนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ให้เด็กนักเรียนเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา