‘คุณหญิงกัลยา’‬ เป็นประธานพิธี ‘ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘คุณหญิงกัลยา’‬เป็นประธานพิธี’ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์’ (naewna.com)

'คุณหญิงกัลยา'‬เป็นประธานพิธี'ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์'

‘คุณหญิงกัลยา’‬เป็นประธานพิธี’ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์’

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 18.54 น.

“คุณหญิงกัลยา”เป็นประธานพิธี”ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์” และปล่อยคาราวานกล้าไม้ 47,000 กล้า ไปปลูกยังวิทยาลัยอาชีวเกษตร 4 ภูมิภาค

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ที่บริเวณสนามหญ้า กระทรวงศึกษาธิการ  ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานพิธีงาน “ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์” และพิธีปล่อยคาราวานกล้าไม้ จำนวน 47,000 กล้า  ไปปลูกยังวิทยาลัยเกษตร 47 แห่ง โดยความร่วมมือระหว่างกระทรงศึกษาธิการกับมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ เพื่อแจกกล้าไม้ให้กับตัวแทนผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 4 ภาค ประกอบด้วย วิทยาลัยเกษตรฯ สังกัดภาคเหนือ วิทยาลัยเกษตรฯ สังกัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วิทยาลัยเกษตรฯ สังกัดภาคกลาง และวิทยาลัยเกษตรฯ สังกัดภาคใต้) เพื่อนำไปปลูกภายในวิยาลัยละ 1,000 กล้า โดยมีนายภูมิสรรค์ เสนีย์วงศ์  ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานยุทธศาสตร์นโนบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และประธานยุทธศาสตร์ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์, นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.ชาติชาย เกตุพรหม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด, นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ร่วมในพิธี

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า “ดิน น้ำ ป่า”  จะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับแผ่นดินไทย หากดิน น้ำป่าดี ก็จะทำให้คนมีกินมีใช้ กระทรวงศึกษาธิการ มีสถานศึกษากระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงอยากให้สถานศึกษารวมถึงวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ กระจายความเขียวขจี ความรู้ การสร้างจิตสำนึกในเรื่อง ดิน น้ำ ป่า ให้กับเยาวชนภายใต้แนวคิด “ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์” โดยมี นโยบายว่าถ้าวิทยาลัยกษตรฯ มีพื้นที่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ อย่างน้อยก็จะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่ม 50 ไร่ ถ้ามีพื้นที่มากกว่า 1,000 ไร่ ก็อยากให้มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 100 ไร่เป็นอย่างต่ำ โดยให้นักเรียนอาชีวเกษตรรับไปดูแลคนละ 1 ต้น คูแลตั้งแต่การปลูกตันไม้ไปจนเรียนจบ เพื่อให้เติบโตไปคู่กัน (ปลูกชีวิต) มีจิตสำนึกในการปลูกตันไม้ (ปลุกจิตอนุรักษ์) คือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศไทย

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า สำหรับต้นไม้ที่นำมาแจกครั้งนี้ ทางมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ได้ว่าจ้างกลุ่มวิสหกิจชุมชนวนกษตรเพื่อการพึ่งพากันเองบ้านห้วยหิน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ในการเพาะกล้าไม้ ที่มีคุณภาพ แบ่งเป็นกล้าไม้  2 ประเภท จำนวน 24 ชนิด  คือ ประเภทไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ป่าอนุรักษ์ และไม้มีค่า ได้แก่ ยางนา แดง พะยูง พยอม มะค่าโมง มะค่าแต้ ตะเคียนทอง ประดู่ป่า มะฮอกคนี รัง กระบก สำรอง มันปู กฤษณา และกระบาก ประเภทไม้ป่าให้ผลและไม้ผลที่เพาะจากเมล็ด ได้แก่ คอแลน (สิ้นจี่ป่า) มะพลับสวน  มะกอกน้ำ ขนุน ตะขบป่า กระท้อน มะม่วงป่า หว้า ชะมวง ซึ่งกล้าไม้ทั้งหมดนี้ได้มอบให้กับสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภูมิภาค

“โครงการนี้ต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับแผ่นดินไทย ศธ.มีสถานศึกษาเป็นศูนย์กลางการกระจายความเขียวกระจี ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ดิน น้ำ ป่า ความหวังของประเทศไทยที่จะให้มีความอุดมสมบูรณ์จึงอยู่ไม่ไกลเกินเอื่อมเมื่อเยาวชนของประเทศเห็นความสำคัญว่า ดิน น้ำ ป่า คือข้าวปลาอาหารของลูก หลาน เหลน และวิถีชีวิตภูมิปัญญาชาวบ้านก็จะได้ประสารรวมกันไปกับการปลูกต้นไม้ ต้นไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียวในโลกที่พวกเราจะสามารถฟื้นฟูได้ จึงอยากเชิญชวนให้ทุก ๆคนปลูกต้นไม้ทุกวันเพื่อต่ออายุตัวเอง ต่ออายุให้พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และเป็นสมบัติ เป็นความมั่นคงของชีวิต เนื่องจากรัฐบาลยกเลิกกฏหมายต้นไม้หวงห้าม 58 ชนิดแล้ว ดังนั้น ถ้าเราปลูกต้นไม้ในพื้นดินวันนี้ อีก 10 – 20 ปีข้างหน้า ก็จะเป็นสมบัติ เป็นมรดกให้กับลูกหลานได้ด้วย จึงมาร่วมปลูกต้นไม้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของประเทศของเราและเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองต่อไปในอนาคต “ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

‘ครูตั้น’ ฟุ้งปี64 ‘องค์การค้าฯ’ คืนเงินต้น ‘สกสค.’ กว่า800ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ครูตั้น’ฟุ้งปี64’องค์การค้าฯ’คืนเงินต้น’สกสค.’กว่า800ล้านบาท (naewna.com)

'ครูตั้น'ฟุ้งปี64'องค์การค้าฯ'คืนเงินต้น'สกสค.'กว่า800ล้านบาท

‘ครูตั้น’ฟุ้งปี64’องค์การค้าฯ’คืนเงินต้น’สกสค.’กว่า800ล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 17.16 น.

“ครูตั้น”ฟุ้งปี64″องค์การค้าฯ”คืนเงินต้น”สกสค.”กว่า800ล้านบาท ชี้”องค์การค้าฯ”มีประสิทธิภาพขึ้น หลังลดพนักงานลดค่าใช้จ่ายลง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า  ที่ประชุมหารือการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อรองรับการรับบุคลากรที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ ซึ่งมีทั้งผู้ที่เคยทำงานในองค์การค้าฯมาก่อน และคนที่ยังไม่เคยทำงานในองค์การค้าฯ ขณะเดียวกันยังหารือเรื่องการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ปีการศึกษา 2564 การจัดทำธุรกิจออนไลน์ และการบริหารจัดการทรัพย์สินองค์การค้าฯ คาดว่า องค์การค้าฯ จะได้กำไรจากการจัดพิมพ์หนังสือเรียนมากกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินการทั้งหมดถือว่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดูแลพนักงานได้อย่างมีศักยภาพ

“ทางองค์การค้าฯ ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบ ว่าได้จ่ายดอกเบี้ยให้กับ สกสค.มาเป็นระยะๆ ไม่เคยขาด ส่วนการชำระเงินต้นนั้น คาดว่า จะทยอยจ่ายคืนเงินต้นตั้งแต่ต้นปี 2564 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2564 จะเป็นการทยอยจ่ายได้รวมกว่า 800 ล้านบาท จากยอดหนี้ทั้งหมด เกือบ 4,000 ล้านบาท แม้จะยังเป็นเงินไม่มากนัก แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนในอนาคตต้องพิจารณาเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สิน ว่าจะสามารถลดภาระต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ สกสค.ได้อย่างไร” รมว.ศธ.กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนการให้การไฟฟ้านครหลวง มาเปิดสถานีย่อยในที่ดินย่านลาดพร้าว และให้องค์การค้าฯ ไปเปิดร้านศึกษาภัณฑ์ในที่ดินของการไฟฟ้านครหลวงนั้น เรื่องนี้ตนได้มอบหมายให้คณะทำงานไปดูความเหมาะสมและดูผลกระทบในภาพรวมอย่างไร แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างไร

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า ภายหลังจากที่องค์การค้าฯ ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานและมีการรับพนักงานใหม่เพื่อลดขนาดขององกรและลดค่าใช้จ่ายองค์กรลง และได้ดำเนินกิจการมาระยะหนึ่งแล้วนั้น ก็จะเห็นได้ว่าองค์การค้าฯมีประสิทธิภาพขึ้น เพราะการมีจำนวนพนักงานน้อยลง และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและคุ้มกับรายได้ขององค์กร ส่วนความคืบหน้ากรณีพนักงานองค์การค้าที่ถูกเลิกจ้างยื่นฟ้องศาลแรงงานนั้น เท่าที่ทราบทางศาลฯ ได้พิจารณาแล้วว่า องค์การค้าฯสามารถอนุมัติให้เลิกจ้างได้ ก็ดำเนินการตามคำสั่งศาล ส่วนเรื่องการขับเคลื่อนอื่นๆ นั้น ทางองค์การค้าฯ ก็ได้พยายามทำความเข้าใจกับพนักงานทั้งใหม่และเก่า ถึงแนวทางที่จะเดินไปข้างหน้า เชื่อว่าจะสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี

เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว!! ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว!! ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563’ (naewna.com)

เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว!! 'มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563'

เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว!! ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563’

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.10 น.

เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว!! “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563” จัดอีเว้นท์ออนกราวด์แบบนิวนอร์มัล–เสริมแพลตฟอร์มออนไลน์ เพิ่มทางเลือกเรียนรู้วิทย์ในยุคโควิด

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา เปิดอย่างเป็นทางการกับงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2563” รูปแบบใหม่ Virtual Science Fair ตั้งแต่วันนี้ – 23 พฤศจิกายนนี้ ที่ อาคารชาเลนเจอร์ 2  อิมแพ็ค เมืองทองธานี  โชว์ผลงานและศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งในและต่างประเทศจาก 93 หน่วยงานชั้นนำ 11 ประเทศร่วมจัด ย้ำจัดแสดงงานตามรูปแบบวิถีใหม่ (New Normal) วางมาตรการคัดกรองผู้เข้าชมงานอย่างเคร่งครัดตามข้อกำหนดของรัฐบาล พร้อมชวนเปิดประสบการณ์ใหม่ Virtual Science Fair จำลองบรรยากาศงานจริงสู่โลกออนไลน์ เพิ่มทางเลือกการเรียนรู้วิทย์ฯ ในยุคโควิด

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในฐานะเป็นประธานเปิดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563 ว่า วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์อย่างมาก ไม่เพียงประโยชน์ต่อสังคม บ้านเมือง แต่ยังให้ความเพลิดเพลินกับผู้คนจำนวนมาก ทำให้เด็กๆ ใฝ่เรียนรู้ รักการเฝ้าสังเกต ทดลอง ทดสอบ สรุปให้เป็นทฤษฎี  ยิ่งไปกว่านั้น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหัวใจสำคัญที่จะนำพาประเทศให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และทำให้ไทยหลุดพ้นกับดักสำคัญ 4 ด้าน คือกับดักรายได้ปานกลาง ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษาและความขัดแย้ง  โดยบทบาทภารกิจของ กระทรวง อว. เปรียบได้กับหัวรถจักรที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคต  ประเทศของเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ซึ่งหุ้นส่วนสำคัญที่จะนำพาการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริงคือ ‘คน’  ขณะเดียวกัน เราต้องเตรียม ‘คน’ ของเราให้พร้อมเผชิญกับความผันผวนในโลกยุคใหม่และความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน  และพร้อมเข้าสู่ศตวรรษที่ 21  โดยสิ่งที่กระทรวง อว. กำลังดำเนินการอยู่ คือ การทำให้เยาวชนไทย รวมทั้งนักศึกษาพัฒนาความรู้ไปทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องทำวิจัยเป็น คิดอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล มองรอบด้าน โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน รวมทั้งผลักดันให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมและมีบทบาทในการสร้างสรรค์ผลงาน นวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมเพื่อรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า พระมหากษัตริย์ไทยท่านทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างให้เกิดวิทยาศาสตร์ในไทย ทรงนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ ดังเช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงศึกษาเรื่องการดูดาวโดยเรียนรู้จากเปอร์เซียและฝรั่งเศส, รัชกาลที่ 4 “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”  ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นสมาชิกวารสารสิทธิบัตรของต่างประเทศ ท่านทรงแปลลิขสิทธิ์ทางปัญญาเรื่องเรือและปืน จนสามารถผลิตปืนของประเทศไทยได้เอง และรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการนำองค์ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้แก้ไขปัญหาความทุกข์ยากและ ยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย จนเป็นที่ประจักษ์ชัดและเป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ
ในเมืองไทยวิทยาศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับกษัตริย์และขุนนางมาโดยตลอด ในต่างประเทศก็เช่นเดียวกันวิทยาศาสตร์ถือเป็นงานอดิเรกของพระมหากษัตริย์ หรือขุนนางทางยุโรป เช่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสเป็นผู้คิดค้นบอลลูน ในอดีตยังไม่มีอาชีพนักวิทยาศาสตร์ คำว่า ‘นักวิทยาศาสตร์’ เริ่มมีในศตวรรษที่ 19 ในสมัยเซอร์ไอแซคนิวตัน เราเรียกวิทยาศาสตร์ว่า ‘ปรัชญาว่าด้วยธรรมชาติ’  จนเมื่อถึงยุคของพวกเรา วิทยาศาสตร์ได้กลายเป็นอาชีพ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่าการจัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563” ระหว่างวันที่ 13 – 23 พฤศจิกายน 2563 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” มีประเด็นสื่อสารถึงเรื่อง “BCG Model: Bio-Circular-Green Economy”เป็นนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม,  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การถอดรหัสศาสตร์พระราชา, กระบวนการและเป้าหมายการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 รวมทั้งการเฉลิมฉลอง 2 วาระสำคัญทางวิทยาศาสตร์และสังคมของโลกในปี 2020 ได้แก่ ปีสากลแห่งสุขภาพพืช และปีสากลแห่งการพยาบาลและผดุงครรภ์

ก่อนหน้าที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผู้เข้าชมงานมหกรรมวิทย์ฯ วันละประมาณ 1 แสนคนต่อวัน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสนใจของไทยกับวิทยาศาสตร์  และสำหรับการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ในปีนี้ กระทรวง อว. ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ รวม 93 หน่วยงานชั้นนำ จาก 11 ประเทศร่วมจัด เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นแก่เยาวชนและสังคมไทย พร้อมทั้งสร้างสรรค์วิธีการ รูปแบบการนำเสนอใหม่ เสริมแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามา ที่ไม่เพียงช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงงานจากผู้เข้าชมงานที่อยู่พื้นที่ห่างไกลหรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมา  แต่ยังเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ เพิ่มช่องทางเลือกให้ผู้เข้าชมงาน ให้สนุกไปกับกิจกรรมและเปิดมุมมองการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านช่องทางใหม่นี้  มี 2 ช่องทางในการเข้าชมงาน ช่องทางแรกคือเข้าชมงานในสถานที่จริงที่จะจัดขึ้น ตั้งแต่วันนี้ – 23 พฤศจิกายน 63 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2  อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. เข้าชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมด้วยมาตรการจำกัดผู้เข้าชมงาน และมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามข้อกำหนดของรัฐบาล และช่องทางที่สองคือ ช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์งาน http://www.thailandnstfair.com และสามารถรับชมกิจกรรมและนิทรรศการต่างๆ ที่จัดขึ้น เช่น การเยี่ยมชมงานของพรีเซนเตอร์และเหล่าคนดังที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผ่านการถ่ายทอดสดในมุมมอง 360 องศา ทางเฟสบุ๊กของงาน NSTFair Thailand http://www.facebook.com/nstfairTH  รวมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกของรางวัล Limited Edition ตลอดการจัดงานทุกวัน

สำหรับไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด! กระทรวง อว. ได้คัดเลือกนิทรรศการหลักที่มีเนื้อหาอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชน มีความเป็นสากล และมุ่งเน้นการนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ, นิทรรศการเจาะนวัตกรรมเกม I Tech behind Games เรียนรู้นวัตกรรมในการพัฒนาเกมจนกลายมาเป็นกีฬาออนไลน์, ตื่นตาตื่นใจกับการจำลองชีวิตบนดาวอังคาร ในนิทรรศการหนึ่งวัน… (บนดาว)อังคาร | A Day on Mars, มาเรียนรู้ สู้มหันตภัยจิ๋วในนิทรรศการมหันตภัยจิ๋ว | Micro Monster,  เรียนรู้และสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม ในนิทรรศการอนาคตออกแบบได้ I Sustainable Design และยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ การประกวดแข่งขัน การประชุมสัมมนาทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ เปรียบเสมือนตลาดความรู้ขนาดใหญ่ที่รวบรวมองค์ความรู้และกิจกรรมมากมาย ที่สามารถมาเรียนรู้ พัฒนาความคิด และนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้จากนิทรรศการต่างๆ มากมาย ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนพ่อแม่ครูอาจารย์ เยาวชนและประชาชนทุกท่านเข้าชมงานมหกรรมวิทย์ฯ ทั้ง 2 ช่องทาง

ภายหลังจากกล่าวเปิดงาน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2020 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเยาวชนและครู ในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำไปสู่การต่อยอด ยกระดับให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เกิดเป็นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สังคมในอนาคต

‘เอนก’ ตั้ง อว.ส่วนหน้าลำปาง ลุยขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เอนก’ ตั้ง อว.ส่วนหน้าลำปาง ลุยขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน (naewna.com)

‘เอนก’ ตั้ง อว.ส่วนหน้าลำปาง ลุยขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

‘เอนก’ ตั้ง อว.ส่วนหน้าลำปาง ลุยขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 11.14 น.

16 พฤศจิกายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลากลางจังหวัดลำปาง ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจังหวัดลำปางตามนโยบาย “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” โดยมีนายสุรพล บุรินทราพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ให้การต้อนรับ โดย ศ.ดร.เอนก เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการงานด้าน อววน. ที่สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดลำปาง ใน 6 ด้าน คือ ท่องเที่ยววิถีชุมชน – เกษตรปลอดภัย – การบริหารจัดการน้ำ – การบริหารจัดการขยะ – การพัฒนาสับปะรดครบวงจรด้วย วทน. – เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการพื้นที่

จากนั้น ศ.ดร.เอนก เป็นประธานการประชุมการนำงานด้าน อววน. ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเพื่อพัฒนาจังหวัด กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยใช้องค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์  ผนวกกับงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” โดยมี “หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” หรือ “อว.ส่วนหน้า” จะเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยง องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ อว.

ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากบุคลากรเฉพาะ  ที่มีสมรรถนะสูง จากอุทยานวิทยาศาสตร์  เครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด อว. โดยการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value Based Economy) ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่จะนำไปสู่นวัตกรรมที่เป็น Demand-side  และ บูรณาการงาน 3 ศาสตร์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ สู่การแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดในทุกมิติ อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเป็นสำคัญ

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันมี หน้าที่สำคัญในการผลักดันภารกิจใน 4 ด้าน คือ 1. ประสานการนำงานด้าน อววน. เพิ่มขีดความสามารถผนวกกับศักยภาพจังหวัด   2. ขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการด้าน อววน. ในจังหวัด  3. ส่งเสริมการนำงานด้าน อววน. สนับสนุนจังหวัด  และ 4. เป็นหน่วยงานฯ ม้าเร็ว ที่จะรับประเด็นปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของจังหวัด แล้วประสานงานหน่วยงานเจ้าขององค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา

“ในการนี้ อว. ได้แต่งตั้ง หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน จังหวัดลำปาง ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฯ คือ  ผศ.ดร. พงศธร คำใจหนัก รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนงานด้าน อววน. พัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วย ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ผู้แทนศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้แทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเนชั่น (ลำปาง )  วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดลำปาง”

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จังหวัดลำปางได้นำเสนอข้อเสนอความต้องการเพื่อพัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วยปัญหาด้านการเกษตร ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง รับผิดชอบ ปัญหาด้านการท่องเที่ยว มอบให้ ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต รับผิดชอบ ปัญหาด้านการบริหารจัดการขยะ มอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง รับผิดชอบ ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และปัญหาด้านการศึกษา  มอบมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง รับผิดชอบ

พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศพร้อมใจ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ น้อมรำลึกในหลวง ร.9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศพร้อมใจ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ น้อมรำลึกในหลวง ร.9 (naewna.com)

พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศพร้อมใจ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ น้อมรำลึกในหลวง ร.9

พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศพร้อมใจ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ น้อมรำลึกในหลวง ร.9

วันเสาร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.19 น.

พุทธศาสนิชนทั่วประเทศ พร้อมใจร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 และเพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 น. ณ อาคาร 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช  วัดบวรนิเวศวิหาร พระเทพสังวรญาณ วิ. (จิรพล อธิจิตฺโต ป.ธ.๗) เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร- สมุทรปราการ (ธรรมยุต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่ในหลวง ร.9  และเพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังให้นำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้เกิดสติ และกระทำคุณงามความดี หลังจากเกิดความแตกแยกขึ้นในประเทศ

โดยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  และมีพุธศาสนิกชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สำหรับพิธีเจริญพระพุทธมนต์วันนี้จัดเป็นครั้งที่ 2 ตามมติของที่ประชุมมหาเถรสมาคม ที่กำหนดจัดทุกวันเสาร์ จนกระทั่งถึงวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

ทางด้าน พระวรชัย ทมวโร ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการบริหารวัดบวรนิเวศวิหาร เปิดเผยว่า  พิธีเจริญพระพุทธมนต์ครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด และต่อบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ ที่ได้ทรงประกอบคุณงามความดี ปกป้องประเทศชาติ ให้เราได้มีแผ่นดินทอง ซึ่งหมายถึงแผ่นดินที่เจริญด้วยธรรมะจวบจนทุกวันนี้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงความตั้งใจของพุทธศาสนิกชน ในการหลอมรวมจิตใจ เพื่อให้เกิดความผาสุกของคนในประเทศ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันเสาร์ จวบจนวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563 ตามวัดหรือสถานที่ต่างๆ ที่สะดวก ซึ่งส่วนกลางจัดขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร ส่วนภูมิภาคจัดขึ้นที่วัดประจำจังหวัด หรือสถานที่ที่ทางจังหวัดเห็นสมควร 

#ม็อบ14พฤศจิกา #นักเรียนเลว #แนวหน้าออนไลน์

ประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ ‘ในหลวง-พระราชินี’ แน่นลานหน้าเดอะมอลล์บางแค (ประมวลภาพ) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’ แน่นลานหน้าเดอะมอลล์บางแค (ประมวลภาพ) (naewna.com)

ประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ'ในหลวง-พระราชินี' แน่นลานหน้าเดอะมอลล์บางแค (ประมวลภาพ)

ประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’ แน่นลานหน้าเดอะมอลล์บางแค (ประมวลภาพ)

วันเสาร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.40 น.

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชน ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” วันนี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ณ บริเวณลานหน้าห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์บางแค.

‘มฟล.’ สุดยอด! ยื่น 118 นวัตกรรมขอรับคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มฟล.’สุดยอด! ยื่น 118 นวัตกรรมขอรับคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (naewna.com)

‘มฟล.’สุดยอด! ยื่น 118 นวัตกรรมขอรับคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

‘มฟล.’สุดยอด! ยื่น 118 นวัตกรรมขอรับคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.30 น.

“มฟล.” สุดยอด ผุด 118 นวัตกรรม “เครื่องสำอางสมุนไพร หน้ากากกันโควิดฯ-แบคทีเรีย” พร้อมขอรับคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว

13 พฤศจิกายน 2563 ที่อาคารเอ็ม-สแควร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย นายสำราญ รอดเพชร ผู้ช่วย รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในการเปิดงาน MFU Innovation Day 2020 และการเปิดพื้นที่ตลาดอาหาร โดยมี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำคณาจารย์ นักศึกษาและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำหรับกิจกรรมมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมจาก มฟล.และหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นจำนวนมาก ซึ่งผลงานบางส่วนพร้อมจะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้มีการจัดบรรยายและเสวนาเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร การใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนและพัฒนาธุรกิจ ฯลฯ

นายสำราญ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบที่อยู่ในการกำกับดูแลของภาครัฐที่จัดตั้งมาได้เพียง 22 ปี และจากการที่ได้รับทราบถึงผลงานการวิจัย นวัตกรรม ฯลฯ จนสามารถนำมาจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รวมทั้งยังได้รับรางวัลระดับประเทศและนานาชาติมากมาย ทำให้เป็นสิ่งที่น่าศึกษาค้นคว้าเพื่อถอดบทเรียนเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันทางกระทรวง อว.ก็ถือเป็นกระทรวงใหม่ที่จัดตั้งมาเมื่อปี 2562 โดยเป็นการควบรวมระหว่างทบวงมหาวิทยาลัยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ปัจจุบันได้รับงบประมาณประจำปี 150,000 ล้านบาท และได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศของเราต่อไป ซึ่งกิจกรรมของ มฟล.ในครั้งนี้ถือว่าสามารถตอบโจทย์ของประเทศดังกล่าวได้จึงขอให้ใช้ประโยชน์จากกระทรวง อว.ให้สูงสุดต่อไป

ด้าน รศ.ดร.ชยาพร กล่าวว่า กิจกรรมจัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล.ซึ่งประกอบด้วยส่วนบริหารงานวิจัยและส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะช่วยกันขับเคลื่อนผลงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมในเชิงพาณิชย์ได้รวมทั้งสามารถส่งเสริมและสร้างผู้ประกอบการใหม่ได้ด้วย

“ปัจจุบัน มฟล.มีทรัพย์สินทางปัญญาที่ยื่นขอรับความคุ้มครองแล้วจำนวน 118 ผลงาน และได้สนับสนุนให้พัฒนาเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์จำนวนไม่น้อยกว่า 25 ผลงาน ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 70 เป็นผลงานด้านเครื่องสำอางและส่วนอื่นๆ ที่เป็นสมุนไพร วัสดุศาสตร์ เครื่องมือทางการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งทาง มฟล.ได้ผลักดันให้ผลงานเหล่านี้เชื่อมโยงกับภาคเอกชนเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างสูงสุดด้วย” รศ.ดร.ชยาพร กล่าว

สำหรับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาน่าสนใจหลากหลาย เช่นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรที่เป็นครีมบำรุงผิวหน้าที่ได้จากสารสกัดจากชาอัสสัม ซึ่งลดเลือนและชะลอริ้วรอยบนใบหน้าและปกป้องซ่อมแซมเซลล์ผิวได้ เซรั่มลดเลือนริ้วรอยที่ได้จากสารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ เปลือกกะลาเมล็ดกาแฟ ใบสักแก่ที่ร่วงแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ล่าสุดยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือพีเอ็ม2.5 และไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

โดยหน้ากากที่ผลิตได้จากศูนย์วิจัยวัสดุนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางเคมีเพื่อความยั่งยืน และกลุ่มวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์และนวัตกรรม สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มฟล.ยืนยันว่าหน้ากากมีอัตราผ่านเข้าและออกของอากาศสูง ทำให้หายใจได้สะดวกและยับยั้งเชื้อโรคหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ 100% และยับยั้งแบคทีเรียในอาหารเหลว รวมทั้งกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง 99%

‘พุทธะอิสระ’ สวดพระเณรร่วมม็อบ ‘ขอคิ้วกูคืนมา’ คืออธิกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘พุทธะอิสระ’สวดพระเณรร่วมม็อบ‘ขอคิ้วกูคืนมา’คืออธิกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว (naewna.com)

‘พุทธะอิสระ’สวดพระเณรร่วมม็อบ‘ขอคิ้วกูคืนมา’คืออธิกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

‘พุทธะอิสระ’สวดพระเณรร่วมม็อบ‘ขอคิ้วกูคืนมา’คืออธิกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 07.47 น.

‘พุทธะอิสระ’สวดพระเณรร่วมม็อบ‘ขอคิ้วกูคืนมา’คืออธิกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จี้ มส.ต้องจัดการ

13 พฤศจิกายน 2563 อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้…

ช่างไม่รู้จักแยกแยะชั่วดี เสียทีที่ได้บวช (ตอนที่ 2)

12 พฤศจิกายน 2563

เห็นด้วย กับการเรียกร้อง ให้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์

แต่ไม่เห็นด้วย กับผู้ที่เรียกร้อง ไปเข้าร่วมกับพวกม็อบล้มเจ้า

เห็นด้วย กับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายคณะสงฆ์ แต่ในการเปลี่ยนแปลง ต้องให้สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย จะขัดหรือแย้งต่อหลักพระธรรมวินัยมิได้เป็นอันขาด

เห็นด้วย กับการแสดงความคิดเห็น ของพระหนุ่มเณรน้อย

แต่ไม่เห็นด้วย กับข้อเรียกร้อง “ขอคิ้วกูคืนมา” เหตุเพราะคิ้ว หาได้แสดงออก ถึงความเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาไม่

เช่นนี้ ทำไมต้องนำเอาคิ้ว มาสร้างประเด็นสร้างความขัดแย้ง ในวงการคณะสงฆ์เล่า

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผู้ปกครองคณะสงฆ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ควรจะนำไปพิจารณา ไม่ใช่เอาแต่วางเฉย และคิดว่าธุระไม่ใช่

นั่นเท่ากับ ไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย เพราะนี่คือ อธิกรณ์ ที่เกิดขึ้นแล้วในคณะสงฆ์

พุทธะอิสระ

‘สอวช.’ เร่งทำแพคเกจนโยบายสนับสนุน กระตุ้นลงทุนวิจัยภาครัฐแตะ 30% ในปี65 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สอวช.’เร่งทำแพคเกจนโยบายสนับสนุน กระตุ้นลงทุนวิจัยภาครัฐแตะ 30% ในปี65 (naewna.com)

‘สอวช.’เร่งทำแพคเกจนโยบายสนับสนุน กระตุ้นลงทุนวิจัยภาครัฐแตะ 30% ในปี65

‘สอวช.’เร่งทำแพคเกจนโยบายสนับสนุน กระตุ้นลงทุนวิจัยภาครัฐแตะ 30% ในปี65

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.06 น.

“สอวช.” ถกมหาวิทยาลัย-สถาบันวิจัยทั่วประเทศ ปลดล็อคกลไกจัดตั้ง Holding Company พร้อมเร่งทำแพคเกจนโยบายสนับสนุน มั่นใจกระตุ้นลงทุนวิจัยภาครัฐแตะ 30% ในปี 2565

12 พฤศจิกายน 2563 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุม Knowledge Sharing กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนในธุรกิจนวัตกรรมโดยกลไก Holding Company

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า หลังจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมโดยการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศด้วยกลไก Holding Company สอวช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการสภานโยบายฯ จึงได้เร่งศึกษา และดำเนินงานสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ และการบังคับใช้กฎหมายในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการร่วมลงทุน โดยได้เชิญมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยร่วมประชุม Knowledge Sharing ประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนในธุรกิจนวัตกรรมโดยกลไก Holding Company เพื่อสร้างความเข้าใจ และรับฟังความเห็นประเด็นกฎหมายที่เป็นปัญหาและอุปสรรค อันจะช่วยส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยสามารถตัดสินใจและขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอในประเด็นทางกฎหมาย สิทธิประโยชน์ และมาตรการส่งเสริมอื่น ๆ เพื่อนำไปจัดทำมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนในธุรกิจนวัตกรรมโดยกลไก Holding Company โดยคาดหวังว่าจะส่งผลให้การร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเกิดประสิทธิผล และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชนที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่า และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมได้

“มาตรการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมโดยการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนด้วยกลไก Holding Company ที่เรามาพูดคุยกันในวันนี้เป็นกลไกที่จะช่วยผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งหน่วยงานของรัฐ และมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศก็ใช้กลไกนี้และประสบความสำเร็จมาแล้ว เนื่องจาก Holding Company มีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากหน่วยงานวิจัยของรัฐหรือมหาวิทยาลัย โดยมีการบริหารงานแบบมืออาชีพ มีความคล่องตัวสูงเหมาะกับการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้และการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นในระบบวิจัยและนวัตกรรม อันจะช่วยในการยกระดับเศรษฐกิจนวัตกรรมให้กับประเทศ และเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐเป็น 30% ในปี 2565 (ข้อมูลปีรอบปีสำรวจ 2562 ลงทุนของภาคเอกชนคิดเป็น 78% ภาครัฐ 22%)” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้จากธุรกิจทั่วประเทศไทยมีมูลค่าทั้งสิ้น 23 ล้านล้านบาท โดย 60% เป็นรายได้ที่กระจุกตัวอยู่ที่ธุรกิจรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ทำอย่างไรให้ประเทศมีธุรกิจเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และเติบโตสูง การส่งเสริมการร่วมลงทุนรัฐ-ภาคเอกชนในธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไก Holding Company จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดธุรกิจฐานนวัตกรรมหรือ IDE (Innovation Driven Enterprise) ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และการเติบโตสูงให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยกลไก Holding Company เสมือนเป็นการสร้าง Ecosystem ที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างธุรกิจนวัตกรรมของภาครัฐร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการแล้ว อาทิ CU Enterprise ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บจก.อ่างแก้ว โฮลดิ้ง ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริษัทนววิวรรธ จำกัด ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ TUIP ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีหลายมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยที่สนใจดำเนินการจัดตั้ง แต่ยังมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับอำนาจและขั้นตอนการจัดตั้ง Holding Company ตลอดจนสถานะและการดำเนินของกิจกรรมการร่วมลงทุน ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น มหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย จัดตั้ง Holding Company ได้หรือไม่ สถานภาพของ Holding Company ที่มหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัยของรัฐจัดตั้ง เป็นต้น เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว สอวช. จะดำเนินการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมาย/ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง และจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนจัดทำระเบียบร่วมลงทุนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ตามพ.ร.บ. การส่งเสริม ววน. มาตรา 31 พร้อมจัดทำรายละเอียดของมาตรการส่งเสริมการดำเนินงานของ Holding Company

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและเห็นตรงกันว่ากลไก Holding Company จะช่วยสร้างให้เกิดธุรกิจฐานนวัตกรรมที่มีจุดแข็งจากการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย มาผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจของภาคเอกชน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยการจัดตั้งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ผนวกับความกังวลของหน่วยงานที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการจัดตั้ง จึงการอยากให้มีการจัดทำรวบรวมข้อมูลที่เป็นแนวทางปฏิบัติที่สามารถทำได้จริงและมีความชอบธรรมมากกว่าการจัดทำเป็นข้อบังคับ ซึ่งข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมในครั้งนี้ จะถูกรวบรวมเสนอต่อคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ เพื่อนำไปจัดทำมาตรการผลักดันการส่งเสริมการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนในธุรกิจนวัตกรรมโดยกลไก Holding Company ที่เหมาะสมต่อไป

‘เสมา1’ ลุยขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์และมาตรการสำคัญ 5 หัวข้อ 9 แนวทาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เสมา1’ลุยขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์และมาตรการสำคัญ 5 หัวข้อ 9 แนวทาง (naewna.com)

'เสมา1'ลุยขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์และมาตรการสำคัญ 5 หัวข้อ 9 แนวทาง

‘เสมา1’ลุยขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์และมาตรการสำคัญ 5 หัวข้อ 9 แนวทาง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.17 น.

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลัง‪เป็นประธานการประชุมคณะทำงานโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5) และโครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) ครั้งที่ 2‬ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ  ว่า  ที่ประชุมได้เสนอแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์และมาตรการสำคัญ ของโครงการ ซึ่งก็จะผูกกับการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 2 ส่วนให้ตรงกันว่าจะต้องพัฒนาไปในทิศทางใดบ้าง และการต่อยอดจะมีความเข้มข้นตามบริบทของประเทศที่เปลี่ยนไป

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางพัฒนาตามยุทธศาสตร์มี  5 หัวข้อ 9 แนวทางการพัฒนา ได้แก่  1.Transparency  การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะ  ในแนวทางการพัฒนาที่ 1. สนับสนุนการพัฒนาระบบ School Managemet System ให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยว เพื่อวัดผลอย่างโปร่งใส  โดยจัดตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบ พร้อมกับสนับสนุนให้เกิดดารใช้งานอย่างจริงจังทั่วประเทศ ขยายผลให้เกิดการบริหารจัดการสถานศึกษาผ่านระบบเพื่อการพัฒนาที่ตรงจุด  2.Market Mechanisms กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม  แนวทางที่ 2.สร้างเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ส่งเสริมองค์ความรู้ดิจิทัลสู่โรงเรียนและชุมชน โดยจะขยายผลโครงการ ICT Talent พัฒนาทักษะดิจิทัลแก่โรงเรียนและชุมชน แนวทางที่ 3.สร้างแรงกระตุ้นในการดึงความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยนำเสนอ School Partner Model ในการสร้างความร่วมมือกับเอกชน และออกนโยบายให้ผู้นำแต่ละจังหวัดและเขตพื้นที่ร่วมผลักดัน   แนวทางที่ 4.นำเสนอมุมมองเชิงบวกของการศึกษาแก่สังคม เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการศึกษา  3.High Quality Principals and Teacher การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน  แนวทางที่ 5  ถอดองค์ความรู้โมเดลการสนับสนุนต่างๆ จากภาคเอกชน โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมถอดองค์ความรู้ต้นแบบกับภาคเอกชน เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนทั่วประเทศ 6.ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเปลี่ยน ครูต้องปรับ หลักสูตรต้องแก้ไข ให้ก้าวทันศตวรรษที่ 21 โดยจัดตั้งศูนย์พัฒนาสมรรถนะครู ร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน 

4.Child Centric & Curriculum เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ  แนวทางที่ 7.จัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง ปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมการเรียนรู้ทุกห้องเรียน แนวทางที่ 8.สนับสนุนให้นักเรียนทุกคนเข้าถึง Online Learning Platform ให้เรียนรู้ด้วยตนเองได้ทุกที่ ทุกเวลา  และ 5.DIGITAL INFRASTRUCTURES การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา แนวทางที่  9.สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐานให้ทุกโรงเรียน  โดยจัดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทุกโรงเรียน สนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ให้เข้าถึงแหล่งความรู้ทั่วโลก และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 

นายณัฏฐพล กล่าวว่า เชื่อว่าวันนี้ภาคเอกชนมีความเข้าใจในแนวทางที่จะทำในแต่ละจังหวัดและเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น เพียงแต่ต้องการเห็นภาพที่ชัดเจนก่อน ‪ซึ่งภายใน 1-2 เดือนนี้ก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น ‬เช่น เมื่อรวมโรงเรียนแล้วก็จะเกิดอะไรขึ้น เพื่อจะได้ปรับแผนการสนับสนุนหรือแผนการลงทุนได้‪ ลซึ่งในการดำเนินการแต่ละจังหวัดก็มีบริบทของตัวเองในการขับเคลื่อน แต่ต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอเพื่อสร้างฐานทรัพยากร‬