คลินิกกัญชาทางการแพทย์เปิดแล้วกว่า 300 แห่ง ส่วนใหญ่ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – คลินิกกัญชาทางการแพทย์เปิดแล้วกว่า 300 แห่ง ส่วนใหญ่ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย (naewna.com)

คลินิกกัญชาทางการแพทย์เปิดแล้วกว่า 300 แห่ง ส่วนใหญ่ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

คลินิกกัญชาทางการแพทย์เปิดแล้วกว่า 300 แห่ง ส่วนใหญ่ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.44 น.

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผย ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง และโรงพยาบาลชุมชนที่พร้อม รวมกว่า 300 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง โรคพาร์กินสัน นอนไม่หลับ ผู้รับบริการ 35,495 ครั้ง ร้อยละ 70 อาการดีขึ้น เกือบทั้งหมดไม่พบอาการข้างเคียง

11 พฤศจิกายน 2563 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดอบรมการใช้สารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์แก่แพทย์ และเภสัชกรเขตสุขภาพที่ 9 จำนวน 150 คน ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

พร้อมกันนี้ ยังได้เผยแพร่ในระบบวิดีโอทางไกลไปยังเขตสุขภาพที่ 7 ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ใช้กัญชาทางการแพทย์เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่ากระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพิ่มทางเลือกประชาชน เพิ่มการเข้าถึง เนื่องจากหากนำสารสกัดจากกัญชามาใช้ในสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสมจะเกิดประโยชน์ต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยเปิดคลินิกบริการกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนที่มีความพร้อม ขณะนี้มี 311 แห่ง ผู้รับบริการ 14,236 ราย รวม 35,495 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคอง โรคพาร์กินสัน ภาวะปวดประสาทที่ดื้อต่อการรักษา นอนไม่หลับเป็นต้น ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นร้อยละ 70 มีการติดตามอาการผู้ใช้สารสกัดกัญชาไม่พบอาการข้างเคียงถึงร้อยละ 98.07

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา หลายแห่งมีนวัตกรรมที่ดี เช่น มีสายตรงรับปรึกษาเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ เชื่อมระบบบริการกับการดูแลผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคอง มีระบบลงทะเบียนออนไลน์สำหรับผู้สนใจรับคำปรึกษา

ด้านนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้พัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์แก่บุคลากรทางการแพทย์ให้มีความทันสมัย รวมทั้งบูรณาการองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศจัดทำเป็นหลักสูตรและดำเนินการอบรม “การใช้สารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์”เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความรู้ ความเข้าใจในการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ที่กรมการแพทย์และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้การรับรองแล้ว 11,747 คน

สำหรับการจัดตั้งคลินิกให้บริการกัญชาทางการแพทย์ จะดำเนินการในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม ได้รับใบอนุญาต ยส.5 จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา บุคลากรผ่านการอบรม ปฏิบัติตามคู่มือระบบบริการ สาขากัญชาทางการแพทย์ และมีระบบการติดตามอาการ เพื่อให้การจ่ายยา สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ มีความปลอดภัย

มส.ออกมติด่วน 4 ข้อห้าม ‘พระ-สามเณร’ ยุ่งกิจกรรมการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มส.ออกมติด่วน 4 ข้อห้าม’พระ-สามเณร’ยุ่งกิจกรรมการเมือง (naewna.com)

มส.ออกมติด่วน  4 ข้อห้าม'พระ-สามเณร'ยุ่งกิจกรรมการเมือง

มส.ออกมติด่วน 4 ข้อห้าม’พระ-สามเณร’ยุ่งกิจกรรมการเมือง

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.30 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า จากรณีมีภาพพระภิกษุ และสามเณร ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองจนมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมกันอย่างกว้างขวางนั้น  ที่ผ่านมาทาง พศ.และมหาเถรสมาคม (มส.) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ส่งหนังสือไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองแล้วประมาณ 2-3 ครั้ง ถึงการดูแลปกครองไม่ให้พระภิกษุสามเณรเข้าร่วมชุมนุม แต่ยังมีพระเณรเข้าร่วมการชุมนุมอยู่ ดังนั้น มส.จึงต้องออกเป็นมติเร่งด่วนที่ชัดเจน 4 ข้อ แจ้งไปยังวัดทั่วประเทศ ห้ามพระภิกษุ สามเณร ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง หากฝ่าฝืนคำสั่งหรือมติ มส.ให้เจ้าคณะปกครองดำเนินการทันที ประกอบด้วย

1.ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองดำเนินการกับพระภิกษุสงฆ์ สามเณรที่เข้าข่ายและฝ่าฝืนคำสั่ง เรื่องห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ.2538

2.มีมติมอบถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งเป็นประธานการรมการฝ่ายการปกครองสงฆ์ ให้วางแนวทางการป้องกัน การชุมนุมของพระภิกษุ สามเณร เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว

3.มีมติให้นำรายชื่อผู้ฝ่าฝืนของพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ส่งให้เจ้าคณะผู้ปกครอง เพื่อพิจารณาทางพระธรรมวินัยต่อไป

4.ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งประสานหน่วยงานที่มีหน้าที่ทางกฎหมาย ตรวจสอบสถานะพระที่เข้าร่วมชุมนุม ทุกรูป เพื่อป้องกันพระปลอมเข้าร่วมชุมนุมเพราะจะทำให้ศาสนา เกิดความเสียหาย

นายณรงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนการเอาผิดกับพระภิกษุสามเณร ที่กระทำผิดทางพระธรรมวินัยจะต้องถึงขั้นให้ลาสิกขาหรือไม่ ให้อยู่กับการพิจารณของเจ้าคณะผู้ปกครอง ตั้งแต่ว่ากล่าวการตักเตือน และให้สึก เบื้องต้นจากภาพที่มีพระภิกษุ และสามเณรเข้าร่วมชุมนุมประมาณ 7 รูป พบรายชื่อเป็นพระจริง 1 รูป เณรจริง 1 รูป ส่วนที่เหลืออยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ว่าใช่พระจริงหรือไม่ โดยจะส่งหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากพบเป็นพระปลอม ให้ดำเนินการตามกฏหมายอาญาต่อไป

“สำหรับกรณีพระภิกษุ ชูป้ายในระหว่างการชุมนุม ทวงคืนคิ้ว หรือเอาคิ้วคืนมานั้น พระสงฆ์ที่เข้ามาบวช ไม่ได้มีใครบังคับ เข้ามาด้วยความสมัครใจ และกฏบอกไว้ชัดเจนว่าต้องโกนคิ้ว หากยอมรับระเบียบไม่ได้ ก็แค่ลาสิกขาเพราะการบวชไม่ได้มีใครบังคับ มาบวชด้วยความสมัครใจ”นายณรงค์ กล่าว

‘อลัชชี 3 นิ้ว’ หนาว! ‘ศรีสุวรรณ’ หอบรูปร้องมหาเถระ-พศ. ชี้เป้าจับสึกร่วมม็อบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อลัชชี 3 นิ้ว’หนาว! ‘ศรีสุวรรณ’หอบรูปร้องมหาเถระ-พศ. ชี้เป้าจับสึกร่วมม็อบ (naewna.com)

‘อลัชชี 3 นิ้ว’หนาว! ‘ศรีสุวรรณ’หอบรูปร้องมหาเถระ-พศ. ชี้เป้าจับสึกร่วมม็อบ

‘อลัชชี 3 นิ้ว’หนาว! ‘ศรีสุวรรณ’หอบรูปร้องมหาเถระ-พศ. ชี้เป้าจับสึกร่วมม็อบ

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 11.14 น.

‘อลัชชี 3 นิ้ว’หนาว! ‘ศรีสุวรรณ’หอบรูปร้องมหาเถระ-พศ. ชี้เป้าจับสึกร่วมม็อบ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ ทำเนียบรัฐบาล นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงมหาเถรสมาคม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับ ดูแล สำนักงานพระพุทธฯ เนื่องจากเห็นว่ามีพระภิกษุ-สามเณร ออกมาร่วมชุมนุมสาธารณะหรือประท้วงทางการเมืองหลายครั้ง ซึ่งสื่อมวลชนละประชาชนได้ถ่ายรูปหน้าตานำมาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์กันอย่างแพร่หลาย ทำให้เป็นที่ครหา ข้อตำหนิติเตียนของพุทธมามกะเป็นอย่างมาก

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในแต่ละยุคสมัยเป็นธุรกิจของฝ่ายบ้านเมือง เป็นหน้าที่ของฆราวาสผู้มีสิทธิตามกฎหมายโดยเฉพาะ ไม่ใช้หน้าที่ของพระภิกษุสามเณรผู้อยู่นอกเหนือการเมืองข้อนี้แสดงโดยชัดแจ้งว่า ความเป็นพระภิกษุสามเณรไม่ควรแก่การเมืองโดยประการทั้งปวง การที่พระภิกษุสามเณรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือช่วยสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆเพื่อเพื่อประโยชน์ของบุคคลใด หรือเพื่อประโยชน์ของตนเอง ย่อมเป็นการประพฤติผิดวิสัยของสมณบรรพชิต ย่อมนำความเสื่อมเสียมาสู่ตนเองและหมู่คณะตลอดถึงพระศาสนา เป็นที่ติเตียนของสาธุชนทั้งในและนอกพระศาสนา

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า พฤติกรรมและการแสดงออกดังกล่าวภิกษุ-สามเณรเหล่านั้นมิได้ละอายต่อการกระทำของตนแต่อย่างไร และในทางพุทธศาสนามักเรียกขานว่า “อลัชชี” ซึ่งหมายถึงภิกษุผู้ประพฤตินอกจารีต หรือภิกขุผู้มักประพฤติละเมิดพุทธบัญญัติ ซึ่งกระทำตนมิให้เป็นที่เคารพกราบไหว้ของอุบาสก-อุบาสิกา หรือผู้เลื่อมใสในศาสนาพุทธแต่อย่างใด แต่ทำให้ภิกษุ-สามเณรทั่วประเทศที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลอยู่ในธรรมพลอยมัวหมองตามไปด้วย แต่หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็ควรสึกออกไปเป็นฆราวาสเสีย อย่าทำให้ผ้าเหลืองมัวหมอง

ทั้งนี้ ภิกษุ-สามเณร ต่างมีศีลบัญญัติและข้อห้ามซึ่งทางมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดของภิกษุ-สามเณรเป็นผู้ออกคำสั่งไว้แล้ว คือคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง 2538 ข้อ 4 ข้อ 6 ข้อ 7 ที่สั่งห้ามพระภิกษุสามเณรเข้าไปในที่ชุมนุมทางการเมืองไม่ว่ากรณีใดๆ ห้ามพระภิกษุสามเณรร่วมชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ และห้ามพระภิกษุสามเณรร่วมอภิปราย หรือบรรยายเรื่องเกี่ยวกับการเมืองซึ่งจัดตั้งขึ้นทั้งในวัดและนอกวัด หากฝ่าฝืนมีโทษตั้งแต่ขั้นตักเตือนไปจนถึงจับสึกได้

“ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความพร้อมรูปถ่ายหน้าตาภิกษุ-สามเณรต่างๆที่มาร่วมม็อบในแต่ละม็อบ รวมทั้งภิกษุที่กราบไหว้ฆราวาสด้วย เพื่อนำไปร้องเรียนและมอบให้มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งนายอนุชา นาคาศัย ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักพุทธฯ เพื่อให้เร่งเอาผิด ลงโทษ และหรือจับภิกษุ-สามเณรที่ทำตนเป็นอลัชชีเหล่านี้ให้สึกออกไปจากเพศบรรพชิตเสียให้หมด และจัดส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตามกฎหมาย เพื่อมิให้มากระทำตนแปดเปื้อนต่อบวรพุทธศาสนาต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าว

มส.ถกด่วนลงโทษ ‘พระ’ ร่วมม็อบ ‘อนุชา’ ชี้ไม่เหมาะ ถ้าผิดอาญาไม่มียกเว้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มส.ถกด่วนลงโทษ‘พระ’ร่วมม็อบ ‘อนุชา’ชี้ไม่เหมาะ ถ้าผิดอาญาไม่มียกเว้น (naewna.com)

มส.ถกด่วนลงโทษ‘พระ’ร่วมม็อบ ‘อนุชา’ชี้ไม่เหมาะ ถ้าผิดอาญาไม่มียกเว้น

มส.ถกด่วนลงโทษ‘พระ’ร่วมม็อบ ‘อนุชา’ชี้ไม่เหมาะ ถ้าผิดอาญาไม่มียกเว้น

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 10.56 น.

มส.ถกด่วนลงโทษ‘พระ’ร่วมม็อบ ‘อนุชา’ชี้ไม่เหมาะ ถ้าผิดอาญาไม่มียกเว้น

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีพระสงฆ์และเณรไปร่วมชุมนุมทางการเมืองในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา ว่า ทางมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีการหยิบยกประเด็นนี้มาหารือกันอย่างเร่งด่วน และทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ติดตามสอบถามกับทางพนักงานสอบสวนว่ามีพระสงฆ์ที่เป็นพระจริงหรือไม่ ก็ต้องมีการตรวจสอบว่ามีการผิดวินัยสงฆ์หรือไม่ อย่างไร ต้องดำเนินการกันตามครรลองของสงฆ์

ผู้สื่อข่าวถามว่าตามกฎระเบียบแล้วพระสงฆ์ไม่สามารถไปร่วมชุมนุมทางการเมืองได้ใช่หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ใช่  ไปร่วมชุมนุมทางการเมืองไม่ได้อยู่แล้ว และถือเป็นมติของมหาเถรสมาคมแต่เดิม ที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และจริงๆแล้วเราก็ไม่อยากให้ศาสนาของพวกเราที่เป็นเสาหลักไปยุ่งเกี่ยวกับด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหน และประชาชนก็คงไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในสังคมของเรา

เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ได้บอกให้ พศ.ไปดูเรื่องนี้ และดำเนินการร่วมกับมหาเถรสมาคม เพื่อดำเนินการให้พระสงฆ์อยู่ในระเบียบวินัยของสงฆ์

เมื่อถามว่าปกติมีบทลงโทษพระสงฆ์ที่กระทำผิดระเบียบวินัยของสงฆ์หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ตามวินัยสงฆ์ คือ ต้องให้เจ้าอาวาสหรือผู้ปกครองคณะสงฆ์ทำการตรวจสอบว่าผิดวินัยสงฆ์หรือไม่ ถ้าผิดคงต้องมีการว่ากล่าวตักเตือน หรือกรณีที่เจ้าอาวาสว่ากล่าวตักเตือนแล้วยังไม่เชื่อ ก็อาจจะมีมาตรการดำเนินการกัน แต่ตนไม่อยากลงรายละเอียด ส่วนโทษจะถึงขนาดต้องสึกจากความเป็นพระสงฆ์หรือไม่นั้น ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามก็ต้องดำเนินการ

“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นเรื่องของศาสนา ผมคิดว่าให้ทางสงฆ์ดำเนินการในส่วนนี้ดีกว่า การดำเนินการจะใช้บรรทัดฐานเดียวกันทั้งหมดกับพระสงฆ์ที่ไปชุมนุมกับกลุ่มเสื้อเหลือง หรือกลุ่มอื่นๆด้วย” นายอนุชา กล่าว

เมื่อถามว่า การที่พระสงฆ์ไปชูสามนิ้วเป็นเรื่องไม่สมควรใช่หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า เป็นเรื่องของทางคณะสงฆ์ว่าจะพิจารณาอย่างไร ตนคงไม่สามารถไปชี้นำหรือไปบอกได้ว่าใครผิดหรือถูก

เมื่อถามว่าหากมีการกระทำผิดทางอาญาจะดำเนินการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เรื่องกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้นให้กับผู้หนึ่งผู้ใด ยกเว้นที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะให้ยกเว้นเท่านั้น

‘เป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควร’ ปรากฏการณ์โลก..ปัจจัยเสี่ยง ‘เด็กหญิง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควร’ ปรากฏการณ์โลก..ปัจจัยเสี่ยง‘เด็กหญิง’ (naewna.com)

‘เป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควร’  ปรากฏการณ์โลก..ปัจจัยเสี่ยง‘เด็กหญิง’

‘เป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควร’ ปรากฏการณ์โลก..ปัจจัยเสี่ยง‘เด็กหญิง’

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“แม่วัยใส-ท้องไม่พร้อม” เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยถึงขนาดที่บางปีมีการจัดอันดับว่าสถานการณ์ของประเทศไทยนั้นรุนแรงที่สุดในทวีปเอเชีย จนแม้แต่รัฐบาลก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ ต้องออกกฎหมายมาเป็นการเฉพาะ คือ พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่น พ.ศ.2559 รวมถึงปฏิรูปการเรียนการสอนเพศศึกษา อันเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสุขศึกษา เพื่อหวังแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ทุเลาเบาบางลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่รัฐบาลและสังคมไทยต้องเผชิญคือ “ภาวะการเป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควร” ซึ่งหมายถึงการที่ “มนุษย์เพศหญิงมีประจำเดือนครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อยมาก” โดยเมื่อช่วงปลายเดือนต.ค. 2563 ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวเปิดเผยผลการศึกษา “สถานการณ์การเข้าสู่วัยสาวของเด็กไทย” ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับ 2 สถาบันการศึกษาคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจอาจารย์ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้รับผิดชอบงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า “ภาวะการเป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควรเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก” อาทิ สหรัฐอเมริกา ในปี 2513 อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่ประจำเดือนมาครั้งแรก อยู่ที่ 12.8 ปี แต่ในปี 2533 ลดลงมาอยู่ที่อายุเฉลี่ย 12.5 ปี และเมื่อมาดูประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ก็พบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับประเทศไทย ก่อนหน้านี้มีผู้ศึกษาภาวะการเป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควรไว้บ้าง แต่เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ จำนวนหลักร้อยหรือมากสุดไม่เกิน 2,000 คนและเป็นเพียงรายพื้นที่ อาทิ งานวิจัยของ Jirawutthinan และคณะ ในปี 2555 เก็บตัวอย่างจากเพศหญิงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า เดิมนั้นอายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่ประจำเดือนมาครั้งแรก อยู่ที่ 11.6 ปี แต่ต่อมาลดลงเหลืออยู่ที่อายุเฉลี่ย 11.2 ปี

เช่นเดียวกับงานวิจัยของ Somchit Jaruratanasirikul และคณะ ในปี 2557 เก็บตัวอย่างจากเพศหญิงในภาคใต้ ที่พบว่า อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่ประจำเดือนมาครั้งแรก อยู่ที่12.2 ปี อายุน้อยที่สุดที่พบว่าเด็กหญิงเริ่มมีหน้าอกคือ 7.2 ปี และเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกคือ 9.2 ปี เป็นต้น ส่วนงานวิจัยล่าสุดนี้ คณะผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากนักเรียนหญิงกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ชั้น ป.3-ม.3 หรืออายุตั้งแต่ 8-14 ปี จำนวน 8,161 คนจากโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ

แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 7 แห่ง ภาคเหนือ 16 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 30 แห่ง ภาคกลาง 22 แห่งและภาคใต้ 20 แห่ง คละกันทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ในและนอกเขตเทศบาล โรงเรียนสหศึกษาและโรงเรียนหญิงล้วน ทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างครอบคลุมทั้งเด็กในเมืองและชนบท รวมถึงเด็กจากครอบครัวมั่งมีและยากจน ซึ่งพบว่า “อายุเฉลี่ยของเด็กหญิงไทยมีประจำเดือนครั้งแรกอยู่ที่ 11.57 ปีประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วสุดอยู่ที่อายุ 7.96 ปี” ขณะที่พบกลุ่มตัวอย่างประจำเดือนครั้งแรกมาช้าสุดอยู่ที่อายุ 16.92 ปี

นอกจากนี้ “คณะผู้วิจัยยังได้สอบถามแม่ของเด็กกลุ่มตัวอย่าง และพบว่าหญิงไทยรุ่นลูกประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วกว่ารุ่นแม่”โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีประจำเดือนครั้งแรก (ทั้งการเร่งให้เร็วขึ้นและชะลอให้ช้าลง) ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม หากเป็นขนมกรุบกรอบ เฟรนช์ฟรายส์ เบเกอรี่ น้ำอัดลม ชา กาแฟ และนมวัว จะเร่งการมีประจำเดือนครั้งแรกให้มาเร็วขึ้น ตรงข้ามกับน้ำเต้าหู้ นมแพะ ถั่ว ผัก/ผลไม้ ตลอดจนเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการฉีดฮฮร์โมนจะชะลอการมีประจำเดือนครั้งแรกออกไป

2.กรรมพันธุ์ หากแม่มีประจำเดือนครั้งแรกตอนอายุน้อยๆ ลูกสาวก็มักจะเป็นเช่นเดียวกัน 3.กายภาพ หากเด็กหญิงมีมวลกล้ามเนื้อมากจะชะลอการมีประจำเดือนครั้งแรกออกไป แต่หากมีไขมันมากจะเร่งการมีประจำเดือนครั้งแรกให้มาเร็วขึ้น (ซึ่งการมีมวลกล้ามเนื้อมากหรือน้อยนั้นจะสัมพันธ์กับความถี่ในการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา) และ 4.พฤติกรรมการใช้ชีวิต พบการใช้ขวดพลาสติก ใช้เครื่องสำอางเวชภัณฑ์ บริโภควิตามินหรืออาหารเสริม รวมถึงรับสื่อที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ สิ่งเหล่านี้จะเร่งการมีประจำเดือนครั้งแรกให้มาเร็วขึ้น เป็นต้น

“เด็กที่เป็นประจำเดือนเร็ว อันดับแรกเลยใครที่เป็นเร็วเขาจะเริ่มโวยวายว่าทำไมไม่เหมือนเพื่อนแล้วก็รู้สึกแปลกแยก แล้วก็มีความรู้สึกว่าจะทำอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็จะไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ประเด็นคือพอเด็กเป็นประจำเดือนเร็วในขณะที่โรงเรียนยังไม่ได้สอนเพศศึกษา หรือสอนเพศศึกษาไปในหัวข้อที่ไม่เกี่ยวกับ Reproductive Health (อนามัยเจริญพันธุ์) มันก็จะเกิดช่องว่างตรงนี้ ฉะนั้นการที่จะบอกว่าเราควรสอนเมื่อไร เด็กเป็นประจำเดือนเมื่อไรก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่สำคัญที่สุดเราก็อยากเน้นว่าเมื่อเด็กมีประจำเดือนเร็วก็มีความเสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือว่าการเป็นแม่วัยใสนั่นเอง” ศ.ดร.ปังปอนด์ กล่าว

ศ.ดร.ปังปอนด์ กล่าวต่อไปว่าขณะที่ในทางการแพทย์ พบภาวะการเป็นสาวเร็วส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ นั่นคือกระดูกจะปิดเร็วส่งผลให้ส่วนสูงไม่เพิ่มขึ้นเต็มที่ตามศักยภาพทางกรรมพันธุ์ที่เด็กนั้นมี ทำให้เด็กมีรูปร่างเตี้ยกว่าปกติ นั่นทำให้พ่อแม่ที่มีฐานะดีและรู้ว่าลูกสาวมีภาวะเข้าสู่วัยสาวเร็วก่อนถึงเวลาอันควร จะไปพบแพทย์เพื่อให้ฉีดยาระงับฮอร์โมน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 6,000-15,000 บาทต่อเดือน

หรือล่าสุดมียาที่ฉีดทุกๆ 3 เดือนราคาเข็มละ 7,383 บาท ระยะเวลารวมในการฉีดอยู่ที่ประมาณ 3 ปี โดยค่าใช้จ่ายนี้หากไม่เป็นครัวเรือนที่จ่ายเองก็จะเป็นภาระของรัฐตามสวัสดิการต่างๆเช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในต่างประเทศบางชิ้น พบว่าการเข้าสู่วัยสาว หรือประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมด้วย

อีกด้านหนึ่ง คณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเพศศึกษา-สุขศึกษา”ในโรงเรียนและนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง พบว่า “บางเรื่องน่าเป็นห่วงเพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจ” เช่น คำถามที่ว่า “หากตั้งครรภ์จะไม่มีประจำเดือน” แม้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.82 จะรู้เรื่องนี้ แต่อีกร้อยละ 46.18 ไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกัน หรือคำถามที่ว่า“หากมีเพศสัมพันธ์อาจตั้งครรภ์ได้”แม้กลุ่มตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 64.89 จะรู้เรื่องนี้ แต่อีกกว่า1 ใน 3 หรือร้อยละ 35.11 ไม่รู้เรื่องนี้ เป็นต้น

ขณะที่ “การสอนเพศศึกษา-สุขศึกษาในโรงเรียน” แบ่งเป็น11 หัวข้อ เน้นสำรวจโดยให้ความสนใจตั้งแต่ชั้น ป.3 เนื่องจากเป็นชั้นแรกที่มีการเก็บตัวอย่างงานวิจัยครั้งนี้พบว่า 1.การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของเด็กชาย/เด็กหญิงและการดูแล มีการสอนร้อยละ 33 2.การมีเพศสัมพันธ์หมายถึงอะไรมีผลอย่างไรต่อการตั้งครรภ์ มีการสอนร้อยละ 31 3.การล่วงละเมิดทางเพศ การขอความช่วยเหลือ มีการสอนร้อยละ 29 4.การสื่อสารเรื่องเพศ/สัมพันธภาพในครอบครัว มีการสอนร้อยละ 32

5.การรู้เท่าทันอารมณ์ทางเพศและการจัดการอย่างเหมาะสม มีการสอนร้อยละ 32 6.ทักษะการปฏิเสธ/การป้องกันการตั้งครรภ์มีการสอนร้อยละ 24 7.การรู้เท่าทันสื่อ/การใช้สื่อให้เกิดประโยชน์มีการสอนร้อยละ 35 8.โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์/ความแตกต่างระหว่าง Sex & Love มีการสอนร้อยละ 27 9.ความหลากหลายทางเพศ/เพศทางเลือก มีการสอนร้อยละ 33 10.การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา/การมีเพศสัมพันธ์ที่รับผิดชอบ มีการสอนร้อยละ 35 และ 11.สัมพันธภาพระหว่างเพศ/การเลือกคู่ครอง มีการสอนร้อยละ 37

“ประเด็นเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน ปรากฏว่ายังมีน้อยมากที่ดูแลเรื่องนี้ มีน้อยมากที่บอกว่ามีประจำเดือนคืออะไร อันนี้ในหลักสูตรไทย หลักสูตรต่างชาติเขาทำกันเยอะแยะ จริงๆ เริ่มตั้งแต่ ป.3ก็จะมีจำนวนน้อยมาก เช่น ดู ป.3เพศสัมพันธ์หมายถึงอะไร มีผลอย่างไรต่อการตั้งครรภ์ คือ 31% และมีจำนวนน้อยในปีอื่นๆ ถ้า 11 ปีครึ่งในประเทศไทยหมายถึงอยู่ประมาณป.6 แต่ถ้าเอา SD (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน)ลงไปคือถึง 9 ปี ถึง 8 ปี ถึง 10 ปีมีการให้ความรู้น้อยมาก” ศ.ดร.ปังปอนด์ ระบุ

เสมา1 รับมอบทุนการศึกษา-อุปกรณ์การเรียน 2.4 ล. จากเซ็นทรัล รีเทล ช่วย 8 โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เสมา1 รับมอบทุนการศึกษา-อุปกรณ์การเรียน 2.4 ล. จากเซ็นทรัล รีเทล ช่วย 8 โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร (naewna.com)

เสมา1 รับมอบทุนการศึกษา-อุปกรณ์การเรียน  2.4 ล. จากเซ็นทรัล รีเทล ช่วย 8 โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

เสมา1 รับมอบทุนการศึกษา-อุปกรณ์การเรียน 2.4 ล. จากเซ็นทรัล รีเทล ช่วย 8 โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 18.51 น.

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังพบกับคณะผู้บริหารจากบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำโดยนายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้ามอบทุนการศึกษา และอุปกรณ์การเรียน มูลค่า 2.4 ล้านบาท ให้แก่ 8 โรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในจังหวัดเชียงใหม่ 

โดยนายณัฏฐพล กล่าวว่า ทางบริษัทเซ็นทรัลฯได้มอบทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือนักเรียน เนื่องจากทางกลุ่มเซ็นทรัลได้ไปสัมผัสกับโรงเรียนใน จ.เชียงใหม่ จึงอยากสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 2.4 ล้านบาท 

ด้าน นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ที่ผ่านมาทางกลุ่มเซ็นทรัล ได้ให้ความช่วยเหลือสังคมในหลากหลายมิติ ภายใต้ชื่อโครงการ “เซ็นทรัล ทำ”  ซึ่งหนึ่งในโครงการหลักที่เราให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องก็คือ เรื่องการศึกษา และคุณภาพชีวิตของเด็ก เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ และการศึกษาก็คือรากฐานที่สำคัญที่จะทำให้เด็กไทยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต เซ็นทรัล รีเทล ในฐานะที่เป็นบริษัทในเครือกลุ่มเซ็นทรัล จึงสนองและสานต่อนโยบายนี้มาอย่างต่อเนื่อง และเกิดเป็นโครงการ “เซ็นทรัล รีเทล พร้อม…ช่วยน้องไปโรงเรียน”  ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ที่ทุกคนได้รับผลกระทบ และต้องการกำลังใจ เซ็นทรัล รีเทล จึงได้จัดทำหนังสั้น  เรื่อง “พร้อม…” เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนไทยในช่วงที่ยากลำบาก และให้ทุกคนช่วยกันส่งต่อคลิปเพื่อมอบกำลังใจให้แก่กัน จนคลิปวีดีโอนี้มียอดวิวสูงถึง 17 ล้านวิว ไม่เพียงเท่านั้น เรายังอยากให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำบุญ จึงได้เปลี่ยนยอดการส่งต่อคลิปมาเป็นทุนการศึกษา และอุปกรณ์การเรียน ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก จนสามารถรวบรวมเงินได้กว่า 2.4 ล้านบาท เพื่อนำไปมอบให้กับ 8 โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งเป็นทุนการศึกษา ทั้งหมด 800,000 บาท และอุปกรณ์การเรียน ทั้งหมด 1,600,000 บาท

“เซ็นทรัล รีเทล รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดีๆให้กับสังคม พร้อมช่วยยกระดับการศึกษาไทยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามวิสัยทัศน์ และ Brand Purpose ขององค์กรที่มุ่งเป็น Central of life ศูนย์กลางชีวิตที่สร้างความสุข และมอบรอยยิ้มให้กับคนไทยทุกคน” นายญนน์ กล่าว 

       

GISTDA-CONIDA ลงนามความร่วมมือด้านอวกาศ ฉลอง 55 ปี ไทย-เปรู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – GISTDA-CONIDA ลงนามความร่วมมือด้านอวกาศ ฉลอง55ปี ไทย-เปรู (naewna.com)

GISTDA-CONIDA ลงนามความร่วมมือด้านอวกาศ ฉลอง55ปี ไทย-เปรู

GISTDA-CONIDA ลงนามความร่วมมือด้านอวกาศ ฉลอง55ปี ไทย-เปรู

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.40 น.

GISTDA-CONIDA ลงนามความร่วมมือด้านอวกาศ ฉลอง 55 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เปรู

10 พฤศจิกายน 2563 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ National Commission for Aerospace Research and Development  หรือ CONIDA ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจในการพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์ ภายในงานฉลองครบรอบ 55 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทย-สาธารณรัฐเปรู ณ ห้องบัวแก้ว กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพฯ

ในการลงนาม MOU ครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการที่วิศวกรของประเทศไทยได้มีการนำเสนอระบบการประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมที่พัฒนาขึ้นโดยวิศวกรของ GISTDA และวิศวกรของ CONIDA ซึ่งในอนาคตสามารถใช้ระบบของประเทศไทยเป็นต้นแบบได้ นอกจากนี้ยังได้มีการร่วมมือกันในการพัฒนาส่วนอื่นๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้งาน จากการหารือถึงความเป็นไปได้ในการร่วมกันพัฒนาระบบมากว่า 1 ปี  เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นถึงความเหมาะสมในการจัดทำ MOU ขึ้น

การบรรลุความตกลงดังกล่าว นับเป็นความร่วมมือทางวิชาการด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศครั้งแรกของประเทศไทยกับประเทศในลาตินอเมริกา อันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทวิภาคีที่เป็นรูปธรรม และเอื้อประโยชน์ด้านการพัฒนาที่สร้างสรรค์ระหว่างไทยกับเปรู ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตลอด 55 ปี ที่ผ่านมา 

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จะครอบคลุมในเรื่องที่เกี่ยวกับ การสำรวจระยะไกล การศึกษาอวกาศ การพัฒนาระบบสถานีภาคพื้นดิน การพัฒนาระบบดาวเทียม รวมถึงการแลกเปลี่ยนบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ซึ่ง GISTDA และ CONIDA ได้วางแผนจะ Kick Off กิจกรรมในไตรมาสแรกของปี 2564  ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 2 หน่วยงานเท่านั้น แต่เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมา ราชอาณาจักรไทยมีความสัมพันธ์อันดี กับ สาธารณรัฐเปรู มาโดยตลอด GISTDA มีความภูมิใจที่งานด้านอวกาศของเราจะมีส่วนช่วยสนับสนุนงานด้านอวกาศของเปรู และมีส่วนในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความร่วมมือนี้จะเห็นผลที่เป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

สพฐ.เล็งพัฒนา 3 คุณสมบัติครู ก่อนคัดเลือกเข้าทุกตำแหน่ง-สอบผู้ช่วยหมื่นอัตรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สพฐ.เล็งพัฒนา3คุณสมบัติครู ก่อนคัดเลือกเข้าทุกตำแหน่ง-สอบผู้ช่วยหมื่นอัตรา (naewna.com)

สพฐ.เล็งพัฒนา3คุณสมบัติครู ก่อนคัดเลือกเข้าทุกตำแหน่ง-สอบผู้ช่วยหมื่นอัตรา

สพฐ.เล็งพัฒนา3คุณสมบัติครู ก่อนคัดเลือกเข้าทุกตำแหน่ง-สอบผู้ช่วยหมื่นอัตรา

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.29 น.

10 พฤศจิกายน 2563 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานคณะอนุกรรมการการจัดทำกรอบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากขณะนี้กฏหมายกำหนดให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สนักงาน ก.ค.ศ.) ต้องออกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาครูภายใต้มาตรา 57 มาตรา 79 และมาตรา 80 และสอดรับกับนโยบายที่ นายณัฏฐพล ทีปสัวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ต้องการให้มีระบบการพัฒนาคนก่อน แล้วค่อยแต่งตั้ง ไม่ใช่แต่งตั้งก่อนแล้วค่อยพัฒนาซึ่งไม่ตอบโจทย์ เพราะคนที่จะมาทำงานต้องมีคุณภาพก่อน ต้องผ่านการประเมินก่อนค่อยแต่งตั้ง  ซึ่งแต่ก่อนนี้เราแต่งตั้งก่อนจึงค่อยพัฒนา 

ดังนั้น จึงต้องมากำหนดกรอบการพัฒนาต่อไปนี้ ข้าราชการครูทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ต้องพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานโดยส่วนราชการเอง  3 เรื่อง คือด้านภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารและเพื่อการทำงาน รวมถึงด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี นอกจากนี้จะต้องพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรมควบคู่ไปด้วยถึงแม้ไม่ได้เน้นแต่ทุกคนจะต้องมีทักษะนี้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ตำแหน่ง ผอ. สถานศึกษา และ รอง ผอ.สถานศึกษา, ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา และ รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ, ศึกษาธิการจังหวัด และรองศึกษาธิการจังหวัด รวมถึง ผอ.กศน.ก็ต้องผ่านการพัฒนาให้มีทักษะก่อนเข้าสู่ตำแหน่งด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้วก็จะมีข้อตกลงด้วยว่า หลังได้รับการแต่งตั้งแล้วจะสามารถพัฒนางานอะไรในหน้าที่ของตนเองได้บ้าง 

“ซึ่งถ้าเราทำ 3 ส่วนนี้ได้ก็เชื่อว่าคนที่อยู่ในระบบนี้แล้วเท่ากับว่า ได้มีการรีสกิล อัพสกิลในการทำงานอยู่ตลอดเพื่อให้คนมีสมรรถนะ  ซึ่งทางคณะอนุกรรมการศก็ได้เห็นชอบแนวทางนี้นี้แล้ว ถ้า ก.ค.ศ.อนุมัติและบอร์ดใหญ่ให้ความเห็นชอบก็จะเดินหน้ากรอบสมรรถนะนี้ได้เร็วขึ้น เพราะถ้าบอร์ดอนุมัติกรอบนี้แล้วก็จะออกเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการและเนื้อหาสาระที่จะพัฒนาในแต่ละเรื่อง และตัวชี้วัดว่าอย่างไรผ่าน และอย่างไรไม่ผ่าน ส่วนเนื้อหาราระก็อยู่ในขบวนการที่ รมว.ศึกษาธิการ ได้ออกแบบไว้ว่าต้องมีศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEC) เพื่อเป็นหน่วยพัฒนาการสอบและการอบรม และยังมีเนื้องหาเข้าไปใส่ไว้ในแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือระบบ DEEP เพื่อนำไปสู้เป้าหมายในการพัฒนาแต่ละจุดที่ต้องการ” นายอำพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวด้วยว่า สพฐ. เตรียมการจัดสอบแข่งขันครูผู้ช่วย จะยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมเพื่อให้ครูทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งขณะนี้กำลังให้ทาง สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติกร(สพร.) กำหนดกรอบระยะเวลา และคำนวนค่าใช้จ่ายก่อนจึงจะออกปฏิทินการสอบได้ แต่สพฐ.มีเป้าหมายให้มีคุณครูทันเปิดภาคเรียนหน้า ดังนั้น ภายในเดือน เม.ย.2564 ก็ต้องเสร็จไม่เช่นนั้นครูจะขาดแคลน ซึ่งคาดว่าจะรับได้หมื่นอัตรา

“ที่ผ่านมาที่ได้ครูไม่ครบ สาเหตุมาจากคะแนนสอบภาค ก ในวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เนื่องจากคนเรียนเอกภาษาอังกฤษก็สอบไม่ผ่านวิชาคณิตศาสตร์ และคนที่เรียนเอกคณิตศาสตร์คะแนนก็ไม่ผ่านวิชาภาษาอังกฤษ และคนที่เรียนสายอื่นยิ่งไม่ผ่านทั้งสองวิชานี้จึงทำให้ไม่มีใครสอบผ่าน ซึ่งเกณฑ์เดิมเราได้จ้างมหาวิทยาลัยออกข้อสอบภาค ก แต่การสอบครั้งต่อไปนี้เรายังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ใครดำเนินการออกข้อสอบภาค ก แต่ถ้า กพ.ออกข้อสอบภาค ก ให้ และคุรุสภา สอบภาค ข และ สพฐ.สอบภาค ค เพียงอย่างเดียวก็จบ และเราก็ไม่ต้องใช้งบฯมาก” เลขาธิกาณ กพฐ. กล่าว

รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบัน! ‘จุฬาราชมนตรี’ นำเปิดงาน ขอพร ‘ดุอา’ ให้ชาติร่มเย็น (ประมวลภาพ) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบัน! ‘จุฬาราชมนตรี’นำเปิดงาน ขอพร‘ดุอา’ให้ชาติร่มเย็น (ประมวลภาพ) (naewna.com)

รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบัน! ‘จุฬาราชมนตรี’นำเปิดงาน ขอพร‘ดุอา’ให้ชาติร่มเย็น (ประมวลภาพ)

รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบัน! ‘จุฬาราชมนตรี’นำเปิดงาน ขอพร‘ดุอา’ให้ชาติร่มเย็น (ประมวลภาพ)

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 10.44 น.

รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบัน! ‘จุฬาราชมนตรี’นำเปิดงาน ขอพร‘ดุอา’ให้ชาติร่มเย็น (ประมวลภาพ)

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ 10 พฤศจิกายน 2563 นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์” โดยมีชาวไทยมุสลิมจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรม ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กทม.

ก่อนหน้านี้ สำนักจุฬาราชมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร และสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ได้กำหนดจัดงาน “รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08.30-12.00 น. ที่หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1.วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ในสังคมไทยที่สำคัญยิ่ง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมุสลิมนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ศาสนาอิสลามจึงส่งเสริมให้แสดงความกตัญญูและสำนึกในบุญคุณของผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะผู้ที่ช่วยทำนุบำรุงความเจริญของศาสนา และเพื่อให้พี่น้องมุสลิมได้ร่วมกันขอพร (ดุอา) ให้สังคมและประเทศชาติมีความร่มเย็นเป็นสุข

2.สำนักจุฬาราชมนตรีตระหนักดีว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองสูง สำนักจุฬาราชมนตรีและองค์กรศาสนาอิสลามทุกระดับเป็นองค์กรศาสนาที่ต้องดำรงความเป็นกลางทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เราตระหนักว่าคู่ขัดแย้งทางการเมืองทุกฝ่ายขณะนี้นั้น ต่างมีจุดยืนที่เห็นตรงกันในการปกปักรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อเป็นสถาบันหลักในสังคมไทยสืบไป

ดังนั้น เพื่อเป็นการหาทางออกให้สังคมไทย จึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเปิดพื้นที่เพื่อการพูดคุยหาทางออกให้สังคมอย่างมีไมตรีจิตและเคารพการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และประการสำคัญ พึงระลึกว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน ให้มีการอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างความสงบสันติให้เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยเร็ววัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

+ ‘สำนักจุฬาราชมนตรี’แถลงการณ์แจง จัดงาน‘รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์’

‘ศรีสุวรรณ’ จ่อร้องมหาเถระ-สำนักพุทธฯ จัดการ ‘อลัชชี’ ไหว้ฆราวาส-ร่วมม็อบราษฎร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ศรีสุวรรณ’จ่อร้องมหาเถระ-สำนักพุทธฯ จัดการ‘อลัชชี’ ไหว้ฆราวาส-ร่วมม็อบราษฎร (naewna.com)

‘ศรีสุวรรณ’จ่อร้องมหาเถระ-สำนักพุทธฯ จัดการ‘อลัชชี’ ไหว้ฆราวาส-ร่วมม็อบราษฎร

‘ศรีสุวรรณ’จ่อร้องมหาเถระ-สำนักพุทธฯ จัดการ‘อลัชชี’ ไหว้ฆราวาส-ร่วมม็อบราษฎร

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 09.24 น.

‘ศรีสุวรรณ’จ่อร้องมหาเถระ-สำนักพุทธฯ จัดการ‘อลัชชี’ ไหว้ฆราวาส-ร่วมม็อบราษฎร

10 พฤศจิกายน 2563 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีภิกษุ-สามเณร ออกมาร่วมชุมนุมสาธารณะหรือประท้วงทางการเมืองหลายองค์ ล่าสุดคือที่ศาลายา เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2563 และที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งสื่อมวลชนละประชาชนได้ถ่ายรูปหน้าตานำมาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์กันอย่างแพร่หลาย โดยไม่แคร์หรือเกรงกลัวกฎหมาย และไม่สนใจเสียงครหา ข้อตำหนิติเตียนของพุทธมามกะที่มีต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของการถือครองเพศบรรพชิตแต่อย่างใดนั้น

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า พฤติกรรมและการแสดงออกดังกล่าวภิกษุ-สามเณรเหล่านั้น มิได้ละอายต่อการกระทำของตนแต่อย่างใด และในทางพุทธศาสนามักเรียกขานว่า “อลัชชี” ซึ่งหมายถึงภิกษุผู้ประพฤตินอกจารีต หรือภิกขุผู้มักประพฤติละเมิดพุทธบัญญัติ ซึ่งกระทำตนมิให้เป็นที่เคารพกราบไหว้ของอุบาสก-อุบาสิกา หรือผู้เลื่อมใสในศาสนาพุทธแต่อย่างใด แต่ทำให้ภิกษุ-สามเณรทั่วประเทศที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลอยู่ในธรรมพลอยมัวหมองตามไปด้วย ทั้งๆที่การที่บุคคลใดมาบวชเป็นพระหรือบรรพชาเป็นสามเณรย่อมต้องปล่อยวาง ละกิเสสปัญหาจากปัญหาทางโลกแล้ว (โลภะ (ความโลภ) โทสะ (ความโกรธ) และโมหะ (ความหลง)) และควรมุ่งปฏิบัติตนสู่ทางธรรม ตามคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงจะชอบ หากไม่สามารถลดละลงได้ ก็ควรสึกออกไปเป็นฆราวาสเสีย

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า ทั้งนี้ ภิกษุ-สามเณร ต่างมีศีลบัญญัติและข้อห้ามซึ่งทางมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดของภิกษุ-สามเณรเป็นผู้กำหนด โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้บังคับใช้ แต่กลับเพิกเฉยที่จะเร่งจัดการเอาผิดหรือเร่งจับสึก ภิกษุ-สามเณรเหล่านี้ที่มาร่วมม็อบที่ผิดกฎหมาย และจาบจ้วงต่อสถาบัน และกระทำการให้เป็นที่แปดเปื้อนต่อบวรพุทธศาสนา

“ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความพร้องรูปถ่ายหน้าตาภิกษุ-สามเณรต่างๆที่มาร่วมม็อบในแต่ละม็อบ รวมทั้งภิกษุที่กราบไหว้ฆราวาสด้วย เพื่อนำไปร้องเรียนและมอบให้มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งนายอนุชา นาคาศัย ในฐานะผู้กำกับ ดูแลสำนักพุทธฯ เพื่อให้เร่งเอาผิด ลงโทษ และหรือจับภิกษุ-สามเณรที่ทำตนเป็นอลัชชีเหล่านี้ให้สึกออกไปจากเพศบรรพชิตเสียให้หมด และจัดส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตามกฎหมาย เพื่อมิให้มากระทำตนแปดเปื้อนต่อบวรพุทธศาสนาต่อไป โดยจะไปยื่นคำร้องในวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ ทำเนียบรัฐบาล” นายศรีสุวรรณ กล่าว