อว.ผลักดัน TASSHA เป็นวิทยสถาน พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้ของโลก คาด 1 ปีเสร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อว.ผลักดัน TASSHA เป็นวิทยสถาน พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้ของโลก คาด 1 ปีเสร็จ (naewna.com)

อว.ผลักดัน TASSHA เป็นวิทยสถาน พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้ของโลก คาด 1 ปีเสร็จ

อว.ผลักดัน TASSHA เป็นวิทยสถาน พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้ของโลก คาด 1 ปีเสร็จ

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.41 น.

อว.ผลักดัน “TASSHA” เป็นวิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย หวังพัฒนางานวิจัยแบบองค์รวม สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ของโลก คาดดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี

6 พฤศจิกายน 2563 ในการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3 / 2563 จัดโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการและเลขานุการ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยมี นายดอน ปรมัตวินัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นการจัดให้มีวิทยสถานสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ ทัชช่า -TASSHA (Thailand Academy of Social Sciences, Humanities and Arts)  ตามที่ อว. เสนอ โดยได้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการ ในการให้มี TASSHA โดยมองว่า ระบบและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และการบูรณาการองค์ความรู้แบบสหวิทยาการ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งจะนำมาสู่การแก้ปัญหาแบบองค์รวม การสร้างเทคนิค องค์ความรู้ การพัฒนางานวิจัยใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและอนาคต โดย ทัชช่า จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ของประเทศ ไปสู่การสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ของชาติ เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับภูมิภาคและโลกต่อไป

ดร.เอนก กล่าวว่า ประเทศไทยยังต้องการบุคลากรการวิจัยที่เข้าใจบริบททางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ อันเกี่ยวเนื่องกับมิติทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรม บริบทโลก การเปลี่ยนแปลงของเมือง ปัญหาความเลื่อมล้ำ ความยากจน สังคมสูงวัย หนี้สิน ธรรมาภิบาลองค์กร กระบวนการยุติธรรม การตระหนักรู้เกี่ยวกับภูมิภาคและโลก และการ พัฒนาอย่างยั่งยืน ประเทศไทยต้องการหน่วยงานวิจัยหลักที่มีบทบาทในการพัฒนาความรู้และขับเคลื่อนงานวิจัย ทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อให้มีผลกระทบที่สําคัญแก่ประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรทางด้านนี้ 

“ถือเป็นการริเริ่มครั้งสำคัญที่นำเอาศาสตร์และมิติด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ มาต่อยอด ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการให้ความรู้ แต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติ ไม่แค่การเข้าใจประวัติศาสตร์แต่คือการเชื่อมโยงกับปัจจุบันและพัฒนาสู่อนาคตด้วย โดย TASSHA จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาบุคลากร ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของประเทศด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ นําไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ จากการวิจัย เพื่อสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับภูมิภาคและโลก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของโลกต่อไป” รมว.อว.กล่าว

สำหรับ ภารกิจและบทบาทหลักของ TASSHA นั้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า มีภารกิจในการขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ของไทย, พัฒนาองค์ความรู้สําคัญที่เกี่ยวข้องใน 5 ประเด็น ดังนี้ 1. สุวรรณภูมิศึกษา 2. เศรษฐกิจพอเพียง 3. วิเทศศาสตร์ 4. พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ และ 5. ช่างศิลป์ท้องถิ่น , ส่งเสริมสนับสนุนการนําผลการศึกษาวิจัยและพัฒนาไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนผ่านการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับภูมิภาคและโลก , สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภายในประเทศ และนานาชาติ ในกรอบการดําเนินงานของ TASSHA และศูนย์ศึกษาภายใต้ TASSHA ขณะนี้อยู่ระหว่างหาสถานที่สำหรับดำเนินงานศูนย์ต่าง ๆ  โดยคาดว่าจะพอเห็นภาพการดำเนินงานของ TASSHA ภายใน 1 ปี

สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เคาะกรอบงบประมาณ ววน.ปี’65 ที่ 24,400 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เคาะกรอบงบประมาณ ววน.ปี’65 ที่ 24,400 ล้านบาท (naewna.com)

สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เคาะกรอบงบประมาณ ววน.ปี’65 ที่ 24,400 ล้านบาท

สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เคาะกรอบงบประมาณ ววน.ปี’65 ที่ 24,400 ล้านบาท

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.36 น.

สภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เคาะกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. ปี 2565 ที่ 24,400 ล้านบาท ตั้ง “ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์” ประธานพิจารณากองทุน พร้อมเห็นชอบแผนด้านการอุดมศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ พ.ศ. 2564 – 2570

6 พฤศจิกายน 2563 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการและดูแลงานวิชาการสภานโยบาย จัดการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2563 โดยมีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี , ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 

นายดอน กล่าวว่า การประชุมสภานโยบายครั้งที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ สอวช. ไประดมสมองภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อมาวิเคราะห์ จัดทำแนวทางการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนควบคู่กับการจัดการศึกษาปกติ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และวิถีชีวิต ดังนั้น ทักษะ จึงจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันและอนาคตให้กับเด็กและเยาวชน เช่น ทักษะด้านภาษา ด้านการใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์  การสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น ความคิดริเริ่มอย่างสร้างสรรค์ ความอดทน และความสามารถในการปรับตัว  เป็นต้น นอกจากการพัฒนาทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ควรมีการเพิ่มเติมคุณลักษณะที่พึงประสงค์บางประการสำหรับสังคมไทย อาทิ คุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ ความมีจิตสาธารณะ ระเบียบ วินัย ความมีสมาธิ และภูมิคุ้มกันทางใจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขในสังคมด้วย 

ทั้งนี้ สอวช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการของสภานโยบายฯ ได้รายงานความก้าวหน้าในประเด็นดังกล่าว โดยได้ดำเนินการศึกษา รวมถึงสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักเรียน นักศึกษา ครู และจัดประชุมระดมความคิดเห็นร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ และได้จัดทำข้อเสนอแนะให้มีการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับเด็กและเยาวชนควบคู่กับการจัดการศึกษาปกติ ซึ่งประกอบไปด้วยด้านต่าง ๆ ได้แก่ การพัฒนาระบบนิเวศให้เรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นวิถีแห่งชีวิต การพัฒนากระบวนการหรือโมเดลทั้งในและนอกระบบการศึกษา เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมและมีแรงบันดาลใจ การสร้างความเข้มแข็งให้ผู้เล่นในระบบและส่งเสริมการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างเด็ก ครู ชุมชน ท้องถิ่น เอกชน อปท. เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการขยายผลแนวปฏิบัติที่ดี การปรับระบบบริหารจัดการให้คล่องตัว และกระจายอำนาจระบบการศึกษามากขึ้น การพัฒนาและใช้ประโยชน์แพลตฟอร์มเทคโนโลยีและสื่อเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ และการพัฒนานโยบายมหภาคที่มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนการวิจัย พัฒนาต้นแบบ และทดลองขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

ด้าน ศ.ดร.เอนก กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้เสนอกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 24,400 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับงบประมาณ ววน. เมื่อปีงบประมาณ 2564 ที่ได้รับจำนวน 19,917 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้น 22.50 % หรือ 4,483 ล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2565 ได้กำหนดสัดส่วนงบประมาณระหว่างทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ ต่อ ทุนสนับสนุนงานพื้นฐาน อยู่ที่ 60 : 40

นอกจากนี้ ได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ เช่น มีการจัดสรรงบประมาณแบบวงเงินรวม ต่อเนื่องแบบหลายปี มีการพิจารณาผลการทำงานแต่ละแพลตฟอร์มของปีที่ผ่านมาและมีการจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งที่ประชุมสภานโยบายได้มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณ และแนวทางการบริหารงบประมาณดังกล่าว โดยฝ่ายเลขานุการจะดำเนินการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ตามขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ ได้มีมติแต่งตั้งศาสตราจารย์ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธานกรรมการพิจารณางบประมาณด้าน ววน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อทำหน้าที่พิจารณาคำของบประมาณของกองทุน

ทั้งนี้ ภายใต้กรอบงบประมาณด้าน ววน. ประจำปีงบประมาณ 2565 ที่มีแผนงานต่อเนื่องใน 4 แพลตฟอร์ม และโปรแกรมการปฏิรูประบบ ววน. ตามแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2563 – 2565 (ฉบับปรับปรุง) ซึ่งประกอบด้วย แพลตฟอร์มที่ 1 การพัฒนากำลังคน ยกระดับสถาบันความรู้ และระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแพลตฟอร์มที่ 2 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม แพลตฟอร์มที่ 3 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งยกระดับการพึ่งพาตนเองในระดับประเทศ และแพลตฟอร์มที่ 4 การวิจัยและสร้างนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ และยังคงเพิ่มโปรแกรมการแก้ไขปัญหาวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ

โดยมีตัวอย่างแผนงานใหม่ที่น่าสนใจ เช่น 1. แผนงานธรรมาภิบาลการบริหารจัดการภาครัฐและลดคอรัปชั่น 2. แผนงานด้านนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3. แผนงานด้านสุวรรณภูมิศึกษา 4. แผนงานด้านการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และ 5. แผนงานด้าน Open Society ซึ่งการดำเนินงานภายใต้กรอบงบประมาณมุ่งเน้นให้สอดคล้องกับการตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และมุ่งผลลัพธ์ในการสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ทั้งเยาวชนและประชาชนทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย แรงงานและผู้ประกอบการในอนาคต บัณฑิต Smart Farmers SMEs ผู้ประกอบการ Startups วิสาหกิจชุมชน ภาคเอกชน ภาคครัวเรือน ตลอดจนชุมชน เป็นต้น

ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาหารือและได้มีมติเห็นชอบในหลักการพร้อมได้มอบหมายให้ อว. ดำเนินการ คือ โครงการจัดตั้งวิทยสถานสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ TASSHA (Thailand Academy of Social Sciences, Humanities and Arts) ที่ อว. นำเสนอให้จัดตั้งขึ้น เพราะเห็นความสำคัญของระบบและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และการบูรณาการองค์ความรู้แบบสหวิทยาการซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผอ.สอวช. กล่าวว่า ในที่ประชุมสภานโยบายฯ ยังได้ให้ความเห็นชอบต่อแผนด้านการอุดมศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ พ.ศ. 2564 – 2570 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ โดยแผนดังกล่าวได้จัดทำขึ้นโดย อว. และได้ผ่านความเห็นชอบในหลักการในที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่ประชุมสภานโยบายฯ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และที่ประชุมสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีกทั้งคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้ประกาศใช้แผนดังกล่าวต่อประชาคมอุดมศึกษาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แผนฯดังกล่าวมีวิสัยทัศน์คือ “อุดมศึกษาสร้างคน สร้างปัญญา เพื่อพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วยประเด็นยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาศักยภาพคน ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมระบบนิเวศวิจัยอุดมศึกษา และยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดระบบอุดมศึกษาใหม่ โดยแผนนี้จะนำไปสู่การพัฒนาสังคมไทยที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ เกิดการพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และส่งเสริมความโปร่งใสในภาครัฐให้ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

สำหรับการดำเนินงานต่อจากนี้ จะมีการถ่ายทอดแผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติในสถาบันอุดมศึกษา และจะมีการใช้แผนดังกล่าวเป็นกรอบกำหนดทิศทางของนโยบาย แผน ยุทธศาสตร์และแนวทางปฏิบัติในด้านการอุดมศึกษา และใช้จัดทำงบประมาณด้านการอุดมศึกษา และนำไปสู่การจัดทำกฎกระทรวง หลักเกณฑ์ มาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผน ทั้งนี้ คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาจะติดตามประเมินผลตามเป้าหมายและทิศทางที่ได้กำหนดไว้ในแผน เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนเกิดประสิทธิผลต่อไป

ก.ค.ศ.เปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ก.ค.ศ.เปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะ (naewna.com)

ก.ค.ศ.เปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะ

ก.ค.ศ.เปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะ

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.32 น.

ก.ค.ศ.เปิดรับฟังความคิดเห็นกลุ่มผู้นำทางความคิด ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ผอ.สพท. ผู้นำองค์กรครู ศึกษานิเทศก์ ผอ.กศน.จังหวัด ผอ.โรงเรียนในเมืองและพื้นที่ห่างไกล ก่อนปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ที่ห้องประชุมจรูญ มิลินทร์ ชั้น 7 สำนักงาน ก.ค.ศ. อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ นายประวิต เอราวรรณ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะ โดยมีกลุ่มผู้นำทางความคิด และผู้ที่เกี่ยวข้องผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้นำองค์กรครู ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งโรงเรียนในเมืองและพื้นที่ห่างไกล เข้าร่วม

นายประวิต กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกรอบแนวคิดที่ ก.ค.ศ.พัฒนาหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะ และให้ข้อสังเกตุที่ดีว่าระบบวิทยฐานะใหม่จะสร้างแรงจูงใจให้กับครูในการที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การพัฒนาตามที่ ก.ค.ศ.วางเจตนารมย์ในการพัฒนาลงไปที่คุณภาพผู้เรียนในหลักการ 4 ข้อ เช่น การลดความซ้ำซ้อน การประเมินผ่านระบบออนไลน์ การดูผลลับที่ผู้เรียน และดูการปฏิบัติงานจริง ซึ่งกรอบแนวคิดนี้ในที่ประชุมเห็นด้วย แต่ทั้งนี้ ที่ประชุมมีข้อสังเกตุที่อยากให้ ก.ค.ศ.พิจารณาอีกครั้ง คือขอให้ลดระยะเวลาลงมาจาก 5 ปี เพราะเห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไปอาจจะทำให้ไม่กระตุ้นแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้หาวิธีการให้ครูที่มีความสามารถสูง หรือครูที่ทำงานอยู่ในภาวะยากลำบากและในพื้นที่ห่างไกลหรือถิ่นทุรกันดาร ครูที่มีสภาวะการทำงานไม่เหมือนกับครูปกติทั่วไป โดยเฉพาะครูที่ต้องดูแลเด็กในโรงเรียนพักนอน ครูในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ครู กศน.ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าครูเหล่านี้ควรได้รับการลดระยะเวลาในการประเมิน ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้ ก.ค.ศ.เห็นด้วยและจะนำข้อเสนอนี้มาพิจารณาและอาจจะเป็นไปได้ที่จะลดระยะเวลาการประเมินลงมา

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องผลลับผู้เรียน ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยว่าผลลับผู้เรียนไม่ใช่ดูที่ผลสัมฤทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูทักษะในศตวรรษใหม่ และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ซึ่งเป็นทักษะในอนาคตที่จำเป็นต่อการจัดการศึกษา และที่ประชุมอยากให้เพิ่มเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งตนก็เห็นด้วยว่าจะต้องดูว่าครูผู้สอนได้สร้างคุณธรณมจริยธรรมให้กับเด็กมากน้อยเพียงใดด้วย ดังนั้น ก.ค.ศ.จึงมั่นใจมากขึ้นว่าหลักคิดและกรอบที่ ก.ค.ศ.กำลังวางนี้จะเป็นกรอบปฏิบัติเรื่องกรอบวิทยฐานะ จะเป็นที่ยอมรับ เพราะมีหลายๆ ภาคส่วนเข้ามาร่วมกันคิดในเบื้องต้น ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาระบบ

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาที่ผ่านมามีหลายจุดที่เกณฑ์การโยกย้ายผู้บริหารต้องการประปรุง เช่น เรื่องขนาดของโรงเรียน ตัวบ่งชี้การประเมินศักยภาพของผู้บริหาร ประสบการณ์ในการทำงาน ซึ่ง ก.ค.ศ.กำลังเก็บข้อมูลในประเด็นเหล่านี้เพื่อนำไปสู้การปรับปรุง ดังนั้น ข้อเสนอแนะจึงสอดคล้องกับ ก.ค.ศ.

“การประชุมวันนี้บรรยากาศดีมาก โดยส่วนตัวผมก็อยากให้ ก.ค.ศ.เราทำงานแบบเปิด คือมีการรับฟังความเห็นแล้วนำมาหาจุดที่ลงตัวเพื่อจะทำให้การยกระดับคุณภาพครูซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาตามนโยบายของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่อยากเห็นการศึกษายกกำลังสอง และหัวใจสำคัญก็คือครู ซึ่งถือเป็นหัวใจสำเร็จของความสำเร็จ ก.ค.ศ.จึงพยายามนำนโยบายนี้มาหาวิธีการในการดำเนินงานให้ดีที่สุด” เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

นายประวิต กล่าวถึงการโยกย้ายผู้บริหารในรอบที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ แต่มีจุดที่จะต้องปรับแก้ คือ เรื่องการกำหนดขนาดของสถานศึกษา ให้สามารถย้ายข้ามขนาดได้ กรณีไม่มีคนสมัครเข้าไป และตัวชี้วัดในการประเมินศักยภาพ นอกนั้น ทุกคนไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา ส่วนการสอบครูผู้ช่วยในครั้งหน้า ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิม เพราะการปรับหลักเกณฑ์การสอบครูผู้ช่วยที่จะเป็นระบบใหญ่จริงๆ และเป็นระบบที่เราอยากเห็นการปฏิรูปจึงต้องใช้เวลา หากทำอย่างเร่งด่วนอาจจะมีจุดบกพร่อง จึงอยากรับฟังความคิดเห็น ผลวิเคราะ และมีข้อมูลงานวิจัยรองรับ และมีข้อมูลจากพื้นที่เข้ามา ซึ่งคิดว่าจะเป็นการสอบในรอบปลายปี 2564 ส่วนรอบที่ สพฐ.กำลังจะดำเนินการขอจัดสอบในรอบที่จะถึงนี้ เพื่อให้ได้ครูครบขั้นการเปิดภาคเรียนใหม่นี้ ยังคงใช้หลักเกณฑ์การสอบเดิม ซึ่งหลักเกณฑ์เดิมก็ไม่มีจุดบกพร่องถือเป็นเกณฑ์ที่ดีมาก เพียงแต่ ก.ค.ศ.อยากปรับปรุงพัฒนาระบบการบรรจุครูในอนาคต ที่อยากให้เชื่อมโยงกับการสอบใบอนุญาต ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลา เกณฑ์ใหม่นี้อาจจะใช้ได้ในปี 2564

ชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ทุกวันเสาร์-ถึง 5 ธันวา เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ทุกวันเสาร์-ถึง 5 ธันวา เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9 (naewna.com)

ชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ทุกวันเสาร์-ถึง 5 ธันวา เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

ชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ทุกวันเสาร์-ถึง 5 ธันวา เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 11.27 น.

รัฐบาลเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันเสาร์ จนถึง 5 ธันวา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9 เพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศ

วันที่ 6 พฤหัสบดี นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง ผู้คนมีความขัดแย้งทางความคิด เกิดความแตกแยกในสังคม โดยประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนา จึงเห็นควรให้มีการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปเป็นกรอบแนวคิดในการดำรงชีวิตอย่างมีสติ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี

ซึ่งในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นวันชาติ รวมทั้งเป็นวันพ่อแห่งชาติ ถือเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) สนองแนวทางตามมติที่ประชุมมหาเถรสมาคม ให้ประสานไปยังจังหวัดต่าง ๆ เตรียมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันเสาร์จนถึงวันที่ 5 ธันวาคม โดยพร้อมเพรียงกัน โดยจะเริ่มวันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับในพื้นที่ส่วนกลาง กำหนดจัด ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ส่วนภูมิภาคให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประสานกับเจ้าคณะจังหวัด และปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำหนดวัดที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดและอำเภอเพื่อจัดพิธีตามสมควร จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกพื้นที่ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

เปิดลงทะเบียนรับเบี้ยผู้สูงอายุปี 64 แล้ว เช็กเลยใครบ้างได้สิทธิ์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดลงทะเบียนรับเบี้ยผู้สูงอายุปี 64 แล้ว เช็กเลยใครบ้างได้สิทธิ์? (naewna.com)

เปิดลงทะเบียนรับเบี้ยผู้สูงอายุปี 64 แล้ว  เช็กเลยใครบ้างได้สิทธิ์?

เปิดลงทะเบียนรับเบี้ยผู้สูงอายุปี 64 แล้ว เช็กเลยใครบ้างได้สิทธิ์?

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 09.33 น.

เปิดลงทะเบียนผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของ ปี 64 แล้ว สำหรับผู้สูงอายุรายใหม่ ลงทะเบียนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย รัฐบาลโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เปิดรับลงทะเบียนผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ 2564 เพื่อรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ตั้งแต่เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2563 และเดือนมกราคม – กันยายน 2564 สำหรับผู้สูงอายุรายใหม่ที่ยังไม่เคยลงทะเบียนมาก่อน ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว และผู้สูงอายุที่จะมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2565 โดยนับอายุจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2565 ต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน 2505 เนื่องจากผู้สูงอายุที่เกิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2505 – 1 ตุลาคม 2505 เป็นผู้สูงอายุที่จะมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเดือนถัดไปจากเดือนที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ คือเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งเป็นปีงบประมาณ 2566  ดังนั้น กลุ่มผู้สูงอายุผู้สูงอายุที่เกิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2505 – 1 ตุลาคม 2505 สามารถลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

เอกสารหลักฐานประกอบแบบคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ได้แก่

1) บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย

2) ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน

3) สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร กรณีขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง

ดังนี้ 1) รับเงินสดด้วยตนเอง 2) รับเงินสดโดยบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ 3) โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามผู้มีสิทธิ 4) โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ

ทั้งนี้ สามารถยื่นคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนได้

“ สำหรับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 เห็นชอบจัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุ 60 – 69 ปี จะได้รับ 600 บาท / อายุ 70 – 79 ปี จะได้รับ 700 บาท /อายุ 80 – 89 ปี จะได้รับ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาท  ทั้งนี้ เป็นการสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ ให้กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย รวม 66,016,930,800 บาท เพื่อจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุรวมทั้งสิ้น 8,296,573 คน โดยไม่รวมเทศบาลนครและเทศบาลเมือง จำนวน 214 แห่ง ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณตรง” โฆษกรัฐบาลกล่าว

ร.10 มีพระราชสาส์นแสดงความยินดี ปธน.สาธารณรัฐทาจิกิสถาน เข้ารับตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ร.10มีพระราชสาส์นแสดงความยินดี ปธน.สาธารณรัฐทาจิกิสถาน เข้ารับตำแหน่ง (naewna.com)

ร.10มีพระราชสาส์นแสดงความยินดี ปธน.สาธารณรัฐทาจิกิสถาน เข้ารับตำแหน่ง

ร.10มีพระราชสาส์นแสดงความยินดี ปธน.สาธารณรัฐทาจิกิสถาน เข้ารับตำแหน่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 20.00 น.

ร.10ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความยินดี ในโอกาสสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ปธน.สาธารณรัฐทาจิกิสถาน สมัยที่ 5 
 
5 พฤศจิกายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความยินดีไปยัง นายเอมอมาลี เราะห์มาน (Mr. Emomali  Rahmon)  ในโอกาสสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐทาจิกิสถาน สมัยที่ 5 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ข้อความว่า 

ฯพณฯ นายเอมอมาลี เราะห์มาน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐทาจิกิสถาน กรุงดูชานเบ ในโอกาสที่ท่านเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐทาจิกิสถานเป็นสมัยที่ 5  ข้าพเจ้ามีความยินดีขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เพื่อความสำเร็จและความสุขของท่านประธานาธิบดี ทั้งเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประขาชนและความรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งขึ้นของสาธารณรัฐทาจิกิสถาน

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไมตรีจิตมิตรภาพและความร่วมมือที่มีมาอย่างมั่นคงระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐทาจิกิสถาน จะกระชับแน่นแฟ้นและเจริญรุดหน้าต่อไปในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิรลงกณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘ในหลวง’มีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย กรณีเหตุแผ่นดินไหว-สึนามิที่ตุรกี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ในหลวง’มีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย กรณีเหตุแผ่นดินไหว-สึนามิที่ตุรกี (naewna.com)

'ในหลวง'มีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย กรณีเหตุแผ่นดินไหว-สึนามิที่ตุรกี

‘ในหลวง’มีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย กรณีเหตุแผ่นดินไหว-สึนามิที่ตุรกี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.50 น.

5 พฤศจิกายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย ไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐตุรกี กรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง และคลื่นสึนามิขนาดเล็กที่เมืองอิซมีร์ สาธารณรัฐตุรกี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ความว่า 

ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐตุรกี กรุงอังการา ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่ง ที่ได้ทราบว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง และคลื่นสึนามิขนาดเล็กที่เมืองอิชมีร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ทั้งยังสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานเป็นบริเวณกว้าง ข้าพเจ้าในนามของประชาชนชาวไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่านและโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนชาวตุรกีผู้ประสบความทุกข์และความสูญเสียจากภัยพิบัติครั้งนี้

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปลัดศธ.เตรียมสรุปปม ‘อควาเรียม’ เดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนทำอย่างอื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ปลัดศธ.เตรียมสรุปปม’อควาเรียม’ เดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนทำอย่างอื่น (naewna.com)

ปลัดศธ.เตรียมสรุปปม'อควาเรียม' เดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนทำอย่างอื่น

ปลัดศธ.เตรียมสรุปปม’อควาเรียม’ เดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนทำอย่างอื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.33 น.

“ปลัดศธ.”เตรียมสรุปปัญหาและเสนอแนะพัฒนา”อควาเรียม” ว่าจะเดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนทำเป็นอย่างอื่น

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่าหลังจากที่ตนได้รับมอบหมายจาก นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้ไปตรวจสอบ โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ อควาเรียม ทะเลสาบสงขลา ของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดังนั้น ประมาณต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ตนจึงลงไปตรวจสอบเชิงเทคนิกว่ามีความเสียหายตรงไหนบ้าง และจะสามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อให้แล้วเสร็จได้หรือไม่ หรือจะทำเป็นอะไรได้บ้าง เนื่องจากเห็นว่าตนเคยเป็นประธานสอบสวนการทุจริตโครงการก่อสร้างอควาเรี่ยมมาก่อน  ดังนั้น เมื่อประมาณต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ตนจึงลงไปตรวจสอบเชิงเทคนิก และจากการตรวจสอบพบว่าในส่วนของตัวโครงสร้างอาคาร หลักๆ ไม่เสียหายมาก ที่มีความเสียหาย คือ ส่วนคุมอาคาร ดาดฟ้าสนิมขึ้นยืดหดแตก ซึ่งซ่อมแซมได้ไม่ยากแต่ต้องใช้เงินอีกจำนวนหนึ่ง และพบว่าโครงการนี้มีฟังก์ชั่นการก่อสร้าง 10 อย่าง แต่มีการก่อสร้างฟังก์ชั่นที่ 9 และฟังก์ชั่นที่ 10 ก่อน จึงทำให้เห็นว่ามีการโกงกินกันเพราะไม่สามารถสร้างให้เสร็จได้ ขาดการวางระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ขาดปะการังและระบบตู้ปลาทั้งหมดที่ถูกตัดออกไป ซึ่งในแบบนั้นไม่ได้ออกแบบการตกแต่งภายในไว้ แต่มีการประเมินราคาไว้ 65 ล้านบาท จึงทำให้เกิดปัญหา เพราะความไม่เอาใจใส่ของคณะกรรมการจัดจ้าง เมื่อเหลือเวลาก่อสร้าง 5 – 6 เดือนสุดท้าย แบบตกแต่งภายในไม่มีจึงไม่สามารถสร้างได้ ต้องยกเลิกการออกแบบภายในออก ทั้งที่เป็นรายการที่มีอยู่ในแบบแล้วแต่เขียนว่ารายการนี้ไม่ต้องทำ แต่แนบแบบไว้ในสัญญา สุดท้ายแบบที่ตัดออกไปจึงยังไม่ได้สร้าง และโครงการนี้ไม่ใช่ใช้เงินแค่ 840 ล้าน แล้วได้ครบทั้งหมด แต่ต้องใช้เงินประมาณพันล้านบาท

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับภายในตัวอาคาร ซึ่งยังไม่มีการตกแต่งภายใน และมีห้องเล็กๆอยู่เกือบ 10 ห้อง ถ้าจะทำเป็นอควาเรียม ก็จะต้องออกแบบภายในใหม่ทั้งหมด ต้องวางระบบไฟส่องสว่าง และต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยในการเก็บปลา และสร้างโรงพบาบาลสัตว์น้ำซึ่งของเดิมยังทำไม่แล้วเสร็จ หรือเปลี่ยนฟังก์ชั่นเป็นอควาเรี่ยมแบบแอนิเมชั่นรูปปลามาทดแทน ก็ไม่จำเป็นต้องมีตู้ปลาจริงๆเ พื่อลดความเสี่ยง เพราะหากปลาตัวละหลักแสนถึง 1 ล้านบาท ตาย ก็ต้องสอบสวนยุ่งยากอีก และในส่วนของปลายตึกก็ทำเป็นสวนพฤกษาศาสตร์ชายทะเล ไว้ตั้งแคม์ตอนกลางคืนสำหรับเด็กนักเรียนที่จะไปพักแรม หรือทำเป็นศูนย์จัดนิทรรศการ ศูนย์การเรียนรู้อื่นๆ เป็นสกูบาได้

“โครงการนี้ถ้าจะเดินหน้าสร้างเป็นอควาเรียมต่อ ผมคิดว่าไม่คุ้มด้วยประการทั้งปวง แต่ถ้าใช้ฟังก์ชั่นเดิมแต่เปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่เป็นแอนนิเมชั่นรูปปลา อาจจะเป็นไปได้สูง หรือทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ ดังนั้น ภายในสัปดาห์หน้าผมจะเชิญกรรมการจากสภาสถาปนิก และสถาปนิกจากกรมโยธา ซึ่งเป็นสถาปนิกระดับสูงสุดของทั้งสองหน่วยงานมาหารือถึงแนวทาง เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะนำความเห็นนี้ไปบอกกับ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เผื่อทางเลขาธิการ กอศ.จะมีไอเดียอะไรเสนอเพิ่มเติม เช่น ทำเป็นศูนย์จัดนิทรรศการอาหารภาคใต้ โดยให้เอกชนเข้ามาประมูล และเขียนไว้ในสัญญาเช่า ว่าทุกๆ 5 ปี ผู้เช่าต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง หรือให้เอกชนมาเช่าเป็นศูนย์ไอที เพื่อการเรียนรู้ แต่ในสัญญาอาจระบุไว้ว่าให้ศธ.สามารถนำเด็กเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย หลังจากนั้น ก็จะสรุปข้อเสนอแนะ เพื่อนำเสนอต่อ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาว่าจะตัดสินใจอย่างไร” ปลัด ศธ.กล่าว

วิถีชีวิตใหม่ การปรับตัวเพื่อสู้ภัยที่มองไม่เห็น ครู-นักเรียนสุโขทัย เข้าอบรมช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – วิถีชีวิตใหม่ การปรับตัวเพื่อสู้ภัยที่มองไม่เห็น ครู-นักเรียนสุโขทัย เข้าอบรมช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (naewna.com)

วิถีชีวิตใหม่ การปรับตัวเพื่อสู้ภัยที่มองไม่เห็น ครู-นักเรียนสุโขทัย เข้าอบรมช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

วิถีชีวิตใหม่ การปรับตัวเพื่อสู้ภัยที่มองไม่เห็น ครู-นักเรียนสุโขทัย เข้าอบรมช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การรู้จักช่วยเหลือตัวเองหรือเรียนรู้เรื่องของการช่วยเหลือ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะกลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ หลังจากที่โควิด-19 ระบาดหนักไปทั่วโลก ด้วยเหตุนี้เอง คณะครูและนักเรียนโรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38จึงร่วมใจกันเข้ารับการอบรมช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) โดยทางมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ร่วมกับแพทย์สภา กระทรวงสาธารณสุข สถาบันพระปกเกล้า นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ร่วมให้ความรู้การช่วยฟื้นชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) 

การจัดอบรมครั้งนี้ จัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงพยาบาลสุโขทัย ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเราสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความรู้มีขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้องอย่างมีสติซึ่งเป็นความจำเป็นและสำคัญมากในสังคมที่สังคมมนุษย์มีวิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นและจะเกิดขึ้นเมื่อไร

มจธ. จับมือ หัวเว่ย สร้างบุคลากร AI ป้อนตลาดแรงงานทักษะสูง เสริมทัพการเรียนการสอน โครงการ Huawei ICT Academy #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มจธ. จับมือ หัวเว่ย สร้างบุคลากร AI ป้อนตลาดแรงงานทักษะสูง เสริมทัพการเรียนการสอน โครงการ Huawei ICT Academy (naewna.com)

มจธ. จับมือ หัวเว่ย สร้างบุคลากร AI ป้อนตลาดแรงงานทักษะสูง เสริมทัพการเรียนการสอน โครงการ Huawei ICT Academy

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นายเจสัน เผิง รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้าน AI เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมทักษะความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอซีทีในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งป้อนแรงงานทักษะสูงเข้าตลาดแรงงาน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในโลกยุคดิจิทัล 

  ภายใต้เอ็มโอยูดังกล่าว หัวเว่ย จะทำงานร่วมกับมจธ. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเรียนการสอนด้าน AI ของนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย รวมถึงดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและสร้างรากฐานทักษะและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถนำทักษะที่ได้ฝึกฝนผ่านโครงการไปใช้ในการทำงานจริงในอนาคต ตอบสนองความต้องการแรงงานทักษะสูงในตลาดเกิดใหม่ เพื่อเร่งให้เกิดนวัตกรรมและส่งเสริมการใช้ AI อย่างแพร่หลายในประเทศไทย