‘คณะทันตแพทยศาสตร์ มช.’ จัด Winter Breeze แนะเทคโนโลยีการรักษาฟัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘คณะทันตแพทยศาสตร์ มช.’จัด Winter Breeze แนะเทคโนโลยีการรักษาฟัน (naewna.com)

‘คณะทันตแพทยศาสตร์ มช.’จัด Winter Breeze แนะเทคโนโลยีการรักษาฟัน

‘คณะทันตแพทยศาสตร์ มช.’จัด Winter Breeze แนะเทคโนโลยีการรักษาฟัน

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 20.47 น.

‘คณะทันตแพทยศาสตร์ มช.’จัด Winter Breeze แนะเทคโนโลยีการรักษาฟัน

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ บริษัท ดีว่า เมดิคอล ซัพพลาย จำกัด จัดประชุมวิชาการ Winter Breeze “วิชาการผ่านสายลมหนาว” โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพญ.ดร.สการัตห์ ณ ลำปาง รองคณบดีฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อให้ทันตแพทย์ได้พัฒนาการรักษา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถปรับการรักษาให้เข้ากับสภาพที่ต่างไปของคนไข้ ซึ่งการรักษามีระดับความยากง่ายต่างกันไปตามสภาพช่องปากของผู้ป่วย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ทางทันตกรรมรวมถึงทันตวัสดุมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

สิ่งเหล่านี้แพทย์ที่ทำงานจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ จึงต้องใช้ความรู้พื้นฐานที่ดี และนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้วางแผนในการรักษาผู้ป่วย ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพญ.ดรสการัตห์ ณ ลำปาง ยังได้กล่าวว่า ในระดับอาเซียนนั้นประเทศไทยนับเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีทางด้านงานทันตแพทยศาสตร์​ นอกจากนี้หลักสูตรทันตแพทย์เรายังสอนให้มองภาพการรักษาทางทันตกรรมแบบองค์รวมการรักษาที่วิเคราะห์ทั้งระบบของร่างกายทำให้การรักษามีประสิทธิภาพที่ดีและปลอดภัยแก่ผู้ป่วยอีกด้วย

ภายในงานได้มีวิทยากรให้ความรู้ 5 ท่านได้แก่ ผศ.ทพ.ศุภชัย  สุพรรณกุล คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วย อ.ทพ.ปริญญา  อมรเศรษฐชัย คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, อ.ทพ.ดร.พิสัยศิษฎ์  ชัยจรีนนท์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ทพ.ปกป้อง อมรวิทย์ คลินิกเอกชน และ ทพ.ธิติ ศิริไกร คลินิกเอกชน ร่วมบรรยายพิเศษในครั้งนี้ ท่ามกลางทันตแพทย์ และสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานมากมายภาย ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลส์ จังหวัดเชียงใหม่

‘จุฬาราชมนตรี’ ประกาศเชิญชวนร่วมงาน ‘รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบัน’ 10 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘จุฬาราชมนตรี’ประกาศเชิญชวนร่วมงาน‘รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบัน’ 10 พ.ย.นี้ (naewna.com)

‘จุฬาราชมนตรี’ประกาศเชิญชวนร่วมงาน‘รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบัน’ 10 พ.ย.นี้

‘จุฬาราชมนตรี’ประกาศเชิญชวนร่วมงาน‘รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบัน’ 10 พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.34 น.

‘จุฬาราชมนตรี’ประกาศเชิญชวนร่วมงาน‘รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบัน’ 10 พ.ย.นี้

4 พฤศจิกายน 2563 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักจุฬาราชมนตรี” แจ้งว่า คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ขอเชิญร่วมงาน “รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

จุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย…โพสต์โดย สำนักจุฬาราชมนตรี เมื่อ วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2020

รมว.อว. เปิดโครงการ ‘1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย’ จ้างงานบัณฑิตจบใหม่ 6 หมื่นคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รมว.อว. เปิดโครงการ ‘1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย’ จ้างงานบัณฑิตจบใหม่ 6 หมื่นคน (naewna.com)

รมว.อว. เปิดโครงการ '1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย' จ้างงานบัณฑิตจบใหม่ 6 หมื่นคน

รมว.อว. เปิดโครงการ ‘1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย’ จ้างงานบัณฑิตจบใหม่ 6 หมื่นคน

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 13.52 น.

“เอนก เหล่าธรรมทัศน์” รมว.การอุดมศึกษาฯ เปิดโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย จ้างงาน 6 หมื่นคน เผยรัฐบาลห่วงปัญหาการว่างงานมากกว่าการชุมนุมทางการเมืองของเยาวชน ชี้ 1 ปีของการจ้างงานต้องทำให้เหมือนอยู่ใน “ตักสิลา” ของความรู้ คู่การปฏิบัติ พร้อมต้องเปลี่ยนทัศนคติให้มองประเทศไทยในเชิงบวก เห็นโอกาสและทางรอดของประเทศ

4 พฤศจิกายน 2563  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานเปิดตัวโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ หรือ 1 ตำบล  1มหาวิทยาลัย ที่ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี มี ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เป็นประธานเปิดงาน กล่าวว่า โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ หรือ 1 ตำบล  1 มหาวิทยาลัย เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับทุกฝ่าย เพราะเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศที่จะมีคนว่างงานจำนวนมากจากภาวะเศรษฐกิจอ่อนตัวจากสถานการณ์โควิด – 19

โดยจะมีการจ้างงาน นิสิต นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ รวมถึงประชาชน จำนวน 6 หมื่นคน เพื่อไปทำงานร่วมกับชุมชน จำนวน 3 พันตำบลทั่วประเทศ คนที่ได้รับการจ้างงงาน 6 หมื่นคนคือความหวังของครอบครัวและครอบครัวจะดีใจที่ลูกหลานได้งานทำซึ่งย่อมจะช่วยเยียวยารายได้ของครอบครัวได้ อย่างน้อย 1 ปี และ ที่สำคัญมีเรื่องที่น่ายินดียิ่งขึ้นอีก คือ อว.กำลังทำโครงการ 1 ตำบล  1 มหาวิทยาลัย เสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยจะมีการจ้างงานอีก 4,900 ตำบล ครบทุกตำบลจะมีงานทำ ซึ่งนิสิต นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ รวมถึงประชาชน จะได้งานทำถึง 150,000 คน

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ปัญหาการว่างงานสำคัญมากสำหรับประเทศ และ นิสิตนักศึกษาที่จบการศึกษาแล้วไม่มีงานทำถือเป็นเรื่องใหญ่ นี่คือปัญหาที่รัฐบาลห่วงใยมากกว่าปัญหาที่นิสิตนักศึกษาออกมาชุมนุมทางการเมือง รัฐบาลได้จัดสรรเงินมาช่วยแก้การว่างงานของนิสิต นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ รวมทั้งจะพัฒนาทักษะใน 4 ด้าน ได้แก่ ดิติจัล การเงิน สังคมและภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปกับทักษะเฉพาะด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในพื้นที่    

“แต่สิ่งที่ ผมอยากจะฝากคือ ในช่วงเวลา 1 ปี นิสิต นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ รวมถึงประชาชน จำนวน 6 หมื่นคน มาทำงานกับ อว.คือ จะทำอย่างไรให้พวกเขาเหล่านั้นมองเห็นประเทศไทยในเชิงบวก ไม่มองแต่เชิงลบ แน่นอนปัญหาต่างๆ ของประเทศมีอยู่ ไม่ปฎิเสธ แต่ก็ต้องมองปัญหาที่มีอยู่เพื่อแก้ไขในทางที่สร้างสรรค์และก็ต้องมองปัญหาในเชิงบวกด้วย ประเทศถึงจะเดินหน้าได้” ศ.ดร.เอนก กล่าวและขยายความว่า

สรุปแล้วโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ หรือ 1 ตำบล  1 มหาวิทยาลัย มีเป้าหมาย คือ 1.แก้ปัญหาการว่างงาน แก้ปัญหาความยากจนของชุมชนเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง ยั่งยืน 2.ฝึกเด็กให้เป็นนักสำรวจวิจัยเพื่อทำความเข้าใจ ในการทำข้อมูลชุมชนหรือบิ๊กดาต้า เพื่อนำไปสู่การพัฒนารายพื้นที่ 3.ให้นิสิต นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ รวมถึงประชาชน 6 หมื่นคนมีสำนึกของการปฎิบัติให้มาก ได้เรียนรู้จาก การปฎิบัติ เพลิดเพลินกับการปฎิบัติโดยมีทฤษฎีจาก 76 มหาวิทยาลัยที่จะลงไปร่วมทำงานกับคน 6 หมื่นคน ผสมผสาน โดยต้องทำให้ 1 ปีของโครงการนี้เหมือนเยาวชนได้เข้าไปอยู่ในตักสิลาแห่งความรู้ของประเทศ

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของแก่ครอบครัว นาย ‘นพดล’ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของแก่ครอบครัว นาย’นพดล’เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ (naewna.com)

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของแก่ครอบครัว นาย'นพดล'เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของแก่ครอบครัว นาย’นพดล’เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 11.06 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563  เวลา  10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ครอบครัวของนายนพดล สำราญผล  เจ้าหน้าที่หมวดทางหลวงกบินทร์บุรี  จังหวัดปราจีนบุรี  ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่  ณ บ้านเลขที่  89  หมู่ที่ 16  ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี   

เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563  ได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเหตุให้น้ำป่าไหลหลากท่วมพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และกระแสน้ำไหลเชี่ยวเข้าท่วมอุโมงค์ ทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี – ปักธงชัย  เชื่อมต่ออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลาน  ซึ่งนายนพดล ฯ เจ้าหน้าที่ทางหลวงกบินทร์บุรี  จังหวัดปราจีนบุรี  นั่งเจ็ตสกีเข้าไปเพื่อปิดระบบไฟฟ้าที่ตู้ควบคุมภายในอุโมงค์   ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร   

แต่เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงมากทำให้นายนพดลถูกกระแสน้ำพัดสูญหาย  ซึ่งต่อมาได้พบร่างนายนพดลเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน  2563 นับว่านายนพดล ฯ เป็นผู้ที่มีความเสียสละ  เป็นผู้มีจิตอาสา รับผิดชอบต่อหน้าที่และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม  การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวนายนพดล ฯ อย่างหาที่สุดมิได้

‘เสนาะ หลวงสุนทร’ ศิลปินแห่งชาติ ศิษย์ปรมาจารย์ดนตรีไทย ‘หลวงประดิษฐไพเราะ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เสนาะ หลวงสุนทร’ศิลปินแห่งชาติ ศิษย์ปรมาจารย์ดนตรีไทย‘หลวงประดิษฐไพเราะ’ (naewna.com)

‘เสนาะ หลวงสุนทร’ศิลปินแห่งชาติ  ศิษย์ปรมาจารย์ดนตรีไทย‘หลวงประดิษฐไพเราะ’

‘เสนาะ หลวงสุนทร’ศิลปินแห่งชาติ ศิษย์ปรมาจารย์ดนตรีไทย‘หลวงประดิษฐไพเราะ’

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หากจะกล่าวถึงคุณูปการของ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ต่อแวดวงดนตรีไทย ก็ต้องบอกว่ามากมายนัก ปรมาจารย์ดนตรีไทยท่านนี้ซึ่งเกิดในปี 2424 และเสียชีวิตในปี 2497 รวมอายุได้ 73 ปีได้รับการยกย่องว่าเชี่ยวชาญเครื่องดนตรีไทยทุกชนิดและยังมีผลงานประพันธ์เพลงไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ หลวงประดิษฐไพเราะยังได้ฝึกสอนลูกศิษย์ที่ต่อมากลายเป็นครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิ ประสิทธิ์ ถาวร เผือด นักระนาด อุทิศ นาคสวัสดิ์บุญยงค์ เกตุคง สมภพ ขำประเสริฐ อุทัยแก้วละเอียด โชติ ดุริยประณีต และอีกหลายท่าน

ในปัจจุบันเหลือครูดนตรีไทยที่ได้เรียนกับหลวงประดิษฐไพเราะโดยตรงเพียง 4 ท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ พ.ท.เสนาะ หลวงสุนทร (ศิลปินแห่งชาติ) ประยูร น่วมศิริ สวง ศรีผ่อง และ ฉลาก โพธิ์สามต้น ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สมมาตรวิสุทธิวงษ์ ทายาทของหนึ่งในลูกศิษย์ของหลวงประดิษฐไพเราะ ประคอง วิสุทธิวงษ์โต้โผวงปี่พาทย์มอญคณะประคองศิลป์ จ.สุพรรณบุรี ได้นำเรื่องราวที่ตนเองได้มีโอกาสเข้าไปกราบคารวะและขอสัมภาษณ์ พ.ท.เสนาะ หลวงสุนทร ในวัย 80 ปีเศษณ บ้านพักย่านรามคำแหง มาเล่าความหลังอันผูกพันถึงในยุคที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับศิษย์เป็นจำนวนมาก

“ประมาณปี 2492 ตอนนั้นอายุ 16 หลังจากได้ร่ำเรียนวิชาดนตรีจากที่บ้านสมุทรสาครจนหมด จึงมุ่งหน้าสู่บ้านบาตรเพื่อมาเรียนดนตรีอย่างจริงจังกับท่านครู ท่านเมตตาให้ที่พักฟรี เรียนฟรี ไม่ว่าจะยากดีมีจน เก่งไม่เก่งท่านรับเป็นศิษย์หมด มีทั้งอยู่พักค้างประจำและไป-กลับ ลูกศิษย์ที่เรียนในช่วงนั้นก็มีปน ว่านม่วง ถุงเงิน ทองโต เรืองเดช (ฉง้อน) พุ่มไสว ประมวล อรรถชีพ สุบิน จันทร์แก้ว จากสุพรรณก็จะมี สุวิทย์ บุญลือ ประคอง วิสุทธิวงษ์ แต่ละคนมาอยู่กินนอนกันเป็นปีๆ โดยเฉพาะลุงคุ่ยพ่อของประคองมาจากสุพรรณคอยแวะมาเยี่ยมเยียนบ้านครูอยู่บ่อยๆ

จนถึงช่วงท้ายอายุท่านครูที่สุขภาพเริ่มไม่แข็งแรง ทางครูสมภพ ขำประเสริฐ จึงคิดริเริ่มมาตั้งวงศิษย์คุณครูหลวงประดิษฐไพเราะขึ้น ครูเสนาะตีระนาดครูสมภพทุ้ม โดยปกติครูภพเป็นคนฆ้องที่ตีไหวมาก สลับให้ครูช่อมาตีฆ้อง ครูฉลากนกเล็กรวมตัวกันได้จะไปนัดพบกันซ้อมเพลงกันที่บ้านคหบดีใหญ่ท่านหนึ่งที่ชอบดนตรีไทยมีบ้านอยู่แถวย่านเจริญนคร เวลาไปซ้อมไปงานจะมีเรือนต้อนรับอย่างดี ค่าตัวก็ดียุคนั้นถือว่าหรูมากแล้ว” สมมาตร ถ่ายทอดเรื่องราวจากเรื่องเล่าในความทรงจำของครูเสนาะ

สมมาตร เล่าต่อไปว่า ครูเสนาะใกล้ชิดกับท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะมาก ต้องคอยไปนวดให้เกือบทุกคืน และอยู่ดูแลที่บ้านท่านจนวันที่ท่านสิ้นไปต่อหน้าในปี 2497จากนั้นครูเสนาะจึงมาเรียนระนาดกับครูเผือดนักระนาด จนแตกฉานในทางดนตรีไทย ไม่เพียงเท่านั้น ครูเสนาะยังเพิ่มพูนความรู้ของท่านด้วยการไปเรียนวิชาดนตรีสากล โดยเลือกเรียนเครื่องเป่าโอโบ (Oboe) จนเชี่ยวชาญในการอ่าน-เขียนและเรียบเรียงโน้ตเพลงแบบสากล ทำให้ท่านได้บรรจุเข้ารับราชการเป็นครูที่โรงเรียนดุริยางค์ทหารบก

“สมัยนั้นครูบุญยงค์ เกตุคง นับว่าเป็นนักระนาดที่ตีได้พลิ้วไหวหาตัวจับยาก ขยันไล่ระนาดและฝึกซ้อมเพลง ส่วนตัวครูช่วงนั้นไปมุ่งแต่ทางสากล ระนาดถ้าเปรียบกับครูบุญยังแล้วตนเองเละเทะเลย”ครูเสนาะ เล่าเรื่องนี้ปนกับเสียงหัวเราะ

พ.ท.เสนาะ เล่าต่อไปถึง “วัฒนธรรมปักหางนกยูงประดับเครื่องมอญ” ว่า ยุคนั้นช่วงปี 2500 ในกรุงเทพฯ ไม่มีคิดใครทำ กระทั่งมีการริเริ่มนำหางนกยูงมาปักที่ฆ้องมอญ โดย“วงรวมบรรเลง” ของนักร้องกรมประชาสัมพันธ์ณรงค์ รวมบรรเลง อยู่ อ.ปากน้ำ จ.สมุทรปราการสมัยนั้นวงนี้มีเครื่องดนตรีอังกะลุงซึ่งก็มีหางนกยูงประดับอยู่แล้ว ต่อมาคงเอามาปักในเครื่องมอญ จากนั้นก็มีวงครูพริ้มนักปี่ อยู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม มาทำต่อ และวงประคองศิลป์ นำไปทำที่ จ.สุพรรณบุรี

สำหรับผลงานสำคัญของ พ.ท.เสนาะ หลวงสุนทร คือการประพันธ์เพลงขึ้นใหม่ประมาณ 40 เพลง และการนำบทเพลงที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูดนตรีไทยหลายท่าน ประมาณ 500 เพลง มา
เรียบเรียงให้เป็นโน้ตสากลเพื่อมอบให้เป็นสมบัติของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เพื่อแสดงความเคารพแด่ครูดนตรีไทยท่านต่างๆ และเพื่อให้เป็นมรดกสืบทอดถึงชนรุ่นหลังต่อไป

ทำให้ท่านได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) เมื่อปี 2555 โดยหนึ่งในผลงานดนตรีที่ครูเสนาะ ประทับใจและเล่าถึงความทรงจำเมื่อครั้งประพันธ์ขึ้นมาคือ “การคิดค้นทางเดี่ยวระนาดเอกเพลง “อาเฮียเถา” ให้กับ สมนึกศรประพันธ์” ซึ่ง สมนึก เป็นนักระนาดฝีมือชั้นครูคนสำคัญ ที่เคยมารับราชการในกองดุริยางค์ทหารบกช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะไปมีครอบครัวและเป็นมือระนาดประจำวงปี่พาทย์ประคองศิลป์ สุพรรณบุรีอยู่เป็นสิบปี และเคยขึ้นบรรเลง ณ โรงละครแห่งชาติด้วย

“เดี่ยวแรกเลยก็เป็นเดี่ยวพญาโศก ให้ไปประชันที่วัดพระพิเรนทร์ จากนั้นก็ไปประชันกับนายเขียวเพลงแขกมอญ แต่ตอนนั้นไม่ได้แต่งให้แต่สมนึกขอให้ไปดู จนมาประชันกันอีกครั้งจึงแต่งเพลงอาเฮีย แต่งใหม่ให้ทั้งเถาเลย ตอนต่อเพลงจนสมนึกไข้ขึ้น ยังบอกว่าอยู่แบบทหารต้องซ้อมแบบทหาร ถ้าทำไม่ได้ไม่ต้องไป แต่ตอนท้ายทางนั้นเขาไม่เล่น สมนึกจึงตีโชว์ จนมีชื่อเสียงจากเพลงนี้ไปเลย” ครูเสนาะ เล่าอย่างภาคภูมิใจ

สมมาตร ยังได้สนทนากับ พ.ท.เสนาะ ในประเด็น “ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะทำให้ดนตรีไทยเลือนหายไปจากสังคมไทยหรือไม่?” ซึ่ง ครูเสนาะ ให้ความเห็นในฐานะนักดนตรีผู้ผ่านทั้งยุครุ่งเรืองของดนตรีไทยและยุคที่ดนตรีสากลแพร่หลายเข้ามา ว่า “บางครั้งเราคงต้องหันกลับไปมอง และปลูกฝังให้นักดนตรีไทยเห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือกันในการดูแลและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของเรา” ให้มากกว่าการมองไปที่ตนเองเป็นเป้าหมาย

“สิ่งนี้มันทำให้ดนตรีไทยไม่พัฒนาไปไหน ซึ่งลักษณะแบบนี้จะเป็นคนรุ่นหลัง มันจะไม่มีในช่วงที่ท่านครูยังอยู่ คือสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันมีหลักการอยู่ ในการเรียนเราต้องรู้และยึดถือหลักเอารูปแบบประเพณีของไทยดั้งเดิมไว้ให้ได้ แต่บางอย่างที่ต้องใช้เลี้ยงชีพก็สามารถปรับเปลี่ยนกันได้เพียงแต่เรายึดหลักเดิมไว้ไม่ให้หายไปก็พอ”พ.ท.เสนาะ กล่าวในท้ายที่สุด

หลังกราบคารวะและสนทนากับ พ.ท.เสนาะ หลวงสุนทร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ปี 2555 เพื่อนำบทสัมภาษณ์หนึ่งในลูกศิษย์ของปรมาจารย์ดนตรีไทย หลวงประดิษฐไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) มานำเสนอต่อสังคมไทยผ่านช่องทางสื่อสารมวลชน สมมาตร วิสุทธิวงษ์ทายาทของหนึ่งในลูกศิษย์ของหลวงประดิษฐไพเราะ ประคอง วิสุทธิวงษ์ โต้โผวงปี่พาทย์มอญคณะประคองศิลป์ จ.สุพรรณบุรียังได้ฝากข้อคิดไว้ในฐานะที่ตนเองก็เป็นนักดนตรีร่วมสมัยทั้งไทยและสากลคนหนึ่งเช่นกันด้วยว่า..

ดนตรีไทยเป็นรากเหง้าที่ต้องดำรงไว้แต่ให้มีการผสมผสานระหว่างกัน ให้ดนตรีไทยเป็นหลักใหญ่ ดนตรีสากลเป็นส่วนผสมมีเส้นเสียงที่หลากหลายมากขึ้น สามารถปรับปรุงสิ่งใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ทันเหตุการณ์ในยุคปัจจุบันนี้ แต่ว่าของเดิมก็ต้องยังอยู่ ยังคงอนุรักษ์สืบทอดกันต่อไป!!!

หมายเหตุ : เนื่องในโอกาสครบ 140 ปีหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)ที่จะมาถึงในเดือน ส.ค. 2564 ทางมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จึงได้กำลังเก็บรวบรวมข้อมูลผลงานเพลง ประวัติ รูปภาพ แถบบันทึกเสียง โน้ตเพลงทั้งหมดของครูหลวงประดิษฐไพเราะจัดทำลงในเว็บไซต์เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลให้กับอนุชนคนรุ่นหลังสืบต่อไป

ส่วนโครงการสร้างสุพรรณบุรีเป็นเมืองเครือข่ายด้านดนตรีขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่มี นายสมมาตร วิสุทธิวงษ์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) สำนักงานพื้นที่พิเศษ 7 (อพท.7) ยังคงมีความคืบหน้าไปมาก โดยได้ร่วมประชุมวางกรอบแนวทางการทำงานกับรองผู้ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ชูชีพ พงษ์ไชย และส่วนงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

‘สมมาตร’ ห่วงดนตรีไทยสูญหาย เร่งปลุกฝังคนรุ่นใหม่ สนใจสืบทอดมรดกชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สมมาตร’ห่วงดนตรีไทยสูญหาย เร่งปลุกฝังคนรุ่นใหม่ สนใจสืบทอดมรดกชาติ (naewna.com)

'สมมาตร'ห่วงดนตรีไทยสูญหาย เร่งปลุกฝังคนรุ่นใหม่ สนใจสืบทอดมรดกชาติ

‘สมมาตร’ห่วงดนตรีไทยสูญหาย เร่งปลุกฝังคนรุ่นใหม่ สนใจสืบทอดมรดกชาติ

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.48 น.

“สมมาตร”ย้ำภารกิจ ‘สืบสาน-ผสมผสานกับสากล’ ห่วงดนตรีไทย เหลือจำกัดในวงแคบ เร่งทำอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

3 พ.ย.63 นายสมมาตร วิสุทธิวงษ์ ที่ปรึกษาพิเศษด้านดนตรีไทยร่วมสมัยของ อพท.7 สุพรรณบุรี กล่าวถึงงานสิบรอบปีครูมนตรี ตราโมท ความรุ่งโรจน์แห่งดนตรีสยาม” เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในวาระ 120 ปี ครูมนตรี ตราโมท เพื่อเผยแพร่ประวัติ และผลงาน อันเป็นการรำลึกถึงครูมนตรี ตราโมท ปูชนียบุคคลสำคัญของวงการดนตรีไทยว่า ครูมนตรี ตราโมทจัดได้ว่าเป็นบรมครูดนตรีไทยคนแรกๆของ จ.สุพรรณบุรี ที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญในกรมศิลปากร แต่ปัจจุบันดนตรีไทยกลับค่อยๆลดบทบาทลงเหลืออยู่แต่ในงานพิธีงานอวมงคลตามต่างจังหวัดบ้างและสถานศึกษาเป็นหลักเช่นวิทยาลัยนาฏศิลป์ และในบางหลักสูตรของโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งต้องมาพิจารณากันว่าจะทำอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“ต้องยอมรับกันว่าในปัจจุบันแทบไม่มีใครจ้างวงมโหรีเครื่องสายเต็มวงไปเล่นกันแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ทั้งดนตรีไทยและสากลเล่นร่วมกันได้อย่างกลมกลืน โดยต้องไม่ทิ้งรากเหง้าเดิมต้องดำรงไว้ แต่ให้มีการผสมผสานระหว่างกัน ให้ดนตรีไทยเป็นหลักใหญ่ ดนตรีสากลเป็นส่วนผสม มีเส้นเสียงที่หลากหลายมากขึ้น สามารถปรับปรุงสิ่งใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ทันเหตุการณ์ในยุคปัจจุบันนี้ แต่ของเดิมก็ต้องยังอยู่ และใช้เพื่อประกอบอาชีพทำมาหากินให้อยู่รอดกันได้ต่อไป” นายสมมาตรกล่าว​

ทั้งนี้ นายสมมาตรกล่าวเพิ่มอีกว่าในวันงานครูมนตรีได้มีโอกาสพูดคุยกับครูสิริชัยชาญ ฟักจำรูญศิลปินแห่งชาติได้ให้นิยามและมุมมองดนตรีไทยร่วมสมัยว่า”ในวงปี่พาทย์มอญจะมีเล่นเพลงก่อนเข้าย่ำเที่ยงคือเพลงพม่าประเทศซึ่งมี2ท่อน​   ซึ่งก็คือเพลงก่อนเคารพธงชาติเรานี่เอง  ส่วนจะเอาเพลงอื่นๆมาเย็บรวมเป็นชุดก็แล้วแต่จะใช้กันแต่ละวง ท่วงทำนองที่คุ้นหูกัน แต่คงความเป็นไทย​ ผู้เรียบเรียงเสียงประสานคือพระเจนดุริยางค์ ซึ่งท่านเป็นชาวเยอรมัน ท่านแต่งเพลงชาติ ได้ใช้มาจนทุกวันนี้

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัล popular vote มียอดผู้เข้าชมภาพยนตร์สั้นสูงสุดจากทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัล popular vote มียอดผู้เข้าชมภาพยนตร์สั้นสูงสุดจากทั่วประเทศ (naewna.com)

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัล popular vote มียอดผู้เข้าชมภาพยนตร์สั้นสูงสุดจากทั่วประเทศ

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัล popular vote มียอดผู้เข้าชมภาพยนตร์สั้นสูงสุดจากทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.35 น.

อาชีวะอุบลราชธานีคว้ารางวัล popular vote มียอดผู้เข้าชมภาพยนตร์สั้นสูงสุดจาก 96 ทีมทั่วประเทศ ในโครงการ”คลิก ไอเดีย พลิกชุมชน”  จากสำนักงาน กกพ.

ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ตัวแทนครู และนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกและแผนกวิชาการออกแบบ คณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ใช้ชื่อทีม “โกโก้ครั้นช์” ประกอบด้วย นายธัชชัย สุวัฒนวิทย นายนวเมธ มณธิราลัย นายปวเรศ จันท์พิทักษ์ นายสหอนันต์ ศิลารักษ์ นางสาวพรพรรณ โชคนัก นางสาววรรณวิสา ผาคำศร นางสาวทิพธัญญา โพธิ์ทอง นายไทโย อิชิเกะ นายธนากร สิงห์แจ่ม นางสาวกฤติยา พุ่มทอง นางสาวหทัยชนก พันธ์ผาสุข นางสาวพรรณษา ทองจันดา นางสาวกรรณา เมืองเทียนวัฒนา และนายพงษ์สิทธิ์ ส่งเสริม  

โดยมีนายธีระพล สีดำ ครูผู้ควบคุมทีมการประกวด ได้รับรางวัล popular vote โดยคณะกรรมการตัดสินจากยอดผู้ชมสูงสุดจาก 96 ทีมทั่วประเทศจากสื่อออนไลน์ ในโครงการ”คลิกไอเดีย พลิกชุมชน” จากการผลิตสื่อภาพยนตร์สั้นเข้าร่วมการประกวดในหัวข้อ “ชุมชน พัฒนา ยั่งยืน” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) และจัดกิจกรรมการประกาศรางวัลรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ณ หอศิลปวัฒนธรรม  กรุงเทพมหานคร    

ในส่วนรางวัลที่ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับในครั้งนี้ คือ ทุนการศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)  จำนวนเงิน  20,000 บาท พร้อมด้วยเหรียญรางวัลเกียรติยศ จากการนำเสนอหัตถกรรมทอผ้าชุมชนบ้านหนองบ่อตำบลหนองบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีในรูปแบบภาพยนตร์สั้น  กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป อายุตั้งแต่ 16 – 25 ปีได้มีเวทีในการแสดงไอเดียและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนของตนเองในฐานะประชาชน เพื่อชิงทุนการศึกษาและเงินรางวัล สำหรับนำไปพัฒนาชุมชนของคุณเองรวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท 

สำหรับผลงานภาพยนตร์สั้นของทีม “โกโก้ครั้นช์”  จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สามารถติดตามรับชมได้ที่  https://youtu.be/0F_TRSNUpaA และรอชมผลงานในรอบชิงชนะเลิศจากสำนักงาน กกพ. ในเร็วๆนี้

แผนการเรียนหลักสูตรทวิศึกษา ปี 63 เรียบร้อย วิทยาลัยเทคนิคแม่สอดทำสำเร็จมาแล้วห้ารุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – แผนการเรียนหลักสูตรทวิศึกษา ปี 63 เรียบร้อย วิทยาลัยเทคนิคแม่สอดทำสำเร็จมาแล้วห้ารุ่น (naewna.com)

แผนการเรียนหลักสูตรทวิศึกษา ปี 63 เรียบร้อย วิทยาลัยเทคนิคแม่สอดทำสำเร็จมาแล้วห้ารุ่น

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และจัดทำแผนการเรียนหลักสูตรทวิศึกษา ปีการศึกษา 2563 เพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและเป็นการจัดการเรียนรู้แบบคู่ขนานในระบบทวิศึกษาให้มีมาตรฐานและเป็นแนวทางเดียวกัน โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้านอาชีวศึกษาตามความถนัดและความสนใจแก่เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบทวิศึกษา ขยายกลุ่มเป้าหมายผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าสู่การศึกษาระดับอาชีวศึกษา และเป็นทางเลือกสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความประสงค์จะเรียนควบคู่ไปกับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพพุทธศักราช 2562 ในสาขาวิชาชีพร่วมกำหนดรวมถึง เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสถานศึกษาอาชีวศึกษาและหน่วยงานภาคเอกชน รวมทั้งเครือข่ายประชาชนในการร่วมกันจัดการเรียนการสอนการฝึกประสบการณ์และพัฒนากำลังคนให้มีความรู้พื้นฐาน ทักษะด้านอาชีพพร้อมคุณภาพและคุณธรรมจริยธรรม

ปัจจุบันวิทยาลัยเทคนิคแม่สอดได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในระบบทวิศึกษา ร่วมกับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4สาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลังและสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โรงเรียนบ้านกล้อทอสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โรงเรียนบ้านแม่อุสุวิทยา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจและโรงเรียนท่านผู้หญิงวิไล อมาตยกุล(บ้านเปิงเคลิ่ง) สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบทวิศึกษาจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยที่ผ่านมาได้ผลิตนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพไปแล้ว 2 รุ่น 232 คน ในสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 189 คน ช่างไฟฟ้า 43 คน อันเป็นการสร้างโอกาสให้นักเรียนในโรงเรียน 4 แห่ง ที่ห่างไกลจากวิทยาลัยเทคนิคแม่สอด โดย(โรงเรียนไกลที่สุดมีระยะทางถึง 246 กิโลเมตร) ใช้ระบบการเรียนทางไกลวีดีโอคอนเฟอเรนซ์รองรับการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบทวิศึกษานี้  ส่งผลให้นักเรียน 359 คนในปีการศึกษานี้ได้เรียนทวิศึกษาตามหลักสูตรอาชีวศึกษา 2562

นักเรียนไทยสังกัด กทม.ขึ้นรับรางวัล การแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติจากเกาหลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นักเรียนไทยสังกัด กทม.ขึ้นรับรางวัล การแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติจากเกาหลี (naewna.com)

นักเรียนไทยสังกัด กทม.ขึ้นรับรางวัล  การแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติจากเกาหลี

นักเรียนไทยสังกัด กทม.ขึ้นรับรางวัล การแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติจากเกาหลี

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มอบรางวัลการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติIYRC ONLINE 2020 จากประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ให้นักเรียนจากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนักเรียนจากทั่วโลกเข้าแข่งขันถึงกว่า 500 คน โดยมีโรงเรียนที่ได้รับรางวัลดังนี้

ประเภทความคิดสร้างสรรค์ ระดับจูเนียร์ (Creative Design Junior) ได้แก่โรงเรียนบ้านบางกะปิ ได้รับรางวัล Gold Prize นายนวมินทร์ แก้ววิเศษโฮง, นางสาวปาริชาติ จันทร์ย้อย, เด็กหญิงอาณิสา ลำอิน,เด็กหญิงสุวพิชชา โสภาคดิษฐ์, เด็กชายหิรัญพงษ์ ลิ้มวงศ์พิพัฒน์ และนายเกรียงไกรจงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร

รุ่นจูเนียร์ รางวัล Gold Prize โรงเรียนวัดบุคคโล นางสาวณมรัตน์ พังตระกูล, นางสาวกมลมาลย์ ทรงแสงจันทร์, เด็กชายชัยวัฒน์ นกอ่วม, เด็กชายนครินทร์ เทียนชัย,เด็กชายวสันต์ หาดแก้ว และนายเกรียงไกรจงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร

ประเภทความคิดสร้างสรรค์ ระดับซีเนียร์(Creative Design Senior) รางวัล Grand prize ได้แก่ โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ นางสาวอาทิตยา เทียนดำรง, นายธนภัทรอินทรโฆษิต, นายสุรนันท์ จิราภรณ์, นายเสฏฐนันท์สมชื่น และนายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร

รางวัล Gold Prize โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ นางสาวกตัญชลี พงศ์ทองมี,นายธนภัทร ดาวลอย, นายนล ศรีนารักษ์,นายปานณวัตร ลมพัด และนายเกรียงไกร จงเจริญผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร

รางวัล Silver Prize โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม นางสุธัญญา มงคลเจริญลาภ,นางงามจิตต์ อุณหะนันทน์, นายสายัณห์สิทธิสุนทร, เด็กชายเทียนทอง มีชัยศรี,นายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และนางสาวธัญญลักษณ์ เอี่ยมเจริญ

รางวัล Sillver prize โรงเรียนนาหลวงนางสาวทศพร โนนวิเศษ, นายพรชัย ศรีพระราม,นายชัยสิทธิ์ เปรมปรี, นายณัฐนันท์ แม้นอิ่ม,นายรพีพงศ์ ปิติภิรมย์สกุล และนายเกรียงไกรจงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร

รางวัล Silver Prize โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม (จากซ้ายไปขวา) นางสุธัญญา มงคลเจริญลาภ, นางงามจิตต์ อุณหะนันทน์,นางสาวธัญญลักษณ์ เอี่ยมเจริญ, เด็กหญิงศสิชา แซ่อึ้ง, เด็กหญิงณัฐณิชา สีม่วง,เด็กชายอดิศร สาธร, นายเกรียงไกร จงเจริญผู้อำนวยการสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครและนายสายัณห์ สิทธิสุนทร

‘หมอเกษม’ ชี้การศึกษาพัฒนามนุษย์ แนะผู้ใหญ่ต้องให้โอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘หมอเกษม’ชี้การศึกษาพัฒนามนุษย์ แนะผู้ใหญ่ต้องให้โอกาส (naewna.com)

‘หมอเกษม’ชี้การศึกษาพัฒนามนุษย์ แนะผู้ใหญ่ต้องให้โอกาส

‘หมอเกษม’ชี้การศึกษาพัฒนามนุษย์ แนะผู้ใหญ่ต้องให้โอกาส

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 20.31 น.

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ที่โรงแรม อามารี แอร์พอร์ต ดอนเมือง กรุงเทพฯ โครงการทุนการศึกษา บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด จัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศ ประจำปี 2563 โดยมีนักเรียนทุนฯ ที่สำเร็จการศึกษา ในปี 2560-2562 ศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษา ตั้งแต่ปี 2544 และนักเรียนทุนที่กำลังศึกษา ณ ปัจจุบัน ทั้งระดับอุดมศึกษา และระดับอาชีวศึกษา จากทั่วประเทศ จำนวนกว่า 100 คน เพื่อแสดงพลังตอบแทนประเทศ จากคนเคยได้รับโอกาส สู่ผู้ให้คืนกลับสังคม โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ โครงการทุนการศึกษา บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธาน โครงการทุนการศึกษาฯ นางสงวนศรี สุทธิพงษ์ชัย ประธาน คณะดำเนินงาน โครงการทุนการศึกษาฯ พร้อมคณะกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาฯ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน

โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม กล่าวว่า  เราเชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาได้ โดย 1.เรื่องการศึกษา และการอบรมพัฒนา 2.ในเรื่องการศึกษา ทั้งเด็ก และเยาวชนไม่ได้มีโอกาสเท่ากัน  ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องให้โอกาศเด็กที่เขาขาด 3. เมื่อได้รับโอกาส และการศึกษาแล้ว เรามีหน้าที่ส่งเสริมให้เขาออกไปทำงานเพื่อให้เขาพึ่งตนเอง  ดูแลครอบครัว และเพื่อให้เขาได้ให้โอกาสคนอื่นต่อไป ดังนั้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยนอกจากจะมีทุนของทางรัฐบาลแล้ว ยังมีเอกชน และสมาคมที่จัดตั้งกองทุนการศึกษามากมาย ซึ่งมีการจัดการกองทุน เป็นทุนการศึกษาที่มีการจัดการ โดยต้องมีอุดมการณ์ดี มีการออกแบบทุน และนักเรียนที่รับทุน เพื่อให้เขามีทั้งการศึกษาและชีวิตที่ดี เป็นคนที่ดี อย่างไรก็ตาม การจัดการทุนการศึกษายากมาก มีอุปสรรคมากมาย แต่ให้ผลคุ้มค่า

ด้านนายศุภชัย เปิดเผยว่า กิจกรรมปัจฉิมนิเทศนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ความสำคัญกับศิษย์เก่า และแสดงความยินดีกับนักเรียนทุนฯ ที่สำเร็จการศึกษา  และเพื่อให้ศิษย์เก่าและนักเรียนทุนฯ ได้ตระหนักถึงการได้รับโอกาสทางการศึกษา สู่ผู้ให้คืนกลับสังคม ด้วยการสร้างสิ่งดี ๆ ตอบแทนสังคม ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เป็นแบบอย่างให้กับรุ่นน้อง และเยาวชนที่กำลังศึกษา ให้มีความมุ่งมั่นทางการศึกษา และรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นในวันที่สามารถแบ่งปันโอกาสให้แก่ผู้อื่นได้

ขณะที่ดร.สราวุธ เวชกิจ หัวหน้าภาควิศวกรรมเครื่องกล หัวหน้าทีมวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำงานวิจัย โครงการทุนการศึกษาฯ ที่บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด และมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกันทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ประเทศ ว่าโครงการทุนการศึกษาฯ  นี้ จัดทำขึ้นเพื่อถอดบทเรียน และวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเยาวชน ที่เป็นผลผลิตของโครงการทุนการศึกษาฯ ว่าตลอดระยะเวลา 19 ปี เด็กและเยาวชนที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษา สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ และมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิตจนนำไปสู่การหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน โดยผลจากงานวิจัยล่าสุดพบว่า นักเรียนทุนฯ ที่จบการศึกษาร้อยละ 80 เลือกที่จะทำอาชีพช่วยเหลือสังคมและพัฒนาบ้านเกิด อาทิ ครู บุคลากรทางการแพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย ข้าราชการ ตำรวจ ทั้งในท้องถิ่นและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึง นักกีฬาทีมชาติ บุคลากรของรัฐ เกษตรกร ผู้นำชุมชน เป็นต้น นั่นแสดงให้เห็นว่างานวิจัยดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ผู้ที่สนใจ ทั้งภาคการศึกษาและสังคมได้มองเห็นว่าการให้โอกาสทางการศึกษานั้นมีความสำคัญต่อการสร้างคน ที่จะเป็นผลผลิตกลับคืนสู่สังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังจะเป็นตัวอย่างให้กับองค์กรที่สนใจดำเนินงานเพื่อสังคมด้านการให้โอกาสทางการศึกษา รวมทั้งยังตอบโจทย์ประเทศ ในมิติด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการศึกษา อีกด้วย  

ด้าน แพทย์หญิงชมพูนุท ศรีสุขุมชัย แพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จังหวัดขอนแก่น ตัวแทนศิษย์เก่า นักเรียนทุน กรุงไทยการไฟฟ้า ปี 2545 กล่าวว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นนักเรียนทุนกรุงไทยการไฟฟ้า ซึ่งได้มอบโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนยากจน ทำให้ตนได้ศึกษาเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สามารถเรียนจบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ซึ่งเหตุผลที่เลือกเรียนคณะแพทย์เฉพาะทาง เพราะเล็งเห็นว่าหลายจังหวัดทางภาคอีสาน ยังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้ ในฐานะนักเรียนทุนที่ได้รับการปลูกฝังมาโดยตลอด ว่าเมื่อสำเร็จการศึกษามีอาชีพแล้ว ให้ตอบแทนประเทศ ปัจจุบันตนมักจะออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และหน่วยแพทย์อาสา ทำงานด้านจิตอาสา โดยมุ่งมั่นทำหน้าที่ของแพทย์เพื่อรักษาชีวิตของผู้อื่นต่อไป”

ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงานช่วงเช้า  ยังมีการจัดกิจกรรมเติมเต็ม “คุณค่า” และแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนทุนฯที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา ได้เปิดประสบการณ์และเพิ่มเติมแนวคิดใหม่ ๆ ก่อนเข้าสู่วัยทำงาน และเป็นกำลังสำคัญแก่ประเทศด้วยทีมสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ มะขามป้อม และนักแสดงหนุ่ม นิว ชัยพล   จูเลี่ยน พูพาร์ต ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงการทุนการศึกษา บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ได้ดำเนินงานเพื่อสังคมในการให้โอกาสสร้างเยาวชนคุณภาพผ่านการให้โอกาสทางการศึกษามานานกว่า 19 ปีแล้ว โดยมีนักเรียนทุนฯ ที่สำเร็จการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา จำนวน 1,074 คน และระดับอาชีวะศึกษา จำนวน 414 คน ซึ่งเป็นทุนที่ให้เปล่าไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ แก่ผู้รับทุน