สภาทนายความ นำผ้ากฐินพระราชทานทอดถวายวัดทรงศิลาที่ชัยภูมิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สภาทนายความ นำผ้ากฐินพระราชทานทอดถวายวัดทรงศิลาที่ชัยภูมิ (naewna.com)

สภาทนายความ นำผ้ากฐินพระราชทานทอดถวายวัดทรงศิลาที่ชัยภูมิ

สภาทนายความ นำผ้ากฐินพระราชทานทอดถวายวัดทรงศิลาที่ชัยภูมิ

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 17.24 น.

สภาทนายความได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้นำผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดทรงศิลา พระอารามหลวง  ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ  

เมื่อวันเสาร์ที่ 31  ตุลาคม 2563  เวลา 09.30 น. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำผ้าพระกฐินพระราชทานนำไปทอดถวาย ณ  วัดทรงศิลา พระอารามหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

โดยในการนี้ ว่าที่ ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ เป็นประธานอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายแก่วัดทรงศิลา พระอารามหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ, นายวรุณ ชํานาญศรีเพ็ชร์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยภูมิ, กรมการศาสนา, กระทรวงวัฒนธรรม, องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ, โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล, โรงเรียนพุทธธรรมวิทยาฯ, โรงเรียนเทศบาล 1 (วิทยานารี), โรงเรียนบ้านหนองหญ้ารังกา, คณะกรรมการบริหารสภาทนายความ, ประธานสภาทนายความจังหวัดในพื้นที่ภาค 3, สมาชิกสภาทนายความ, หน่วยงานราชการต่างๆ ในจังหวัดชัยภูมิ, เจ้าหน้าที่สภาทนายความ และประชาชน เข้าร่วมพิธี โดยมี พระครูโสภณภัทรกิจ เจ้าอาวาสวัดทรงศิลา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทั้งนี้ในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2563 ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันทำบุญสมทบ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 910,246 บาท ซึ่งปัจจัยที่ได้จากบุญกฐินในครั้งนี้ถวายเป็นพระราชกุศล โดยทางวัดจะนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป

‘ณัฏฐพล’ ชี้วิทยาลัยอาชีวะต้องกล้ายุบบางสาขา เพื่อมุ่งพัฒนาให้เข้มแข็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ณัฏฐพล’ชี้วิทยาลัยอาชีวะต้องกล้ายุบบางสาขา เพื่อมุ่งพัฒนาให้เข้มแข็ง (naewna.com)

'ณัฏฐพล'ชี้วิทยาลัยอาชีวะต้องกล้ายุบบางสาขา เพื่อมุ่งพัฒนาให้เข้มแข็ง

‘ณัฏฐพล’ชี้วิทยาลัยอาชีวะต้องกล้ายุบบางสาขา เพื่อมุ่งพัฒนาให้เข้มแข็ง

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 17.20 น.

‘ณัฏฐพล’ ชี้วิทยาลัยอาชีวะต้องกล้ายุบบางสาขา เพื่อมุ่งพัฒนาสาขาที่ตนเองถนัดให้เข้มแข็ง อย่าหว่งเงินอุดหนุนรายหัวลด ด้าน “เลขาธิการ กอศ.” มั่นใจวิทยาลัยอาชีวะใน จ.ภูเก็ต ทั้ง 4 แห่ง มีศักยภาพพัฒนาคนรองรับความต้องการแรงงานในจังหวัดได้อย่างหลากหลาย

2 พ.ย.63 ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในการมอบนโยบายการจัดการศึกษาอาชีวศึกษายกกำลังสอง แก่ผู้บริหารสถานศึกษา  ครู บุคลากรและเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2563 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน  

โดยนายณัฏฐพล กล่าวตอนหนึ่ง ว่า เรื่องสำคัญของประเทศขณะนี้คือการขับเคลื่อนอาชีวศึกษา เพราะประเทศจะขับเคลื่อนต่อไปได้ต้องผลักดันให้อาชีวะเข้มแข็ง ในขณะเดียวการเรียนในสายสามัญก็ทิ้งไม่ได้ ต้องพัฒนาควบคู่กันไปด้วย เราต้องการยกระดับรายได้ของจังหวัด ยกระดับอาชีพ ด้วยการจัดการศึกษา เพราะถ้าไม่ทำ ไม่เตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียน ก็จะไม่สามารถยกระดับรายได้ของจังหวัดได้ ซึ่ง จ.ภูเก็ต พบว่า 97% ของรายได้ในจังหวัดผูกพันกับการท่องเที่ยว ดังนั้น ทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน ต้องเข้าใจและร่วมกันยกระดับการศึกษาให้ได้ จึงขอฝากทุกคนที่มีส่วนร่วม ช่วยกันพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับรายได้ของจังหวัด โดยเฉพาะภาคใต้ ถือเป็นภาคที่มีอนาคต สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ ซึ่งทุกจังหวัดในภาคใต้อาจจะยกโมเดลในการจัดการของ จ.ภูเก็ต เป็นต้นแบบในการพัฒนาได้

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นโยบายการศึกษายกกำลังสอง ที่ตนผลักดันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำกับเรื่องนี้ว่าอยากให้การศึกษายกกำลังสองเป็นนกกำลังสิบไปเลย เพื่อให้ทันกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งท่านนายกฯให้ความหวังกับการศึกษาอย่างมาก วันนี้เราเห็นปัญหาหลายอย่าง แต่ไม่สามารถเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนประเทศได้ อย่างในปัจจุบัน เด็กเราขาดความพร้อม ไม่กล้าแสดงออก ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษา คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องค่อยๆปรับและสอนให้เด็กมีความมั่นใจในการแสดงออก สร้างพื้นฐานจิตใจให้เด็ก เพื่อให้เด็กมีความพร้อมกล้าแสดงออกและมีความพร้อมในด้านภาษาต่างประเทศ

“วันนี้ผมลงไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนในเกาะมา 3 แห่ง พบว่าอาชีพในอนาคตที่เด็กๆทุกคนอยากทำคือการเข้าสู่สายอาชีพแทบทั้งสิ้น  ซึ่งผมมองว่าประเทศเรามีศักยภาพในการผักดันสายอาชีพเป็นอันดับต้นๆของโลกได้ แต่เราต้องผักดันด้านภาษาต่างประเทศที่สามารถใช้สื่อสารได้ เพื่อให้เด็กมีความกล้าและมั่นใจไม่ใช้ภาษาเพื่อสอบ และทุกวิทยาลัยอาชีวะต้องหาจุดเด่นของตนให้เจอ และต้องกล้าที่จะตัดบางสาขาออกการศึกษาจึงจะเปลี่ยน แล้วนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน  ผมเข้าใจว่าแต่ละวิทยาลัยต้องการให้มีผู้เรียนบางสาขาในจำนวนมาก ๆเพราะต้องการรับเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งผมยืนยันว่าหากทุกจังหวัดมีโจทย์ชัดเจนว่าต้องการพัฒนาตนเองไปในทิศทางใด ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร ศธ.ต้องหางบประมาณมาช่วยสร้างความเป็นเลิศให้ทุกวิทยาลัย โดยไม่ต้องคำนึงงบอุดหนุนรายหัวอีกต่อไป ดังนั้น ทุกแห่งต้องกล้าที่จะเปลี่ยน ต้องร่วมกันคิด หากลงมือทำจริง ภายใน 1-2 เดือน ก็สามารถเห็นภาพได้ว่าเราจะพัฒนาวิทยาลัยในพื้นที่อย่างไร” รมว.ศธ. กล่าว    

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ขอฝากให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) เข้ามาช่วยดูแลในการจัดการศึกษา ตามหาจุดเด่น และความถนัดของแต่ละวิทยาลัยด้วย ทั้งนี้วิทยาลัยอาชีวะไม่จำเป็นต้องเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี เพราะบางแห่งอาจไม่มีความถนัด และไม่มีความพร้อมด้านครูผู้สอน ควรปล่อยให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดระดับอุดมศึกษาไปเพราะมีความถนัดกว่า  ส่วนหลักสูตรที่เหมาะสมก็ให้ทุกส่วนมาพูดคุยกันว่าในจังหวัดของตนมีจุดแข็งอะไร แล้วพัฒนาหลักสูตรของตนเอง เพราะการศึกษาไทยสามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในประเทศของเรา แต่ต้องหาจุดเด่นของตนให้เจอ แต่เราต้องร่วมกันทำ และตนอยากให้สายสามัญ และสายอาชีพมาร่วมกันจัดการศึกษา แต่ต้องเน้นสายอาชีวะมากขึ้น โดยการลงทุนด้านเครื่องมือเพื่อให้เด็กได้ปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดความชอบและอยากเข้ามาเรียนอาชีวะมากขึ้น ส่วนสายสามัญเราก็ไม่ทิ้ง ต้องพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ ให้เป็นโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง หากทุกจังหวัดสามารถทำได้เช่นนี้ จะเป็นการพัฒนาการศึกษาได้ทั้งระบบ ส่วนการพัฒนาภาษาอังกฤษให้เด็กอาชีวะนั้น อาจจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งตนดูการสอนภาษาอังฤษในภาพรวมของประเทศ พบว่าจะต้องเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย ภาษาอังกฤษจะต้องเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ หาก สพฐ.สามารถควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กได้ จะสามารถนำงบมาจัดสรรครูภาษาอังกฤษให้กับโรงเรียนต่างๆเพี่มขึ้นได้ด้วย

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า จากการที่ตนลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งถือเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่เน้นธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหลัก ตนพบว่าวิทยาลัยอาชีวะใน จ.ภูเก็ต ทั้ง 4 แห่ง มีศักยภาพที่จะพัฒนาคนเพื่อรองรับความต้องการแรงงานในจังหวัดได้อย่างหลากหลายและแตกต่างกัน เช่น วิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต เน้นพัฒนาคนในด้านการซ่อมบำรุงเรือยอร์ช  วิทยาลัยเทคนิคถลาง ที่เน้นสอนธุรกิจการบิน วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต เน้นการท่องเที่ยว การโรงแรม และธุรกิจการบิน และวิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต จะเน้นพัฒนาทักษะอาชีพ เช่น การนวดแผนไทย ช่างเสริมสวย การทำอาหาร เป็นต้น พร้อมกับพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีให้กับผู้ที่อยู่ในสถานประกอบการให้มีความรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงโลกในยุคปัจจุบันด้วย จะเห็นว่าวิทยาลัยแต่ละแห่งมีศักยภาพในการพัฒนาคนที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ต่อไปสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะนำจุดเด่นของแต่ละวิทยาลัยลัย พัฒนาเป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคล เพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center: HCEC) ในด้านต่าง ๆต่อไป ถือเป็นการนำฐานเดิมที่มีอยู่มาต่อยอดขับเคลื่อนตามนโยบายของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ

“วิทยาลัยใน จ.ภูเก็ต ทั้ง 4 แห่ง เราไม่แย่งนักศึกษากัน เพราะแต่ละแห่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ซึ่งในภาพรวมทั่วประเทศผมก็มอบนโยบายให้วิทยาลัยทุกแห่งหาจุดเด่นของตนให้พบ เพราะ สอศ. ไม่ต้องการให้สถานศึกษาอาชีวะในแต่ละจังหวัดแย่งเด็กกันเอง ดังนั้น ทุกวิทยาลัยจะต้องหาจุดเด่นของตนเองให้เจอ แล้วเน้นพัฒนาเรื่องที่ตนเองถนัด เมื่อทุกวิทยาลัยสามารถพัฒนาจุดเด่นได้ จะเป็นเรื่องง่ายที่ สอศ.จะใช้งบพัฒนาวิทยาลัยแต่ละแห่งด้วย” นายสุเทพ กล่าว 

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนวางแผนตั้งศูนย์ประสานดูแลนักเรียนนักศึกษาอาชีวะ ที่มาฝึกงานในรูปแบบทวิภาคีใน จ.ภูเก็ต เนื่องจาวิทยาลัยอาชีวะจังหวัดต่าง ๆ ที่ส่งนักเรียน นักศึกษาเข้ามาฝึกงานใน จ.ภูเก็ตมีจำนวนมาก ซึ่งการดูแลจัดการอาจจะไม่เป็นเอกภาพเท่าที่ควร ดังนั้น ถ้าสามารถตั้งศูยน์ประสานดูแลได้ เมื่อนักเรียน นักศึกษาเกิดปัญหาก็จะสามารถเข้าไปจัดการดูแลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ตนจะนำนโยบายของรมว.ศึกษาธิการ เรื่องการ ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง คือ การปลดล็อกโดยการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนในการจัดการศึกษาของ สอศ. ขณะนี้ ตนตั้งคณะกรรมการขึ้นมาวิเคราะห์เรื่องนี้แล้ว และจะดำเนินการแก้ไขหลักสูตรให้เร็วขึ้น ปัจจุบันตัวโครงสร้างหลักสูตรถูกล็อกด้วยเงื่อนไขของเวลา ซึ่งการกำหนดระยะเวลาในการพัฒนาหลักสูตร ควรปรับเปลี่ยนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ถ้าเราไม่ปรับก็จะมีผลกับผู้เรียน

แผ่นดินไทย แผ่นดิน ที่สร้างความสุขให้คนไทยทั้งจิตวิญญาณ ชุมชนคุณธรรมวัดวังตะคร้อ ศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมและสังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – แผ่นดินไทย แผ่นดิน ที่สร้างความสุขให้คนไทยทั้งจิตวิญญาณ ชุมชนคุณธรรมวัดวังตะคร้อ ศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมและสังคม (naewna.com)

แผ่นดินไทย แผ่นดิน ที่สร้างความสุขให้คนไทยทั้งจิตวิญญาณ  ชุมชนคุณธรรมวัดวังตะคร้อ ศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมและสังคม

แผ่นดินไทย แผ่นดิน ที่สร้างความสุขให้คนไทยทั้งจิตวิญญาณ ชุมชนคุณธรรมวัดวังตะคร้อ ศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมและสังคม

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.19 น.

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงหญิงกระทรวงวัฒนธรรม (ปลัด วธ.) คุณยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรได้นำผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานการสร้างความเข้มแข็งของพลังบวรณ ชุมชนคุณธรรมวัดวังตะคร้อ บ้านหนองจิกกรี ต.หนองหญ้าปล้อง อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย โดยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก พระครูปิยะสีลขันธ์เจ้าอาวาสวัดวังตะคร้อ นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ว่าที่ ร.ท.อุทิศ คงรอด นายอำเภอบ้านด่านลานหอย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ประธานสภาวัฒนธรรม อ.บ้านด่านลานหอย ศิลปินพื้นบ้าน และประชาชนภายในชุมชน

ปลัด วธ. คุณยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร เปิดเผยให้ทราบว่า ชุมชนคุณธรรมฯ วัดวังตะคร้อ บ้านหนองจิกกรีจ.สุโขทัย ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 100 สุดยอดชุมชนคุณธรรมต้นแบบที่ได้รับรางวัลระดับประเทศจาก วธ.มีความโดดเด่นในด้านการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเผยแพร่ควบคู่กับหลักธรรม คำสอนทางศาสนา และลงมือปฏิบัติเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชุมชนที่ปรากฏผลออกมาเป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัด

คุณยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ยังบอกด้วยว่า ในจังหวัดสุโขทัยนี้มีชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร 644 แห่ง ประกอบด้วย ชุมชนระดับส่งเสริมคุณธรรม 217 แห่ง ระดับคุณธรรม 339 แห่ง ระดับต้นแบบ 108 แห่ง และเป็นชุมชนคุณธรรมต้นแบบ “บวร On Tour” 20 แห่งซึ่งได้รับการส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินโครงการและกิจกรรมจากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหลักการ “บวร : บ้าน วัด โรงเรียน” ไปขับเคลื่อนและดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และเข้าถึงโครงการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชุมชน ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้สมุนไพรวัดวังตะคร้อ โดยพระครูปิยะสีลขันธ์ เจ้าอาวาสวัดวังตะคร้อ ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาลงมือปฏิบัติ โดยการปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด ภายในพื้นที่ 5 ไร่ ของวัดวังตะคร้อ และนำมาแปรรูป เป็นยาสมุนไพร และพัฒนาขยายผลสู่การสร้างอาชีพแก่คนในชุมชนที่หลากหลายยิ่งขึ้น อาทิ กลุ่มแปรรูปสมุนไพร กลุ่มทำไม้กวาด กลุ่มทำดอกไม้จันทน์ กลุ่มทำไข่เค็ม กลุ่มนวดแผนไทย นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการเข้ากับโครงการ และกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการบวชเณรภาคฤดูร้อน โครงการลานธรรม ลานวิถีไทย โครงการชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี และกิจกรรมทำบุญตักบาตรในวันสำคัญทางศาสนา โดยได้มีการขยายผลสู่ชุมชนครอบคลุมทั้ง 2 ตำบล คือ ตำบลหนองหญ้าปล้อง และตำบลวังตะคร้อ รวมถึงถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน และประชาชนด้วย

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรยังย้ำให้เห็นถึง งานทางด้านเกษตรกรรมให้ทราบว่า ชุมชนคุณธรรมฯ วัดวังตะคร้อ ได้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงวัดวังตะคร้อ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาการปลูกพืชผัก สวนครัว ไม้ผล มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น กบหนูนา ปลา และไก่สวยงาม แปลงข้าวสาธิต ซึ่งเป็นกิจกรรมก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในชุมชน นอกจากนี้ยังได้นำพลังบวรมาสร้างความเข้มแข็งในชุมชนโดยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เครือข่ายพลังบวรได้ร่วมมือ รวมใจ ช่วยเหลือ เกื้อกูล แบ่งปันและบรรเทาความเดือดร้อน โดยการจัดตั้งโรงทาน บริจาคอาหารแห้งภายในอย่างทันเหตุการณ์อีกด้วย

ภาพโดยกว้างๆ ของจังหวัดสุโขทัย เป็นที่ทราบกันดีว่า จังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่ง รวมทั้งมีโบราณสถานที่งดงามมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และวัดศรีชุม อีกทั้งมีเทศกาลประเพณีที่งดงามเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ได้แก่ ประเพณีลอยกระทง เป็นต้น และยิ่งมองลึกลงไปถึงชุมชนเล็กๆ อีกมากมายในจังหวัดนี้ยังพบกับหลากหลายกิจกรรมดีๆ ที่ส่งเสริมจิตใจ และชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้รักความเป็นไทย สำนึกถึงพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงสร้างแผ่นดินแห่งความสุขนี้ขึ้นมามอบให้เป็นมรดกของคนไทยสืบต่อไป มีโอกาสเมื่อไรอย่างลืมไปเที่ยวและดื่มด่ำกับความเป็นไทย ชนชาติที่มีความรุ่งเรืองไม่แพ้ชนชาติใดบนโลกใบนี้

กสศ.จับมือสพฐ. อัพเกรด CCT App บูรณาการระบบการคัดกรองนักเรียนยากจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กสศ.จับมือสพฐ. อัพเกรดCCT App บูรณาการระบบการคัดกรองนักเรียนยากจน (naewna.com)

กสศ.จับมือสพฐ. อัพเกรดCCT App บูรณาการระบบการคัดกรองนักเรียนยากจน

กสศ.จับมือสพฐ. อัพเกรดCCT App บูรณาการระบบการคัดกรองนักเรียนยากจน

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.04 น.

2 พฤศจิกายน 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.) สพฐ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นการพัฒนาระบบสารสนเทศระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ทันสถานการณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข และบูรณาการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.
 
ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)​ จากประสบการณ์การทำงานร่วมกันของ กสศ. และ สพฐ. ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ การหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคันของเด็กเยาวชนจำนวนมากในระบบการศึกษา พบว่า ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงและทันต่อสถานการณ์ปัญหาของเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคลถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและเสมอภาคอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ข้อมูลที่สำคัญเหล่านี้อาจมิใช่เพียงข้อมูลทางการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็น ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้เรียนซึ่งได้มาจาก ตัวผู้เรียน กลุ่มเพื่อน ครอบครัว ที่เกี่ยวกับปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม และสถานการณ์ของครัวเรือนที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจและพฤติกรรมของเด็ก และเป็นปัจจัยกำหนดอนาคตทางการศึกษาและพฤติกรรมเสี่ยงของผู้เรียน เช่น ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน การติดยาเสพติด ติดเพื่อน ติดเกม การบูลลี่ ซึ่งหลายครั้งครูเข้าไม่ถึงข้อมูลเหล่านี้ และบางข้อมูลก็ไม่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียน แต่มาจากการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กที่คุณครูได้มาจากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน


 
​”ถ้าโรงเรียนมีข้อมูลเชิงลึกรอบด้านเกี่ยวกับตัวเด็กคืออกุญแจสำคัญในการพลิกชีวิตน้องที่ขาดความมั่นใจ หรือ มีปัญหาพฤติกรรมในการเรียน ให้กลับมาเป็นเด็กเรียนดี เป็นผู้นำของเพื่อนๆ สามารถหาตัวเองเจอรู้อนาคตตัวเอง หรือเปลี่ยนใจจากที่เคยคิดแค่จบม.3 จะออกไปหางานทำเป็นเรียนต่อปริญญาตรีหรือสูงกว่านั้น เพื่อกลับมาเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ในอนาคต ข้อมูลเชิงลึก รายบุคคลที่ถึงมือครูได้ทันต่อสถานการณ์เป็นเกมเชนเจอร์อย่างแท้จริง” ดร.ไกรยส กล่าว
 
รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ปัจจุบันการเก็บข้อมูลช่วยเหลือเด็กของ ฉก.ชน. เป็นการเก็บแบบกระดาษ กสศ.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ จึงเห็นว่าควรนำมาทำเป็นระบบเดียวกันครูเยี่ยมบ้านครั้งเดียวสามารถใช้สมาร์ทโฟนเก็บข้อมูลเข้าส่วนกลาง สามารถเรียกดูได้มีการแจ้งเตือน มีอัลกอริทึมชี้ให้ครูเห็นปัญหาและดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที พร้อมส่งต่อเข้าระบบ DMC หรือ ระบบสารสนเทศอื่นๆ ซึ่งเราตั้งใจจะให้ระบบนี้ช่วยลดความซ้ำซ้อน ให้ครูกรอกข้อมูลผ่านแอพพลิเคชัน CCT ครั้งเดียวใช้ได้หลายครั้งแทนที่เดิมกรอกหลายครั้งบางครั้งแทบไม่ได้หยิบมาใช้งานเลย


 
อย่างไรก็ตาม ในการทำงานเบื้องต้นจะเริ่มทดลองจาก 8 เขตพื้นที่การศึกษา ที่มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กนักเรียน ก่อนจะนำมาปรับปรุงขยายผลในเชิงนโยบายต่อไปในอนาคตคาดว่าจะเริ่มต้นปฏิบัติงานได้จริงในปี 2564 ​ซึ่งจะเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ กสศ. ที่ช่วยกันร่วมพัฒนาระบบสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ดูแลพัฒนานักเรียนได้อย่างยั่งยืนและขยายไปยังกลุ่มอื่นต่อไปในอนาคต ​​​
 
ดร.สายพันธุ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองผู้อานวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน กล่าวว่า เป็นโจทย์ที่เราต้องมาคิดว่าทำอย่างไรในการช่วยให้คุณครูไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ โดยการกรอกในระบบ DMC เป็นข้อมูลสำคัญที่จะถูกดึงมาเป็นแกนและเติมรายละเอียดเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ในการช่วยเหลือเด็กสิ่งที่ต้องการรู้มากกว่าข้อมูลทั่วไปคือ ข้อมูลความเป็นอยู่ ความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เราจะต้องมาดูว่าจะช่วยแก้ไขอย่างไรให้ครูไม่ต้องทุ่มเทเวลาไปกับการมากรอกข้อมูลทั้งหมด


 
นางสาวกนิษฐา คุณาวิศรุต ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักบริหารเงินอุดหนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ กสศ. กล่าวว่า การพัฒนาระบบคัดกรองนักเรียนยากจนและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนครั้งนี้ เป็นการเพิ่มฟังก์ชั่นของระบบ CCT ไปสู่การพัฒนาต้นแบบระบบสารสนเทศเพื่อการดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคลทุกมิติและส่งต่อความช่วยเหลือนักเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เช่น กระทรวงสาธารณสุข พม. เป็นต้น เพื่อให้สามารถดูแลช่วยเหลือได้อย่างทันเวลา โดยในปีการศึกษา 2563 จะเน้นกลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ หรือ นักเรียนทุนเสมอภาค ที่ กสศ.ช่วยเหลือต่อเนื่อง ในพื้นที่นำร่อง 8 เขตพื้นที่การศึกษา จำนวนนักเรียน 1,000 คน  ซึ่งจะช่วยให้สถานศึกษามีข้อมูลเพื่อการจัดทำแผนดูแลนักเรียนได้เป็นรายบุคคล และป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา  
 
ทั้งนี้ สพฐ.และ กสศ.ได้ตั้งคณะทำงานบูรณาการการเยี่ยมบ้าน การคัดกรองนักเรียนยากจน และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อทำหน้าที่รวบรวม จัดทำข้อมูล และวิจัยพัฒนาแนวทางการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาคและนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและมีปัญหา  โดยในการประชุมครั้งนี้จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด ก่อนนำไปทดลองใช้เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลและจัดทำนโยบายที่ตอบโจทย์ในระยะยาวต่อไป


 
ด้าน ดร.วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า นักวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีเป้าหมายเพื่อรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลในมิติต่าง ๆ และช่วยเหลือส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันเวลา รวมทั้งลดภาระงานคุณครูในการบันทึกข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ซึ่งเริ่มต้นนำข้อมูลทั่วไปจาก DMC มาเพิ่มเติมข้อมูลการคัดกรองนักเรียนยากจน​ และน้ำหนัก ส่วนสูง การเข้าห้องเรียน ข้อมูลการเยี่ยมบ้านของครู รวมทั้งมีระบบเฝ้าระวัง ช่วยเหลือนักเรียน ระบบประเมินจุดแข็งจุดอ่อนนักเรียน ซึ่งต้องการให้มีระบบที่รวมข้อมูลทั้งหมดไว้ที่เดียว ​
 
นายอดิศักดิ์ คงทัด ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสำโรง จ.นครปฐม กล่าวว่า หากมีระบบสารสนเทศเช่นนี้จะช่วยให้การทำงานของโรงเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะจากเดิมที่ต่างโรงเรียนต่างทำแต่ถ้าเห็นข้อมูลภาพรวมทั้งประเทศจะช่วยให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และช่วยเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน ​อีกทั้งยังทำให้เห็นข้อมูลเชิงลึก ในมิติต่างๆที่จะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ มองว่าตรงนี้เป็นประโยชน์มากกว่าเป็นภาระของคุณครู
 
ขณะที่ นางจีรวรรณ วงศ์เหลือง ผู้อำนวยการโรงเรียนพระพุทธบาท “พลานุกูลวิทยา” จ.สระบุรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางโรงเรียนได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กและเก็บข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในในการวางแผนช่วยเหลือเด็กในด้านต่าง ๆ เป็นปกติอยู่แล้วเพียงแต่ทำในรูปแบบกระดาษกระจายอยู่ 5 แฟ้ม เวลาใช้ก็ต้องไปหาโปรแกรมมารวมเอง แต่เมื่อทาง สพฐ. ​และ กสศ. ​จะจัดทำระบบนี้ขึ้นมาก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกคุณครูให้ทำงานง่ายขึ้น  เพราะเชื่อว่าต่อไปจะมีการประมวลผลและสรุปได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ที่สำคัญยังเป็นระบบที่อัปเดตอยู่ตลอดเวลาเมื่อพบปัญหา หรือความสุ่มเสี่ยงที่เกี่ยวกับเด็กระบบจะแจ้งเตือนเพื่อให้เข้าไปแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

‘พัลซ ไซเอนซ์’ รองแชมป์นวัตกรรม ’63 ผลงาน ‘ตู้ปฏิบัติการระบบปิด’ ผสมเทียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘พัลซ ไซเอนซ์’รองแชมป์นวัตกรรม’63 ผลงาน‘ตู้ปฏิบัติการระบบปิด’ผสมเทียม (naewna.com)

‘พัลซ ไซเอนซ์’รองแชมป์นวัตกรรม’63 ผลงาน‘ตู้ปฏิบัติการระบบปิด’ผสมเทียม

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท พัลซ ไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยที่พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เครื่องมือทางการแพทย์ และก่อสร้างออกแบบห้องคลีนรูม สำหรับห้องผ่าตัด ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับรักษาผู้มีบุตรยาก ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้านเศรษฐกิจ ประเภทภาคการผลิต ประจำปี 2563 จากผลงานตู้ปฏิบัติการระบบปิดควบคุมสภาพแวดล้อมสำหรับการผสมเทียมใต้กล้องจุลทรรศน์ รุ่น IncuWork ic ในงานประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2563 ด้านเศรษฐกิจ ประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง

สำหรับผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นจากการที่บริษัทเห็นปัญหาอัตราการพัฒนาเป็นตัวอ่อนและคุณภาพที่ต่ำไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากการผสมเทียมภายนอกร่างกายในสภาพแวดล้อมแบบเปิดในห้องปฏิบัติการ จึงพัฒนาตู้ปฏิบัติการระบบปิดควบคุมสภาพแวดล้อมสำหรับการผสมเทียมใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว อีกทั้งตลาดของเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในส่วนของตู้ปฏิบัติการนี้ ยังไม่มีผู้ผลิตภายในประเทศทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาและค่าใช้จ่ายสูง

ดังนั้นเพื่อลดการนำเข้าสินค้าประเภทนี้ และลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ ทางบริษัทจึงได้ทำการออกแบบ และพัฒนาตู้ปฏิบัติการนี้ขึ้นมาจากความต้องการของผู้ใช้งานจริง และทดสอบจากการใช้งานจริง โดยเริ่มพัฒนาในปี 2558 และวางจำหน่ายรุ่นแรกในปี 2560 ตัวตู้ปฏิบัติการระบบปิดควบคุมสภาพแวดล้อมนี้ทำงานในลักษณะที่คล้ายกับตู้เพาะเลี้ยงเซลล์สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ที่สามารถติดตั้งกล้องจุลทรรศน์หัวกลับพร้อมชุดจุลหัตถการ (Micromanipulator)เพื่อทำการผสมเทียมนอกร่างกายไว้ภายในตู้ได้

สามารถจำลองสภาวะแวดล้อมเลียนแบบมดลูกได้ทั้งอุณหภูมิ ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจน รูปแบบของตู้ออกแบบโดยคำนึงถึงสรีรวิทยาการใช้งานของร่างกายขณะทำงานจริง จึงทำงานทุกขั้นตอนได้สะดวก ปฏิบัติงานได้นานมีระบบลดการสั่นสะเทือนขณะปฏิบัติงานมีช่องส่งของเข้า-ออกชนิด Interlock ป้องกันผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่แตกต่างกันขณะส่งตัวอย่างเข้า-ออก

ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้สามารถสร้างประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจให้กับ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง เช่นผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงานผู้ประกอบ
ลดการนำเข้า-เพิ่มมูลค่าส่งออกรวมทั้งทางสามรถต่อยอดทางผลิตภัณฑ์โดยการนำองค์ความรู้ที่เกิดจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ ไปใช้ออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ เช่นตู้อบเด็ก ตู้เพาะเลี้ยงเซลล์สิ่งมีชีวิตในห้องทดลอง isolator และ gas mixer เป็นต้น

‘จิสด้า’ ปรับภารกิจ ‘อวกาศ-ภูมิสารสนเทศ’ เสริมแกร่ง ‘ไทย’ อุตสาหกรรม-เศรษฐกิจอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘จิสด้า’ปรับภารกิจ‘อวกาศ-ภูมิสารสนเทศ’ เสริมแกร่ง‘ไทย’อุตสาหกรรม-เศรษฐกิจอนาคต (naewna.com)

‘จิสด้า’ปรับภารกิจ‘อวกาศ-ภูมิสารสนเทศ’  เสริมแกร่ง‘ไทย’อุตสาหกรรม-เศรษฐกิจอนาคต

‘จิสด้า’ปรับภารกิจ‘อวกาศ-ภูมิสารสนเทศ’ เสริมแกร่ง‘ไทย’อุตสาหกรรม-เศรษฐกิจอนาคต

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หากยังจำกันได้ ในปี 2554 ที่ประเทศไทยเกิด “มหาอุทกภัย” มวลน้ำไหลบ่าเข้าท่วมหลายจังหวัดนานนับเดือนไม่เว้นแม้แต่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ สิ่งหนึ่งที่คนไทยนำมาแชร์กันบนโลกออนไลน์กันเป็นรายวันคือ “ภาพถ่ายดาวเทียม” ว่าวันนี้มวลน้ำอยู่ที่ใดและไหลไปทางไหนแล้ว เช่นเดียวกับในช่วง 3-4 ปี ล่าสุดที่สังคมไทยตื่นตัวเรื่อง “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก” ทั้ง PM10 และ PM2.5 ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจาก “ไฟป่า-การเผาในที่โล่ง” ก็จะมีผู้คนนำภาพถ่ายดาวเทียมแสดงจุดความร้อน (Hot Spot) หรือจุดที่เกิดเพลิงไหม้มาแชร์กันเป็นระยะๆ เสมอ

เมื่อพูดถึงภาพถ่ายดาวเทียม สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือที่หลายคนคุ้นหูกว่าในชื่อ “จิสด้า (GISTDA)” ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มักถูกยกขึ้นในฐานะแหล่งอ้างอิงข้อมูล เพราะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านนี้เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หากมองออกไปในระดับโลกที่มหาอำนาจหลายชาติกำลังแข่งขันกันช่วงชิงพื้นที่และทรัพยากรในห้วงอวกาศ จิลด้าเองก็ต้องปรับภารกิจเตรียมพร้อมด้วยเช่นกัน

“ตั้งแต่นี้ต่อไป เราต้องมองไปอีก 20 ปีข้างหน้าว่าโลกกำลังจะไปในทิศทางไหน หลายประเทศมหาอำนาจทางเทคโนโลยีอวกาศพยายามจะใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศมากยิ่งขึ้นในหลากหลายด้าน ทั้งเรื่องของการค้นหาที่อยู่ใหม่ ถิ่นฐานใหม่ ค้นหาทรัพยากรใหม่ให้กับมนุษย์โลก รวมถึงการใช้ประโยชน์ในด้านธุรกิจจากห้วงอวกาศ ทุกคนอาจจะเคยได้ยินคำว่าอวกาศเป็นของมนุษย์โลก เป็นของทุกๆ คนไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ดังนั้นจิสด้าในฐานะองค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่หลักในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทย มีหน้าที่จะต้องดูว่าโอกาสในการใช้พื้นที่จากอวกาศเป็นอย่างไรบ้าง โดยในอีก 20 ปีข้างหน้า จิสด้าได้วางเป้าหมายไว้ชัดเจน ซึ่งประการแรกต้องเน้นช่วยประเทศในการดูทิศทางของเทคโนโลยีอวกาศ ประการที่สองจะเป็นเรื่องของอวกาศและจีไอเอส (GIS-ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์) ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน”

คำกล่าวของ ดร.ปกรณ์อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ถึงการปรับบทบาทของจิสด้าเพื่อรองรับอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ 1.ศึกษาโอกาสทางธุรกิจ ต้องวิเคราะห์ว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในเรื่องของอวกาศ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ การลงทุน ความคุ้มค่า และต้องศึกษาถึงความเป็นไปได้ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการเตรียมความพร้อม การวางแผน และการดึงดูดพันธมิตรหน้าใหม่ในวงการอวกาศเพื่อสร้างความร่วมมือกันในอนาคต

2.สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เพื่อให้ทราบถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศว่าสามารถสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง ซึ่งการสร้างความตระหนักนี้เกิดจากบุคลากรที่สร้างขึ้นมาจากหน่วยงานภาครัฐที่ไปร่วมมือกับโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือ “THEOS-2” และจากผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ โดยจิสด้าจะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมความร่วมมือ สร้างเครือข่ายผู้มีความรู้ด้านอวกาศให้มากที่สุดเพื่อที่จะกระจายองค์ความรู้เหล่านี้ไปสู่ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.สร้างคน ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากระดับมัธยมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัยคิดค้นและพัฒนาหลักสูตรต่างๆที่เกี่ยวข้อง สามารถนำมาบูรณาการและต่อยอดได้ เช่น การเขียนโปรแกรมการสื่อสารระหว่างดาวเทียมกับบนพื้นโลก หรือความร่วมมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ซึ่งมีหลากหลายด้านที่จะต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับอนาคตของประเทศไทย โดยปัจจุบันก็เริ่มเห็นหลักสูตรในระดับมัธยมศึกษา มีการบรรจุความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสร้างดาวเทียมบ้างแล้ว

ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเน้นย้ำให้เนื้อหาหลักสูตรมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยระยะแรกไม่จำเป็นต้องเน้นวิชาการมากนักแต่ต้องเป็นหลักสูตรที่สามารถสร้างจินตนาการเพื่อให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจได้ หรือมีแหล่งเงินทุนที่จะสนับสนุนให้เด็กๆ สามารถสร้างและประกอบดาวเทียมเองได้ เป็นต้น และ 4.การส่งเสริมการกำกับในภาครัฐภาคเอกชน และต่างประเทศ ที่ต้องการมาใช้ประโยชน์จากอวกาศในประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้ก็มีการเตรียมการในการร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ ไว้อยู่แล้ว

“ร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอ ครม. (คณะรัฐมนตรี) เพื่อพิจารณา ซึ่งจะสามารถนำมาช่วยส่งเสริมในการกำกับการดำเนินงานในอนาคตได้ รวมถึงรองรับอุตสาหกรรมอวกาศและกิจการอวกาศที่จะเกิดขึ้นภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องและเตรียมรับมือกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศได้อีกด้วย” ดร.ปกรณ์ ระบุ

ผอ.จิสด้า กล่าวต่อไปว่า อีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากระบบดาวเทียม THEOS-2 ตามที่ได้วางแผนไว้อย่างเต็มที่ โดยเน้นหนักในเรื่องของการนำระบบ THEOS-2 มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ทั้งในเรื่องของตัวดาวเทียม ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายที่เชื่อมโยงกับระบบ THEOS-2 ไม่ว่าจะเป็นอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียม ระบบงาน ระบบรับสัญญาณ และอื่นๆ

จากนั้นเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่นAIP (Actioable Intelligence PolicyPlatform) เพื่อช่วยให้เกิดการบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายในอนาคตประกอบการดำเนินงานในเชิงพื้นที่ รวมถึงในขณะนี้ได้เตรียมการวางแผนทางด้านธุรกิจเพื่อให้บริการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในระดับนานาชาติ สร้างพันธมิตรในระดับนานาชาติ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างคนควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมในโครงการ THEOS-2 จากต่างประเทศจะต้องนำองค์ความรู้ต่างๆ มาต่อยอดและถ่ายทอดให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในด้านอวกาศได้มีความรู้ และเพิ่มทักษะในกระบวนงานด้านอวกาศมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมคนไทยในศตวรรษที่ 21

นอกจากภารกิจในประเทศไทยแล้ว จิสด้ายังมีความร่วมมือกับนานาชาติ เนื่องจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศไม่ใช่เทคโนโลยีที่ประเทศไทยคิดค้นขึ้นเอง เป็นเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา และเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาสูง ดังนั้น ความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนทรัพยากรผู้ที่มีองค์ความรู้ รวมไปถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวหน้าไปสู่ระดับสากล

“ไม่ว่าจะเป็นระดับทวิภาคี หรือระดับองค์กร ฟอรั่ม (Forum) ต่างๆ เราให้ความสำคัญทั้งหมด ประเทศไทยของเรามีจุดเด่นหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่ดีที่สุดในอาเซียน (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เศรษฐกิจที่ดี บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นจิสด้าจึงตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำและแกนหลักที่จะผลักดันในเรื่องนี้ เพื่อให้ยืนหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนให้ได้ จากนั้นภายใน 3-5 ปี เราจะขยับไปในระดับเอเชียและนานาชาติให้ได้เช่นกัน” ดร.ปกรณ์ กล่าว

ผอ.จิสด้า กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศไทยแล้ว จิสด้ายังมุ่งขยายกลุ่มผู้ใช้งานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศไปสู่ภาคสังคม ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้มากยิ่งขึ้นรวมทั้งพัฒนารูปแบบข้อมูลและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในกลุ่มต่างๆตลอดจนทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ผลักดัน Co-creation ในทุกภาคส่วนบนพื้นฐานของความโปร่งใสตรวจสอบได้

เพราะ ณ วันนี้ เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้กับประเทศในการสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ นำไปสู่การจ้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนคนไทย เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า!!!

‘จีเอเบิล’ หนุน ‘UTCจุฬาฯ’ เสริมทัพ ‘AI’ ผลักดันนวัตกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘จีเอเบิล’หนุน‘UTCจุฬาฯ’ เสริมทัพ‘AI’ผลักดันนวัตกรรม (naewna.com)

‘จีเอเบิล’หนุน‘UTCจุฬาฯ’  เสริมทัพ‘AI’ผลักดันนวัตกรรม

‘จีเอเบิล’หนุน‘UTCจุฬาฯ’ เสริมทัพ‘AI’ผลักดันนวัตกรรม

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทจีเอเบิล (G-Able) เปิดเผยถึงความร่วมมือกันระหว่าง จีเอเบิล กับศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UTC) ในการดำเนินการติดตั้งระบบ NVIDIA DGX A100 ว่า ในฐานะผู้นำทางด้านดิจิทัลโซลูชั่น (Digital Solution) จีเอเบิลมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีความร่วมมือกับทาง UTC ในครั้งนี้

“เราพร้อมสนับสนุนเพื่อให้ UTC ก้าวสู่เป้าหมายทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสนับสนุนงานวิชาการเชิงลึก ส่งเสริมนักวิจัยให้พัฒนางานวิจัยสู่งานนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง การติดตั้ง NVIDIA DGX A100 ในครั้งนี้ ทำให้ศูนย์ UTC มีโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์(AI Infrastructure) ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้นักวิจัยทุกคนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่” นายสุเทพกล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ หนูไพโรจน์ รักษาการแทน ผอ. UTC กล่าวว่า UTC มีความร่วมมือกับเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ในด้านของเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน โดยในต่างประเทศมีการร่วมมือกับ NVIDIA AI Technology Center (NVAITC) เครือข่ายที่ให้ความร่วมมือเกี่ยวกับทางด้าน AI ซึ่งทางจุฬาฯ เป็นที่เดียวในประเทศไทยและเป็น1 ใน 40 แห่งทั่วโลก ความร่วมมือนี้ทำให้ UTC เป็นหน่วยงานแรกในประเทศไทย ที่ติดตั้ง NVIDIA DGX A100 สำหรับการพัฒนางานด้าน AI เต็มรูปแบบ

โดย NVIDIA DGX A100 เป็นศูนย์ข้อมูลแบบเร่งความเร็วระดับ 5-petaflop ซึ่งนับเป็น AI Infrastructure ที่สำคัญที่ช่วยนักวิจัยในการเร่งสปีดของงานวิจัยและนวัตกรรม ทั้งด้านประสิทธิภาพและระยะเวลาในการเทรนนิ่งได้ และยังรองรับความต้องการของผู้ใช้งานได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ บริษัท G-Able ซึ่งเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์หลักของ NVIDIA ได้นำทีมที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญเข้าไปช่วยติดตั้งให้แก่ศูนย์ UTC ของจุฬาฯ ตั้งแต่เมื่อเดือนส.ค. 2563 ที่ผ่านมา

‘พุทธะอิสระ’ เผยพระราชดำรัส ‘ในหลวง’ ‘ให้คนไทยทุกคนสามัคคีกัน’ (ชมคลิป) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘พุทธะอิสระ’เผยพระราชดำรัส’ในหลวง’ ‘ให้คนไทยทุกคนสามัคคีกัน’ (ชมคลิป) (naewna.com)

'พุทธะอิสระ'เผยพระราชดำรัส'ในหลวง' 'ให้คนไทยทุกคนสามัคคีกัน' (ชมคลิป)

‘พุทธะอิสระ’เผยพระราชดำรัส’ในหลวง’ ‘ให้คนไทยทุกคนสามัคคีกัน’ (ชมคลิป)

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 21.33 น.

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fbuddha.isara%2Fvideos%2F659009201426900%2F&show_text

เมื่อเวลา 20.20 น.วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี พระดำเนินออกจากศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ไปตามถนนจักรีจรัณย์ เสด็จออกประตูวิเศษไชยศรี แล้วเลี้ยวขวาสู่ถนนหน้าพระลาน

ทรงพระดำเนินไปตามถนนหน้าพระลาน เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ทรงโบกพระหัตถ์ แย้มพระสรวล และมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิดกับราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองฝั่งถนน ซึ่งมารอชื่นชมพระบารมี ทุกคนต่างสวมเสื้อสีเหลืองและโบกธงชาติ ธงพระปรมาภิไธย วปร.และธงพระนามาภิไธย สท.พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องตลอดเส้นทางที่เสด็จฯ ผ่าน บางคนถึงกับกันน้ำตาไม่อยู่ด้วยความปลื้มปิติที่ได้ชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด

หลังจากนั้น นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อดีตพระพุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้โพสต์คลิปวีดีโอ พร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)” ถึงเหตุการณ์ขณะเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยระบุข้อความพระราชดำรัสว่า “ให้คนไทยทุกคนสามัคคีกัน”

‘บิณฑ์’ สุดปลื้มปิติ! เผยนาทีก้มกราบ’ ในหลวง’ ทรงมีรับสั่ง ‘ขอบใจที่ออกมา’ (ชมคลิป) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘บิณฑ์’สุดปลื้มปิติ! เผยนาทีก้มกราบ’ในหลวง’ ทรงมีรับสั่ง’ขอบใจที่ออกมา’ (ชมคลิป) (naewna.com)

'บิณฑ์'สุดปลื้มปิติ! เผยนาทีก้มกราบ'ในหลวง' ทรงมีรับสั่ง'ขอบใจที่ออกมา' (ชมคลิป)

‘บิณฑ์’สุดปลื้มปิติ! เผยนาทีก้มกราบ’ในหลวง’ ทรงมีรับสั่ง’ขอบใจที่ออกมา’ (ชมคลิป)

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 21.23 น. https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=476&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fnakonyod45%2Fvideos%2F658426281537615%2F&show_text

เมื่อเวลา 20.20 น.วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี พระดำเนินออกจากศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ไปตามถนนจักรีจรัณย์ เสด็จออกประตูวิเศษไชยศรี แล้วเลี้ยวขวาสู่ถนนหน้าพระลาน

ทรงพระดำเนินไปตามถนนหน้าพระลาน เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ทรงโบกพระหัตถ์ แย้มพระสรวล และมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิดกับราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองฝั่งถนน ซึ่งมารอชื่นชมพระบารมี ทุกคนต่างสวมเสื้อสีเหลืองและโบกธงชาติ ธงพระปรมาภิไธย วปร.และธงพระนามาภิไธย สท.พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องตลอดเส้นทางที่เสด็จฯ ผ่าน บางคนถึงกับกันน้ำตาไม่อยู่ด้วยความปลื้มปิติที่ได้ชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด

โดย นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และนายเอกพัน บรรลือฤทธิ์ ได้กล่าวภายหลังเฝ้ารับเสด็จฯ ว่า เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัส กราบพระบาทพระองค์ท่าน ที่ทำมาทั้งชีวิตหายเหนื่อยเลย รู้สึกปลื้มปิติที่ได้มาเข้าเฝ้า ได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ท่าน โดย ในหลวง ได้ตรัสกับพวกเราว่า “ขอบใจที่ออกมา เราต้องรักสามัคคีกัน ขอบใจมากที่ช่วยเหลือประชาชน ทำเพื่อแผ่นดินไทย” ถือว่าเป็นบุญสูงสุดในชีวิต โดยในวันที่ 5 ธ.ค.ก็จะมารับเสด็จฯ พระองค์อีกครั้ง

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : NAKON45 อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ

‘ในหลวง’ ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความยินดี เวเวล จอห์น ชาลส์ รัมคาลาวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ในหลวง’ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความยินดี เวเวล จอห์น ชาลส์ รัมคาลาวัน (naewna.com)

'ในหลวง'ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความยินดี เวเวล จอห์น ชาลส์ รัมคาลาวัน

‘ในหลวง’ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความยินดี เวเวล จอห์น ชาลส์ รัมคาลาวัน

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 21.05 น.

1 พฤศจิกายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์น แสดงความยินดีไปยัง นายเวเวล จอห์น ชาลส์ รัมคาลาวัน (Mr. Wavel John Charles Ramkalawan) ในโอกาสสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แห่งสาธารณรัฐเซเชลส์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ความว่า

ฯพณฯ นายเวเวล จอห์น ชาลส์ รัมคาลาวัน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเชเชลส์ กรุงวิกตอเรีย ในโอกาสที่ท่านเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเชเชลส์ ข้าพเจ้ามีความยินดีขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เพื่อความสำเร็จและความสุขสวัสดีของท่าประธานาธิบดี ทั้งเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวเซเชลส์
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ฉันมิตและความร่วมมือที่มีอยู่อย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศของเราทั้งสอง จะกระซับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว