ม.เกษตร ค้นพบแมลงชนิดใหม่ในไทย จัดอยู่ในวงศ์ใหม่ในสกุลแมลงตีฉาบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ม.เกษตร ค้นพบแมลงชนิดใหม่ในไทย จัดอยู่ในวงศ์ใหม่ในสกุลแมลงตีฉาบ (naewna.com)

ม.เกษตร ค้นพบแมลงชนิดใหม่ในไทย  จัดอยู่ในวงศ์ใหม่ในสกุลแมลงตีฉาบ

ม.เกษตร ค้นพบแมลงชนิดใหม่ในไทย จัดอยู่ในวงศ์ใหม่ในสกุลแมลงตีฉาบ

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ นางสาวชนาพรสุทธินันท์ นิสิตระดับปริญญาเอก และ รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง (อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์) ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ Dr. Jean-LucGattolliat สังกัด Museum of Zoology เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส (อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม) ได้ค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลก คือ แมลงชีปะขาวเข็ม Cymbalcloeon sartorii ที่ลำธารห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และลำธารต้นน้ำเลย อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย นับเป็นการค้นพบครั้งแรกและพบเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นโดยงานวิจัยชิ้นนี้ ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BDC-PG4-161004) และโครงการทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย และยังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง และ Dr. Jean-LucGattolliat สังกัด Museum of Zoology เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส

สำหรับลักษณะทั่วไปของแมลงชีปะขาว ชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิด และลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นสกุลใหม่นี้จัดอยู่ในวงศ์ Baetidae มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากสกุลอื่นๆ ในวงศ์เดียวกันอย่างเห็นได้ชัดคือ มีแผ่นเหงือกคล้ายรูปหัวใจปล้องท้องที่ 5-7 เท่านั้นและคลุมไปด้านท้องถึงปล้องที่ 9 นอกจากนี้ยังมีลักษณะโครงสร้างปาก เช่น รูปร่างริมฝีปากล่าง แตกต่างชัดเจน โดยมีลักษณะที่จัดอยู่ในกลุ่มAnteropatellata ของวงศ์ Baetidae มีความใกล้เคียงกับสกุล Baetopus อย่างไรก็ตามลักษณะรูปร่างตัว พฤติกรรม และตุ่มอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้คล้ายกับสกุล Cloeon การโบกเหงือกทั้ง 3 คู่ของตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่มีลักษณะเฉพาะจึงนำมาตั้งชื่อสกุล คือ Cymbalcloeon คล้ายกับการตีฉาบ มีอัตราการโบกเหงือกเร็วเฉลี่ยประมาณ 12 ครั้งต่อวินาที ซึ่งช่วยในการแลกเปลี่ยนแก๊ส แมลงชีปะขาวสกุลใหม่พบครั้งแรกและพบเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น โดยมี ชื่อสามัญทั่วไปวงศ์นี้ว่า แมลงชีปะขาวเข็มเนื่องจากลำตัวยาวเรียวและมีขนาดเล็กกว่าแมลงชีปะขาววงศ์อื่น มีชื่อวิทยาศาสตร์ของแมลงชีปะขาวเข็มสกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลก คือ Cymbalcloeon sartoriiSuttinun, Gattolliat & Boonsoong, 2020 โดย specific epithet ตั้งชื่อเป็นเกียรติกับ Dr. Michel Sartori ผู้เชี่ยวชาญแมลงชีปะขาวระดับโลก

ตลาดออนไลน์ ม.สงขลาฯหยุดไม่อยู่ รายได้เดือนละกว่าห้าแสน ผู้ซื้อ-ผู้ขายกว่า 5 หมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ตลาดออนไลน์ ม.สงขลาฯหยุดไม่อยู่ รายได้เดือนละกว่าห้าแสน ผู้ซื้อ-ผู้ขายกว่า 5 หมื่น (naewna.com)

ตลาดออนไลน์ ม.สงขลาฯหยุดไม่อยู่ รายได้เดือนละกว่าห้าแสน ผู้ซื้อ-ผู้ขายกว่า 5 หมื่น

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สืบเนื่องจาก การที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)  สร้างตลาดออนไลน์ PSU Bazaar เพื่อให้เป็นศูนย์กลางสินค้าอาหารภาคใต้กว่า 70 ประเภท ทั้งกลุ่มผักและผลไม้สดกลุ่มอาหาร โรงแรม ทำให้เกิดเป็นแหล่งรวมผู้ซื้อ-ผู้ขายกว่า 5 หมื่นราย สร้างรายได้สะพัดในชุมชนในช่วงวิกฤติ COVID-19 ไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาทต่อเดือน โดย ผศ.ดร.นิวัติแก้วประดับ อธิการบดี ม.อ. เปิดเผยว่าจากการประกาศล็อกดาวน์เมืองทั่วประเทศส่งผลให้ธุรกิจการค้าในรูปแบบเดิมๆ ต้องหยุดชะงักไป ช่องทางการจำหน่ายผ่านออนไลน์หรือ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ค (Facebook) อินสตาแกรม(Instagram) จึงกลายเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่มีความสำคัญสอดรับวิถีชีวิตใหม่New Normal ดังนั้น ม.อ. จึงได้ก่อตั้งตลาดออนไลน์ PSU Bazaar ขึ้นบนเฟซบุ๊ค เพื่อให้ครอบครัวของบัณฑิตจบใหม่หรือผู้ที่ประสบภาวะตกงาน สามารถใช้ช่องทางตลาดออนไลน์ที่ ม.อ.สร้างขึ้นเพื่อหารายได้เสริมในช่วงวิกฤติ COVID-19   

ทั้งนี้ ภายหลังจากเปิดกลุ่มตลาดออนไลน์ PSU Bazaar บนเฟซบุ๊ค ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางขายสินค้าตลาดออนไลน์ในเขตพื้นที่ภาคใต้ โดยมีกลุ่มสินค้าและบริการหลากหลายมากกว่า 70 หมวด ประกอบด้วยกลุ่มผักและผลไม้สด กลุ่มอาหาร อาหารทะเล ของหวานและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เครื่องดื่มเบเกอรี่ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มธุรกิจบริการที่พักโรงแรมและรีสอร์ท รวมไปถึงกลุ่มงานเกษตรและอุปกรณ์การเกษตร ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งกลุ่มผู้ซื้อหรือผู้เข้าใช้บริการได้อย่างครบครัน โดยในช่วงระยะเวลา 7 เดือน(เมษายน-ตุลาคม 2563)  มีจำนวนสมาชิกทั้งกลุ่มผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าราว 50,855 คน และมีเงินสะพัดหมุนเวียนในการซื้อขายในกลุ่มไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5 แสนบาท 

สำหรับสินค้าที่ได้รับการตอบรับที่ดีอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสดและแปรรูปรวมทั้งผักและผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะอาหารปักษ์ใต้จะเป็นที่นิยมมาก อย่างไรก็ดีสำหรับตลาดออนไลน์ดังกล่าว ยังคงเปิดรับสมาชิกทุกประเภทอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางhttps://www.facebook.com/groups/PSUBazaar

ม.เกริก เปิดหลักสูตรภาษาจีน รุ่นที่ 1 หลักสูตรเดียวในไทยเพื่อธุรกิจการค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ม.เกริก เปิดหลักสูตรภาษาจีน รุ่นที่ 1 หลักสูตรเดียวในไทยเพื่อธุรกิจการค้า (naewna.com)

ม.เกริก เปิดหลักสูตรภาษาจีน รุ่นที่ 1  หลักสูตรเดียวในไทยเพื่อธุรกิจการค้า

ม.เกริก เปิดหลักสูตรภาษาจีน รุ่นที่ 1 หลักสูตรเดียวในไทยเพื่อธุรกิจการค้า

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาจารย์เช่าหยุน หลี่ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ประธานหลักสูตรเรียนภาษาจีนเพื่อการเจรจาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า สถาบันพัฒนาธุรกิจการค้าแห่งมหาวิทยาลัยเกริกได้ร่วมมือกับสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดหลักสูตรเรียนภาษาจีนเพื่อการเจรจาธุรกิจการค้า รุ่นที่ 1 ขึ้นมา เพื่อต้องการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนภาษาจีนจากเจ้าของภาษา ซึ่งจำเป็นต้องเริ่มต้นการฝึกฝน เรียนรู้ สื่อสาร พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมสร้างทักษะในการสื่อสารภาษาจีนเพื่อธุรกิจ ทั้งทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน โดยใช้สื่อการเรียนการสอนตลอดจนเทคนิคการสร้างความจดจำและสร้างความเข้าใจในการสื่อสารภาษาจีน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับคู่ค้าได้อย่างเข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสร้างและเสริมทักษะภาษาจีน การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน และเพื่อเป็นการสื่อสารกับคู่ค้าชาวจีนได้อย่างเข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งหลักสูตรฯนี้มีกลุ่มเป้าหมายสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นในการเสริมและสร้างทักษะการสื่อสารด้านภาษาผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักเจรจาการค้า SMEs Otop พนักงานเอกชน หรือผู้ที่ทำงานประจำ และต้องการสร้างทักษะในการสื่อสารภาษาจีน รวมถึงนักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจในการสื่อสารภาษาจีน

ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจการค้าแห่งมหาวิทยาลัยเกริก ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรฯ กล่าวเสริมว่า หลักสูตรเรียนภาษาจีนกับ ม.เกริก ในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มากเพราะนอกจากการเรียนทฤษฎี ในห้องเรียน 40 ชั่วโมง โดยเริ่มจากพื้นฐาน จำนวน 20 ชั่วโมง และภาษาจีนธุรกิจอีก 20 ชั่วโมง พร้อมทั้งพาไปฝึกภาคปฏิบัติอีก 10 ชั่วโมง กับสถานที่จริง อาทิ การเข้าร่วมประชุมทางธุรกิจกับนักธุรกิจชาวจีน การร่วมรับประทานอาหารกับชาวจีน การพาไปซื้อของ ช็อปปิ้ง และการเช็คอิน โรงแรม ที่พัก เป็นต้น ซึ่งสอนโดยเจ้าของภาษาโดยตรง ที่พูดไทยและจีนชัดมาก ทั้งนี้ ทางหลักสูตรฯ ได้กำหนดช่วงเวลาการเรียนไว้เป็น 2 รอบ คือ รอบวันธรรมดาเรียนทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี เวลา 18.00-20.00 น. โดยเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่23 พฤศจิกายน 2563 และรอบวันเสาร์เริ่มวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2563 เรียนทุกวันเสาร์เวลา 10.00-16.00 น.

มรส. รวมเยาวชนสามพันคน 3 วัน 2 คืน สร้าง ‘นักเรียน’ สู่การเป็น ‘นักศึกษา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มรส. รวมเยาวชนสามพันคน 3 วัน 2 คืน สร้าง ‘นักเรียน’ สู่การเป็น ‘นักศึกษา’ (naewna.com)

มรส. รวมเยาวชนสามพันคน 3 วัน 2 คืน  สร้าง ‘นักเรียน’ สู่การเป็น ‘นักศึกษา’

มรส. รวมเยาวชนสามพันคน 3 วัน 2 คืน สร้าง ‘นักเรียน’ สู่การเป็น ‘นักศึกษา’

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม มรส.เปิดเผยถึงโครงการ SRU Rajabhat Camping2021 ว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่เขตพื้นที่ภาคใต้ ด้วยมุ่งหวังว่าการศึกษาจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ แต่การจะผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพได้นั้น สิ่งสำคัญต้องมาจากผู้เรียนมีความสนใจ ฝักใฝ่ ใคร่ค้นหาความรู้ในสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เกิดขึ้น ณ เหตุการณ์ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เร่งพัฒนาตนเอง ให้มีความเท่าเทียบกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้เรียนจะต้องทราบความต้องการด้านการศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สนใจ และเพื่อตอบโจทย์ความสนใจในสาขาวิชาต่างๆ ดังนั้นโครงการนี้ จึงได้มีการแนะนำสาขาวิชาจากแต่ละคณะมานำเสนอแก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ถึงความสำคัญของศาสตร์นั้นๆ แนวทางกระบวนการเรียนรู้ การใช้ชีวิตของการเป็นนักศึกษา โดยมีรุ่นพี่มาให้คำแนะนำ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรการเรียนการสอน ตลอดทักษะที่มุ่งเสริมสร้างการประกอบอาชีพให้แก่ผู้เรียนในอนาคต

อาจารย์นาวิน วงศ์สมบุญ หัวหน้างานสื่อสารองค์กร มรส. ผู้ดำเนินงานโครงการ SRU Rajabhat Camping 2021 เปิดเผยว่าโครงการดังกล่าวนี้ นอกจากเป็นนโยบายการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบใหม่แล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการกับอาจารย์และรุ่นพี่นักศึกษาของแต่ละคณะ และให้ผู้เรียนได้รู้จักศักยภาพและความสนใจของตนเอง เพราะนักเรียนบางคนอาจไม่ใช่คนเก่งด้านวิชาการ แต่มีภาวะความเป็นผู้นำ เป็นนักกิจกรรม ชอบงานด้านสันทนาการ ชอบด้านดนตรี กีฬา เป็นต้น ด้วยการนำนักเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วภาคใต้เกือบ 3,000 คน มาทดลองใช้ชีวิตนักศึกษา เป็นเวลา 3 วัน 2 คืนถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ผู้เข้าร่วมโครงการได้ทำความรู้จักกับมหาวิทยาลัย ได้ทำกิจกรรมร่วมกับอาจารย์และนักศึกษารุ่นพี่ ได้ฝึกภาวะความเป็นผู้นำ ละลายพฤติกรรมเพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง รวมทั้งได้ทำความรู้จักกับสาขาวิชาและคณะต่างๆที่มหาวิทยาลัยเปิดสอน เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกทางชีวิตได้อย่างถูกต้อง ในการเลือกศึกษาต่อในศาสตร์ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

ผุด ‘สมุดปกขาว’ ทิศทางพัฒนา ‘อววน.’ ชูเป็นคู่มือยุทธศาสตร์ฟื้นตัวประเทศหลังโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ผุด‘สมุดปกขาว’ทิศทางพัฒนา‘อววน.’ ชูเป็นคู่มือยุทธศาสตร์ฟื้นตัวประเทศหลังโควิด (naewna.com)

ผุด‘สมุดปกขาว’ทิศทางพัฒนา‘อววน.’ ชูเป็นคู่มือยุทธศาสตร์ฟื้นตัวประเทศหลังโควิด

ผุด‘สมุดปกขาว’ทิศทางพัฒนา‘อววน.’ ชูเป็นคู่มือยุทธศาสตร์ฟื้นตัวประเทศหลังโควิด

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.19 น.

“สอวช.” ผุด “สมุดปกขาว” ทิศทางการพัฒนา อววน. ชูเป็นคู่มือบูรณาการนโยบายยุทธศาสตร์ ฟื้นตัวประเทศหลังวิกฤตโควิด-19

ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดโดย สอวช. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. เป็นประธานการประชุมนั้น ในที่ประชุมมีการเสวนาเกี่ยวกับสมุดปกขาวทิศทางการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อการฟื้นตัวของประเทศหลังวิกฤตโควิด-19 และการจัดตั้งวิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (Thailand Academy of Social Sciences, Humanities, and Arts, TASSHA)

ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า ในการประชุมดังกล่าว สอวช. ได้นำเสนอสมุดปกขาว “ทิศทางการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อการฟื้นตัวของประเทศหลังวิกฤตโควิด-19” ที่ สอวช. จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) อย่างบูรณาการเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศหลังวิกฤตโควิด-19 โดยมุ่งเน้นการใช้ อววน. เพื่อขจัดความยากจน สร้างความมั่นคงของมนุษย์ พัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและวางรากฐานเพื่ออนาคต พัฒนากำลังคนและการอุดมศึกษา และปฏิรูประบบ อววน. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนใช้เป็นแนวทางในการบูรณาการนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนาหน่วยงานให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและเป็นระบบ โดยได้สรุปถึงปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ใน 6 เรื่อง ประกอบด้วย การเกิดขึ้นของโควิด-19 และโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ความเหลื่อมล้ำและความไม่เสมอภาคทางสังคม การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจของโลก การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและการขาดแคลนทรัพยากร การหลากหลายของขั้นชีวิตและสังคมสูงวัย ตลอดจนนวัตกรรมพลิกโฉม หรือที่เรารู้จักกันในนาม Disruptive Innovation

จากปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้างต้น นำมาสู่การวิเคราะห์ 5 แนวทางการปรับตัวของประเทศสู่อนาคต ซึ่งประกอบด้วย 1. การสร้างสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างสังคมที่มีคุณภาพ ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง พัฒนาระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและรักษาสิ่งแวดล้อม 2. การคำนึงถึงความมั่นคงของประชาชนในประเทศเป็นที่ตั้ง ทั้งความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางสุขภาพ ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางอาชีพ

3. สร้างความเข้มแข็งจากภายใน โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นและส่งเสริมให้เกิดการพึ่งพาตัวเอง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 4. สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาจากความสามารถของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างชาติ และ 5. เตรียมการเพื่อรองรับสังคมในอนาคตที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากนวัตกรรมพลิกโฉม เช่น สังคมที่มนุษย์และหุ่นยนต์อยู่ร่วมกันในชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจที่มีปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานในการดำเนินธุรกิจ   

นอกจากนี้ เพื่อเป็นแนวทางบูรณาการนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผน อววน. สมุดปกขาวฉบับนี้จึงได้นำเสนอทิศทางในการพัฒนา อววน. เพื่อการฟื้นตัวของประเทศหลังวิกฤตโควิด-19 ที่สำคัญ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. เปลี่ยนความยากจนสู่ความมั่งมีอย่างทั่วถึง ด้วย อววน. โดยใช้ อววน. ปรับเปลี่ยนการแก้ไขปัญหาความยากจนจากการอุดหนุนทรัพยากรไปสู่การปลดล็อกศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมของคนในพื้นที่ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมให้เกิดเป็นขั้วความเจริญใหม่ของประเทศ

2. สร้างเสริมคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และพลังทางสังคมเพื่อการพัฒนาที่สมดุล ด้วย อววน. ผ่านการส่งเสริมระบบ อววน. ในการสร้างคน องค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุล ยั่งยืนและทั่วถึง โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงของมนุษย์ สุขภาวะ การพัฒนามนุษย์ทุกช่วงวัย ความหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ความเปิดกว้างและความเป็นธรรมในสังคม การมีส่วนร่วมทางการเมืองและนโยบายสาธารณะทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ความเข้าใจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

3. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นเครื่องยนต์ชุดใหม่สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน สร้างการเติบโตเชิงคุณภาพ ต่อยอดจากความได้เปรียบ โดยเปรียบเทียบในด้านความเข้มแข็งของฐานทรัพยากรชีวภาพภายในประเทศสู่กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในระดับโลก

4. ยกระดับอุตสาหกรรมและวางรากฐานเพื่ออนาคตด้วย อววน. ผ่านการใช้ อววน. หนุนเสริมการเปลี่ยนผ่านภาคการผลิตและบริการสู่ “อุตสาหกรรม 4.0” เพิ่มจำนวน Tech Based Enterprises พร้อมกับเร่งสร้างขีดความสามารถในประเทศให้มีเทคโนโลยี วิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสำหรับแก้ไขโจทย์หรือรับมือกับวิกฤตการณ์สำคัญ รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการพัฒนาภาคการผลิตและบริการยุคใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier research) ในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นเจ้าของเทคโนโลยี หรือพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ รวมถึงพัฒนาองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ที่นำไปสู่การสร้างพลังทางสังคมและทางสุนทรียะ ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมการวิจัย และความตระหนักทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความฉลาดรู้ให้กับสังคมไทยในทุกมิติ

5. พลิกโฉมการอุดมศึกษาและพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ประเทศ ทั้งการพัฒนากำลังคน การวิจัย นวัตกรรม ที่สอดคล้องกับบริบทประเทศและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสร้างความเข้มแข็งและปฏิรูประบบนิเวศการพัฒนากำลังคนของประเทศ ให้ตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนในทุกช่วงวัย ที่สอดคล้องกันทั้งมิติการพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมความเท่าเทียม

6. ปฏิรูประบบ อววน. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม โดยการปฏิรูประบบ อววน. เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยออกแบบโครงสร้างระบบหน่วยงาน เพื่อให้เห็น Division of Labour ในระบบ อววน. ทำให้หน่วยงานเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง เกิดความรับผิดชอบต่องาน และสามารถบูรณาการการทำงานระหว่างระบบ อ. และระบบ ววน. เพื่อลดความซ้ำซ้อน สามารถทำงานเสริมกันได้ ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการปรับกระบวนทัศน์ในการทำงาน การจัดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา อววน. รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานและบุคลากรให้มีคุณภาพสูงอย่างเพียงพอ เพื่อขับเคลื่อนระบบ อววน. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาประเทศ

ดร. กิติพงค์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวคิดการจัดตั้งวิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ประเทศไทย หรือ TASSHA (Thailand Academy of Social Science Humanities and Arts) เสนอโดยสำนักปลัดกระทรวง อว. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศที่สามารถนำงานวิจัยและวิชาการด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ มาบูรณาการองค์ความรู้และวิธีการแก้ปัญหาแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดการพัฒนางานวิจัยที่สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและอนาคต และนำไปสู่การสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งในการเสนอแนวคิดตั้ง TASSHA ท่านปลัด อว. มองว่า ถือเป็นการริเริ่มครั้งสำคัญของกระทรวง อว. ที่นำเอาศาสตร์และมิติด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ที่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ มาต่อยอดที่ไม่ใช่แค่เพียงการให้ความรู้ แต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติ ไม่แค่การเข้าใจประวัติศาสตร์แต่คือการเชื่อมโยงกับปัจจุบันและพัฒนาสู่อนาคต

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ชื่นชมการทำงาน การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของ สอวช. ในการจัดทำสมุดปกขาว “ทิศทางการพัฒนา อววน. เพื่อการฟื้นตัวของประเทศหลังวิกฤตโควิด-19” ที่เป็นเสมือนคู่มือแนวทางบูรณาการนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผน อววน. เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศหลังวิกฤตโควิด และได้เน้นย้ำเมื่อเวลาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางไปปรับใช้ ต้องมีการตั้งตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้จริงสามารถและสะท้อนผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขีดเส้น ‘ร.ร.เอกชน’ ส่งข้อมูลนักเรียน หากไม่ทำชวดเงินอุดหนุน- สั่งงดรับเด็กปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ขีดเส้น’ร.ร.เอกชน’ส่งข้อมูลนักเรียน หากไม่ทำชวดเงินอุดหนุน-สั่งงดรับเด็กปี’64 (naewna.com)

ขีดเส้น'ร.ร.เอกชน'ส่งข้อมูลนักเรียน หากไม่ทำชวดเงินอุดหนุน-สั่งงดรับเด็กปี’64

ขีดเส้น’ร.ร.เอกชน’ส่งข้อมูลนักเรียน หากไม่ทำชวดเงินอุดหนุน-สั่งงดรับเด็กปี’64

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.11 น.

วันที่ 26 ตุลาคม 2563 นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่มีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธาน ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) รายงานข้อมูลจำนวนโรงเรียนเอกชนแต่ละประเภท ประจำเดือนตุลาคม 2563 ดังนี้ โรงเรียนในระบบ มี 3,977 แห่ง โรงเรียนนอกระบบ จำนวน 10,023 แห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบพบโรงเรียนเอกชนจำนวนหนึ่งไม่ส่งรายงานข้อมูลนักเรียนรายบุคคล ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลสำคัญ เพราะ สช.จะนำมาจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวให้โรงเรียนเอกชน ที่ประชุมจึงมติให้ สช.ทำหนังสือแจ้งโรงเรียนที่ไม่ส่งข้อมูลให้ดำเนินการจัดส่งข้อมูลภายในวันที่ 31 ตุลาคม นี้ หากโรงเรียนใดไม่จัดส่งข้อมูล สช.จะงดจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวและงดให้โรงเรียนรับนักเรียนในปีการศึกษา 2564 

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม มอบหมายให้ สช.หามาตรการจัดการโรงเรียนเอกชนที่เปิดสอน โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือว่าการกระทำนี้เป็นความผิดทางอาญา มีความผิดและมีโทษจำคุก สช.ต้องเร่งจัดการปัญหาเหล่านี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับโรงเรียนเอกชนที่ดำเนินกิจการโดยสุจริต ทั้งนี้ สช.ได้รายงานการเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ จากการตรวจสอบพบโรงเรียนนอกระบบในกรุงเทพ และส่วนภูมิภาค รวม 10,023 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนนอกระบบดำเนินกิจการปกติ 7,602 แห่ง อยู่ระหว่างการเพิกถอนใบอนุญาต 2,421 แห่ง และเลิกกิจการแล้ว 55 แห่ง 

“สช.พบว่ามีโรงเรียนเอกชน จำนวน 129 แห่ง ไม่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน แบ่งเป็น โรงเรียนในระบบประเภทสามัญศึกษา 106 แห่ง โรงเรียนในระบบประเภทนานาชาติ 4 แห่ง โรงเรียนเอกชนในบบประเภทอาชีวศึกษา 15 แห่ง และโรงเรียนนอกระบบ 4 แห่ง รวมเป็นเงินกว่า 35 ล้านบาท ซึ่งทำให้ครูในโรงเรียนเหล่านี้ไม่สามารถเบิกเงินและใช้สวัสดิการได้ ที่ประชุมจึงมีมติให้ เลขาธิการ กช. เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ไปจัดการโรงเรียนดำเนินการภายใน 15 วัน หากโรงเรียนไม่ดำเนินการใดๆ สช.จะงดจ่ายเงินอุดหนุนรายหัว และสั่งงดรับนักเรียนในปีการศึกษา 2564” นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมอนุมัติให้ สช.จัดอบรมครูโรงเรียนเอกชน “หลักสูตรการฝึกอบรมด้านการสอนคนพิการ 2561” ในวันที่ 16-28 พฤศจิกายน ที่โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา กรุงเทพฯ และโรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.นนทบุรี โดยจัดอบรม 200 ชั่วโมง เมื่อสิ้นสุดการอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องไปฝึกปฏิบัติการสอน ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ภาคเรียน เพื่อเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้านมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ สช.ขาดครูที่มีความเฉพาะด้านในการสอนเด็กพิการจำนวนมาก 

“ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขข้อขัดแย้งโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ นนทบุรี พบว่าทางโรงเรียนได้ดำเนินการตามข้อตกลงที่ให้ไว้ทุกข้อ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ สช.ตั้งไว้ให้ไปดำเนินการตรวจสอบข้อมูล ขณะนี้ อยู่ระหว่างการสรุปข้อมูล คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องดังกล่าวภายในสัปดาห์หน้า” เลขาธิการ กช. กล่าว

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใย พระราชทานถุงยังชีพ ราษฎรประสบอุทกภัยสระแก้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย พระราชทานถุงยังชีพ ราษฎรประสบอุทกภัยสระแก้ว (naewna.com)

'ในหลวง-พระราชินี'ทรงห่วงใย พระราชทานถุงยังชีพ ราษฎรประสบอุทกภัยสระแก้ว

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย พระราชทานถุงยังชีพ ราษฎรประสบอุทกภัยสระแก้ว

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.04 น.

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ จ.สระแก้ว

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ผู้ประสบเหตุอุทกภัยและผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

26 ตุลาคม 2563 เวลา 11.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,000 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยและผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ณ หอประชุมเทศบาลบ้านใหม่หนองไทร อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย กับผู้ที่ได้รับผลกระทบรวมถึงเจ้าหน้าที่ ให้รับทราบ 

ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย และผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จำนวน 10 ครอบครัว ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งใน 9 อำเภอที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน พร้อมทั้งพูดคุยสร้างขวัญกำลังใจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติสุขต่อไป ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

จังหวัดสระแก้ว ได้รับอิทธิพลพายุดีเปรสชันระดับ 1 บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันระดับ 2 ในระหว่างเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม 2563 ส่งผลทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องกันเป็นวงกว้างในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันและเข้าท่วมในพื้นที่จำนวน 9 อำเภอ 55 ตำบล 509 หมู่บ้าน ได้แก่ อำเภอเมืองสระแก้ว อำเภอวัฒนานคร อำเภออรัญประเทศ อำเภอวังสมบูรณ์ อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอเขาฉกรรจ์ อำเภอโคกสูง อำเภอตาพระยา และอำเภอคลองหาด ส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตร สิ่งสาธารณประโยชน์ และทรัพย์สินบ้านเรือนของราษฎรได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบ จำนวน 24,721 ครัวเรือน

ขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวใกล้จะคลี่คลายสู่ภาวะปกติแล้ว ด้วยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มูลนิธิ องค์กร และจิตอาสาพระราชทาน ได้ระดมเข้าให้ความช่วยเหลือ และเยียวยาเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต่อไป

‘ซิตี้’ หนุน ‘รู้รอบขอบสนาม’ เพิ่มทักษะชีวิตนักเตะรุ่นเยาว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ซิตี้’หนุน‘รู้รอบขอบสนาม’ เพิ่มทักษะชีวิตนักเตะรุ่นเยาว์ (naewna.com)

‘ซิตี้’หนุน‘รู้รอบขอบสนาม’  เพิ่มทักษะชีวิตนักเตะรุ่นเยาว์

‘ซิตี้’หนุน‘รู้รอบขอบสนาม’ เพิ่มทักษะชีวิตนักเตะรุ่นเยาว์

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายต่อพันธุ์ ตู้จินดา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น.เอ. สาขากรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกิจกรรม “รู้รอบขอบสนาม” ว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเป็นอาสาสมัครฝึกสอนกีฬาฟุตบอลให้กับเด็กและเยาวชนอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากฝึกซ้อมเสร็จจะมีส่วนหนึ่งต้องรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน จึงคิดว่าหากมีกิจกรรมที่เกิดประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ในช่วงว่างๆ ก็น่าจะดีกว่าปล่อยเวลาทิ้งไปเฉยๆ

นำมาสู่การที่มีทั้งอาสาสมัครซิตี้ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาให้ความรู้และบอกเล่าประสบการณ์ต่างๆ นอกเหนือจากเรื่องฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต การทำงาน การท่องเที่ยวเที่ยวและอื่นๆ เพื่อช่วยเปิดมุมมองของเด็กและเยาวชนที่มาซ้อมฟุตบอล ให้ได้มีประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ เช่น กิจกรรมล่าสุดเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพฟัน เป็นต้น

“เด็กและเยาวชนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญและความสนใจอยู่กับแค่เรื่องฟุตบอลเพียงอย่างเดียว รวมถึงเด็กๆ หลายคนที่มาเล่นฟุตบอลก็เป็นเด็กที่ขาดโอกาสในการเรียนรู้ ดังนั้นการที่มีโครงการนี้ขึ้นมาจะเป็นส่วนหนึ่งช่วยเสริมสร้างประสบการณ์และเปิดมุมมองการเรียนรู้ของเด็กๆ ให้กว้างมากขึ้นให้ได้เข้าใจว่าในชีวิตของเรายังมีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตอยู่อีกมากมาย” นายต่อพันธุ์

ขณะที่ ด.ช.ศรีภูมิ หรือบอย กาศสกุล นักเรียนชั้น ป.4 รร.พิชัยพัฒนา กล่าวว่า ปกติแล้วเมื่อซ้อมฟุตบอลเสร็จตนกับเพื่อนๆ ก็จะจับกลุ่มนั่งเล่นระหว่างรอผู้ปกครองมารับ ดังนั้นการมีกิจกรรมรู้รอบขอบสนามจึงเป็นประโยชน์มาก เช่น ได้เรียนรู้เรื่องการดูแลส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองได้แล้วยังบอกต่อกับเพื่อนๆ และครอบครัวได้ด้วย

เช่นเดียวกับ ด.ช.เดชะบุญ หรือเหนือ แก้วเถิน นักเรียนเกรด 6 (เทียบเท่า ป.6) รร.นานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพฯ กล่าวว่า กิจกรรมรู้รอบขอบสนาม ทำให้ตนได้เปิดโลกกว้าง หลายเรื่องทั้งที่เป็นเรื่องง่ายๆ รอบตัวแต่ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญ ที่สำคัญคือเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นๆ ที่มาซ้อมฟุตบอลด้วยกัน ทำให้มีโอกาสได้พูดคุยในเรื่องอื่นๆ นอกจากฟุตบอล

ด้าน น.ส.ณิชานันท์ ศิรกุลพัฒนสิน ผู้ปกครองน้องบอย กล่าวว่า เด็กๆ มักจะสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ชอบเพียงอย่างเดียว เช่น เมื่อมาฝึกซ้อมกีฬาฟุตบอลก็จะสนใจแต่ฟุตบอล ดังนั้นกิจกรรมรู้รอบขอบสนามที่มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้านมาให้ความรู้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตของเด็กๆ ซึ่งบางเรื่องแม้แต่ผู้ปกครองเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนทำให้ไม่สามารถให้ความรู้ที่ครอบคลุมทั้งหมดได้ เด็กนั้นกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ การป้อนข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ และตนหวังว่าจะมีกิจกรรมดีๆ แบบนี้ต่อไป

‘ดร.สุเทพ’ ร่วมสัมมนาอาชีวะยกกำลังสอง คุณภาพนำปริมาณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ดร.สุเทพ’ร่วมสัมมนาอาชีวะยกกำลังสอง คุณภาพนำปริมาณ (naewna.com)

'ดร.สุเทพ'ร่วมสัมมนาอาชีวะยกกำลังสอง คุณภาพนำปริมาณ

‘ดร.สุเทพ’ร่วมสัมมนาอาชีวะยกกำลังสอง คุณภาพนำปริมาณ

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2563 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวในการประชุม สัมมนาผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อขับเคลื่อนอาชีวศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ณ โรงแรม เจ.พีเอ็มเมอรัลด์ จังหวัดยโสธร ในการขับเคลื่อนอาชีวะยกกำลังสอง สร้างคุณภาพนำปริมาณ เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม จากการถอดรหัสนโยบาย การศึกษากำลังสอง ของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยอาชีวศึกษาจะเพิ่มความเข้มข้นในทุกมิติ คือ ผู้เรียน ครู ห้องเรียน สื่อการเรียนรู้ และสถานศึกษา สู่การพัฒนาสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและเชี่ยวชาญเฉพาะทาง excellent Center ใน 7 สายงานหลัก ได้แก่ ปิโตรเคมี (Petrochemical), เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (Digital Business Technology), หุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม (Robotics), เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming), อุตสาหกรรมการบิน (Aviation Industry), อุตสาหกรรมระบบราง (Railway Industry) และยานยนต์สมัยใหม่ (Next Generation Automotive), และ ธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality Industry) ในการก้าวไปเป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center: HCEC) ของอาชีวศึกษา เพื่อผลิตและพัฒนาทุนมนุษย์ จำนวน 100 แห่ง ในกรอบการขับเคลื่อนปี 2564

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า ขอให้สถานศึกษาทำในสิ่งที่ถนัด สร้างในสาขาที่เชี่ยวชาญ สู่ความเป็นเลิศ และทบทวนถึงที่มาของหลักการและเจตนารมย์การจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละประเภท ในสังกัดเช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง(วช.) เพื่อการจัดการศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพสำหรับประชาชน ทั้งในด้าน Re-skills Up-skills New-skills ระยะสั้น ประเภท วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) หลักการ เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ภูมิภาครองรับการศึกษาสายวิชาชีพ พื้นฐานวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทสามารถจัดการเรียนการสอนได้ทุกสาขาวิชาโดยตอบโจทย์ในพื้นที่นั้นๆ วิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยี (วษท.) จัดการเรียนการสอนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนทางด้านการเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร โดยในส่วนของ สอศ.จะดำเนินการบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ที่จะช่วยสนับสนุน แก้ปัญหา เช่นการคิด การจัดสรรงบประมาณ การลงทุน บริหารและการจัดการ ให้สถานศึกษาให้สามารถดำเนินการไปสู่ HCEC เช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง หากไม่เปิดสอนระดับ ปวช.และ ปวส.จะต้องดำเนินการการบริหารจัดการอย่างไรที่ไม่ใช้จ่ายแบบงบประมาณรายหัวผู้เรียน นำแนวคิดการใช้วิทยากรหรือครูผู้สอนระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาชีพเข้ามาเป็นครูผู้สอน และ เกลี่ยอัตราผู้สอนครูประจำที่มีอยู่ ไปในส่วนของวิทยาลัยเทคนิค หรือวิทยาลัยการอาชีพ หรือวิทยาลัยที่ขาดแคลนครู ทดแทนในส่วนครูจ้างสอน โดยเฉพาะในวิทยาลัยขนาดใหญ่

เลขาธิการ กอศ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนได้นำแนวคิดการปลดล็อคเพื่อสร้าง Win Win ให้กับสถานศึกษา และสถานประกอบการ ทั้งด้านกรอบงบประมาณการจัดสรร และการลงทุนของสถานประกอบการ เช่นภาษีในเรื่องของการจัดการศึกษา การนำอุปกรณ์การจัดการศึกษาหรือการลงทุนในการสร้างโรงงานในโรงเรียน ด้านการปรับเปลี่ยน พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องจัดการอาชีวศึกษารูปแบบทวิภาคีอย่างเข้มข้น ใช้หลักการ 4 on ทั้ง 1.online 2.on air 3.on demand และ 4.on site ทางด้านสมรรถนะของวิชาชีพ ผู้เรียนต้องเพิ่มเติมและมีความพร้อมทางด้านภาษา ในภาษาที่สอง และสาม เช่นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ญี่ปุ่น ฯลฯ รวมถึงทักษะด้าน Digital และเทคโนโลยีต่างๆ และ ด้านการเปิดกว้าง ในการตั้งห้องเรียนอาชีพในมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย โดยจัดทำเป็นกลุ่มอาชีพพื้นฐานและสามารถเก็บเป็นเครดิตเมื่อเข้าสู่การเรียนในระดับอาชีวศึกษา กำหนดเป้าหมาย เป็นหนึ่งวิทยาลัย หนึ่งเอกชนหรือสถานประกอบการ และหนึ่งโรงเรียนมัธยม แชร์ทรัพยากรร่วมกันในการจัดการศึกษา

“ทั้งนี้ ในส่วนของอาชีวศึกษาเอกชนก็จะดำเนินการควบคู่กันไปกับอาชีวศึกษาภาครัฐ ส่วนในประเด็นของนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นต่างๆ ก็เปิดกว้างผ่านช่องทางการสื่อสาร ซึ่งเรียกว่าองค์การวิชาชีพของนักเรียนนักศึกษา ซึ่งมีอยู่ในสถานศึกษาทุกแห่งของอาชีวะ พร้อมกันนี้ ขอให้สถานศึกษาทุกแห่ง ยังคงตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สถานศึกษาทุกแห่งการ์ดอย่าตก” เลขาธิการฯ กล่าว

สพฐ.ยัน ‘ผอ.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ’ ไม่ได้กดดันไล่เด็กออก หลังชู3นิ้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สพฐ.ยัน’ผอ.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ’ไม่ได้กดดันไล่เด็กออก หลังชู3นิ้ว (naewna.com)

สพฐ.ยัน'ผอ.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ'ไม่ได้กดดันไล่เด็กออก หลังชู3นิ้ว

สพฐ.ยัน’ผอ.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ’ไม่ได้กดดันไล่เด็กออก หลังชู3นิ้ว

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

“เลขา สพฐ.”เผย”ผอ.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช”ยืนยันไม่ได้กดดันหรือไล่เด็กออกตามสื่อระบุ หลังเด็กชู3นิ้วระหว่างทำกิจกรรมถวายบังคมในวันปิยมหาราช ขณะที่แม่ยอมรับเป็นผู้ยื่นทางเลือกให้เอง หากลูกไม่ปรับประพฤติกรรม ด้านครูทักท้วงควรให้เด็กเรียนเหมือนเดิม ระบุเข้าใจเพราะเป็นวัยที่เรียนรู้เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ส่วนผอ.ย้ำยินดีหากผู้ปกครองมาพบ

ตามที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อออนไลน์ กรณีโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช บังคับให้ผู้ปกครองนักเรียนเขียนบันทึกลาออกจากโรงเรียน ด้วยเหตุนักเรียนไม่ยอมถวายบังคม ขณะร่วมพิธีวางพวงมาลาในวันปิยมหาราช เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของชาติและของโรงเรียนเบญจมราชูทิศด้วยนั้น

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ เลขา สพฐ.เปิดเผยว่า วานนี้ (24 ต.ค.) ตนได้รับรายงานจาก นายสมบูรณ์ เรืองแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 (ผอ.สพม.12 ) หลังจาก ผอ.สพม.12 ได้รับทราบข้อเท็จจริงจากการรายงานของผู้อำนวยการโรงเรียน และรองผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวแล้ว

นายอัมพร ยังได้รับรายงานต่อว่า สำหรับวันปิยมหาราชนั้น ถือเป็นวันสำคัญของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ เนื่องจากโรงเรียนนี้จัดตั้งตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ห้า โดยชื่อของโรงเรียนได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ห้า ซึ่งมีความหมายว่าสร้างอุทิศแด่พระมหากษัตริย์องค์ที่ห้า และในวันดังกล่าว โรงเรียนได้จัดพิธีวางพวงมาลาและถวายบังคม หน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ห้าเช่นทุกปี เพื่อสร้างจิตสำนึกคุณลักษณะความกตัญญูรู้คุณแก่เด็กนักเรียน

“โดยกิจกรรมนี้ ทางโรงเรียนให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพียง และในระหว่างประกอบพิธีถวายบังคมพระบรมรูปพร้อมกันนั้น เด็กนักเรียนรายนี้ ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โครงการห้องเรียนพิเศษ English Program ยืนตรงชูสามนิ้ว โดยไม่ร่วมถวายบังคมพร้อมกับนักเรียนคนอื่น”

นายอัมพร กล่าวว่า เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการ โรงเรียนให้นักเรียนเดินทางกลับ โดยครู หรือผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้มีการว่ากล่าวตักเตือน หรือเรียกนักเรียนมาพบแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในช่วงสายๆ ของวันเดียวกันนั้น คุณแม่ของนักเรียนรายนี้ ได้โทรศัพท์ติดต่อมายัง นายภูตินันทน์ เฮ้งศิริ รองผู้อำนวยการโรงเรียนงานกิจการนักเรียน แต่นายภูตินันทน์ไม่ได้รับสาย แต่ต่อมาในช่วงหลังบ่ายโมงของวันเดียวกันนี้ คุณแม่ของนักเรียนได้โทรติดต่อกลับมาหา รองผู้อำนวยการโรงเรียนอีกครั้ง และได้พูดคุยกัน พร้อมกับหารือ

“โดยคุณแม่บอกว่าเธอเอง รู้สึกหนักใจที่ไม่สามารถปรับพฤติกรรมของลูกได้ และคุณแม่ ยังได้แสดงเจตนาที่จะให้นักเรียนลาออก ซึ่งรองผู้อำนวยการ ก็ได้แสดงความเห็นใจ และเข้าใจต่อพฤติกรรมของนักเรียน เนื่องจากเป็นวัยที่เรียนรู้จากเพื่อน เหมือนวัยรุ่นทั่วไป และบอกคุณแม่ว่าไม่จำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียน พร้อมกันนั้น ยังได้ให้กำลังใจ และให้คำแนะนำว่า ปัญหาของลูกคุณแม่ เป็นเพียงปัญหาเรื่องทัศนคติทางการเมืองเท่านั้น ไม่ต้องเครียดอะไรมาก” เลขา สพฐ.กล่าว

นายอัมพร บอกอีกว่า ในช่วงเวลาหลังสามทุ่มของวันที่ 23 ตุลาคม 2563 ครูประจำชั้นของเด็กนักเรียน ได้อ่านเจอการโพสต์ข้อความของนักเรียนที่ปรากฎในสื่อโซเชี่ยล ด้วยความเป็นห่วงจึงโทรหานักเรียนรายนี้ โดยนักเรียนได้แจ้งให้ครูประจำชั้นทราบว่า คุณแม่ของนักเรียนเอง ต้องการให้นักเรียนลาออก ดังนั้นครูประจำชั้นจึงขอคุยสายกับคุณแม่ของนักเรียนเองโดยตรง

“จากการพูดคุย คุณแม่บอกกับคุณครูประจำชั้นว่า คุณแม่เครียดและหนักใจกับพฤติกรรมของลูกมาก จึงได้ยื่นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหานี้กับลูกของตัวเองว่า มี 2 ทางเลือกให้ลูกเลือก คือ ลูกต้องปรับพฤติกรรมตนเอง โดยกลับมาตั้งใจเรียน เป็นเด็กน่ารักเหมือนตอนเรียนชั้น ม.1 หรือหากลูกไม่ปรับพฤติกรรม แม่จะไปขอลาออกจากโรงเรียนเอง” นายอัมพร กล่าวถึงรายงานที่ได้รับ

ขณะเดียวกัน ครูประจำชั้นยังได้สอบถามกับคุณแม่ว่า มีผู้บริหาร หรือครูท่านใดโทรไปแจ้ง หรือกดดันคุณแม่ตามที่ลูกโพสต์หรือไม่ คุณแม่นักเรียนยืนยันว่าไม่มี

นายอัมพร ยังย้ำด้วยว่า ตนได้สอบถามไปยัง นายภักดี เหมทานนท์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช แล้ว และได้รับคำยืนยันว่า โรงเรียนไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ กับเด็กนักเรียนรายดังกล่าว และไม่ได้มีการไล่เด็กออก ตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด

ด้าน นายภักดี กล่าวเสริมด้วยว่า หลังทราบข่าวทางออนไลน์ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเรื่องการลาออกจากโรงเรียน จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ปรากฎว่าผู้ปกครองนักเรียนรายดังกล่าวมาแจ้งความประสงค์ให้ลูกลาออกจากโรงเรียนแต่อย่างใด

รวมถึงกรณีที่มีข้อมูลว่าโรงเรียนได้แจ้งให้ผู้ปกครองมาเขียนบันทึกลาออกให้นักเรียนนั้น นายภักดี กล่าวว่า ได้ทำการตรวจสอบจาก รองผู้อำนวยการโรงเรียนทุกท่าน ครูฝ่ายกิจการนักเรียน ครูผู้รับผิดชอบนักเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษ และครูซึ่งเป็นญาติของนักเรียนเอง ทุกคนยืนยันว่าไม่มีใครโทรหาผู้ปกครองนักเรียนแต่อย่างใด มีเพียงครูประจำชั้นโทรหาด้วยความห่วงใย และไม่ได้มีการพูดกดดันให้ลาออก

“ผมต้องแจ้งข้อเท็จจริง เพราะเกรงว่าการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน และการแปรเจตนาที่ผิดไปสู่บุคคลภายนอก”

นอกจากนี้ นายภักดี ยังยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ มีเด็กนักเรียนในโรงเรียนจำนวนหนึ่ง ได้มีการแสดงออกในรูปแบบดังกล่าว ในระหว่างการเคารพธงชาติ ซึ่งทางโรงเรียนก็เปิดเวทีให้เด็กได้แสดงออกทางความคิดที่เห็นต่าง ขณะเดียวกันเราก็มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน จนปัจจุบันเด็กเหล่านี้ ก็มีการแสดงออกในรูปแบบดังกล่าวลดน้อยลง เราสอนนักเรียนเหมือนลูกหลาน มีอะไรพูดคุยกัน

ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ยังชื่นชมเด็กนักเรียนคนดังกล่าวว่า เป็นเด็กนักเรียนที่เรียนเก่งมาก และเคยชนะเลิศได้เหรียญทองในการขับร้องเพลงฝรั่ง

นายภักดี ยังย้ำด้วยว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่ของนักเรียน จะเข้ามาพบตนเองในวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563 นี้ ตนก็ยินดีเพราะน้องยังเป็นนักเรียนของทางโรงเรียนอยู่ ไม่ได้มีการตัดสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น และพร้อมช่วยกันหาทางออกและแก้ไขปัญหาร่วมกัน