นักวิจัยธนาคารโลก ชี้COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นักวิจัยธนาคารโลก ชี้COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้ (naewna.com)

นักวิจัยธนาคารโลก ชี้COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้

นักวิจัยธนาคารโลก ชี้COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 13.20 น.

นักวิจัยธนาคารโลก ชี้ COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้ เด็กชนบทขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ซ้ำยังถูก bully ในโรงเรียน
 
25 ตุลาคม 2563 มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 3 จาก 11 ประเทศ ในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ด้วยระบบออนไลน์ โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยภาครัฐและเอกชน

วันที่สองของการประชุม (23 ตุลาคม 2563) เริ่มต้นด้วยการอภิปรายในหัวข้อ โควิด-19 กับโรงเรียนของฉัน (My School and COVID-19) ซึ่งเป็นเวทีสะท้อนความคิดเห็นของเยาวชนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาด ลำดับถัดมาเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การสอน โดยครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 จาก11 ประเทศ จากนั้นเป็นการอภิปรายพิเศษในหัวข้อ เทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนครูในยุคโควิด-19 (New Learning Technology) โดย นายผนวกเดช สุวรรณทัต นักวิจัยสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

อีกหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่ การอภิปรายพิเศษ เปิดผลวิจัย ผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียนไทยในยุคโควิค-19 (Possible Impact of COVID-19 Pandemic on Thai Students’ Achievement) โดย ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านพัฒนามนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย

ดร.ดิลกะ เปิดเผยว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ย่อมมาจากหลายปัจจัย อาทิ ทรัพยากร คุณภาพครู คุณภาพโรงเรียน ซึ่งหากดูตัวเลขงบประมาณลงทุนด้านการศึกษาของประเทศไทยถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD (Organization for Economic Cooperation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศกลุ่มยุโรป)

ผลการวิจัยพบอีกว่า ค่าใช้จ่ายของเด็กนักเรียนในระดับชั้น ป.1- ม.3 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่ส่งผลให้การเรียนของเด็กดีขึ้นแต่อย่างใด โดยเฉพาะผลสอบ PISA ที่ตกต่ำอย่างมาก

นอกจากนี้ การจัดสรรและการกระจายทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนขาดแคลนบุคลากรครู ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมระหว่างนักเรียนในเขตเมืองกับเขตชนบทค่อนข้างสูง  

“ความไม่เท่าเทียมนั้นมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม แต่ในประเทศไทยเราพบว่ามีความเหลื่อมล้ำในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน” เขากล่าว
ดร.ดิลกะ กล่าวว่า เมื่อสำรวจความพร้อมของอุปกรณ์การเรียนและคอมพิวเตอร์ พบว่า เด็กในเขตเมืองส่วนใหญ่มีความพร้อมกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เด็กนักเรียนในเขตชนบทมีความพร้อมเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้ว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์

ประกอบกับการสำรวจผลกระทบการเรียนรู้ของเด็กไทยในช่วงโควิด-19 โดยใช้ดัชนีชี้วัด 3 ด้าน ได้แก่ การปรับตัวในการสอนของครู ระเบียบวินัยในห้องเรียน และคุณภาพการเรียนการสอน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในกลุ่มโรงเรียนที่ด้อยโอกาสจะมีดัชนีชี้วัดทั้ง 3 ข้อนี้ ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน

ขณะเดียวกัน ดร.ดิลกะ ยังเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแก (bully) ในโรงเรียน โดยพบว่า เด็กนักเรียนไทยมีอัตราการถูกกลั่นแกล้งรังแกสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ทำให้เด็กไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน ไม่มีความสุขในการไปโรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความสามารถในการอ่านที่ลดต่ำลงตามไปด้วย

ดร.ดิลกะ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการประเมินความเสียหายในภาพรวมจากผลกระทบของโรคโควิด-19 แต่สิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ ณ วันนี้คือ วิกฤตโรคระบาดทำให้เด็กไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะเด็กในชนบทต้องสูญเสียเวลาเรียน ขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษาจำเป็นต้องเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ปัญหาต่อไป

“ในอนาคตข้างหน้า หากเกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ก็หวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถหาแนวทางรับมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้เด็กไทยต้องสูญเสียโอกาสในการเรียนมากไปกว่านี้” นักเศรษฐศาสตร์ด้านพัฒนามนุษย์ จากธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์  กีรติกร  ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ได้เห็นครูแต่ละที่พยายามบอกเล่าปัญหาและแนวทางแก้ปัญหายุคที่โควิด-19 ระบาดกระทบการศึกษา และไม่รู้ว่าโควิดจะอยู่อีกนานแค่ไหน หลังจากที่โรงเรียนถูกปิด เด็กเรียนหนังสือน้อยลง มันส่งผลต่อพัฒนาการและการศึกษาของเด็ก เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ การไปโรงเรียนมันไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่มันมีพัฒนาการทางสังคม สมอง เด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเล่นกับเพื่อน ยิ่งเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กยากจนจะยิ่งกระทบอย่างมาก 

“แต่ละประเทศได้บอกเล่าการใช้มาตรการในช่วงโรงเรียนปิด บทเรียนของต่างประเทศเขาจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ซึ่งพบว่า เน้นเรื่องความปลอดภัย ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง รักษาความสะอาดพื้นที่เรียน พื้นที่โรงอาหาร หลายประเทศจะใช้วิธีทำสื่อให้ผู้ปกครองมารับเพื่อไปสอนลูกที่บ้าน ทำสื่อออนไลน์ สอนออฟไลน์ที่บ้าน ใช้ทุกๆมาตรการเพื่อป้องกันปัญหา ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีเอื้ออำนวย เราต้องทำให้การศึกษาอยู่ในภาพกว้าง ยึดหลักเอาการศึกษา เอาโรงเรียนไปหาเด็ก ไปหาพ่อแม่ ไปหาชุมชน ถ้าอยู่ในเมืองก็ใช้อินเทอร์เน็ต อยู่ต่างจังหวัดก็ใช้วิทยุโทรทัศน์ เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษา” ดร.กฤษณพงศ์  กล่าว

ขณะที่ ดร.อุดม  วงษ์สิงห์  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูนักศึกษา และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ จัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ มีครูจากเครือข่ายทั่วโลกรับชมกว่าแสนคน ซึ่งมีความสำคัญกับการทำงานของ กสศ.อย่างมาก เช่น บทบาทครูต่อการเรียนการสอนในช่วงโควิด-19 เพราะไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ต้องเผชิญ เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายครู11 ประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ประเทศที่มีเด็กจำนวนมาก เขาดูแลเด็กได้อย่างไร แนวคิดโมบายที่เขาใช้เข้าถึงตัวเด็กเป็นอย่างไร ถ้าเด็กมาโรงเรียนไม่ได้ต้องแก้ปัญหาให้การเรียนส่งถึงบ้านอย่างไร รวมถึงประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ทันสมัย เขาดูแลเด็กพิเศษของเขาอย่างไร ถือว่าเป็นมิติแลกเปลี่ยน เกิดประโยชน์กับครูไทยอย่างมาก โดยทางกสศ.จะได้นำไปถอดบทเรียนและต่อยอดการพัฒนาครู เพราะกสศ.มีแผนที่จะพัฒนาครู พัฒนาโรงเรียน พัฒนาเด็กนักเรียนในทุกมิติ และเวที2วันนี้เราจะได้เห็นว่า ครูพยายามหาทางออก ปรับรูปแบบการเรียนรู้ เกิดมุมมองใหม่ๆในแต่ละพื้นที่แต่ละโรงเรียน 

“กสศ.มองว่าในอนาคต หากเราเตรียมพร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เราจะปรับตัวและรับมือกับมันได้ เทคโนโลยี ระบบออนไลน์ ออนแอร์ ออนไซต์ ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เหมาะสมไม่ทำให้เกิดอันตราย 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่4 ทั้ง10ประเทศ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและคณูปการต่อวงการการศึกษา และประเทศไทย กำลังเข้มข้มในการเฟ้นหาครูทั้ง77จังหวัด เพื่อให้ได้ผู้แทน ส่งเข้ามาส่วนกลาง คาดว่าในช่วงเดือนมีนาคม2564 จะทราบผลว่าทั้ง10ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ใครจะเป็นครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่4 เพื่อรับพระราชทานรางวัลในเดือนตุลาคม2564 นี้ ซึ่งช่วงนี้ ท่านใดที่อยู่ในพื้นที่ของกระบวนการการคัดเลือก สามารถเสนอชื่อครูเข้ามาได้” ดร.อุดม กล่าว 

‘บิ๊กตู่’ นำครม. ‘ทำบุญประเทศ’ เชิญชวนปชช.ร่วมสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘บิ๊กตู่’นำครม.’ทำบุญประเทศ’ เชิญชวนปชช.ร่วมสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล (naewna.com)

'บิ๊กตู่'นำครม.'ทำบุญประเทศ' เชิญชวนปชช.ร่วมสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

‘บิ๊กตู่’นำครม.’ทำบุญประเทศ’ เชิญชวนปชช.ร่วมสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 19.30 น.

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2563 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ร่วมพิธีเจริญพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศ และเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ในวันพรุ่งนี้ (24 ต.ค.63) เวลา 19.00 น.ส่วนกลางจัดขึ้น ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมในพิธี จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนแต่งกายด้วยชุดขาว เข้าร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล อย่างพร้อมเพรียงกัน ณ วัดหรือสถานที่จัดพิธีใกล้บ้านทั่วประเทศ ในวันพรุ่งนี้ (24 ต.ค.63) เวลา 19.00 น.

รมต.สำนักนายกฯนำพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รมต.สำนักนายกฯนำพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.5 (naewna.com)

รมต.สำนักนายกฯนำพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.5

รมต.สำนักนายกฯนำพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.5

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 19.19 น.

รมต.สำนักนายกฯนำพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.5 เตรียมจัดสวดมนต์ทุกสัปดาห์จนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 23 ตุลาคม 2563 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร พระครูวิจิตรธรรมคุณ ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฝ่ายฆราวาส ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม 2563 เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ และถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของปวงชนชาวไทย

นายอนุชา เปิดเผยว่า พิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม 2563 ครั้งนี้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมให้ดำเนินการจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาพร้อมกันทั่วประเทศ โดยในส่วนของกรุงเทพมหานคร จัดขึ้นที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ส่วนต่างจังหวัดกำหนดจัดพิธี ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดและสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่คนไทยได้ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ทรงได้สร้างสิ่งต่างๆ อันเป็นคุณูปการแก่ประชาชนชาวไทย เช่น การมีสิ่งสาธารณูปโภคที่ดีในทุกวันนี้ การเป็นสังคมประชาธิปไตยของประเทศชาติ ซึ่งการที่พุทธศาสนิกชนได้มาร่วมสวดมนต์ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงการมีจิตใจที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

นายอนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากให้ลูกหลานไทยได้ระลึกถึงสิ่งที่พระมหากษัตริย์ไทยได้ทรงสร้างไว้ให้จวบจนทุกวันนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธสาสนาแห่งชาติ จัดกิจกรรมสวดมนต์ทุกสัปดาห์ จนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563  ซึ่งตรงกับ “วันพ่อแห่งชาติ” เป็นวันประวัติศาสตร์ที่เราชาวไทยจะได้ร่วมน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงขอเรียนเชิญพี่พุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมอันเป็นกุศลนี้โดยพร้อมเพรียงกัน 

‘ในหลวง’ พระราชทานเครื่องนอนเครื่องครัว แก่ผู้ประสบภัยท่อก๊าซระเบิดสมุทรปราการ (ภาพชุด) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ในหลวง’พระราชทานเครื่องนอนเครื่องครัว แก่ผู้ประสบภัยท่อก๊าซระเบิดสมุทรปราการ (ภาพชุด) (naewna.com)

'ในหลวง'พระราชทานเครื่องนอนเครื่องครัว แก่ผู้ประสบภัยท่อก๊าซระเบิดสมุทรปราการ (ภาพชุด)

‘ในหลวง’พระราชทานเครื่องนอนเครื่องครัว แก่ผู้ประสบภัยท่อก๊าซระเบิดสมุทรปราการ (ภาพชุด)

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.20 น.

23 ตุลาคม 2563 เวลา 11.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทาน เครื่องนอนเครื่องครัว ไปมอบแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุท่อก๊าซธรรมชาติระเบิดในพื้นที่ตำบลเปร็ง จังหวัดสมุทรปราการ ณ อาคารเอนกประสงค์ โรงเรียน
วัดเปร็งราษฎร์บำรุง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นเหตุ จากการณ์ท่อส่งก๊าซธรรมชาติระเบิด เกิดข้นเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลาประมาณ 12.30 น. ในพื้นที่ตำบลเปร็ง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย จำนวน 34 หลังคาเรือน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 66 ราย สถานีตำรวจภูธรตำบลเปร็งได้รับความเสียหาย จำนวน 1 แห่ง รถยนต์เสียหาย จำนวน 62 คัน รถจักรยานยนต์ 59 คัน และมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติภัยดังกล่าว จำนวน 3 ราย

ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ได้เร่งให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วยแล้วในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ได้รับผลกระทบการเหตุการณ์ดังกล่าว ได้รับทราบต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

จากนั้น องคมนตรี ได้ลงพื้นที่ดูสถานที่เกิดเหตุ และให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อไป ตลอดพูดคุยให้กำลังใจ เสร็จแล้ว องคมนตรีเดินทางไปยังโรงพยาบาลรวมชัยประชารักษ์ และโรงพยาบาลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เชิญถุงพระราชทาน เครื่องนอน ไปมอบกล่าวแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติภัยดังกล่าว พร้อมทั้งเชิญพระราชกระแสทรงทรงห่วงใย และพระราชทานกำลังใจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้รับทราบด้วย

ราชสกุล-พสกนิกร พร้อมใจเข้ากราบถวายบังคมพระบูรพมหากษัตริยาธิราช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ราชสกุล-พสกนิกร พร้อมใจเข้ากราบถวายบังคมพระบูรพมหากษัตริยาธิราช (naewna.com)

ราชสกุล-พสกนิกร พร้อมใจเข้ากราบถวายบังคมพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

ราชสกุล-พสกนิกร พร้อมใจเข้ากราบถวายบังคมพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.29 น.

ราชสกุล-พสกนิกทั่วทุกสารทิศพร้อมใจเข้ากราบถวายบังคมพระบูรพมหากษัตริยาธิราช เนืองแน่น ณ ปราสาทพระเทพบิดร

23 ต.ค.63 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ในปราสาทพระเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องในวัน “ปิยมหาราช” ตั้งแต่เวลา 08.00- 17.00 น.

ตลอดทั้งวัน ได้มีราชสกุลทุกมหาสาขา อาทิ ราชสกุลชยางกูร ราชสกุลเทพหัสดิน ณ อยุธยา ฯลฯและประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชอย่างเนืองแน่นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกพระองค์ทรงปฏิบัติกระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดีและประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดมา เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเดินผ่านจุดคัดกรองหน้าประตูวิเศษไชยศรี แล้วเดินไปตามระเบียงคดภายในวัดพระแก้ว เพื่อคลายร้อนจากแสงแดด และจัดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมชุดละ 50 คน โดยมีประชาชนจำนวนมากสวมใส่เสื้อสีเหลืองพร้อมใจเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบขึ้นกราบถวายบังคมด้วยความจงรักภักดี

ด้าน น.ส.สุวรรณา ประภาศิริ อายุ 52 ปี ชาวปากเก็ต จ.นนทบุรี กล่าวว่า ตนเดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมเป็นครั้งที่สาม วันนี้ตั้งใจพาพี่สาว คือ นางเสาวลักษณ์ วงศ์วิทยาศักดิ์ อายุ 65 ปี ชาว จ.สุราษร์ธานี เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ด้วยเพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกพระองค์ 

“ช่วงที่เข้าไปกราบถวายบังคม ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ “ในหลวง ร.5 “ ถึงแม้เราจะเกิดไม่ทันพระองค์ท่านแต่ก็ทราบว่าพระองค์ทรงให้มีการเลิกทาส และทรงสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศเพื่อนำความเจริญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาด้านต่างๆประเทศไทยแต่ยังคงความเป็นไทยไว้  ส่วน “ในหลวง ร.9” เราจะซึมซับมากกว่าจะเห็นพระองค์ท่านทรงงานเพื่อประชาชนตลอด เสด็จไปเยี่ยมราษฎร์ในทุกพื้นที่ พระองค์ท่านมองเห็นความทุกยากลำบากเดือดร้อนของราษฎร์ก็จะเสด็จไปช่วยเหลือ และที่ประทับใจที่สุดคือช่วงที่พระองค์ท่านป่วยอยู่ที่ รพ.ศิริราช ก็ยังทรงงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไม่ว่างเว้น” น.ส.สุวรรณา  กล่าว

ผู้ตรวจการแผ่นดินจับมือ 4 กระทรวงเพิ่มทักษะอาชีพแก่นักเรียนยากจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ผู้ตรวจการแผ่นดินจับมือ 4 กระทรวงเพิ่มทักษะอาชีพแก่นักเรียนยากจน (naewna.com)

ผู้ตรวจการแผ่นดินจับมือ 4 กระทรวงเพิ่มทักษะอาชีพแก่นักเรียนยากจน

ผู้ตรวจการแผ่นดินจับมือ 4 กระทรวงเพิ่มทักษะอาชีพแก่นักเรียนยากจน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 22.16 น.

ผู้ตรวจการแผ่นดินจับมือ 4 กระทรวงหลักเร่งเครื่องติดตามความคืบหน้าโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนครอบครัวยากจนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ม.3

22 ตุลาคม 2563 นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ในแต่ละปีจะมีเด็กนักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ไม่ได้เรียนต่อนับหมื่นราย สำหรับในปีการศึกษา 2562 มีจำนวนสูงถึง 20,781 ราย เด็กกลุ่มนี้ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีเพื่อหารายได้เข้าครอบครัว จึงเป็นการเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานไร้ฝีมือ หากเด็กได้รับการฝึกอบรมต่อเนื่องอีก 4 – 6 เดือน จะช่วยให้เด็กเข้าสู่ตลาดแรงานในฐานะแรงงานมีฝีมือ มีรายได้ค่าจ้างที่สูงขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400-450 บาทต่อวัน

ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนครอบครัวยากจนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ซึ่งในปี 2564 ได้จัดประชุมชี้แจงผู้ที่ปฏิบัติงานในระดับจังหวัดทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด ครบทุกภูมิภาคกว่า 1,000 คน เพื่อสรุปผลการดำเนินโครงการในปีที่ผ่านมา ตลอดจนวิธีการรายงานความคืบหน้าของโครงการทางระบบ VSEP (Vocational Skills Enhancement Project) ผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (www.ombudsman.go.th) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ต้องรายงานผลทันทีภายใน 7 วันหลังจากเสร็จภารกิจในแต่ละขั้นตอน โดยเริ่มจากภาคใต้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ณ จังหวัดสงขลา ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันที่ 20 – 22 ตุลาคม ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่นี้ไปทุกจังหวัดต้องเริ่มขับเคลื่อนตามกรอบแนวคิดโครงการตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ ได้แก่การสำรวจหาเด็กนักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อ ม.3 และเชิญชวนเข้าร่วมโครงการ กระบวนการกลางน้ำ ได้แก่การฝึกอบรมทักษะด้านอาชีพก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและสนับสนุนเงินสงเคราะห์ระหว่างฝึกอบรม และกระบวนการปลายน้ำ ได้แก่การสำรวจและเตรียมตลาดแรงงานรองรับเด็กที่ผ่านการอบรม และตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ 10 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ เพิ่มเติมในกรณีที่เห็นสมควรภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563

ขั้นตอนที่ 2 จัดประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2563

ขั้นตอนที่ 3 สำนักงานจัดหางานจังหวัดเริ่มจัดประชุมชี้แจงผู้อำนวยการโรงเรียนและครูแนะแนวร่วมกับโครงการเตรียมความพร้อมแก่กำลังแรงงานในกิจกรรมสร้างเครือข่ายการแนะแนวอาชีพ ระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2563

ขั้นตอนที่ 4 ครูแนะแนวเริ่มสำรวจและจำแนกนักเรียนกลุ่มเป้าหมายระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม – 31 มกราคม 2564

ขั้นตอนที่ 5 สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเริ่มให้การสนับสนุนเงินสงเคราะห์ประเภทต่าง ๆ ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 กันยายน 2564

ขั้นตอนที่ 6 ครูแนะแนวนำนักเรียนกลุ่มเป้าหมายไปศึกษาดูงานและรับสมัครเข้าอบรมฯ ที่สถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ -15 มีนาคม 2564

ขั้นตอนที่ 7 สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด จัดฝึกอบรมทักษะด้านอาชีพภายในสัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายน 2564

ขั้นตอนที่ 8 สำนักงานจัดหางานจังหวัดจัดเตรียมและหาตำแหน่งงานรองรับเพื่อส่งต่อผู้ที่จบหลักสูตร เข้าตลาดแรงงานระหว่างเดือนเมษายน – กันยายน 2564

ขั้นตอนที่ 9 สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการฯ

ขั้นตอนที่ 10 สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดสรุปรายงานผลการดำเนินโครงการฯ ให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานทราบเมื่อสิ้นสุดโครงการตามปีงบประมาณ

นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มว่า ปัจจัยความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากครูแนะแนวที่ต้องทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองเรื่องวัตถุประสงค์ สิทธิประโยชน์ และประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ ขอให้ผู้ปกครองเข้าใจและให้โอกาส  บุตรหลานของท่านจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นแรงานมีฝีมือตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน สามารถช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้มากยิ่งขึ้น และ ต่อจากนี้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะร่วมกับหน่วยงานส่วนกลางประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนโครงการของจังหวัดต่าง ๆทุกภูมิภาค เพื่อรับทราบถึงปัญหา อุปสรรคข้อขัดข้อง พร้อมทั้งหาแนวทางช่วยเหลือให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต่อไป

มส.-รบ. เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ‘ร.5’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มส.-รบ.เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต’ร.5′ (naewna.com)

มส.-รบ.เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต'ร.5'

มส.-รบ.เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต’ร.5′

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 17.25 น.

มหาเถรสมาคม และรัฐบาล ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม 2563 โดยพร้อมเพรียงกัน ในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ส่วนกลาง ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ส่วนภูมิภาค ณ ศาลากลางจังหวัด ทุกจังหวัด

รัฐบาลเตรียมจัดสวดมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ‘ร.5’ พร้อมกันทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รัฐบาลเตรียมจัดสวดมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต’ร.5′ พร้อมกันทั่วประเทศ (naewna.com)

รัฐบาลเตรียมจัดสวดมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต'ร.5' พร้อมกันทั่วประเทศ

รัฐบาลเตรียมจัดสวดมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต’ร.5′ พร้อมกันทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.45 น.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนได้มีข้อสั่งการไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ดำเนินการตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติที่ 543/2563 ในคราวประชุมครั้งที่ 22/2563 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 กรณีการจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม 2563 โดยมหาเถรสมาคมมีมติให้วัดทุกวัดทั่วราชอาณาจักร และวัดไทยในต่างประเทศดำเนินการจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาพร้อมกัน ในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

การจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ และถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของประเทศไทย โดยในส่วนกลางกำหนดจัดพิธี ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค กำหนดจัดพิธี ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ในต่างประเทศให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

สำหรับบทสวดพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม 2563 ประกอบด้วย 11 บทสวด คือ นะมะการคาถา บทไตรสรณคมน์ บทปัพพะโตปะมะคาถา บทอะริยะธะนะคาถา บทขัดธรรมนิยมะสูตร บทธัมมะนิยาสุตตัง บทติลักขะณาทิคาถา บทปะฏิจจะสะมุปปาทะปาฐะ บทพุทธะอุทานะคาถา บทภัทเทกะรัตตะคาถา และ บทภะวะตุ สัพ โดยทั้ง 11 บทสวดนี้มีความหมายเป็นการสอนใจประชาชนให้มีสติ ให้ตั้งมั่นในคุณงามความดี พิจารณาถึงความไม่เที่ยงของทุกสิ่ง ไม่ประมาทกับการใช้ชีวิตก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่บนความถูกต้องตามทำนองครองธรรม นอกจากนี้ยังเป็นการอุทิศบุญกุศลให้กับผู้วายชน ให้ได้รับความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป และขอคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อำนวยอวยพรให้ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จงมีความสุขความเจริญ มีความร่มเย็น และความสำเร็จในทุกประการ

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา โดยพร้อมเพรียงกัน ในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ณ วัดหรือสถานที่จัดพิธีใกล้บ้าน

อึ้ง! แฉยับเสนอ ‘เงินใต้โต๊ะ’ แลกเก้าอี้ผอ.สกสค. จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อึ้ง!แฉยับเสนอ‘เงินใต้โต๊ะ’แลกเก้าอี้ผอ.สกสค.จังหวัด (naewna.com)

อึ้ง!แฉยับเสนอ‘เงินใต้โต๊ะ’แลกเก้าอี้ผอ.สกสค.จังหวัด

อึ้ง!แฉยับเสนอ‘เงินใต้โต๊ะ’แลกเก้าอี้ผอ.สกสค.จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 13.14 น.

“เลขาธิการ สกสค.” อึ้ง! แค่ขยับเปิดรับสมัคร “ผอ.สกสค.จังหวัด” เจอเซอร์ไพรส์ แห่โทร.หาคนใกล้ชิดเสนอเงินแลกเก้าอี้แล้ว

22 ตุลาคม 2563 นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(เลขาธิการ สกสค.) เปิดเผยว่า เนื่องจากผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัด จำนวน 64 จังหวัด กำลังจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 5 ธันวาคม นี้ มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ตนรู้สึกเซอร์ไพรส์ คือ ในระยะ 5 วันมานี้ โดยเฉพาะวันนี้ ซึ่งเป็นวันแรกที่สำนักงาน สกสค.ได้เผยแพร่ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ปรากฏว่ามีคนโทร.มาหาคนรอบตัวของตนหลายคน เพื่อเสนอเงิน หรือบ้างก็ถามว่าต้องใช้เงินหรือไม่ เหมือนเดิมได้หรือไม่ ซึ่งทำให้ตนรู้สึกตกใจมาก ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะเคยแต่ได้ยินคำร่ำลือว่ามีเรื่องแบบนี้

“ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าให้ตรวจสอบและติดตาม ยุคผมแม้แต่สตางค์เดียวก็ไม่ต้องจ่าย และขอย้ำว่าใครก็ได้ที่คุณสมบัติตรงตามที่ประกาศ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนใหม่ หรือคนเก่า ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการสรรหา เพียงแต่ผมมองว่าถ้าคนเก่าเข้ามาแข่ง ผมก็ดีใจที่ได้คนเก่า เพราะไม่ต้องไปเทรนงานใหม่ ไม่ต้องรอให้เรียนรู้งานใหม่ แต่ถ้าคนเก่าทำไม่ได้ก็เป็นโอกาสของคนใหม่” นายธนพร กล่าว

นายธนพร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มองกันว่าทำไมผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด จึงมีแต่ผู้อาวุโส เรื่องนี้ตนเชื่อว่าถึงอย่างไรก็คงได้คนที่อายุมากมาอยู่แล้ว เพราะวาระผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดมีวาระ 4 ปี ถ้าคนอายุน้อยๆไฟแรงๆอยากเข้ามา ถามว่าจะกล้าลาออกจากงานประจำหรือไม่ หากได้รับการสรรหาเข้ามานั่งทำงาน 4 ปี แล้วหลังจากนั้นถ้าไม่ได้เป็นต่อจะทำมาหากินอะไร จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีแต่คนเกษียณ หรือใกล้เกษียณมาสมัคร แต่มีเงื่อนไขคุณสมบัติที่กำหนดไว้ว่าอายุไม่เกิน 70 ปี ดังนั้นถ้าได้รับการสรรหาแล้วหากอายุครบ 70 ปีทั้งที่ยังอยู่ในวาระก็ต้องออก

ประวัตศาสตร์ กับงานของกระทรวงวัฒนธรรม หนึ่งในหลายๆ งานที่เดินหลงทางมานานหลายปีแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ประวัตศาสตร์ กับงานของกระทรวงวัฒนธรรม หนึ่งในหลายๆ งานที่เดินหลงทางมานานหลายปีแล้ว (naewna.com)

ประวัตศาสตร์ กับงานของกระทรวงวัฒนธรรม  หนึ่งในหลายๆ งานที่เดินหลงทางมานานหลายปีแล้ว

ประวัตศาสตร์ กับงานของกระทรวงวัฒนธรรม หนึ่งในหลายๆ งานที่เดินหลงทางมานานหลายปีแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หากจะมองกันอย่างผิวเผิน ดูเหมือนจะเห็นว่าภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมนั้นรับผิดชอบเต็มๆ กับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ต้นน้ำจรดถึงปลายน้ำถึงขนาดมีการคาดหวังว่าหากจะมีการสร้างหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์แล้วควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นผู้จัดทำขึ้นแล้ว นำส่งไปให้กระทรวงศึกษาฯใช้เป็นข้อมูลในการสอนให้เด็กรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ความเป็นมาของชาติตนเองจะดีกว่า

ในทางปฏิบัติการสร้างหลักสูตร หรือการค้นหาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ควรเป็นหน้าที่ของนักวิชาการ ซึ่งเขาจะมีความชำนาญ เชี่ยวชาญในด้านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ค้นหาหลักฐาน อย่างเป็นมาตรฐานอยู่เต็มที่แล้ว สิ่งที่ควรทำ ควรเป็น “เพียง” การส่งเสริม สนับสนุนและสร้างคุณค่าเก็บรักษางานประวัติศาสตร์ให้สืบเนื่องตลอดไป อย่าให้สูญหายหรือตกหล่น ขาดๆ เกินๆ จนทำให้โฉมหน้าของประวัติศาสตร์ต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่า”

งานของกระทรวงวัฒนธรรมที่ทำมาโดยตลอดนับเป็นศตวรรษ เราจะพบว่ามีความก้าวหน้าไปในเส้นทางของการ“ส่งเสริม” มากกว่าการ “สร้างคุณค่า และเก็บรักษา”

จึงไม่น่าแปลกใจว่าประเทศไทยมีงานวัฒนธรรมร่วมสมัยเกิดขึ้นหลากหลาย ในรูปแบบที่ทันสมัย โดยไม่มีใครตระหนักเลยว่างานร่วมสมัยที่เกิดขึ้นมาใหม่กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ทับถมคลื่นลูกเก่าให้สลายหายไปตามกระแสแห่งการถาโถม

ยกตัวอย่างที่เห็นอยู่บ่อยๆ จนเกือบจะกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว คือ การจัดวางพวงหรีดในการเคารพศพผู้ตาย ตามจารีตประเพณี พวงหรีดสำหรับเคารพศพผู้วายชนม์ส่วนใหญ่ก็จะทำจากดอกไม้สด และดอกไม้แห้ง แต่วันนี้หลายคนนึกถึง เรื่องของ “ผลประโยชน์” มากกว่า “คุณค่าทางจิตใจ” จึงได้มีการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลงพวงหรีดจากดอกไม้ให้มาเป็นเครื่องใช้สอยที่เกิดประโยชน์กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ทำพัดลมให้เป็นพวงหรีด, ทำจักรยานเพื่อให้เป็นพวงหรีด ด้วยหวังว่าเมื่อเสร็จงานแล้วสิ่งของเหล่านี้จะได้เอาไปทำประโยชน์ให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยไม่นึกถึงจิตใจของคนตาย

จารีต ประเพณี ที่ได้รับการทำกันมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นวัฒนธรรม ทุกคนทราบดีว่า มันเป็นเรื่องของ“จิตวิญญาณ” ไม่ใช่เรื่อง “ผลประโยชน์เฉพาะกิจ” เพราะเมื่อวัฒนธรรมเข้าถึงหรือครอบครองจิตใจของคนได้ทั้งจิตวิญญาณแล้ว นั่นคือ “คุณค่า” ที่คนจะฝังลึกแนบแน่นอยู่ตลอดไป

แต่เมื่อเกิดวัฒนธรรมร่วมสมัยใหม่ๆ ที่คำนึงถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่า คุณค่าทางจิตใจ วัฒนธรรมที่เป็นผลทางจิตใจก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไป และนี่คือคำตอบที่ว่าคนไทยรุ่นใหม่วันนี้จึงไม่คำนึงถึง “รากเหง้า” ที่เราเคยนับถือ ยกย่อง กันมาแต่กาลก่อน กลับมองเพียงผลประโยชน์ว่ามีผลกับตัวเองหรือไม่ คุณค่าของวัฒนธรรมจึงค่อยๆ สลายไปเรื่อยทีละเรื่องทีละเรื่อง

เช่นเดียวกับงานในด้านประวัติศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรมมีพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัย รูปแบบการนำเสนอใหม่ที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ แต่กลับไม่สร้าง คุณค่าให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของเนื้อหาที่เราต้องจดจำให้ฝังลึกลงไปในจิตสำนึกอย่างไม่มีวันลืม คนที่ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จึงได้เห็นแต่ความตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ตระหนักถึงคุณค่าของสรรพสิ่งในพิพิธภัณฑ์

ดังนั้น งานของกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้เริ่มจาก พ.ศ.นี้ กระทรวงจะต้องให้คนที่มาศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของไทย ไม่ว่าจากแหล่งใดๆ จะต้องได้รู้ทั้งเรื่องราวและคุณค่าที่แฝงอยู่ในประวัติศาสตร์อย่างกระจ่างชัดว่าหัวใจและความสำคัญที่คนไทยทุกคนควรตระหนักถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยอยู่ตรงจุดไหน และควรเทิดทูนเก็บรักษาไว้เพื่ออะไร

น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ก็เป็นก้อนผลึกที่สะสมเหตุการณ์มากมายจนกลายเป็นของแข็งดังหินผา และย่อมมีความสึกกร่อนเช่นเดียวกัน ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจำเป็นต้องดูแลก้อนผลึกอันทรงคุณค่านี้อย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดหลุดร่วงหายไป เหมือน ก้อนหินที่แตกออกมาเป็นเม็ดทรายแล้วก็สลายหายไป

หากจะบอกให้ตรงจุดถึงงาน ของกระทรวงวัฒนธรรมในด้านของ ประวัติศาสตร์ สิ่งที่เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงวัฒนธรรมคือ อย่าส่งเสริม แต่เพียงอย่างเดียว ต้องย้ำถึงคุณค่าที่เป็นหัวใจสำคัญด้วย มิฉะนั้นกระทรวงวัฒนธรรมก็จะเป็นแค่ “กระทรวงกิจกรรม” อย่างที่สังคมกระแหนะกระแหนว่า “ทำแต่อีเว้นต์” เป็นหลัก โดยที่กิจกรรมที่มุ่งส่งเสริม คำนึงถึง “ปริมาณ” มากว่า “คุณค่า” ที่ไม่สามารถฝังรากลึกลงไปในจิตใจของคนไทยได้

เริ่มกันเสียใหม่เถิด นับแต่วันนี้ พ.ศ.บอกให้ทุกคนหันมาทำกิจกรรมที่เน้น คุณค่า มากกว่าเน้นความร่วมสมัยที่สอดใส่ความแปลกใหม่เข้าไปให้คนสนใจ เพราะการทำแบบนั้น มันเป็นเพียงการสร้างแฟชั่นที่ทันกับยุคสมัยเท่านั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปทุกอย่างก็สลายไปตามกาลเวลา

คนไทยที่รักทั้งหลายอย่าได้โทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลยว่ากระทรวงศึกษาฯไม่สอนประวัติศาสตร์ให้นักเรียน ครูสอนประวัติศาสตร์ไม่เก่ง ไม่ชำนาญ กระทรวงวัฒนธรรม ไม่สนใจงานด้านประวัติศาสตร์ เพราะความเป็นจริงเท่าที่คนไทยรุ่นใหม่ไม่ซาบซึ้งกับประวัติศาสตร์ ไม่เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ มันอยู่ตรงที่คนไทยรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้คุณค่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มากพอ พวกเขาจึงมองไม่เห็นว่าคุณค่าของประวัติศาสตร์ว่ามันมีอะไรดี?

ยังไม่สายเกินไปที่กระทรวงวัฒนธรรมจะหันมาสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมให้มากกว่าการส่งเสริม เหมือน อย่างที่เคยเป็นมา เพราะคงไม่ยากเกินไปสำหรับปลัดกระทรวงวัฒนธรรมหญิงคนใหม่ “ดร.ยุพา ทวีวัฒนกิจบวร” ซึ่งถือปริญญาเอกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ให้ความสนใจในเรื่องของ “คุณค่า” พอๆ กับการ “สร้างค่า” จะใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่มาสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เห็นเป็นรูปร่าง เป็นผลึกอันแข็งแกร่งที่ใครๆ สามารถจับต้องได้ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะงานทางด้านวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมเดินหลงทางมาหลายปีแล้ว

ผลึกที่มีคุณค่าแม้จะมีในปริมาณน้อย ย่อมดีกว่าการมีผลึกที่ไร้คุณค่าแต่มีเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งก็คงเหมือนๆกับ “จำนวนดอกเตอร์” ในประเทศไทยที่มีจำนวนมากมาย เดินหลบกันไม่พ้น แต่ยากที่จะหาคนที่คุณค่าได้น้อยเต็มทีนั่นแหละ