นักเรียนโรงเรียนอุดมดรุณี ซ้อมใหญ่ ผลงาน มนตรี ตราโมท-ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์ฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นักเรียนโรงเรียนอุดมดรุณี ซ้อมใหญ่ ผลงาน มนตรี ตราโมท-ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์ฯ (naewna.com)

นักเรียนโรงเรียนอุดมดรุณี ซ้อมใหญ่  ผลงาน มนตรี ตราโมท-ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์ฯ

นักเรียนโรงเรียนอุดมดรุณี ซ้อมใหญ่ ผลงาน มนตรี ตราโมท-ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์ฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันที่ 18 ตุลาคม 2563 นักเรียนโรงเรียนอุดมดรุณี อ.เมือง จ.สุโขทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 จำนวน 106 คน ซ้อมใหญ่การแสดงระบำสุโขทัย เพื่อรำบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และร่วมขบวนบริเวณหน้าวัดสระศรี ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2563 ซึ่งมีกำหนดจัดงานวันที่ 23 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2563 ณ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

ระบำสุโขทัย เป็นระบำชุดสุดท้ายของระบำโบราณคดี 5 ชุด ที่ นายมนตรี ตราโมทผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติเป็นผู้แต่งทำนองเพลง โดยนำเพลงสุโขทัยของเก่าที่มีชื่อว่า “เทพทอง” มาดัดแปลงต่อเติมในตอนท้ายและท่านผู้หญิงแผ้วสนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นจากลักษณะท่าทางของประติมากรรมสุโขทัย อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-20 พระพุทธรูปปูนปั้นและหล่อสำริดปางลีลา

กสพท. เตรียมเปิดสอบเรียนหลักสูตร แพทย์ศาสตรฯ- ทันตแพทย์ฯ-สัตวแพทย์- เภสัชฯปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กสพท.เตรียมเปิดสอบเรียนหลักสูตร แพทย์ศาสตรฯ-ทันตแพทย์ฯ-สัตวแพทย์-เภสัชฯปี64 (naewna.com)

กสพท.เตรียมเปิดสอบเรียนหลักสูตร แพทย์ศาสตรฯ-ทันตแพทย์ฯ-สัตวแพทย์-เภสัชฯปี64

กสพท.เตรียมเปิดสอบเรียนหลักสูตร แพทย์ศาสตรฯ-ทันตแพทย์ฯ-สัตวแพทย์-เภสัชฯปี64

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.30 น.

21 ตุลาคม 2563 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) พร้อมด้วย นายแพทย์ อาวุธ ศรีสุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (เลขาธิการ กสพท), แพทย์หญิง บุญมี สถาปัตยวงศ์ ประธานคณะกรรมการคัดเลือก กสพท ได้ร่วมแถลงหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทย์ศาสตรบัณฑิต, หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต, หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต, และหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2564 ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน อาคารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ชั้น 5

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตามที่ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.)ได้ดำเนินการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หลักสูตรแพทย์ศาสตรบัณฑิต, หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต, หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ผ่านระบบกลาง TCAS ปีการศึกษา 2564 โดยจะรับรอบที่ 3 รูปแบบที่ 3 (Admission 1)  ซึ่ง ทปอ.จะเป็นกน่วยงานกลางรับสมัครผ่านเวบไซค์ของ ทปอ. และ กสพท. โดยจะมีการรับสมัครวิชาเฉพาะของ กสพท. ระหว่างวันที่ 2-20 พ.ย. 2563 และจัดสอบวิชาเฉพาะในวันที่ 10 เม.ย.2564 ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าเรียนได้ตามความสนใจ

“วิชาชีพแพทย์ เป็นวิชาชีพที่ทุกคนให้ความสนใจ แต่รับได้ในจำนวนจำกัด จึงต้องดำเนินการรับด้วยความยุติธรรม โปร่งใส ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาก็เป็นไปด้วยความบริสุทธิยุติธรรม และโปร่งใส ซึ่งวิชาชีพแพทย์เป็นวิชาชีพที่ทุกคนอยากจะเข้ามาเรียนมากที่สุดทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เป็นวิชาชีพที่เสียสระและเป็นวิชาชีพที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองและครอบครัว และในยุคปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกต้องการแพทย์ที่เก่ง ดี และมีความเสียสระ” ประธาน ทปอ. กล่าว 

ด้าน นายแพทย์ อาวุธ ศรีสุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กสพท.ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทย์ฯมาเป็นปีที่ 16 แล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ปกครองและผู้เรียน รวมถึงสถาบันแพทย์ และเพื่อให้ได้นักเรียนแพทย์ที่สนใจเรียนแพทย์อย่างแท้จริง 

ขณะที่ แพทย์หญิง บุญมี สถาปัตยวงศ์ ประธานคณะกรรมการคัดเลือก กสพท  กล่าวว่า ในปีนี้ มีมหาวิทยาลัย  55 สาขาวิชา  46 คณะ เข้าร่วมคัดเลือกกับ กสพท.  แบ่งเป็น คณะ วิทยาลัย สำนักวิชาแพทย์ ศาสตร์ 16 สถาบัน, คณะ สำนักวิชาทันตแพทย์ศาสตร์ 9 สถาบัน, สถาบัน คณะสัตวแพทยศาสตร์  10 สถาบัน, และคณะเภสัชศาสตร์ 11 สถาบัน  ดำเนินการคัดเลือกผู้มีความประสงค์จะเข้าศึกษาหลักสูตรแพทย์ศาสตรบัณฑิต, หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต, หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ผ่านระบบตรง ปีการศึกษา 2564 โดยทั้ง 4 หลักสูตร เปิดจำนวนรวม  2,622 คน  อันดับ 1 ได้แก่คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล  ม.มหิดล รับ 260 คน, อันดับ 2 คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รับ 176 คน, อันดับ 3 คณะแพทย์ศาตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ  รับ 150 คน 

แพทย์หญิง บุญมี กล่าวต่อว่า สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกปีนี้ยังคมเหมือนเดิม ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติพื้นฐาน เน้นเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง มีความระเอียดรอบคอบ ซื่อสัตย์สุจริต สามารถแสดงให้เห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสมัครสอบ การสอบข้อเขียน การสัมภาษณ์ และตรวจสุขภาพ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับ มัธยมตอนปลายตามหลักสูตร หรือกำลังศึกษาปีสุดท้าย  มีสัญชาติไทย  ยกเว้นผู้สมัครเข้าศึกษาในสถาบันเอกชนที่เข้าร่วมกับ กสพท, เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะไปปฏิบัติงานในส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ  ยกเว้นผู้สมัครเข้าศึกษาในสถาบันเอกชน,  ไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 ของคณะที่เปิดรับ ในมหาวิทยาลัยรัฐ หรือสถาบันของรัฐ  ยกเว้น ได้รับการอนุมัติให้ลาออกจากการศึกษาจากมหาวิทยาลัยก่อนวันที่ 30 เม.ย.2564 และไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่เกินชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาของรัฐที่เปิดรับ ยกเว้นได้รับการอนุมัติให้ลาออกมหาวิทยาลัยที่ศึกษาก่อนวันที่ 16 พ.ย.2563 และผู้ที่คาดว่าจะการศึกษาระดับอุดมศึกษาปีการศึกษา 2563, ไม่เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันที่เข้าร่วม TCAS64 รอบที่1 หรือในรอบโควตา, ไม่มีปัญหาสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตรใจที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการประกอบวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ หรือเภสัชกร 

แพทย์หญิง บุญมี กล่าวอีกว่า กสพท. จะรับสมัครสอบวิชาเฉพาะ ทางอินเทอร์เน็ต ระหว่างวันที่ 2-20 พ.ย. 2563 และภายหลังที่ผู้สมัครขำระเงินค่าสมัครแล้ว 7 วัน ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง หากพบว่าเอกสารไม่สมบูรณ์ให้ทำการแก้ไขก่อน เวลา 16.00 น.ของวันที่ 4 ธ.ค.2563  ทั้งนี้ กสพท.จะจัดสอบวิชาเฉพาะ 30% ในวันที่ 10 เม.ย.2564  ส่วนวิชาสามัญ 70% จัดสอบโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน)(สทศ.) ระหว่างวันที่ 3-4 เม.ย.2564 

วธ.จัดงานสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ เนื่องในวาระ120ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จย่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – วธ.จัดงานสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ เนื่องในวาระ120ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จย่า (naewna.com)

วธ.จัดงานสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ เนื่องในวาระ120ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จย่า

วธ.จัดงานสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ เนื่องในวาระ120ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จย่า

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.00 น.

รัฐบาล โดย วธ. จัดงาน “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เนื่องในวาระ 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จย่า จัดแสดงนิทรรศการ-การแสดงศิลปวัฒนธรรม-จำลองวิถีชีวิต 3 ชาติพันธุ์ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 25 ต.ค.นี้

21 ตุลาคม 2563 เวลา 14.00น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เนื่องในวาระ 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 21 ตุลาคม 2563 พร้อมทั้งชมนิทรรศการ “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” การแสดงชุด “สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนา เเม่ฟ้าหลวง” โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ การแสดงชุด คารวะพระแม่ย่า จาก 3 ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อาจารย์ปรีชา เถาทอง และอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี การแสดง ชุด รำอาข่าโบราณ โดยชนเผ่าอาข่า อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย การแสดงการขับร้องเพลง 

โดย ตำรวจตระเวนชายแดน โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารไอคอนสยาม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมงาน ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาล มอบหมายให้ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินการจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ เนื่องในวาระ 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 21 ตุลาคม 2563 เพื่อเผยแพร่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ซึ่ง วธ. มีนโยบายและยุทธศาสตร์หลักในการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และเสริมสร้างค่านิยม อัตลักษณ์ไทยและความเป็นไทย รวมทั้งอนุรักษ์สืบทอดและต่อยอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของไทย จึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายทางวัฒนธรรม และภาคประชาชน จัดงาน “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เนื่องในวาระ 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 21 ตุลาคม 2563 ระหว่างวันที่ 21 – 25ตุลาคม 2563 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานฯ ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยแบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่ โซนที่1 น้อมรำลึก “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เนื่องในวาระ 120 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 21 ตุลาคม 2563 ซึ่งจะมีการประดับประดาดอกไม้นานาพันธ์จากดอยตุงอย่างงดงาม โซนที่ 2 จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชดำรัส โดยในส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจจะจัดแสดงผ่านระบบเทคนิคพิเศษ Interactive wall screen จอใหญ่ แสดงผลการรับรู้ สร้างความเข้าใจ เข้าถึงได้ง่าย และมีความตื่นตา ตื่นใจ โซนที่ 3 การสาธิต และการประดิษฐ์ของที่ระลึกตามรอยสมเด็จย่า ได้แก่ การประดิษฐ์การ์ดจากดอกไม้แห้ง และการปักครอสติส โซนที่ 4 การแสดงศิลปวัฒนธรรม ประกอบด้วย 

1.การแสดงโดยกลุ่มชาติพันธ์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ได้แก่ ฟ้อนรำไหว้สาแม่ฟ้าหลวง รำอาข่าโบราณ ฟ้อนรำอาข่าร่วมสมัย และฟ้อนไตเก่า 2.การแสดงโดยสมาคมศิลปินเพื่อเยาวชน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ได้แก่ การบรรเลงดนตรีไทย การแสดงเชิดหุ่นตอนจับนาง การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุด เก็บใบชา ฟ้อนล้านนา ภูไทเรณู ฟ้อนขันดอก ฟ้อนที ระบำเปี้ยว และรำวรเชษฐ์ เป็นต้น

และโซนที่ 5 การนำวิถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ ในประเทศไทย ที่ได้รับพระกรุณาธิคุณในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากชนเผ่าอาข่า ชนเผ่าไทใหญ่ และชนเผ่าลาหู่ โดยการจำลองวิถีชีวิต เครื่องแต่งกาย การสาธิตของ 3 ชาติพันธุ์ เช่น การปักผ้า การชงชา และการจำหน่ายของที่ระลึกจากธรรมชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม 1765 หรือเว็บไซต์ http://www.m-culture.go.t

ศธ.เร่งปรับหลักสูตรใหม่อิงสมรรถนะ-ผลิตครูตรงหลักสูตรใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ศธ.เร่งปรับหลักสูตรใหม่อิงสมรรถนะ-ผลิตครูตรงหลักสูตรใหม่ (naewna.com)

ศธ.เร่งปรับหลักสูตรใหม่อิงสมรรถนะ-ผลิตครูตรงหลักสูตรใหม่

ศธ.เร่งปรับหลักสูตรใหม่อิงสมรรถนะ-ผลิตครูตรงหลักสูตรใหม่

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.04 น.

ศธ.เร่งปรับหลักสูตรใหม่อิงสมรรถนะ และผลิตครูตรงหลักสูตรใหม่ เพื่อผลิตคนให้ตรงความต้องการตลาดและการเปลี่ยนแปลงของโลก

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ขณะนี้การปรับหลักสูตรดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพิ่งรับฟังความเห็นจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณบดีคณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้การปรับหลักสูตรตรงกับความต้องการของตลาด และการเปลี่ยนแปลงของโลก และให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย รวมถึงความพร้อมในการผลิตครูให้มีทักษะการสอนหลักสูตรใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน ซึ่งฐานความคิดมาจากอดีตที่เป็นหลักสูตรที่อิงเนื้อหา แต่เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการศึกษา และจากการประเมินการใช้หลักสูตรอิงมาตรฐาน พบว่าเด็กที่ผ่านการเรียนการสอนด้วยหลักสูตรฯอิงมาตรฐาน มีคุณลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน สพฐ.จึงมองว่า หากเราต้องการคนที่มีคุณลักษณะหรือทักษะในการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน ในศตวรรษที่ 21 ทั้งเรื่องภาษา การสื่อสาร และเทคโนโลยี ฯลฯ เราจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของเทรนด์โลกปัจจุบัน จากแนวคิดนี้ สพฐ.ซึ่งมีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงมีแนวคิดในการปรับปรุงหลักสูตรขั้นพื้นฐานจากอิงมาตรฐานมาเป็นอิงสมรรถนะ  แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการทำหลักสูตรใหม่ต้องมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่กำหนดกรอบความคิด การจัดทำหลักสูตร การนำหลักสูตรไปทดลองใช้ การประเมินหลักสูตรจนตกผลึกมีความสมบูรณ์พร้อมจึงจะประกาศใช้หลักสูตรใหม่นี้ได้

“เนื่องจาก รมว.ศึกษาธิการ ต้องการให้การปรับหลักสูตรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อเร็วๆ นี้ สพฐ.จึงเชิญผู้เกี่ยวข้องจากคณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ และโรงเรียนสาธิตฯ มาหารือกัน เพื่อรับฟังความเห็น และรับทราบว่า สพฐ.ได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ซึ่ง สพฐ.ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบว่า กรอบแนวคิดเป็นอย่างไร สมรรถนะที่ต้องการให้เกิดกับเด็กมีอะไรบ้าง แล้วจะทำให้เกิดได้อย่างไร ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่า ควรมีการรับฟังความเห็นจากหลายฝ่ายอีกครั้ง รมว.ศึกษาธิการ จึงมอบให้ สพฐ.เป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อนำมากำหนดเป็นแนวทางร่วมกันอีกครั้ง”

เลขาธิการ กพฐ.กล่าว และว่า ทั้งนี้ นายณัฏฐพล ได้แสดงความห่วงใยว่า หากจะทำหลักสูตรใหม่ ต้องทำควบคู่ไปกับการผลิตครูใหม่ เพื่อให้มีทักษะในการสอนอิงฐานสมรรถนะ จึงต้องให้อาจารย์จากคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ มารับทราบหลักการและแนวทางร่วมกัน หรือมาร่วมกันสร้างหลักสูตรเพื่อให้ได้หลักสูตรที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมองถึงแนวทางการพัฒนาครูประจำการ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ให้เดินไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังได้ด้วย

นายกฯทำบุญ น้อมรำลึกในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ120 ปีสมเด็จย่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นายกฯทำบุญ น้อมรำลึกในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ120 ปีสมเด็จย่า (naewna.com)

นายกฯทำบุญ น้อมรำลึกในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ120 ปีสมเด็จย่า

นายกฯทำบุญ น้อมรำลึกในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ120 ปีสมเด็จย่า

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 09.41 น.

“บิ๊กตู่” ทำบุญ น้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 120 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ขณะที่ ประชาชน ตะโกนให้กำลังใจนายกฯสู้ๆ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 เวลา  07.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานในกิจกรรมน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 120 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เขตคลองสาน กรุงเทพฯ โดยมีประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา และ คณะรัฐมนตรี เข้าร่วม

โดยเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มาถึง ได้ร่วมพิธีสงฆ์ ก่อนวางพานพุ่ม ที่บริเวณหน้าพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จากนั้น เดินทางกลับทันที ซึ่งก่อนกลับได้มีประชาชนในชุมชนใกล้เคียง ได้มารอให้กำลังใจ โดยได้พร้อมใจกันตะโกนว่า “นายกฯสู้ๆ”

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยารับมอบต้นไม้ต้นพะยูงจากกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งจัดเตรียมกล้าไม้ ได้แก่ ต้นอินทนิล ต้นมะขาม ต้นพิลังกาสา ต้นกฤษณา ต้นพิกุล ต้นยางนา ต้นพุฒซ้อน และต้นคำมอกหลวง จำนวน 1,000 ต้น เพื่อมอบให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

ทั้งนี้ ทั้งนี้ภายหลัง นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับ ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติภารกิจแทนในการร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เนื่องใน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” เยี่ยมชมนิทรรศการและการให้บริการทางการแพทย์ โดยมูลนิธิถันยรักษ์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) รวมทั้ง เข้าชมบ้านจำลอง พิพิธภัณฑ์ A “ห้องสร้อยสังวาลย์สวรรค์” และพิพิธภัณฑ์ B “ห้องสร้างสรรค์สว่างไสว”

‘สสส.’ ลุยตลาดบองมาเช่ เตือน ‘การ์ดอย่าตก’ ป้องโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สสส.’ลุยตลาดบองมาเช่ เตือน‘การ์ดอย่าตก’ป้องโควิด (naewna.com)

‘สสส.’ลุยตลาดบองมาเช่ เตือน‘การ์ดอย่าตก’ป้องโควิด

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานเขตจตุจักร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมรณรงค์ “ปลอดภัยไว้ก่อน โควิด-19 ยังไม่จบ” รณรงค์ให้ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ให้เป็นวิถีชีวิตประจำวัน เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา ณ ตลาดบองมาเช่ ย่านประชานิเวศน์ เขตจตุจักรกรุงเทพฯ

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่าสืบเนื่องจากที่ สสส. ภาคีเครือข่าย ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินโครงการ “ตลาดปลอดภัย ลดเสี่ยงโควิด-19” ร่วมกับตลาดใน กทม.ทั้ง 50 เขตตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยหรือประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ผลตอบรับจากตลาดและประชาชนเป็นอย่างดี ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ความสนใจในการล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างและการดูแลตนเอง

แต่ด้วยสถานการณ์ภาพรวมทั่วโลกยังคงน่าเป็นห่วง จึงยังคงต้องมีมาตรการในการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรประมาทต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ตัวเลขการติดเชื้อในประเทศไม่ค่อยน่าห่วง มากนัก จากตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2563 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสม 3,686 คน รักษาหายแล้ว 3,481 คน ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 146 คน และเสียชีวิต 59 รายแต่จากตัวเลขการติดเชื้อของประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกลับพบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และตลาดยังคงถือว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงในลำดับต้นๆ

จึงจำเป็นต้องลดความเสี่ยง ปลอดภัยไว้ก่อนด้วยการสร้างวินัยให้แก่ตนเอง ทำสามเรื่องสำคัญทุกครั้งเมื่อออกจากบ้านคือ ใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ล้างมือด้วยนำสะอาดและสบู่อย่างน้อย 20 วินาที หรือล้างด้วยเจลแอลกอฮอล์ และการเว้นระยะห่าง ที่ผ่านมา สสส.และภาคีเครือข่าย ได้จัดทำสื่อรณรงค์ให้กับ 472 ตลาด ในกรุงเทพมหานคร และมีการจัดขบวนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ไปใน 20 ตลาดนำร่อง อาทิ ตลาดอ่อนนุช ตลาดแฮปปี้แลนด์ ตลาดบองมาเช่ เป็นต้น เพื่อให้ทุกคนร่วมกันดูแลตนเองในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

ด้าน นายสัญญา รอดโพทอง ที่ปรึกษาฝ่ายอาคารและสถานที่ตลาดบองมาเช่ กล่าวเสริมว่า ผู้มาใช้บริการในตลาดหากเทียบเป็นจำนวนรถยนต์ ประมาณ 2,000 คันต่อวัน ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นผู้สูงอายุ และมากันเป็นครอบครัว ที่ผ่านมาทางตลาดร่วมกับ ภาคส่วนต่างๆ เดินตามนโยบายของรัฐบาล เน้นประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้พ่อค้าแม่ค้าผู้มาจับจ่ายใช้สอย ตระหนักถึงความสำคัญการป้องกันโควิด-19

ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบ New Normal กินร้อนช้อนส่วนตัว ล้างมือและสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ซึ่งในพื้นที่ตลาดจะมีจุดตรวจคัดกรอง ฉีดยาฆ่าเชื้อเป็นระยะ มีอ่างล้างมือแบบเท้าเหยียบซึ่งที่นี่ถือเป็นต้นแบบในการติดตั้งอ่างล้างมือเท้าเหยียบในตลาดของเรามานานแล้ว ก่อนจะเกิดโควิด และทุกวันนี้พ่อค้าแม่ค้า ผู้ใช้บริการก็เข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

‘เอนก’ จับมือ ‘ม.ขอนแก่น – 6สถาบันเครือข่าย’ ตั้งเป้าใช้ ‘งานวิจัย’ พัฒนาภาคอีสานอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เอนก’จับมือ‘ม.ขอนแก่น-6สถาบันเครือข่าย’ ตั้งเป้าใช้‘งานวิจัย’พัฒนาภาคอีสานอย่างยั่งยืน (naewna.com)

‘เอนก’จับมือ‘ม.ขอนแก่น-6สถาบันเครือข่าย’  ตั้งเป้าใช้‘งานวิจัย’พัฒนาภาคอีสานอย่างยั่งยืน

‘เอนก’จับมือ‘ม.ขอนแก่น-6สถาบันเครือข่าย’ ตั้งเป้าใช้‘งานวิจัย’พัฒนาภาคอีสานอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในการประชุมหารือเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษา ณ ห้องประชุม Board Room ชั้น 3 อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยกล่าวถึงโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) ว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หน่วยงานในกระทรวงหลายกระทรวง อยากจะให้ช่วยเก็บข้อมูลบางด้าน

“หลายท่านในนั้นเห็นสมรรถนะและศักยภาพในโครงการของเราว่านอกจากจะทำเรื่องการพัฒนาแล้วยังสามารถเก็บข้อมูล และเชื่อว่าเราสามารถทำระบบ big data และวิเคราะห์ได้ดีพอสมควร ซึ่งในที่ประชุมได้สนับสนุนให้เราขยายจำนวนตำบลเพิ่มขึ้นอีก 4,900 ตำบล ซึ่งจะครบ 7,900 ตำบล โดยประมาณ จากโครงการนี้จะทำให้มีผู้ที่ได้ทำงานมากกว่า 120,000 คน”
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ระบุ

รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีอุทยานวิทยาศาสตร์ กระจายอยู่ในภูมิภาคซึ่ง อว. ได้พิจารณามหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมเป็นแม่ข่ายและเป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้รวบรวมมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ ภาคเอกชนภาคท้องถิ่น ในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้วิทยาศาสตร์ วิจัยนวัตกรรม กับการปฏิบัติมาเชื่อมต่อกันได้

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ผลเป็นอย่างดี ซึ่งตนก็ดีใจที่ผลงานวิจัยหลายๆ อย่างสามารถขายได้ เป็นนิมิตหมายที่ดี และคิดว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นโดดเด่นในหลายด้าน ที่ประทับใจมากคือด้านเกษตร การแพทย์ และการนำเทคโนโลยีโทรคมนาคมต่างๆ ที่เจริญก้าวหน้ามากมาใช้ในการทำแผนที่ IOT อย่างไรก็ตาม อว.ไม่ได้กำหนดว่าแต่ละมหาวิทยาลัยต้องวิจัยด้านใด เพราะว่าแต่ละที่จะแสดงออกมาเองว่าตนเองเก่งและชำนาญโดดเด่นเรื่องอะไร

“โดยทั่วไปความเก่งของคนไทย ของสถาบันวิจัย ของมหาวิทยาลัย จะครอบคลุมด้าน BCG เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ วิทยาการที่เกี่ยวกับชีววิทยาการแพทย์ อาหาร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์การแพทย์ เครื่องสำอาง รวมไปถึง การแก้ปัญหาทำอย่างไรให้คนอยู่ดีกินดีขึ้น ฉะนั้นผมคิดว่าตอนนี้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศไทยกำลังไล่กวดประเทศอื่นๆ ที่เคยนำหน้าเราไป ใกล้ชิดมากขึ้น ก้าวไปสู่ภาคปฏิบัติได้มากขึ้น และรัฐบาลก็สนับสนุนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มากขึ้น”ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ด้าน รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ม.ขอนแก่น ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาผลงานด้านวิชาการ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนแก่ภาคสังคม ธุรกิจ อุตสาหกรรม วิสาหกิจทุกระดับ และการส่งเสริมวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 จากแนวคิดดังกล่าว จึงได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่ได้คัดเลือกมานำเสนอในวันนี้ จำนวน 15 นิทรรศการ

ประกอบด้วย นิทรรศการนวัตกรรมทางการแพทย์ (ชุดตรวจทางการแพทย์,ชุดตรวจธาลัสซีเมีย) นิทรรศการนวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร (ไก่KKU1+นมA2, ปุ๋ยและผลิตภัณฑ์จากไส้เดือนดิน และอาหารเพื่อสุขภาพ) นิทรรศการด้าน Smart city นิทรรศการด้านการศึกษา (Smart learning, โครงการคณิตศาสตร์ขั้นสูง) นิทรรศการโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (โครงการกัญชาสำหรับใช้ในทางการแพทย์, โครงการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรัง, โครงการแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี)

นิทรรศการด้าน BCG (แบตเตอรี่ ไฮโดรเจน มีเทน และไบโอพลาสติก) นิทรรศการดำเนินงานและบริการของอุทยานวิทยาศาสตร์,ตลอดจนนิทรรศการพื้นที่ต้นแบบของการบูรณาการจากองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นแบบครบวงจร อาทิ Smart Farm โครงการแก้จนจิ้งหรีด และบ้านโต้นโมเดล นอกจากผลงานวิจัยเหล่านี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังได้ผลิตผลงานวิจัยอีกมากมาย ที่มุ่งหมายในการแก้ปัญหาของพื้นที่ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และสร้างให้ไทยสามารถแข่งขันได้ ในระดับสากล

อนึ่ง นอกจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ยังมีอีก 6 สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นเครือข่าย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย และวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย โดยตั้งเป้าหมายให้สถาบันเหล่านี้สร้างงานวิจัยเพื่อทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพัฒนาอย่างยั่งยืน

มองอดีตถึงปัจจุบัน ‘ผู้นำไทย’ ไม่หน่าย ‘คุมสื่อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มองอดีตถึงปัจจุบัน ‘ผู้นำไทย’ไม่หน่าย‘คุมสื่อ’ (naewna.com)

มองอดีตถึงปัจจุบัน  ‘ผู้นำไทย’ไม่หน่าย‘คุมสื่อ’

มองอดีตถึงปัจจุบัน ‘ผู้นำไทย’ไม่หน่าย‘คุมสื่อ’

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อุณหภูมิทางการเมืองกรณี “การชุมนุมต่อต้านรัฐบาล พล,อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ร้อนขึ้นอีกระดับ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 19 ต.ค. 2563 ซึ่งมีการเผยแพร่ “คำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ 4/2563 เรื่อง ให้ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของข้อกำหนดตามความในมาตรา 9ประกอบมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548” สาระสำคัญคือสั่งตรวจสอบ ลบ หรือระงับการเผยแพร่ของสื่อมวลชน 4 สำนัก และเพจเฟซบุ๊คของฝ่ายผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล 1 เพจ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ยังออกมาเปิดเผยด้วยว่า มีผู้ใช้งานอินเตอร์เนตประมาณ 3 แสนยูอาร์แอล (URL) ที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำการตรวจสอบต่อไปว่า URL ใดบ้างที่สามารถยืนยันตัวตนได้เพื่อดำเนินคดีต่อไป ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ “ปิดกั้นสื่อ-คุกคามประชาชน” ดังสนั่นไปทั่วโดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ ที่ปัจจุบันชาวไทยแทบทั้งประเทศใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) หรือสื่อสังคมออนไลน์กันเป็นปกติในชีวิตประจำวัน และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดชุมนุม

สำหรับประเทศไทยนั้น การปิดกั้นและลิดรอนเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นทั้งของสื่อมวลชนและประชาชน ดูจะเป็นเรื่องที่คุ้นชินเพราะทำกันในรัฐบาลหลายชุดและหลากที่มา ไล่ตั้งแต่เมื่อเข้าสู่ยุคกึ่งพุทธกาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังจากที่ทำรัฐประหารครั้งแรกในปี 2500 แล้วปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามปกติ ก็เกิดความขัดแย้งวุ่นวายระหว่างนักการเมืองและคณะรัฐมนตรี จึงตัดสินใจทำรัฐประหารครั้งที่ 2 ในปี 2501 และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง พร้อมกับนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคเผด็จการเต็มรูปแบบไปอีกราวหนึ่งทศวรรษ

ภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ นายกฯ มีอำนาจครอบคลุมทุกอย่างแม้กระทั่งสั่งประหารชีวิตคนได้โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาของศาล ตามมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองฉบับ 2502 ขณะที่การควบคุมสื่อนั้น หลังการรัฐประหารปี 2501 ได้มีการออก “คำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ 17 (ปว.17)” มาควบคุมกิจการหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น ระบุว่า

“หนังสือพิมพ์ใดโฆษณาข้อความดังต่อไปนี้ ละเมิดต่อพระมหากษัตริย์ ฯลฯ กล่าวร้าย เสียดสี เหยียดหยามประเทศชาติ ปวงชนชาวไทย ที่สามารถทำให้ต่างชาติเสื่อมความเชื่อถือ ไม่ไว้วางใจประเทศไทย กล่าวร้ายรัฐบาลไทยหรือกระทรวง ทบวง กรม อย่างเคลือบคลุมข้อความแสดงถึงความเคลือบคลุมว่ามีความเสื่อมโทรม เลวทรามในรัฐบาลส่งเสริมลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นเท็จ ปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบ

ข้อความหยาบคาย เป็นทางเสื่อมเสียศีลธรรม วัฒนธรรมชาติ ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ถ้อยคำหยาบคาย ความลับทางราชการ ให้พนักงานที่มีอำนาจตักเตือนหรือยึดหนังสือพิมพ์นั้นทำลายเสีย หรือสั่งถอนใบอนุญาต แต่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย คำวินิจฉัยนั้นถือเป็นที่สุด”

ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ต่อมาถึง จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ขึ้นเป็นผู้นำเผด็จการรุ่นต่อมาหลังจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2506 ก่อนจะมีรัฐบาลเลือกตั้งในช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 2511-2514 จากนั้น จอมพลถนอม ทำรัฐประหารพาประเทศกลับเป็นระบอบเผด็จการทหารอีกครั้งในปี 2514 ซึ่งจะนำไปสู่เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่โดยประชาชนเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรืออีกราว 2 ปีให้หลัง จนในที่สุด ปว.17 ที่ลิดรอนสิทธิสื่อมวลชน ก็ถูกยกเลิกไปในปี 2518

แต่เสรีภาพของสื่อมวลชนก็มีอยู่เพียงระยะสั้นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาในการชุมนุม 6 ตุลาคม 2519 และจบลงด้วยการทำรัฐประหารโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ในวันเดียวกัน ซึ่งคณะรัฐประหารได้ออก “คำสั่งปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 (ปร.42)” มาควบคุมสื่ออย่างเข้มงวดอีกครั้ง โดยยกเหตุแห่งการสั่งปิดหนังสือพิมพ์มาจาก ปว.17 เดิม มีผลบังคับใช้อย่างยาวนานไปอีก 14 ปี ก่อนจะถูกยกเลิกในปี 2533

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ารัฐบาลประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะไม่มีพฤติกรรมคุกคาม ปิดกั้นหรือแทรกแซงสื่อหากผู้มีอำนาจนั้นมีทัศนคติแบบอำนาจนิยมไม่ชอบการถูกตรวจสอบ ดังกรณีของ ทักษิณ ชินวัตร ตลอดระยะเวลา 5 ปีในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากรัฐบาล พรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2544 จนถึงถูกทำรัฐประหารในปี 2549 ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ไม่น้อย

เช่น งานวิจัย “เสรีภาพสื่อสาธารณะ : ความท้าทายของพลเมืองไทย”ผลงานของ รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์กลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง “24 วิธีการแทรกแซงสื่อสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ได้แก่ 1.ขอร้อง เตือน พูดขู่ พูดท้าทายสื่อ 2.เสียดสี ประชด เปรียบเปรย 3.พูดสั่งสื่อ 4.อ้างชาติ 5.ลดความน่าเชื่อถือ 6.ไม่ตอบคำถาม หรือตอบไม่ตรงคำถาม 7.ปั่นข่าวสร้างข่าวอื่นกลบ 8.ใช้ตัวแทนในการแทรกแซง (ร่างทรง) 9.ใช้ข้อมูลเท็จ 10.ใช้กระบวนการศาล

11.แทรกแซงการพูดของแหล่งข่าว12.แทรกแซงการบริหารงานของสื่อ 13.เข้าช่วงชิงความเป็นเจ้าของในระยะยาว14.แทรกแซงการเงิน การโฆษณาของสื่อ 15.แทรกแซงหน่วยงานอิสระ 16.ละเว้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจเพื่อส่งเสริมเสรีภาพ 17.สั่งตรวจสอบองค์กรสื่อ และสั่งค้นองค์กรสื่อ 18.สั่งปิดองค์กรสื่อ 19.ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก 20.ใช้กฎหมาย ระเบียบ หรือมติ ครม.สร้างกฎขึ้นมาใหม่ 21.การใช้มวลชนปิดล้อมสื่อ 22.การปาระเบิดใส่องค์กรสื่อ 23.การขู่ฆ่าบุคลากรด้านสื่อ และ 24.จัดตั้งผู้อ่านเพื่อตอบโต้สื่อ

นอกจากงานวิจัยข้างต้น เหตุการณ์สำคัญที่อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองยาวนานถึงปัจจุบัน คือกรณี “การสั่งยุติการออกอากาศรายการเมืองไทยรายสัปดาห์”เดิมเป็นรายการที่ออกอากาศทุกคืนวันศุกร์ทางช่อง 9 อสมท หรือโมเดิร์นไนน์ ทีวี(ปัจจุบันคือ MCOT ช่อง 30) ดำเนินรายการโดยผู้ก่อตั้งสำนักข่าวผู้จัดการ (Manager) สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งแต่ปี 2546 กระทั่งถูกห้ามออกอากาศในช่วงปลายปี 2548 เนื่องจากระยะหลังๆ เนื้อหารายการมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้ทำให้ สนธิ นำรายการของตนไปออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV พร้อมกับจัดรายการสัญจรไปตามที่ต่างๆ นำไปสู่การก่อตัวของ “กลุ่มเสื้อเหลือง” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สนธิเป็นหนึ่งในแกนนำหลัก เดินหน้าชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 จนถึงก่อนรัฐประหารปี 2549 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2551 เพื่อต่อต้านรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช-สมชาย วงศ์สวัสดิ์ 2 นายกฯ จาก พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกมองว่าสืบทอดอำนาจของทักษิณและพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป

ส่วนนายกฯ คนปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปิดกั้นการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ช่วงปี 2557-2562 เช่น คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 ว่าด้วยการห้ามเสนอข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ความลับราชการ ยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง รวมถึงห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช. โดยเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ

ซึ่งในเวลานั้นมีทั้งการเรียกหัวหน้ากองบรรณาธิการหรือเจ้าของสื่อเข้าพบเพื่อขอความร่วมมือ ไปจนถึงการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์บางช่องเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีความพยายาม “ตีทะเบียนสื่อ” โดยมีการผลักดัน “(ร่าง) พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ..” ที่เสนอโดย คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย. 2560

ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้“ผู้สื่อข่าวทุกคนต้องมีใบประกอบวิชาชีพ”ซึ่งนอกจากผู้สื่อข่าวที่ทำงานกับสำนักข่าวดั้งเดิม (วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์) แล้วยังรวมถึงบรรดาคนดังบนโลกออนไลน์(Influencer) ด้วย ดังจะเห็นจากระยะหลังๆ ที่มีคนจากหลากหลายอาชีพหันมาใช้เฟซบุ๊คเปิดเพจบอกเล่าข่าวสารบ้านเมืองในแต่ละวันและมีรายได้จากโฆษณาไม่ต่างจากสื่อหลักดั้งเดิม ร่างกฎหมายนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรวิชาชีพสื่อรวมถึงองค์กรภาคประชาชน (NGO) จนในที่สุดก็ต้องยอมถอย

สำหรับท่าทีของตำรวจที่ทำให้ประชาชนกังวลใจเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ ตามเอกสารที่ปรากฏเมื่อเช้าวันที่ 19 ต.ค. 2563 นั้น พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ชี้แจงในวันเดียวกันว่า ประกาศดังกล่าวที่ลงนามโดย ผบ.ตร. ยังไม่มีผลบังคับใช้ เพียงแต่ขอให้ทางกระทรวงดิจิทัลฯและสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการตรวจสอบรายการบางส่วนของ 4 สำนักข่าวและ 1 เพจของฝ่ายผู้ชุมนุมเท่านั้น

ทั้งนี้ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า มีการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ยืนยันว่าไม่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน หรือสั่งปิดสื่อแต่อย่างใด เพียงเป็นการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นอกจากนี้ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการสื่อ เพื่อตรวจสอบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ หากข้อมูลข่าวสารที่กระทบความมั่นคง ถ้าผู้กระทำเป็นบุคคล ก็จะเรียกมาตักเตือนก่อน

แต่หากผิดกฎหมาย จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่หากเป็นข่าวปลอม (Fake News) ก็จะให้หน่วยงานที่มีอำนาจ ดำเนินการไปตามกฎหมาย ซึ่งในส่วนของข่าวปลอมนั้น พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยกตัวอย่างเพจเฟซบุ๊คบางเพจ นำคลิปเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2563 มาถ่ายทอดซ้ำ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่ามีเหตุปะทะกันอีกครั้งถือเป็นการนำเข้าข้อมูลที่บิดเบือน

จะเห็นได้ว่าไม่ว่ายุคสมัยใด เผด็จการเต็มรูปแบบหรือประชาธิปไตยเต็มใบ หรือระบอบผสมของทั้ง 2 ส่วน รัฐบาลมักอ้าง “ความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน” มาเป็นเหตุในการควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนรวมถึงการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถทำให้ชัดเจนว่าต้องการเอาผิดเฉพาะผู้ที่นำเสนอข้อมูลเท็จบิดเบือน และทำอย่างเท่าเทียมกันทุกฝ่าย “ลิดรอนเสรีภาพ” ก็จะยังคงเป็นข้อกล่าวหาสำคัญกับผู้มีอำนาจในประเทศไทยต่อไป!!!

ศธ.ตั้งคณะทำงานเร่งสางปัญหา ‘การละเมิด-เครื่องแบบ-ทรงผม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ศธ.ตั้งคณะทำงานเร่งสางปัญหา’การละเมิด-เครื่องแบบ-ทรงผม’ (naewna.com)

ศธ.ตั้งคณะทำงานเร่งสางปัญหา'การละเมิด-เครื่องแบบ-ทรงผม'

ศธ.ตั้งคณะทำงานเร่งสางปัญหา’การละเมิด-เครื่องแบบ-ทรงผม’

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.02 น.

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ที่อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 1 ที่มี นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 1 ได้ประชุมเพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางในการพัฒนาระบบการศึกษาจากการเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา ในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการศึกษาและการเมืองครั้งแรก

นายณัฏฐพล ทีปสูวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ศธ.จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นมาเพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา โดยคณะกรรมการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้าน ที่เป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ตัวแทนมหาวิทยาลัย ตัวแทนนักเรียน นักศึกษา เพื่อจะนำข้อเสนอของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่เสนอให้ ศธ.ปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาการศึกษา และข้อมูลจากที่ ศธ.มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น มาจัดกลุ่มแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องเครื่องแบบนักเรียน ทรงผมนักเรียน การจัดการเรียนการสอน การปรับหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อนำมาประชุมเพื่อรวบรวมปัญหาข้อร้องเรียนทั้งหมด มาหาทางออกที่เหมาะสม ส่วนทางออกจะเป็นอย่างไร ทางคณะกรรมการฯก็จะบอก ศธ.ได้ว่าจะสามารถแก้ไขเรื่องใดได้ก่อนเรื่องใดหลัง เพื่อตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม

ด้าน นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDBI) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพิจารณาฯ ว่า คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายหาทางการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องเครื่องแบบนักเรียน เรื่องทรงผม การละเมิดและการกระทำความรุนแรงในโรงเรียน กฏระเบียบที่ล้าหลัง การปรับปรุงหลักสูตร และเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองในโรงเรียน ซึ่งที่ประชุมหารือกันและมีข้อคิดเห็นเป็นหลักการเบื้องต้นในการทำงาน 3 เรื่อง ดังนี้ 1.โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่เกิดการรังแกกัน ไม่บูลลี่ นักเรียนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้ การจำกัดสิทธิเสรีภาพจะทำให้นักเรียนเกิดความไม่ปลอดภัย หรือการลวงละเมิดทางเพศ การลงโทษอย่างรุนแรง มีผลกระทบต่อการเรียนการสอน 2.นักเรียน เยาวชนมีศักยภาพ มีหลักคิดในเชิงวิพากษ์ที่ดี เชื่อว่าหากหาทางออกร่วมกันจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ และ 3.ต้องวางกลไกแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แก้ไขเฉพาะเรื่องๆไปแล้วปัญหาก็เกิดขึ้นไม่จบ ต้องนำเทคโนโลยี หญ่ๆมาช่วยในการแก้ไขปัญหาและให้เป็นช่องทางให้นักเรียนร้องเรียนเข้ามาได้โดยตรง และมีการใช้กลไกลของคณะกรรมการนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และอยากแก้ไขกฏระเบียบที่กระทบกับนักเรียน กระทบกับครู สุดท้ายก็มากระทบกับนักเรียน

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า เนื่องจากคณะกรรมการฯชุดนี้อยากเห็นผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้ และมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง จึงตั้งคณะทำงานขึ้น 4 คณะ โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการ ตัวแทนครู นักเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังนี้ 1.คณะทำงานด้านการละเมิด การกระทำความรุนแรง และความปลอดภัยในสถานศึกษา 2.คณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษา ที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา 3.คณะทำงานด้านการแสดงออกทางการเมืองและเสรีภาพทางการเมืองในสถานศึกษา และ 4.คณะกรรมการพิจารณาฯ ชุดใหญ่ ซึ่งจะพิจารณาแก้ไขปัญหาในประเด็น เครื่องแบบนักเรียน ทรงผมนักเรียน นัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เวลา 13.30 น.

“คณะกรรมการฯ จะเร่งทำในเรื่องนี้ให้เร็ว โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกายนักเรียน และเรื่องทรงผม จะทำก่อนเพราะเป็นเรื่องที่กวนใจนักเรียนจำนวนหนึ่งจึงต้องนำมาแก้ไขก่อนให้เร็ว ส่วนเรื่องบางเรื่องที่ซับซ้อนก็ต้องใช้เวลาอาจจะช้าออกไปอีกนิสหนึ่ง แต่ก็อยากจะทำทุกเรื่องให้เร็วขึ้น เพราะเข้าใจว่าน้องๆนักเรียนตื่นตัวกันมาก ส่วนเรื่องการแสดงออกทางการเมือง แบ่งเป็นการแสดงออกทั่วไป ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนตามปกติในฐานะประชาชนแสดงออกได้  แต่เรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงออกในโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนและกระทรวงศึกษาฯจะเกี่ยวข้องโดยตรง ดังนั้น ก็มีเรื่องกฏระเบียบเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องจัดการเรื่องกฏระเบียบ ส่วนถ้ากฏระเบียบดีอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติมีปัญหาก็อาจจะต้องมีกลไกลในการสื่อสาร และทำแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพราะเรื่องสิทธิเสรีภาพของนักเรียนทำให้เกิดเรื่องความปลอดภัยในการเรียนรู้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก” นายสมเกียรติ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ในฐานะที่ปรึกษา คณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 1 กล่าวว่า ผลการประมวลความเห็นของนักเรียน นักศึกษา หลายเรื่องเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การพัฒนาครู หลักสูตร ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข ซึ่งขณะนี้ก็มีการแก้ไขอยู่แล้ว รวมถึงการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.2564 รวมถึงการพัฒนาอาชีวศึกษา และการอุดมศึกษา การวิจัย โดยเฉพาะการปฏิรูปการผลิตครู การพัฒนาครู และการพัฒนาระบบการเรียนการสอน การพัฒนาระบบดาต้าเพื่อให้ระบบข้อมูลการศึกษาสามารถเชื่อมต่อกันได้ และกาาปฏิรูปการศึกษาเพราะอยากให้ประชาชนเป็นเจ้าของการศึกษาไม่ใช่กระทรวงศึกษาฯ เป็นเจ้าของ

‘เสมา1’ ให้คำมั่นลุยแก้ปัญหาเต็มสูบ ยกครูบุคลากรทรงคุณค่า-นัดหน้าสัญจรเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เสมา1’ให้คำมั่นลุยแก้ปัญหาเต็มสูบ ยกครูบุคลากรทรงคุณค่า-นัดหน้าสัญจรเหนือ (naewna.com)

'เสมา1'ให้คำมั่นลุยแก้ปัญหาเต็มสูบ ยกครูบุคลากรทรงคุณค่า-นัดหน้าสัญจรเหนือ

‘เสมา1’ให้คำมั่นลุยแก้ปัญหาเต็มสูบ ยกครูบุคลากรทรงคุณค่า-นัดหน้าสัญจรเหนือ

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.55 น.

หลังจากที่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศเปิดโครงการ “เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่สัญจร” เพื่อเปิดรับสมัครตัวแทนครูภูมิภาคละ 50 ท่าน เพื่อร่วมพูดคุยถึงปัญหาของคุณครูในปัจจุบัน และได้ทดลองสัญจรครั้งแรกพบตัวแทนครูในภาคกลาง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ จ.ชัยนาท ณ โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ และพบตัวแทนครูในภาคอีสาน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนหนองขอนวิทยา จ.อุบลราชธานี ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล เปิดเผยว่า หลังการพูดคุยกับตัวแทนคุณครูทั้งในภาคกลางและภาคอีสานส่วนใหญ่มีความสอดคล้อง และตรงกับข้อมูลที่ได้มีโอกาสรับรู้จากการเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งหลายเรื่องได้วางแผนหาแนวทางการแก้ปัญหาไว้อยู่แล้ว ซึ่งตนเองมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่ต้องการจะรับฟังเสียงสะท้อนอย่างแท้จริง รวมถึงข้อเสนอแนะ เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้ได้โดยเฉพาะการวางรากฐานทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างๆ ให้มีความต่อเนื่อง และดูแลครูซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษา

“ผมต้องขอบคุณคุณครูทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ได้แสดงข้อคิดเห็นอย่างหลากหลาย หลายเรื่องที่เราฟังวันนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นใด ยกเว้นแต่จะต้องรีบผลักดันแก้ไขให้ได้อย่างจริงจังในช่วงเวลาที่ผมมีอยู่อย่างจำกัด และต้องทำให้ได้เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการปล่อยปัญหาไว้เหมือนเดิม” รมว.ศธ.กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวย้ำว่า สิ่งที่เราพูดถึง หรือปัญหามากมายนี้ สุดท้ายแล้วเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพชีวิต คุณภาพครอบครัว คุณภาพของคนไทย ซึ่งจะแก้ไขได้ด้วยการศึกษาเท่านั้น อาจมีแตกต่างที่ผมรับรู้มาบ้าง 2 – 3 ข้อ ซึ่งก็ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่รุมเร้า

“แต่ผมพร้อมที่จะปลดล็อกหลายๆ อย่างซึ่งผมและทีม ได้วางแนวทางการแก้ปัญหาไว้อยู่บ้างแล้ว แต่คุณครูก็ต้องพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้า ต้องปรับแนวคิดในการทำงาน เพื่อให้เป็นบุคลากรทรงคุณค่า” นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล ยังได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ เพิ่มเติม อาทิ เรื่องการเพิ่มสมรรถนะของครู ซึ่งได้มีการเปิดทั้งแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (DEEP-Digital Education Excellence Platform) เพื่อบรรจุหลักสูตรอบรมพัฒนาครูแบบออนไลน์ ให้คุณครูได้ใช้เวลาว่างของตนเองในการพัฒนาสมรรถนะ โดยเป้าหมายแรกเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษ (English Literacy) เพื่อคุณครูได้หาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ และศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ HCEC (Human Capital Excellence Center) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทดแทนการอบรมต่างๆ ของครูโดย HCEC จะกระจายตัวอยู่ 185 ศูนย์ทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2564 ใช้ในการเวิร์คช็อปและอำนวยความสะดวกให้กับคุณครูทดแทนการอบรมสัมมนาต่างๆ ให้คุณครูได้มีเวลาทำการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงการจัดอบรมต่างๆ ที่จะต้องนำข้อมูลหรือ Big Data ที่มีอยู่เอามาใช้ในการจัดสรรหลักสูตรให้เพียงพอต่อความต้องการของครู หรือการจัดระบบ Waiting List ให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ซึ่งตัวแทนครูได้สะท้อนปัญหาให้รับทราบ นายณัฏฐพล ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขว่า จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพโดยการควบรวมโรงเรียนที่มีอยู่ให้มีจำนวนที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ตัวอย่างเช่น การจัดการสวัสดิการบ้านพักครู หากสามารถบริหารโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 30,000 โรงเรียน ลดลงให้เหลือเพียง 15,000 โรงเรียน ก็สร้างบ้านพักครูแค่ 15,000 แห่งแล้วสร้างให้ดี เหมือนกันกับเรื่องครูไม่พอ เรื่องของครูไม่พอก็เป็นเรื่องที่เราต้องมานั่งคุยกัน สัดส่วนครูต่อนักเรียนของประเทศไทยอยู่ที่ 16.5 ต่อ 1 ซึ่งดีที่สุดในโลก แล้วทำไมโรงเรียนใหญ่ๆ ถึงได้มีนักเรียนอยู่ 40 – 50 คนต่อห้อง ดังนั้นจะต้องการจัดการบริหารข้อมูลครูให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม” นายณัฏฐพล กล่าว

ทั้งนี้ รูปแบบกิจกรรมของ “เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่สัญจร” นั้น เป็นกิจกรรมการพูดคุยถึงปัญหาระหว่างตัวแทนครูในแต่ละภูมิภาคจำนวน 50 คนโดยตรงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และให้ตัวแทนคุณครูได้มีโอกาสเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ อีกด้วยโดยกิจกรรม “เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่สัญจร” ยังจะดำเนินการกิจกรรมให้ครบทุกภาคทั่วประเทศ โดยมีกำหนดการสัญจรครั้งต่อไปในภาคเหนือและภาคใต้ตามลำดับ โดยคุณครูที่ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว และเป็นตัวแทนของแต่ละภูมิภาค สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการหรือ http://www.moe.go.th