‘ครูตั้น’ ถามความเหมาะสม? ปม ‘นักเรียน-ครู’ หยุดการเรียนการสอนทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ครูตั้น’ถามความเหมาะสม? ปม’นักเรียน-ครู’หยุดการเรียนการสอนทั่วประเทศ (naewna.com)

'ครูตั้น'ถามความเหมาะสม? ปม'นักเรียน-ครู'หยุดการเรียนการสอนทั่วประเทศ

‘ครูตั้น’ถามความเหมาะสม? ปม’นักเรียน-ครู’หยุดการเรียนการสอนทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.05 น.

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มแนวร่วมนักเรียน นักศึกษา เยาวชนปลดแอก ครู จะนัดหยุดการเรียนการสอนทั่วประเทศ ว่า การนัดหยุดการเรียนการสอนก็ต้องดูว่าความเหมาะสมคืออะไร ถามว่า ถ้าหากมีการหยุดการเรียนการสอนแล้วประเทศจะสามารถพัฒนาไปได้หรือเปล่า วันนี้สิ่งที่เราต้องการคือต้องการให้เยาวชนของไทยมีความรู้ความสามารถมากที่สุดเท่าที่จะสามารถมีได้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ดังนั้น หากเยาวชนไม่ได้รับความรู้ในเรื่องการพัฒนาทักษะของตนเองแบบสะสมไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลกระทบกับแผนพัฒนาเยาวช

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับครูซึ่งเป็นข้าราชการ หากหยุดการเรียนการสอน ก็ต้องมีการตรวจสอบว่าหยุดเพราะป่วย หรือหยุดเพราะเหตุใด และดูว่านักเรียนหยุดเป็นกลุ่มชั้นเรียน หรือหยุดแบบใด ซึ่งตนได้พูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ แล้วว่าให้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งยังไม่ได้ตรวจสอบในวงกว้าง แต่ตนคิดว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังเห็นความสำคัญของการศึกษาพัฒนาตนเอง และการได้รับความรู้ในโรงเรียน ส่วนนอกเวลาเรียนจะไปทำอะไรก็หวังว่านักเรียนจะใช้เวลาว่างหาความรู้ให้กับตนเอง

‘รร.ชลประทานวิทยา’ ประกาศด่วนเลิกเรียนเร็ว เลี่ยงชุมนุม5แยกปากเกร็ดวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รร.ชลประทานวิทยา’ประกาศด่วนเลิกเรียนเร็ว เลี่ยงชุมนุม5แยกปากเกร็ดวันนี้ (naewna.com)

'รร.ชลประทานวิทยา'ประกาศด่วนเลิกเรียนเร็ว เลี่ยงชุมนุม5แยกปากเกร็ดวันนี้

‘รร.ชลประทานวิทยา’ประกาศด่วนเลิกเรียนเร็ว เลี่ยงชุมนุม5แยกปากเกร็ดวันนี้

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.20 น.

โรงเรียนชลประทานวิทยา อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ออกประกาศแจ้งเลิกเรียนก่อนกำหนด หลังได้รับแจ้งจาก สภ.ปากเกร็ดว่าจะมีการชุมนุมทางการเมืองบริเวณห้าแยกปากเกร็ดในช่วงเย็นวันนี้ ( 20 ต.ค.63)

วันนี้ (20 ต.ค.63) โรงเรียนชลประทานวิทยา อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้ออกหนังสือประกาศ โดยระบุ โรงเรียนได้รับแจ้งจากสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดว่า จะมีการชุมนุมทางการเมือง บริเวณห้าแยกปากเกร็ด ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ตั้งของโรงเรียน และอาจเกิดความไม่ปลอดภัยต่อนักเรียนได้ โรงเรียนจึงเห็นควรให้นักเรียนเลิกเรียน ดังนี้

ระดับชั้นอนุบาล เลิกเรียนตั้งแต่ 13.00 น.
ระดับชั้นประถมฯ เลิกเรียนตั้งแต่ 14.00 น.
ระดับชั้นมัธยมฯ เลิกเรียนตั้งแต่ 15.00 น.

หากผู้ปกครองท่านใด ประสงค์ขอรับนักเรียนกลับบ้านก่อนเวลาที่กำหนด สามารถมารับได้และในระหว่างนี้ ครูและบุคลากรจะอยู่รักษาการณ์ในโรงเรียนจนกระทั่งถึงเวลา 16.30 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนในการเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย และขอความอนุเคราะห์ผู้ปกครองดูแลนักเรียนในความปกครองของท่าน

รัฐศาสตร์ มช. ยกเลิก ‘โซตัส-ประชุมเชียร์’ กิจกรรมบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รัฐศาสตร์ มช. ยกเลิก’โซตัส-ประชุมเชียร์’ กิจกรรมบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย (naewna.com)

รัฐศาสตร์ มช. ยกเลิก'โซตัส-ประชุมเชียร์' กิจกรรมบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย

รัฐศาสตร์ มช. ยกเลิก’โซตัส-ประชุมเชียร์’ กิจกรรมบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.10 น.

20 ตุลาคม 2563 เพจเฟซบุ๊ก สโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ เผยแพร่ แถลงการณ์ยกเลิกกิจกรรมอันเป็นการบ่มเพาะรากฐานอำนาจนิยม โดยมีเนื้อหาดังนี้

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ณ ที่แห่งนี้ ห้อง PSB 1101 คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันเป็นสถานที่บ่มเพาะวัฒนธรรมอำนาจนิยมผ่านการจัดกิจกรรมรับน้องประชุมเชียร์ตามระบบโซตัส (SOTUS) และการกระทำอื่นใดในเชิงพฤตินัยก็ดีและเชิงสัญลักษณ์ก็ดี อันเป็นการแสดงออกของระบอบอำนาจนิยม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของนักศึกษา

บัดนี้ วันที่ 19 ตุลาคม 2563 ณ ห้อง PSB 1101 คณะรัฐศาสตร์ฯ เหล่าตัวแทนนักศึกษา

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีมติเห็นพ้องต้องกันแล้วว่ากิจกรรมและระบบอันแสดงถึงอำนาจนิยมเหล่านี้มีลักษณะอันไม่เป็นที่ยอมรับต่อนานาอารยชน ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงมีมติยกเลิกกิจกรรมดังต่อไปนี้

1.ยกเลิกระบบโซตัส (SOTUS) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการกดขี่ลดทอนความเป็นมนุษย์อันขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงหลักประชาธิปไตยสากล

2.ยกเลิกกิจกรรมรับน้องประชุมเชียร์

3.ยกเลิกการแจกเสื้อสิงห์ โดยผู้ที่เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ทุกคนมีสิทธิในการซื้อเสื้อสิงห์ได้ตามความประสงค์ โดยไม่มีพันธะเงื่อนไขแต่อย่างใด

4.ยกเลิกการให้รุ่น โดยผู้ที่เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ทุกคนมีสถานะเป็น สิงห์ขาว โดยไม่มีพันธะเงื่อนไข

5.ยกเลิก ชมรมเชียร์

6.ยกเลิก ฝ่ายปกครอง

ทั้งนี้ ขอต่อต้านการกระทำใด ๆ อันมีลักษณะก่อรากฐานระบอบอำนาจนิยมและบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ ให้เป็นที่ยึดถือปฏิบัติทั้งเชิงพฤตินัยและนิรนัยสืบชั่วกัลปาวสาน

“ฟ้าจะครึ้ม ฝนจะพราว สิงห์ขาวเคียงข้างประชาชน”
วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พุทธศักราช 2563

แถลงการณ์นี้ผ่านการเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาสโมสรฯ ผศ.ดร.ระวีวรรณ แพทย์สมาน.

จากประวัตศาสตร์สู่ปัจจุบัน มันคือการเลือกทางเดินเมื่อย่างก้าวแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – จากประวัตศาสตร์สู่ปัจจุบัน มันคือการเลือกทางเดินเมื่อย่างก้าวแรก (naewna.com)

จากประวัตศาสตร์สู่ปัจจุบัน  มันคือการเลือกทางเดินเมื่อย่างก้าวแรก

จากประวัตศาสตร์สู่ปัจจุบัน มันคือการเลือกทางเดินเมื่อย่างก้าวแรก

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันนี้ขอเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ของตัวเองสักวันเถอะ เพราะเห็นว่า เด็กยุคนี้ ไม่ค่อยได้เข้าถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมายเท่าไรนัก และดูเหมือนจะมองไม่เห็นด้วยว่า ประวัติศาสตร์มีความสำคัญกับปัจจุบันอย่างไร

ว่ากันตามจริง ถ้า มองให้ลึกๆ ลงไปการเปลี่ยนประวัติศาสตร์คือการเปลี่ยนปัจจุบันกันเลยทีเดียวนะจะบอกให้

ตังยกตัวอย่าง “ตัวเอง” เมื่อยัง นุ่งกางเกงขาสั้น สีน้ำตาล เรียนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ 6ซึ่งเป็นระดับสุดท้ายของการเรียนในชั้นมัธยมต้นใครที่จบออกมา แล้วจะไปเรียนต่ออะไรก็เลือกเรียนกันเอาตามใจ นอกจากบางสาขาวิชา เขายังไม่ยังรับ ม.6 ก็ต้องไปเรียนให้จบชั้น ม.8 เสียก่อนจึงจะเข้าเรียนได้

โรงเรียนที่ผมเรียนจบ ชั้น ม.6 เป็น โรงเรียนวัด ตั้งอยู่ในสวนลึก ย่านคลองบางพรมผมต้องเดินไปโรงเรียน ผ่านสวนผลไม้ วันละไม่น้อยกว่า สิบกิโลเมตร เป็นทางดิน ถ้าวันไหน หน้าฝน คุณเอ๋ย ไม่ต้องคิดอะไรมาก มองแต่ที่ “จุดยืน คือ ตีน” เพียงอย่างเดียว จิกเล็บให้แน่นมิฉะนั้นมันจะลื่นไถลล้มกลิ้ง ดีไม่ดี ตกลงไปในท้องร่องได้ง่ายๆ เพราะสองข้างทาง เป็นร่องน้ำของสวนแต่ละแห่งไม่ใช่ทางเดินสาธารณะ ที่เขาทำอย่างมาตรฐาน วันไหน คุณครูที่มีบ้านพักอยู่ในกรุงเทพฯเดินมาด้วยกัน เราก็จะคอยลุ้นคุณครูไม่ให้ล้ม เพราะท่าน ไม่ค่อยถนัดในการเดินบนทางดินที่ลื่นและเปียกยามฝนตก ไหนท่านจะต้องหิ้วกระเป๋า ไหนจะต้องหิ้วรองเท้า และบางท่านอาจจะมีตำราหอบมาด้วย เห็นแล้วสงสาร แต่ก็ช่วยอะไรท่านได้ไม่มาก นอกจาก ช่วยยกของบางส่วนให้บ้างเท่านั้น พอผ่านเข้าเขตวัดทีก็สบายใจที เพราะในเขตวัดจะมีกระเบื้องปูเป็นทางให้เดิน

ตัวโรงเรียนอยู่ในสวนลึกห่างไกลความเจริญส่วนบ้านผม อยู่ค่อนมาใกล้กับกรุงเทพฯจึงเป็นการเดินทางแบบ จากความเจริญสู่ถิ่นกันดาร ยิ่งลึกยิ่งกันดาร…แล้วทำไม? ไม่เรียนในกรุงเทพฯที่ใกล้บ้าน คำตอบ เราเป็น “ลูกรักของคุณพ่อ” เมื่อคุณพ่อย้ายตามเพื่อนมาเป็นครูสองคนแรก ในโรงเรียนที่เปิดใหม่ เราเลยติดตามพ่อมาด้วย

สำหรับสภาพแวดล้อมในโรงเรียน เรื่อง ครูครบชั้นลืมไปได้เลย เรื่องบรรยากาศของโรงเรียน ยกนิ้วให้ว่า “สุดยอด” รอบๆ บริเวณเต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิด อากาศสดชื่น ผู้คนหน้าตาเป็นมิตร รักเด็ก และใจดี อยากกินผลไม้อะไร เก็บกินได้ตามสบาย ไม่มีเจ้าของคนไหนหวงห้าม เรียกกว่าสุขกายแต่ไม่สบายตัว

ทีนี้เรามาดูประวัติศาสตร์ทางด้านการเรียนกันบ้าง ในตอนที่กำลังจะจบชั้น ม.6 สิ่งที่ผมอยากเข้าเรียนต่อมากที่สุดคือ ขอเข้าไปเรียนต่อที่โรงเรียนกรมป่าไม้ ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่า เขารับเด็กชั้น ม.6 หรือ ม.8 ตัวโรงเรียนอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ตอนนั้น รู้แค่สนามหลวง เยาวราช สนามม้า เขาดินวนา ลานพระบรมรูป รอบๆ บริเวณชั้นในของพระบรมมหาราชวังเป็นส่วนใหญ่

จะถามใครไม่มีใครรู้ มีคนที่จะถามได้คือ คุณพ่อ แต่เรากลับไม่ถาม หวังว่าจะมีครูท่านใดบอกให้ตอนเรียนในชั้นเรียน แต่ก็ไม่มีครูคนใดบอก แบบว่าตอนนั้นดูเหมือนว่า “ครูแนะแนว”จะไม่มีความสำคัญในโรงเรียนนี้เลย สุดท้ายเป็นอันว่า ไม่สามารถจะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนที่เราชอบได้ เพราะไม่รู้แม้กระทั่งว่า บางเขนอยู่ตรงส่วนไหนของกรุงเทพฯ

นี่คืออดีต ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของตัวเองไปแล้ว และวันนี้ได้มาเห็นมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เขาเปิดงานแนะแนวการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2564 รู้สึกเป็นสุขมากกับโอกาสของเด็กยุคใหม่ ที่มีผู้ใหญ่คอยเป็นพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ และแนะนำสิ่งที่ดีๆ ให้กับเด็กๆ ที่ยังเห็นโลกไม่มากนัก 

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา กองบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการแนะแนวการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2564 สำหรับผู้บริหารสถาบันการศึกษา ครูแนะแนว และนักเรียนในจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดใกล้เคียง  

กิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษา คณะ/วิทยาลัย/สาขาที่เปิดสอนวิธีการรับเข้าศึกษา การสมัครเกณฑ์การคัดเลือก ในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2564 และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับนักเรียนและผู้ที่สนใจที่จะเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อีกทั้งเพื่อให้ได้ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถและความถนัดตรงตามสาขาวิชาที่เรียนมากที่สุด โดยจัดแยกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกสำหรับผู้บริหารสถาบันการศึกษาครูแนะแนว กลุ่มที่ 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมี ครู และนักเรียนมากกว่า 1,000 คน ที่สนใจเดินทางเข้ามาฟังการแนะแนวในวันนี้ 

ก็ได้แต่หวังว่า จำนวนเยาวชนกว่า 1,000 คน ที่เข้ามาร่วมงานในวันนี้ คงจะไม่มีวันลึมว่า วันนี้คือโอกาสของก้าวแรก ที่เรากำลังจะเดินต่อไป หากเมื่อกาลเวลาผ่านพ้นเลยไปจนกลายเป็นอดีต มันก็จะเป็นประวัติศาสตร์ของชีวิต รอยเท้าอันเป็นก้าวแรก ที่เราเริ่มย่างก้าว มันก็ยังคงประทับอยู่ ณ ที่เดิม ฉะนั้น แม้วันวานจะผ่านมาสักกี่ร้อยกี่พันปี รอยเท้าแรกก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราก้าวเดินออกไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม เพราะฉะนั้นจงจดจำประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาแล้วให้เป็นนิรันดร์อย่าเอาปัจจุบัน ที่เห็นว่ายังไม่ค่อยดีงามนัก เข้ามาเกี่ยวข้องกับความงามในประวัติศาสตร์ เพียงเพื่อจะลบรอยเท้าแรกให้มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย เพราะหากไม่มีก้าวแรกที่เราย่างเดิน ย่อมไม่มีก้าวที่สองที่สามที่จะตามต่อมาจนถึงวันนี้

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์

สร้างความเสมอภาคนักเรียน ตจว.กับนร.นานาชาติ เครือข่ายโรงเรียนนานาชาติเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สร้างความเสมอภาคนักเรียน ตจว.กับนร.นานาชาติ เครือข่ายโรงเรียนนานาชาติเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่ง (naewna.com)

สร้างความเสมอภาคนักเรียน ตจว.กับนร.นานาชาติ  เครือข่ายโรงเรียนนานาชาติเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่ง

สร้างความเสมอภาคนักเรียน ตจว.กับนร.นานาชาติ เครือข่ายโรงเรียนนานาชาติเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่ง

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ และบริษัท JD CENTRAL จัดโครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity Partnership’s School Network) รุ่น 2 โดยมีครูและนักเรียนจากโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 11 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนทาเหนือวิทยา โรงเรียนบ้านขุนแปะ โรงเรียนอนุบาลเกาะคา โรงเรียนบ้านห้วยต้มชัยยะวงษาอุปถัมภ์ โรงเรียนบ้านดงหม้อทอง โรงเรียนสมาคมพยาบาลไทย โรงเรียนบ้านเจริญสุข โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ โรงเรียนวัดท่ายาง โรงเรียนบ้านชัฏฝาง และโรงเรียนบ้านห้วยเปล้า และโรงเรียนนานาชาติ 6 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ (Shrewsbury International School) โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (Bangkok Christian College)โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา (Bangkok Patana School) โรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพ (Bangkok Prep) โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา (BangkokPatana School) และโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ (Harrow InternationalSchool) ข้าร่วมกิจกรรม

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการ รุ่นที่ 1 เมื่อปีการศึกษา 2562 ที่ผ่านมา นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของโรงเรียนในต่างจังหวัดให้ตอบสนองความต้องการของตลาดโลกออนไลน์ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในตลาดออนไลน์ผ่านช่องทาง JD CENTRAL พบว่าโครงการดังกล่าวมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดผลิตภัณฑ์ของโรงเรียนจากต่างจังหวัด เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสินค้าที่จำหน่ายอยู่เพียงในชุมชน เมื่อเด็กทั้ง 2 ฝ่าย ทำงานร่วมกันสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างสร้างสรรค์ให้ทันสมัยสวยงาม และจำหน่ายในตลาดออนไลน์ได้กว้างขวาง สร้างยอดขายและกำไรได้มากขึ้น จนเกิดเป็นโครงการฯ รุ่นที่ 2 ขึ้นโดยมีเครือข่ายโรงเรียนนานาชาติเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่ง เพราะมีความมั่นใจ และต้องการทำงานร่วมกับโรงเรียนไทยในระยะยาวเพื่อช่วยพัฒนาสังคม โดยเบื้องต้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือระหว่างเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนจากต่างจังหวัด แต่เป้าหมายสำคัญคือการให้เด็กทั้ง 2 กลุ่มได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคมรองรับการขยายผลเพื่อสร้างประโยชน์แก่โรงเรียนในพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต นอกจากนั้นเยาวชนจากโรงเรียนนานาชาติล้วนต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จึงเป็นการสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่มีประโยชน์ และสามารถขยายผลออกไปได้จนเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย มีคนใจดีจำนวนมากที่พร้อมให้การช่วยเหลือ และมีคนที่ต้องการความช่วยเหลือจำนวนมาก แต่คนสองคนนี้หากันไม่เจอ กสศ. จึงเป็นสะพานเชื่อมให้เยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติสองกลุ่มนี้ได้พบกัน ซึ่งจะช่วยให้สังคมไทยเกิดการพัฒนา และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ด้วยฝีมือของเยาวชนไทย-นานาชาติ

Mr.Greg Threlfall ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่องค์ความรู้ (Director of Outreach) โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ กล่าวว่า โรงเรียนเข้าร่วมโครงการ ในรุ่นที่ 2 โดยนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของ SustainableDevelopment Goals (SDGs) ซึ่งจะเน้นการพัฒนาใน 5 เรื่อง คือ 1.NoPoverty การขจัดความยากจนทุกรูปแบบ2.Quality Education การศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคน3.Reduced Inequalities การลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ 4.Responsible Consumption and Production การรับรองแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนและ 5.Partnerships for the Goals คือการสร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทุกเรื่องจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ความแตกต่างจากในห้องเรียน เกิดการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างนักเรียนทั้ง 2 ฝ่าย เน้นให้เกิดการใช้ความคิดนอกกรอบและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถหาได้จากประสบการณ์นอกห้องเรียน และการดำเนินโครงการเพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคของการศึกษาที่ยั่งยืน

นางนาถฤดี หมายมั่น อาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการนวัตกรรมเครือข่ายโรงเรียนบ้านดงหม้อทอง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของโรงเรียนคือผ้าย้อมครามที่จะนำมาพัฒนาเป็นสินค้าจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งการได้ร่วมโครงการครั้งนี้สร้างประโยชน์ให้กับทั้งนักเรียน ชุมชน และคนในชุมชน โดยเด็กๆจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านอาชีพเพิ่มขึ้น ขณะที่ภูมิปัญญาของชุมชนถูกนำมาสืบสานและต่อยอด ส่วนคนในชุมชนจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าด้วย การที่ กสศ.จัดโครงการนวัตกรรมเครือข่าย ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กโรงเรียนนานาชาติและเด็กนักเรียนจากต่างจังหวัดได้พบกันนักเรียนจากต่างจังหวัดมีโอกาสได้สร้างมิตรภาพใหม่ๆ ได้เรียนรู้เรื่องการตลาด การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ และได้ทำงานร่วมกับพี่ๆ ซึ่งความรู้และทักษะที่ได้รับ เด็กๆ สามารถนำไปต่อยอด เพื่อประกอบอาชีพได้ในอนาคต ขณะเดียวกันนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติก็มีโอกาสได้รับความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นจากชุมชนของโรงเรียน และหากผลิตภัณฑ์ได้รับการพัฒนาสามารถจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตก็จะช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนได้ด้วย ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างยั่งยืน

สอศ.จับมือบริษัทสยามไดกิ้นฯ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ด้านเครื่องปรับอากาศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สอศ.จับมือบริษัทสยามไดกิ้นฯ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ด้านเครื่องปรับอากาศ (naewna.com)

สอศ.จับมือบริษัทสยามไดกิ้นฯ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ด้านเครื่องปรับอากาศ

สอศ.จับมือบริษัทสยามไดกิ้นฯ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ด้านเครื่องปรับอากาศ

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.30 น.

19 ตุลาคม 2563 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ ไดกิ้น ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านเครื่องปรับอากาศ ณ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) มีความพร้อมที่จะพัฒนาบุคลากรในการฝึกอบรม การแก้ไขปัญหาเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ และรับมอบเครื่องปรับอากาศ เพื่อนำไปใช้เป็นสื่อการจัดการเรียนการสอนให้กับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดย สอศ. มีภารกิจหลักในการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านวิชาชีพ เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา เข้าสู่ตลาดแรงงาน

โดยคำนึงถึงคุณภาพและความเป็นเลิศทางวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การได้รับความร่วมมือกับ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ถือเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันในการสนับสนุน ส่งเสริม ปริมาณการผลิตกำลังคนระดับอาชีวศึกษา เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ มีระยะเวลา 2 ปี

“ปัจจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก ดังนั้น ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพผู้เรียน รวมถึงต้องพัฒนาครูผู้สอนให้เก่งก่อนจึงจะสามารถส่งต่อไปถึงผู้เรียนได้ และการใช้อุปกรณ์เครื่องมือการเรียนที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การที่บริษัทไดกิ้นได้มอบอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยให้ก็ถือว่าได้สนับสนุนการศึกษา เพราะการเรียนรู้จะต้องรู้จากประสบการณ์จริง สอศ.ได้มีโครงการทวิภาคีกับสถานประกอบการชั้นนำและมีเทคโนโลยีชั้นนำ และจะร่วมพัฒนาหลักสูตรให้มีความเข้มข้นขึ้น และจะเชิญบริษัทไดกิ้นมาร่วมปรับหลักสูตรด้วยเพื่อให้การเรียนการสอนและการฝึกปฏิบัติเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผู้เรียนที่จบแล้วสามารถทำงานได้เลยเพราะได้ผ่านการฝึกประสบการณ์แล้ว”

ด้าน มร.อาคิฮิสะ โยโคยามา ประธานบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติ ที่บริษัทไดกิ้นฯได้มาร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ สอศ. ปัจจุบันประชาชนนิยมติดตั้งเครื่องปรับอากาศจำนวนมากขึ้น เพื่อสนองต่อความต้องการของสภาวการณ์ บริษัท ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกำลังคนอาชีวศึกษา จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนในการสร้างและพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะวิชาชีพ และสามารถประกอบอาชีพหรือเป็นเจ้าของกิจการด้านเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีมาตรฐาน โดยบริษัทจัดหลักสูตรการฝึกอบรมที่มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคนิคใหม่ๆ ด้านทักษะเครื่องปรับอากาศ และร่วมสนับสนุนครุภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์การเรียนการสอนให้เหมาะสม ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมสถานศึกษาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อตกลงความร่วมมือ

“บริษัทไดกิ่นฯ ดีใจมากที่ทราบว่าทาง สอศ.จะนำเครื่องแอร์ไดกิ้นแจกจ่ายไปให้ 19 วิทยาลัยเพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอน และในอนาคตข้างหน้าก็หวังว่าจะได้ยินนักเรียน นักศึกษาบอกว่าเคยฝึกประสบการณ์จากเครื่องแอร์ไดกิ้น”

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใย! พระราชทานถุงยังชีพ แก่ราษฎรประสบอุทกภัยนครราชสีมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย! พระราชทานถุงยังชีพ แก่ราษฎรประสบอุทกภัยนครราชสีมา (naewna.com)

'ในหลวง-พระราชินี'ทรงห่วงใย! พระราชทานถุงยังชีพ แก่ราษฎรประสบอุทกภัยนครราชสีมา

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย! พระราชทานถุงยังชีพ แก่ราษฎรประสบอุทกภัยนครราชสีมา

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.00 น.

19 ตุลาคม 2563 เมื่อเวลา 14.07 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,380 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยและผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอปักธงชัย ณ หอประชุม ชั้น 3 สถานีตำรวจภูธรอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเจ้าหน้าที่ให้ทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย และผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอปักธงชัย จำนวน 10 ครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน พร้อมกับพูดคุยสร้างขวัญกำลังใจเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติสุขต่อไป ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น  

จังหวัดนครราชสีมา แบ่งการปกครองออกเป็น 32 อำเภอ 289 ตำบล 3,743 หมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำแพร่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  เมื่อวันที่ 15-18 ตุลาคม 2563 ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นวงกว้างในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ประกอบกับสภาพภูมิประเทศเป็นที่ลาดเชิงเขาและป่าไม้ และการระบายน้ำออกท้ายเขื่อนของเขื่อนลำพระเพลิง ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่อำเภอต่างๆ ทำให้บ้านเรือนราษฎร ทรัพย์สิน ถนน สะพาน ฝายเก็บน้ำ และพื้นที่ทางการเกษตรในพื้นที่ 9 อำเภอ 14  ตำบล 81 หมู่บ้าน  ได้รับความเสียหาย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบ 1,380ครัวเรือน โดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มูลนิธิ  องค์กร และจิตอาสาพระราชทาน ได้ระดมให้ความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิต

นักศึกษา‘มข.’คว้าแชมป์ ประกวดเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นักศึกษา‘มข.’คว้าแชมป์ ประกวดเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ (naewna.com)

นักศึกษา‘มข.’คว้าแชมป์  ประกวดเส้นทางสู่นวัตวณิชย์

นักศึกษา‘มข.’คว้าแชมป์ ประกวดเส้นทางสู่นวัตวณิชย์

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นักศึกษาทีม Begin Again จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) คว้ารางวัลชนะเลิศ พร้อมโล่และเงินรางวัล จำนวนกว่า 30,000 บาท จากโครงการ ประกวดเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ (Research to Market : R2M ครั้งที่ 8) ระดับภูมิภาค จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ณสุรสัมมนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา โดยมีสถาบันการศึกษาในเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วม รวมทั้งสิ้น 20 ทีม

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.)สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดแนวทางเชิงรุกของนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และเป็นการสร้างโอกาสให้นักวิจัยไปต่อยอดได้อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยทีมที่ได้รับรางวัลจะเป็นตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปแข่งในรอบระดับประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2564 ต่อไป

‘สสส.-มูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ’ ดัน ‘การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สสส.-มูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ’ ดัน‘การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล’ (naewna.com)

‘สสส.-มูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ’  ดัน‘การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล’

‘สสส.-มูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ’ ดัน‘การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล’

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล จัดประชุมเสวนาการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลใน 10 จังหวัดนำร่อง และพื้นที่เชื่อมโยง ครั้งที่ 1 ณ อาคาร สสส. ย่านงามดูพลี-สาทร กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยนายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า คนพิการ และผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่สามารถเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะ หรือการใช้บริการของรัฐได้อย่างสะดวก ปลอดภัย เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ ร่างกาย และสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต

การสนับสนุนโครงการรณรงค์และสำรวจเพื่อให้เกิดส้นทางท่องเที่ยว เพื่อคนทั้งมวล จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตในโลกภายนอกได้อย่างอิสระ ลดความเหลื่อมล้ำ และมีความสุขยิ่งขึ้น โครงการนี้จะทำให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลต้นแบบ จำนวน 10 เส้นทางในจังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ขอนแก่น ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก พระนครศรีอยุธยา พังงา และราชบุรี

นอกจากนี้ยังเกิดฐานข้อมูลเส้นทางบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยมีเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ส่งเสริม กระตุ้น และติดตามผลการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกในทั้ง 10 พื้นที่และพื้นที่เชื่อมโยง นอกจากนี้ หวังให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในพื้นที่อย่างยั่งยืน รวมถึงเกิดการขยายผลเพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวให้ทั่วประเทศไทย

ขณะที่ นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล กล่าวว่า ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์กรการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์กรมหาชน) และผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 10 จังหวัดนำร่อง โดยลงพื้นที่จริงสำรวจเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลไปแล้วหลายเส้นทาง ซึ่งสถานที่ต่างๆ มีความสามารถรองรับการท่องเที่ยวเพื่อคนทุกคนได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นบ้านพัก ที่มีการปรับปรุงให้มีการออกแบบที่เป็นมิตร การสร้างทางลาดมาตรฐานที่ไม่ชันสำหรับวีลแชร์

และมีห้องน้ำอารยสถาปัตย์ที่มีประตูกว้างอย่างน้อย 80 เซนติเมตร มีราวจับ มีพื้นที่กว้าง เพื่อให้มนุษย์ล้อสามารถใช้งานได้ด้วยตนเอง โดยสะดวก สบาย และปลอดภัยทั้งนี้ เพื่อร่วมกันรณรงค์ และโปรโมทเส้นทางอารยสถาปัตย์ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลของประเทศไทย รองรับสังคมผู้สูงวัย ส่งเสริมสิทธิความเสมอภาคเท่าเทียม ต่อยอดและขยายตลาดการท่องเที่ยวไทยสู่ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health&WelnessTourism) และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourismfor All)

‘บ้าน-พลัง-ใจ’ ครอบครัวดี..ชีวิตลำบากก็สู้ไหว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘บ้าน-พลัง-ใจ’ ครอบครัวดี..ชีวิตลำบากก็สู้ไหว (naewna.com)

‘บ้าน-พลัง-ใจ’  ครอบครัวดี..ชีวิตลำบากก็สู้ไหว

‘บ้าน-พลัง-ใจ’ ครอบครัวดี..ชีวิตลำบากก็สู้ไหว

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“รายการนี้ตอนแรกชื่อสู้อยู่บ้าน เหตุผลคือคนถูกกักตัวอยู่ในบ้านตัวเอง เราเจอทั้งปัญหาและโอกาส คือเดิมคนจะไม่ได้อยู่รวมกันในครอบครัวมากนัก แต่สถานการณ์บังคับให้มาอยู่ร่วมกัน ฉะนั้นในขณะที่เป็นปัญหากักตัวอยู่ในบ้าน มันมีโอกาสด้วยคือสายสัมพันธ์ของครอบครัว ซึ่งเดิมมันเป็นจุดแข็งของประเทศทางฝั่งเอเชียของเรา ซึ่งต่างจากฝรั่ง ฝั่งเอเชียจุดแข็งคือความสัมพันธ์ในครอบครัวมันสูง แต่มันเจือจางไปด้วยความที่เศรษฐกิจและสังคมทำให้คนออกนอกบ้าน ทีนี้พอเกิดโควิดขึ้น กลับมาอยู่ในบ้าน นี่จึงกลายเป็นจุดแข็ง”

พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “บ้านพลังใจ” เนื่องในโอกาสวันสุขภาพจิตโลก ประจำปี 2563 (World Mental Health Day 2020) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเมื่อเร็วๆ นี้ ว่าด้วยรายการโทรทัศน์ “บ้าน-พลัง-ใจ” ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของกรมสุขภาพจิต สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. หรือ TPBS)

ซึ่งแม้ว่าช่วงแรกๆ ที่ทีมงานผลิตรายการตั้งใจจะให้เป็นรายการให้ความรู้กับประชาชนในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รัฐบาลมีมาตรการล็อกดาวน์ ปิดกิจการต่างๆ พร้อมขอความร่วมมือให้อยู่บ้านเพื่อตัดวงจรโรคระบาด แต่ในเวลาต่อมาก็เห็นว่า “ครอบครัว” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนมีกำลังใจฝ่าฟันวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรืออะไรก็ตาม ดังนั้นจึงต้องทำให้บ้านหรือสถาบันครอบครัวมีความสุข ส่วนคำว่าใจมาจากภารกิจของกรมสุขภาพจิต และพลังคือเป้าหมายว่าเมื่อรับชมแล้วจะมีพลังในการสู้ชีวิตต่อไป

ในช่วงเดือ มี.ค. 2563 ที่สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในไทยเริ่มรุนแรง สมยศ เกียรติอร่ามกุลผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ส.ส.ท. กล่าวว่าช่วงนั้นมีความสับสนเกิดขึ้นมาก อาทิ คำว่า “นิว นอร์มอล(New Normal)” จะแปลเป็นไทยว่าอะไรดี มีทั้งชีวิตวิถีใหม่วิถีชีวิตใหม่ ชีวิตปกติใหม่ โดยภารกิจของ ส.ส.ท. ในเวลานั้นตั้งไว้ 2 อย่าง 1.สร้างวัฒนธรรมใหม่ จะอยู่กับโลกที่เป็น New Normal อย่างไร กับ 2.ทำอย่างไรกับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ เพราะมีความเครียดทั้งเรื่องโรคระบาดและเศรษฐกิจปากท้อง

“ต้องบอกว่า บ้าน-พลัง-ใจ มาไกลมาก ตอนแรกก็ว่าด้วยเรื่องโควิดอย่างเดียว จะอยู่อย่างไรให้เข้มแข็งในยุคโควิด แต่ 2 ตอนสุดท้ายว่าด้วยคนรักเพศเดียวกันซึ่งมันเป็นพลังแห่งความรัก อีกตอนว่าด้วยเรื่องของครอบครัวที่ลูกเขาเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตายแล้วออกจากคุกมา แต่พ่อแม่นี่หัวใจสูงส่งมาก นี่คือพลังของพ่อแม่” ผอ.สำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ส.ส.ท. กล่าว

ในการเสวนายังได้เชิญ “ครอบครัวที่ลูกชายประสบอุบัติเหตุจากการขี่มอเตอร์ไซค์ ต้องผ่าตัดสมอง สูญเสียทักษะการสื่อสารและความทรงจำ และใช้เวลามาแล้ว 5 ปีในการพยายามฟื้นฟู” มาบอกเล่าเรื่องราวการปรับตัว ผู้เป็นพ่อนั้นเล่าว่า เมื่อเห็นลูกชายเป็นแบบนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือตนเองต้องเข้มแข็งก่อน “ต้องไม่มีน้ำตาให้ใครเห็น” เพื่อให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีกำลังใจสู้ชีวิตและฟื้นฟูลูกชายให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด ซึ่งไม่ง่ายเพราะสมองส่วนที่เกี่ยวกับการสื่อสารได้เสียหายไปแล้ว

สำหรับวิธีการฟื้นฟูนั้น “ครอบครัวจะไม่ห้ามทำในสิ่งที่รัก..แต่ใช้สิ่งที่รักเพื่อการฟื้นฟู” เช่น เมื่อผู้เป็นพ่อเห็นว่าลูกชายยังชอบมอเตอร์ไซค์อยู่ ก็ตั้งโจทย์ว่าลูกต้องฟื้นฟูมือขวาให้ใช้การได้ปกติก่อนเพราะต้องจับคันเร่งและเบรก ผ่านการทำกายภาพมือและการหัดขี่จักรยาน ต่อมาเมื่อมือขวาเริ่มกลับมาใช้ได้คล่องก็ขยับเป็นรถ ATV (รถ 4 ล้อขนาดเล็ก บังคับคล้ายมอเตอร์ไซค์ นิยมใช้ในทางวิบาก) นอกจากนี้ลูกชายเคยเรียนด้านสื่อมาก่อนและชอบถ่ายรูป จึงมีการติดอุปกรณ์ช่วยเพื่อให้สามารถใช้กล้องถ่ายรูปได้แม้ช่วงที่มือขวายังใช้การไม่ค่อยได้ก็ตาม

“เขาได้ฝึกถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเพื่อนมาสร้างเพจให้ เหมือนกับจะสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่าเป็นช่างภาพสมัครเล่น จะถ่ายรูปให้ทุกคนโดยที่คุณไม่ต้องสนใจเลยว่าจะต้องจ่ายเงินให้หรือเปล่า ถ้าคุณเห็นภาพว่าดี โอเค คุณค่อยจ่ายเงินก็ได้ จนทุกวันนี้เขาก็จะมีคนติดต่อเข้ามาให้ช่วยถ่ายภาพให้” คุณพ่อผู้นี้ ระบุ

ขณะที่ผู้เป็นน้องสาว กล่าวเสริมว่า พี่ชายมีการฟื้นฟูร่างกายที่ดีมาก เรียกว่าหากเดินไปไหนมาไหนคนอื่นๆ อาจเห็นว่าเป็นคนปกติทั่วไป ส่วนผู้เป็นแม่ ยอมรับว่ากังวลเพราะลูกชายไม่สามารถอยู่กับครอบครัวได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในที่สุดก็ต้องออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอก เบื้องต้นแม้จะขี่รถได้แต่ก็ยังเน้นให้ขี่ในหมู่บ้าน หากจะเดินทางไปไหนไกลๆ ก็ต้องมีพ่อหรือแม่ไปด้วย และคนในครอบครัวก็ต้องสอน เช่น เมื่อเกิดอุบัติเหตุต้องยกมือไหว้ขอโทษก่อนเพื่อลดการปะทะเพราะไม่มีใครรู้ว่ามีอาการอะไรอย่างไร หรือไปซื้อของต้องต่อคิว เป็นต้น

ด้าน ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวเสริมว่า สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ไม่รู้ว่าจะมีการระบาดระลอก 2 ระลอก 3 จะมารุนแรงขนาดไหน การหนุนเสริมการรักษาสภาพจิตใจให้เป็นบวกจึงยังมีความสำคัญ ซึ่งนอกจากรายการโทรทัศน์แล้ว ยังมีเฟซบุ๊คแฟนเพจ “บ้าน-พลัง-ใจ” หรือ https://www.facebook.com/Baanpalangjai นอกจากจะชมรายการย้อนหลังที่เคยออกอากาศทาง TPBS ไปแล้ว ยังมีการผลิตเนื้อหาเพิ่มเติมทั้งด้านสร้างอารมณ์ขัน ให้ความรู้และให้กำลังใจด้วย

อีกทั้งยังมีนักจิตวิทยามาให้คำปรึกษา แนะนำ และฟังอย่างตั้งใจ สิ่งเหล่านี้ สสส. ให้ความสำคัญ ซึ่งแม้ว่าในอนาคตสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จะคลี่คลายลง แต่บ้านพลังใจไปไกลกว่านั้น โดยยกระดับเป็นกลไกขับเคลื่อนเป็นประสานงานของความคิดเชิงบวก และไม่ว่าในวันข้างหน้าจะมีภัยพิบัติใดเข้ามาอีก บ้านพลังใจก็จะยังเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่ สสส. สนับสนุน เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพจิตที่ดี

ปิดท้ายด้วยหนึ่งในศิลปินแร็พระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่มีอีกบทบาทหนึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการนี้ “อุ๋ย บุดด้าเบลส” นที เอกวิจิตร ซึ่งเล่าว่า จากเดิมที่มารับงานตามอาชีพ แต่ทำรายการไปเรื่อยๆ ก็รู้สึก “อิน” มากขึ้นจนบางครั้งกลายเป็นผู้แนะนำกับทีมงานว่าน่าจะไปทำสารคดีครอบครัวนั้นครอบครัวนี้ดู เพราะนี่คือ “แรงบันดาลใจ” เป็นภาพที่เห็นได้ชัดเจนว่า “ในขณะที่เราคิดว่าตนเองลำบาก..ยังมีคนที่ลำบากกว่าเราอีกมากแต่เขาก็ยังสู้” นี่คือบทเรียนที่เรียนรู้จากชีวิตคนจริงๆ

อาทิ ในตอนที่ชื่อว่า “บ้านพลังเปรม” ว่าด้วยผู้ป่วยติดเตียงที่มีสภาพเหมือนถูกกักขังในร่างกายตนเอง ทำได้เพียงกะพริบตาเท่านั้น แต่ผู้เป็นแม่พยายามหาวิธีสื่อสารกับลูกด้วยการท่องพยัญชนะ ก-ฮ เมื่อลูกกะพริบตาตรงพยัญชนะใดก็จะหยุดที่พยัญชนะนั้น สื่อสารทีละตัวอักษรจนผสมเป็นคำออกมา ต่อมามีเพื่อนนำเทคโนโลยีจับภาพใบหน้ามาช่วยบังคับเมาส์พิมพ์ข้อความผ่านจอคอมพิวเตอร์

“ผมนับถือทุกครอบครัวที่เอามาออกรายการเพราะหลายๆ ครอบครัวอาจจะไม่อยากเปิดเผย ไม่อยากพูดเรื่องเดิมซ้ำ ผมเชื่อว่าการที่ทำแบบนี้ผมได้รับความเห็น (Comment) เสียงสะท้อน (Feedback) หลายๆ เทป ว่าหลังจากดูไปแล้วเขาทุกข์น้อยลง มีกำลังใจมากขึ้น มีความหวังมากขึ้น เห็นว่าคนที่เป็นหนักกว่าเราอีกเขายังลุกขึ้นมาได้ เห็นว่าความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวมันมีค่ามากแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ผมรู้สึกขอบคุณทุกเรื่อง (Case) จริงๆ ที่ยอมมาออกรายการ เพราะเขาช่วยคนได้อีกเยอะมาก ให้พลังใจส่งต่อให้คนอื่นได้อีกเยอะมาก” นที กล่าวในท้ายที่สุด