เผยร้านหนังสือ ส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม สำรวจพบว่านิตยสารเข้าถึงมวลชนมากที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เผยร้านหนังสือ ส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม สำรวจพบว่านิตยสารเข้าถึงมวลชนมากที่สุด (naewna.com)

เผยร้านหนังสือ ส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม  สำรวจพบว่านิตยสารเข้าถึงมวลชนมากที่สุด

เผยร้านหนังสือ ส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม สำรวจพบว่านิตยสารเข้าถึงมวลชนมากที่สุด

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการที่มูลนิธิวิชาหนังสือ จัดประกวดแต่งนิยายเกี่ยวกับวัฒนธรรมการอ่านหนังสือ ในโครงการวัฒนธรรมร้านหนังสือ โดยการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยให้นักเขียนแต่งนิยายที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับร้านหนังสือเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง และฉาก ที่ผู้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลถึง สองแสนบาท ซึ่งได้ปิดรับสมัครไปแล้ว เมื่อวันที่ 30 กันยายน และจะมีการประกาศผลผู้ชนะเลิศในวันที่30 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ ปรากฏว่า มีผู้ส่งต้นฉบับส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 37 ต้นฉบับ ที่เป็นทั้งผลงานของนักเขียนหน้าเก่า และนักเขียนหน้าใหม่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน

นายมกุฎ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ เลขาฯมูลนิธิวิชาหนังสือ ให้ความเห็นว่า การจัดโครงการวัฒนธรรมร้านหนังสือ ในครั้งนี้สามารถบูรณาการเข้ากับงานวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดีเนื่องจากการอ่านถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการเผยแพร่และส่งเสริมงานวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งในขณะนี้ปรากฏว่า จากสภาวะดิสรัปชั่น ทำให้คนหันมาอ่านหนังสือทางอินเตอร์เนตมากขึ้น จนทำให้ร้านหนังสือต้องปิดตัวไปหลายแห่งเป็นที่น่าวิตกว่า หากเป็นเช่นนี้ตลอดไป วัฒนธรรมการอ่านหนังสือของคนไทยจะหมดไป และจะกระทบไปถึงวัฒนธรรมของชาติในเรื่องของการอ่านด้วย เพราะ หนังสือเป็นสื่อที่เข้าถึงมวลชนได้ดีที่สุดและมากที่สุด แม้จะมีคนบอกว่า เรามีสื่อทางอินเตอร์เนตรองรับอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องยอมรับว่าสื่ออินเตอร์เนตในประเทศไทยยังไม่สมบูรณ์อย่างเพียงพอ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังขาดเครื่องมือในการสื่อสารทางอินเตอร์เนต ซึ่งจากการสำรวจของมูลนิธิมานานกว่าสี่สิบปีพบว่า หนังสือ โดยเฉพาะหนังสือประเภท นิตยสารจะเป็นตัวเผยแพร่งานด้านวัฒนธรรมได้ดีที่สุด แม้เขาจะไม่มีเงินซื้อแต่เขาก็สามารถหาอ่านได้ตามร้านกาแฟ ร้านตัดผม ห้องสมุดและแหล่งอื่นได้ง่ายกว่าสื่อทางอินเตอร์เนตดังนั้นร้านหนังสือจึงมีความสำคัญอย่างมากที่ภาครัฐควรส่งเสริม

คณะเกษตร มรภ.สงขลา เปิดสถานีปฏิบัติการพืชไร่ ให้อนุบาล รร.สาธิตฯ เรียนรู้วิถีชีวิตปลูกข้าวนาดำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – คณะเกษตร มรภ.สงขลา เปิดสถานีปฏิบัติการพืชไร่ ให้อนุบาล รร.สาธิตฯ เรียนรู้วิถีชีวิตปลูกข้าวนาดำ (naewna.com)

คณะเกษตร มรภ.สงขลา เปิดสถานีปฏิบัติการพืชไร่  ให้อนุบาล รร.สาธิตฯ เรียนรู้วิถีชีวิตปลูกข้าวนาดำ

คณะเกษตร มรภ.สงขลา เปิดสถานีปฏิบัติการพืชไร่ ให้อนุบาล รร.สาธิตฯ เรียนรู้วิถีชีวิตปลูกข้าวนาดำ

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.มงคล เทพรัตน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงการเปิดสถานีปฏิบัติการพืชไร่ให้น้องๆ หนูๆ โรงเรียนอนุบาลสาธิตฯ ศึกษาวิถีชีวิตการทำนาปลูกข้าวนาดำ เรียนรู้โลกยุคดิจิทัลควบคู่วิถีชาวนาพื้นบ้านว่า เมื่อวันที่9 ตุลาคม ที่ผ่านมา นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 35 คน เข้าศึกษาแหล่งเรียนรู้สถานีปฏิบัติการพืชไร่ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มรภ.สงขลา โดยได้ศึกษาวิถีชีวิตการทำนาปลูกข้าวนาดำในกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การทำนาและการปลูกข้าว โดยมี คุณครูณัฏฐณิชา สังข์ศิลป์เลิศ คุณครูดาวรฎี ศิริพานิช และ นางสาววลัยลักษณ์ บุญชูวงศ์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เป็นผู้ดูแล

ในการนี้ ผศ.ดร.คริษฐ์สพล หนูพรหมรองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและกิจการพิเศษ และ ผศ.ดร.อมรรัตน์ ชุมทองรองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มรภ.สงขลา ร่วมต้อนรับ และอธิบายเกี่ยวกับวิธีการปลูกข้าว พร้อมด้วยพี่ๆ นักศึกษาคณะเทคโนโลยีการเกษตร นำน้องๆ นักเรียนอนุบาลโรงเรียนสาธิต มรภ.สงขลาปลูกข้าวดำนาอย่างสนุกสนาน ถือเป็นการเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัลควบคู่ไปกับวิถีชาวนาพื้นบ้าน

นศ.คณะบัญชี ม.ศรีปทุม ได้รับรางวัล ‘วัฒนคุณาธร’ เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นศ.คณะบัญชี ม.ศรีปทุม ได้รับรางวัล ‘วัฒนคุณาธร’ เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม (naewna.com)

นศ.คณะบัญชี ม.ศรีปทุม ได้รับรางวัล ‘วัฒนคุณาธร’  เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม

นศ.คณะบัญชี ม.ศรีปทุม ได้รับรางวัล ‘วัฒนคุณาธร’ เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายภูมัย จงรัตนวาทิน นักศึกษาคณะบัญชี SPU รับโล่รางวัล “วัฒนคุณาธร”ในฐานะ ผู้ทำประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ประเภท เด็กหรือเยาวชนจากนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประจำปี 2563 โดย รางวัล “วัฒนคุณาธร” กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติภาคีเครือข่ายภาคประชาชนทั้งเด็กหรือเยาวชน บุคคล รวมทั้ง นิติบุคคลหรือคณะบุคคล ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ ถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเทต่อการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจนประสบผลสำเร็จตามภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรมจะได้รับโล่รางวัล “วัฒนคุณาธร” จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงวัฒนธรรม

ม.สวนดุสิต เปิดรับสมัคร นศ. ‘Portfolio และ Quota’ 23 หลักสูตรที่โดดเด่นตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ม.สวนดุสิต เปิดรับสมัคร นศ. ‘Portfolio และ Quota’ 23 หลักสูตรที่โดดเด่นตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย (naewna.com)

ม.สวนดุสิต เปิดรับสมัคร นศ. ‘Portfolio และ Quota’ 23 หลักสูตรที่โดดเด่นตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.)เปิดรับผู้สนใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีประจำปีการศึกษา 2564 ผ่านระบบทีแคส TCAS ซึ่งปัจจุบันเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าศึกษาต่อ รอบที่ 1 Portfolioระหว่างวันที่ 12 ต.ค. 2563-22 ม.ค. 2564และรอบที่ 2 Quota ระหว่างวันที่ 12 ต.ค.2563-23 เม.ย. 2564 โดยในรอบที่ 1 Portfolioเปิดรับทั้งหมด 23 หลักสูตร/สาขาวิชา รอบนี้จะเน้นการนำเสนอความสามารถที่โดดเด่น ความสามารถพิเศษ การเข้าร่วมกิจกรรม และรางวัลต่างๆ ที่สอดคล้องกับสาขาวิชาที่สมัครผ่านแฟ้มสะสมผลงานซึ่งหลักสูตร/สาขาวิชา ที่เปิดรับส่วนใหญ่ตรงตามอัตลักษณ์ ที่มหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับ และสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมส่วนรอบที่ 2 Quota เปิดรับเฉพาะสาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง ลำปาง และสาขาวิชาธุรกิจการบิน ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง หัวหินเน้นพิจารณาสถานศึกษาในเครือข่ายความร่วมมือ โครงการความสามารถพิเศษ และน้องๆ ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต สุพรรณบุรี ตรัง ลำปาง หัวหิน ดังนั้น ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาต่อควรศึกษารายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาให้ครบถ้วน ทั้งรอบที่เปิดรับสมัคร เกณฑ์และคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละสาขาวิชาสามารถดูรายละเอียดผ่านทางเว็บไซต์ www.dusit.ac.th หรือ http://www.entrance.dusit.ac.th FB : Suan Dusit University

‘จตุรมิตร’ 4สถาบัน จัดกิจกรรมน้อมรำลึก ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘จตุรมิตร’4สถาบัน จัดกิจกรรมน้อมรำลึก’ในหลวง รัชกาลที่ 9’ (naewna.com)

'จตุรมิตร'4สถาบัน จัดกิจกรรมน้อมรำลึก'ในหลวง รัชกาลที่ 9'

‘จตุรมิตร’4สถาบัน จัดกิจกรรมน้อมรำลึก’ในหลวง รัชกาลที่ 9’

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 21.24 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมศิษย์เก่า นักเรียนและอาจารย์ 4 โรงเรียนจตุรมิตร ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย , โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย , โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนเทพศิรินทร์ รวมกว่า 800 คน จัดกิจกรรม “จตุรมิตร ล้วนรู้รักสามัคคี” ถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ต.ค.2563

กิจกรรมดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น.โดยมีการตั้งขบวนจากท้องสนามหลวง เดินไปยังหน้าพระบรมมหาราชวัง นำแถวโดยกองดุริยางค์จากทุกโรงเรียน ร่วมกับกองลูกเสือเกียรติยศและผู้เชิญหมู่ขบวนธง เข้าถวายบังคมและกล่าวคำมั่นคำสัญญาต่อหน้าบรมฉายาลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ว่า จะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จะรู้รักสามัคคี และจะทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี

ชิงเก้าอี้อธิการฯ ม.รามเดือด ร้องนายกฯสั่ง ‘วุฒิศักดิ์’ ให้หยุดทำหน้าที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชิงเก้าอี้อธิการฯ ม.รามเดือด ร้องนายกฯสั่ง’วุฒิศักดิ์’ให้หยุดทำหน้าที่ (naewna.com)

ชิงเก้าอี้อธิการฯ ม.รามเดือด ร้องนายกฯสั่ง'วุฒิศักดิ์'ให้หยุดทำหน้าที่

ชิงเก้าอี้อธิการฯ ม.รามเดือด ร้องนายกฯสั่ง’วุฒิศักดิ์’ให้หยุดทำหน้าที่

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 19.25 น.

เมื่อวันที่ 12 ต.ค.63 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นักศึกษารามคำแหง จำนวน 7 คนในนาม “กลุ่มรามคำแหง พิทักษ์คุณธรรม”  นำโดยนายฐานพัฒน์  รัตนพันธ์  ผู้ประสานงานกลุ่มฯ ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมพาศ  นิลพันธ์  ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สอบสวนและให้มีคำสั่งหยุดการปฏิบัติหน้าที่ของนายวุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์  รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

โดยนายฐานพัฒน์ กล่าวว่า  ด้วยพ.ร.บ. มหาวิทยาลัยรามคําแหงพ.ศ 2541 มาตรา 23 วรรค 1 บัญญัติว่าอธิการบดีจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย และวรรคสองบัญญัติว่า อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี แล้วจะทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ และมาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่าในกรณีที่ผู้ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้สภาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 23 วรรคหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี บทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่านอกจากกฎหมายจะให้การดำรงตำแหน่งอธิการบดีมีวาระ 4 ปีและไม่ให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระแล้ว เมื่อพ้นจากตำแหน่งแต่ละวาระก็ไม่ได้ให้เป็นผู้รักษาราชการต่อ แต่ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยมาเป็นผู้รักษาราชการแทน

โดยนายฐานพัฒน์ กล่าวต่อว่า แต่ในปีพ.ศ 2563 นายวุฒิศักดิ์  ได้พ้นตำแหน่งอธิการบดี และไม่มีสิทธิ์เข้าดำรงตำแหน่งในวาระต่อไปได้อีกเนื่องจากตำแหน่งติดต่อกันครบ 2 วาระแล้วนั้น ได้ดำเนินการให้สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงแต่งตั้งตนเองเป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้นกลุ่มรามคำแหง พิทักษ์คุณธรรม ปรารถนาให้การบริหารกิจการของมหาวิทยารามคำแหงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและคุณธรรม เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เยาวชนได้รับการศึกษาทั้งความรู้ทางวิชาการและคุณธรรมจึง ขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้สอบสวนและให้มีคำสั่งหยุดการปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

มีรายงานว่า นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์  รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ให้การสนับสนุน ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ผู้สมัครคัดสรรอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นลูกเขยของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถูกดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติ

อาชีวะเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุฝนใกล้ชิด พร้อมหนุนช่วยชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อาชีวะเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุฝนใกล้ชิด พร้อมหนุนช่วยชุมชน (naewna.com)

อาชีวะเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุฝนใกล้ชิด พร้อมหนุนช่วยชุมชน

อาชีวะเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุฝนใกล้ชิด พร้อมหนุนช่วยชุมชน

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 17.10 น.

12 ตุลาคม 2563 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิคปากช่อง และชุมชนใกล้เคียงในจังหวัดนครราชสีมา ที่ได้รับผลกระทบจากพายุหลิ่นฟา ซึ่งเป็นพายุระดับดีเปรสชั่น เมื่อช่วงวันที่  9 – 11 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้ขณะนี้พายุดังกล่าว ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศแต่ยังส่งผลกระทบให้มีฝนตกหนักในภาคตะวันออกและตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในหลายจังหวัด 

เลขาธิการ กอศ. กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการเตรียมการของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่าได้รับนโยบายจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อสอศ.ได้นำโครงการ fix it center เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มศักยภาพแต่กำกับให้นักเรียน นักศึกษา มีความปลอดภัย ในการดูแลช่วยเหลือชุมชน ซึ่ง สอศ. ได้กำชับสถานศึกษาทุกแห่งร่วมติดตาม และเฝ้าสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และออกช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยสถานศึกษาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และไม่ได้รับผลกระทบ ได้ดำเนินการเปิดศูนย์ประสานงานให้บริการความช่วยเหลือชุมชน หน่วยงาน ฯลฯ จำนวน  17 ศูนย์ ได้แก่วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) สอยดาว วิทยาลัยเทคนิค (วท.) ปากช่อง วท.ปักธงชัย วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการปง วท.ราชบุรี วก. ปากท่อ วก.นาทวี วก.สังขละ วท.สุรินทร์ วก.ท่าตุม วก.ศรีขรภูมิ วก.ปราสาท วิทยาลัยสารพัดช่าง (วช.) สุรินทร์ วท.อุตรดิตถ์ จำนวน 2 ศูนย์ และ วก.รัตนประสิทธิ์วิทย์ จำนวน 2 ศูนย์ โดยขณะที่ยังมีน้ำท่วมขัง ก็จะเป็นลักษณะของการช่วยขนย้าย และอพยพสิ่งของเครื่องใช้ อำนวยความสะดวกในการประสานงาน และเป็นที่พักพิงชั่วคราว ทั้งนี้หากเมื่อสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ลดลงสามารถเข้าพื้นที่ได้สะดวก

ส่วนสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ได้สำรวจความเสียหายเบื้องต้นจากผลกระทบน้ำท่วมพื้นที่ต่างๆ ข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2563 มีสถานศึกษาทั้งหมด 36 แห่ง ใน 23 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ขอนแก่น จันทบุรี ชลบุรี ชุมพร ตรัง ตราด นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ปัตตานี พะเยา ยะลา พัทลุง ภูเก็ต ราชบุรี เลย สงขลา สระแก้ว สุรินทร์ และอุตรดิตถ์ รวมความเสียหายกว่า 12,000,000 บาท โดยมีทั้งทีเสียหายมากและเสียหายบางส่วน ได้แก่ระบบฟ้าฟ้า บ้านพักครู อาคารเรียน อาคารอำนวยการ เสียหาย ฝ้าเพดาน หลังคาโรงอาหาร และครุภัณฑ์การเรียนการสอน เช่นคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

‘มาดามโอ๊ะ’ ลุยไกล่เกลี่ย! หลังผู้ปกครอง ร.ร.สารสาสน์ร้อง โรงเรียนล่าช้าข้อตกลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มาดามโอ๊ะ’ลุยไกล่เกลี่ย! หลังผู้ปกครองร.ร.สารสาสน์ร้อง โรงเรียนล่าช้าข้อตกลง (naewna.com)

'มาดามโอ๊ะ'ลุยไกล่เกลี่ย! หลังผู้ปกครองร.ร.สารสาสน์ร้อง โรงเรียนล่าช้าข้อตกลง

‘มาดามโอ๊ะ’ลุยไกล่เกลี่ย! หลังผู้ปกครองร.ร.สารสาสน์ร้อง โรงเรียนล่าช้าข้อตกลง

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.49 น.

วันที่ 12 ตุลาคม 2563 ผู้กครองนักเรียนนักเรียนที่ถูกครูและพี่เลี้ยงเด็กของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ทำร้าย ประมาณ 9 คน ได้เข้าพบนางกนกวรรณ วิลาวัลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เพื่อมาติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดให้โรงเรียนสารสาสน์ฯ ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง ระหว่างโรงเรียนสารสาสน์ฯ กับ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทางผู้ปกครองแจ้งว่าขณะนี้ทางโรงเรียนยังไม่ให้ความจัดเจนกับผู้ปกครองในหลาย ๆเรื่องตามที่ได้ตกลงไว้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังมายื่นข้อร้องเรียนเพิ่มเติม ตนจึงได้มอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาอำนวยความสะดวกกับผู้ปกครอง เพื่อดำเนินการตามขึ้นตอนในการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังรับเรื่องร้องเรียน นางกนกวรรณ ได้ไปประชุมกับนายวีระ แข็งกศิการ รองปลัด ศธ. ซึ่งที่ได้รับมอบหมายจากนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ.ให้เป็นประธานคณะกรรมการดูแลเรื่องนี้ และมีตัวแทนจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้ปกครองได้ร่วมประชุมกันอีกครั้งเพื่อให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงนะหว่าง ร.ร.สารสาสน์ฯกับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

นางกนกวรรณ เปิดเผยภายหลังประชุม ว่า ศธ.ให้ความสำคัญกับนักเรียน ผู้ปกครองเป็นอันดับแรก ซึ่งที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะทำงานกำกับติดตามการแก้ไขปัญหา กรณีโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ โดยในคณะทำงานจะมีผู้ปกครองร่วมอยู่ด้วย เพื่อติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดให้โรงเรียนเยียวยา ตามที่โรงเรียนได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้กับ ศธ. ในการดูแลเยียวยาผู้ปกครองนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ 

นางกนกวรรณ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตัวแทนผู้ปกครองได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมในประเด็นที่เป็นข้อสงสัย เช่น จำนวนนักเรียนต่อห้องที่โรงเรียนอาจจะเปิดรับเกินกว่าที่ ศธ.กำหนด เป็นต้น ส่วนข้อเรียกร้องที่อยากให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งโรงเรียนนั้น ในประเด็นนี้เราต้องคำนึงรอบด้าน เพราะอาจจะละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นได้ ซึ่งเรื่องนี้ควรจะเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียนถึงความเหมาะสมในการดำเนินการ 

“ขณะนี้พบว่าโรงเรียนได้ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงที่ให้ไว้ ค่อนข้างล่าช้าในบางเรื่อง  ศธ.จึงต้องเร่งรัดโรงเรียนต่อไป ซึ่งขณะนี้ ศธ. ยังไม่ทราบข้อมูลว่าโรงเรียนได้ชดเชยค่าเสียหายให้กับนักเรียนและผู้ปกครองไปกี่คนแล้ว จึงขอให้โรงเรียนรายงานข้อเท็จจริงมาที่ ศธ.ด้วย เนื่องจากการทำบันทึกข้อตกลงครั้งนั้น ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน  ดังนั้น ศธ.จึงต้องติดตามเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะจากบันทึกข้อตกลงที่โรงเรียนทำไว้กับศธ. มีข้อที่ระบุว่าทางโรงเรียนพร้อมคืนคำธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ปีการศึกษา 2563 ให้กับนักเรียนทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น รวมถึงค่าอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และที่คุรุสภาเข้าไปตรวจสอบโรงเรียนว่าครูมีใบประกอบวิชาชีพครบถ้วนหรือไม่ ก็ให้รายงานมาให้ตน รวมถึงข้อมูลที่สช.ไปตรวจสอบว่าเปิดหลักสูตรถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ รายงานเป็นรายลักอักษรเข้ามา ซึ่งจากการหารือร่วมกันวันนี้ ทางตัวแทนผู้ปกครองก็รู้สึกพอใจในการทำงานของศธ.ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างชัดเจนและจริงใจ” นางกนกวรรณ กล่าว 

ขณะที่ผู้ปกครองนักเรียน ที่เดินทางมาติดตามความคืบหน้า กล่าวว่า วันนี้ค่อนข้างพอใจที่ทางราชการทุกหน่วยงานช่วยติดตามดำเนินการทุกอย่าง ทั้งเร่งรีบเอาค่าเทอมคืนให้ผู้ปกครอง และเข้าไปตรวจสอบโรงเรียนว่าครูมีใบประกอบวิชาชีพครบถ้วนหรือไม่ และเปิดหลักสูตรถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ แต่ในส่วนของทางโรงเรียนนั้น ทางผู้ปกครองอยากให้จ่ายเงินค่าเทอมคืนผู้ปกครอง แต่ทางโรงเรียนก็ยังไม่ได้คืนให้ ซึ่งผู้ปกครองบางคนไม่ให้ลูกมาเรียนแล้ว แต่ทางโรงเรียนก็ยังไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบสิ่งใดเลย  ขณะนี้ทางโรงเรียนค่อนข้างนิ่งเฉย จึงอยากให้ทางผู้บริหารโรงเรียนสารสาสน์ฯเห็นใจผู้ปกครองบ้าง  จะช่วยเยียวยาสภาพจิตใจเด็กๆได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการชดใช้ใดๆเลย และถ้าเป็นไปได้อยากให้จบเรื่องนี้โดยเร็ว อยากให้ทางโรงเรียนสารสาสน์ฯ แสดงความจริงใจ

‘สมศ.’ นำร่องทดลองใช้แอปพลิเคชั่น ขานรับการประเมินรูปแบบใหม่ปี 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สมศ.’ นำร่องทดลองใช้แอปพลิเคชั่น ขานรับการประเมินรูปแบบใหม่ปี 64 (naewna.com)

‘สมศ.’ นำร่องทดลองใช้แอปพลิเคชั่น ขานรับการประเมินรูปแบบใหม่ปี 64

‘สมศ.’ นำร่องทดลองใช้แอปพลิเคชั่น ขานรับการประเมินรูปแบบใหม่ปี 64

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.27 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. ลงพื้นที่จังหวัดหนองคาย นำร่องทดลองใช้แอปพลิเคชั่น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินรูปแบบใหม่ใหม่ปี 2564 ด้วยแนวคิดในการนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการประเมินทั้งระบบช่วยให้การประเมินรวดเร็วสถานศึกษาทั่วประเทศได้รับการประเมินอย่างทั่วถึง

อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาในการลงพื้นที่ ไม่สร้างภาระแก่สถานศึกษา ด้านสถานศึกษาหนุน สมศ. ให้นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการประเมิน และการปรับรูปแบบ  ปรับเกณฑ์ และระบบการประเมินลดความซ้ำซ้อน ลดจำนวนวันลงพื้นที่ ลดภาระงานของสถานศึกษา เน้นการประเมินที่สถานศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์ และเป็นการเตรียมความพร้อมเข้ารับการประเมินรูปแบบใหม่ที่จะมาถึง

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า สมศ. ได้ลงพื้นที่จังหวัดหนองคายเพื่อเป็นการทดลองใช้แอปพลิเคชันสำหรับผู้ประเมินภายนอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการประเมิน และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้หน่วยงานในกำกับ หันมาใช้ระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลในกระบวนการทำงานมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินรูปแบบใหม่ปี 2564 

สมศ. จึงได้นำร่องทดลองใช้ แอปพลิเคชัน ที่จะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนธันวาคม 2563 โดยแอปพลิเคชันดังกล่าว จะช่วยให้การลงพื้นที่เป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การบันทึกข้อมูลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รวมถึงลดระยะเวลาในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเหลือเพียงแค่ 1 วันสำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก และช่วยลดปัญหาการร้องเรียนในกรณีต่างๆ เช่นผู้ประเมินมาสาย หรือกลับก่อนเวลา อีกทั้งในกรณีที่เกิดการร้องเรียนก็สามารถตรวจสอบประวัติการดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันได้เลย ซึ่งระบบแอปพลิเคชันจะทำให้ สมศ. และหน่วยประเมินรู้สถานะของผู้ประเมินพร้อมกัน

ดร.นันทา กล่าวต่อว่า สำหรับรายละเอียดการทำงานของระบบแอปพลิเคชัน สมศ.จะมีการเปิดให้ผู้ประเมิน ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน หลังจากนั้นผู้ประเมินสามารถล็อคอินเข้าระบบด้วยเลขที่บัตรประชาชน  หมายเลขโทรศัพท์ และจะได้รับรหัส OTP ที่ได้รับผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หลังจากล็อคอินเสร็จเรียบร้อยในระบบจะมีข้อมูลเบื้องต้นของผู้ประเมิน และข้อมูลของสถานศึกษาที่ผู้ประเมินจะต้องลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ว่าจะต้องไปในวันเวลาใดบ้าง ส่วนขั้นตอนในการใช้แอปพลิเคชันเพื่อการบันทึกข้อมูลนั้นสามารถทำได้ทั้งแบบพิมพ์ข้อความ และบันทึกผ่านเสียง จากนั้นระบบจะแปลงเสียงมาเป็นไฟล์ข้อความ และผู้ประเมินสามารถส่งรายละเอียดไปยังอีเมล เพื่อทำการแก้ไขรายงานสรุปได้เลยทันที ส่งผลให้งานประเมินสามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และยังช่วยลดจำนวนวันในการลงพื้นที่ และลดภาระงานของสถานศึกษาอีกด้วย

โดยในขณะนี้ระบบแอปพลิเคชันมีความสมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้ว 90% ซึ่ง สมศ.จะเริ่มให้ผู้ประเมินใช้แอปพลิเคชันในกระบวนการประเมินอย่างเต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม 2563 เนื่องจากเป็นเดือนแรกที่จะเริ่มการประเมินในรูปแบบใหม่ นอกจากการนำแอปพลิเคชันมาใช้ระบบการประเมินแล้ว สมศ.ยังได้มีการพิจารณาปรับเกณฑ์ การประเมินรูปแบบใหม่เพื่อให้การประเมินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสถานศึกษา สามารถนำผลประเมินไปใช้พัฒนาสถานศึกษาได้จริง

“การลงพื้นที่เพื่อทดลองใช้ระบบแอปพลิเคชันครั้งนี้ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งภายหลังจากลงพื้นที่ทดลองเสร็จเรียบร้อย  สมศ.จะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับให้ระบบแอปพลิเคชันมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น รองรับการประเมินรูปแบบใหม่ที่จะมาถึง และเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นระหว่างที่ผู้ประเมินใช้แอปพลิเคชันในช่วงที่มีการประเมินจริง

ทั้งนี้ สมศ.ยังคาดหวังว่าระบบเทคโนโลยีที่นำมาใช้จะช่วยให้กระบวนการประเมินสามารถทำให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น และไม่สร้างภาระให้แก่สถานศึกษาและผู้ประเมินภายนอก อีกทั้งแอปพลิเคชัน และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ สมศ.อยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำ จะช่วยให้การประเมินสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว สถานศึกษาทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 60,000 แห่ง ได้รับการประเมินอย่างทั่วถึงตามเจตนารมณ์ของพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ม.49 ทั้งนี้การนำระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาใช้จะทำให้ สมศ.สามารถประเมินสถานศึกษาได้ในปริมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา” ดร.นันทา กล่าวสรุป

ด้าน นางสาวพวงแก้ว สกุลทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์ปอลหนองคาย  กล่าวว่า ทางโรงเรียนเห็นด้วยที่ทาง สมศ. มีการปรับรูปแบบ  ปรับเกณฑ์ และระบบการประเมินโดยการลดความซ้ำซ้อน ลดจำนวนวันลงพื้นที่ ลดภาระงานของโรงเรียน เน้นการประเมินที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์ต่อโรงเรียน ดังนั้นสำหรับการประเมินรูปแบบใหม่ปี 2564 ทางโรงเรียนจึงมีการประชุม วางแผน ทุกสัปดาห์ และดำเนินงานตามแผน  ตามขั้นตอนของระบบการประกันคุณภาพภายใน พร้อมทั้งปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอน เพิ่มทักษะความชำนาญทางเทคโนโลยีให้ให้แก่ครู เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเข้ารับการประเมินรูปแบบใหม่ด้วย

สำหรับสถานศึกษาแห่งอื่น ที่จะเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอก สถานศึกษาต้องสำรวจบริบทของตัวเองก่อนว่าอะไรคือจุดเด่น หรือจุดที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมหลังจากนั้นให้กำหนดเป้าหมายการประกันคุณภาพภายในให้สอดคล้องกับสิ่งที่จะต้องปรับปรุง และพัฒนาให้ดีขึ้น เพราะหากสถานศึกษาทำประกันคุณภาพภายในได้ดี ก็จะส่งผลให้การประเมินภายนอกดีตามไปด้วย โดยที่สถานศึกษาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม เพราะการประเมินของ สมศ.รูปแบบใหม่ไม่ได้เพิ่มภาระให้แก่สถานศึกษาอีกต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 0-2216-3955 หรือเข้าไปที่ http://www.onesqa.or.th

ทร.จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในหลวง ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ทร.จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในหลวง ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม (naewna.com)

ทร.จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในหลวง ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม

ทร.จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในหลวง ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 12.59 น.

กองทัพเรือแถลงข่าวกองทัพเรือจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2563 และการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 12 ตุลาคม 2563 พลเรือโท เชษฐา ใจเปี่ยม โฆษกกองทัพเรือ นำทีมงานรองโฆษกกองทัพเรือซึ่งประกอบด้วย พลเรือตรี พาสุกรี วิลัยรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือทหารเรือ รองโฆษกกองทัพเรือ (1) นาวาเอก ปิยะศักดิ์ นิลนิมิตร รองเลขานุการกองทัพเรือ รองโฆษกกองทัพเรือ (2) นาวาโทหญิง มธุศร เสิศพานิช หัวหน้าแผนกกฎหมายปฏิบัติการทางทหาร สำนักงานพระธรรมนูญทหารเรือ รองโฆษกกองทัพเรือ จัดให้มีการแถลงข่าวกองทัพเรือจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2563 และการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงการจัดเตรียมเรือผลักดันน้ำเพื่อให้การสนับสนุน การเร่งระบายน้ำ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี

พลเรือตรี พาสุกรี วิลัยรักษ์ รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2563 นี้ กองทัพเรือ ได้จัดให้มีกิจกรรม “แสงเทียนแห่งใจ จารึกไว้ตราบนิรันดร์” เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อกองทัพเรือ ณ อุทยาน “เรือของพ่อ” เรือ ต. 91 หน้าอ่าวดงตาล อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยกิจกรรม ที่จัดให้มีขึ้นประกอบด้วยการ แสดงดนตรีโดยวงซิมโฟนีออเคสตร้าดุริยางค์ทหารเรือเต็มวง พร้อมศิลปินรับเชิญ อาทิ เรือตรี สันติ ลุนเผ่ การจัดนิทรรศการ “พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 กับ งานนาวาสถาปัตย์” โดยมีเรือรบของกองทัพเรือลอยลำหน้าอ่าวดงตาล โดยกำลังพลประจำเรือจะร่วมจุดเทียน บริเวณดาดฟ้าเรือ ในการนี้จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกิจกรรม การกล่าวตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไปโดยมีส่วนของพิธีจุดเทียนจะมีขึ้นในเวลา 19.30 น.

ด้าน นาวาเอก ปิยะศักดิ์ นิลนิมิตร รองโฆษกกองทัพเรือ ได้กล่าวถึงการดำเนินการของกองทัพเรือเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และการจัดเตรียมเรือผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนหลิ่นฟา ส่งผลให้หลายจังหวัดในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในระหว่างวันที่ 11-12 ตุลาคม 2563 นั้น กองทัพเรือได้รับการประสานจากจังหวัดเพชรบุรี ขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ พร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการผลักดันน้ำบริเวณแม่น้ำเพชรบุรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งการระบายน้ำลงสู่ทะเลไทย หลังจากที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง จนเกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดเพชรบุรี 

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ จึงได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ (ฉก.ผลักดันน้ำ) รวมทั้งสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจำนวน 20 ลำ พร้อมกำลังพล อุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ เพื่อปฏิบัติภารกิจผลักดันน้ำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีตามที่ได้รับการร้องขอ และจะมีพิธีปล่อยขบวนลำเลียงเรือผลักดันน้ำชุดแรกจำนวน 10 เครื่อง ในวันนี้ (12 ตุลาคม 2563) เวลา 11.00 น. ณ อู่เรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ (อจปร.อร.) ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยพลเรือโท ก้องเกียรติ สัจวุฒิ  เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ เป็นประธานในพิธี ซึ่งเรือกองทัพเรือจะทำการติดตั้งเรือผลักดันน้ำที่บริเวณวัดคุ้งตำหนัก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 20 ลำ เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ปัจจุบันจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ปัจจุบันสถานการณ์สาธารณภัยในประเทศไทย มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของประชาชนและความเสียหายของทรัพย์สินในวงกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ดังนั้น งานด้านการบรรเทาสาธารณภัย ในการป้องกันและลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงนับว่ามีความสำคัญและต้องดำเนินการในการบูรณาการร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พลเรือน และองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ 

กองทัพเรือ โดย พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ให้ความสำคัญในด้านการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งถูกบรรจุไว้ในนโยบายกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ 2564 ด้านกิจการพลเรือน ในการพัฒนาระบบงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชนทั้งทางบก และทะเล ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ และในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งมุ่งเน้นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลการปฏิบัติงานของกองทัพเรืออย่างต่อเนื่อง ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีและรับแรงสนับสนุนจากสังคมและประชาชน 

กองทัพเรือ ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ (ศบภ.ทร.) โดยแบ่งหน้าที่และสายการบังคับบัญชาเป็นฝ่ายต่าง ๆ และส่วนบัญชาการ รวมทั้งส่วนสนับสนุน ในการให้การสนับสนุนยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์ เครื่องมือ ยานพาหนะ และกำลังพล ในการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ รวมทั้ง การฟื้นฟูบูรณะ เพื่อบรรเทาทุกข์ขั้นต้นแก่ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยราชการ พลเรือน และหน่วยงานภาคเอกชน ในพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพเรือ ซึ่งศูนย์บรรเทา สาธารณภัยกองทัพเรือ ประกอบด้วยพื้นที่ต่าง ๆ จำนวน 7 ศูนย์ ดังนี้ 
1. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรื่อภาคที่ 1 (ศบภ.ทร.1) 
2. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรื่อภาคที่ 2 (ศบภ.ทร.2) 
3. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรื่อภาคที่ 3 (ศบภ.ทร.3) 
4. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยฐานทัพเรือกรุงเทพ (ศบภ.ฐท.กท.) 
5. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ศบภ.กปช.จต.) 
6. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (ศบภ.นรข.) 
7. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ (ศบภ.ฉก.นย.ภต.) 

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ และในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และตามแผนบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม 2558 รวมทั้งเป็นไปตามคำสั่งการของ พลเรือเอก ชาติชาย  ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ให้ทุกหน่วยของกองทัพเรือเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆโดยเน้นให้ความช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุจนสถานการณ์คลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ  

ด้าน นาวาโทหญิง มธุศร เสิศพานิช รองโฆษกกองทัพเรือ ได้แนะนำช่องทางการรับทราบข้อมูลข่าวสารจากทางกองทัพเรือ มีสำนักงานโฆษกกองทัพเรือเป็นช่องทางหลัก โดยจะมีการผลิตวิดีทัศน์การแถลงเรื่องต่าง ๆ นำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่สำคัญได้แก่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ กองทัพรือ Royal Thai Navy เฟซบุ๊กแฟนเพจโฆษกกองทัพเรือ เว็บไซต์กองทัพเรือ ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เน้นย้ำกับกำลังพลให้ระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) มิให้เป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมด้ว