‘ณัฏฐพล’ ขยับสังคายนา ‘ใบประกอบวิชาชีพครู’ ปิด ‘สารสาสน์’ ไม่ใช่คำตอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ณัฏฐพล’ขยับสังคายนา‘ใบประกอบวิชาชีพครู’ ปิด‘สารสาสน์’ไม่ใช่คำตอบ (naewna.com)

‘ณัฏฐพล’ขยับสังคายนา‘ใบประกอบวิชาชีพครู’ ปิด‘สารสาสน์’ไม่ใช่คำตอบ

‘ณัฏฐพล’ขยับสังคายนา‘ใบประกอบวิชาชีพครู’ ปิด‘สารสาสน์’ไม่ใช่คำตอบ

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.45 น.

‘ณัฏฐพล’ขยับสังคายนา‘ใบประกอบวิชาชีพครู’ ปิด‘สารสาสน์’ไม่ใช่คำตอบ

6 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องใบประกอบวิชาชีพ จรรยาบรรณความเป็นครู เป็นเรื่องที่ ศธ.ต้องปรับปรุง ที่ผ่านมา ศธ.ในฐานะที่ควบคุมโรงเรียนเอกชน อาจจะดำเนินงานไม่ได้เท่าที่ควรจึงเกิดปัญหาอย่างที่เห็น ถือเป็นเรื่องที่ ศธ.ต้องปรับปรุงทั้งวิธีการอนุมัติ การควบคุม และการลงโทษ

ส่วนการปิดโรงเรียนนั้น ตนมองว่าเรื่องนี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะในโรงเรียนยังมีนักเรียนหลายพันคน ปัญหาที่เกิดขึ้นมีผู้ที่ไม่ได้อยู่วังวนของปัญหาอยู่จำนวนมาก ดังนั้นการดำเนินการต่างๆ ศธ.จะต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

ส่วนการตรวจสอบเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูในขณะนี้ยอมรับว่ามีปัญหา แต่ถ้า ศธ.นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรวบรวมข้อมูล เชื่อว่าในอนาคตก็จะสามารถพัฒนาระบบการตรวจสอบให้มีความรวดเร็วได้มากยิ่งขึ้น

“ปัญหาขณะนี้มีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช. ศธ. เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมกับหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาในบริบทที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะต้องดูกันต่อไปว่าจะได้ผลที่ตรงความต้องการหรือไม่ แต่ผมคิดว่าการปิดโรงเรียนในเวลานี้ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักเรียนทั้งโรงเรียน” นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า ในทุกปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ตนอยากให้แก้ไขปัญหาด้วยความระมัดระวัง  ซึ่ง ศธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ก็อยากให้หาทางออกที่เหมาะสมมากกว่าจะมาฟ้องร้อง  เพื่อให้การศึกษาดำเนินไปต่อเนื่องซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในขณะนี้

“ผมเน้นย้ำกับผู้บริหารของโรงเรียนสารสาสน์ฯ ว่าการฟื้นฟูจิตใจนักเรียนเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต้องติดตามการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจของเด็กที่ได้รับผลกระทบด้วย ผมได้แนะแนวทางไปว่ามีอะไรบ้าง เช่น การจัดกิจกรรมนอกเวลาเรียนให้นักเรียน เป็นต้น สิ่งที่สำคัญในการดูแลเด็กเล็กคือต้องเฝ้าดูปฏิกิริยาหรืออาการของเด็กในทุกบริบท” นายณัฏฐพล กล่าว

‘สุชาติ ชมกลิ่น’ พลิกโฉมกระทรวงแรงงาน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ พลิกโฉมกระทรวงแรงงาน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (naewna.com)

‘สุชาติ ชมกลิ่น’  พลิกโฉมกระทรวงแรงงาน  สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

‘สุชาติ ชมกลิ่น’ พลิกโฉมกระทรวงแรงงาน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.37 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับมหกรรมจัดหางาน “Job Expo Thailand 2020” ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 26-28 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สนใจทั้งที่เข้ามาสมัครในสถานที่จัดงาน และที่ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” รวม 2.4 แสนคนทำให้เจ้าภาพคือ กระทรวงแรงงาน พอใจเป็นอย่างยิ่ง โดย สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์กับ “นสพ.แนวหน้า” ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปหลังจากนี้คือการประเมินติดตามผลเช่น บริษัทรับคนเข้าทำงานแล้วกี่คน สัมภาษณ์และบรรจุพนักงานเมื่อใด

แต่ก่อนที่จะมาถึงการจัดงานตลอดทั้ง 3 วันดังกล่าวที่มีผู้มาร่วมงานในสถานที่จัดงานอย่างเนืองแน่น แบ่งเป็นวันแรก5 หมื่นคน วันที่สองประมาณ 2-3 หมื่นคน และวันที่สามประมาณ 3 หมื่นคน สุชาติ เล่าว่า มหกรรมจัดหางาน Job Expo Thailand 2020 เกิดขึ้นจากนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายมาทางกระทรวงแรงงาน และทางกระทรวงฯ ได้นำเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน

“เป้าหมายของการจัดงาน Job Expoคือการแก้ปัญหาให้ตรงจุด คือพี่น้องประชาชนเกิดวิกฤติโควิด แล้วมีตัวเลขไม่เหมือนกันสักสำนักหนึ่ง เรามาทำตัวเลขจริงว่ามันคืออะไรแล้วถึงจัดงาน Job Expoขึ้นมา Job Expo ถ้าจัดแค่หลักแสนตำแหน่งก็ไม่มีประโยชน์ เราจัดหลักล้านตำแหน่งเลยแต่ตรงนั้นอยู่ที่คนมาสมัครเป็นล้านคน หรือผ่านแพลตฟอร์มล้านคน เราไม่สามารถควบคุมได้ กระทรวงแรงงานหรือรัฐบาลมีหน้าที่หาตำแหน่งมารองรับ อันนี้มีชัดเจนในแพลตฟอร์ม บริษัทอะไร ที่ตั้งที่ไหนรับตำแหน่งอะไร ของแบบนี้มีตัวตนจริงๆ”สุชาติ กล่าว

เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการจัดงานครั้งนี้ สุชาติ อธิบายว่า จากผู้สมัครงาน2.4 แสนคน หากมีผู้ได้งานทำจริงประมาณร้อยละ 40-50 หรือประมาณ 1 แสนคน สมมุติทุกคนได้ค่าแรงเฉลี่ย 15,000 บาท/เดือนก็จะมีเงินเข้าสู่ระบบการจ้างงานอยู่ที่ 1.5พันล้านบาท/เดือน หรือ 1.8 หมื่นล้านบาท/ปีซึ่งหากนำไปคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจตามหลักเศรษฐศาสตร์ จะได้มูลค่าเพิ่ม 5-6 เท่าหรือการจ้างงาน 1 แสนตำแหน่งดังกล่าวจะทำให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจถึงประมาณ 1 แสนล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ ทางกระทรวงแรงงาน ยังให้กรมการจัดหางาน โดยสำนักงานจัดหางานประจำจังหวัด ไปทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น สิทธิประโยชน์ในโครงการจ้างนักศึกษาจบใหม่โดยรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่ง หรือ Co-Payment ซึ่งฝ่ายผู้ประกอบการก็จะได้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ไปเสริมทัพกับบุคลากรรุ่นเก่าในองค์กร ทำให้ฟื้นตัวได้และขยายการตลาดต่อไป

“สิ่งที่ท่านนายกฯ เป็นห่วงและให้โจทย์ผมมา นักศึกษาจบใหม่ปีหนึ่งประมาณ 3.4 แสนคน เฉพาะปริญญาตรี ปวช.-ปวส. รวมกันแล้ว 4 แสนกว่าคน เราเลยให้นโยบายโครงการ Co-Payment ขึ้นมา รัฐบาลช่วยครึ่งหนึ่ง เอกชนออกครึ่งหนึ่งเหตุผลที่เราตั้งนโยบายนี้ขึ้นมา เราขอเงินกู้เยียวยาสถานการณ์โควิดมาประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อมาชดเชย 2.6แสนอัตรา สมมุติผู้ประกอบการจ้างปริญญาตรี15,000 บาท ก็จ่ายแค่ 7,500 บาทเอาเข้าบัญชีเด็กเลย

น้อง 2.6 แสนอัตรา ต้องเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย เพื่อที่บริษัทจะโอนเงิน 7,500 บาทเข้าไป พอเงินเข้าไปมันจะเด้งเป็นข้อความมาแจ้งที่กระทรวงแรงงานเราจะโอนเงินอีก 7,500 บาทเข้าอีกขาหนึ่ง เขาจะได้เงินครบ 15,000 บาท เราจะทำตรงนี้ 1.เพื่อพยุงกิจการให้กระตุ้นการจ้างงาน2.ให้นักศึกษาจบใหม่เข้าสู่กระบวนการจ้างงาน เราเริ่มที่งาน Job Expo ไปแล้ว แต่เราจะเริ่มตุลาคม 2563-ตุลาคม 2564 หรือ 1 ปี” รมว.แรงงาน ระบุ

ถามต่อไปถึงสิ่งที่กระทรวงแรงงานจะดำเนินการในอนาคต สุชาติ ยกตัวอย่างไว้ดังนี้ 1.ทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันกระทรวงแรงงานให้กลายเป็นกระทรวงเศรษฐกิจโดยกระทรวงฯ ต้องทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ ว่าภาคไหนต้องการอาชีพแบบใดต้องการแรงงานที่จบสาขาใด รวมถึงทำงานกับสถาบันการศึกษา เพื่อไปแนะแนวกับนักเรียน-นักศึกษา รวมถึงให้สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะสายอาชีพในแต่ละพื้นที่เปิดหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในพื้นที่นั้นๆ เพื่อที่เมื่อจบการศึกษาออกมาแล้วจะได้ไม่ตกงาน

2.ปฏิรูปกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้ยืดหยุ่นกับความจำเป็นของผู้ประกันตนมากขึ้น ดังจะเห็นจากช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 แรงงานจำนวนมากประสบความยากลำบากในการใช้ชีวิต ซึ่งหลายคนก็ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ไปจำนำ สิ่งเดียวที่นึกออกคือเงินสมทบที่ส่งสะสมมาตลอดในกองทุนประกันสังคมและต้องการนำออกมาใช้ก่อน แต่ติดปัญหาคือกฎหมายประกันสังคมที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันไม่อนุญาต ดังนั้นหากจะให้ทำได้ก็ต้องแก้กฎหมาย

“สิ่งนี้กำลังศึกษาและกำลังให้ฝ่ายกฎหมาย ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงร่างกฎหมายให้ผมดู เพื่อที่จะต้องผ่านบอร์ดประกันสังคม เพื่อเสนอผ่านรัฐบาล เพื่อไปแก้ พ.ร.บ. ในสภาผู้แทนราษฎร นี่คือนโยบายรัฐบาล สิ่งที่ผมกำลังจะทำคือประกันสังคม คนอายุ 55 ปี จะเป็นบำนาญหมดแต่คนอายุ 40 ปี รออีก 15 ปี เขาอาจจะอยากได้บำเหน็จ ผมอาจจะแก้ส่วนหนึ่ง

ผมเองไปสั่งไม่ได้ แต่เป็นนโยบายให้ไปศึกษาว่าให้เป็นบำเหน็จส่วนหนึ่งได้ไหม เวลาอายุ 55 ปี เขาก็ได้เงินก้อนไปหรือใครอยากได้เงินใช้ก่อน เอาบำเหน็จอันนี้เป็นใบสละสิทธิ์ ไปกู้ธนาคารได้ไหม ก็ต้องคุยกับธนาคารอีก นี่คือสิ่งที่จะทำให้ภาคแรงงานมีเป้าหมายของชีวิต แล้วก็สามารถที่จะให้ระบบเศรษฐกิจมีเงินหมุนเวียนในระบบ นี่คือสิ่งที่ผมจะทำ” รมว.แรงงาน อธิบายเรื่องแนวคิดปฏิรูปประกันสังคม

3.เปลี่ยนบทบาทกระทรวงแรงงานให้เป็นผู้ส่งเสริมการส่งออกแรงงานไปทำงานต่างประเทศ ที่ผ่านมาแรงงานไทยเป็นที่ต้องการของหลายประเทศเพราะเป็นแรงงานฝีมือดี ซึ่งบริษัทจัดหางานของภาคเอกชนสามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศได้มากกว่ากระทรวงแรงงานจัดส่งเอง เช่น ในขณะที่ภาคเอกชนส่งออกไป 3-4 หมื่นคน กระทรวงแรงงานส่งออกเองได้เพียง 5,000 คน ทั้งที่เป็นประเทศปลายทางเดียวกัน

ดังนั้นควรให้เอกชนมีบทบาทหลักเป็นผู้ดำเนินการ ในขณะที่กระทรวงฯ ทำหน้าที่กำกับดูแล ส่วนปัญหาการทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนที่กังวลกันนั้นเป็นปัญหาปลายเหตุที่ต้องมาหาทางอุดช่องโหว่แต่ไม่ใช่ให้มาเป็นข้อจำกัดการส่งออกแรงงาน และ 4.ยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงาน หากมองไปยังภาคเอกชน บางวิชาชีพมีการสร้างศูนย์ฝึกอบรมทักษะของตนเอง เช่น ช่างเชื่อม จึงต้องมองย้อนกลับมาที่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ว่าศูนย์ฝึกอบรมของกรมฯ ประสิทธิภาพเป็นอย่างไรบ้างหากเทียบกับของเอกชน

แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง2 เดือน นับจากช่วงกลางเดือน ส.ค. 2563 แถมเป็นช่วงวิกฤติโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งนับตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งก็ถูกตั้งคำถามแล้วว่า“ไหวหรือไม่-หนักใจหรือเปล่า” แต่ สุชาติมีหลักคิดที่ย้ำกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงแรงงานเสมอว่า “คนกระทรวงแรงงานต้องทำตัวเยี่ยงปลาเป็นไม่ใช่ปลาตาย” ปลาตายนั้นลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ เปรียบเหมือนคนที่ลอยไปตามกระแส ขณะที่ปลาเป็นนั้นว่ายทวนน้ำ เปรียบเหมือนคนที่ลุกขึ้นสู้กับอุปสรรคต่างๆ ที่มาท้าทาย

“กระทรวงแรงงานเงียบเหงา โดนต่อว่ามากี่ชั่วอายุคนมากี่ปีแล้ว เพราะกระทรวงแรงงานมองว่าเป็นกระทรวงสังคม วันนี้ผมมาถึงผมบอกว่ากระทรวงแรงงานไม่ใช่กระทรวงสังคม ท่านนายกรัฐมนตรียกระดับเราเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ สิ่งที่เราจะทำคือทำให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจจริงๆ คือเราต้องมีการกระตุ้นการจ้างงาน กระตุ้นฐานรากเศรษฐกิจ” สุชาติ กล่าวในท้ายที่สุด

รัฐมนตรีผู้พร้อมเป็น “Life Coach”อีกบทบาท : หนึ่งในสิ่งที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า อยากทำเมื่อมาดำรงตำแหน่งในครั้งนี้ คือการนำประสบการณ์ชีวิตของตนกว่าจะมาถึงปัจจุบันไปบอกเล่ากับเด็กและเยาวชนที่เป็นนักเรียน-นักศึกษา ซึ่งไม่เพียงเป็นการแนะแนวอาชีพเท่านั้น ยังคาดหวังว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่มีกำลังใจ
สู้ชีวิตเพื่อครอบครัวด้วย นอกเหนือจากการนำมาใช้ในการขับเคลื่อนงานในกระทรวงฯ

“ผมเคยเป็นผู้ใช้แรงงาน เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (ประกันสังคม) เคยเป็นเซลส์ขายบ้านเงินเดือน 5-6 พันบาท เคยเป็นพนักงานธนาคาร เคยทำอาชีพรับเหมากุลีจับกังบนเรือน้ำตาลที่แหลมฉบัง ผมอยู่ตรงนั้น 7 ปี ผมรู้วิถีชีวิตของกรรมกร รู้วิถีชีวิตของความยากลำบากว่าเขาไม่มีความมั่นคงในชีวิตอย่างไร วันหนึ่งผมก็มาเป็นเจ้าของธุรกิจ ผมมีบริษัท ผมเห็นภาพตั้งแต่ผมเป็นลูกจ้างจนวันหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการ ผมเห็นหมดภาพหัวจรดท้าย ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” นายสุชาติ ระบุ

ใครว่าคนไทยตกงานหลักล้านคนขอหลักฐานหน่อย : สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แต่หนึ่งในข้อมูลที่ไม่ชัดเจนคือตกลงแล้วประเทศไทยมีคนตกงานจากวิกฤติครั้งนี้เท่าใดกันแน่ โดยเฉพาะมีการพูดกันว่ามากถึงหลักล้านคน ซึ่ง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มั่นใจว่าตัวเลขที่กระทรวงแรงงานมีอยู่นั้นแม่นยำพอ โดยมีคนตกงานจริงประมาณ 8 แสนคนเท่านั้น

“คนที่บอกตกงาน 7-8 ล้านคนเอามาจากไหน เขาก็คิดว่าภาคท่องเที่ยวเจ๊ง เศรษฐกิจไปไม่ได้ ผมเป็นคนมีข้อมูลที่แม่น ผมให้ดูข้อมูลผู้ใช้แรงงานด้านท่องเที่ยวเลย ผมแยกเพศมาเลย เพศชายมีประมาณ 1,060,000 คน เพศหญิงมีประมาณ 1,860,000 คน ผมดูเลยตกงานมีเท่าไหร่ ตกงานเพศหญิงมีประมาณ 5 หมื่นกว่าคน เพศชายตกงาน 4 หมื่นกว่าคน สองก้อนรวมกันประมาณแสนกว่าคนภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

แต่ถ้าคนที่บอกว่าตกงาน 7-8 ล้านคนเพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปไม่ได้ ผมบอกให้ปิดทั้งประเทศไทยเลย ก็มีคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่แค่ 2,800,000 คน แล้วจะเอาตรงไหนมายันว่า 7-8 ล้านคน ถ้าใครบอก 7-8 ล้านคน ผมก็ขอยืนยัน เอาตัวเลขให้ผมมาหน่อย แต่ถ้าผมบอกมี 7-8 แสนคนตามที่ผมมี ผมมีเลข 13 หลักให้ดูเลย ตกจากบริษัทไหนด้วย บ้านอยู่ไหน ตกจากบริษัทไหน อาชีพอะไร คือตกจริงๆ 7-8 แสนคน แต่เมื่อก่อนอาจจะตกงานแค่ 2-3 แสนคน จนมีโควิดเข้ามา” รมว.แรงงาน กล่าว

ศธ.ตั้งวอร์รูมเล็ก-ใหญ่ ดึงผู้ทรงคุณวุฒิ-นักเรียน ร่วมแก้ 5 กลุ่มปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ศธ.ตั้งวอร์รูมเล็ก-ใหญ่ ดึงผู้ทรงคุณวุฒิ-นักเรียน ร่วมแก้ 5 กลุ่มปัญหา (naewna.com)

ศธ.ตั้งวอร์รูมเล็ก-ใหญ่ ดึงผู้ทรงคุณวุฒิ-นักเรียน ร่วมแก้ 5 กลุ่มปัญหา

ศธ.ตั้งวอร์รูมเล็ก-ใหญ่ ดึงผู้ทรงคุณวุฒิ-นักเรียน ร่วมแก้ 5 กลุ่มปัญหา

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.09 น.

ศธ.ตั้งวอร์รูมเล็ก-ใหญ่ ดึงผู้ทรงคุณวุฒิ-นักเรียน ร่วมแก้ 5 กลุ่มปัญหา

6 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ยื่นข้อเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลให้หยุดขู่คุกคามนักเรียน นักศึกษา ที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นรูปแบบต่างๆทั้งในและนอกสถานศึกษาให้มีความปลอดภัย และแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ และให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษาให้เป็นรูปธรรม (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร้อง ศธ. หยุดขู่คุกคาม นร.-นศ. วอนรัฐบาลทำตามข้อเรียกร้อง) ว่า ตนยืนยันว่ากระทรวงศึกษาฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนอยู่แล้ว ได้พยายามทำให้การคุกคามในโรงเรียนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ไม่ว่าการคุกคามในรูปแบบใด เช่น ถูกคุกคามจากครู จากเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง หรือจากผู้ปกครองหรือรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งทางกระทรวงศึกษา ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ศธ.คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในวันเดียว แต่วันนี้ตนมั่นใจว่าทุก ๆคน ทุก ๆหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ปกครอง คุณครู ผู้บริหารสถานศึกษา หรือนักเรียนเองก็มีความเข้าใจกันมากขึ้นในเรื่องรูปแบบของการคุกคาม จึงหวังว่าในอนาคตจะทำให้ขบวนการคุคามกันเกิดขึ้นน้อยลง เพราะมีการรายงานเข้าที่ศธ.มากขึ้น หรือมีการเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งไหนเป็นการกระทำที่เรียกว่าการคุคาม ซึ่งในอดีตการกระทำนั้นอาจจะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป แต่ ณ วันนี้ด้วยภาวะของสังคม และด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลก การกระทำหลายๆวิธีการก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับแล้ว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ตนได้หารือกับปลัดศธ. และฝ่ายกฎหมาย เพื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆเรื่อง แบ่งออกเป็น 5 เรื่องใหญ่ ๆ จึงได้ตั้งคณะทำงานชุดใหญ่ 1 ชุด และคณะทำงานชุดย่อย 1 ชุด เพื่อดำเนินการแก้ไขและติดตามปัญหาต่าง ๆ โดยจะทำงานผสมผสานกับการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ที่ทำอยู่แล้ว คณะทำงานที่ตั้งขึ้น มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลาย ๆที่ เช่น จากมหาวิทยาลัย สถานศึกษา รวมถึงตัวนักเรียนเอง ซึ่งอาจจะเป็นประธานนักเรียน หรือประธานนักศึกษา ได้เข้ามาร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายณัฏฐพล กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มนักเรียนเลว เดินทางมาติดตามข้อเรียกร้องว่ายังมีนักเรียนถูกคุกคามอยู่ จึงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยการนำใบลาออกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาโปรยที่หน้ากระทรวงศึกษาฯ ว่า ก็เป็นแนวความคิดของเด็กๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งที่ผ่านมาตนรับฟังปัญหาอยู่แล้ว แต่ถ้ามีนักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเดินทางมาแล้วบอกว่าสิ่งนี้ไม่เหมาะสม แล้วให้ตนทำตาม ซึ่งตรงนี้ตนคิดว่าคงไม่ใช่

รายชื่อ ‘พระภิกษุ-สามเณร’ เข้ารับการทรงตั้ง เปรียญธรรม ๙ และ ๖ ประโยค ประจำปี ๖๓ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายชื่อ’พระภิกษุ-สามเณร’เข้ารับการทรงตั้ง เปรียญธรรม ๙ และ ๖ ประโยค ประจำปี ๖๓ (naewna.com)

รายชื่อ'พระภิกษุ-สามเณร'เข้ารับการทรงตั้ง เปรียญธรรม ๙ และ ๖ ประโยค ประจำปี ๖๓

รายชื่อ’พระภิกษุ-สามเณร’เข้ารับการทรงตั้ง เปรียญธรรม ๙ และ ๖ ประโยค ประจำปี ๖๓

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.05 น.

วันที่ 6 ตุลาคม 2563เพจเฟซบุ๊ก “พัดยศ สมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย”  เผยพระราชพิธีทรงตั้งเปรียญธรรม ประจำปี ๒๕๖๓  เปรียญธรรม ๙ ประโยค และเปรียญธรรม ๖ ประโยค ในวันพุธที่ ๑๔ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เวลา ๑๗.๐๐ น. ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

บัญชีรายชื่อพระภิกษุ และสามเณรที่เข้ารับการทรงตั้งเปรียญธรรม ๙ ประโยคและ เปรียญธรรม ๖ ประโยค ประจำปี ๒๕๖๓ ดังนี้

นศ.จบใหม่เฮ! ศธ.เตรียมจ้างเก็บข้อมูลโรงเรียน 1 ปี 10,000 อัตรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นศ.จบใหม่เฮ! ศธ.เตรียมจ้างเก็บข้อมูลโรงเรียน 1 ปี 10,000 อัตรา (naewna.com)

นศ.จบใหม่เฮ! ศธ.เตรียมจ้างเก็บข้อมูลโรงเรียน 1 ปี 10,000 อัตรา

นศ.จบใหม่เฮ! ศธ.เตรียมจ้างเก็บข้อมูลโรงเรียน 1 ปี 10,000 อัตรา

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.23 น.

นศ.จบใหม่เฮ! ศธ.เตรียมจ้างเก็บข้อมูลโรงเรียน 1 ปี 10,000 อัตรา

6 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ครม.จึงให้แต่ละกระทรวงดำเนินการจ้างงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอให้ ครม.อนุมัติการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ 60,000 อัตรา โดยทาง ศธ.ได้ขอมา 10,000 อัตรา เพื่อจ้างให้นักศึกษาที่จบใหม่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลโรงเรียนทั่วประเทศ เก็บรวบรวมข้อมูลลงใน School Management Systems หรือระบบบริหารงานโรงเรียน เพื่อให้ได้ข้อมูลโรงเรียนครบถ้วนทั้ง 30,000 แห่ง

ทั้งนี้ จะดำเนินการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางในการดำเนินงานที่จะทำให้ ศธ.ได้ข้อมูลโรงเรียนทั่วประเทศอย่างครบถ้วนเพื่อที่จะนำมาวางแผนจัดเตรียมงบประมาณ จัดเตรียมงานต่างๆต่อไป นอกจากนี้ ศธ.ได้เตรียมจัดอบรมเพิ่มสมรรถนะครูในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครูปฐมวัย ครูอาชีวะ หรือครูที่สอนภาษาอังกฤษให้มีความคุ้นเคยกับการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

‘บิ๊กป้อม’ เผยทส.ตั้งคณะทำงานเร่งคลี่คลาย ปมเก้งเผือก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘บิ๊กป้อม’เผยทส.ตั้งคณะทำงานเร่งคลี่คลาย ปมเก้งเผือก (naewna.com)

'บิ๊กป้อม'เผยทส.ตั้งคณะทำงานเร่งคลี่คลาย ปมเก้งเผือก

‘บิ๊กป้อม’เผยทส.ตั้งคณะทำงานเร่งคลี่คลาย ปมเก้งเผือก

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 10.21 น.

วันที่ 6 ตุลาคม 2563 เวลา 09.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีเก้งเผือกหายไปจากสวนสัตว์สงขลา ว่า เป็นเรื่องของกระทวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังตั้งคณะทำงานกันอยู่ เพื่อดูว่าอะไรเป็นอะไร

‘มท.’ แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมน้อมรำลึก วันคล้ายวันสวรรคต ‘ในหลวงรัชกาลที่9’ 13 ตุลาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มท.’แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมน้อมรำลึก วันคล้ายวันสวรรคต‘ในหลวงรัชกาลที่9’ 13 ตุลาคม (naewna.com)

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมน้อมรำลึก วันคล้ายวันสวรรคต‘ในหลวงรัชกาลที่9’ 13 ตุลาคม

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมน้อมรำลึก วันคล้ายวันสวรรคต‘ในหลวงรัชกาลที่9’ 13 ตุลาคม

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 09.28 น.

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และกิจกรรมน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านงานเฉลิมพระเกียรติและงานกิจการพิเศษ เป็นประธาน ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งหน่วยงานในสังกัดและทุกจังหวัดจัดกิจกรรมฯ ดังกล่าวพร้อมกับส่วนกลางนั้น เพื่อให้การดำเนินการจัดกิจกรรมของทุกจังหวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ และเป็นไปตามมติที่ประชุมฯ ดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลและพิธีน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันอังคารที่ 13ต.ค.2563 โดยมีกิจกรรม ดังนี้ เวลา 07.00 น. พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่เหมาะสม เวลา 08.15 น. พิธีวางพวงมาลาและถวายบังคม เวลา 19.00 น. พิธีจุดเทียนเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นอกจากนี้ จะมีการจัดกิจกรรมจิตอาสาถวายพระราชกุศล “ปณิธานความดี ทำดีเริ่มได้ที่ใจเรา” ในวันดังกล่าว

“กระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมจัดกิจกรรมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมกำชับการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รวมทั้งเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน” ปลัดมท. กล่าว

ชาวสุราษฎร์ฯสืบสานประเพณีจัดพุ่มผ้าป่าหน้าบ้านสืบทอดมากว่า100ปี ที่แสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวสุราษฎร์ฯสืบสานประเพณีจัดพุ่มผ้าป่าหน้าบ้านสืบทอดมากว่า100ปี ที่แสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรม (naewna.com)

ชาวสุราษฎร์ฯสืบสานประเพณีจัดพุ่มผ้าป่าหน้าบ้านสืบทอดมากว่า100ปี ที่แสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรม

ชาวสุราษฎร์ฯสืบสานประเพณีจัดพุ่มผ้าป่าหน้าบ้านสืบทอดมากว่า100ปี ที่แสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา นายวิชวุทย์ จินโตผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยข้าราชการ ประชาชน ร่วมประกอบพิธีชักพุ่มเมือง เพื่อเป็นสัญญาณการเริ่มประเพณีชักพุ่มผ้าป่าหน้าบ้าน หนึ่งเดียวของโลก ณ บริเวณศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประเพณีจัดพุ่มผ้าป่าหน้าบ้านนับเป็นประเพณีที่แสดงออกถึงความเจริญทางวัฒนธรรมของชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีอีกประเพณีหนึ่งซึ่งมีการปฏิบัติกันเฉพาะในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น โดยสืบทอดกันมายาวนานกว่า 100 ปีแล้ว และระยะหลังนี้ทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้บรรจุประเพณีนี้ไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพราะเป็นประเพณีที่ควรส่งเสริมเผยแพร่ให้คงอยู่สืบไป ที่สำคัญสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้เป็นอย่างดี การจัดพุ่มผ้าป่าจะจัดไว้ที่หน้าบ้านของตนเอง โดยใช้ต้นไม้หรือกิ่งไม้ปักไว้ตั้งแต่หัวค่ำของคืนวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 11 อาคารบ้านเรือนและร้านค้าจะจัดพุ่มผ้าป่ากันอย่างสวยงาม นอกจากจะมีต้นไม้หรือกิ่งไม้ไว้แล้วจะมีผ้าจีวร 1 ผืนห้อยไว้ และมีสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระภิกษุนำมาผูกไว้ที่กิ่งไม้ด้วย เช่น ปิ่นโต ธูป เทียน ยาสีฟัน ไม้ขีด น้ำมันและยังจัดเป็นซุ้ม สำหรับปีนี้มีการจัดตั้งพุ่มผ้าป่าทั่วทั้งเมืองสุราษฎร์ธานี มากกว่า 1,000 พุ่ม

กว่าวันนี้จะมาถึง! มีอะไรมากมายในกอไผ่ ‘กองทุนพัฒนาสื่อฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กว่าวันนี้จะมาถึง! มีอะไรมากมายในกอไผ่ ‘กองทุนพัฒนาสื่อฯ’ (naewna.com)

กว่าวันนี้จะมาถึง! มีอะไรมากมายในกอไผ่ ‘กองทุนพัฒนาสื่อฯ’

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องที่คนไทยทั้งประเทศ (บางครั้ง)รู้เอาบ้างไว้ก็ดีจะได้ไม่โง่ เรื่องของ “ข่าวสาร” ไม่ว่าจะเป็นจากแหล่งข่าว “โบราณ คือสื่อสิ่งพิมพ์” หรือ แหล่งข่าว สมัยใหม่ คือ สื่อออนไลน์ คงหา “ความสงบ-ลงตัว”ไม่ได้ไปอีกนาน เพราะฉะนั้น ดุลยพินิจจึงเป็น ตัวตัดสินใจที่ดีที่สุดของคนแต่ละคน ที่จะยอมรับว่า “อะไรถูก อะไรผิด” ขนาด กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ ที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีภารกิจหน้าที่ ตามชื่อที่ตั้งไว้ คือ เพื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสื่อสร้างสรรค์ ยังไม่วายถูกวิจารณ์อย่างใหญ่โต เมื่อมีการตัดสินคัดเลือกมอบเงินให้กับผู้ที่เสนอตัวเข้ามาขอทุนเพื่อนำไปจัดทำสื่อสร้างสรรค์ออกมาเสนอสู่สังคม(ตามที่เป็นข่าวใหญ่อยู่เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา) โดยถูกกล่าวหาถึง “ความไม่โปร่งใส”นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในยุคนี้ ยุคที่ ทุกอย่างรวดเร็ว ทันสมัย สะดวกสบาย ง่ายดาย ต่อการเชื่อมโยงถึงกันและกันทุกอย่างย่อมเป็นข่าวได้ ทุกอย่างย่อมถูกกล่าวถึงได้โดยง่าย แบบไม่ต้องการที่จะ “ค้นคว้าหาความถูกต้อง(เสีย)ก่อน” ฉะนั้น อะไรต่อมิอะไร ในยุคดิจิทัล สิ่งที่ต้องตระหนักคือ “การทำใจ” ขนาดเจ้าหน้าที่ (กรรมการพิจารณาโครงการ) ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบพิจารณา คัดเลือกผลงานของผู้สมัครขอรับทุนมาตั้งแต่เช้าจนถึงตีสาม ยังต้องบอกว่า “ต้องทำใจ” ที่จะยอมรับการถูกวิพากษ์วิจารณ์และผลมันก็ออกมาเป็นไปโดยธรรมชาติของโลกสมัยใหม่ ที่จะยุติการวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคมไม่ได้ ในขณะที่โลกมันเปลี่ยนแปลงไปได้รวดเร็ว และอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดีในเวลานี้แต่ธรรมชาติก็ไม่ได้ เข้าข้างฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อมีฝ่ายที่ “ไม่เห็นด้วย” พูดได้ ฝ่ายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็สามารถพูดตอบโต้ได้ในศักยภาพเดียวกันลองอ่านบทความของคุณพนาทองมีอาคม ประธานคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน หลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของคณะกรรมการพิจารณากองทุน เขาก็เขียนตอบโต้ออกมาแบบนิ่มๆละไมๆ ในเฟซบุ๊ค ได้ทันทีเหมือนกันดังต่อไปนี้…..

กองทุนพัฒนาสื่อฯ และทุน 3 ประเภทที่ผู้ขอทุนควรรู้ช่วงนี้มีข่าวคราวกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เรียกร้องให้ตรวจสอบกระบวนการให้ทุนหลังการประกาศชื่อผู้ได้รับทุนประจำปี ที่นี่ก็เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำได้ ใครสงสัยก็นำเรื่องเข้ากระบวนการที่มีตรวจเสียให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไรระหว่างนี้อยากคุยเรื่องของทุน 3 ประเภทที่เขาจัดให้ประชาชนยื่นขอในปีนี้แต่นี่เป็นมุมคิดส่วนตัวในฐานะที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่จากมุมทางการของกองทุนฯทุนสามประเภทนี้ ได้แก่ 1.โครงการประเภทเปิดรับทั่วไป (Open Grant) 2.โครงการประเภทเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) และ 3.โครงการประเภทความร่วมมือ (Collaborative Grant)โครงการประเภทเปิดรับทั่วไป มุ่งตอบสนองความต้องการของสังคมที่ต้องการทำโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนเป็นทุนที่เปิดกว้างให้ทุกคนทุกองค์กร ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่สามารถเข้าถึงได้ การคัดเลือกจะอยู่บนฐานของคุณภาพโครงการโครงการประเภทที่สอง เป็นโครงการเชิงยุทธศาสตร์ที่เปิดให้แก่ผู้ประสงค์จะทำโครงการในแนวยุทธศาสตร์ตามที่กองทุนกำหนด นี่ไม่ใช่ทุนทั่วไป ดังนั้นคนยื่นขอต้องทำโครงการให้ตรงยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดเป็นปีๆ ไป (อาจซ้ำกันในแต่ละปีได้) ฐานของการพิจารณาอยู่ที่ศักยภาพและคุณภาพในการตอบสนองยุทธศาสตร์ของกองทุนโครงการที่ยื่นมาแล้วไม่ตรงกับยุทธศาสตร์ ก็จะตกไปเป็นธรรมดานี่เป็นแนวทางที่กองทุนใช้ขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมสื่อดีขจัดสื่อร้าย ตามที่ฝ่ายยุทธศาสตร์ของกองทุนเห็นว่าจำเป็นหรือมีความรีบด่วน จะรอให้ทิศทางเกิดตามยถากรรมไม่ได้จึงได้กำหนดขึ้น ตัวอย่างของยุทธศาสตร์ที่กำหนดคือ การขจัดข่าวปลอม (Fake News)การสร้างความรู้เท่าทันสื่อ หรือการป้องกันการข่มเหงผ่านสื่อ(Cyber Bullying) เป็นต้นทุนประเภทที่ 3 คือโครงการประเภทความร่วมมือ นี่เป็นทุนใหม่ที่เพิ่งเปิดในรอบที่ผ่านมา เป็นการเติมเต็มให้แก่ระบบการให้ทุนของกองทุน หากย้อนกลับไปพิจารณาทุนสองประเภทที่กล่าวก่อนหน้า จะเห็นว่าผลงานที่จะออกมานั้นขึ้นอยู่กับผู้ขอทุนเป็นหลัก แม้มีผลดีในแง่ตอบสนองความต้องการของผู้ขอแต่ไม่สามารถตอบสนองพันธกิจของกองทุนได้ตามที่ประสงค์ อาทิ กองทุนกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ไว้ แต่ถ้าไม่มีผู้ยื่นขอ งานด้านนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ทุนใหม่นี้จึงเป็นวิวัฒนาการของการให้ทุนเพื่อให้กองทุนทำงานเชิงรุก(Active) ได้ดีขึ้นทุนประเภทความร่วมมือนี้ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา 3 ปีของกองทุน ที่พบว่าแม้กองทุนจะตอบสนองความต้องการของสังคมได้ดีพอควร แต่ยังตอบสนองงานสำคัญตามพันธกิจได้ไม่ดีนักเพราะการให้ทุนสองประเภทเดิมนั้น ทำงานเป็นรอบและปีหนึ่งมีกำหนดเวลาสั้นๆ รอบเดียวเท่านั้น พ้นจากนั้นสำนักงานทำงานได้น้อยมาก เท่าที่ได้เห็นในฐานะกรรมการกองทุนก็เช่น เมื่อเกิดวิกฤติโควิด-19กองทุนควรได้ทำโครงการสื่อสารเพื่อป้องกันโรคแต่ทำได้ไม่ดีนัก เพราะกลไกปกติไม่อำนวย ไม่ตรงรอบให้ทุนยังมีปัญหาและโอกาสที่เป็นอุปสรรคอีกมาก เช่นโครงการที่ผ่านมามีระยะเวลาปีต่อปี พบว่าโครงการดีๆ ไม่สามารถทำต่อเนื่องได้ หรือมีโครงการดีๆ หลายโครงการแต่ผู้ขอต่างรายก็ไม่สามารถต่อยอดแบบบูรณาการได้เพราะต่างคนต่างต้องยื่นขอใหม่ ยังมีโอกาสทำโครงการดีๆ ได้อีกมากที่เสียโอกาสไป ไม่ว่าจะจากนักวิชาชีพ นักวิชาการผู้ใหญ่ หรือศิลปินระดับชาติ ซึ่งท่านเหล่านี้มักจะไม่ขอทุนที่เป็นเรื่องไม่แน่นอนในการทำงาน..ที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้นดังกล่าวแล้วว่าทุนความร่วมมือเป็นทุนใหม่ ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงการทดลอง ต่อไปอาจมีการปรับบ้าง ซึ่งอยากขอสังคมให้โอกาสกองทุนในการปรับให้สมบูรณ์ขึ้นที่คุยให้ฟังวันนี้ เป็นแต่เพียงการคุยให้ฟังเรื่องประเภทของทุนโดยเฉพาะทุนประเภทใหม่ที่เกิดขึ้นในปีนี้ และอยากขอว่านี่ไม่ใช่การตอบโต้อะไรกับข่าวเกี่ยวกับกองทุนที่มีในระหว่างนี้

…เห็นไหม ธรรมชาติให้ความยุติธรรมทุกคนเท่าเทียมกัน

‘ม.มหิดล’ เปิดตัว ‘หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ’ เตรียมใช้สอนในโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ม.มหิดล’เปิดตัว’หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ’ เตรียมใช้สอนในโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศ (naewna.com)

'ม.มหิดล'เปิดตัว'หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ' เตรียมใช้สอนในโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศ

‘ม.มหิดล’เปิดตัว’หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ’ เตรียมใช้สอนในโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 22.10 น.

“ม.มหิดล”เปิดตัว”หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ” เตรียมใช้สอนในโรงเรียนผู้สูงอายุกว่า2,000แห่งทั่วประเทศ

องค์การอนามัยโลก (WHO) เสนอกรอบแนวคิด Active Aging หรือ”พฤฒพลัง” โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยทั่วโลกให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และสามารถพึ่งพาตนเองได้

ซึ่งประเทศไทยได้นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศขึ้นเพื่อการเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ จนปัจจุบันมีโรงเรียนผู้สูงอายุกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าทีมวิจัยโครงการสูงอายุรู้ทันสื่อ: สร้างหลักสูตรและขยายเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาวะ ซึ่งเป็นโครงการที่ทำงานต่อยอดจากงานวิจัยเรื่องสูงวัยไม่เสพสื่ออย่างสุ่มเสี่ยง ผู้แนะคาถา “หยุด คิด ถาม ทำ” ให้ผู้สูงวัยใช้เป็นเครื่องมือกำกับตนเองในการเปิดรับสื่ออย่างรู้เท่าทัน ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการฯ ว่าในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2563 เวลา13.00 น.ทางโครงการฯ จะจัดงานแถลงข่าวขึ้นที่ห้องประชุมอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารภาษาและวัฒนธรรมสยามบรมราชกุมารีสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาเพื่อเปิดตัว “หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ” ที่ทางสถาบันฯ จัดทำร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ซึ่งจะมีทั้งในรูปแบบของหนังสือคู่มือ และ E-book สำหรับใช้ในโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นหลักสูตรแรกที่ผ่านกระบวนการเชิงวิชาการที่มีการทดลองและปฏิบัติกับนักเรียนผู้สูงอายุและกลุ่มนักสื่อสารสุขภาวะวัยเพชรที่จะเป็นผู้ใช้หลักสูตรฯ ในฐานะผู้สอน ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มแกนนำผู้สูงอายุจาก 5 พื้นที่นำร่องที่มาจากทุกภูมิภาคของประเทศ

หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ ได้รับการออกแบบให้เป็นหลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based) ไม่เน้นการบรรยาย การอ่าน หรือการเขียน เนื่องด้วยผู้สูงอายุมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน โดยจัดทำเป็นหนังสือคู่มือที่อ่านง่าย ประกอบด้วยอุปกรณ์สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้  อาทิ คลิปเบื้องหลังการทำโฆษณา แผ่นป้าย ลูกประคำประกอบคาถา”หยุด คิด ถาม ทำ” สำหรับใช้ในการเรียนแต่ละบทอย่างครบครันอยู่ใน Box Set ที่ผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีแบบบันทึกพี่เลี้ยงในแต่ละกิจกรรมให้กับผู้สอน รวมทั้งแบบทดสอบก่อน-หลังเรียนอีกด้วย

โดยในการแถลงข่าววันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2563 ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงปาฐกถา เรื่อง”พลังผู้สูงอายุ สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย” ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการก่อสร้างศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุระดับชาติจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจะเป็นศูนย์แรกของประเทศไทยที่เป็นต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร รวมทั้งให้ผู้สูงอายุได้มีพฤฒพลัง ด้วยสุขภาวะที่ดี และดูแลตัวเองได้ ตลอดจนสามารถรองรับการเรียนการสอนและการวิจัยด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุได้อย่างเต็มรูปแบบ

“การทำให้ผู้สูงอายุได้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและที่สำคัญช่วยสร้างการรู้เท่าทันสื่อให้ผู้สูงอายุด้วยกัน ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีพลังและเป้าหมายในการใช้ชีวิต ซึ่งจะสามารถป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า และทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต” รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ กล่าวทิ้งท้าย