‘สารสาสน์ราชพฤกษ์’ เปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหาร ‘กช.’ รอผลสอบใบอนุญาตครูต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สารสาสน์ราชพฤกษ์’เปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหาร ‘กช.’รอผลสอบใบอนุญาตครูต่างชาติ (naewna.com)

‘สารสาสน์ราชพฤกษ์’เปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหาร ‘กช.’รอผลสอบใบอนุญาตครูต่างชาติ

‘สารสาสน์ราชพฤกษ์’เปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหาร ‘กช.’รอผลสอบใบอนุญาตครูต่างชาติ

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 21.12 น.

‘สารสาสน์ราชพฤกษ์’เปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหาร ‘กช.’รอผลสอบใบอนุญาตครูต่างชาติ

5 ตุลาคม 2563 นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าตามข้อตกลง ที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี พร้อมด้วย คณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยมี นายพิสุทธิ์ ยงศ์กมล ผู้แทน ผู้รับใบอนุญาตก่อตั้งโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ , นายสุทธิพงศ์ ยงค์กมล,  นางสยมพร ทองเนื้อดี , นางวริษนันท์ เดชปานประสงค์ ผู้บริหารโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ และ ดร.รัตนาภรณ์ มูรี่ ผอ.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ให้การต้อนรับ และให้ข้อมูลการติดตามความคืบหน้าตามบันทึกข้อตกลง

นายอรรถพล กล่าวว่า สช. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงขึ้นตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกวัน เพื่อจัดเก็บข้อมูลว่ามีส่วนใดบ้างที่โรงเรียนจะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายโรงเรียนเอกชน และที่สำคัญคือการติดตามผลการดำเนินการของโรงเรียน และอีกส่วนหนึ่งตนได้สั่งการให้ไปช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ปกครองที่ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.ชัยพฤกษ์

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า วันนี้ตนมาเพื่อติดตามความคืบหน้าว่าโรงเรียนได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ตามที่ได้บันทึกข้อตกลงไว้ ซึ่งทางผู้บริหารได้ให้คำสัญญาไว้ว่าจะแก้ปัญหาโดยเร็ว ถ้าส่วนไหนที่ทาง สช. เห็นว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขก็จะแจ้งให้ดำเนินการโดยทันที ขณะนี้เบื้องต้นโรงเรียนได้รายงานว่ามีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหาร โดยถอดถอนและแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ แต่เท่าที่ทราบคือโรงเรียนยังไม่ได้แต่งตั้งตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ตนจึงได้สั่งการให้รีบดำเนินการแต่งตั้งรองผู้อำนวยการตามตราสารที่ได้รับอนุญาต คือ แต่งตั้งรองผู้อำนวยการ 3 คน เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยการแต่งตั้ง ผอ. และ รอง ผอ. นั้น เป็นอำนาจของผู้รับใบอนุญาต

ส่วนเรื่องของความปลอดภัยทางกายภาพของเด็ก ที่มีผู้ปกครองร้องมาว่าไม่ปลอดภัย และไม่สามารถเฝ้าระวังได้ ตนได้ให้โรงเรียนติดตั้งกล้องวงจรปิดแล้ว และที่มีผู้ปกครองบางส่วนแจ้งให้โรงเรียนปรับปรุงพื้นทางเดิน เพราะเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นอันตรายกับเด็กนั้น วันนี้ตนก็ได้มาตรวจสอบด้วย ซึ่งก็ได้รับรายงานว่าโรงเรียนได้ดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ เรื่องของใบประกอบวิชาชีพจริงๆ คุรุสภาไม่ต้องชี้แจงมาทาง สช. ก็ได้ เพราะ สช. ใช้โปรแกรมที่เชื่อมโยงอยู่กับฐานข้อมูลของคุรุสภา ซึ่งจำนวนครูที่เห็นว่าใบประกอบวิชาชีพหมดอายุ 10 ราย เมื่อตรวจสอบกับคุรุสภาแล้ว พบว่า ทั้ง 10 รายนั้นได้ต่อใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ ในส่วนที่ได้รับมอบหมายให้เป็นครูประจำชั้น หรือครูผู้สอน ขณะนี้ยังไม่พบผู้ที่ไม่มีใบอนุญาต คงเหลือที่ต้องดำเนินการตรวจสอบในประเภทวิทยากร บุคคลภายนอก พี่เลี้ยง หรือตำแหน่งใดๆที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ว่าได้เข้ามาทำหน้าที่ครูบ้างหรือไม่ ซึ่งถ้ามีก็ผิดกฎหมาย

ในส่วนนี้ก็ต้องขอเวลาสักระยะเนื่องจากประเภทดังกล่าวนี้มีจำนวนมาก เช่น ครูชาวต่างชาติ ที่โรงเรียนมีข้อมูลว่ามีมากกว่า 100 คน ตรวจสอบเอกสารว่ามีความถูกต้องครบถ้วน มีใบอนุญาต มีหนังสืออนุญาตจากคุรุสภา มีใบ Work permit (ใบอนุญาตทำงาน) มี Visa Non-B (Non-Immigrant Visa “B” : วีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน) และมีสัญญาจ้างถูกต้องทั้งหมด 76 คน ที่เหลืออีก 51 ท่าน ต้องสอบถามว่าทางโรงเรียนได้จ้างมาหรือไม่ หรือจ่ายเงินเดือนแบบไหน จ้างมาทำหน้าที่อะไร และมี Visa Non-B กี่คน มี Work permit กี่คน ในส่วนนี้ ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงต้องขอเวลาในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

‘ครูอาชีวะ’ รอเฮ! สอศ.เร่งตั้งกองทุนฯเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ครูอาชีวะ’รอเฮ! สอศ.เร่งตั้งกองทุนฯเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษ (naewna.com)

‘ครูอาชีวะ’รอเฮ! สอศ.เร่งตั้งกองทุนฯเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษ

‘ครูอาชีวะ’รอเฮ! สอศ.เร่งตั้งกองทุนฯเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 18.22 น.

‘ครูอาชีวะ’รอเฮ! สอศ.เร่งตั้งกองทุนฯเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษ

5 ตุลาคม 2563 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เตรียมแนวทางพัฒนาบุคคลากรในส่วนของอาชีวะ 2 ส่วน คือ พัฒนาบุคลากรและครูที่อยู่ในระบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพ และเปิดโอกาสให้มืออาชีพจากสถานประกอบการเข้ามาสอน

ทั้งนี้ ในส่วนของการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะ อาจสร้างแรงจูงใจ โดยตะให้ในส่วนของค่าตอบแทนพิเศษตามสมรรถนะเพิ่มขึ้น เบื้องต้นจะตั้งเป็นกองทุนเพื่อการพัฒนาการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ และระดมเงินทุนเพื่อนำมาใช้ในส่วนของค่าตอบแทนสมรรถนะดังกล่าว ซึ่งจะต้องมีการประเมินสมรรถนะทุกปี เพื่อเป็นการรักษาสมรรถนะ ซึ่งตนได้เสนอเรื่องนี้ให้นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พิจารณาแล้ว ซึ่งนายณัฏฐพล เห็นด้วยกับแนวทาง โดยได้ย้ำในเรื่องของการพัฒนาคน ซึ่งจะต้องกลับมาพัฒนาความเป็นเลิศให้แต่ละวิทยาลัย

“เงินค่าตอบแทนดังกล่าวจะไม่เหมือนเงินวิทยฐานะที่ได้รับประจำ ไม่ต้องมีการประเมิน แต่เท่าที่คิดไว้เบื้องต้น ค่าตอบแทนสมรรถนะ จะต้องมีการแบ่งระดับ และประเมินรายปี หากยังมีสมรรถนะเท่าเดิม ก็ยังได้รับค่าตอบแทนตามปกติ และจะได้มากตามสมรรถที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเท่ากับว่ากองทุนฯ จะต้องมีเงินหมุนเวียนตลอด ส่วนการระดมเงินทุนนั้น อาจจะมาจากหลายช่องทาง ทั้งจัดกิจกรรมเพื่อระดมทุนผ่านมูลนิธิ หรือวิธีการอื่น ๆแต่วัตถุประสงค์สำคัญ คือ ใช้เงินจากกองทุนนี้ในการจ่ายค่าตอบแทนสมรรถนะของบุคลากรที่เพิ่มขึ้น” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าในการสรรหาคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ซึ่งเว้นว่างมาหลายปีนั้น นายณัฏฐพล ได้เร่งรัดให้ดำเนินการ ซึ่งในส่วนของ สอศ.เตรียมตั้งคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการ กอศ.ชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้ง กรณีผู้อำนวยการสถาบันอาชีวศึกษา ที่ยังมีปัญหาฟ้องร้อง และปัญหาอื่นๆที่ยังค้างคาอยู่

สร้างนักศึกษา กศบท.ให้เป็น ‘วิศวกรสังคม’ มรส.ตั้งเป้าเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สร้างนักศึกษา กศบท.ให้เป็น‘วิศวกรสังคม’มรส.ตั้งเป้าเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน (naewna.com)

สร้างนักศึกษา กศบท.ให้เป็น‘วิศวกรสังคม’มรส.ตั้งเป้าเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

สร้างนักศึกษา กศบท.ให้เป็น‘วิศวกรสังคม’มรส.ตั้งเป้าเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.22 น.

ผศ.ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) เปิดเผยถึง นักศึกษาในโครงการการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หรือ กศบท.ว่า นศ.ในโครงการนี้จะใช้เวลาเรียนเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ โดยมีมาตรฐานการศึกษาเหมือนกันกับนักศึกษาภาคปกติ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีทรัพยากรที่สนองการเรียนรู้ของนักศึกษาได้เป็นอย่างดีสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือคือระเบียบวินัยในการดำรงตนในระบบมหาวิทยาลัย ต้องมีระเบียบวินัยที่เป็นรูปธรรม นักศึกษาต้องช่วยตนเองในการสร้างวินัยในการเรียนและทำกิจกรรมให้ครบ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นองค์กรที่นำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่น ด้วยการสร้าง “วิศวกรสังคม” โดยอาศัยศักยภาพของนักศึกษา และ มรส.จะเป็นตัวช่วยพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

จากการเรียนการทำกิจกรรมจากการตักตวงองค์ความรู้จากทรัพยากรทุกส่วนที่มหาวิทยาลัยมีอยู่ดร.พลกฤต แสงอาวุธ รองอธิการบดี ฝ่ายพันธกิจสัมพันธ์ เปิดเผยเพิ่มเติมให้ทราบว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี มีนโยบายหลักในการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการบูรณาการ ผสานองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เน้นการสร้างคนให้เป็น “วิศวกรสังคม”โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญ4 ประการ คือ 1) การมีทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุ-ผล เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย 2) มีทักษะในการสื่อสาร สื่อสารองค์ความรู้เพื่อการแก้ปัญหา 3) มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นปราศจากข้อขัดแย้ง ระดมสรรพกำลัง ทรัพยากรเพื่อการแก้ปัญหา 4) มีทักษะการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมีแผนการขับเคลื่อนให้บุคลากร นักศึกษาลงพื้นที่เป็นวิศวกรสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้นักศึกษา กศบท.รุ่นปีการศึกษา 2563 ได้ทำพิธีปฐมนิเทศ เสร็จสิ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา

‘เสมา 3’ ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง ลุยจัดการศึกษาเอกชน ‘ระยอง ชลบุรี จันทบุรี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เสมา 3’ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง ลุยจัดการศึกษาเอกชน‘ระยอง ชลบุรี จันทบุรี’ (naewna.com)

‘เสมา 3’ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง ลุยจัดการศึกษาเอกชน‘ระยอง ชลบุรี จันทบุรี’

‘เสมา 3’ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง ลุยจัดการศึกษาเอกชน‘ระยอง ชลบุรี จันทบุรี’

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.20 น.

‘เสมา 3’ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง ลุยจัดการศึกษาเอกชน‘ระยอง ชลบุรี จันทบุรี’

5 ตุลาคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ลงพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาเอกชน โดยมีผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเอกชน และข้าราชการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งดูแลโรงเรียนเอกชนในจังหวัดระยอง ชลบุรี และจันทบุรี เข้าร่วมกว่า  150 คน ณ โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง จังหวัดระยอง

นางกนกวรรณ กล่าวว่า การเปิดเวทีในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนในการนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาเอกชน และสร้างมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคบนพื้นฐานที่ต้องการให้ผู้เรียนได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ของโรงเรียนเอกชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการจัดการศึกษาเอกชนให้แก่ นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป

สำหรับความคิดเห็นที่ผู้ปกครองได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะนั้น มีหลายมิติ อาทิ ด้านการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ 1. จัดให้มีระบบการแนะแนวและให้คำปรึกษาหลากหลายช่องทาง โดยพัฒนาครูแนะแนว เพื่อให้คำปรึกษากับนักเรียนและผู้ปกครอง โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย

2. ระบบการศึกษาในปัจจุบันจะไม่ได้มุ่งเน้นด้านประวัติศาสตร์ ศีลธรรม จริยธรรม พระพุทธศาสนา ขอให้โรงเรียนพัฒนาสื่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  ให้ทันสมัย และมีความหลากหลายมากขึ้น 3. ขอให้โรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบผ่านการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อรับรองคุณภาพและมาตรฐานของโรงเรียน 

ด้านครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา โดยขอให้มีกระบวนการคัดเลือกครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ การตรวจสอบการบรรจุครูโรงเรียนเอกชนให้มีวุฒิการศึกษาและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ด้านการบริหารจัดการ ความสะอาด สุขอนามัย ความปลอดภัย ได้แก่ 1. การจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ขอให้โรงเรียนจัดห้องเรียนตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขแบบเว้นระยะห่าง เคร่งครัดในการใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด 2. ขอให้ดูแลการจัดหา/จัดทำอาหารกลางวันให้นักเรียนให้มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะ

3. หน่วยงานของรัฐควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกับโรงเรียน รวมถึงมีการติดตามประเมินผลการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน 4. การจัดการเรื่องความปลอดภัยภายในโรงเรียนเอกชน เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบ real-time ให้ผู้ปกครองตรวจสอบความปลอดภัยของนักเรียน โดยกำหนดเป็นมาตรฐานให้ทุกโรงเรียนปฏิบัติ

5. มีช่องทางในการสื่อสาร ร้องเรียนระหว่างผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้ปกครองที่สะดวกและรวดเร็ว 6. ขอให้มีการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายผู้ปกครองทั่วประเทศ และมีทีมงานของกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปร่วมรับฟังปัญหา และหาแนวทางแก้ไข

 “ข้อมูลเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก เราจะได้นำไปปรับปรุง หาทางป้องกันเหตุต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยจะต้องได้รับความร่วมมือหลายภาคส่วน ทุกหน่วยต้องร่วมมือกัน และต้องทำอย่างจริงจัง และขอขอบคุณ พ่อแม่ผู้ปกครองที่มาในวันนี้ ที่มาร่วมกันแชร์ความคิด และการเสนอแนะข้อมูลต่างๆ ตนรับไว้ทุกข้อ และจะนำไปหารือ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป” นางกนกวรรณ กล่าว

รื้อใหญ่รร.เอกชน! สช.จ่อเลิกใบอนุญาตกลุ่มนอกระบบ 3.3 พันแห่ง ฮึ่ม!เมินส่งข้อมูลสั่งงดรับนร. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รื้อใหญ่รร.เอกชน! สช.จ่อเลิกใบอนุญาตกลุ่มนอกระบบ3.3พันแห่ง ฮึ่ม!เมินส่งข้อมูลสั่งงดรับนร. (naewna.com)

รื้อใหญ่รร.เอกชน! สช.จ่อเลิกใบอนุญาตกลุ่มนอกระบบ3.3พันแห่ง ฮึ่ม!เมินส่งข้อมูลสั่งงดรับนร.

รื้อใหญ่รร.เอกชน! สช.จ่อเลิกใบอนุญาตกลุ่มนอกระบบ3.3พันแห่ง ฮึ่ม!เมินส่งข้อมูลสั่งงดรับนร.

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.11 น.

“สช.” เอาจริง!!! เอกซเรย์จัดระบบข้อมูลโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ หากยังไม่ส่งข้อมูลนักเรียน-ครูมาให้ภายใน 15 ตุลาคมนี้ สั่งงดรับนักเรียนภาคเรียนที่ 1 พร้อมเตรียมยกเลิกใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบ เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นกว่า 3,330 แห่ง เหตุไม่มีสภาพความเป็นโรงเรียน-เลี่ยงภาษี

5 ตุลาคม 2563 นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า ตนเตรียมวางระบบการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ โดยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่ลงไปเอกซเรย์จัดระบบข้อมูลโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ที่ผ่านมาได้ขอให้โรงเรียนเอกชนทั้งหมด 4,000 แห่ง ส่งข้อมูลจำนวนนักเรียน พร้อมรายชื่อ และชื่อนักเรียนที่จบการศึกษา ข้อมูลครูมาให้ สช. แต่ปรากฏว่ายังมีโรงเรียนไม่ส่งข้อมูลมา แบ่งเป็น โรงเรียนเอกชนสายสามัญ 24 แห่ง , โรงเรียนนานาชาติ 78 แห่ง จากโรงเรียนนานาชาติที่มีทั้งหมด 229 แห่ง โดยอยู่ระหว่างส่งหนังสือแจ้งไปยังโรงเรียนทั้งหมดว่า หากไม่รายงานข้อมูลมาให้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม นี้ สช.จะสั่งงดรับนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

“ที่ผ่านมายอมรับว่า สช.บกพร่องเรื่องการรายงานข้อมูลรายตัวของนักเรียน ซึ่งในส่วนของโรงเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวต้องกรอกข้อมูลอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่กรอกก็จะไม่ได้เงิน ส่วนโรงเรียนที่ไม่ได้เงินอุดหนุน เช่น โรงเรียนนานาชาติก็จะไม่กรอกข้อมูล แต่หลังจากนี้ไป สช.จะไม่ยอม โดยจะให้ทุกโรงเรียนต้องรายงานข้อมูลนักเรียนมาให้ สช.รับทราบ ไม่เช่นนั้น จะให้งดรับนักเรียนอย่างแน่นอน” นายอรรถพล กล่าว

เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สช.ยังเตรียมสั่งยกเลิกใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น ประเภทต่างๆกว่า 3,330 แห่งทั่วประเทศ จากที่มีทั้งหมดประมาณ 11,000 แห่ง เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสภาพความเป็นโรงเรียน มีการเปลี่ยนกิจกรรมโดยไม่แจ้งยกเลิกใบอนุญาตฯจัดตั้ง ย้ายสถานที่สอนโดยไม่ขออนุญาต หยุดกิจการโดยไม่รายงาน เป็นการเลี่ยงภาษีอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะที่ผ่านมาไม่มีการรายงานข้อมูล แต่ต่อไปนี้จะให้โรงเรียนเอกชนทุกประเภทต้องรายงานข้อมูลเข้ามาเป็นรายปี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ไม่เช่นนั้น สช.จะสั่งให้งดรับนักเรียน

เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร้อง ศธ. หยุดขู่คุกคาม นร.-นศ. วอนรัฐบาลทำตามข้อเรียกร้อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร้อง ศธ. หยุดขู่คุกคาม นร.-นศ. วอนรัฐบาลทำตามข้อเรียกร้อง (naewna.com)

เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร้อง ศธ. หยุดขู่คุกคาม นร.-นศ. วอนรัฐบาลทำตามข้อเรียกร้อง

เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร้อง ศธ. หยุดขู่คุกคาม นร.-นศ. วอนรัฐบาลทำตามข้อเรียกร้อง

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.24 น.

วันที่ 5 ตุลาคม 2563 ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ หรือ UN เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ยื่นข้อเรียกร้องการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เดินทางไปรับเรื่องร้องเรียนแทน

โดยนายสุภัทร กล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 5 ต.ต. เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงได้ออกมาพูดถึงสิทธิที่อยูอาศัย และสิทธิมนุษยชน สิทธิภาคประชาชน และต้องสนับสนุนข้อเรียกร้องของนักเรียนที่ต้องการปฏิรูปการศึกษา ต้องการความปลอดภัย และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยมีหน่วยงานภาครัฐมารับข้อเรียกร้องเรียก อาทิ ตัวแทน UN, ตัวแทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.), ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นตัวแทนรัฐบาล มารับเรื่องร้องเรียน

นายสุภัทร กล่าวว่า เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้มีข้อเรียกร้องกับกระทรวงศึกษาธิการ 2 ข้อ โดยข้อเรียกร้องที่ 1 ให้หยุดขู่คุกคามนักเรียน นักศึกษา ที่ออกมาเคลื่อนไหว แสดงความคิดเห็นทางการเมือง รูปแบบต่าง ๆทั้งในและนอกสถานศึกษา โดยให้นักเรียน นักศึกษาแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ซึ่งในข้อนี้ ตนก็เรียนทางสมัชชาไปว่า เห็นด้วย 100% ว่าในการแสดงความคิดเห็นนั้น ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้ แต่ก็ให้ระมัดระวังเรื่องการละเมิดสิทธิผู้อื่นที่ต้องมีข้อจำกัด ส่วนข้อ 2. ให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีคำถามและมีข้อเสนอมาหลายครั้งต่อกระทรวงศึกษาธิการ และให้ดำเนินการเป็นรูปธรรม นั้น ซึ่งในข้อนี้ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาฯได้ดำเนินการหลายอย่าง แต่อาจจะตอบสนองช้าไป และการสื่อสารที่จะต้องเป็นระบบมากกว่าเดิม ดังนั้น ศธ.จะตั้งคณะทำงานชุดใหญ่ขึ้นมา และมีคณะทำงานชุดย่อยแยกไปดูแลทุก ๆเรื่อง เพื่อให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆที่เด็ก ๆเสนอมา โดยเฉพาะเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ต.ค.ที่กลุ่มนักเรียนได้มาเรียกร้องทั้งเรื่องระเบียบทรงผม เรื่องการทำโทษรุนแรง เรื่องเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งทางคณะทำงานก็ต้องไปดีไซน์แบบ เช่น เครื่องแบบนักเรียนเหมือนกันทั่วประเทศ แต่งเครื่องแบบบางวัน หรือฟรีฟอร์ม แต่ต้องเป็นชุดสุภาพ ไม่ใส่กางเกงบอลรองเท้าแตะมาเรียน ทั้งนี้ ต้องดูถึงความเหมาะสมด้วย ส่วนเรื่องไม่ให้เกิดความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งจะต้องตรวจสอบมอร์นิเตอร์อย่างเข้มงวดในทุกระดับชั้นเพื่อป้องกันการเกิดความรุนแรงในสถานศึกษา

“ซึ่งทุกเรื่องที่กล่าวมานี้สามารถทำได้เร็วขึ้นในระยะสั้นนี้ แต่สิ่งสำคัญเมื่อทำแล้วจะต้องสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ว่า ศธ.ได้ทำอะไรไปบ้างจากข้อเรียกร้องนั้น และทำได้แค่ไหนจากที่มีข้อเสนอมา และต้องอธิบายได้หากบางเรื่องที่ทำไม่ได้เพราะอะไร ที่สำคัญคณะทำงานจะต้องทำงานด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ทุกคนมองเห็นได้” นายสุภัทร กล่าว

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง การปรับหลักสูตร และการปรับระเบียบกฏเกณฑ์ต่าง ๆที่อาจจะล้าสมัยนั้นนั้น อาจจะต้องใช้ระยะเวลาศึกษายาวหน่อย

ปลัด ศธ. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ จะประสารกับเลขาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)ว่าเรื่องใดที่ตรวจสอบไปแล้วบ้าง และเรื่องใดตรวจสอบแล้วเป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนจากโรงเรียน
 

‘สุราษฎร์ธานี’ แหล่งโบราณคดี-ธรณีวิทยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สุราษฎร์ธานี’ แหล่งโบราณคดี-ธรณีวิทยา (naewna.com)

‘สุราษฎร์ธานี’  แหล่งโบราณคดี-ธรณีวิทยา

‘สุราษฎร์ธานี’ แหล่งโบราณคดี-ธรณีวิทยา

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“สุราษฎร์ธานี” จังหวัดทางภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เป็นที่ตั้งของ“เกาะสมุย” สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่างไรก็ตาม “สุราษฎร์ธานีไม่ได้มีดีเฉพาะเกาะสมุย” แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจอีกหลายแห่งดังที่เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ติดตามคณะทำงานของกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์และด้านธรณีวิทยาของจังหวัด ได้แก่

1.พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติ หรือพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาพุนพิน อ.พุนพิน เป็นพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา แห่งที่ 7 ของประเทศ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางวิชาการด้านซากดึกดำบรรพ์ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา อีกทั้งเป็นคลังเก็บตัวอย่างสำหรับเก็บรักษาธรณีวัตถุที่ค้นพบในภาคใต้ อีกทั้งยังได้เติมวิทยาการสมัยใหม่เป็นศูนย์เรียนรู้ธรณีพิบัติภัยที่สมบูรณ์แบบแห่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้

2.แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัยเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณวัตถุสถานจำนวนมากบริเวณเขาศรีวิชัยและพื้นที่ราบโดยรอบ ได้แก่ เนินโบราณสถาน ฐานโยนิ ศิวลึงค์ เทวรูปพระวิษณุ ทั้งนี้ยังมีชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมหิน เช่น ธรณีประตู กรอบประตู ฐานเสา เครื่องถ้วยจีน และเครื่องปั้นดินเผาพื้นเมือง รวมทั้งลูกปัดอีกเป็นจำนวนมาก นับได้ว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญเป็นอย่างมาก

เด่นโชค มั่นใจ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและธรรมชาติ จ.สุราษฏร์ธานี กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาพุนพิน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางวิชาการด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา นอกจากนี้ยังเป็นคลังเก็บตัวอย่างสำหรับเก็บรักษาธรณีวัตถุที่ค้นพบในภาคใต้ และเป็นศูนย์เรียนรู้ธรณีพิบัติภัยที่สมบูรณ์แบบแห่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการด้านธรณีวิทยา สำหรับนักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว และประชาชนที่สนใจ

“ผู้เข้าชมจะได้รับความรู้เบื้องต้นด้านธรณีวิทยา และยังสามารถชม Tree of Life ที่เป็นภาพนูนต่ำของซากดึกดำบรรพ์ เช่น ไทโลไบต์ นอติลอยด์ ไดโนเสาร์ เป็นต้น รวมถึงหุ่นจำลองการกำเนิดของโลก ระบบสุริยจักรวาล และส่วนประกอบของโลก ต่อเนื่องไปจนถึงการกำเนิดสุวรรณภูมิ และสัมผัสความหลากหลายทางทะเลดึกดำบรรพ์ ชีวิตดึกดำบรรพ์จากทะเลสู่บก ตั้งแต่ยุคพาลีโอโซอิก ซึ่งได้ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในไทยอีกด้วย” ผอ.พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติ จ.สุราษฎร์ธานี กล่าว

เด่นโชคกล่าวต่อไปว่า ส่วนแหล่งโบราณคดีศรีวิชัย ตั้งอยู่ทิศเหนือของควนพุนพิน ประกอบด้วย เนินเขาหินดินดานผสมเนินดินบริเวณที่เป็นโคกหรือที่ดอน 2 แห่ง ได้แก่ 1.ศาสนสถานประดิษฐานประติมากรรมหรือรูปเคารพ เพราะปรากฏร่องรอยแนวอิฐและหินดาน กับ 2.กรอบธรณีประตูโถงหนึ่งพบโยนิโทรนะ ส่วนอีกโคกหนึ่งใกล้เชิงเขาที่ปรากฏใบเสาเสมาหินทรายแดงสมัยอยุธยา

และเคยพบศิลาลึงค์บริเวณพื้นที่ราบห่างจากเขาศรีวิชัยไปทางตะวันตก มีสระน้ำขนาดใหญ่เป็นสระกลมสันขอบสระเป็นแนวกันดิน หรือ “สระพัง” สันนิษฐานว่าใช้เป็นแหล่งเก็บน้ำสำหรับทำการกสิกรรม ส่วนบนเขาศรีวิชัยประกอบด้วยเนินอิฐหรือศาสนสถาน 2 แห่ง ได้แก่ 1.เนินที่ประดิษฐานพระวิษณุ กับ 2.สระกลมขนาด 10×10 เมตร อาจเป็นสระน้ำโบราณสำหรับใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา

นอกจากนี้ลักษณะธรณีสัณฐานบริเวณโดยรอบเขาศรีวิชัย เป็นภูเขาลูกโดดลูกเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางที่ราบลุ่มริมแม่น้ำพุนพิน ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำตาปี จากการเจาะสำรวจเพื่อศึกษาลักษณะชั้นตะกอนดินบริเวณที่ราบโดยรอบ พบชั้นตะกอนพื้นผิวเป็นชั้นตะกอนดินเหนียวสีดำ มีเนื้อละเอียดเหนียวนุ่ม แทรกสลับด้วยชั้นหินตะกอนทรายเนื้อละเอียดถึงหยาบเป็นชั้นบางๆ บ่งชี้ว่าในอดีตบริเวณนี้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง ซึ่งต่อเนื่องถึงบริเวณปากแม่น้ำตาปีโบราณ

“ชั้นตะกอนนี้เทียบเคียงได้กับชั้นตะกอนดินเหนียวกรุงเทพฯ (Bangkok clay) ที่สะสมตัวเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่เป็นราบลุ่มแม่น้ำที่สามารถออกสู่ทะเลได้ ประกอบกับพบโบราณสถานและโบราณวัตถุในพื้นที่ ทำให้คาดว่าชุมชนโบราณตั้งอยู่ริมแม่น้ำแถบนี้ซึ่งส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยน่าจะมีการค้าขายทางน้ำสู่ทะเล ทำให้อาณาจักรศรีวิชัยในอดีตมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก” เด่นโชค ระบุ

3.ถ้ำขมิ้น เป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ในเขต “อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ถ้ำเหม็น” เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย เป็นถ้ำหินปูนที่มีขนาดกว้างใหญ่มาก ภายในมีหินงอก หินย้อยที่สวยงาม และเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวจำนวนมาก ซึ่ง ชัยพร ชัยยศ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นอธิบายว่า ถ้ำขมิ้นเป็นถ้ำที่เกิดในเทือกเขาหินปูนที่เกิดขึ้นในยุค “เพอร์เมียน”(Permian) ตามตารางธรณีกาลประมาณ280 ล้านปีที่แล้ว

กระบวนการเกิดถ้ำนั้นเกิดขึ้นตามกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ทำให้เกิดถ้ำทั่วไปคือ “เกิดการละลายของหินปูน” เมื่อถูกน้ำที่เป็นฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆแทรกตามแนวแตกที่ตัดผ่านชั้นหิน เมื่อการเวลาผ่านไป รอยแตกในเนื้อหินจะถูกกัดเซาะจนขยายตัวเป็นโพรงช่องว่างใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นถ้ำถ้ำขมิ้นมีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีการจัดเส้นทางทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1,250 เมตร

“เนื่องจากภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยเป็นจำนวนมากจึงทำให้มีค้างคาวมาอยู่อาศัย ในอดีตถ้ำแห่งนี้จึงเคยเปิดสัมปทานให้มีการเก็บมูลค้างคาว นอกจากนี้ความสวยงามของธรรมชาติสร้างขึ้นมา ทำให้มีหินงอก หินย้อยขนาดใหญ่มีชื่อว่าเสาเอกและหลักชัย และยังมีม่านหินปูนสีชมพูที่มีลวดลายต่างๆ เช่น รูปพระพุทธรูปปางสมาธิ เป็นต้น จึงทำให้มีความสวยงามเป็นอย่างมาก” ชัยพร กล่าว

4.โครงการเกษตรเงาะแปลงใหญ่ ต.เพิ่มพูนทรัพย์ อ.บ้านนาสาร โดยในอดีตราว 70-80 ปีก่อน มีการทำเหมืองแร่ดีบุกในพื้นที่ ต่อมาในปี 2558 ได้เกิดโครงการเกษตรแปลงใหญ่ขึ้นในพื้นที่ 1,134 ไร่ 168 แปลง นำโดยเกษตรอำเภอบ้านนาสารและเจ้าหน้าที่โครงการแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนในตำบลเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อปลูก “เงาะโรงเรียน” ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของ อ.บ้านนาสาร โดยสุวิทย์ คงปาน ประธานกลุ่มเงาะแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ เล่าว่า ลักษณะทางธรณีสัณฐานและธรณีวิทยาของเป็นที่เนินลอนราบระหว่างหุบเขา

ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูงที่เป็นหินแกรนิต มีเขาหินปูนเล็กๆ กระจายอยู่โดยรอบ ทำให้ชั้นดินในหุบเขาที่ตั้งโครงการเงาะแปลงใหญ่เป็นดินที่เกิดจากการสะสมของตะกอนที่ผุพังมาจากเทือกเขาหินแกรนิตและหินปูนที่อยู่โดยรอบ ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ดินบริเวณนี้มีความสมบูรณ์ ประกอบกับมีปริมาณน้ำฝนในพื้นที่มีปริมาณมากในแต่ละปี จึงทำให้พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก จึงทำให้ผลผลิตเงาะในพื้นที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก โดยเงาะจากโครงการจะมีสีแดงสด ผลใหญ่ และมีความกรอบอร่อย

สุดท้าย 5.ภูเขาทรายเหมืองแกะตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านเหมืองแกะ อ.นาสาร เป็นประติมากรรมเนินทรายสูงต่ำสลับกันไป-มา โดยเป็นหินทรายสีขาว ซึ่ง มนตรี เหลืองอิงคะสุด รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ในการทำเหมืองแร่ดีบุกมาก่อน แหล่งแร่ที่พบเป็นแหล่งแร่แบบลานแร่ แร่ดีบุกในแหล่งนี้จะหลุดออกมาจากหินแกรนิต โดยต้นกำเนิดจากกระบวนการผุพังของหินตามธรรมชาติ

“แร่ดีบุกจะถูกน้ำพัดสะสมร่วมกับตะกอนกรวดทรายตามที่ราบเชิงเขา ซึ่งการทำเหมืองแร่บริเวณนี้จะทำโดยการดูดทรายขึ้นมาเพื่อแยกดีบุกออกเพื่อใช้ประโยชน์ ส่วนทรายที่แยกนั้นจะนำไปกองรวมกันไว้ในบริเวณที่กำหนด แต่พอเวลาผ่านไปกองทรายที่ทับถมกลายเป็นเนินทรายกองเท่าภูเขา จึงทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในปัจจุบัน” มนตรี ระบุ

‘อว.’ ผสานพลังทุกหน่วยงาน สร้าง ‘วัฒนธรรมวิจัย’ พัฒนาท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อว.’ผสานพลังทุกหน่วยงาน สร้าง‘วัฒนธรรมวิจัย’พัฒนาท้องถิ่น (naewna.com)

‘อว.’ผสานพลังทุกหน่วยงาน  สร้าง‘วัฒนธรรมวิจัย’พัฒนาท้องถิ่น

‘อว.’ผสานพลังทุกหน่วยงาน สร้าง‘วัฒนธรรมวิจัย’พัฒนาท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางไปยัง จ.ตรัง และจ.นครศรีธรรมราชเพื่อตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าผลการดำเนินงาน “บทบาทมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ : นวัตกรรมการสร้างเศรษฐกิจชุมชนบนฐานทรัพยากรพื้นที่ถิ่นและภูมิวัฒนธรรม” ภายใต้ชุดโครงการวิจัยต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 25-27 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมา

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กล่าวว่า การนำหน่วยงานสนับสนุนงานวิจัยต่างๆ ของกระทรวงมาลงพื้นที่ร่วมกันเป็นคณะใหญ่ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพร่วมกัน เพราะต้องการให้ผู้บริหารของหน่วยงานเหล่านี้ช่วยกันเสนอแนะข้อคิดเห็นเพื่อต่อยอดหรือส่งเสริมให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่มากที่สุด

อีกทั้งเพื่อให้เกิดคำว่า “วัฒนธรรมวิจัย” กระจายไปสู่ระดับท้องถิ่นและชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งตนขอชื่นชมทุกพื้นที่ที่ได้ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ว่า ทุกเรื่องเป็นผลสำเร็จจากงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่สร้างเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง ทำให้เห็นว่าในวิกฤติที่ผ่านมาทั่วประเทศต่างได้รับผลกระทบ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ หากเศรษฐกิจฐานรากดี จะส่งผลให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวต่อไปว่าการลงพื้นที่ตลอดทั้ง 3 วัน ตนพบเจอแต่ข่าวดีที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ผลงานวิจัย ทั้งงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ที่ศึกษาด้านการจัดการทรัพยากร และยกระดับสินค้าของชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้น หรืองานวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ที่ทำตัวเป็น demand หรือ ตลาดให้กับผ้าทอพื้นถิ่นจากกลุ่มผู้ผลิตในชุมชนต่างๆ

และการสร้างเศรษฐกิจบนฐานทุนทางวัฒนธรรมให้กับตลาดทุ่งสง ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ล้วนแต่ทำให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยที่เข้าไปทำกับคนในพื้นที่และช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้จริง ที่สำคัญทำให้เห็นว่าชาวบ้านเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 น้อยมากหรือแทบไม่กระทบเลย เนื่องจากมีเศรษฐกิจฐานรากที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ไม่ได้เน้นไปที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ

ขณะเดียวกันจากเสียงสะท้อนของชาวบ้านในชุมชนทุ่งสง ทำให้ตนทราบว่ารายได้ของคนที่นี่บางรายกลับเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการมาดูงานพื้นที่เทศบาลทุ่งสงทำให้ตนได้เห็นโมเดลการทำงานใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ต่างไปจากเดิมที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่มีการทะเลาะกัน แย่งงานกันเหมือนแต่ก่อน เป็นโมเดลใหม่ที่เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับทุกหน่วยงาน

“ผมเห็นรูปแบบการทำงานใหม่ที่สร้างสรรค์ เห็นการทำงานร่วมกันของท้องถิ่น นักวิจัย ประชาคมในพื้นที่ซึ่งพื้นที่เทศบาลเมืองทุ่งสงเป็นตัวอย่างที่ดี เราจะไม่เดินตามโมเดลเดิมที่ ที่มีปัญหามีอะไรไม่ดีก็รอรัฐมาแก้ไข แต่เราต้องใช้งานวิจัย ใช้สติปัญญา สิ่งสำคัญคือ ต้องใช้เวลา ใช้ความร่วมมือระหว่างนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และชาวบ้าน ใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญรวบรวมคนเหล่านี้ให้มาทำงานร่วมกันหากทุกพื้นที่สามารถนำโมเดลนี้ไปทำงานได้ก็จะทำให้ประเทศชาติเจริญขึ้น” รมว.อว. กล่าว

ขณะที่ นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า การตรวจเยี่ยมพื้นที่ครั้งนี้ของ รมว.อว. และหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวงทำให้เห็นภาพของการทำงานร่วมกัน เชื่อว่าเมื่อทุกหน่วยงานได้ลงพื้นที่ร่วมกันก็จะเห็นทิศทางการทำงานแบบต่อยอดและบูรณาการ ขณะเดียวกัน กลไกการทำงานของ บพท. คือ Area Based เป็นกลไกการทำงานวิจัยที่ต้อนรับทุกความร่วมมือ ทุกเครือข่ายภาคีที่มีใจจะพัฒนาพื้นที่ร่วมกันด้วยความเต็มใจ

ซึ่งพื้นที่หนึ่งๆ สามารถรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนได้หลากหลายขึ้นอยู่กับบริบทและปัญหาในแต่ละเรื่อง เช่น พื้นที่ทุ่งสงแม้จะเคยได้รับทุนจาก บพท. ในเรื่องทุนวัฒนธรรม แต่มีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีบทบาทหลักก็สามารถเข้ามาทำงานร่วมกันในพื้นที่ได้ เหล่านี้คือภาพการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ในการร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่ และอนาคตตนต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่จาก Area Manager เป็น Area Based Change Agent คือสร้างผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่

ส่วนรูปธรรมความสำเร็จในพื้นที่ตรวจงานในครั้งนี้ ก็ได้ทำให้เห็นพลังของความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นโครงสร้างความรู้ในการพัฒนาพื้นที่ ที่ใช้ความรู้ไปหนุนกระบวนการชุมชน สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ได้เห็นความเข้มแข็งของชุมชน และกลไกในพื้นที่ ไม่ว่าจะกลุ่มทอผ้ากลุ่มปูม้า กลุ่มแปรรูป กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มประชาคมวัฒนธรรม ที่นำบริบทและวิถีชีวิตความเป็นอยู่เดิมมาผนวกกับงานวิจัยเชิงพื้นที่ กระทั่งสามารถสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง

ผอ.บพท. กล่าวต่อไปว่า การทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่หวังผลแบบนี้เริ่มจากการทำกรอบแนวคิดให้ชัดเจน แล้วทดลองนำร่อง เพื่อให้เห็น Platform กระบวนการทำงาน กลไกรูปแบบการทำงาน เมื่อแนวคิดประสบความสำเร็จก็จะมีการถอดบทเรียนกลไกความสำเร็จเป็น Platform การทำงาน และใช้ทุนวิจัยและนวัตกรรมเป็นแรงจูงใจและสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต่อไปจะเป็นการ repackage เพื่อขยายผล

“จุดเด่นงานวิจัยคือ พื้นที่ทดลองที่สามารถถอดบทเรียนขยายผลได้ ต่อไปเราจะขยายผลในสองมิติ เรื่องแรกเป็นการขยายเชิงแนวคิด Area base กับการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนในพื้นที่ การสร้างมวลรวมในพื้นที่ผ่านฐานทุนทรัพยากรพื้นที่ ผ่านกลุ่มอาชีพ กลไกกลุ่มอาชีพ การสร้างตลาดในพื้นที่และผ่านฐานทุนศิลปวัฒนธรรม ทำงานผ่านกลไกประชาคมและท้องถิ่น ส่วนเรื่องที่สองจะเป็นการขยายผลเชิงพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาที่มีผลกระทบต่อประเทศให้มากขึ้น” นายกิตติ ระบุ

นายกิตติยังกล่าวอีกว่า สำหรับงานวิจัยด้านการสร้างเศรษฐกิจชุมชนบนฐานทุนทางวัฒนธรรมนั้น เริ่มจากการถอดบทเรียนแล้วเห็นการสร้างกลไกความร่วมมือของประชาคมวัฒนธรรมที่มีท้องถิ่นเทศบาลสนับสนุน แล้วนำงานความรู้มาจัดทำแผนที่วัฒนธรรมและพื้นที่วัฒนธรรมในรูปแบบตลาดวัฒนธรรม จะเห็นมุมของการนำงานวิจัยเป็นกระบวนการเข้าไปสนับสนุนความคิดของประชาคม จนเกิดวัฒนธรรมวิจัย

ในระยะต่อไปจะมีการขยายผลการทำงานจากพื้นที่วิจัยเดิม 18 ย่าน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 38 ย่าน (38 จังหวัด)รวมถึงจะมีการเปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุนเพื่อให้เกิดผลสำเร็จเชิงรูปธรรมที่นำไปสู่การขยายผลได้เร็วขึ้น!!!

‘สุภัทร’ จ่อนัดถก ‘อควาเรียมหอยสังข์’ ชี้เดินหน้าต่อหรือปรับรูปแบบ มีคำตอบเร็วนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สุภัทร’จ่อนัดถก’อควาเรียมหอยสังข์’ ชี้เดินหน้าต่อหรือปรับรูปแบบ มีคำตอบเร็วนี้ (naewna.com)

'สุภัทร'จ่อนัดถก'อควาเรียมหอยสังข์' ชี้เดินหน้าต่อหรือปรับรูปแบบ มีคำตอบเร็วนี้

‘สุภัทร’จ่อนัดถก’อควาเรียมหอยสังข์’ ชี้เดินหน้าต่อหรือปรับรูปแบบ มีคำตอบเร็วนี้

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.17 น.

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2563 นายสุภัทร จำปาทอง รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้รับมอบหมายจาก นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้ลงไปประเมินพื้นที่การจัดสร้างโครงการศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรือ อควาเรียมหอยสังข์ จ.สงขลา เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้นำผู้เชี่ยวชาญจากสภาสถาปนิกและกรมโยธาธิการและผังเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงสร้าง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า โครงสร้างหลักของอาคารไม่มีปัญหา มีบางจุดเป็นสนิมบ้าง วัสดุมุงหลังคาอาจมีการยืดหด เพราะทำมาตั้งแต่ปี 2556

ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้น คิดว่าอาคารหลังดังกล่าวยังสามารถสร้างเป็นอควาเรียมได้ แต่ยังไม่สรุปว่าจะสร้างเป็นอควาเรียมตามเดิม หรือจะปรับไปเป็นแหล่งเรียนรู้อื่น ต้องหารือกับคณะทำงาน ซึ่งคาดว่าจะนัดประชุมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ หากเดินหน้าสร้างเป็นอควาเรียม เทคโนโลยีปัจจุบันเปลี่ยนไป จึงต้องดีไซน์การตกแต่งภายในใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งจากการประเมินราคาคราวๆ ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมกว่า 500 ล้านบาท โดยผมจะจัดทำข้อเสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณา อย่างน้อย 4 – 5 ทางเลือก พร้อมการประเมินราคา อาทิ สร้างเป็นอควาเรียมตามเดิม ปรับเป็นศูนย์นิทรรศการ ศูนย์กิจกรรมเด็กเล็กคล้ายกับท้องฟ้าจำลอง ก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ หรือไม่ดำเนินการต่อ แล้วมอบให้ทางองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้ามาดูแล แต่ก็ต้องดูข้อกฎหมายและเงื่อนไขต่างๆ ประกอบ เพราะใช้งบประมาณ ศธ.ไปแล้วพอสมควร มีการลงทุนซึ่งน่าจะใช้ประโยชน์ เพราะพื้นที่จุดดังกล่าวถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของ จ.สงขลา

‘ทนายรณณรงค์’ นำกลุ่มผู้ปกครอง ยื่นอัยการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ‘สารสาสน์’ พรุ่งนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ทนายรณณรงค์’นำกลุ่มผู้ปกครอง ยื่นอัยการฟ้องเรียกค่าเสียหาย’สารสาสน์’พรุ่งนี้ (naewna.com)

'ทนายรณณรงค์'นำกลุ่มผู้ปกครอง ยื่นอัยการฟ้องเรียกค่าเสียหาย'สารสาสน์'พรุ่งนี้

‘ทนายรณณรงค์’นำกลุ่มผู้ปกครอง ยื่นอัยการฟ้องเรียกค่าเสียหาย’สารสาสน์’พรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.19 น.

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 5 ต.ค.63) เวลา 09.30 น.ที่ศูนย์บริการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชินี และ 60 พรรษา มหาวชิราลงกรณ์ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อาคาร A ชั้น 2 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วยกลุ่มผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่ถูกกระทำความรุนแรงในโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จะมายื่นเรื่อง เพื่อขอให้ทาง นายณรงค์ ศรีระสันต์ อัยการพิเศษฝ่ายแผนช่วยเหลือทางกฎหมาย หัวหน้าศูนย์บริการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชินี และ 60 พรรษา มหาวชิราลงกรณ์ สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและฟ้องร้องคดีแพ่งต่อโรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์ราชพฤกษ์ ตลอดจนผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง และขอให้ติดตามในส่วนของคดีอาญาไม่ให้เกิดการแทรกแซงในคดี เนื่องจากเกี่ยวข้องเครือธุรกิจมูลค่าหลายพันล้าน