โปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต ‘ธรรมศาสตร์’ วันที่ 30-31 ต.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – โปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต ‘ธรรมศาสตร์’ วันที่ 30-31 ต.ค.นี้ (naewna.com)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต ‘ธรรมศาสตร์’ วันที่ 30-31 ต.ค.นี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต ‘ธรรมศาสตร์’ วันที่ 30-31 ต.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 17.52 น.

วันที่ 2 ตุลาคม 2563 รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2561 ในวันศุกร์ที่ 30 และเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563

รอบเวลา 16.00 น. และ รอบเวลา 19.00 น.

ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

(20+) Gasinee Witoonchart Official – โพสต์ | Facebook

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3D2796710533985967%26id%3D1987569741566721&show_text=true&width=552&height=715&appId

อึ้ง! สช. เผยผลตรวจ ‘ครู-บุคลากร’ ร.ร.สารสาสน์ฯ ราชพฤกษ์ 398 คน พบมีเอกสารครบ 141 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522465

อึ้ง! สช.เผยผลตรวจ'ครู-บุคลากร' ร.ร.สารสาสน์ฯ ราชพฤกษ์ 398 คน พบมีเอกสารครบ 141 คน

อึ้ง! สช.เผยผลตรวจ’ครู-บุคลากร’ ร.ร.สารสาสน์ฯ ราชพฤกษ์ 398 คน พบมีเอกสารครบ 141 คน

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.24 น.

วันที่ 2 ตุลาคม 2563 นายอรรถพล ตรึกตรอง  เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงไปหาข้อมูลในโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ นนทบุรี แล้วนั้น เบื้องต้นพบว่าโรงเรียนมีครูและบุคลากรทั้งหมด 398 คน แบ่งเป็นครูไทย 194 คน ครูต่างชาติ 127 คน บุคลากรทางการศึกษา 32 คน พี่เลี้ยงเด็ก 45 คน ในจำนวนนี้รวมถึงครูจุ๋มด้วย โดยในส่วนของครูไทย 193 คนนั้น พบว่ามีเอกสารยืนยันใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูครบ 142 คน ใบอนุญาตฯ หมดอายุ 4 คน ทางสช.จึงกำลังตรวจสอบว่าได้ไปต่อใบอนุญาตฯแล้วหรือยัง และระหว่างนี้โรงเรียนให้ปฏิบัติหน้าที่อะไร  หากให้ปฏิบัติหน้าที่สอนโรงเรียนก็มีความผิด  ส่วนอีก 52 คน ยังหาเอกสารไม่ครบจึงยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลได้ 

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับครูต่างชาติ พบว่า 76 คน ที่ขออนุญาตเข้ามาปฏิบัติการสอนและมีใบอนุญาตฯถูกต้อง  ส่วนอีก 51 คน มีเฉพาะรายชื่อกับสัญชาติแต่ไม่มีข้อมูลอื่น ซึ่งจะต้องมาตรวจสอบว่า มีสัญญาจ้าง และเข้าเมืองมาอย่างถูกต้องหรือไม่  และสอนเด็กระดับไหนอย่างไร  สำหรับบุคลากร 32 คน และพี่เลี้ยงเด็ก 45 คน รวมเป็น 77 คนนั้น กำลังตรวจสอบสัญญาจ้าง และให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องตามสัญญาจ้างหรือไม่ กรณีหากเป็นบุคลากรอื่นที่ไม่ใช่บุคลากรทางการศึกษา  ทางโรงเรียนได้ ทำประกันสังคมให้หรือไม่ เพราะถ้าเป็นบุคลากรทางการศึกษา จะเข้าระบบกองทุนสงเคราะห์ได้ตามระเบียบ  อีกปัญหาหนึ่งที่พบในโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ นนทบุรี ในตราสารจัดตั้งได้ขออนุญาตให้มีรองผู้อำนวยการโรงเรียน 3 คน แต่ทางโรงเรียนกลับไม่มีการแต่วตั้ง มีเพียงผู้อำนวยการโรงเรียนคนเดียวทำหน้าที่  เมื่อผอ.ไม่อยู่ก็ไม่มีผู้บริหารดูแล เป็นเหตุให้การบริหารงานผิดพลาด  แม้กระทั่งการจัดเก็บเอกสารของโรงเรียนก็ไม่เป็นระบบ  เรื่องเหล่านี้ผู้อำนวยการโรงเรียนคนเดียวไม่สามารถดูแลได้ครอบคลุม เพราะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ขณะที่ครูขาดความมั่นใจในบทบาทหน้าที่ การทำงานจึงไม่เป็นระบบและเกิดปัญหาขึ้น

“สช.กำลังไล่ตรวจสอบโรงเรียนสารสาสน์ราชพฤกษ์วิเทศราชพฤกษ์ รวมถึงสาขาอื่นๆด้วย แต่เท่าที่ดูยังไม่ถึงขั้นต้องตั้งคณะกรรมการเข้าไปควบคุม เพราะหลักการควบคุมสถานศึกษา จะสามารถดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อ พิจารณาแล้วเห็นว่าโรงเรียนนี้ไม่สามารถบริหารจัดการเองได้ แต่ตอนนี้ทางผู้บริหารเองก็พยายามแก้ไขปัญหา และ สช.คิดว่า ทางโรงเรียนยังมีศักยภาพ ที่จะบริหารโรงเรียนต่อไปได้ เพียงแต่ต้องจัดระบบการบริหารใหม่” นายอรรถพล กล่าว 

‘อนุชา’ รับปากตามเรื่องเยียวยาพระสงฆ์ กระทบโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522428

‘อนุชา’รับปากตามเรื่องเยียวยาพระสงฆ์ กระทบโควิด-19

‘อนุชา’รับปากตามเรื่องเยียวยาพระสงฆ์ กระทบโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.07 น.

‘อนุชา’รับปากตามเรื่องเยียวยาพระสงฆ์ กระทบโควิด-19

2 ตุลาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาคนไทย ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีเยียวยาพระสงฆ์ทั่วประเทศประมาณ 2.5 แสนรูป ว่า เรื่องนี้ยังไม่เรียบร้อยยังคงติดขัดอยู่หลายส่วน กำลังดำเนินการให้รูปแบบนั้นเสร็จสมบูรณ์ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังไม่ได้รายงานตนถึงข้อขัดข้องว่ามีอะไรบ้าง และยังไม่ได้บอกถึงความต้องการหรือความเร่งด่วนอย่างไร ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้ให้  

คุรุสภาแจ้งเอาผิด 4 ครูสารสาสน์ราชพฤกษ์ – ผู้รับใบอนุญาตตั้งโรงเรียนแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522427

คุรุสภาแจ้งเอาผิด 4 ครูสารสาสน์ราชพฤกษ์-ผู้รับใบอนุญาตตั้งโรงเรียนแล้ว

คุรุสภาแจ้งเอาผิด 4 ครูสารสาสน์ราชพฤกษ์-ผู้รับใบอนุญาตตั้งโรงเรียนแล้ว

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 13.56 น.

คุรุสภาแจ้งเอาผิด 4 ครูสารสาสน์ราชพฤกษ์-ผู้รับใบอนุญาตตั้งโรงเรียนแล้ว

2 ตุลาคม 2563 นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในวันนี้ตนได้มอบหมายให้นิติกรสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ไปแจ้งความดำเนินคดีกับครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์  4 ราย และผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง กรณีให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพมาปฏิบัติหน้าที่สอน ซึ่งถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการตรวจสอบครูรายอื่นๆนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาอนาคตต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง ให้กำชับไปยังโรงเรียนต่างๆให้ปฏิบัติตามระเบียบของคุรุสภา ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับรูปแบบการตรวจสอบให้เปิดเผยมากขึ้น อาทิ ต่อไปทุกโรงเรียนจะต้องมีการติดชื่อและใบอนุญาตฯของครูประจำชั้นไว้หน้าห้อง เหมือน แพทย์ ที่ติดชื่อไว้หน้าห้องตรวจ  เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา  

กมว.เสนอ ‘พี่เลี้ยงเด็ก’ ใส่เครื่องแบบสีต่าง ‘ครู’ มีใบประกอบวิชาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522421

กมว.เสนอ‘พี่เลี้ยงเด็ก’ใส่เครื่องแบบสีต่าง‘ครู’มีใบประกอบวิชาชีพ

กมว.เสนอ‘พี่เลี้ยงเด็ก’ใส่เครื่องแบบสีต่าง‘ครู’มีใบประกอบวิชาชีพ

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 13.22 น.

กมว.เสนอ‘พี่เลี้ยงเด็ก’ใส่เครื่องแบบสีต่าง‘ครู’มีใบประกอบวิชาชีพ

2 ตุลาคม 2563 นายเอกชัย สุขกี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) เปิดเผยว่า จากกรณีมีพี่เลี้ยงเด็กในโรงเรียนเอกชนทำร้ายร่างกายนักเรียนอนุบาลที่ปรากฏเป็นข่าวในขณะนี้นั้น เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการนำพี่เลี้ยงเด็กที่ไม่ได้เรียนจบคณะคุรุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ มาทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็ก ดังนั้นตนจะเสนอให้ที่ประชุม กมว.พิจารณาเรื่องการกำกับมาตรฐานวิชาชีพครูในโรงเรียนเอกชน โดยให้ครูที่ทำหน้าที่สอน นอกจากมีใบประกอบวิชาชีพครูติดหน้าห้องเรียนแล้ว ทางโรงเรียนต้องติดประกาศแสดงให้ชัดเจน

“นอกจากนี้จะเสนอให้มีข้อกำหนดว่าพี่เลี้ยงเด็กต้องใส่เครื่องแบบที่มีสีไม่เหมือนกับครูที่มีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถจำแนกได้ว่าคนไหนครู คนไหนพี่เลี้ยงเด็ก เพื่อให้ผู้ปกครองช่วยตรวจตราอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะหารือเรื่องดังกล่าวนี้กับเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยตนได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา รับทราบแล้ว ซึ่งนายดิศกุล มีความคิดว่าเรื่องที่ตนเสนอนั้นเป็นเรื่องที่ดี” ประธาน กมว.กล่าว

‘องคมนตรี’ ตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินการภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ‘มรภ.อุตรดิตถ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522306

'องคมนตรี'ตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินการภายใต้สถานการณ์โควิด-19'มรภ.อุตรดิตถ์'

‘องคมนตรี’ตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินการภายใต้สถานการณ์โควิด-19’มรภ.อุตรดิตถ์’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.05 น.

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เพื่อติดตามการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2563 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ในการนี้ ได้รับฟังรายงานการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดน่าน และจังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นพื้นที่การให้บริการวิชาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ทั้งนี้ นอกจากผู้ได้รับผลกระทบใน 3 จังหวัด จะได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยาของรัฐบาลแล้ว ยังมีการประสานงานระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏและหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในจังหวัดเพื่อร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ปรับตัวรองรับชีวิตวิถีใหม่ได้ อาทิ การส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ที่เหมาะสม การเตรียมความพร้อมให้สังคมผู้สูงวัย และการส่งเสริมความรู้รักสามัคคี

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ได้เข้าไปดูแลพื้นที่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน รวมทั้งสิ้น 934 หมู่บ้าน ตามศักยภาพของมหาวิทยาลัยและการจัดลำดับความสำคัญตามสภาพปัญหาของชุมชน โดยมีมาตรการระยะสั้นในการให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ อาทิ โครงการจ้างงานและพัฒนาทักษะเพื่อสร้างฐานข้อมูลท้องถิ่น โครงการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรและสร้างความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งมาตรการระยะยาวเพื่อขยายผลด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และการเกษตร ในรูปแบบการประสานประโยชน์ร่วมกันเป็นโครงการพัฒนาสมรรถนะอาชีพและเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนในจังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม New Normal

และในบ่ายวันเดียวกัน ได้บรรยายพิเศษ ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์วิทยาเขตทุ่งกะโล่ เรื่อง คุณลักษณะบัณฑิตราชภัฏในศตวรรษที่ 21 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้นำนักศึกษาเข้าหารือแนวทางพัฒนานักศึกษาด้วยกิจกรรมพัฒนาท้องถิ่น

ผู้เชี่ยวชาญชี้! ครูทำร้ายเด็กนักเรียน สะท้อนอำนาจนิยมในโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522254

ผู้เชี่ยวชาญชี้! ครูทำร้ายเด็กนักเรียน สะท้อนอำนาจนิยมในโรงเรียน

ผู้เชี่ยวชาญชี้! ครูทำร้ายเด็กนักเรียน สะท้อนอำนาจนิยมในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 17.53 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ครูทำร้ายเด็กสะท้อนอำนาจนิยมในโรงเรียนกับระบบที่ล้มเหลว ส่งผลร้ายต่อสภาพจิตใจ พัฒนาการเด็ก นำไปสู่โรคซึมเศร้า ชงสร้างระบบความปลอดภัยในโรงเรียน ผู้ปกครองมีส่วนร่วมตรวจสอบด้าน พม. ส่งนักจิตวิทยาฟื้นฟูทั้งระยะสั้นและระยะยาว เข้าร่วมในกระบวนการกล่าวโทษ ขณะที่ “ผู้ปกครองโรงเรียนสารสาสน์” ลั่นหาก โรงเรียนไม่ปรับก็ควรปิด หยุดปล่อยเด็กเผชิญชะตากรรมอันตราย  

1 ตุลาคม 2563 ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน ในเวทีเสวนาหัวข้อ “ทางออก…เมื่อโรงเรียนไม่ปลอดภัยและเด็กถูกทำร้าย” จัดโดย มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา ร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

​แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และเจ้าของเพจ“เลี้ยงลูกนอกบ้าน” กล่าวว่า เด็กที่ถูกเลี้ยงให้อยู่ในสภาพความรุนแรง จะมีผลกระทบกับตัวเด็กมากน้อยแตกต่างกัน ยิ่งเป็นเด็กเล็กยิ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการ เด็กจะแสดงออกหลายรูปแบบ เช่น ก้าวร้าวหงุดหงิดฉุนเฉียว เพราะต้องอยู่กับอารมณ์โกรธของครู เมื่ออยู่ในโรงเรียนเขาทำไม่ได้เขาจะเลือกไปแสดงออกในพื้นที่อื่น ด้วยการก้าวร้าวกลับ หรือลงไม้ลงมือ แต่เด็กบางคนก็จะเลือกวิธีหนีหลีกเลี่ยง ร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่เข้ากิจกรรมที่ควรทำเพราะไม่อยากถูกตำหนิถูกตี เกิดความวิตกกังวล ซึม แยกตัว ส่วนเด็กที่ยอมทำตามครู ก็เพื่อที่จะได้อยู่รอด ซึ่งเด็กที่ยอมเมื่อเติบโตมาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจ นับถือตัวเองต่ำ นำไปสู่โรคซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มนี้จะต้องมีนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลช่วยเหลือเยียวยาจิตใจอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เด็กได้ระบายความเครียด ความอึดอัดคับข้องใจผ่านกิจกรรมบำบัด ส่วนพ่อแม่เองต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของลูก และทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย ให้เขารู้สึกว่าโลกที่เขาจะอยู่ไม่ได้น่ากลัว

​“หมอมองว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ครูกับเด็ก แต่เป็นอำนาจนิยมในโรงเรียน อำนาจที่ผู้ใหญ่ใช้กระทำกับเด็ก อ้างหวังดีลงโทษเพื่อสั่งสอน ซึ่งจริงๆเกิดขึ้นทุกที่ เกิดในบ้าน โรงเรียน ชุมชน เราต้องกลับมาดูหลักสูตรการผลิตครู ว่าได้ใส่ความเข้าใจ การดูแลเด็กเชิงบวก ทักษะการจัดการอารมของครู อย่ามองความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ” แพทย์หญิงจิราภรณ์  กล่าว  
​แพทย์หญิงจิราภรณ์  กล่าวด้วยว่า สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พ่อแม่จำนวนไม่น้อยส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่รู้สึกว่าปลอดภัยจ่ายเงินมหาศาล คำถามคือ ทำไมเราไม่สามารถมีโรงเรียนที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน รวมถึงเด็กชนบท เด็กต่างจังหวัด เด็กยากจน ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงเกิดการทำร้าย ดังนั้นควรมองไปให้ถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำว่า นี่ขนาดเป็นโรงเรียนที่พ่อแม่สามารถจ่ายได้ จ่ายในระดับที่ค่อนข้างมีราคา ยังได้รับคุณภาพการศึกษาแบบนี้ แล้วโรงเรียนอื่นๆที่เหลือจะเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรให้เด็กเข้าถึงคุณภาพชีวิตทางการศึกษาที่ปลอดภัย ดังนั้นสังคมต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ และลุกขึ้นต่อสู้ไม่ยอมรับกับสิ่งที่ถูกปฏิบัติอยู่ เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ ศธ.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องลงมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

​นางสาวอรพินท์  ศักดิ์เอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเด็ก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า กรณีครูทำร้ายเด็ก บ้านพักเด็กและครอบครัว นนทบุรี ได้เข้าไปทำงานต้องแต่แรกที่เป็นข่าว  ร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อหาทางออก ในส่วนของ พม.จะเข้าไปฟื้นฟูเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กและผู้ปกครอง ทำการประเมินสภาพจิต รวมถึงหาแนวทางช่วยเหลือ ในเบื้องต้นได้แบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่รับผลกระทบโดยตรงผู้ปกครองได้แจ้งความดำเนินคดี กลุ่มที่2 เป็นกลุ่มเด็กและผู้ปกครองที่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน กลุ่มที่ 3 กลุ่มเด็กและผู้ปกครองที่อยู่ในสายชั้นเดียวกัน และกลุ่มที่ 4 กลุ่มเด็กและผู้ปกครองที่อยู่ในชั้นอื่นๆ หลังจากประเมินสภาพจิตใจแล้ว จะมีการทำแผนบำบัดกลุ่มต่อไป นอกจากนี้ในกลุ่มของเด็กที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูเร่งด่วน ต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบหลักในระยะยาวด้วย

​นางสาวอรพินท์ กล่าวว่า พม.ได้หารือกับ กระทรวงศึกษาธิการ  สาธารณสุขและมหาดไทย และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางพัฒนาขับเคลื่อนนโยบาย การคุ้มครองเด็ก นอกจากนี้ยังได้ทำ MOU กับ ศธ.ในประเด็นการคุ้มครองเด็กในสถานศึกษา ประกอบไปด้วย1.การรับบุคลากรเข้าปฏิบัติหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อมูล ประเมินสภาพจิตก่อนเข้าทำงาน 2. ให้ความรู้เรื่องการคุ้มครองเด็กกับบุคลากร 3.จัดให้มีโครงสร้างภายในมีตัวชี้วัดในการประเมิน จัดเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กเป็นการเฉพาะ4.มีข้อปฏิบัติที่เหมาะสมกับเด็ก 5.การสื่อสารจากภายนอก 6. ต้องมีการรายงานการดำเนินงาน และ7.เมื่อพบการกระทำความผิดต้องรายงานทันที นโยบายทั้งหมดนี้จะมีการผลักดันให้เกิดขึ้นในสถานที่ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก อย่างไรก็ตาม ทางกรมกิจการเด็กฯและกรมกิจการสตรีและครอบครัว ได้ทำงานตามพรบ.คุ้มครองเด็กฯ หากท่านใดพบเจอหรือสงสัยว่าเด็กจะไม่ได้รับความปลอดภัย ให้แจ้งมาที่สายด่วน พม.1300 เจ้าหน้าจะรับเข้าไปช่วยเหลือก่อนที่จะเกิดเหตุกับเด็กเหล่านั้น  

​นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช  ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่า กรณีครูทำร้ายร่างกายเด็ก อนุบาลที่ปรากฎเป็นข่าว และครูคนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์กลับนิ่งเฉย เหมือนเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งผู้บริหารโรงเรียน ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่รับรู้ รับทราบกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ เรามีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 ระบุชัดว่า มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก โดยรมว.พม.เป็นประธาน ปลัดพม.เป็นรองประธาน และยังมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นกรรมการ ทุกกลไกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง ดูแลช่วยเหลือเยียวยาเด็ก

​“พม.เป็นผู้ถือกฎหมายคุ้มครองเด็ก ความกระชับฉับไวจึงสำคัญมาก  ซึ่งครั้งนี้ถือว่า พม. และหลานหน่วยงานทำงานได้ค่อนข้างเร็ว  การเข้ามายืนเคียงข้างพ่อแม่ผู้ปกครองช่วยเรื่องการดำเนินคดี มีกระบวนการปกป้องช่วยเหลือเยียวยา เป็นเจ้าภาพกระตุ้นการให้เกิดการมีส่วนร่วมคุ้มครองเด็กในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำเกณฑ์การประเมินคนที่จะเข้ามาทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ สถานดูแลเด็ก หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่มีบ้านพักที่ดูแลเด็ก จัดทำเกณฑ์ประเมิน มีบันทึกตรวจสอบประวัติพฤติกรรมตรวจประเมินสุขภาพจิต นอกจากนี้ควรมีแอปพลิเคชั่น เพื่อให้เห็นกล้องวงจรปิดในห้องเรียน บริเวณโรงเรียน เพื่อร่วมตรวจสอบ ไม่เป็นความลับ และเพิ่มบทบาทของผู้ปกครองตรวจให้สามารถสอบบุคลากร ผู้บริหารในโรงเรียน หากมีการละเมิดเด็ก ผู้ปกครองมีสิทธิให้ตั้งกรรมการสอบ ไล่ออกได้  ท้ายสุดอยากให้ พม.เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบมากขึ้น  ว่าทุกองคาพยพของพร้อมยืนหยัดเคียงข้างในวันที่เด็กถูกทำร้าย ละเมิดสิทธิ” นางฐาณิชชา กล่าว

​ขณะที่ นายอัครพงษ์  บุญมี  ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์ราชพฤกษ์  กล่าวว่า เรื่องแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นกับลูกใครทั้งนั้น เด็กขนาดนี้คุณทำร้ายเขาได้อย่างไร อย่างกรณีลูกตนก็เคยเรียนซัมเมอร์กับครูจุ๋ม ตอนนั้นแก้มเขียวกลับมาบ้าน พอถามไปครูจุ๋มตอบว่า เด็กเล่นกัน และหลายครั้งที่ลูกฉี่ราดกางเกง และบอกว่า ฉี่ไม่ทัน ซึ่งทำให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าลูกต้องโดนอะไรแน่นอน ซึ่งโชคดีที่ลูกได้เรียนกับครูจุ๋มแค่ 1 เดือน ก็เกิดการปรับเปลี่ยน ตอนนี้ลูก 4 ขวบ ขึ้นอนุบาล 2 แล้ว จริงๆ ถึงลูกเราไม่มีคลิปในเหตุการณ์ แต่ก็เหมือนถูกกดดันจากสังคมและตั้งคำถาม เช่น ลูกเรียนที่นั่นหรือ โดนไหม จะออกไหม ทำไมยังกล้าให้ลูกเรียนอีก คือมันกลายเป็นเรื่องน่าอายที่เราให้ลูกใส่ชุดโรงเรียนนี้ แล้วไปส่งที่โรงเรียนนี้ ซึ่งการย้ายโรงเรียนอยากให้เป็นคำตอบสุดท้าย เพราะคงจะไม่ย้ายลูกออก เหตุผลคือไม่รู้สึกว่าลูกจะต้องปรับอะไร แต่สิ่งที่ต้องปรับคือโรงเรียนและระบบ ถ้าไม่ปรับก็คือต้องปิดโรงเรียนไป อย่าปล่อยให้เด็กรุ่นอื่นๆต้องมาเจอชะตากรรมแบบนี้ ไม่ใช่ต้องมาวัดดวง แต่ควรสร้างมาตรฐาน

​นายอัครพงษ์ กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่ผู้ปกครองเรียกร้องมีอยู่ 2 ประเด็น คือ น้องที่ถูกกระทำ ทางผู้ปกครองจะย้ายโรงเรียนและเรียกร้องค่าเสียหายเยียวยา ส่วนกรณีไม่ย้าย  ทางโรงเรียนต้องมีมาตรการที่ชัดเจน วางระบบสามารถดูลูกผ่านออนไลน์ ครูที่สอนต้องแสดงใบประกอบวิชาชีพครู เพราะจะปล่อยให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาสอนเด็กไม่ได้  ยิ่งเคสนี้อดคิดไม่ได้ว่าผู้บริหารมีส่วนรู้เห็นให้ทำผิดหรือไม่  นอกจากนี้เรายังเสนอให้ต้องประชุมผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง ทราบว่าขณะนี้กระทรวงศึกษาเข้ามาดูแลในเรื่องนี้แล้ว และทางโรงเรียนยินยอมจะทำตามข้อเรียกร้องของผู้ปกครอง ส่วนค่าสินไหม ก็จะดูเป็นรายบุคคลไป

​“ขณะนี้ทางโรงเรียนยังบ่ายเบี่ยง ไม่มีหลัก ไร้ความจริงใจ เวลานัดหารือจะส่งผู้แทนที่เป็นใครก็ไม่รู้และมาไม่ซ้ำหน้า ทำให้ผู้ปกครองโมโหไม่พอใจ ยิ่งผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนให้สัมภาษณ์แบบขาดวุฒิภาวะ  ไม่รับผิดชอบ ยิ่งสร้างความไม่มั่นใจเป็นอย่างมาก  ซึ่งอยากให้เข้าใจเสียใหม่ว่าผู้ปกครองเขาไม่ได้เรียกร้องเงินทอง ตามที่กล่าวหา  แต่ต้องการให้โรงเรียนปรับปรุง มีมาตรการสร้างความปลอดภัยให้ลูก หรือนโยบายจากผู้บริหารที่แสดงถึงความจริงใจ ตรวจสอบได้ ส่วนกรณีผู้ปกครองที่ลูกหลานเขาถูกครูทารุณตามที่ปรากฏในคลิป โรงเรียนก็ควรคิดเองได้ว่าต้องเยียวยาใช่หรือไม่  มันไม่จำเป็นที่จะให้ผู้ปกครองยื่นข้อเสนอ โรงเรียนควรจัดทีมเข้าไปดูแลตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วด้วยซ้ำ” ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสารสาสน์ฯ กล่าว

‘เอนก’ ลงใต้หนุนใช้ ‘อววน.’ แก้ปัญหาชุมชน ตอกย้ำ ‘ราชมงคล-ราชภัฎ’ ทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522222

‘เอนก’ลงใต้หนุนใช้‘อววน.’แก้ปัญหาชุมชน ตอกย้ำ‘ราชมงคล-ราชภัฎ’ทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำ

‘เอนก’ลงใต้หนุนใช้‘อววน.’แก้ปัญหาชุมชน ตอกย้ำ‘ราชมงคล-ราชภัฎ’ทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.37 น.

“ดร.เอนก” ลงใต้หนุนใช้ อววน.แก้ปัญหาชุมชน ตอกย้ำศักยภาพ “ราชมงคล – ราชภัฎ” ทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำ สร้างรายได้ให้ชุมชน 10 ล้านบาทต่อปี

1 ตุลาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน 2563 ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมคณะผู้บริหารจากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าผลการดำเนินงาน “บทบาทมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่” นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจชุมชนบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นและภูมิวัฒนธรรม ในพื้นที่ จ.ตรัง และนครศรีธรรมราช จากการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีมหาวิทยาลัยในท้องที่เป็นแม่ข่ายในการขับเคลื่อนร่วมกับชุมชน

คณะได้เยี่ยมชมผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จังหวัดตรัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บพท. ในการใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พัฒนานวัตกรรมชุมชนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและหนุนเสริมผู้ประกอบการชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปะเหลียนจังหวัดตรัง บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นสู่ตลาดการแข่งขันและสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย สู่ตลาดออนไลน์ จังฮู้ดอทคอม JUNGHUU.COM ที่กำลังได้รับความนิยม โดยมีมหาวิทยาลัยฯ เป็นพี่เลี้ยงและทำงานกับชุมชนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชม โครงการ “การวิจัยและพัฒนาระบบกลไกดูดซับเศรษฐกิจผ้าพื้นถิ่น จังหวัดนครศรีธรรมราช” โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตลาด เป็นแหล่งบริโภคให้กับชุมชน โดยกลุ่มผู้ผลิตผ้าระดับชุมชนที่เข้าร่วมในโครงการวิจัยฯ นำผ้ายกดอกตัดร่วมกับชุดครุย เป็นที่แรกของประเทศไทย และจะเป็นต้นแบบให้กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในการนำผ้าท้องถิ่นมาตัดเย็บ สร้างรายได้ให้กับชุมชน

คณะยังได้เดินทางไปยังพื้นที่ขยายผลการวิจัยและนวัตกรรม ณ ธนาคารปูม้าบ้านในถุ้ง อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้โครงการถ่ายทอดและขยายผลธนาคารปูม้า เพื่อคืนปูม้าสู่ทะเลไทยและต่อยอดงานวิจัยเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยขณะนี้ได้พัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกที่หนึ่งของ อ.ท่าศาลา ด้วย ปิดท้ายดัวยการนำชมย่านเมืองเก่าทุ่งสง อาทิ ย่านบ้านพักรถไฟสถานีชุมทางทุ่งสง โรงรถจักรทุ่งสง โรงพยาบาลทุ่งสง ชุมทางทุ่งสง ย่านยิบอินซอย ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการขยายผลจากโครงการการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมชุมชน ผ่านกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาสังคม เพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ ฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ศ.พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า การนำทีมงานและหน่วยงานต่าง ๆ ลงพื้นที่ในครั้งนี้นับเป็นทีมใหญ่ หลังจากที่พบว่าการดำเนินงานของ บพท. นั้นมีความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง และการพาหลายหน่วยงานมาดูงานพร้อมกันเพื่อให้เห็นภาพร่วมกัน ทั้งนี้ทุกหน่วยงานมีคนเก่ง มีผลงาน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอยู่แล้ว ดังนั้นการผสมผสานเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เห็นโอกาสของกันและกัน และมาทำงานร่วมกัน มันจะเป็นพลังมหาศาล นั่นหมายความว่า งานด้าน อววน. สามารถใหญ่ขึ้นหรือขยายขึ้นได้ จากเดิมที่มีเฉพาะการเรียนการสอน การทำวิจัย หรืออาจทำนวัตกรรมที่ไม่สู่การปฏิบัติ แต่ขณะนี้สามารถลงสู่การปฏิบัติได้มากขึ้น ซึ่งท่านนายกให้ความสนใจงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอยากให้ อว. นำสิ่งเหล่านี้มาช่วยยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำศักยภาพมหาวิทยาลัยราชภัฎ และมหาวิทยาลัยราชมงคล ตลอดจนวิทยาลัยชุมชนที่มีศักยภาพกระจายอยู่ทั่วประเทศ และต่อไปก็จะวัดผลงานกันด้วยการลงพื้นที่ช่วยชุมชนให้พ้นความยากจน มากกว่าวัดกันที่การลงวารสารทางวิชาการเท่านั้น

“จากวิกฤตโควิด 19 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการลงพื้นที่ในจังหวัดตรังและนครศรีธรรมราช นั่นคือ หากเศรษฐกิจฐานรากดี จะส่งผลให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว และได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวน้อยมาก ตรงกันข้ามกลับมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าการใช้ประชาคมท้องถิ่นเข้ามาร่วมทำวิจัยถือเป็นความสร้างสรรค์และเป็นพลังของชุมชน โดยไม่ต้องรอหน่วยงานภาครัฐ” รมว.อว. กล่าว

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า ความสำเร็จวันนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกแหล่งทุนไม่ว่าจะเป็น สอวช. – บพท. สวทช. วช. วว. ฯลฯ โดยมองถึงมหาวิทยาลัยเป็นโครงสร้างการพัฒนาพื้นที่ และจังหวัด ถ้ามหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาตัวเองไปตอบโจทย์จังหวัดได้ สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัด ทั้งกระบวนการทำแผน ทำระบบข้อมูล โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก จากฐานทุนภูมิวัฒนธรรม ซึ่งหากทำได้ บพท. คาดหวังว่าการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดจะเกิดมรรคเกิดผลต่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 

“กรอบวิจัยมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ที่เป็นตลาดเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในพื้นที่ ที่มีฐานทุนอยู่เดิมอย่างที่ มทร.ศรีวิชัย มี จังฮู้ดอทคอม หรือที่ มรภ.นครศรีธรรมราช มีการใช้ผ้าพื้นถิ่นเข้ามาเป็นกลไกดูดซับเศรษฐกิจของจังหวัด สร้างเศรษฐกิจมวลรวมในจังหวัดได้มากกว่า 10 ล้านบาท มีกรอบวิจัยที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่กับการพัฒนาย่านสร้างสรรค์จากฐานทุนวัฒนธรรม และกรอบงานวิจัยพัฒนาเมืองและเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งตรัง และสงขลา เป็นพื้นที่เป้าหมายหนึ่งในภาคใต้ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 29 เมือง 16 มหาวิทยาลัย เกิดกลไกการพัฒนาระดับพื้นที่ ซึ่งหากกระจายด้วยโมเดลเดียวกันทั่วประเทศโดยดึง มหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยราชมงคล และวิทยาลัยชุมชนต่าง ๆ ก็สามารถขยายผลสร้างรายได้ให้กับชุมชนไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาทต่อปี” ดร.กิตติ กล่าว

ส่วน ดร.กาญจนา วานิชกร รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรม สินค้า หรือผลิตภัณฑ์ชุมชน ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชนด้วย เพราะหากทำวิจัยแล้วชุมชนไม่ได้อะไรกลับคืนมาก็ไม่มีประโยชน์ สอวช. – บพท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้ทุน ได้ดึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ซึ่งรู้จักชุมชนดี มาทำงานร่วมกับชุมชนเป็นพี่เลี้ยงในการทำวิจัย และเพิ่มมูลค่าผลผลิตเพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันตลอดจนทำตลาดออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่คุ้นเคย รวมทั้งต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเขาทำกันเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราเติมการใช้ อววน. ลงไป เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

‘ณัฏฐพล’ ไม่มีปัญหา ‘กลุ่มนักเรียนเลว’ จ่อชุมนุมหน้าศธ.ศุกร์นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522179

‘ณัฏฐพล’ไม่มีปัญหา ‘กลุ่มนักเรียนเลว’จ่อชุมนุมหน้าศธ.ศุกร์นี้

‘ณัฏฐพล’ไม่มีปัญหา ‘กลุ่มนักเรียนเลว’จ่อชุมนุมหน้าศธ.ศุกร์นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.07 น.

‘ณัฏฐพล’ไม่มีปัญหา ‘กลุ่มนักเรียนเลว’จ่อชุมนุมหน้าศธ.ศุกร์นี้

1 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มนักเรียนเลวจะจัดชุมนุมในวันที่ 2 ตุลาคม นี้ เริ่มที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย และจะมาสิ้นสุดที่หน้า ศธ. ว่า ตนไม่มีปัญหา นักเรียนสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่ง ศธ.มีกระบวนการรับฟังข้อคิดเห็นอยู่แล้ว โดยนายอัมพร พินะสา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นผู้รับเรื่องแทน

“คิดว่าทางผมได้แสดง เจตจำนงชัดเจนในการรับทราบข้อมูลปัญหาของนักเรียน พร้อมกับวางแผนที่จะขับเคลื่อนในหลายๆ เรื่องที่นักเรียนยกประเด็นมา เรื่องไหนที่ยังทำไม่ได้ผมจะบอก แต่เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษา หลักสูตร การเรียนการสอน การสร้างสมรรถนะ เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการที่ ศธ.กำลังดำเนินการอยู่ และจะเร่งรัดให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว” นายณัฏฐพล กล่าว

สารสาสน์โมเดล! ‘ครูตั้น’ ยกเป็นต้นแบบรื้อมาตรฐานโรงเรียนเอกชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522172

สารสาสน์โมเดล!‘ครูตั้น’ยกเป็นต้นแบบรื้อมาตรฐานโรงเรียนเอกชน

สารสาสน์โมเดล!‘ครูตั้น’ยกเป็นต้นแบบรื้อมาตรฐานโรงเรียนเอกชน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 13.50 น.

สารสาสน์โมเดล!‘ครูตั้น’ยกเป็นต้นแบบรื้อมาตรฐานโรงเรียนเอกชน

1 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีที่กระแสโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของเจ้าของโรงเรียนในเครือสารสาสน์ฯ ที่อาจจะไม่เหมาะสม ว่า ตนขอไม่ออกความคิดเห็นในคำพูดของบุคคลอื่น ตนมีหน้าที่รักษากฎระเบียบ รักษามาตรฐานของการศึกษาในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนของโรงเรียนเอกชน หากพบใครกระทำผิดทางกฎหมายต้องดำเนินคดีและดำเนินการทางวินัยตามกฎระเบียบที่วางไว้

ทั้งนี้ ศธ.ได้เข้าไปดูเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)โดยตรง ได้เข้าไปดูแลเรื่องนี้แล้ว เชื่อว่าจะได้ข้อสรุป มาตรการเยียวยาฟื้นฟู และวางแผนโครงสร้างของโรงเรียนในอนาคตต่อไป

“ผมคิดว่านอกจากที่เราได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชนแล้ว สิ่งที่เราจะเห็นได้ คือ การปรับโครงสร้างของโรงเรียนในเครือสารสาสน์ และโรงเรียนอื่นๆ จะทำให้การศึกษาในภาคเอกชนนั้นดีขึ้น ถือเป็นแนวทางที่เราต้องช่วยกันทำ หากถามว่าผมเสียใจอะไร หรืออยากปรับปรุงเรื่องใด คือ ไม่อยากให้มีเรื่องแล้วเราต้องมาปรับโครงสร้างกัน” นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ตนรับรายงานจากที่นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา ที่ได้ลงพื้นที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งเรื่องอะไรเป็นที่ช่องโหว่ และอะไรที่ทำให้มาตรฐานการศึกษาด้อยลง ถือเป็นเรื่องที่ ศธ.ต้องปิดช่อง ตนยอมรับว่าขณะนี้มีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ ศธ. ต้องแก้ไข แต่ถ้าติดตามการทำงานของ ศธ.ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตนได้เน้นย้ำเสมอว่า ศธ.ต้องอธิบายการทำงานในทุก ๆเรื่อง และจะไม่ปล่อยให้สังคมตั้งข้อสงสัย

“แต่ต้องยอมรับว่าปัญหานั้นมีมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอบ การให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การให้ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน เป็นต้น ดังนั้นต้องหามาตรการมาปิดช่องโหว่ในเรื่องต่าง ๆ หาคนที่มีความเหมาะสม มีความสามารถที่สุดมาเป็นครู” นายณัฏฐพล กล่าว