บอร์ด ‘สกสค.’ ตั้งรองเลขาธิการฯ 4 ราย เพื่อดูแลครู-บุคลากรทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522165

บอร์ด'สกสค.' ตั้งรองเลขาธิการฯ 4 ราย เพื่อดูแลครู-บุคลากรทางการศึกษา

บอร์ด’สกสค.’ ตั้งรองเลขาธิการฯ 4 ราย เพื่อดูแลครู-บุคลากรทางการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 13.01 น.

“บอร์ด สกสค.” ตั้ง รองเลขาธิการ สกสค.4 ราย เพื่อดูแลครูบุคลากรทางการศึกษาให้ครอบคลุม

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ บุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้ติดตามแผนการดำเนินงานของ สกสค.ในระยะเวลา 30 วัน แผนงานช่วง 3 เดือน และแผนงานในระยะเวลา 1 ปี ว่า สกสค.วางแผนพัฒนาอะไรบ้าง พร้อมกับทำความเข้าใจว่า สกสค.คือหน่วยงานบริการ ไม่ได้เป็นหน่วยงานควบคุม ดังนั้น แผนการดำเนินงานต้องสะท้อนให้เห็นการบริการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

ทั้งนี้ จะมีคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อติดตามการดำเนินงานของ สกสค.ด้วย นอกจากนี้ สกสค.ได้รายงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศคะแนน การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ที่สำนักงาน สกสค.ได้คะแนนระดับดี ซึ่งในอนาคต สกสค.เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ ศธ.จะพยายามปรังปรุงให้ดีขึ้น เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครู หาก สกสค.สามารถสร้างความมั่นใจ จะมีสมาชิกมากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมหารือถึงการแต่งตั้งรองเลขาธิการ สกสค. จำนวน 4 คน ได้แก่ นายประเสริฐ บุญเรือง นายณรงค์ แผ้วผลสง นายกฤตชัย อรุณรัตน์ และ นายมังกร โรจน์ประภากร และที่ปรึกษา คือ นายพิพัฒน์ พุ่มยี่สุ่น นายประกอบ กุลบุตร และหม่อมหลวงสุรีกร สุริยง ก็ครอบคลุมการทำงาน และถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานในสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นต้น คาดว่าบุคคลเหล่านี้จะตอบโจทย์การบริการให้ครอบคลุมครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทั้งหมด นอกจากนี้ สกสค.ได้รายงานผลการประกาศรับสมัครพนักงานองค์การค้า ผ่านงานจ๊อบเอ็กซ์โปร์ 2020 เมื่อวันที่ 26-28 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สนใจสมัครมากกว่า 1,000 คน

ผู้สื่อข่าวถามว่า รับทราบเรื่องที่ นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ อดีตรองเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ยกเลิกคำสั่งการแต่งตั้งเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค. ให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาทบทวน เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการสรรหาในตำแหน่งดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนรับทราบเรื่องดังกล่าวพิจารณา รวมถึงขณะนี้ได้ส่งให้ทีมกฎหมายพิจารณาแล้ว

นกแอร์ร่วมกับซีเอ็ดส่งเสริมการอ่านคนไทย โหลดหนังสืออ่านบนเครื่องบินฟรีทุกรายการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522024

นกแอร์ร่วมกับซีเอ็ดส่งเสริมการอ่านคนไทย  โหลดหนังสืออ่านบนเครื่องบินฟรีทุกรายการ

นกแอร์ร่วมกับซีเอ็ดส่งเสริมการอ่านคนไทย โหลดหนังสืออ่านบนเครื่องบินฟรีทุกรายการ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านเพิ่มมากขึ้นว่า นับเป็นครั้งแรกของนกแอร์ที่ได้ร่วมมือกับซีเอ็ดในการจัดโครงการนี้จึงได้เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารทุกท่านที่เดินทางกับนกแอร์ สามารถดาวน์โหลด e-Book ได้ฟรี ในบริเวณจุดเช็คอิน และบริเวณก่อนขึ้นเครื่อง ในทุกๆ สนามบินทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปทั้งนี้ ผู้โดยสารทุกท่านสามารถดาวน์โหลด ด้วยการสแกน QR Codeที่พนักงานได้จัดเตรียมไว้ให้ โดยจะมีรูปปกหนังสือกำกับอยู่คู่กับ QR Codeแล้วจึงกรอกหมายเลขการจองเพื่อยืนยันการดาวน์โหลดผู้โดยสารทุกท่านสามารถเลือกหนังสือที่ท่านชอบดาวน์โหลดได้ตามใจ ให้ไปอ่านกันอย่างเพลิดเพลินบนเครื่องระหว่างเดินทางได้เลย

ทางด้าน นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราพร้อมที่จะส่งเสริมสังคมรักการอ่านโดยซีเอ็ดได้จัดบริการ e-Book ไว้ให้ดาวน์โหลดฟรีมากกว่า 1,000 รายการมีหนังสือให้เลือกอ่านหลากหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือการเงิน อย่างเช่น Money101……หนังสือการเงินที่ขายดีที่สุดตอนนี้หรือหนังสือเกี่ยวกับตลาดออนไลน์ที่เหมาะมากกับยุคสมัยนี้ ตลอดจนถึงหนังสือหมวดพัฒนาตนเอง หมวดสุขภาพ ที่ชวนให้เราได้ดูแลตัวเอง หมวดวรรณกรรมที่มีนิยาย เรื่องสั้นที่น่าสนใจหลายเรื่อง คู่มือสอบหนังสือติวสอบเราก็มี  อีบุ๊คของซีเอ็ดพร้อมเป็นเพื่อนเดินทางที่เติมความรู้ ความสนุกไปกับผู้โดยสารนกแอร์ในทุกเส้นทางครับ

มอ.คว้าตำแหน่งพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา สุดยอด!การสื่อความหมายและสร้างประสบการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522026

มอ.คว้าตำแหน่งพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา สุดยอด!การสื่อความหมายและสร้างประสบการณ์

มอ.คว้าตำแหน่งพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา สุดยอด!การสื่อความหมายและสร้างประสบการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) เปิดเผยว่าพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือPrincess Maha ChakriSirindhorn Natural History Museumซึ่งเป็นพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาของคาบสมุทรไทยแบบครบวงจร ได้รับรางวัลพิพิธภัณฑ์ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม“Museum Thailand Awards 2020” ประจำปี 2563 ประเภท ดีเด่นด้านการสื่อความหมายและสร้างประสบการณ์ โดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) หน่วยงานภายในของสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี

รางวัล Museum Thailand Awards ครั้งนี้ถือเป็น “สัญลักษณ์” การันตีพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ที่ได้พัฒนาตัวเองจนได้รับคัดเลือกให้เป็นพิพิธภัณฑ์ดีเด่นประจำปี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ทั้งคุณภาพและมาตรฐานในการเป็นแหล่งองค์ความรู้สู่ประชาชน สังคมและประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาวงการพิพิธภัณฑ์ของไทยต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี มอ. ได้เคยจัดแสดงนิทรรศการชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทยครอบคลุมตั้งแต่กำเนิดของจักรวาล โลกของเรา วิวัฒนาการความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศเด่นในภาคใต้ รวมถึงนิทรรศการหมุนเวียนซึ่งปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นภาคใต้ได้มีความรู้ที่หลากหลายและทันสมัย ภายใต้ความโดดเด่นที่เป็น “แหล่งเรียนรู้-วิจัย-อนุรักษ์บนคาบสมุทรไทย” และเป็นแหล่งวิจัยด้านทางชีวภาพอันหลากหลายให้กับนักวิจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ ย้ำสรุป ให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า สงขลานครินทร์ (มอ.) พร้อมขับเคลื่อนพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราช
กุมารี มอ. ให้ก้าวสู่การเป็นพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ที่ดำเนินการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการอนุรักษ์และให้บริการการศึกษาแก่สาธารณชนด้านธรรมชาติวิทยาของคาบสมุทรไทย โดยมุ่งเน้นการเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชนในด้านการอนุรักษ์และเข้าใจถึงความสำคัญด้านธรรมชาติวิทยาให้มากขึ้นต่อไปในอนาคต และให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่พรั่งพร้อมด้วยการสร้างสรรค์เนื้อหานิทรรศการที่อุดมไปด้วยแหล่งปัญหาอย่างลึกซึ้ง โดยนักวิจัยผู้รู้จริงในแต่ละเรื่องควบคู่กับคลังตัวอย่างอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะตัวแทนสิ่งมีชีวิตในคาบสมุทรไทยรวมทั้งการศึกษาทางอนุกรมวิธานและกิจกรรมวิจัยตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นถึงนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาข้อมูลฐานตัวอย่างอ้างอิง การสร้างความร่วมมือด้านงานวิจัยกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อมุ่งยกระดับพิพิธภัณฑ์ฯสู่ระดับสากลต่อไป

วธ.ตั้งแท่น เป็นหัวหอกส่งเสริมภาพยนตร์ไทย สร้างคน- สร้างงาน-สร้างค่านิยม- สร้างภาพลักษณ์ ขยับจาก ‘หนึ่ง’ เป็น ‘ที่หนึ่ง’ ของห้าชาติในเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522028

วธ.ตั้งแท่น เป็นหัวหอกส่งเสริมภาพยนตร์ไทย  สร้างคน-สร้างงาน-สร้างค่านิยม-สร้างภาพลักษณ์  ขยับจาก ‘หนึ่ง’ เป็น ‘ที่หนึ่ง’ ของห้าชาติในเอเชีย

วธ.ตั้งแท่น เป็นหัวหอกส่งเสริมภาพยนตร์ไทย สร้างคน-สร้างงาน-สร้างค่านิยม-สร้างภาพลักษณ์ ขยับจาก ‘หนึ่ง’ เป็น ‘ที่หนึ่ง’ ของห้าชาติในเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นทางการแล้วว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จะเป็นหัวหอกในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยให้เป็นอุตสาหกรรมหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 13.30 น. ว่า จะจัดทำโครงการประกวดบทภาพยนตร์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. 2563 : คนไทยชีวิตปกติ วิถีใหม่” โดยจัดอบรมเขียนบทภาพยนตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเขียนบทภาพยนตร์ไทยในช่วงสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยต่อยอดการผลิตเป็นผลงานสื่อสร้างสรรค์ เข้ากับเหตุการณ์ สถานการณ์ปัจจุบันโดยได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้แนวคิด“Content Thailand” หรือ “ทีมประเทศไทย”ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฯมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยเติบโตขึ้น และมีความเข้มแข็งก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน และเป็นหนึ่งใน 5 ชาติชั้นนำของอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงของเอเชีย ได้แก่ จีน เกาหลี อินเดีย ญี่ปุ่น และไทยซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฯ เพิ่มขึ้น229,169.64 ล้านบาท

นายอิทธิพล ยังได้กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดและพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น วธ.ได้จัดทำแผนการ
ส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยของกระทรวงวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ.2564 ประกอบด้วย 1.จัดทำ Website ฐานข้อมูลอุตสาหกรรมwww.contentthailand.com เพื่อเป็นฐานข้อมูลภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และบุคลากรในอุตสาหกรรมฯ ให้ผู้สนใจเจรจาธุรกิจทั้งในและต่างประเทศได้คัดเลือกผลงานและบุคลากรมาร่วมทำงาน โดยปีนี้จัดทำเป็น 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และในปีหน้าจะเพิ่มภาษาจีน และภาษาอื่นๆ รวมทั้ง
จะพัฒนาให้เป็นพื้นที่นำเสนอผลงานและสร้างรายได้สำหรับบุคลากรรุ่นใหม่ที่ขาดพื้นที่การนำเสนอต่อไป 2.โครงการสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Content Thailand Academy) โดยจัดอบรมบุคลากรรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่วงการ หรือบุคลากรมืออาชีพที่ต้องการเพิ่มพูนองค์ความรู้ มีการประกวด แข่งขัน เปิดโอกาสนำเสนอต่อนักลงทุน โดยเป็นโครงการต่อเนื่องตลอดทั้งปี และ 3.โครงการสร้างภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย ในบริบทของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) โดยร่วมมือกับทีมผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงกว่า 10 คน มาพัฒนาฝีมือบุคลากรไทยที่ผลิตผลงานภาพยนตร์สั้น แอนิเมชั่นสั้น ให้เป็นผลงานที่มีคุณภาพ รวมทั้งเตรียมคัดเลือกผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของไทยร่วมผลิตผลงานภาพยนตร์สั้น ร่วมกับผู้กำกับที่มีชื่อเสียงของ 5 ชาติในเอเชีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อทำเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวเผยแพร่ในระดับนานาชาติอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีโครงการตามแผนปฏิบัติการประจำปี อาทิ การนำศิลปิน ผู้ประกอบการไปนำเสนอภาพยนตร์ โครงการสร้างภาพยนตร์กับนักลงทุนและผู้ซื้อในต่างประเทศ (Roadshow) การจัดเทศกาลภาพยนตร์ และนิทรรศการด้านความคิดสร้างสรรค์ การสนับสนุนบุคลากรเข้าร่วมงานในต่างประเทศ ฯลฯ

DPU แนะฟื้นท่องเที่ยว ชูสร้างค่านิยมไทย สนับสนุนท้องถิ่น ชี้ ศึกษาผู้บริโภคใน ปท. ให้ขัดเจนก่อนแยกทำตลาดเฉพาะกลุ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522027

DPU แนะฟื้นท่องเที่ยว ชูสร้างค่านิยมไทย สนับสนุนท้องถิ่น  ชี้ ศึกษาผู้บริโภคใน ปท. ให้ขัดเจนก่อนแยกทำตลาดเฉพาะกลุ่ม

DPU แนะฟื้นท่องเที่ยว ชูสร้างค่านิยมไทย สนับสนุนท้องถิ่น ชี้ ศึกษาผู้บริโภคใน ปท. ให้ขัดเจนก่อนแยกทำตลาดเฉพาะกลุ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU กล่าวต่อกรณีผลกระทบจากวิกฤติ COVID-19 ต่อการท่องเที่ยวไทยว่า แม้รัฐบาลจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศบ้างแล้ว แต่ในปัจจุบันและอนาคตประเทศไทยควรหันมาพึ่งพาตลาดภายในประเทศมากขึ้น โดยรณรงค์ “การสร้างค่านิยมการท่องเที่ยวในประเทศ ให้ใช้สินค้าไทย กินอาหารที่ผลิตในเมืองไทย” เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ เชื่อว่าประเทศอื่นๆ ก็กำลังทำในลักษณะนี้เช่นกัน

สำหรับการท่องเที่ยวช่วงนี้ ผศ.ดร.มณฑกานติ ให้ความเห็นว่า ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเสรี เราจึงควรเน้นตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศ แหล่งท่องเที่ยวในประเทศและในภูมิภาคจึงต้องมีความพร้อม ดังนั้นนอกจากเมืองท่องเที่ยวหลัก รัฐควรเร่งพัฒนาเมืองรอง โดยต้องมีแผนพัฒนาระดับจังหวัดอย่างชัดเจน ว่าจะพัฒนาในทิศทางใด การเข้าถึงสะดวกไหม  เครือข่ายการเชื่อมโยงของการคมนาคมในท้องถิ่นมีปัญหาไหม โดยมีการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ทำป้ายบอกทางที่ชัดเจนเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยว ณ แหล่งท่องเที่ยว พัฒนาอาหารท้องถิ่น และออกแบบแพ็กเกจของที่ระลึกที่ทันสมัย พร้อมกับประชาสัมพันธ์เทศกาล ประเพณี ต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักด้วย

สำหรับธุรกิจโรงแรม ผศ.ดร.มณฑกานติ กล่าวว่า ในอดีตโรงแรมที่มีตลาดต่างประเทศเป็นหลัก อาจไม่ได้ทำการตลาดในภูมิภาคและภายในจังหวัดมากนัก แต่ตอนนี้คงต้องหันมาให้ความสำคัญกับตลาดดังกล่าวมากขึ้น ตลาดในภูมิภาคก็เป็นฐานลูกค้าแหล่งที่สำคัญ เนื่องจากนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเยือนได้โดยรถยนต์ในระยะทางไม่ไกลมาก ซึ่งจะช่วยโรงแรมในด้านการขายห้องพัก การขายอาหารการจัดประชุมจัด event ต่างๆ นอกจากนี้โรงแรมต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น เพื่อลดรายจ่าย ลดต้นทุน โดยอาจปรับตัวเป็นผู้ผลิต (producer) นอกจากเป็นผู้ซื้อ (buyer) เช่น การปลูกผักออแกนิค ปลูกต้นไม้ ผลไม้ ดอกไม้ไว้ใช้เอง และนำสิ่งที่ปลูกมาปรุงอาหาร หรือเปลี่ยนเป็นวัสดุในการตกแต่งอาหาร ตกแต่งสถานที่และควรอุดหนุนผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นตัวเอง เพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้

แม่ร้องเรียนลูกสาวถูกรุ่นพี่ ม.6 ทำร้าย บุกถาม รร.ไม่คืบ ประกาศนั่งประท้วงจนถึงเช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522109

แม่ร้องเรียนลูกสาวถูกรุ่นพี่ม.6 ทำร้าย บุกถามรร.ไม่คืบ ประกาศนั่งประท้วงจนถึงเช้า

แม่ร้องเรียนลูกสาวถูกรุ่นพี่ม.6 ทำร้าย บุกถามรร.ไม่คืบ ประกาศนั่งประท้วงจนถึงเช้า

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 22.14 น.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 นางสาว มะลิ จำปานิลอิ่ม อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43 ม.6. ต.หนองปากโลง อ.เมือง จ.นครปฐม ได้เข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว โดยอ้างว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย.63 ที่ผ่านมา ลูกสาวของตน ซึ่งเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง โทร.มาบอกว่าถูกเพื่อนรุ่นพี่ ม.6 ทำร้าย ตนจึงเดินทางมาสอบถามข้อเท็จจริงจากทางโรงเรียน แต่ทางโรงเรียนกลับพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นในวันนี้( 30 ก.ย.) ตนจึงมาที่โรงเรียนอีกครั้งเพื่อสอบถามความคืบหน้า แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบทที่น่าพอใจอีก

“ทางครูได้เรียกแม่เข้าไปคุยในห้องฝ่ายปกคลอง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบเนื่องจากว่าผู้ปกครองฝ่ายรุ่นพี่ไม่ได้เดินทางมาและครูฝ่ายปกครองห้ามถ่ายคลิประหว่าพูดคุย ส่วนรุ่นพี่ที่ทำร้ายร่างกายลูกสาวของแม่ แถมยังขู่ว่าจะแจ้งความกลับอีก แม่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงได้นั่งประท้วงอยู่ที่โรงเรียนตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเย็น และจะนั่งไปจนถึงพรุ่งนี้เวลา 08.30.น ตามที่ครูนัดเอาไว้ เรื่องนี้แม่ได้พาลูกสาวไปแจ้งความไว้แล้วที่ ส.ภ.เมืองนครปฐม”แม่รายนี้กล่าว

สิ้นพระพี่เลี้ยง! ‘ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ’ ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 94 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522105

สิ้นพระพี่เลี้ยง! 'ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ' ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 94 ปี

สิ้นพระพี่เลี้ยง! ‘ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ’ ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 94 ปี

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.07 น.

วันที่ 30 กันยายน 2563 พลเอกหญิง ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ คุณข้าหลวงผู้ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษ และเป็นพลเอกหญิงคนแรกและคนเดียวจนปัจจุบันที่เป็นสามัญชน ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว สิริอายุ 94 ปี

ทั้งนี้ พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พลเอกหญิง ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ จะมีขึ้น ณ ศาลา 100 ปี ปิยมหาราชอนุสรณ์ วัดเบญจมบพิตร วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 17.30 น.

สำหรับ พลเอกหญิง ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ นั้น เป็นธิดาคนใหญ่ของ พลตรี พระยาเสนีณรงค์ฤทธิ์ (หม่อมหลวงเล็ก สนิทวงศ์) กับท่านผู้หญิงโพยม เสนีณรงค์ฤทธิ์ (สกุลเดิม ณ นคร) มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 6 คน

ท่านผู้หญิงอภิรดี จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ โรงเรียนสายปัญญา และโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)

ด้านชีวิตครอบครัว ท่านผู้หญิงอภิรดีสมรสกับอวยชัย ยิ่งเจริญ มีบุตรธิดา 4 คน ได้แก่ กรองใจ บุนนาค, กุลศักดิ์ ยิ่งเจริญ, กุลยา ฉิมคล้าย, ดุลทัศน์ ยิ่งเจริญ

ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ เป็นพระอภิบาล (พี่เลี้ยง) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ตั้งแต่เสด็จพระราชสมภพระหว่างปี 2495-2498 และเป็นคุณข้าหลวงผู้ใหญ่ รับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2501

และเป็นบุคคลที่รัชกาลที่ 9 ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเป็นที่สุดให้ดูแลงานส่วนของพระองค์ จนเสด็จสวรรคต และดูแลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงจวบจนปัจจุบัน

พลเอกหญิง ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ เป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษ และเป็น “พลเอกหญิง” คนแรกและคนเดียวจนปัจจุบันที่เป็นสามัญชน

ขอบคุณข้อมูล : โบราณนานมา

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fboraannaanma%2Fposts%2F2681122288808581&show_text=true&width=552&height=866&appId

เผยห้อง ‘ครูจุ๋ม’ ไร้ใบอนุญาต 4 คน เลขาคุรุสภาบุกสอบ มี 9 คนทำร้ายเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522051

เผยห้อง'ครูจุ๋ม'ไร้ใบอนุญาต 4 คน เลขาคุรุสภาบุกสอบ มี 9 คนทำร้ายเด็ก

เผยห้อง’ครูจุ๋ม’ไร้ใบอนุญาต 4 คน เลขาคุรุสภาบุกสอบ มี 9 คนทำร้ายเด็ก

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.56 น.

วันที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น. ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภาพร้อมคณะกรรมการชุดทำงานเดินทางมาที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังได้รับมอบหมายจากกระทรวงศึกษาธิการเข้าตรวจสอบใบอนุญาตครูของครูที่สอนในโรงเรียนทั้งหมดโดยใช้เวลาในการตรวจสอบหลักฐานต่างๆที่ห้องประชุมของโรงเรียนนานกว่า 5 ชม.

ทั้งนี้หลังเสร็จสิ้นการตรวจสอบดร.ดิศกุล ออกจากห้องประชุมโดยเปิดเผยว่าจากการตรวจสอบทราบว่ามีจำนวนครูทั้งหมด 411 คน เป็นครูชาวไทย 95 คน ครูต่างชาติ 106 คน โดยทางโรงเรียนนำเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบในวันนี้ 201 คน ส่วนที่เหลือจะทยอยส่งให้ตรวจสอบ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าครูที่สอนเด็กอนุบาล 1 ห้อง อี ซึ่งเป็นห้องของครูจุ๋มพบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทั้ง 4 คน ในกรณีนี้ถ้าไม่เป็นผู้ครูผู้สอนเช่นเป็นวิทยากร เป็นพี่เลี้ยงก็ไม่มีความผิดแต่ถ้าเป็นครูผู้สอนก็มีความผิด 

สำหรับบุคคลที่เป็นครูเบื้องต้นจะต้องมี1.วุฒิการศึกษา 2.ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู 3.ใบอนุญาตทำการสอน สำหรับห้องอีซึ่งเป็นห้องของครูจุ๋มพบว่าทุกคนไม่มีใบอนุญาตทั้ง 2 ใบ สำหรับส่งที่เกิดขึ้นต้องรีบดำเนินการแก้ไขซึ่งคิดว่าจะมีโรงเรียนหลายๆแห่งที่พบปัญหาแบบเดียวกันแต่ยังไม่ทราบ ทั้งนี้เจ้าของโรงเรียนต้องทราบด้วยว่าได้จ้างใครเขามาสอนบ้าง มีใบประกอบวิชาชีพหรือไม่ไม่ใช่ว่าจะจ้างใครมาสอนก็ได้ สำหรับคดีนี้ก็เป็นเสียงสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนเอกชนหลายๆแห่งต้องวางฐานข้อมูลให้ชัดเจนและเป็นระบบ ส่วนที่ตรวจสอบพบว่าครูห้องอีทั้ง 4 คน ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เบื้องต้นทราบว่าครูที่ทำร้ายเด็กมีทั้งหมด 9 คนเป็นเรื่องคดีอาญาซึ่งทางตำรวจรับผิดชอบดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

ส่วนที่สภ.ชัยพฤกษ์ ตามที่นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ได้แจ้งว่าจะให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความเอาผิดกับทางโรงเรียนในวันนี้ เบื้องต้นยังไม่มีการเคลื่อนไหวในการแจ้งความแต่อย่างใด

‘คุรุสภา’ เร่งตรวจสอบหลักฐานใบอนุญาตฯครู ‘สารสาสน์’ แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522003

'คุรุสภา'เร่งตรวจสอบหลักฐานใบอนุญาตฯครู'สารสาสน์'แล้ว

‘คุรุสภา’เร่งตรวจสอบหลักฐานใบอนุญาตฯครู’สารสาสน์’แล้ว

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.01 น.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึงการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ของครูในโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ นนทบุรี ว่า ในวันนี้ตนพร้อมด้วย ดร.สุญาดา สุนทรศารทูล ผู้อำนวยการสำนักจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการ และเจ้าหน้าที่คุรุสภา ได้เข้าไปโรงเรียนสารสาสน์ฯ เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานใบประกอบวิชาชีพครู และพี่เลี้ยงเด็กที่ทำร้ายนักเรียนอนุบาล ซึ่งก็ได้หลักฐานมาพอสมควร แต่ยังตรวจสอบไม่หมดเนื่องจากทางโรงเรียนมีครูกว่า 400 คน จึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ และจะเร่งตรวจให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ส่วนกรณีครู 4 คน ที่ทำร้ายเด็ก ถือว่ามีความผิดชัดเจนที่สุด และพบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ดังนั้น จะต้องมีความผิด และสถานศึกษาจะต้องมีความผิดด้วยที่จ้างคนที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมาสอนเด็ก

‘ครูตั้น’ จี้หน่วยงานต้นสังกัด ตรวจสอบโรงเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎศธ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521986

'ครูตั้น'จี้หน่วยงานต้นสังกัด ตรวจสอบโรงเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎศธ.

‘ครูตั้น’จี้หน่วยงานต้นสังกัด ตรวจสอบโรงเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎศธ.

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.24 น.

จากที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งผู้บริหารคุรุสภาไปตรวจสอบหลักฐานครูในโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี หากพบว่าจ้างครูที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมาสอนนักเรียน ก็ให้แจ้งความดำเนินคดีเอาผิดครูที่ไม่มีใบอนุญาตฯ ตลอดจนฟ้องผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ที่รับครูที่ไม่มีใบอนุญาตฯมาสอนนักเรียน จนเกิดเหตุทำร้ายนักเรียนนั้น

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการป้องกันครู ทำรุนแรงกับเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กในภาพรวมนั้น ต้องยอมรับว่ามีทั้งโรงเรียนที่ทำถูกต้องและที่ยังทำไม่ถูกต้อง ส่วนตัวยังเชื่อว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ยังปฏิบัติตามระเบียบของ ศธ.โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะมีความระมัดระวังในการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ สำหรับผู้ที่จะเข้ามาเป็นครูอยู่แล้ว แต่กรณีของโรงเรียนสารสาสน์ฯ ต้องเข้าใจให้ชัดว่า ไม่ใช่ครูพี่เลี้ยง แต่เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ไม่มีหน้าที่ในการสอน วิธีการแก้ไขจึงต้องว่าไปตามกฎหมาย

“การแก้ไขจึงต้องมาดูทั้งระบบ ซึ่งในพื้นที่ใดหากโรงเรียนยังไม่ปฏิบัติตามกฎของ ศธ.เป็นหน้าที่ของหน่วยงานต้นสังกัดที่มีสถานศึกษาในการดูแล จะต้องเข้าไปตณวจสอบ สำหรับโรงเรียนที่มีสาขาจำนวนมาก แต่ไม่สามารถควบคุมคุณมาตรฐานได้ อย่างโรงเรียนสารสาสน์ ซึ่งการขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียน จะมีรายละเอียดเพิ่มเติม หากไม่ปฏิบัติตามก็ต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย” นายณัฏฐพล กล่าว